วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: CoSTUME NATIONAL – Cyber Garden


CoSTUME NATIONAL – Cyber Garden

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความแรงและความดีงามในเนื้อกลิ่นมากมายจริงๆ กับ CoSTUME NATIONAL ที่ปล่อยออกมาแต่ละตัวเรียกว่าเด็ด และมีความแรงกระจายแบบจัดหนักไม่น้อย ซึ่งสบโอกาสเห็นว่าแบรนด์นี้มีน้ำหอมสดชื่นอยู่หนึ่งตัวที่ชื่อน่าสนใจนั่นคือ Cyber Garden จัดเลยแบบไม่ยั้งคิด ผลออกมาหลังจากได้จัดเต็มคือ

เปิดต้นกลิ่นมาด้วยกลิ่นอายสดชื่นแบบเขียวโปร่งสบายจมูกกันเลยทีเดียว เพราะกลิ่นโทนเขียวติดฉ่ำหน่อยๆ จะเป็นตัวเด่นนำเป็นสง่าแบบที่โทนซิตรัสยังต้องยอมสยบมาอยู่ใต้อาณัติในการเป็นตัวสนับสนุนที่ทำให้กลิ่นเขียวๆ ช่วงนี้สดชื่นแบบติดนุ่มจมูก ที่สำคัญมีกลิ่นติดหวานเครื่องเทศจากพริกไทยสีชมพูเป็นตัวทำให้กลิ่นมีความแน่นแบบโปร่งๆ เสียด้วย ซึ่งกลิ่นโทนเขียวนุ่มโปร่งนี้แหละจะลากยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ เลย โดยที่ในช่วงกลางกลิ่นเขียวจะมาผสมสานกับกลิ่นอายล้ำๆ จากพลาสติกไวนิลที่เริ่มเข้าสู่ความเป็น Cyber สมชื่อแล้ว โดยจะมีโทนเขียวๆ หอมนุ่มจมูกโปร่งๆ แกมเย้ายวนติดหวานจากใบไวโอเล็ตและหญ้าฝรั่นมาทำให้กลิ่นหอมนวลจมูก โดยมีความสดชื่นของดอกเจอเรเนียมที่มีความเป็นซิตรัสจางๆ กลั้วกุหลาบเบาๆ มาเสริมให้กลิ่นมีลูกเล่นที่ออกแนว Garden ชัดเจน ตามด้วยช่วงท้ายที่จะมีกลิ่นหญ้าแฝกมาเสริมให้กลิ่นออกทางไม้หอมที่มีความ Smoky จางๆ กลั้วกับกลิ่นยางไม้อ่อนๆ ติด Incense รองพื้นที่ตรึงให้มีความเป็นไม้หอมอ่อนๆ ที่นวลจมูก โดยที่กลิ่นเขียวๆ กลั้วไวนิลจากช่วงกลางจะยังอยู่เสริมทัพด้วยพิมเสนและหญ้ามอสทีให้ความสดชื่นแบบสบายๆ ล้ำๆ ออกแนวสวนพฤกษศาสตร์ที่ปลูกต้นไม้ด้วยกระถางพลาสติคไวนิลวางเรียงกัน เหมือนอยู่บนสวนในโคโลนี่อวกาศที่หอมสดชื่นอย่างมีเอกลักษณ์มากจริงๆ

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ปลายขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว ซึ่งกลิ่นเข้าถึงง่ายแบบเขียวนุ่มๆ และมีความแนวเฉพาะแบบที่ไม่ทำให้คนได้กลิ่นยี้เอา ซึ่งสามารถใส่ได้ในทุกๆ สถานการณ์ยามกลางวันเลย ครอบจักรวาลกันเต็มๆ ได้ความมีเอกลักษณ์เสียด้วยซ้ำไป ส่วนยามค่ำคืน ถ้าอากาศร้อนๆ จัดได้เลยแบบชิลล์ๆ แต่ถ้าจะเน้นไปท่องราตรีสีชาวบ้าน ตัวนี้อาจจะเบาไปก็เท่านั้นเอง

ความทน เนื่องจากแบรนด์นี้น้ำหอมส่วนใหญ่ทุกตัวมักทนจัด มาถึงตัวนี้ความทนอาจจะสู้ตัวแน่นๆ ก่อนนี้ไม่ค่อยได้นัก แต่ก็อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายกลางๆ และเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย ก่อนที่จะค่อนๆ ลดลงไปเรื่อยๆ จนเป็น Skin Scent แล้วจางลงไป

ทิ้งท้าย ชอบมากกกกกกในความเป็นกลิ่นอายแบบเขียวล้ำๆ และมีเสน่ห์ ซึ่งแบรนด์นี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังในความเก๋เลย ที่สำคัญเข้ากับอากาศบ้านเรามากมาก

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ




วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Byredo - Pulp

Byredo - Pulp 

หนึ่งในแบรนด์ Niche ที่หลายๆ คนบอกกันมาว่าต้องมีโอกาสลองนะ กลิ่นน่าสนใจ ซึ่งก็ต้องขวนขวายหามาลองสิเพราะอย่ากรู้ว่า Byredo จะเป็นยังไงกันบ้าง และหนึ่งในรุ่นที่เรียกว่าได้รับความนิยมของแบรนด์นี้จึงเป็นตัวเลือกแรกที่จะเอามาบอกเล่ากันว่าเป็นยังไง นั่นคือรุ่น Pulp นั่นเอง 

เปิด Top Notes กันได้ผลไม้อย่างชัดเจนมากกับกลิ่นของแบล็คเคอแรนท์ที่หอมโทนเบอร์รี่ติดซิตรัสกันเต็มๆ กลิ่นมีความฉ่ำลงตัวมาก ที่สำคัญมีโทนซิตรัสจากมะกรูดมาเสริมให้มีความสดชื่น โดยมีโทนหวานเครื่องเทศบางๆ ด้านหลัง ทำให้ช่วงนี้กลิ่นอายผลไม้จึงมาเต็มมากออกทางเปรี้ยวอมหวานกำลังดีเลย ซึ่งเพียงไม่นานก็เข้าสู่ Middle Notes ที่กลิ่นของแบล็คเคอแรนท์ยังอยู่ไม่หนีไปไหน แต่มาผสมผสานกับแอปเปิ้ลแดงให้โทนหวานนวลมากขึ้น ซึ่งจะมีกลิ่นอายผลไม้หวานอมเขียวเด่นขึ้นมาอีกตัวนั่นคือลูก Fig กลิ่นจะไม่ได้มาแบบผสมใบเขียวๆ แบบน้ำหอมหลายๆ ตัว แต่มาแบบกลิ่นใสอมหวานหอมกำลังดีของตัวลูกมันเน้นๆ เลย ทำให้กลิ่นยังคงความสดชื่นอมหวานอยู่ มีความครีมมี่กำลังดีออกแนวติดมะพร้าวครีมๆ แต่ไม่ออกกะทิเสริมให้ดูไม่ใสเกินไปนัก และจะเริ่มมีกลิ่นอายออกทางขนมดันขึ้นมารับช่วงต่อจากโทนครีมมี่จนเข้าสู่ช่วง Base Notes กับกลิ่นอายของชอคโกแลตพราลีนที่เป็นตัวรองพื้นให้กลิ่นมีโทนหวาน โดยที่จะมีกลิ่นพีชจางๆ กลั้วความเป็นไม้หอมที่ออกทางสะอาดๆ นวลๆ สว่างๆ ให้รู้สึกได้ ซึ่งช่วงท้ายจะเป็นกลิ่นที่เรียกว่าอยู่ระหว่างความเป็นผลไม้ที่หอมหวานสดใส กับกลิ่นอายที่สบายๆ ผ่อนคลายแบบหอมติดโทนหวานขนมจางๆ กับสะอาดเบาๆ แบบยาวไปเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - เขาตราไว้ว่าเป็น Unisex ซึ่งเข้าทางเลยทีเดียว เพียงแต่คนส่วนใหญ่เมื่อได้กลิ่นอาจจะทำให้คิดไปได้ว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิงเพราะผลไม้มากเลย แต่ผู้ชายใช้ได้สบายๆ เพราะมันยังมีความสดชื่นอยู่ สามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย อาจจะขอข้ามงานทางการจัดๆ ไปเพราะกลิ่นอาจจะดูผลไม้ไปนิดใสๆ ไปหน่อย ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่เพื่อสดชื่นกับอากาศร้อนๆ จะดีกว่าใส่ไปหาเหยื่อเพราะกลิ่นไม่ได้มาทางเย้ายวนอะไรเท่าไหร่

