วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Montale – Gold Flowers

Montale – Gold Flowers

ดูชื่อรุ่นบางคนอาจจะเผลออุทานออกมาว่า “Dok Thong” เหรอออออ ไม่ใช่นะนั่น ถ้าอย่างนั้นมันต้อง Golden Flower 5555 แต่เอาจริงๆ แล้วรุ่นนี้ของ Montale เป็นอีกตัวที่ทำออกมาแล้วให้ความเป็นกลิ่นอายดอกไม้ที่หอมน่าสนใจมากเลยทีเดียว เช่นนั้น จะแคร์ทำไม Gold Flowers ทำได้ และทำออกมาเป็นกลิ่นลักษณะนี้เลย

เปิดตัวกันอย่างชัดเจนกับการสื่อสารกลิ่นที่เป็นดอกไม้แบบครีมมี่นวลๆ เด่นกันขึ้นมาก่อนเลยกับกลิ่นของดอกซ่อนกลิ่น (Tuberose) แต่ไม่ได้มาแบบโบราณๆ แบบคุณอุบลในละครเรื่อง “พิษสวาท" ที่จะออกน้ำปรุงดอกไม้ไทยโบราณนะนั่น แต่นี่จะมาแบบครีมมี่ที่สว่างๆ และมีความนุ่มนวลจมูกไปเรื่อยๆ โดยดอกซ่อนกลิ่นนี้จะอยู่ยาวไปเป็นศูนย์กลางหลักของน้ำหอมรุ่นนี้เลยที่จะเปลี่ยนผันไปตามความหอมในแต่ละช่วงกลิ่น โดยเริ่มต้นจะได้ความนวลๆ ครีมมี่ที่จะมีกลิ่นอายติดสดชื่นแบบ Fresh Spicy ของพริกไทยมาตัดทอนให้ออกแนวดอกไม้ขาวกลิ่นครีมมี่สดชื่นกันก่อน แล้วเพียงไม่นานก็จะเข้าช่วงกลางที่ความเป็นดอกไม้ขาวกลิ่นครีมมี่หอมหวานจะยังทำหน้าที่แบบไม่เข้มข้นนักเพราจะเจอกลิ่นของกานพลูที่มีความปร่าสดชื่นมาตัดทอนอยู่ กลิ่นที่ได้เลยจะไม่ได้มาสายหนักหน่วงดอกไม้ขาวเข้มข้นจ๋าๆ แต่ประการใด ออกทางครีมมี่หอมนวลจมูกแบบนุ่มๆ โปร่งๆ เสียด้วยซ้ำ ซึ่งจะเริ่มมีกลิ่นของไม้จันทน์หอมมาผสมผสานให้มีโทนอบอุ่นสีครีมเข้าไปอีก จนกลิ่นจะส่งต่อให้ช่วงท้ายที่ยังคงความเป็นดอกซ่อนกลิ่นที่หอมครีมมี่ติดไม้หอมอ้อยอิ่งไปเรื่อยๆ แต่จะมีกลิ่นของแอมเบอร์มาเพิ่มความอบอุ่นและให้ความรู้สึกของกลิ่นเปลี่ยนโทนสีเป็นสีเหลืองทองมากขึ้น ที่สำคัญมันอะเมซซิ่งมากที่จับได้ถึงกลิ่น Oud หรือกฤษณาที่มาแบบเบาๆ บางๆ แต่เป็นสายสนับสนุนที่ดีให้กลิ่นไม้หอมเคล้าความเป็นดอกไม้แบบครีมมี่มีเสน่ห์ติดเย้ายวนท่ามกลางความนุ่มนวลชวนฝันของกลิ่นได้ดีมากจริงๆ นี่แหละ Gold Flowers ของ Montale

