วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Narciso Rodriguez – Narciso


Narciso Rodriguez – Narciso

ได้เวลาของน้ำหอมแบรนด์ที่เรียบนิ่งแต่หรูหราแบบ Minimalist อย่างแบรนด์ Narciso Rodriguez อีกครั้ง ซึ่งรอบก่อนๆ จะเน้นไปที่น้ำหอมผู้ชายเสียก่อนใหญ่ มาครั้งนี้ได้โอกาสลองของใหม่เป็นโซนผู้หญิงบ้างอย่างรุ่น Narciso ผลสรุปที่ออกมา ทำเอาปลื้มปริ่มในแบรนด์นี้เข้าไปอีก เพราะ

เพราะขวดสีขาว กลิ่นที่ได้เลยจะเข้าทาง Concept สีขาวทุกประการจริงๆ โดยเริ่มที่ Top Notes จะบ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง โดยเริ่มที่โทนดอกไม้อย่างการ์ดิเนียและกุหลาบขาว กลิ่นจะนุ่มนวลชวนฝันและให้อารมณ์สีขาวมาก ซึ่งตัวการ์ดิเนียมันจะหอมแบบโทนกุหลาบบางๆ หวานจางๆ ติดกลิ่นออกทางเห็ดหน่อยๆ และมีความสะอาดในเนื้อกลิ่น พอมาผสานกับกุหลาบขาว มันเลยไปกันได้ดีและงามมากกับกลิ่นที่ได้ทั้งความนุ่มนวลและเซ็กซี่ ติดสดชื่นจางๆ เพียงไม่นานกลิ่น Musk จะเริ่มดันขึ้นมาจนเข้าสู่ช่วง Middle Notes เต็มๆ และกลายเป็น Unisex ที่จะมาในรูปแบบนุ่มนวลผสมกับกลิ่นโทนดอกไม้ในตอนต้น จนได้ความรู้สึกสีขาวนุ่มๆ ไปตลอด กลิ่นมีความเย้ายวนแบบไม่โจ่งแจ้ง เพราะคาบเกี่ยวกับความสว่างของเนื้อกลิ่นที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลชวนไว้วางใจไปด้วย จนส่งต่อให้ช่วง Base Notes กับการส่งต่อความ Unsiex ที่ติดโทนแมนๆ แบบผู้ชายขึ้นมานิดนึง เพราะกลิ่นโทนไม้ซีดาร์จะมาให้ความขรึมออกทาง Smoky จางๆ ให้ความน่าค้นหาอย่างลงตัว โดยที่ต้องบอกเลยว่ากลิ่นของโทนดอกไม้กับ Musk ยังคงตามมาเด่นอยู่ ไม่หายไปไหน เรียกได้เลยว่า Signature ของแบรนด์อย่างกลิ่น Musk ก็ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่เสริมด้วยโทนสีขาวจนนุ่มนวลและเซ็กซี่ในเวลาเดียวกันนั่นเองล่ะครับ

เหมาะสำหรับ – ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไปครับ กลิ่นนี้เป็นโทนสว่างสีขาวแบบเซ็กซี่ จะเสริมบุคลิกคนใส่ในรูปแบบที่มีชั้นเชิงทั้งอ่อนโยน นุ่มนวลก็ได้ เย้ายวนเซ็กซี่ก็ดีเลยล่ะครับ ซึ่งสามารถใส่ได้ทั้งงานทางการและไม่ทางการ ขอยกเว้นการใส่เพื่อออกกำลังกาย ส่วนใส่ออกงานยามค่ำคืน บอกเลยลงตัวสุดๆ แต่ถ้าจะเน้นเมาข้ามตัวนี้ดีกว่าครับ ลุคจะเสียหมด ส่วนผู้ชาย บอกตรงๆ ใส่น้ำหอมตัวนี้ได้สบายๆ เลยครับ เพราะนอกจากจะมีความ Unisex ในเนื้อกลิ่นสูงแล้ว กลิ่นช่วงท้ายๆ นี่เรียกว่าติดแมนๆ ได้เลยล่ะครับ

ความทน – เอาไปเลย 8 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ และมากกว่านั้นมากเสียด้วยซ้ำไป เพราะส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ รวมฉีดเสื้อด้านหน้า อยู่ยาวถึง 15 ชม. เลยจ้า

การกระจาย – กลิ่นกระจายดีงามแบบนุ่มนวลด้วยความเป็นสีขาวในช่วงต้น ลดระดับลงมากระจายดีในช่วงกลาง มีช่วงท้ายที่เป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบหอมแบบมีชั้นเชิงและมีระดับคุมโทนสีขาวตั้งแต่ต้นยันจบไม่มีผิดเพี้ยน

ทิ้งท้าย – กลิ่นดีงามมากเลยทีเดียว และเป็นอีกหนึ่งน้ำหอมที่แบรนด์ Narciso Rodriguez ไม่ทำให้ผิดหวังครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Tommy Bahama - Set Sail St. Barts for Men


Tommy Bahama - Set Sail St. Barts for Men

นี่คือหนึ่งในลูกรัก และเป็น Top 20 ของผมที่ได้อารมณ์หนุ่มลั่นล้าสุดๆ เข้าทางกับความชิลล์ๆ ที่ได้ทั้งอยู่บ้านและเข้าทางขาดใจยามเมื่ออยู่่ริมทะเลเสียด้วย เรียกว่ามาเต็มทุกอย่างที่ทำให้รู้สึกทั้งสดชื่น เฮฮา ลั่นล้าท้าลมร้อนสุดจากแบรนด์ Tommy Bahama ซึ่งนี่คือรุ่น Set Sail St. Barts for Men ครับ 

เรียกว่าแรกฉีดมันคือที่สุด บอกเลย! ผมจะอวย เพราะ Top Notes ปล่อยของเต็มๆ กับกลิ่นของน้ำมะนาวแบบยามคั้นออกมากลิ่นมะนาวหอมสดชื่นโทนซิตรัสแบบธรรมชาติสุดๆ โดยจะมีกลิ่นของเตกีล่าที่ผสมมะนาวเข้ามาทำให้เกิดความซ่าๆ สดชื่นเข้าไปอีก ยังไม่พอ กลิ่นอายแบบทะเลติดโทนมะพร้าวกะทิเค็มๆ จางๆ จะเข้ามาผสาน ซึ่งกลิ่นมะนาวนี่แหละครับ จะตามไปจนถึงช่วงท้ายเลย เรียกว่าเอาให้ฟินกันไปข้างก่อนจะส่งต่อให้ Middle Notes ที่ยังคงามความเป็นมะนาวและเตกีล่าอยู่ แต่จะลงระดับความคมลงมา โดยจะมีกลิ่นเกลือเข้ามาผสมผสานตีคู่กับกลิ่นลูกฝรั่งดิบ และกลิ่นโทนเขียวๆ ที่ให้ความสดชื่นต่อเนื่อง แต่ลดลงมานุ่มขึ้น จนปิดท้ายที่ Base Notes ที่กลิ่นมะนาวและเตกีล่าจะจางลงไปรองพื้นด้านหลังแล้วให้ Musk และวานิลลา ผมาผสานกันเป็นกลิ่นโทนนุ่มๆ สดชื่นติดเค็มจางๆ เพราะกลิ่นเกลือยังตามมาอยู่ ราวกับผิวกายต้องแดดอุ่นๆ ภาพรวมทั้งหมด นี่คือการนอนเล่นริมชายหาดในเตียงผ้าใบ จิบเตกีล่าใส่มะนาวและเกลือ ท่ามกลางอากาศอบอุ่นกับสายลมทะเลอย่างไงอย่างงั้น มันใช่ ยิ่งกว่าใช่เลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ก็ใส่ได้แล้ว เพราะกลิ่นเข้าถึงง่ายมาก และไม่ได้ออกทางรบกวนใครมากนักด้วย สามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ยกเว้นงานทางการ เพราะกลิ่นมันชิลล์ไป ความน่าเชื่อถืออาจจะหายไปกับอารมณ์ชิลล์ๆ แบบนี้ได้ แต่ถ้าอยู่ Office ไม่ได้ไปไหน ใส่ตัวนี้ได้อยู่ครับ ส่วนยามกลางคืนก็ใส่ได้เลยนะครับ ยิ่งถ้าเป็นกลางคืนริมทะเล เข้าทางทุกอย่าง ยกเว้นอย่างนึงที่ตัวนี้ไม่ได้มีมากนักเท่าไหร่นั่นคือ ความเย้ายวน ก็เท่านั้นเอง ส่วนคุณผู้หญิงส่วนตัวผมมองว่าใช้ตัวนี้ได้สบายๆ เช่นกันครับ กลิ่นมีความร่าเริงสนุกสนาน ให้สดชื่นได้อยู่