ความทน - อันนี้ยกนิ้วให้เลย เป็นกลิ่นโทนผลไม้ที่ทนมากเลยทีเดียวกับ 10 ชม. กลิ่นยังตีขึ้นอยู่เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้นสดชื่นผลไม้กันเต็มๆ ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลาง แล้วเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย - กลิ่นหอมสดชื่นเปรี้ยวอมหวานผลไม้ดีมากมายแถมเป็นกลิ่นผลไม้ที่อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบเสียด้วย เลยกลายเป็นอีกตัวที่เป็น Wishlist เอาขวดใหญ่ทันที เสียตังค์อีกแล้วววววววววววว -____-"

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - https://c2.staticflickr.com/4/3726/12978921214_e58e5453b3_b.jpg

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Mont Blanc - Legend Intense

Mont Blanc - Legend Intense 

รุ่นปกติถือว่าติดลมบนไปเรียบร้อยแล้ว แถมเป็นตัวชูโรงที่สุดเลยขอMont Blanc กับความนิยมที่มีมาตลอดและต่อเนื่อง เช่นนั้นการต่อยอดความสำเร็จออกลูกออกหลานจึงเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำกัน เช่นนั้นจึงได้เวลาขอความเข้มข้นที่มามากขึ้นบ้างสิกับลูกตัวที่ 3 ของไลน์นี้ (นับรวมพวก Special Edition รายปีด้วย) กับ Legend Intense ซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างต้องพิสูจน์

เรียกว่าขนความเป็นต้นตระกูลมาต่อยอดกันเต็มๆ เพียงแต่จะไม่ได้ทิ้งห่างจากความเป็นน้ำหอมโทนนุ่มนวลติดกรุ้มกริ่มแบบที่ต้นตระกูลทำได้ เพราะจะเน้นความหวานและแน่นขึ้น โดยที่ Top Notes จะมากับโทนฟรุตตี้ติดหวานกับสับปะรดและแอปเปิ้ลแดง กลิ่นจะมีโทนซิตรัสเบาๆ มาผสมผสาน เพียงแต่เพราะมีโทนเครื่องเทศมาเสริมจากเม็ดกระวาน เลยจะไม่ได้ออกทางฉ่ำจนเกินไปนัก แน่นอนความแน่นต้องมาเพราะเป็น Intense กลิ่นจะบอกถึงความหวานเย้ากันตั้งแต่ช่วงนี้ ส่งต่อให้ Middle Notes ที่กลิ่นช่วงต้นจะยังตามมาโดดเด่นอยู่ครบหมดกับผลไม้กลั้วเครื่องเทศ แต่จะเริ่มมีความนวลในลักษณะเดียวกันกับต้นตระกูลเข้ามาผสมผสานเพราะมีกลิ่นอายของมะลิจางๆ และลาเวนเดอร์มาผสมผสาน กลิ่นยังความความแน่นอยู่ แต่จะเริ่มเป็นนุ่มหวานมากขึ้น โดยเสริมความแมนด้วยไม้หอมอย่างซีดาร์เลยจะออกแนวมีความเป็นผู้ใหญ่แบบกรุ้มกริ่มเย้ายวนได้ลงตัวมาก แล้วจะเริ่มนุ่มครีมมี่มากขึ้นเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ Base Notes ที่กลิ่นถั่วตองก้าจะมาแบบนุ่มนมเข้มข้นโดยจะแฝงไปด้วยโทนอบอุ่นของไม้หอมและแอมเบอร์ ซึ่งจะคงความแมนในเนื้อกลิ่นอยู่ไม่หนีไม่ไหน กลิ่นช่วงนี้เลยจะเย้าน่าซุกกันอย่างชัดเจน บ่งบอกมากถึงผู้ชายที่ดูทั้งเท่ห์และกรุ้มกริ่มเย้ายวนได้ในเวลาเดียวกัน 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นมีความเป็นผู้ใหญ่ที่มีชั้นเชิงในด้านการปล่อยเสน่ห์มากขึ้น จึงเหมาะกับในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันที่ไม่ได้ออกทางการมากเกินไป เพราะกลิ่นมันติดโทนกรุ้มกริ่มเดี๋ยวจะดูไม่ค่อยสุภาพกับงานทางการจัดๆ อย่างรับแขกบ้านแขกเมืองหรือพบปะผู้คนที่ต้องให้ความน่าเชื่อถือ นอกจากนั้นทั่วๆ ไปชิลล์ๆ จัดได้สบายมาก ขอข้ามการใส่เพื่อออกกำลังกาย เพราะกลิ่นแน่นไป เดี๋ยวจุกคอหอยเสียก่อน ยกเว้นรอช่วงท้ายๆ ที่กลิ่นจางลงไปบ้างแล้ว ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ตัวนี้เป็นตัวที่เหมาะกับการใส่ไปปาร์ตี้หรือปล่อยเสน่ห์ที่เน้นความนุ่มเย้ามากเลยทีเดียว 

ความทน - 8 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ ถ้าจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดลงตัว ซึ่งแน่นอนข้อดีตัวนี้คือ ทนกว่าต้นตระกูล 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้นเรียกว่านัวกันเลยทีเดียว ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีไปเรื่อยๆ ก่อนที่ลงไปที่กระจายกึ่งออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย - ถ้าต้นตระกูลมาในลักษณะนุ่มนวลและกรุ้มกริ่มแบบหอมนวลวัยรุ่นใช้ได้สบายๆ ตัวนี้จะแน่นขึ้นมาเสริมบุคลิกให้ดูเป็นผู้ใหญ่ที่หวานและกรุ่มกริ่มติดแน่นอย่างมีชั้นเชิงมากขึ้นนั่นเอง

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - http://www.parfumery.com/pictures/large/3386460055444.jpg

Review: PRYN Parfum – Lolita

PRYN Parfum – Lolita

ว่ากันเรื่องน้ำหอม Unisex ของแบรนด์ไทยจัดเต็มแนว Niche Perfume กันไปหลายตัวแล้วก็ได้เวลาของน้ำหอมผู้หญิงกันบ้าง ซึ่งเมื่อคราวแรกที่ได้เห็นคำโปรยเกี่ยวกับน้ำหอมรุ่นนี้คือ “Young and Beautiful” เริ่มสนใจโทนกลิ่นว่าจะต้องบ่งบอกถึงสาวน้อยแรกแย้มที่หวานฉ่ำแน่ๆ และเมื่อได้ลองใช้จึงได้รู้ว่า Lolita เป็นแบบนี้เลย 

หวานเย้ายวน เซ็กซี่ สดใส และอ่อนโยน เรียกว่าบ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงทุกระดับมากมายเพราะเปิดต้นทางที่กลิ่นอายของสดใสผลไม้ฉ่ำๆ ของลูกท้อที่มาผสมผสานกับกลิ่นอายของดอกไม้อย่างกุหลาบเบาๆ และที่เด่นจริงจัง คือดอกหอมหมื่นลี้ (Osmanthus) ที่จะมาแบบหอมหวานกันเลยตั้งแต่ต้น มีกลิ่นอายของดอกส้มมาผสมผสานให้รู้สึกถึงดอกไม้โทนขาวกันเชื่อมต่อไปที่ช่วงกลางกลิ่นดอกมะลิจะมารับหน้าที่ต่อให้รู้สึกได้ก็จริงแต่มาเป็นสายสนับสนุนเสียมากให้กลิ่นของดอกสายน้ำผึ้งเด่นขึ้นมาผสมผสานกับกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้และดอกส้มที่ตามมาสมทบกันในช่วงนี้ด้วย ที่สำคัญความหวานไม่ได้มาเพียงแค่จากดอกไม้แต่มาสายขนมด้วยเพราะกลิ่นเครมบูเล่กับครีมคัสตาร์ดเลมอนเปรี้ยวอมหวานจะเด่นขึ้นมากลั้วกับโทนดอกไม้จนเป็น Floral Gourmand ที่กลิ่นขนมหวานจะตีคู่ไปกับดอกไม้โทนขาวอย่างน่าดูชม กลิ่นช่วงนี้คือไฮไลท์มากที่บอกถึงความหวานเย้ายวนจากโทนขนมๆ เซ็กซี่จากโทนดอกไม้ควบคู่ กันไปจนถึงช่วงท้ายที่กลิ่นอายของขนมกลั้วดอกไม้จะยังคงให้ความหวานอยู่ แต่จะมีความนามและอบอุ่นมากขึ้นจาก Musk ที่มาแบบเย้านุ่มนวล และมีกลิ่นอายของแอมเบอร์จางๆ เสริมความอบอุ่นจากโทนขนมที่ยังอยู่ กลิ่นเลยบอกถึงความเยาว์วัยของกลิ่นอายผลไม้กลั้วดอกไม้ ตามด้วยความเป็นผู้หญิงเต็มตัวจากดอกไม้กลั้วขนมอบอุ่นหอมหวานอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับคำโปรยว่า Yong and Beautiful ไม่น้อย โดยเฉพาะคำท้ายๆ ที่คิดว่าคนใส่ตัวนี้อย่างน้อยก็ต้องสวยแน่นอน เชื่อเถอะ 