เหมาะสำหรับ ตราเอาไว้ว่าเป็นกลิ่น Unisex แต่เอาเข้าจริงไปทางสาวๆ ถึง 70% ได้เลยทีเดียว เพราะกลิ่น Tuberose มาสายเสริมความนุ่มนวลอ่อนโยนอยู่แล้ว ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปกลิ่นจะให้ความรู้สึกหอมดอกไม้ครีมมี่นุ่มจมูกและดูอ่อนโยน ติดโรแมนติคเสียด้วยเพราะกลิ่นมีโทนอบอุ่นเย้ายวน สามารถเรียกคำชมได้ดีอยู่แล้ว แต่จะไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหรือออกกลางแจ้งวิ่งรอบทุ่งหญ้าลั่นล้าอะไรนัก เพราะกลิ่นไม่ค่อยเข้าทางกับเหงื่อนัก ส่วนยามค่ำคืนถ้าเน้นใส่ออกงานหรู หรือดินเนอร์ทั่วๆ ไปจะให้ความรู้สึกนุ่มหอมนวลชวนยิ้มได้ดีไม่น้อยเลย แต่ถ้าเอาไปเต้นรากแตกเด้งก้นเป็น Nicki Minaj คงไม่ใช่กลิ่นไม่ได้มาสายแรงและดวกกกกมากขนาดนั้น

ความทน มากกกกกกกก ตามประสาแบรนด์นี้แม้จะกลิ่นนุ่มนวลจมูกไม่หนักหน่วง แต่ความทนลากยาวไปที่ 12 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ กับเพียง 4 สเปรย์

การกระจาย กลิ่นกระจายดีตอนต้น และคงตัวลากยาวไปเรื่อยๆ พอท้ายๆ ช่วงกลาง จึงลดลงมากระจายปานกลาง และเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย กลิ่นไม่ได้มาสายแรง มั่น ก๋ากั๋น ล่าผู้ชายมาเก็บแต้ม แบบตามการแปลของคนไทยเรายามแรกเห็นแน่ๆ แต่มาสายหอมอบอุ่นครีมมี่อ่อนโยนแบบดอกไม้นุ่มๆ ได้ดีมาก เรียกว่าเป็นอีกตัวที่ผมใส่แล้วได้รับคำชมกันเต็มๆ ว่า ”กลิ่นหอมมาก นุ่มจมูก ครีมมี่แบบอ่อนโยนดีแท้ เพียงแต่กลิ่นมันสาวนะ” ซึ่งประโยคที่ชมเชยนี้ผมถือว่าเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ช่วงท้ายมองข้ามมันไปแล้วกันครับ 5555555

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ



Review: Ermenegildo Zegna – Florentine Iris


Ermenegildo Zegna – Florentine Iris

ผ่านไป 2 ตัวกับไลน์ Essence ที่เน้นความเป็น Exclusive ของส่วนผสมที่นำมาชูโรงเป็นกลิ่นที่น่าสนใจของแบรนด์ Ermenegildo Zegna กันไปบ้างแล้ว เช่นนั้นก็ได้เวลาของตัวต่อมาที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับคำชมมากที่สุดเลยทีเดียวและเป็นตัว Top ของไลน์นี้เลยก็ว่าได้ในเรื่องของกลิ่นอายโทนแป้งที่มีเสน่ห์อมหวานมากๆ เช่นนั้นได้เวลามาดมผ่านตัวหนังสือกันดีกว่ากับรุ่น Florentine Iris นั่นเอง

กลิ่นเปิดเริ่มต้นกันเต็มๆ ที่ความเป็นซิตรัสผสมผสานกับความเป็น Iris และกลิ่นอายของหัว Orris (หัวเหง้าใต้ดินของต้นไอริส) ที่มาให้ความเป็นแป้งนวลไม่โปร่งติดความรู้สึกเย็นๆ แบบ Icy คมๆ กันมาก่อนเลย ซึ่งแน่นอนว่าในเนื้อกลิ่นมีความสะอาดแต่ก็อวลแบบเย็นๆ และมีความอมหวานในเนื้อกลิ่นแบบจับได้ไม่ยาก ซึ่งแน่นอนว่า Iris และหัว Orris จะเป็น Note หลักที่อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบในทุกช่วง โดยเมื่อเข้าช่วงกลางกลิ่นอายจะเริ่มมีความเป็นแป้งที่โปร่งขึ้นเพราะจะมีดอกไวโอเล็ตที่มาในลักษณะแบบโทนแป้งติดเขียวอมหวานโปร่งเสริมเข้ามาทำให้กลิ่นอายออกทางเย็นๆ อวลๆ แบบแป้งหอมกำลังดี กลิ่นมีความเป็นดอกไม้ขาวจางๆ ให้รู้สึกได้โดยมีความหวานและสะอาดเป็นพื้นฐาน ส่งต่อให้ช่วงท้ายที่กลิ่นอายของ Iris และ Orris จะเริ่มลงไปกลั้วกับความสะอาดของ Musk ที่เป็นตัวรองพื้นให้ความนุ่มในช่วงนี้ กลิ่นยังมีความเป็นแป้งติดอับเย็นนวลอยู่และมีความหวานจางๆ จากช่วงกลางมาสมทบให้คงความหอมแป้งติดหวานอยู่ในรู้สึกได้ ภาพรวมกลิ่นไม่ได้มาสายแบบ Raw หรือธรรมชาติของตัว Iris และ Orris ที่จะมีความ Rooty หรือกลิ่นแบบหัวเหง้าใต้ดินตามธรรมชาติ แต่ปรับโทนให้เป็นลักษณะแบบนุ่มนวลมีความหวานติดกลิ่นอายเย็นๆ คมๆ นวลๆ ไปตลอด ซึ่งทำให้ได้อารมณ์แบบมีระดับและเรียบหรูกำลังดี ไม่ได้ฉูดฉาดโฉ่งฉ่างเกินไปนั่นเอง