ความทน - บอกเลยว่าตัวนี้เป็น EDC หรือ Cologne แต่ความทนเท่า EDT เลยทีเดียวสามารถอยู่ได้ 6-8 ชม.ได้เลยล่ะครับ ตามการอัดสเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แต่จะลดลงมาเป็นออร่ารอบตัวในช่วงกลางจนถึงต้นๆ ช่วงท้าย ก่อนจะเป็น Skin Scent ติดผิว ตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อนครับ

ทิ้งท้าย - รักมาก บอกเลย! และนี่คือหนึ่งใน #ของดีเทคนิคไม่ต้อง ที่ทำให้คนฉีดฟินไม่น้อยเลยล่ะครับ ^^

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Annick Goutal - Eau du Sud


Annick Goutal - Eau du Sud

Annick Goutal ถือเป็นแบรนด์น้ำหอม Niche ที่กลิ่นอายน้ำหอมทุกตัวมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก แต่ละกลิ่นถือว่าทำออกมาได้งามและคุณภาพยอดเยี่ยม ซึ่งในหมู่คนสะสมและรักน้ำหอมต่างก็ปลื้มแบรนด์นี้กันเยอะเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าผมเองก็ปลื้ม เลยจัดมาซะเลยกับรุ่นที่เรียกความสดชื่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมาะกับอากาศบ้านเราที่ร้อนนรกถึงขีดสุด ก็ตัวนี้เลยครับ Eau de Sud

เรียกว่าธรรมชาติมาเต็มจริงๆ เพราะ Top Notes มาแบบโทนซิตรัสจัดเต็มมากๆ โดยเริ่มที่เกรฟฟรุตกับมะกรูด ที่กลิ่นมาเต็มเหนี่ยวมาก แบบเปลือกผลที่ทั้งเปรี้ยวและขมติดเขียว โดยมีโหระพาเป็นตัวปล่อยความเป็นสมุนไพรกลั้วโทนซิตรัสแบบหนำใจมาก เรียกว่าสดชื่นติดเขียวสุดๆ กันตั้งแต่แรกเริ่ม ท่ามกลางกลิ่นที่คมตามธรรมชาติ จนเมื่อเข้าช่วง Middle Notes งานนี้มาเต็มเลยรับช่วงต่อจากตอนแรกด้วยมะนาวและใบเวอร์บีน่าที่กลิ่นคล้ายมะนาวแบบติดเขียวใบไม้ แถมด้วยกลิ่นอายสดชื่นเย็นๆ ของมินท์ตามเข้ามาอีก เรียกว่ากลิ่นสดชื่นต่อเนื่องแบบมาโทนเปรี้ยวใสๆ เลย แน่นอนว่าคงความคมตามธรรมชาติเช่นเคย แถมด้วยความกระปรี้กระเปร่าที่จัดเต็มมากกับโทนสว่างฟ้าใสอากาศดีๆ อย่างบอกไม่ถูก และปิดท้ายที่ Base Notes ซึ่งกลิ่นโทนซิตรัสของมะนาวยังคงอยู่ แต่ตัวที่มาผสานจะเป็นโทนสมุนไพรติดวู้ดดี้จางๆ มีความสดชื่นแบบแห้งในเนื้อกลิ่นด้วยโทนของหญ้าแฝกกลั้ว Oak Moss ที่มาในโทนเขียวตั้งแต่ต้นจรดปลาย แน่นอนว่ากลิ่นยังคงมีมิติหอมเย้าแบบสดชื่นตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีหนีไปไหน มาเต็มเม็ดเต็มหน่วยกันเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ – Unisex ครับ ตราเอาไว้เช่นนี้ และก็เป็นเช่นการตราเอาไว้แบบนั้น เพราะกลิ่นมันธรรมชาติมากเลยทีเดียวที่จะครอบจักรวาลการใช้งานแบบได้ทุกเพศเลย สามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวัน งานทางการก็ได้เพราะกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติที่เข้าถึงได้ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งใส่วันอากาศร้อนๆ ยิ่งสดชื่นมากมายเลย ส่วนยามกลางคืนถ้าทั่วๆ ไปชิลล์ๆ กับอากาศบ้านเราน่ะเหมาะมาก แต่ถ้าใส่ไปเมา จบกันครับ กลิ่นไม่ไหวกับแอลกอฮอล์เลยล่ะนะ

ความทน – อยู่ที่ประมาณ 6 ชั่วโมง ตามประสาน้ำหอมโทนกลิ่นที่ธรรมชาติมาเต็มขนาดนี้ อาจจะมากกว่ากว่านี้ได้อยู่ถ้าอัดสเปรย์ ซึ่งราคามันแพงอ่ะจ้ะ อัดสเปรย์ไปแอบเสียดายนะ 55555

การกระจาย – กลิ่นกระจายดีงามและคมตามธรรมชาติมากมายในช่วงต้น และจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ที่คนอยู่ใกล้ๆ จะได้รับความสดชื่นเต็มๆ จากผู้ใส่ และปิดท้ายด้วย Skin Scent ที่กลิ่นจะตีขึ้นมายามร่างกายทำความร้อนครับ

ทิ้งท้าย – เรียกได้เลยว่านี่คือน้ำหอมที่สดชื่นจัดแบบธรรมชาติจริงๆ โดยไม่ทิ้งความมีคลาสในเนื้อกลิ่นเลยล่ะครับ

ป.ล. ขวดมี 2 แบบนะครับผม อยากได้ขวดแบบไหนจัดได้เลยครับ

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Montale – Black Aoud


Montale – Black Aoud

เพราะ Montale นี้เป็นเอกทางด้าน Aoud หรือ Oud กฤษณา แถมเป็นหนึ่งในใต้หล้า เรื่องน้ำหอมที่กระจายดีเว่อร์มากๆ แบบ Power House ในหลายๆ รุ่นที่ปล่อยของออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ผมได้มีโอกาสใช้งานก็เรียกได้ว่ามาเต็มสุดๆ ในความแน่นกันได้เลยนั่นคือ Black Aoud นั่นเอง 