เหมาะสำหรับ ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใส่ได้สบายๆ เพราะกลิ่นจะเป็นลักษณะแบบ Coming of Age ที่หอมหวาน โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบที่จำกัดจำนวนสเปรย์ เพราะกลิ่นมีความแน่นไม่น้อย ไม่ว่าจะงานทางการ (ที่ขอยกเว้นรับแขกบ้านแขกเมือง) หรือชิลล์ๆ ทั่วไป เพราะกลิ่นจะน่ารักก็ได้ เย้ายวนก็ดีไม่น้อย แต่งดการใส่ออกกลางแจ้งและออกกำลังกาย เพราะเดี๋ยวหิวจากโทนขนม ไม่ก็อาจจะหวานจนจุกเสียก่อนได้ ส่วนยามค่ำคืนจัดไปจ้า Innocent แบบ Baby One More Time ได้เลยล่ะ 

ความทน มากกกกกกก 10 ชม. แล้วกลิ่นยังหอมหวานตีขึ้นอยู่ตลอดกับเพียง 3 สเปรย์ เรียกว่าของเขาดีจริงๆ ในเรื่องนี้ 

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วลดลงมากระจายปานกลาง ก่อนจะมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย ที่คุมความหอมหวานต่างโทนกลิ่นไล่เรียงกันมาตั้งแต่ต้นยันจบได้ดีงามเลย 

ทิ้งท้าย ส่วนตัวใส่กลิ่นนี้แล้ว มีคนทักว่า แต่งหญิงไหม” 555555 แต่ก็นะ กลิ่นนี้เหมาะและบ่งบอกถึงผู้หญิงจริงๆ เพราะความหวานคือองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นผู้หญิง จริงไหมล่ะครับ? 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - https://www.facebook.com/prynparfum/photos/a.487978928073390.1073741829.482029525334997/492666017604681/?type=3&size=800%2C800&fbid=492666017604681

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Jimmy Choo Man


Jimmy Choo Man

ได้เวลาของน้ำหอมผู้ชายตัวแรกของ Jimmy Choo ที่เป็นแบรนด์รองเท้า High-End ซึ่งหลายคนรู้จักเป็นอย่างดี โดยตั้งแต่มีการวางจำหน่ายน้ำหอมของแบรนด์นี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2011 จากน้ำหอมผู้หญิงก่อนไล่เรียงมากันเรื่อยๆ จนมาถึงปี 2014 ที่ได้เวลากับน้ำหอมผู้ชายตัวแรกของแบรนด์นี้กันบ้าง เช่นนั้น มาพิสูจน์กันดีกว่า ว่ากลิ่นจะออกมาในรูปแบบไหนกับ Jimmy Choo Man

เปิดต้นกลิ่นยามแรกฉีดจะได้ความรู้สึกของความเป็นผลไม้อย่างเมล่อนกลั้วกับกลิ่นเขียวติดซิตรัสหน่อยๆ ของใบสับปะรด ซึ่งกลิ่นจะมาแบบสดชื่นติดหวานก่อนเลย และเพียงไม่นานความเป็นเครื่องเทศสดชื่นติดโทนหอมหวานอย่างพริกไทยสีชมพูจะดันขึ้นมานำเข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอมให้ความเย้ายวนนุ่มจมูก กลิ่นที่ได้จะออกทางหวานติดโทนผลไม้ที่มีความสดชื่นกำลังดี มีความนุ่มสะอาดจากลาเวนเดอร์ที่มาให้ความมีสไตล์และความเป็น Modern ในเนื้อกลิ่น จนเมื่อผ่านไปซักระยะกลิ่นโทนนุ่มจมูกแบบหนังกลับจะดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาเต็มที่ในช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะมีกลิ่นอายความสะอาดติดนุ่มจมูกของ Musk เป็นตัวรองพื้น และยังมีความอ้อยอิ่งของพิมเสนที่มาให้ความเย้ายวนแบบเบาๆ นุ่มสบายจมูก ภาพรวมเลยเป็นกลิ่นที่มีความเป็นสุภาพบุรุษที่หอมหวานเย้ายวน มีความสะอาดนุ่มนวลแบบผู้ชายเท่ห์ๆ แถมมีความโปร่งมากพอที่จะใช้สร้างเสน่ห์ด้านกลิ่นในชีวิตประจำวันได้ดีเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาวิทยาลัยเป็นต้นไป เพราะเป็นกลิ่นที่ใช้ง่ายให้ความมีเสน่ห์ในแบบหวานนุ่ม โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ได้หมดทั้งทางการและไม่ทางการ ซึ่งถ้าต้องไปงานทางการจัดๆ แบบรับแขกบ้านแขกเมืองอาจจะขอให้ผ่านช่วงต้นๆ ไปก่อนจะลงตัว ส่วนออกกำลังกายให้กลิ่นนี้ไม่เข้าทางมากนัก นอกจากนี้ยามค่ำคืนกลิ่นนี้สามารถใช้ได้สบายๆ เพียงแต่ถ้าจะเน้นเรียกเรตติ้งแนะนำอัดสเปรย์เพิ่มจะสู้คนอื่นได้ไม่ยาก

ความทน อยู่ที่ประมาณ 6 ชม. ซึ่งอาจจะได้มากกว่านี้ ถ้าจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเหมาะสม เพราะส่วนตัวเจอที่ 8 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 6 สเปรย์แบบกดเต็ม

การกระจาย กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และจะลดลงไปกระจายกลางๆ ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวลดหลั่นลงไปเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย กลิ่นนี้ผมจัดให้อยู่ในโซนเดียวกันกับ Mont Blanc Legend และ Abercrombie Fierce Cologne เลย เพียงแต่สิ่งที่ตัวนี้จะมีความเด่นกว่า 2 ตัวบนคือ ความหวานเครื่องเทศเย้ายวนจากพริกไทยสีชมพูและหนังกลับนี่แหละที่ทำให้มีความเท่ห์อย่างเข้าถึงง่ายและแตกต่างในเวลาเดียวกัน

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ



วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Banana Republic – Cordovan

Banana Republic – Cordovan

กล่องสวยงามมากเลยทีเดียวกับสีน้ำตาลโทน Cordovan ซึ่งยังไม่พอขวดเองก็สวยเท่ห์มากเช่นกัน และคราวนี้เรื่องกลิ่นจะออกมาเป็นอย่างไร กับแบรนด์ Banana Republic ต้องมาพิสูจน์กันซักหน่อย ผลออกมาคือ