เหมาะสำหรับ ทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใส่ได้สบายๆ แต่อย่างน้อยถ้าพื้นฐานชอบกลิ่นโทนแป้งหรือกลิ่น Iris มาเป็นทุนเดิมจะปลื้มได้ไม่ยาก และสามารถใช้เป็น Daily Use ได้อย่างสบายๆ ในแง่ของกลิ่นที่หอมแบบเรียบหรู ซึ่งใส่ได้แทบจะทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นยามทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ไม่เหมาะกับการใส่เพื่อออกกำลังกาย เพราะลักษณะกลิ่นเป็นโทนแป้งที่ไม่โปร่งจมูก มันไม่ค่อยเช้าทางกับการออกเหงื่อนัก ส่วนยามค่ำคืนสามารถใส่ได้ไม่ว่าจะออกงานหรือเที่ยวกลางคืนที่ไม่ได้เน้นเต้นรากแตก เน้นจิบแบบหรูๆ สบายๆ อากาศเย็นๆ เข้าทีมาก

ความทน มากกกกกกก กลิ่นลากยาวไปที่ 10 ชม. ได้สบายๆ ซึ่งส่วนตัวเจอที่ 12 ชม. กลิ่นยังตีขึ้นให้รับรู้อยู่กับการฉีดเพียง 5 สเปรย์

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าจะมากันคมๆ เย็นๆ อวลๆ กันก่อน แล้วจะลดลงมากระจายดีๆไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย เป็นหนึ่งในกลิ่นโทน Iris ที่มีความหอมที่แตกต่างและมีความ Modern สูงมากเลยทีเดียว ซึ่งไม่แปลกใจที่ตัวนี้ที่ได้รับความนิยมสูงมาก และถือเป็นตัว Top ของไลน์นี้เลยทีเดียว ส่วนราคาอันนี้ตัวใครตัวเผือกนะฮะ เรียกว่าจี๊ดดดดได้เลยฮ่ะ XD

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Lady Gaga - Eau de Gaga 001


Lady Gaga - Eau de Gaga 001 

หลังจากปล่อย The Fame ออกมาให้เหล่า Little Monsters และคนที่ชอบน้ำหอมโทนหวานได้ฟินกับน้ำหอมสีดำกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีตัวที่ 2 ออกมาวางตลาดกันบ้างซึ่งคราวนี้ได้เวลาเอาใจทุกเพศกับความเป็น Unisex ที่ Gaga จะมาปล่อยของให้รู้ว่านางไม่ได้มีแค่ด้านที่หวานยั่วและดาร์กนะ นางมีด้านละมุนกับเขาด้วยกับรุ่นนี้เลย Eau de Gaga 001 