กลิ่นเปิดต้องยอมให้เขากันได้เลยเพราะมากันได้แบบเต็มแน่นมากมาย เพราะกลิ่นของไม้กฤษณาจะมาเพียบ ได้อารมณ์แบบกลิ่นยาเม็ดสีดำล้อมรอบกลิ่นเนื้อไม้แน่นๆ ผสมอยู่ในนั้น โดยมีกลิ่นโทนซิตรัสจางๆ ให้พอรู้สึกได้ว่ากลิ่นไม่ได้เป็นกฤษณาทางเดียวจนเกินไป ซึ่งกลิ่นจะแมนเข้มแน่นมาก มากันเต็มๆ กระจายฟุ้งรอบตัวพลางไปถึงกลิ่นกระจายทั่วห้องเอาได้ เพียงไม่นานกลิ่นของกุหลาบจะค่อยๆ แผ่กระจายออกมาผสานกับไม้กฤษณาในช่วงกลางที่จะมาเต็มอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง 2 ตัวนี้จะผสานกันได้อย่างลงตัวจนออกทางสีดำแบบนุ่มนวลก็จริงแต่หนักแน่นมาก กลิ่นในช่วงนี้จะให้ความรู้สึกทั้งเข้ม ขลัง และมีภูมิ โดยเย้ายวนแบบลึกลับ คือยังคงมาเต็มมาแน่นกันเลยทีเดียว จนเมื่อเข้าช่วงท้ายงานนี้กลิ่นไม้กฤษณาจะไปรองพื้นด้านหลังผสานกับกลิ่นโทนนุ่มสะอาดของ Musk โดยมีพิมเสนลอยอยู่ประปรายให้รู้สึก ซึ่งกุหลาบยังคงอยู่ แต่กลิ่นผสานกันจนเป็นกุหลาบสีเข้ม Musk ที่อยู่บนพื้นไม้สีดำอยู่ กลิ่นยังคงความแมนลึกลับตั้งแต่ต้นยันจบไม่มีผิดเพี้ยนเลย ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งในน้ำหอมกลิ่นกุหลาบกลั้ว Oud ที่ทำกลิ่นออกมาได้แมนและลึกลับดำสนิมสมชื่อรุ่นเลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ – ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป จริงๆ น้องมหาลัยก็ใช้ได้ครับ แต่กลิ่นแน่นมาก อาจจะต้องผ่านน้ำหอมแนว Oud กันมาพอสมควร ไม่งั้นเจอความแน่นไปหงายหลังไป 3 ตลบได้ ซึ่งควรจะใช้แบบที่จำกัดจำนวนสเปรย์ เพราะกลิ่น Power House แบบนี้มันเอาตายรอบทิศกันเลยทีเดียวถ้าเยอะ ไม่แน่คนฉีดตายก่อนเพราะตีขึ้นจนจุกคอหอยเลย ซึ่งถ้าใส่ออกงานทางการจะสร้างภูมิน่าเชื่อถือแกล้มลึกลับได้ดีมาก ส่วนชิลล์ๆ ก็ใส่ได้อยู่ ยิ่งถ้าออกงานกลางคืนหรือเที่ยว ตัวนี้เรียกร้องความสนใจได้แน่ๆ ล่ะครับ อ้อ อย่าใส่ไปออกกำลังกาย เพราะมันจะฆ่าคนข้างๆ ตายเอาได้นะ

ความทน – 15 ชม. กันเลยจ้า มากกว่านั้นด้วยนะจ้ะ สมคุณภาพของการเป็น Montale เลยจ้า

การกระจาย – เพราะเป็น Power House กลิ่นเลยกระจายหนักหน่วงมากตั้งแต่ช่วงต้น ลดลงมากระจายดีมากในช่วงกลางแบบกุหลาบสีเข้มกับไม้สีดำ และลงมากระจายกลางๆ ในช่วงท้าย ซึ่งจากการใช้งานเมื่อผ่าน 15 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent ครับ

ทิ้งท้าย#ของเขาแรงจริงอะไรจริง บอกเลย ใครชอบ Oud ตัวนี้น่าสนใจมากในแง่ของการสื่อกลิ่นที่เป็นสีดำเข้มขลังเลยล่ะครับ

Review: KSH – Cantaloupe & Banana


KSH – Cantaloupe & Banana

มาอีกแล้วววววว สำหรับ KenGSoHigH ซึ่งหลังจากนี้ผมจะเรียกเป็น KSH นะครับ ซึ่งเห็นน้ำหอมแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ออกอะไรใหม่ๆ ทีไร จะสอยทุกครั้ง เพราะความเข้าถึงได้ง่ายสบายๆ และหลายๆ ตัวกลิ่นทำได้ดีจริงๆ ซึ่งในเมื่อเคยออกตัวว่าเป็นคนชอบน้ำหอมที่มีกลิ่นเมล่อนพอเจอตัวนี้เท่านั้นแหละ จัดไปทันทีจนฟินไปเลยนั่นคือรุ่น Cantaloupe & Banana

เพียงแค่เปิด Top Notes ถ้าใครดมที่หัวฉีดเฉยๆ จะมีกลิ่นโทนดอกไม้ผสมอยู่ด้วย จนเมื่อฉีดเข้าผิวงานนี้แคนตาลูปแบบติดเมล่อนจะมาเต็ม มาแบบฉ่ำๆ สุกๆ หวานๆ เลย โดยจะมีกลิ่นของโทนดอกไม้จางๆ ซึ่งออกแนวติดกล้วยเล็กๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม และพอดู Note จึงได้รู้ว่าอ้อออออ กลิ่นดอกนมแมวนี่เอง (ไม่ได้กลิ่นนี้มานานมาก) ซึ่งช่วงนี้จะเป็นแคนตาลูปติดดอกไม้ข้นๆ มีกลิ่นออกทางขนมที่ใส่น้ำกะทิผสานกลิ่นดอกนมแมวหน่อยๆและส่งต่อให้ Middle Notes กลิ่นมะลิจะเริ่มเด่นขึ้น กลิ่นของแคนตาลูปเมล่อนที่แรกฟินจะจางลงไป แต่กลิ่นโทนขนมในช่วงต้นยังตามมาในช่วงนี้ ทำให้ได้กลิ่นโทนขนมหวานน้ำกะทิใส่น้ำแข็งแบบพวกทับทิมกรอบหรือซ่าหริ่มขึ้นมาแทน กลิ่นจะหอมเย็นๆ ติดขนมไปตลอด จนเข้า Base Notes งานนี้กลิ่นกล้วยหอมจะมาแล้ว แต่จะไม่ได้ออกทางกล้วยหอมจ๋าๆ เพราะมีกลิ่นนุ่มๆ แบบ Musk และไม้หอมอ่อนๆ เข้ามาผสม เลยทำให้ได้กลิ่นกล้วยหอมนุ่มๆ แทน ไม่ใช่แบบที่เราได้กลิ่นจากเปลือกกล้วย เรียกได้ว่าเปิดต้นแคนตาลูปเมล่อนและปิดที่กล้วยได้ครบถ้วนตามชื่อรุ่นเลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ – สาวๆ เลยครับ ไม่ว่าจะตั้งแต่เด็กน้อยขึ้นไป ใช้กลิ่นนี้ได้สบายๆ เพราะกลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมากแบบผลไม้หวานฉ่ำๆ ที่เป็นเมล่อนและแคนตาลูปติดโทนขนมหวาน สามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ งานทางการแบบเบาๆ เช่น ทำงานใน Office ก็พอได้อยู่ แต่จะเข้าทางกับสถานการณ์ที่ไม่ทางการเสียมากกว่าเช่น ชิลล์ๆ เที่ยวเล่นไรงี้ กลิ่นรอช่วงท้ายๆ ก่อนถ้าจะออกกำลังกาย ส่วนยามกลางคืน ถ้าทั่วๆ ไปก็ได้อยู่ แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรี กลิ่นจะสู้ใครไม่ได้เลย บอกกันตรงนี้ ส่วนผู้ชายเอาเข้าจริงๆ ใช้ได้ครับ กลิ่นไม่ได้ออกทางสาวจัดมากขนาดที่ใส่แล้วต้องร้อง แอร๊ยยยยยย! แต่เน้นโอกาสชิลล์ๆ จะเข้าทางกว่าครับ