เปิดต้นกลิ่นด้วยความเขียวจากใบมะเดื่อกันก่อนเลย แต่จะล้อมไปด้วยกลิ่นอายของซิตรัสของมะกรูดแบบติดเปลือกที่จะมีความขมจางๆ กลิ่นช่วงนี้จะเขียวสดชื่นแปร่งๆ กันก่อนเป็นลักษณะของการปูทางเพื่อเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นกลิ่นอายของลาเวนเดอร์ที่จะมาผสมผสาน เรียกว่าถ้าตัดสินกันแค่กลิ่นช่วงต้น จะพลาดไม่ได้เจอกับความกลิ่นหอมนวลเนียนที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้เลย เพราะลาเวนเดอร์จะมาแบบนุ่มนวลกลั้วกับกลิ่นโทนแป้งเย็นของจูนิเปอร์เบอร์รี่ และมีเครื่องเทศติดหวานจางๆ ของลูกจันทน์เทศมาเสริมที่ภาพรวมจะให้ความนุ่มนวลติดแมนๆ แล้วกลิ่นจะโดนเทคโอเวอร์ด้วยความเป็นหนังนุ่มๆ ที่จะเริ่มให้โทนสีน้ำตาลในเนื้อกลิ่นอย่างชัดเจน จนนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะมีกลิ่นอายของหญ้าแฝกที่ให้ความ Smoky จางๆ ผสานับหนังที่นุ่มนวลเนียน กลิ่นมีความเป็นโทนไม้หอมอ่อนๆ ติดแป้งนวลๆ เบาๆ ให้ความรู้สึกที่แมนๆ สบายๆ นุ่มๆ เป็นสีน้ำตาลที่ดูอบอุ่น ภูมิฐานกลั้วความผ่อนคลายแบบมีชั้นเชิงแบบที่ก็แอบงงว่านี่มันน้ำหอม Designer หรือน้ำหอม Niche กันล่ะเนี่ย กลิ่นนวลเนียนมีระดับมากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เพราะกลิ่นค่อนข้างให้ความภูมิฐานติดผ่อนคลายในเนื้อกลิ่นพอสมควร ซึ่งน้องมหาลัยก็ใช้ได้อยู่แบบเลือกสถานการณ์ใส่ โดยใช้ได้ทั้งงานทางการและทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้งยังได้เลย เพราะว่ากลิ่นมาโทนกลางๆ ไม่แน่นหนา หรือถ้าจะออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนถ้าใส่เพื่อไปท่องราตรีแบบปล่อยเสน่ห์กลิ่นอาจจะไม่ได้เหมาะนัก แต่ถ้าเน้นออกงานทางการหรือโรแมนติคจะเข้าทางมากกว่า

ความทน อยู่ที่ 6 – 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย กลิ่นกระจายกำลังดีในตอนต้น และจะกระจายแบบเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ จนถึงปลายๆ ช่วงท้ายจึงค่อยลดลงเป็น Skin Scent แล้วค่อยๆ จางไปในที่สุด

ทิ้งท้าย เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ต้องแปลกใจมากกับการทำกลิ่นน้ำหอมได้นวลเนียนให้โทนสีน้ำตาลได้อย่างหอมนุ่มจมูกมากจาก Banana Republic ประมาทแบรนด์นี้ไม่ได้แล้วสิเนี่ย ^^

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


Review: Cartier – Panthere EDT

Cartier – Panthere EDT

หนึ่งในสัญลักษณ์ของ Cartier อย่างที่รู้ๆ กันคือ เสือดำ หรือ Panther ซึ่งเป็นเสือดาวประเภทหนึ่งที่เราแทบจะไม่เห็นลายจุดของมัน เช่นนั้นหนึ่งในไลน์เครื่องประดับแน่นอนว่ามีเกี่ยวกับเจ้าเสือตัวนี้แน่ๆ รวมถึงน้ำหอมก็ด้วยเช่นกัน เมื่อสบโอกาสได้รับการแบ่งปันมาให้ลองตัว Vintage ของรุ่น Panthere ของแบรนด์นี้เลยต้องรีบมาบอกเล่าเลยว่าเป็นยังไง

ต้องบอกความคาดหวังกันก่อนว่า เตรียมพร้อมตั้งรับสุดๆ ที่จะเจอกลิ่นโทน Animalic แบบย้อนยุคแน่นๆ แต่กลายเป็นว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย เพราะกลิ่นเปิดจะแว้บนึงมากับโทนสดชื่นติดหวานเบาๆ ของขิง แต่กลิ่นของดอกไม้อย่างดอกส้มแบบนวลๆ จะมากลั้วกับกุหลาบ แล้วก็จะเข้าสู่ช่วงกลางที่คราวนี้เป็นเวลาของมวลดอกไม้กันเลยที่จะมาแบบโทนดอกไม้สีขาวนุ่มนวลไม่ออกทางแป้งจัดจ้ายเกินไป เพราะกลิ่นเด่นเป็นสง่าเลยคือดอกซ่อนกลิ่นที่จะให้ความนวลครีมมี่ ตามด้วยกลิ่นของดอกพุดและมะลิที่มานวลนุ่มหอมเย็น ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวมาก ซึ่งจะมีโทนเครื่องเทศติดเขียวจางๆ และมีโทนแป้งนวลอ่อนๆ กลิ่นจะไม่ได้ออกทางตะบี้ตะบันอัดหนักนัก เลยทำให้กลิ่นอายจะมีระดับและมีความเป็นผู้ดีในเนื้อกลิ่นสูงมาก โดยจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายไม้หอมกลั้วกลิ่น Animalic ที่ไม่แน่นนักรองพื้นอยู่ข้างหลัง และกลิ่นของดอกไม้จะเริ่มเบาลงแต่ไม่หายไปไหน เพราะจะแบ่งให้กลิ่นอายของไม้จันทน์หอมเด่นขึ้นมาตีคู่กับกลิ่นของชะมดเช็ด (Civet) เป็นสัญญาณให้รู้ว่าเข้าสู่ช่วงท้ายชัดเจน ซึ่งความดีงามอยู่ตรงที่กลิ่นอายของชะมดเช็ดไม่ได้มาหนักหน่วงเลย มาแบบให้รู้ว่านี่คือ Animalic นะ แต่เน้นสนับสนุนให้กลิ่นอายของดอกไม้มีความนุ่มลึกมากขึ้น ล้อมด้วยกลิ่นไม้หอมติด Smoky จางๆ มีความครีมมี่กลั้วอบอุ่นเข้ามาผสมผสานด้วย เลยจะได้อารมณ์แบบเย้ายวน กรุยกรายเบาๆ แบบมีระดับ และเซ็กซี่ที่ไม่ต้องแสดงออกอะไรมาก กลิ่นบอกชัดเจนถึงผิวกายผู้หญิงอบอุ่นที่มีทั้งความปลุกเร้าแบบกำลังดีท่ามกลางความหอมครีมมี่นุ่มนวลโปร่งๆ จมูกของดอกไม้สีขาวนั่นเอง

เหมาะสำหรับ ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป และอย่างน้อยผ่านน้ำหอมมาในระดับหนึ่งและพร้อมจะเข้าสู่โทนติดกลิ่นอายคลาสสิคผสมผสานกับความร่วมสมัยในเนื้อกลิ่น หรือชอบกลิ่นอายโทนหรูหรามีระดับด้วยกลิ่นโทน Animalic และแป้งดอกไม้นวลเนียนจะชอบตัวนี้ได้ไม่ยาก โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ทั้งงานทางการและทั่วๆ ไปแบบมีระดับได้สบายๆ ยกเว้นการใส่เพื่อออกกำลังกายหรือวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ยามแดดเปรี้ยงไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง ส่วนยามค่ำคืน ออกงาน หรือจิบแบบสวยๆ มีระดับก็จัดได้สบายๆ

ความทน ลงตัวมากที่ 8 ชม. ซึ่งอิงที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลาง และเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย เป็นตัวที่ Timeless มากมายกับกลิ่นอายที่มีทั้งความหรูหรา มีระดับ และเซ็กซี่แกมนุ่มนวล แอบปวดจิตทีหาได้ยากเต็มทนนี่แหละครับ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Penhaligon's - Bluebell

Penhaligon's - Bluebell 

มาสู่ความเป็นกลิ่นอายธรรมชาติกับความเป็นกลิ่นอายดอกไม้ติดเขียวที่เป็นหนึ่งในการสรรสร้างของป้าเพ็ญอา ลีกรส์ (Penhaligon's) ซึ่งกลิ่นนี้ถือเป็นหนึ่งในความคลาสสิคที่มีอยู่อย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1978 กันเลยทีเดียว เช่นนั้นมาเจอกันเลยดีกว่ากับรุ่น Bluebell 