เปิดตัวกันด้วยกลิ่นอายของความเป็น Citrus ที่จะมาวูบนึงเลยกับการเป็นมะนาวและมะกรูด แล้วจะมีกลิ่นอายติดดทนนุ่มนนวลของชาและดอกไวโอเล็ตเสริมขึ้นมาเร็วมาก กลายเป็นกลิ่นสดชื่นเคล้าความนุ่มนวลจมูก นำเข้าสู่ช่วงกลางที่กลิ่น Citrus จะยังเป็นส่วนผสมหลักที่ดังมีความเด่นอยู่ แต่กิ่นอายนุ่มนวลของดอกไวโอเล็ตและชาจะดันขึ้นมาเด่นควบคู่ โดยที่จะมีกลิ่นอายของใบไวโอเล็ตที่ให้ความเขียวนวลโปร่งๆ กลิ่นในช่วงนี้เลยผสมผสานกันออกมากลายเป็นกลิ่นอายของผงชาเขียวมัทฉะที่หอมละมุนติดความสดชื่นมากมาย กลิ่นจะได้อารมณ์ละเมียดละมุนท่ามกลางความเขียวหอมนุ่มอะโรม่าที่มาเต็มมาก ซึ่งกลิ่นจะมีความนุ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะมีความเป็น Animalic ให้พอรู้สึกได้จากกลิ่นอายของหนังที่จะดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นหนังจะมาเป็นตัวเอกเด่นนำกลั้วความเป็นไม้หอมอบอุ่นกำลังดี กลิ่นจะมีความนวลๆ ของพิมเสนจางๆ โดยที่กลิ่นโทนชาเขียวมัทฉะละมุนจะลดระดับลงมาให้พอรู้สึกได้ในความอะโรม่าอยู่ ซึ่งภาพรวมถ้า The Fame คือการสื่อสารถึงความเป็น Gaga ในรูปแบบที่ผสมผสานความเป็นหวานฉ่ำแบบน้ำหอม Celeb ที่มีกิมมิคที่น้ำหอมสีดำติดดาร์กนิดๆ ให้ดูแตกต่าง Eau de Gaga 001 เลยจะได้อารมณ์ของความละเมียดเสียมากในแบบที่ Gaga ของ Jazz คู่กับ Tony Bennett นั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ตราเอาไว้ว่า Unisex แต่จริงๆ มีความแมนเสียแตะที่ 60% ได้เลย แต่ผู้หญิงก็ยังใส่ได้สบายๆ เพราะกลิ่นชาในช่วงกลางหอมละมุนควรให้ฟินในความอะโรม่าอยู่แล้ว ซึ่งเหมาะกับทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ได้หมดทั้งทางการและทั่วไป แต่ให้ข้ามเรื่องการออกกำลังกายออกไป เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายตั้งรับเหงื่อได้ดีมากขนาดนั้น ส่วนยามค่ำคืนถ้าเน้นใส่ออกงาน หรือดินเนอร์หรูๆ จิบเบาๆ อะไรแบบนี้จะเข้าทีมากกว่าใส่เพื่อไปเต้นเด้งหน้าเด้งหลังหาเหยื่อ เพราะกลิ่นจะเบาไป สู้ชาวบ้านเขาไม่ได้แน่ๆ ซึ่งถ้ายังอยากได้ความเป็น Gaga ไปสู้กับคนอื่น เพราะนางคือขุ่นแม่ ให้เลือก The Fame ไปประสานงาแทนจะดีกว่า

ความทน - น่าพึงพอใจมากกับประมาณ 8 ชม. ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์เป็นสำคั 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายกลางๆ และปิดท้ายด้วยออร่ากึ่ง Skin Scent ลดหลั่นลงไปตามลำดับ

ทิ้งท้าย - ช่วงกลางของน้ำหอมตัวนี้คือความละมุนในแบบที่ไม่คิดจะได้เจอในความเป็น Lady Gaga มากๆ และที่สำคัญขวดรุ่นนี้งามงดจริงๆ เห็นครั้งแรกแบบว่า เอ๊ะ! ใช่แน่เหรอ ซึ่งถือว่าทำได้แตกต่างและมีความหรูหรามากขึ้นจริงๆ (ยกเว้นหัวฉีดยังคงก๊องแก๊งเช่นเดิม 5555) 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - http://img3.wikia.nocookie.net/__cb20140824092301/ladygaga/images/d/d9/Eau_de_Gaga_Promo_Poster_002.png