ความทน – กลิ่นหอมผลไม้ฉ่ำๆ ติดขนมจริง แต่เอาตรงๆ อยู่ที่ 4-6 ชั่วโมง ตามแต่สภาพผิว พกไปเติมระหว่างวันเข้าทีที่สุด

การกระจาย – กลิ่นกระจายปานกลางในช่วงต้น ลดลงมาเป็นออร่ารอบตัวในช่วงกลาง และ Skin Scent ในช่วงท้ายๆ

ทิ้งท้าย – คนที่ชอบน้ำหอมกลิ่นเมล่อนและแคนตาลูปอย่างผม ฟินเลยล่ะครับ แม้ไม่ได้ทนเท่าไหร่ แต่ฉีดทีไรฟินกับกลิ่นหอมฉ่ำติดหวานแบบนี้ทุกที

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Revire: Creed - Green Irish Tweed


Creed - Green Irish Tweed 

บอกเลย! นี่คือตัวพ่อของ Davidoff Cool Water ที่ฮอตฮิตเหลือแสนเพราะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะอย่างน้อยต้องได้กลิ่นไม่ต่ำกว่า 3 คนเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่หรูหว่า มีระดับกว่า และกลิ่นให้คุณภาพและความสุดยอดมากกว่า และเกิดขึ้นมาก่อน Cool Water คงต้องยกให้ตัวพ่ออย่าง Creed ที่เกิดขึ้นมาก่อนและราคาสูงมากเลยทีเดียวกับรุ่นนี้ครับ Green Irish Tweed 

อย่างที่บอกข้างต้นว่าเป็นตัวพ่อของ Cool Water โดยเป็นน้ำหอมที่กลิ่นใกล้เคียงกันมากก็จริง แต่มาในลักษณะที่ไม่ได้ออกทางน้ำทะเลแบบตัวฮิตของ Davidoff แต่มาในแบบ Woody Floral Musk ที่มีชั้นเชิงและกลิ่นนุ่มนวลเนียนมีระดับสุดๆ เพราะ Top Notes จะมาในโทนของซิตรัสให้ความสดชื่นติดเขียวอย่างชัดเจนอย่างใบเวอร์บีน่าที่กลิ่นคล้ายมะนาวกับเลมอน ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้จะหอมสดชื่นอย่างมีระดับเพราะมีโทนไม้หอมรองพื้นด้านหลัง กลิ่นมีความซ่าออกทางเขียวๆ แบบสมุนไพรกำลังดีและหรูหรากันตั้งแต่ตอนต้น โดยไม่มีโทนน้ำทะเลแบบ Cool Water มาให้ลำบากใจในการแยกกลิ่นเพราะในความเหมือนมันมีความแตกต่างชัดเจนก็ตรงนี้ จนเมื่อเข้า Middle Notes กลิ่นสดชื่นของซิตรัสติดเขียว ยังคงอยู่แต่จะมาผสานกับโทนแป้งดอกไม้ ที่ยกให้ดอกไอริสและใบไวโอเล็ตที่มาทำให้เป็นโทนแป้งหอมสดชื่นติดเขียวรับช่วงต่อได้อย่างกลมกลืน กลิ่นมีระดับไล่เรียงแบบนวลเนียนมาก และให้ความสดชื่นแบบหรูหราคาบเกี่ยวความเป็นทางการได้อย่างลงตัว ก่อนจะปิดท้ายที่ Base Notes ซึ่ง Signature ของ Creed จะมากันในช่วงนี้กับกลิ่นของอำพันทอง (Ambergris) ที่จะให้ความรู้สึกแบบผิวกายติดกลิ่นเค็มหน่อยๆ กลั้วกับ Musk ที่มาให้ความสะอาดนุ่ม โดยโทนไม้หอมที่รองพื้นมาตั้งแต่ตอนต้นจะชัดเจนแบบกำลังดีในช่วงนี้ไปด้วย กลิ่นผสานกันจะเป็นโทนสดชื่นและสะอาดแบบนุ่มนวล มีความบางเบาแต่ไม่หายต๋อม ซึ่งภาพรวมทั้งหมดบ่งบอกถึงความเป็นสุภาพบุรุษที่สดชื่นและหรูหรามีระดับสูงมาก โดยไม่ละทิ้งความเป็นธรรมชาติของกลิ่นที่นวลเนียนเลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้่นไป ซึ่งกลิ่นใช้ง่าย เข้าถึงง่ายแน่นอน สามารถใส่ได้ในทุกๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและไม่ทางการ กลิ่นให้ทั้งความสดชื่นและน่าเชื่อถือ เพราะเนื้อกลิ่นมันมีระดับสูงมาก ส่วนใส่กลางคืนกับอากาศบ้านเราก็เข้าทีไม่น้อย แต่ถ้าใส่ไปเที่ยวเคล้าแอลกอฮอล์ก็ได้อยู่ครับ แต่มันไม่ได้ออกทางยั่วยวนก็เท่านั้นเอง

ความทน - บอกเลยมาเต็ม 10 ชม. กลิ่นยังตีขึ้นให้รับรู้ ยิ่งถ้าร่างกายทำความร้อนกลิ่นจะตีขึ้นแบบที่ปลื้มไปเลยล่ะครับ

การกระจาย - นี่คือ Sillage Scent เพราะเน้นกระจายออกรอบตัวสร้างความหอมและรื่นรมย์ให้ผู้อื่นได้มาก ดมที่ผิวอาจจะ แต่กลิ่นออกเข้ม กลิ่นที่กระจายออกไปคือสดชื่นเขียวๆ นุ่มนวลแบบมีระดับ เรียกว่ากระจายดีทั้ง 3 ช่วง มีช่วงท้ายที่ลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวเป็นหลัก

ทิ้งท้าย - พูดง่ายๆ Cool Water เด็กไปเลยถ้าเจอตัวพ่อตัวนี้ เพราะมาเต็มด้านการมีดีเต็มเหนี่ยวกว่าเยอะ รวมถึงราคาที่ต้องขอยาหอม ยาดม ยาลม และยาหม่องไปด้วยเลยล่ะครับ เพราะแพงจริงอะไรจริง 5555555

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Van Cleef & Arpels - Midnight in Paris Eau de Parfum


Van Cleef & Arpels - Midnight in Paris Eau de Parfum

เคยกล่าวถึงปฐมบทแห่งความโรแมนติคจากแบรนด์ Van Cleef & Arpels ไปแล้วในรุ่น Midnight in Paris ซึ่งเป็นแบบ EDT และพอมารู้อีกทีว่ามันมีแบบ EDP ด้วย เช่นนั้น นอกจากขวดสวยมากกกกก และกลิ่นโรแมนติคมากอยู่แล้ว ดันมีประกาศออกมาว่าเลิกผลิตแล้วจ้าาาาา จึงได้จัดมาทันทีแบบไม่คิดใดๆ เลย เช่นนั้นมาดมกันครับว่า EDP จะเป็นอย่างไร 