เปิดต้นกลิ่นจะมีความเป็นซิตรัสแบบสดชื่นมาก่อนเลย แต่แว้บเดียวเท่านั้นที่กลิ่นเขียวๆ ของไฮยาซินท์จะแทรกขึ้นมาผสมผสานเร็วมากจนกลายเป็น Citrus Green ที่เขียวกันอย่างเต็มที่ เพียงแต่จะไม่ได้เขียวแบบข้นๆ มาแบบใสๆ แต่เต็มเหนี่ยว ออกทางอากาศฉ่ำๆ ติดเปียกๆ มาผสมผสานด้วย จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางที่เป็นโทนมวลมหาดอกไม้ทั้งกลิ่นหอมใสๆ กับกลิ่นหอมติดเขียวมาผสมผสานกันได้อย่างหนำใจมาก ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบใสๆ มะลิใสๆ ดอกกระดิ่งใสๆ ที่จะหอมแนวสดชื่นติดฉ่ำ แต่ไม่ว่าตัวไหนก็ไม่สามารถเอาชนะไฮยาซินท์ได้ เพราะกลิ่นเขียวๆ ใสๆ ติดหวานจะมาเต็มเหนี่ยวล้อมกรอบโทนดอกไม้กันอย่างชัดเจน โดยมีกลิ่นออกแนวเครื่องเทศโทนสดชื่นรองพื้นด้านหลังให้รู้สึกได้จางๆ และจะเริ่มมีกลิ่นโทนซิตรัสจากยางไม้ที่ให้ความเป็นฟรุตตี้จางๆ เริ่มดันขึ้นมานำเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะมีกลิ่น Spicy ของกานพลูที่รองพื้นในช่วงกลางเด่นเป็นสง่าขึ้นมาแทนที่โดยมาให้ความสดชื่นแบบติดเขียวของไฮยาซินท์ที่ยังตามมาเด่นอยู่ โดยจะเสริมความหวานอุ่นเข้าไปด้วยอบเชยแต่ไม่หนักหน่วงมาแบบเบาๆ กำลังดี ภาพรวมเลยเป็นกลิ่นอายที่ออกทางเขียวๆ ใสๆ ออกทางโทนดอกไม้ที่มีเครื่องเทศโทนสดชื่นติดอบอุ่นแบบแดดต้องผิวกายประมาณนั้นเลย 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียน ม.ปลายขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว เพราะกลิ่นแบบนี้เข้ากับผิวผู้หญิงมาก ออกแนวสาวน้อยวิ่งในทุ่งดอกไม้หลังฝนตกที่ให้ความใสและเขียวๆ ตามธรรมชาติ และยังไงความรู้สึกเป็นธรรมชาติที่ใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการและชิลล์ๆ ทั่วๆ ไป ส่วนยามค่ำคืนมองข้ามไปเถิด กลิ่นไม่ได้เหมาะกับการไปร่อนราตรีอะไรขนาดนั้น และจริงๆ กลิ่นนี้ผู้ชายใช้ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียวแต่ก็พึ่งเคมีกับผิวกายกับกลิ่นเขียวๆ แนวนี้อยู่ไม่น้อย 

ความทน - อยู่ที่ 6 ชม. โดยประมาณ ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์เป็นสำคั 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้นมาเต็มกับซิตรัสเขียวๆ ใสๆ ติดหวานจางๆ เลย ก่อนที่จะลดลงมากระจายกลางๆ กึ่งออร่ารอบๆ ตัวแบบธรรมชาติกับดอกไม้กลั้วเขียวๆ และปิดท้ายด้วย Skin Scent ที่ตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อน 

ทิ้งท้าย - ได้ลองเปรียบเทียบแล้วกลิ่นนี้บนผิวผู้หญิงจะให้ความดีงามของการเป็น Floral Green ได้ดีมาก เพราะจะแตกต่างจากบนผิวผู้ชายอย่างชัดเจนที่จะเป็นเขียวๆ ติด Oily ซึ่งตรงนี้อยู่ที่ความชอบเป็นสำคัญและเคมีเข้ากันได้หรือไม่ด้วยส่วนหนึ่งครับ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - http://www.penhaligons.com/images/products/large/BLUEBELLEAUDETOILETTE.jpg

Review: Soap & Glory - Original Pink

Soap & Glory - Original Pink

เพียงแค่อ่านชื่อรุ่นก็แบบว่ากลิ่นนี้ต้องหวานแน่ๆ เพราะสีชมพูมันสื่อถึงความหวานอยู่แล้ว ซึ่งพอได้รู้ว่ามีขายใน Boots ด้วย ก็แบบว่าน่าสนใจมาก เพราะแบรนด์ Soap & Glory ถือเป็นแบรนด์ที่ดังมากเลยในเรื่องของ Skincare เช่นนั้นมีน้ำหอมก็ต้องลองกับรุ่นนี้เลย Original Pink

Top Notes เปิดต้นกลิ่นมาด้วยกลิ่นโทนซิตรัสกลั้วความเขียวก่อนเลย เพราะกลิ่นของมะกรูดและเลมอนกลั้วใบส้มจะมาแบบติดสดชื่นก็จริง แต่จะมาแว้บเดียว เพราะจะมีกลิ่นโทนหวานของผลไม้ดันขึ้นมาผสมผสานกันอย่างรวดเร็วมากนั่นคือสตรอเบอร์รี่และพีช และจะนำเข้าสู่ช่วง Middle Notes ที่นางเอกของงานของสตรอเบอร์รี่จะพาเพื่อนๆ มาด้วยนอกจากพีชแล้ว จะมีกุหลาบมาเป็นหนึ่งในนางเอกอีกคนด้วย ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้มาในโทนที่ใสมากนักเพราะความครีมมี่ของโทนดอกไม้สีขาวอย่างมะลิและดอกพุดจะทำให้กลิ่นมาในลักษณะครีมมี่แบบเบาๆ โดยไม่ทิ้งความเป็นสีชมพูหวานๆ เลย ซึ่งกลิ่นสตรอเบอร์รี่ พีช และกุหลาบจะตามไปยังช่วง Base Notes ด้วย โดยจะยังคงเด่นเป็นสง่าแบบหอมนวลๆ แต่จะมี Musk มาให้โทนนุ่มสะอาดให้โทนสีชมพูในเนื้อกลิ่นที่เคยสัมผัสได้อ่อนโยนลงมา และมีกลิ่นเย้ายวนนวลอ้อยอิ่งของพิมเสนให้รู้สึกได้และมีความอบอุ่นจางๆ มาผสมผสานอยู่ด้วย ซึ่งภาพรวมกลิ่นอายบอกถึงผู้หญิงหวานๆ ที่มีความสดใส น่ารัก และร่าเริงได้กำลังดีเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียน ม.ปลายขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมากในแง่ของน้ำหอมผู้หญิง ที่ได้ความหวานแบบผลไม้กลั้วดอกไม้ ยิ่งใครชอบกลิ่นสตรอเบอร์รี่แบบครีมมี่กลั้วกุหลาบจะปลื้มได้ไม่ยาก โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน แต่ขอยกเว้นงานทางการจัดๆ แบบรับแขกบ้านแขกเมืองเพราะกลิ่นหวานแบบวัยรุ่นเกินไป รวมถึงออกกำลังกายที่ไม่ควรใส่ เพราะจะตีขึ้นจนจุกเสียก่อน นอกนั้นใส่ได้สบายๆ เริงร่าท้าลมร้อนได้ความหวานครีมๆ เสียด้วย ส่วนยามค่ำคืนที่เป็นการไปท่องราตรี เก็บกลิ่นนี้ไว้ก่อนดีกว่า เพราะกลิ่นถือว่าเบาไปในการปล่อยความเย้ายวน เน้นใส่เพื่อให้ดูน่ารักหวานๆ กับแฟนน่าจะดีกว่า

ความทน - กลิ่นทนอยู่ที่ 6 ชม. ซึ่งจะมากหรือน้อยกว่า อิงที่จำนวนสเปรย์เป็นสำคัญ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายกลางๆ กึ่งออร่ารอบๆ ตัว แล้วปิดท้ายด้วย Skin Scent

ทิ้งท้าย - ใครคิดว่า Miss Dior แพงไป ตัวนี้แทนได้เลยทีเดียว แต่อาจจะไม่ได้ดูหรูหรามากเท่าในราคาที่ไม่แพงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งสามารถหาจาก Boots ในหลายๆ ที่ได้สบายๆ ที่มีโซนของแบรนด์นี้ครับ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ



วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Amouage – Honour Man

Amouage – Honour Man

My Knight of Dignity พร้อมสำหรับการ Review แล้ว เพราะนี้คือหนึ่งใน 4 น้ำหอมที่เป็นอัศวินด้านกลิ่นประจำตัวของเข็มขัดสั้นเลย ด้วยฝีมือของแบรนด์น้ำหอม Niche กับความหรูหรามีระดับที่สุลต่านโอมานเป็นเจ้าของแบรนด์นี้ กับแรงบันดาลใจในการสรรสร้างน้ำหอมตัวนี้จากเรื่อง “มาดามบัตเตอร์ฟลาย” เช่นนั้น Honour Man จะเป็นอย่างไร มาดมกันดีกว่า