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Jil Sander – Sun Men

Jil Sander – Sun Men

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์แฟชั่นจากเยอรมันที่น่าสนใจมากในแง่ของการทำน้ำหอมที่กลิ่นลงตัวและดีมากเลยทีเดียว อาจจะไม่ได้ดังในบ้านเรานัก แต่ในหมู่คนเล่นน้ำหอมแบรนด์นี้ก็ได้รับคำชมมามากมายเลยทีเดียว เช่นนั้นได้โอกาสกลับมาที่แบรนด์นี้อีกครั้งก็ได้เจอกับตัวกลิ่นดีใช้ง่ายทันที เช่นนั้นต้องมาดมกันหน่อยกับรุ่น Sun Men ว่าจะออกมาเป็นเช่นไร

Top Notes เปิดตัวที่กลิ่นอายแบบ Citrus ของมะกรูดก็จริง แต่จะมีกลิ่นอายสมุนไพรของโรสแมรี่แบบซ่าๆ ติดเขียวเข้ามาแจม ทำให้ได้อารมณ์สดชื่นและสดใสกำลังดี แต่สิ่งที่รู้สึกได้กันตั้งแต่เริ่มเลยคือกลิ่นโทนนุ่มนวลจมูกของเครื่องเทศติดหวานกับกลิ่นนุ่มสะอาดเย้าๆ ของ Musk ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเสมือนตัวเอกของน้ำหอมรุ่นนี้เลยที่จะปล่อยของทีละสเต็ปจนกลายเป็นตัวเอกของกลิ่น โดยในช่วง Middle Notes กลิ่นเครื่องเทศโทนหวานจะชัดขึ้นมาจนจับได้ว่าเป็นเม็ดกระวานที่จะมีความหวานเย้าแบบกำลังดี ไม่ได้มาเข้มจัดแบบออกนอกหน้า มีความสดชื่นแบบเครื่องเทศแนวๆ โปร่งๆ ผสมผสานกับโทนสดชื่นที่ตามมาตั้งแต่ต้นเลยทำให้กลิ่นผสมผสานกันออกมาเป็นสดชื่นติดเย้ายวนกำลังดี ซึ่งแน่นอนความนุ่มจมูกนวลสะอาดของ Musk ยังคงอยู่ และก็จะเด่นแรงขึ้นเรื่อยๆ นำเข้าสู่ Base Notes ที่กลิ่นอายของ Musk จะหลายเป็นกลิ่นหลักที่ให้ความนุ่มสะอาดเย้ายวนกำลังดี กลิ่นเม็ดกระวานตอนกลางจะยังมาผสมผสานเสริมความเซ็กซี่ในเนื้อกลิ่นอยู่ ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะมีความอบอุ่นเบาๆ ของโทนไม้หอมทำให้กลิ่นจะนุ่มสะอาดติดหวานแบบแมนๆ โดยกลิ่นจะมีความหวานโปร่งๆ นุ่มๆ หวานเย้าเบาๆ สดชื่นไปตลอด เรียกว่าภาพรวมเป็นอายที่ใช้ง่ายไม่พอ ยังแฝงไปด้วยความแอบเซ็กซี่เบาๆ ให้รู้สึกได้ว่ามันมีความไม่ธรรมดาให้สัมผัสได้ในความธรรมดาที่เห็นนั่นเอง

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายและแอบปล่อยของกำลังดี ไม่ได้แน่นไป และสดชื่นจัดๆ เกินไป สามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย แต่ถ้าออกงานรับแขกบ้านแขกเมืองอาจจะต้องข้ามไปนิดเพราะกลิ่นมันชิลล์ๆ ไปหน่อย แต่ถ้าใส่ทำงาน หรือแบบทั่วๆ ไปชีวิตประจำวันแบบอากาศบ้านเรา ตัวนี้จัดได้สบายๆ ออกกลางแจ้งก็สามารถ ออกกำลังกายก็พอได้ ส่วนยามค่ำคืนกลิ่นอาจจะไม่ได้โดดเด่นนัก แต่ถ้าอัดสเปรย์หน่อยก็พอไปผับไปบาร์ได้อยู่ แต่ไว้ใส่สบายๆ ลั่นล้าเดินเล่นยามเย็นหรือค่ำคืนน่าจะดีกว่า เพราะแอบปล่อยของได้แบบไม่ต้องไปสู้กับใคร

ความทน เรียกว่าลงตัวและดีงามไม่น้อยกับ 8 ชม. กำลังดี ซึ่งถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมจะลากยาวไปได้ถึง 12 ชม. เลย เพราะส่วนตัวจัดไปที่ 7 สเปรย์ รวมฉีดเสื้อที่ใส่ด้วย ลากไป 12 ชม. สบายๆ