ต้องบอกเลยครับ ว่ากลิ่นของ EDP ไม่ได้แตกต่างจาก EDT เลย โทนกลิ่นมาในโทนเดียวกันหมด ไม่ได้กลิ่นแปลกหรือแตกต่างไปตรงไหนในแง่ของภาพรวม แต่สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่ว่าจะไม่มี มีและชัดเสียด้วย คือ ความเข้มข้นของกลิ่นครับ เพราะกลิ่นต่างๆ ที่ผสมผสานกันจะเข้มข้นขึ้นจนจับกลิ่นเด่นๆ ได้ชัดมากเลยทีเดียว เริ่มที่ Top Notes กับกลิ่นหนังนุ่มๆ ที่จะมาแบบโทนเข้มๆ โทนสดชื่นที่ได้เด่นๆ กลั้วหนังใน EDT จะหายไปเป็นรองพื้นให้กลิ่นหนังเข้มๆ เด่นแทน และบอกเลยว่ากลิ่นหนังนี้จะตามติดไปในทุกๆ ช่วงลดระดับกันลงไป จนเมื่อเข้าช่วง Middle Notes ที่กลิ่นหนังจะลดลงมาเป็นหนังนุ่มๆ กลั้วกับกลิ่นชาเขียวมัทฉะที่เข้มขึ้นกว่าของเดิมและยังคงกลิ่นหอมเย็นๆ เพราะความเป็นดอกกระดิ่งที่มาเสริมในช่วงนี้ด้วยเช่นกัน เรียกว่า กลิ่นในช่วงนี้หอมนุ่มละมุนและโรแมนติคมากเช่นเคย กลิ่นเย้ายวนแบบน่าเชื่อถือให้มาซบใกล้ๆ ได้เลยนะนั่น ปิดท้ายด้วยกลิ่นอายแห่งความเย้ายวนกันอย่างชัดเจนแบบมีระดับ ไม่ได้ชวนผัด แต่ชวนให้อยู่ใกล้ๆ ไม่อยากห่าง โดยมีกลิ่นหนังที่รองพื้นหลังอยู่ แต่กลิ่นของโทนธูปไม้หอมและกำยานจะดันขึ้นมาแบบเข้มๆ โดยความนุ่มนวลแบบครีมมี่ของอัลมอนด์และตองก้าจะมาให้ความครีมมี่และอบอุ่นแบบจัดเต็ม ซึ่งช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่เรียกว่าสุภาพบุรุษโรแมนติตคแสนชวนนัวเนียได้ไม่ยากเลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป บอกเลยว่ากลิ่นหนัก เข้ม และแน่น ขนาดรุ่นธรรมดาว่าแน่นอยู่พอสมควร อันนี้แน่นกว่าแน่นอน สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดจำนวนสเปรย์ ไม่งั้นจะหนักไป ยิ่งงานทางการกลิ่นเข้าทางเลย เพราะโทนกลิ่นสร้างความอบอุ่นน่าเชื่อถือได้ดีเลยทีเดียว ชิลล์ๆ ก็พอได้ ใส่ไปโรแมนติคกับแฟนก็เข้าที่ ยิ่งยามกลางวันไม่ต้องพูดถึง จัดไป กลิ่นโรแมนติคอบอุ่นชวนนัวมากเลยล่ะครับ

ความทน - ยกให้เลย 10 ชั่วโมงกลิ่นยังตีขึ้นอยู่

การกระจาย - นี่แหละครับ ที่เป็นอีก 1 ข้อแตกต่าง เพราะกลิ่นกลับกลายเป็นกระจายได้ด้อยกว่ารุ่น EDT เป็นกลิ่นโทนกระจายดี กลางๆ และออร่าออกทาง Skin Scent ในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย - สรุปง่ายๆ คือ กลิ่นเดียวกันแหละครับ แต่ EDT กระจายดีกว่า มีความสดชื่นและสดใสกว่า แต่ EDP กลิ่นเข้มกว่า มีโทนอบอุ่นมาเต็มกว่านั่นเอง

Review: Prada - Infusion d'Iris


Prada - Infusion d'Iris

เมื่อผ่านการพูดถึงรุ่นผู้ชาย Infusion d'Homme ของ Prada ที่มากับกลิ่นสบู่นุ่มๆ หอมแบบทั้งสุภาพและชวนเคลิ้มในเวลาเดียวกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ต้องมาฝ่ายผู้หญิงบ้างสิครับ กับ Infusion d'Iris ที่แน่นอนว่าต้องมาในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่จะแตกต่างออกไปอย่างไงและคง Signature ของ Prada มากแค่ไหนที่จะเป็นกลิ่นสบู่หรูหรา ต้องมาเว่ากันซักหน่อยแล้วล่ะครับ 

แน่นอนว่าสิ่งที่รุ่นนี้ทำออกมาในโซนของผู้หญิง ยังคงความเป็นสบู่หรูหราตามแนวทางน้ำหอมของ Prada เป๊ะเซ๊ะเด๊ะ มากๆ เพียงแต่จะออกมาในทิศทางที่ใสและสดชื่นกว่า แบบผู้หญิงมั่นใจและสดชื่นยามที่เห็นในเวลาเดียวกัน เพราะ Top Notes เปิดมากับทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นส้มเลยจ้า ไม่ว่าจะเป็นส้มปกติและส้มแมนดาริน แต่สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาในช่วงนี้ต้องยกให้ดอกส้มก่อนเลย รวมถึงกลิ่นหลักของรุ่นนี้คือดอกไอริส เพราะ 2 ตัวนี้นั่นแหละที่ทำให้กลิ่นในช่วงนี้ออกทางสบู่กลิ่นส้ม แนวๆ สบู่กลีเซอรีนก้อนใส ซึ่งกลิ่นจะหอมสดชื่น คมๆ ก่อนจะที่ผันเข้า Middle Notes ที่งานนี้กลิ่นของดอกไอริสจะมาเต็มมาก กลิ่นจะตีคู่กับโทนซิตรัสแนวๆ ยางไม้ ซึ่งจะได้อารมณ์สบู่สดชื่นเช่นเคยไม่หนีไปไหน แต่โทนวู้ดดี้ของไม้ซีดาร์จะดันขึ้นมาให้กลิ่นมีความหอมสะอาดติดขรึมเข้าไปด้วยเช่นกัน เลยทำให้ช่วงนี้ขจัดเต็มความเป็นกลิ่นสบู่ตรงตาม Signature ของ Prada ครบถ้วน กลิ่นยังคงความหอมคมๆ สดใสอยู่ก็จริง แต่จะมีความนุ่มนวลเข้ามาผสมผสานด้วยอย่างลงตัว และปิดท้ายที่ Base Notes งานนี้กลิ่นโทนธูปไม้หอมและกำยานจะมาทำหน้าที่ให้ความเย้ายวนติดหวานจางๆ ตีคู่กับกลิ่นดอกไอริสที่ยังคงอยู่ไม่หนีไปไหน ไม้ซีดาร์ก็ยังหอมนุ่มเป็นฉากหลัง แต่จะมีความฉ่ำกำลังดีจากหญ้าแฝก เรียกว่าครบถ้วนเรื่องการเป็นกลิ่นโทนสบู่หอมสดชื่นใสๆ คมๆ มีความหรูหรามีระดับในเนื้อกลิ่นกลั้วความนุ่มเบาๆ และชัดเจนว่าแตกต่างในพื้นฐานโทนเดียวกันกับรุ่นผู้ชายเลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ – สาวๆ ทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป ก็ใช้ได้สบายๆ แล้วครับ กลิ่นเข้ากับอากาศบ้านเรามาก แถมเสริมความหรูในคนใส่ บ่งบอกถึงผู้หญิงมั่นใจและสดชื่นเลย ซึ่งสามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ออกกำลังกายก็ได้นะครับ ส่วนยามกลางคืนตัวนี้อาจจะไม่เข้าทางนัก ยกเว้นอากาศร้อนๆ จะลงตัวกว่า ส่วนคุณผู้ชาย บอกเลยครับ กลิ่นนี้ Unisex ผู้ชายใส่ได้สบายๆ เลยล่ะ เพราะโทนกลิ่นไม่ได้ออกทางสาวจ๋าเลย ออกทางสบู่คมๆ ใสๆ และ Metrosexual เลยล่ะครับ