สิ่งหนึ่งในการเทสและใช้ตัวนี้ ภาพในหัวจะบอกอย่างชัดเจนถึงความเป็นผู้ชายที่หนักแน่นและมั่นคงกับกลิ่นอายที่มาในโทน Woody Spicy ที่จัดเต็มอย่างแข็งขันมาก เพราะเปิดต้นกลิ่นมาเต็มเลยทีเดียวกับความเป็นพริกไทย 2 ประเภทที่มีทั้งความสดชื่นจากพริกไทย และความหวานติดฟรุตตี้จางๆ ของพริกไทยสีชมพู มีกลิ่นอายของซิตรัสแทรกจางๆ แต่ไม่สามารถลดทอนความแน่นและกระจายของพริกไทยทั้ง 2 ตัวได้ กลิ่นจะ Spicy แน่นเลยทีเดียว เพียงแต่ออกแนวโปร่งจมูกตามสไตล์ของความเป็นพริกไทย เนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นโทนไม้หอมที่รองพื้นอยู่ด้านหลัง เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางกลิ่นอายพริกไทยยังคงปล่อยของอยู่ แต่จะมีกลิ่นอายของลูกจันทน์เทศมาเพิ่มความเป็น Spicy และมีกลิ่นของดอกเจอเรเนียมที่มาให้ความหอมแบบมีชั้นเชิงติดโทนสดชื่นกลั้วด้วยยางไม้ที่ติดโทนเขียวสะอาดมาเสริมให้กลิ่นยังมีความแน่นสดชื่น ดันให้กลิ่นพริกไทยที่ตามมาจากตอนต้นกลิ่นมีระดับมากขึ้น ที่สำคัญกลิ่นโทนไม้หอมจะเริ่มปล่อยของเรื่อยๆ ในช่วงนี้ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัวกับการเป็นกลิ่นอายแบบธูปหอมกลั้วไม้ซีดาร์ที่ให้ความขรึมและขลัง โดยเสริมความ Smoky ให้เนื้อกลิ่นด้วยหญ้าแฝกและมีความครีมมี่บางๆ แกมอบอุ่นมาตัดทอนไม่ให้ Smoky จนขลังเกินไปอย่างถั่วตองก้าและ Musk ซึ่งพริกไทยยังคงอยู่ไม่หนีไปไหนแต่จะกลายเป็นตัวสนับสนุนกลิ่นโทนธูปหอมแทนได้น่าดูชมคงความรู้สึกที่บอกถึงความหนักแน่น รวมถึงความมีภูมิน่าเชื่อถือและอบอุ่นแบบผู้ชายคนนึงที่มีความมั่นคงในความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจน

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นบอกถึงความหนักแน่นและความน่าเชื่อถือ สร้างความภูมิฐานที่เอื้อกับสถานการณ์ที่เป็นงานทางการ หรือทำงาน Office มากเลยทีเดียว ซึ่งเอาเข้าจริงๆ สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปได้ด้วยเช่นกัน แบบจำนวนสเปรย์เหมาะสมทั้งคู่ เพราะกลิ่นจะให้ความรู้สึกเป็นผู้ชายอบอุ่นได้ด้วย ตัดยามออกกำลังกายหรืออยู่กลางแจ้งออกไปจะดีที่สุด เพราะเดี๋ยว Spicy แน่นจนจุกเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืนกลิ่นนี้จัดได้หมดทั้งทางการและทั่วๆ ไปที่แบบโรแมนติคก็ได้ แต่ถ้าจะใส่ไปเที่ยวอารมณ์อาจจะไม่ได้มาทางยั่วยวนนักก็เท่านั้นเอง

ความทน มากกกกก 8 ชม. และมากกว่านั้นอีก เพราะแค่ 3-4 สเปรย์ ก็สามารถลากยาวให้ได้สบายแฮแล้ว ส่วนตัวเจอที่ 15 ชม. แบบเข้าทางมากด้วย

การกระจาย มากมายในช่วงแรกที่เป็นพริกไทยตีคู่เด่นมาเลย ก่อนจะลดลงมากระจายดีกึ่งปานกลางในช่วงกลาง แล้วค่อยเป็นปานกลางไปเรื่อยๆ คงตัวลากยาวไปพอเกิน 8 ชม. จะเริ่มค่อยๆ ลดลงเป็นออร่ารอบๆ ตัว

ทิ้งท้าย ผมรักน้ำหอมตัวนี้มากเพราะบ่งบอกถึงคาแรคเตอร์ตัวเองที่ชัดเจน ที่สำคัญเป็นรุ่นที่อยู่ในโซน Lite Version ที่เข้าถึงได้ง่ายในระดับหนึ่งของ Amouage เสียด้วย เช่นนั้น คู่ควรมากกับการเป็นหนี่งในอัศวินด้านกลิ่นประจำตัวของผมบ่งบอกถึงความเข้มแข็งมั่นคงและซื่อสัตย์ความรู้สึกของตัวเองได้ชัดเจนมากครับ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Marc Jacobs – Bang Bang

Marc Jacobs – Bang Bang

ขวดมีความแนวมาก ซึ่งตั้งขวดได้ตามปกติด้วยนะนั่นกับรุ่น Bang Bang ของ Marc Jacobs (แน่นอนว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเพลงของสาวเจ็ดสี น้องอารีแก่นแตก และนิคกี้บั้นท้ายแอร์แบ็ก แต่ประการใด) แน่นอนว่ารุ่นี้ได้ต่อยอดมาจากรุ่นต้นตระกูลคือ Bang เช่นนั้นไม่ท้าวความอะไรให้มากความ มาเจาะกันเลยแทนดีกว่าว่าจะออกมาในรูปไหน

บอกก่อน
- เพราะไม่เคยลองรุ่น Bang มาก่อนเลยจะไม่ทราบถึงความเชื่อมโยง ซึ่งจะข้ามในส่วนนี้ไป เน้นกลิ่นของ Bang Bang ล้วนๆ

เรียกว่าเป็นน้ำหอมที่แอบเหนือความคาดหมายมาก เพราะตอนแรกคิดว่าน่าจะเจอความเปรี้ยวเข็ดฟันแบบชายหนุ่มที่ Marc Jacbs นำเสนอ แต่กลายเป็นกลิ่นอายที่ Safe มากกว่าที่คิดซะอีก แต่ก็มีความเซ็กซี่ไม่น้อยนะเออ ซึ่งเปิด Top Notes กับกลิ่นอายของเครื่องเทศติดหวานจางๆ ของเม็ดกระวานที่จะมีโทนซิตรัสมาแทรกบางๆ แล้วล้อมด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ติด Spice กำลังดี กลิ่นให้ความนุ่มติดสดชื่นบางๆ ปูทางเข้าสู่ Middle Notes กับการเป็นไม้หอมอ่อนๆ อบอุ่นกลั้วสมุนไพรติดเครื่องเทศเบาๆ กลิ่นจะนุ่มอ้อยอิ่งแบบละมุนไปเรื่อยๆ มีความเป็นโทนแป้งให้สัมผัสได้กันตั้งแต่ช่วงนี้ที่แอบมีความเซ็กซี่กำลังดี ที่จะเริ่มมาเต็มแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ Base Notes ที่ความเป็นไม้หอมจะผสมผสานกับความนุ่มสะอาดของ Musk รวมตัวเป็นโทนแป้งหอมกลั้ววู้ดดี้ที่เย้ายวนแบบนุ่มๆ ไม่โฉ่งฉ่าง เนื้อกลิ่นมีโทนหวานเย้าแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่รีบไม่ร้อนติดหวานจางๆ ผสมผสานอยู่ด้วย โดยกลิ่นเปลี่ยนแปลงแบบเนียนๆ คล้ายๆ กันในแต่ละช่วงพอสมควร เลยได้ความรู้สึกคล้ายกลิ่นทางเดียวนิดนึง แต่ก็ให้ภาพแบบชายหนุ่มแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ดูสะอาดสะอ้าน แต่รู้สึกได้ถึงกลิ่นนวลๆ หอมๆ ที่อยากเข้าไปดมใกล้ๆ เปิดพิสูจน์กันหน่อยว่ากลิ่นมาจากตรงไหน ประมาณนั้นเลย