การกระจาย ลงตัวและดีเสมอต้นเสมอปลายเลย เพราะเริ่มที่กระจายดีก่อน แล้วลดลงมาปานกลางแบบลากยาวไปเรื่อยๆ จนช่วงท้ายจะเป็นออร่ากึ่ง Skin Scent

ทิ้งท้าย เรียกว่าเป็นน้ำหอมที่ใช้ง่ายและไม่โหล เพราะครอบคลุมทุกสถานการณ์ไม่พอ ยังไม่เหมือนใครอีกด้วย เรียกว่าถ้าฉีดตัวนี้เดินเข้า BTS บอกเลยว่าเด่นกว่า Cool Water, Bvlgari Aqva และ CK One แน่นอน    

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Lattafa Perfumes – Raghba for Man

Lattafa Perfumes – Raghba for Man

จากตัวเทพกลิ่นหวานเย้ายวนแบบ Sexy ติดโทนตะวันออกกลางแบบมีเสน่ห์หาตัวจับได้ยากของ Raghba ตัวปกติที่เป็นโทน Unisex ใช่ว่าแบรนด์ Lattafa Perfumes จะไม่มีน้ำหอมกลิ่นอายที่น่าสนใจอื่นๆ ซึ่งแน่นอนมีการต่อยอดเป็น Limited Edition ออกมาเสียด้วย โดยเน้นที่ฝั่งผู้ชายเพียงอย่างเดียวเช่นนั้นได้เวลามารู้จักกับอีกตัวที่น่าสนใจกันหน่อยแล้วกับ Raghba for Man นั่นเอง

บอกเลยว่ากลิ่นนี้ เป็นอีกหนึ่งตัวแทนที่ทำหน้าที่ได้ดีและมีระดับแทบจะเทียบเท่าความเป็น Creed Green Irish Tweed กันได้เลย เพราะเปิดต้นกลิ่นด้วยกกลิ่นอายเขียวติดเปรี้ยวของใบเวอร์บีน่าเคล้าความเป็นเลมอนที่ทำให้เกิดความสดชื่นก็จริง แต่กลิ่นในช่วงนี้จะโดนความเป็น Powdery ที่เป็นโทนแป้งของดอกไอริสเป็นตัวตัดทอนให้เป็นซิตรัสติดแป้งนวลหอมละมุน แต่ความเขียวนวลยังไม่จบเพราะกลิ่นของใบไวโอเล็ตจะมารับช่วงต่อนำเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นกลิ่นอายเขียวโปร่งติดแป้งหอมสดชื่นไปเรื่อยๆ โดยจะรู้สึกนุ่มนวลจากกลิ่นลาเวนเดอร์จางๆ ที่ให้โทนนุ่มสะอาด ซึ่งถือเป็นช่วงที่กลิ่นหอมคาบเกี่ยวระหว่างเขียวสดชื่นกับเขียวละมุนโปร่งสบายเรียกแจกได้น่าดมกลิ่นเลยทีเดียว แต่ช่วงนี้จะจับได้เลยว่าแม้จะมีความใกล้เคียง Creed แต่มันมีกลิ่นอายแบบหนังเบาๆ เสริมเข้ามาในเนื้อกลิ่นที่ทำให้ไม่เหมือนตัว GIT แบบเป๊ะๆ นัก ซึ่งไม่นานจะจับสัญญาณได้ว่าอีกหนึ่งตัวเอกที่ซ่อนตัวจะดันขึ้นมาจนเด่นนั่นคือ กลิ่นไม้จันทน์หอมจะมาผสมผสานให้โทนติดตะวันออกกลางบางๆ พอรู้สึกได้ แล้วจะผันตัวนำเข้าสู่ช่วงท้ายโดยมีกลิ่นอายของอำพันปลาวาฬ (Ambergris) ที่มาแบบกลิ่นผิวกายติดเค็มตามธรรมชาติแทรกอยู่ให้รู้สึกได้ กลิ่นจะหอมแบบสบายๆ นวลๆ ติดเขียวและมีความสดชื่นที่ยังตามมาอยู่ตลอดตั้งแต่ต้นยันจบ