ความทน – อยู่ที่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป เอาเข้าจริงๆ ถ้าจำนวนสเปรย์อัดพอเหมาะจะทนได้ถึง 8 ชั่วโมงและมากกว่านั้นได้สบายๆ (ผมอัด 6 สเปรย์แบบกดเต็ม ถึง 8 ชั่วโมงสวยๆ เลยล่ะครับ)

การกระจาย – กลิ่นกระจายดีตั้งแต่ต้นยันท้ายช่วงกลางเลย บ่งบอกความหรูหราแบบโทนสบู่สดชื่นได้เป๊ะมาก ส่วนช่วงท้ายจะมาในแนวๆ ออร่ารอบๆ ตัวจนถึง Skin Scent ที่จะตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อนครับ

ทิ้งท้าย – Infusion d'Homme คือ สบู่นุ่มๆ หอมละมุน ส่วน Infusion d'Iris คือ สบู่ใสๆ สดชื่น คมๆ ในพื้นฐานของความเย้ายวนชวนเคลิ้มนั่นเองแหละครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Hermes - Eau de Gentiane Blanche


Hermes - Eau de Gentiane Blanche

หนึ่งใน Cologne Collection ของ Hermes ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นและบ่งบอกถึงความเป็น Signature ของ Hermes สุดๆ ที่จะมีโทนแนวๆ เขียวๆ หรือ Earthly ที่ออกทางธรรมชาติชัดเจนทุกช่วง ยิ่งพอได้เห็นชื่อ Gentiane หรือดอกหรีดป่า (ดอกสีออกม่วงน้ำเงิน มีทั้งเข้มทั้งอ่อน ดอกสวยมากยามบานในทุ่งหญ้าสีเขียว แต่ไม่ได้มีกลิ่นที่หอมแบบดอกไม้ทั่วๆ ไป ออกทางหอมเขียวเข้มขมมีโทนพริกไทยผสานอยู่) จากที่เคยได้ดมตัวอย่างสมุนไพรแห้งมาก่อนเลยอยากที่จะได้ดมเต็มๆ เวลาเป็นน้ำหอมบ้าง ได้มีโอกาสจากการแบ่งปันเลยจัดซะเลยกับรุ่นนี้ครับ Eau de Gentiane Blanche

Top Notes นี่ถือว่าชัดเจนทุกสโตรกมากๆ แบบว่าขนมาเลยกับความเขียวเข้มขมแบบขยี้ใบไม้แหลกคามือ แต่สิ่งที่ได้คือ ไม่ได้ออกทางเขียวเข้มขื่นขนาดนั้น เพราะมีความโปร่งโล่งนุ่มจมูกจากความสดชื่นแบบอากาศในทุ่งหญ้าในป่า ซึ่งแน่นอนผมได้กลิ่นดอกหรีดป่าตั้งแต่ช่วงต้นนี้เลย เพราะตัวนี้นี่แหละที่จะให้ความเขียวเข้มขมดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วง Middle Notes เต็มๆ ที่จะเป็นช่วงที่เหมือนคนฉีดยืนอยู่ในทุ่งดอกหรีด กลิ่นจะออกทางเขียวตุ่ยๆ เข้มออกทางขมติดก็จริงๆ แต่มันได้อารมณ์ธรรมชาติมาก ราวกับเดินเล่นในทุ่งหญ้าที่มีดอกหรีดขึ้นเต็มไปหมด กลิ่นจะยืนความเป็นดอกหรีดชัดเจนมากตลอดเวลา จนส่งต่อถ่ายให้ Base Notes ที่ดอกหรีดจะผันตัวไปผสานกับดอกไอริสจนได้โทนแป้งเขียวๆ ที่นุ่มจมูกมากขึ้น ได้ความรู้สึกเหมือนดมแป้งดอกหรีดแบบแห้ง โดยมีกลิ่นของโทนธูปไม้หอมอ่อนๆ ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอาย Smoky และนิ่งขรึม ออกทางลึกลับกลายๆ ให้รู้สึกได้ตลอด แต่ก็ยืนพื้นด้วยกลิ่นนุ่มสะอาดของ Musk ที่คุมโทนให้สมดุลในความนุ่มและเย้าอย่างลงตัว ซึ่งบอกเลยครับกลิ่นนี้ ถ้าใครไม่ชอบโทนเขียวเข้มขมจะอึ้งยามที่ดมกันทุกราย และพูดเหมือนกันหมดว่า กลิ่นเหมือนดอกไม้สวยๆ แต่กลิ่นเขียวตุ่ยๆ บอกไม่ถูก ส่วนผม คงไม่ต้องถามอะไรมาก เพราะชอบอ่ะ! บอกเลย ตื่นเต้นมากที่ได้ดมกลิ่นดอกหรีดป่าในน้ำหอม และยังคงยกนิ้วให้สุคนธกรผู้ปรุงน้ำหอมรุ่นนี้เลยว่า ทำออกมาได้ธรรมชาติและคง Concept ของแบรนด์ได้ชัดจริงจังเลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ – ทุกเพศครับ วัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว เพราะ Collection นี้เป็น Unisex ทุกตัว แต่เอาเข้าจริง โทนกลิ่นมันออกจะแมนหน่อยนะครับ ซึ่งถ้าผู้หญิงใช้ อาจจะอึ้งๆ นิดนึง หรือคิดว่ามันใช่น้ำหอม Unisex เหรอเนี่ยเอาได้ ซึ่งเหมาะกับทุกสถานการณ์ยามกลางวัน สามารถใส่ได้ทั้งงานทางการและไม่ทางการ กลิ่นค่อนข้างในความเป็นธรรมชาติไม่พอ ยังให้ความนิ่ง ขรึม และน่าเชื่อถือในเนื้อกลิ่นสูงเลยล่ะครับ ส่วนใส่ไปเที่ยวกลางคืนไม่ค่อยเข้าทางเท่าไหร่นัก

ความทน – เอาเข้าจริงๆ นี่คือ Cologne แต่ทนเว่อร์วังมากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอยู่ถึง 8 ชั่วโมงสบายๆ แถมมากกว่านั้นอีกด้วยยามเมื่อผมฉีดใส่เสื้อด้านหน้า เรียกว่า ทนพอๆ กับน้ำหอมปกติเลยล่ะครับ

การกระจาย – กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น คือ ขนความเขียวให้คนใส่และคนรอบข้างรับรู้กันเต็มๆ และจะลดลงมาที่กระจายกลางๆ ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวให้รู้สึกได้ ยิ่งพอร่างกายทำความร้อนกลิ่นจะตีขึ้นมาให้รู้เลยทีเดียว

ทิ้งท้าย – กลิ่นงามแบบธรรมชาติจริงๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบกลิ่นนี้ แนะนำให้ลองก่อนจะดีที่สุดครับ 

Review: Amouage - Reflection Man


Amouage - Reflection Man

กลับมาที่แบรนด์น้ำหอมของสุลต่านโอมานที่เรียกว่าคุณภาพจัดเต็ม มาหมดทั้งแน่น ทั้งหอมกระจาย และหรูหราขาดใจ ซึ่งจากที่เคยบอกเล่ากันถึงรุ่นกุหลาบกำยานโรแมนติคอย่าง Lyric Man งานนี้กลับมาหา Amouage ทั้งทีต้องมาที่ความหรูหราจัดจ้านเช่นเคย ซึ่งขอมาที่ตัวนี้ครับ Reflection Man