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว กลิ่นคาบเกี่ยวได้ทั้งการเป็น Safe Scent และ Sensual Scent ได้ลงตัวมาก สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ทั้งทางการและไม่ทางการ ยกเว้นเลยในเรื่องการใส่เพื่อออกกำลังกายกลิ่นไม่ได้มาในทางนั้นนัก ใส่กับอากาศร้อนก็ไม่เคอะเขิน ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่เพื่อโรแมนติคน่าจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้กระจายเรียกแขก ออกทางคลุกวงในเถิดจะเกิดผลนั่นเอง

ความทน อยู่ราวๆ 6 ชม. อาจจะมีบวกลบบ้าง ตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย กลิ่นนี้ไม่เน้นกระจายมาก ออกแนวกระจายปานกลางในช่วงต้นแล้วลากยาวความปานกลางไปเรื่อยๆ จนเมื่อเริ่มแตพเข้าช่วงท้ายจะลงเป็นออร่ารอบๆ ตัว แล้วลดลงไปเรื่อยๆ จนเป็น Skin Scent นั่นเอง

ทิ้งท้าย กลิ่นเรียกว่าดูเรียบๆ เงียบๆ แต่แอบฟาดเรียบเอาได้ถ้ามาพิสูจน์ใกล้ๆ ไม่น้อย ที่สำคัญใครชอบโทนไม้หอมกลั้วโทนแป้ง และไม่ต้องการการกระจายตัวของน้ำหอมมากนัก ตัวนี้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Montale – Soleil de Capri

Montale – Soleil de Capri

เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งมาตลอดที่อยากจะหากลิ่นสดชื่นดีๆ จาก Montale มาก เพราะส่วนใหญ่จะเจอแต่ Oud และกุหลาบที่เป็นตัวเด่นของแบรนด์นี้ ซึ่งวันนึงได้ไปเจอคำแนะนำจากเวบบอร์ดน้ำหอมของต่างประเทศซึ่งบอกว่า Montale ก็มีน้ำหอมที่ใช้ในช่วงฤดูร้อนได้ดีอยู่ เช่นนั้นจัดมาเลยแบบไม่เคยลองอะไรใดๆ มาก่อน กับรุ่นนี้เลย Soleil de Capri

ต้องเรียกว่าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะกลิ่นอายมาในโทนสดชื่นที่เรียบ นิ่ง หรูกว่าที่คิด โดยเปิดตัว Top Notes ที่กลิ่นของโทนซิตรัสแบบคมนิดนึงของส้มจี๊ดโดยมีกลิ่นเกรฟฟรุตแบบออกทางเนื้อติดเปลือกให้รู้สึกได้ผสมผสาน โดยไม่ได้มาแบบฉ่ำอะไรมากก็จริง แต่กลิ่นก็จะให้ความสดชื่นแบบทำให้ตาปรือๆ ตื่นได้เลย ซึ่งเพียงไม่นานช่วงนี้ก็เข้าไปรวมตัวกับช่วง Middle Notes โดยยังคงความเป็นซิตรัสอยู่ แต่จะโดนลดทอนด้วยโทนดอกไม้สีขาวที่จะมาแบบนวลๆ โดยจับได้ถึงกลิ่นโทนดอกส้มกับมะลิบางๆ ไม่มาแบบข้นแน่นมาเป็นตัวสนับสนุนเสียมากให้กลิ่นโทนซิตรัสมีความนุ่มติดขมนิดๆ ขึ้นโดยยังมีความสดชื่นแบบนวลขึ้นออกทางสว่างไสวชัดเจน แล้วกลิ่นของเครื่องเทศที่มีโทนหวานแบบเบาๆ จะเริ่มดันขึ้นมาดึงเข้าสู่ Base Notes ที่จะเป็นกลิ่นโทน Musky นุ่มสะอาดเด่น มีความหวานจางๆ เย้ายวนหน่อยๆ ของเครื่องเทศ กลิ่นซิตรัสกลั้วดอกไม้ขาวสดชื่นยังคงอยู่เบาๆ ออกทางสบายๆ คุมโทนสว่างของน้ำหอมได้ตลอดไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งถึงกับยิ้มเลยทีเดียวว่านี่สิ กลิ่นสดชื่นที่ตามหาอยู่ของ Montale และสมชื่อรุ่นมากว่า Soleil de Capri – แสงแดดของเกาะกาปรี ประเทศอิตาลีอย่างชัดเจน 

เหมาะสำหรับ – Unisex เลย กลิ่นเข้าทางสดชื่นได้หมดทุกเพศตั้งแต่วัยเรียน ม.ปลาย ก็ใช้ได้แล้ว ที่สำคัญกลิ่นไม่ได้มาแน่นตามสไตล์หนักหน่วงของแบรนด์นักด้วย เลยสามารถใช้ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันได้เลย ไม่ว่าจะทางการหรือชิลล์ๆ ยิ่งยามอากาศร้อนกลิ่นเข้าท๊าง เข้าทางมาก ส่วนยามค่ำคืนถ้าแบบทั่วๆ ไปจัดได้สบายๆ เพราะกลิ่นสดชื่นคลายร้อน แต่ถ้าเอาไปเที่ยวกลางคืน กลิ่นนี้ไม่เหมาะนัก เล่นตัวอื่นในแบรนด์นี้ดีกว่านะ

ความทน อยู่ที่ 8 ชม. มีบวกลบบ้างตามสไตล์น้ำหอมที่มีความเป็น Citrus นำเด่น อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายกลางๆ กึ่งออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง และปิดท้ายแบบ Skin Scent ชัดเจน

ทิ้งท้าย เรียกว่าดีใจที่ได้เจอเสียที กับกลิ่นอายสดชื่นของแบรนด์นี้ที่ทำออกมาแล้วกลิ่นลงตัวมาก แถมมีความเป็นซิตรัสแบบฝรั่งเศสแทรกซึมลงไปในซิตรัสแบบอิตาลีเสียด้วยแหละ ได้ขวด 20 ml มา สงสัยต้องจัดขวดใหญ่แล้วสินะดันประทับใจ 55555

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ




วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Viktor&Rolf – Spicebomb Eau Fraiche

Viktor&Rolf – Spicebomb Eau Fraiche

เห็นขวดรูประเบิดอันนี้แล้ว คนที่เคยลองคงจะจำกลิ่นได้ว่ามัน Spicebomb สมชื่อจริงๆ มาในแนวเครื่องเทศโทนหวานกระจายเต็มเหนี่ยวมาก แถมเรียกแขกได้ดีเสียด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามีการต่อยอด เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการจะกระจายความหวานแหลกลานเพียงอย่างเดียว มีคนที่ต้องการความสดชื่นแกล้มหวานในแบบ Spicebomb ก็มีไม่น้อย เช่นนั้นเป็นเรื่องดีมากที่ Viktor&Rolf ได้เปิดตัวรุ่น Eau Fraiche ขึ้นมาเพื่อต่อยอดไลน์นี้ เช่นนั้นมาพิสูจน์กันว่ากลิ่นจะเป็นอย่างไงบ้าง

Eau Fraiche คือการบอกถึงความสดชื่น เช่นนั้น เมื่อความสดชื่นมาเจอความเป็นเครื่องเทศแบบกระจายขาดใจ Top Notes ที่ได้ความหวานจะลดลงมาไม่หนักหน่วงแบบต้นตระกูลแล้ว โดยจะให้ความ Spicebomb ในความเป็นพริกไทย 2 ประเภทเลย คือ พริกไทยปกติที่จะมาให้ความสดชื่นกับพริกไทยสีชมพูที่จะมาให้กลิ่นอายติดโทนหวานจางๆ โดยเบรกความหวานด้วยซิตรัสอย่างเกรฟฟรุต กลิ่นช่วงต้นเลยจะได้พริกไทยที่นุ่มสดชื่นและหวานจางๆ กำลังดี กระจายตีขึ้นหนำใจกันก่อนโดยไม่บาดจมูก แล้วกลิ่นโทนนุ่มของลาเวนเดอร์จะมาดึงเข้าสู่ Middle Notes ให้ความนุ่มมากขึ้นโดยยังมีความเป็นพริกไทยอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่จะมีกลิ่นเค็มๆ มาผสมผสานให้กลิ่นมีความเป็นทะเลที่ไม่มีกลิ่นคาวในช่วงนี้ ออกทางได้ความรู้สึกแบบสดชื่นติดเครื่องเทศกันเต็มๆ โดยจะจับได้ถึงความหวานโปร่งที่ดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนเปิดตัวเข้าสู่ Base Notes เต็มๆ ที่ความหวานโปร่งคือ ใบยาสูบ กลิ่นจะหวานหอมเคล้ากลิ่นหนังนุ่มๆ มาเสริมคงลักษณะแบบตัวต้นตระกูลอย่างชัดเจน เพียงแต่เพราะมีกกลิ่นสะอาดๆ มาตัดทอนไม่ให้กลิ่นแน่นหนักเกินไปจากกลิ่นออกทางวู้ดดี้ติดซิตรัส เลยทำให้กลิ่นยังคุมโทนความสดชื่นได้อยู่โดยไม่ทิ้งลายเซ็นของการเป็น Spicebomb แต่ประการใด ยกนิ้วให้เลยที่ปรับจนได้เป็น Fresh Version ที่ใช้ได้ง่ายขึ้นมากแบบนี้