เปรียบเทียบ - กลิ่นมีความคล้ายคลึงกันมากแบบว่าแทบจะตัวเดียวกัน แต่ Creed GIT มีความละมุนละเมียดและนุ่มกว่า คือ เกลากลิ่นได้กลมจนน่าประทับใจ แต่ Raghba for Man กลิ่นจะไม่กลมมากเพราะมีโทนติดตะวันออกกลางจางๆ จากโทนไม้จันทน์หอมที่ไม่ได้เกลาอะไรมากนั่นเอง

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้สบายๆ กลิ่นมาลักษณะเดียวกันกับ Creed GIT เช่นนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะเข้าถึงได้ยาก เพราะเป็นโทนที่ใครได้กลิ่นมักจะชอบอยู่แล้ว สามารถใช้ได้แทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกาย ให้รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่แบบสบายๆ หรือจะใส่ไปเที่ยวก็พอได้แบบอัดสเปรย์ เพียงแต่จะสู่กับกลิ่นหวานๆ ยั่วๆ ยากหน่อยก็เท่านั้นเอง

ความทน นี่แหละที่ยกนิ้วให้ว่าทำได้สูสีกับ Creed เลย เพราะ 8 ชม. กลิ่นยังอยู่ และลากยาวไปได้มากกว่านั้น ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม ส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. สบายๆ เลย

การกระจาย ตรงนี้อาจจะไม่ได้เด่นนัก เพราะกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัว ก่อนจะปิดท้ายด้วย Skin Scent นวลๆ

ทิ้งท้าย ตรงๆ มันใช้แทนกันได้ครับ ถ้าไม่ยึดติดอะไร 555555 เพียงแค่ความละมุนนั้นอาจจะไม่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้อยู่ที่จมูกคนใช้ว่าแยกได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนราคาต่ำกว่า Creed มากกกกกกก ก ไก่ล้านตัวเลยล่ะครับ

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ



วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Comptoir Sud Pacifique - Sultan Safran


Comptoir Sud Pacifique - Sultan Safran

ส่วนใหญ่คนที่เล่นน้ำหอมมักรู้จักแบรนด์ Comptoir Sud Pacifique นี้ว่าเก่งมากมายในการทำน้ำหอมกลิ่นขนมหวานในหลายๆ รูปแบบที่ทั้งอึดถึกทน และหอมน่ากินสุดๆ แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็มีกลิ่นอายที่แตกต่างออกไปและมีเพชรเม็ดงามในมือมากมายไม่น้อยเลยทีเดียวในโทนอื่นๆ แถมบางตัวที่หาได้ยากยิ่งเหลือเกินแล้วอย่างเช่น Sultan Safran ตัวนี้ เช่นนั้นดีงามอย่างไงต้องมาบอกเล่ากัน

Top Notes เปิดตัวด้วยกลิ่นอายของซิตรัสแบบสดชื่นก็จริง ด้วยกลิ่นของมะกรูดกับเปลือกส้มคมนิดๆ แต่จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายหวานอมขมแน่นกำลังดีของหญ้าฝรั่นที่มีความเป็นหนังจางๆ ผสมผสานกันตั้งแต่ช่วงนี้สมกับชื่อรุ่นเลยว่า Safran แต่เนื้อกลิ่นจะไม่ได้มาสายฉ่ำชื้น มีความแห้งชัดเจน ซึ่งกลิ่นของหญ้าฝรั่นจะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบไม่หายไปไหน แต่จะผสมปนเปไปกับแต่ละช่วงได้งดงามและน่าดมมาก โดยใน Middle Notes กลิ่นอายของหญ้าฝรั่นจะมีคู่บุญมาเสริมอย่างกุหลาบกลิ่นจะออกนวลนุ่มมีความเป็นกลิ่นอายแบบดอกไม้นวลๆ เย้าไปกับกลิ่นหวานเครื่องเทศปนหนัง โดยยังมีความเป็น Citrus อยู่ให้รู้สึกได้ กลิ่นจะแห้งๆ แต่ชัดเจนในการดึงความเด่นของหญ้าฝรั่นออกมา ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ที่ปล่อยของปล่อยเสน่ห์กันเต็มๆ โดยกลิ่นจะมีความเป็นน้ำหอมตะวันออกกลางจางๆ แต่ไม่มาก เพราะเข้าทางความเป็น Modern ที่มีภูมิและอบอุ่นกำลังดีเสียมากกว่า (ซึ่งถ้ามี Oud คงชัดกว่านี้กับการเป็นโทนตะวันออกกลางไปเลย) เพียงไม่นานจะจับได้ถึงพิมเสนที่เข้ามาเรื่อยๆ ดันเข้าสู่ Base Notes กับความเป็นหญ้าฝรั่นที่นวลจมูกลดทอนลงแต่ใส่ความเป็นไม้หอมนิ่งขรึมแบบซีดาร์ลงไปกลิ่นจะอบอุ่นติดนวลจมูกนุ่มๆ ไปตลอด โดยที่ความหวานยังมีอยู่ให้สัมผัสได้ประปราย กลิ่นในช่วงนี้จะมีความหรูติดขรึมนิ่งกำลังดี ไม่ได้ออกทางแขกจ๋าแต่ประการใด