ตรงๆ ฉีดกลิ่นนี้ ความรู้สึกแรกที่ออกมาเลย คือ กลิ่นรวยมากกกกกกก มีมาครบเลยทั้งความหรูหราและมีระดับในเนื้อกลิ่น โดยมีความเป็นตะวันออกกลางอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มาเต็มจนทำให้รู้สึกเป็นแขกแบบแน่นๆ แต่ประการใด แต่เป็นราวกับผู้ดีที่มีเชื้อสายแขกขาวแบบหรูหราเสียมากกว่า โดยเปิด Top Notes ที่กลิ่นโทนสมุนไพรกลั้วกุหลาบ กลิ่นเปิดเรียกว่าแน่นในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสมุนไพรจะมาเต็มแน่นมากโดยเฉพาะโรสแมรี่ที่จะออกทางซ่าๆ ติดเขียว โดยมีกลิ่นพริกหวานมาทำให้สดชื่นติดหวาน โดยกลิ่นกุหลาบจะมาทำให้รู้สึกนุ่มนวล เรียกว่ากลิ่นเปิดผสาน 3 ทีมกันชัดเจน คือ เขียวซ่า สดชื่นติดหวาน และนุ่มนวล ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้หลายๆ คนอาจจะนึกถึง Le Male รุ่นดังพอสมควรครับ เพราะกลิ่นให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะ Reflection Man จะออกทางกุหลาบกลั้วมะลิ ไม่ได้เป็นท้องทุ่งลาเวนเดอร์แบบ Le Male ซึ่งพอเข้า Middle Notes กลิ่นมะลิจะดันขึ้นมาแบบชัดเจนมาก ช่วงนี้จะเป็นมะลิแบบแมนๆ เลย โดยมีดอกส้มเข้ามาผสาน เรียกว่าเป็นช่วงที่ให้ความรู้สึกแบบแป้งหอมดอกไม้สีขาวแน่นๆ แมนๆ มีระดับและหรูหรามาก คือ กลิ่นมันบ่งบอกุถึงความมีคลาสและเป็นผู้ดีที่รวยเลย กลิ่นช่วงนี้จะยาวนานให้ฟินกันไปข้างนึง จนเมื่อเข้า Base Notes ก็ยังคงอยู่ แต่ผันไปเป็นฉากหลังให้รู้สึกได้ โดยดันให้โทนไม้หอมขึ้นมาเด่นแทน โดยเฉพาะไม้จันทน์หอมที่จะชัดเจนสุด โดยมีกลิ่นอายของไม้หอมอื่นๆ ผสานไปตลอด และที่ขาดไม่ได้เลยคือ พิมเสน กลิ่นอ้อยอิ่งนุ่มเย้าอย่างมีระดับคลอเคลียไปตลอด ซึ่งยังคงความมีระดับและหรูหราไม่มีผิดเพี้ยน ดังที่บอกไปข้างต้นว่า มันสร้างออร่าความเป็นผู้ดีและรวยอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

เหมาะสำหรับ – ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป ซึ่งกลิ่นนี้ ถือเป็นกลิ่นที่ใช้ง่ายและเข้าถึงง่ายตัวนึงในบรรดาน้ำหอมของ Amouage เพราะถึงแม้จะแน่น แต่ก็ไม่ได้มากจนรับไม่ได้กับอากาศบ้านเรา สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันและกลางคืน ยิ่งงานทางการยิ่งเข้าทางสุดๆ บ่งบอกรสนิยมว่ามีคลาสกันได้มากเลยทีเดียว ตัดเรื่องการใส่ออกกำลังกายและใส่ไปเมายาดองหรือเหล้าขาวออกไปได้เลย เพราะไม่ได้เข้าทางเลยแม้แต่นิดเดียว

ความทน – 8 ชม. ขึ้นไปสบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะผมเจอที่ 12 ชม. กลิ่นยังตีขึ้นอยู่เลยกับจำนวนสเปรย์เพียง 4 สเปรย์

การกระจาย – กลิ่นกระจายดีเว่อร์แบบแน่นๆ หน่อยในช่วงต้น แล้วจึงลดลงมากระจายดีในช่วงกลาง ปิดท้ายด้วยออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย – กลิ่นหรูรวยจริง อะไรจริง ซึ่งถ้าคนที่ชอบน้ำหอมโทนสดชื่นเป็นหลัก อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาตัวนี้ในการใช้นิดนึง เพราะแบรนด์นี้แน่นทุกตัว แต่ถ้าใครสนใจ Amouage ตัวนี้เป็นตัวแรกเริ่มที่ดีที่จะมาลองน้ำหอมของแบรนด์นี้เลยล่ะครับ

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Christian Dior - Fahrenheit Absolute


Christian Dior - Fahrenheit Absolute

เพราะต้นตระกูลของไลน์อย่าง Fahrenheit ปกติมันกินขาดทุกอณูในเรื่องของกลิ่นที่กระจายเอาตายรอบทิศ ปล่อยความแมนจัดสุดๆ ติดกลิ่นแนวๆ น้ำมันเครื่อง แบบได้กลิ่นแล้วนึกว่าคนใส่นี่กล้ามล่ำๆ นมพุ่งชี้หน้ากันได้เลย เช่นนั้นเมื่อมีการแตกแยกย่อยต่อยอดหลายตัวมาก ก็ต้องบอกเล่ากันสิครับ เลยขอมาที่หนึ่งในตระกูลนี้ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนั่นคือ Fahrenheit Absolute นั่นเอง

สิ่งที่เรียกว่าเชื่อมโยงจากรุ่นปกติ นั่นคือกลิ่นโทนแป้งในแบบที่รุ่นปกติทำ โดยคงความแมนจัดชัดอย่างไม่มีข้อแม้แน่ๆ แต่เพิ่มความ Dark และความลึกลับลงไปในเนื้อกลิ่นอีกนั่นเอง ซึ่งแน่นอนไม่มีกลิ่นน้ำมันเตาหรือแนวอู่ซ่อมรถหรือปั๊มน้ำมันมาทักทายเท่าไหร่แล้วล่ะครับ เพราะ Concept ตามที่รุ่นบอกคือ หนทางสู่ความร้อนระอุใต้พื้นดินและแมกม่าที่เดือดปุดๆ เพราะเปิดตัวที่กลิ่นหนังคล้ายต้นฉบับจางๆ พอให้รู้สึกแต่กลิ่นที่มาเต็มๆ และเทคโอเวอร์เลยคือโทนแป้งของดอกไวโอเล็ตที่จะมาแบบเข้มและกลิ่นของยางไม้อุ่นๆ ที่มาทำให้ร็สึกลึกลับและโทนดาร์กกันตั้งแต่เริ่ม กลิ่นช่วงนี้ถ้าไม่ได้ผ่านน้ำหอมมาในระดับหนึ่งอาจจะผงะ เพราะมันจะแน่นๆ อวลๆ แบบนัวๆ แห้งๆ มืดๆ อุ่นๆ กันเลยล่ะครับ ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้จะส่งต่อให้ช่วงกลางกับกลิ่นของไม้กฤษณาที่จะมาแบบไม่หนักหน่วงก็จริง แต่กลิ่นจะยังคงได้ความรู้สึกออกทางแป้งกลั้วไม้หอมที่ออกทางโทนดำอยู่เช่นเคย โดยที่จะมีกลิ่นของธูปไม้หอมที่ออกทางไม้เนื้อดำค่อยๆ ดันขึ้นมาจนกลิ่นโทนแป้งจะเริ่มหายไป เป็นกลิ่นโทนไม้เนื้อดำกันเต็มมากขึ้น กลิ่นยังคงความลึกลับกลั้วความ Smoky แบบมีควันไออุ่นๆ อ้อยอิ่งไปตลอด ส่งต่อให้ช่วงท้ายที่จะเริ่มผันไปในทางอบอุ่นติดฮอตฉ่ามากขึ้นก็จริง แต่ไม่ทิ้งความ Dark เลย กลับยิ่งเข้มขึ้นเสียด้วยซ้ำกับกลิ่นของธูปไม้เนื้อหอมสีดำที่มาแบบโทนอุ่นๆ ติดทางร้อนเพราะเหมือนได้อารมณ์แบบเผาไม้เนื้อดำอยู่ยังไงยังงั้น แต่จะได้ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวลมาตัดทอนบ้างเลยทำให้กลิ่นมีความสมดุลย์และเย้ายวนแบบมีชั้นเชิง ฮอตฉ่า ลึกลับและน่าค้นหามาก เรียกว่า เหมือนเห็นผู้ชายใส่ชุดสีดำที่แค่ยืนนิ่งๆ ก็ตรึงแบบน่าเข้าไปค้นหาว่าคนๆ นี้มีอะไร ทำไมแค่นิ่งๆ ก็เร้าใจเหลือเกิน แบบนี้เลยล่ะครับ