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเช่นไปก็ใช้ได้แล้ว กลิ่นเรียกว่าเข้าถึงง่ายในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ดูแบบสดชื่นจ๋าๆ เกินไปนัก เรียกว่ามีชั้นเชิงพอตัว ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งยามทางการและทั่วๆ ไป กลิ่นครอบจักรวาลพอสมควรในการใช้งาน เพราะไม่ว่าจะกลางวันก็จัดได้ทุกสถานการณ์แบบจำนวนสเปรย์ที่ลงตัว มีแค่ออกกำลังกายที่ให้รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนก็สามารถเข้ากับอากาศบ้านเราได้ไม่พอ ช่วงกลางถึงท้ายมันมาแนวเดียวกับต้นตระกูลเลยที่จะเน้นเย้ายวนดึงดูด เช่นนั้นสู้เขาได้สบายแฮ

ความทน กลิ่นทนเกินหน้าเกินตาน้ำหอมสดชื่นตัวอื่นมาก เพราะมันแค่ปรับโทนบางส่วนเช่นนั้นความทนจะอยู่ที่ 8 ชม. เลย และมากกว่านั้นด้วยถ้าจำนวนสเปรย์เอื้ออำนวย

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงไปที่กระจายดีไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงช่วงท้ายจะกึ่งๆ ปานกลางและออร่ารอบๆ ตัว จนเมื่อผ่านราวๆ 8 ชม. ไปแล้วจะลดระดับลงมาเรื่อยๆ

ทิ้งท้าย เพราะตัวต้นกระกูลมันหนักมาก แม้ส่วนตัวจะรับได้และชอบในความแน่นของกลิ่น พอมาเจอตัวนี้กลายเป็นปลื้มเลย เพราะมันคงลายเซ็นไลน์ไว้ชัดเจน แค่ให้กลิ่นสดชื่นขึ้น เก็บไว้ใช้แบบยาวไปอีกตัว ^^

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - https://fimgs.net/images/secundar/o.38579.jpg

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Review: Calvin Klein – Eternity Now for Men

Calvin Klein – Eternity Now for Men

ว่ากันด้วยเรื่องของไลน์ Eternity for Men ที่คงความนิยมมาได้เสมอจนมีรุ่น Summer มาตั้งแต่ปี 2011เลย แน่นอนว่ากลิ่นของ Eternity จะเป็นอะไรที่ใช้ง่ายเข้าถึงง่าย แล้ววันนี้ก็ได้เวลาของการแหกขนบการเป็น Eternity เดิมๆ ของ Calvin Klein กันบ้างแล้ว กับรุ่นนี้เลย Eternity Now for Men  

Top Notes เปิดตัวมาแบบที่ทำเอาอึ้งไปไม่น้อย เพราะกลิ่นอายความเป็น Eternity แบบเดิมมันหายไป เหมือนเปิดเข้าสู่กลิ่นอายแบบใหม่ไปเลย โดยเริ่มที่กลิ่นอายโทนหวานของโป๊ยกั๊กเคล้ากลิ่นมะพร้าวที่ออกทางกะทิหน่อยๆ กลิ่นเลยจะดูเหมือนแน่น แต่เพราะมีกลิ่นขิงที่มาให้ความสดชื่นติดหวานทอนความแน่นไม่ให้หนักหน่วงเกิน เลยจะได้ความรู้สึกแบบกลิ่นมะพร้าวติดเครื่องเทศโทนหวานที่เต็มตีขึ้นกำลังดีงาม แล้วก็เข้าสู่ Middle Notes ที่กลิ่นในช่วงต้นยังคงมีอยู่ แต่จะมีความเผ็นผลไม้มาเพิ่มความเย้ายวนให้ดูไม่หนักเกินไปจากความฉ่ำของมะเฟือง ที่เป็นตัวฉาบหน้าไม่ให้กลิ่นมันหวานเกิน และทำให้มีความเป็นกลิ่นอายแบบผลไม่เมืองร้อนกำลังดี รองพื้นด้วยกลิ่นโทนไม้หอมที่มาแบบนิ่งๆ นวลๆ มีกลิ่นอายอบอุ่นด้านหลังรองพื้นอยู่ และจะเริ่มเปิดตัวมาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ Base Notes กลิ่นอบอุ่นจะชัดเจนถึงการเป็นวานิลลา โดยรับช่วงต่อจากมะพร้าวเครื่องเทศที่จางลงไปแล้วกลั้วกับกลิ่นไม้หอมและผลไม้จางๆ ที่ยังตามมาในช่วงนี้ โดยตัวเสริมทัพให้กลิ่นอายดูน่ากอดมากขึ้นก็ถือความครีมี่ของถั่วตองก้า ทำให้กลิ่นจะนุ่มนวลอบอุ่น มีความขรึมๆ จากกลิ่นไม้ซีดาร์รองเอาให้เลยไม่ได้ดูเป็นขนมนัก เพราะกลิ่นวานิลลาเน้นครีมมี่ให้ความนุ่มเสียมาก ภาพรวมเลยเป็นเหมือนผู้ชายที่แบบที่ไม่ต้องล่ำบึ้กมาก แต่มีออร่าเซ็กซี่เย้ายวนแบบติดห่ามหน่อยๆ มีความหวาน แมนกำลังดี เมโทรกำลังงาม แบบนี้เลย

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว ซึ่งอาจจะเข้ากับสถานการณ์ยามกลางวันแบบที่ต้องเลือกช่วงเวลาใส่หน่อย เช่น งานทางการหรือทำงาน Office แบบแอร์เย็นๆ ไม่งั้นเจออากาศร้อนกลิ่นอาจจะทำเอามึนได้เพราะเปิดตัวกลิ่นก็แอบเน่นในระดับนึง ส่วนเวลาทั่วๆ ไปชิลล์ๆ หรือออกแนวโรแมนติคก็ได้สบาย แบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม ออกกำลังกายงดเถิด ส่วนยามค่ำคืนจัดไป กลิ่นมาแนวติดกรุ้มกริ่มและอบอุ่น ถือว่าเรียกแขกได้ไม่ยากถ้าจะเอาไปใช้ยามไปร่อนราตรี

ความทน กลิ่นทนลงตัวเลยทีเดียว และทนเหนือ Eternity for Men หลายๆ ตัวในไลน์ด้วย เพราะกลิ่นมาในโทนเครื่องเทศและวานิลลา ซึ่งอยู่ที่ 8 ชม. สบายๆ และอาจจะมากกว่านี้ถ้าจำนวนสเปรย์ลงตัวด้วยเช่นกัน

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้นแบบที่อาจจะทำให้ตกใจได้ว่า นี่ Eternity เหรอเนี่ยยยย แล้วจะลดลงมาเป็นกระจายกลางๆ กำลังดีไปเรื่อยๆ ก่อนเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย ส่วนตัวมองว่ารุ่นนี้เป็นตัวเปิดศักราชใหม่ของ Eternity ไม่น้อย กับการเป็นกลิ่นอายที่เซ็กซี่และเย้ายวนมากขึ้น ไม่ได้มาทางเขียวสดชื่นแมนๆ มันเข้าไปเพียงอย่างเดียวแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่ CK One Shock Men ต่อด้วย Reveal Men และมาถึงตัวนี้ เริ่มทำให้ผมทำให้กลับมามองตัวใหม่ๆ ที่จะออกมาของแบรนด์นี้ไม่น้อยเลยทีเดียวว่าต้องมีอะไรดีๆ อีกในอนาคตแน่ๆ หวังว่าคงไม่เก็งพลาด 555555   

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