เหมาะสำหรับ – ผู้ชายวัยทำงานขึ้นไป และจะดีถ้าผ่านน้ำหอมในโทนแบบไม้หอมเข้มๆ มาในระดับหนึ่ง รวมถึงถ้าผ่านรุ่นต้นตระกูลมาก่อนได้ยิ่งดี เพราะตัวนี้จะได้อีกความรู้สึกที่ไม่ได้ฮอตฉ่ากล้ามใหญ่มากนัก แต่ได้ความรู้สึกฮอตฉ่าแบบน่าค้นหาและลึกลับขาดใจแทน ซึ่งสามารถใส่ได้ในบางสถานการณ์ยามกลางวันที่ไม่ได้ทางการจัดๆ ใส่ชิลล์ๆ สำหรับไปยั่วคนอื่นก็พอไหว แต่งดใส่ออกกำลังกายเด็ดขาด ฆ่ารอบทิศเอาได้ ส่วนยามกลางคืน ที่พร้อมออกไปเรียกเรตติ้ง จัดไปได้เล๊ยยยยยยยย

ความทน – เรียกว่ามาเต็ม เกิน 8 ชั่วโมงแน่ๆ ครับ เพราะสิ่งที่ผมเจอคือ 12 ชม. กลิ่นยังตีขึ้น กับจำนวน 4 สเปรย์แบบกดเต็ม

การกระจาย – ต้นตระกูลทำไว้ดีอย่างไง ตัวนี้ก็ไม่ต่างครับ เพียงแต่จะสืบทอดเจตนารมณ์รอบทิศในช่วงต้นเป็นหลัก แล้วจะลดลงมากระจายกลางๆ กำลังดีไปตลอดจนถึงกลางๆ ช่วงท้าย และค่อยแบบออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ นั่นเอง

ทิ้งท้าย – เรียกว่ามาเต็มทางด้านฮอตฉ่าแบบลึกลับ และเป็นอีกหนึ่งตัวในไลน์ Fahrenheit ที่ทำได้ดีมากเลยทีเดียวเลยล่ะครับ 

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Review: Givenchy - Very Irresistible Summer Cocktail: Fresh Attitude for Men


Givenchy - Very Irresistible Summer Cocktail: Fresh Attitude for Men

เป็นหนึ่งในรุ่น Limited Edition ของไลน์ Very Irresistible ที่กลิ่นหอมแบบว่าต้นฉบับก็ต้องยอมให้ เพราะโทนกลิ่นแม้จะออกทางรัญจวนเช่นเดียวกัน แต่ออกทางขี้เล่น สนุกสนานแกมน่าค้นหามากกว่าจะออกทางขรึมอบอุ่นติดหวาน เช่นนั้นมารู้จักกันกับรุ่นนี้ของ Givenchy นั่นคือ Very Irresistible Summer Cocktail: Fresh Attitude for Men ครับ (ชื่อรุ่นยาวได้อีก)

กลิ่นเปิดต้องยกให้เขาเลย เพราะกลิ่นออกโทนขี้เล่น สนุกสนาน เหมาะกับอากาศหน้าร้อนที่เด่นด้วย Cocktail แนวๆ เกรฟฟรุตหรือเลมอนกลั้วมิ้นท์ ที่จะได้อารมณ์สดชื่นก็ได้ สดใสก็ดี เฮฮาน่าเข้าใกล้ก็เหมาะกันตั้งแต่ตอนนี้เลย จนเมื่อเข้าช่วงกลางกลิ่นโทนสมุนไพรออกหวานอย่างโป๊ยกั๊กและเม็ดกระวานจะมาเข้าทางกับธีมของ Very Irresistible นั่นคือความรัญจวน แต่ไม่ได้มาแบบหวานจัด เพราะมีโทนสมุนไพรติด Spicy สดชื่นเขียวหน่อยๆ ของใบโหระพามาแซม แถมกลั้วกับกลิ่นค็อกเทลที่ยังตามมาจากช่วงต้นกลิ่นก็ยังคงความกรุ้มกริ่มกลั้วเซ็กซี่ได้อยู่ และปิดด้วยช่วงท้ายกับกลิ่นโทนวู้ดดี้เบาๆ ออกทางสะอาด มีกลิ่นอายแบบผิวกายอุ่นๆ กรุ่นโดนแดดกำลังดี ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจะได้อารมณ์แบบหนุ่มเที่ยวทะเล ถอดเสื้อโชว์หุ่นมาจิบแอลกอฮอล์แบบดีๆ (ไม่ใช่เหล้าขาวหรือเบียร์ช้าง) และลุคเฮฮาสดใสกับเพื่อนฝูง แถมแอบมีหลิ่วตาเหล่โปรยเสน่ห์เป็นระยะ อะไรประมาณนี้เลย

เหมาะสำหรับ – ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป กลิ่นใช้ง่ายเลยทีเดียว แต่ไม่ค่อยเหมาะกับงานทางการเท่าไหร่นัก แม้จะพอใส่ได้บ้างกรณีทำงานใน Office อะไรประมาณนี้ แต่ถ้าชิลล์ๆ ทั่วไป กลิ่นเข้าทางมาก ส่วนเที่ยวกลางคืนก็ใส่ได้ แต่ถ้าอัดเหล้ามากไปก็กลบไปเยอะอยู่ เน้นแบบกลางคืนริมทะเลจะดีกว่า

ความทน – จะอยู่ที่ 6 ชม. โดยประมาณ อาจจะมากกว่ากว่านี้ถ้าอัดสเปรย์เยอะหน่อย

การกระจาย – กลิ่นกระจายดีงามในช่วงต้น บ่งบอกความกรุ้มกริ่มกันเต็ม ก่อนจะลดลงมาที่กระจายกลางๆ และเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย – เลิกผลิตไปแล้วจ้า Limited Edition นี่นา แต่ถ้าหาได้ ก็บอกเลยครับว่ากลิ่นน่าสนใจและสดใสกรุ้มกริ่มแบบยามกลางวันได้ลงตัวมากเลยล่ะครับ