เหมาะสำหรับ ทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นออกทางมีภูมิมีเสน่ห์อบอุ่นกำลังดี จึงเข้ากับงานทางการได้อย่างลงตัว เอาจริงๆ จะใส่ในแบบทั่วๆ ไปก็ได้ เพราะกลิ่นไม่ได้ออกทางแน่นหนาจัดๆ จนใส่ยาก เพราะมันมีความสดชื่นปนอยู่ในระดับหนึ่ง งดใส่เพื่อออกกำลังกายจะดีที่สุด หรือถ้ามีกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่ได้อากาศร้อนจัดๆ อาจจะพอใส่ได้แบบจำกัดสเปรย์ นอกจากนี้ยามค่ำคืนจัดไป กลิ่นถือว่าลงตัวกับการบอกเล่าความมีเสน่ห์ติดขรึมๆ กับการออกงานทุกประเภท รวมถึงเที่ยวกลางคืนด้วย

ความทน ยกนิ้วให้เลย 8 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายดีไปเรื่อยๆ พอเข้าช่วงท้ายจะออกแนวออร่ารอบๆ ตัว

ทิ้งท้าย กลิ่นนี้หายากมากกกกกกกก ได้มาแบบแบ่งขายก็ต้องเก็บปิดตายหลังจบรีวิวเลย เพราะกลัวจะหาไม่ได้อีก เรียกว่าเป็นอีกกลิ่นที่ทำให้ความเป็นหญ้าฝรั่นมีเสน่ห์มากเลยทีเดียว น้ำหอมดีๆ ทำไมหายากจัง -__-“

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Boucheron pour Homme Collector Eau de Parfum


Boucheron pour Homme Collector Eau de Parfum 

สำหรับแบรนด์เครื่องประดับที่โด่งดังอย่าง Boucheron กับการปล่อยของทางด้านน้ำหอมแน่นอนว่านอกจากรุ่น Jaipur ที่เป็นตัวเทพทางด้านกลิ่นอบอุ่นกลั้วความหวานนุ่มแล้วทางฝั่ง pour Homme ก็ไม่ได้น้อยหน้าในเรื่องนี้นักเพราะเป็นน้ำหอมโทนสุภาพบุรุษยุค 90 ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานเช่นกัน เมื่อผ่านพ้นไปในแต่ละยุคก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาปรับปรุงจนได้เป็น Edition ใหม่ๆ ที่เป็นลูกหลานออกมาดังเช่นรุ่นนี้เลย Boucheron pour Homme Collector Eau de Parfum

รุ่นนี้ได้วางตลาดในปี 2013 ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆ คนจะคิดถึงความเป็นเทพด้าน Old School ของต้นตำรับ และคิดว่ารุ่นนี้อาจจะไม่แตกต่าง ซึ่งใช่เลย ความเป็น Old School แบบสุภาพบุรุษมาดหล่อเท่ห์ยังคงอยู่เป็นลายเซ็นที่ชัดเจน แต่จะปรับโทนให้มีกลิ่นอายที่มีความสดชื่นควบคู่กับความหรูหราตามสเต็ปที่แตะความร่วมสมัยได้มากขึ้น เปิด Top Notes กันที่ความเป็น Citrus ติดสมุนไพรกันเต็ม ซึ่งเรียกว่ากลิ่นจะชัดมากในแง่ของเลมอนและมะกรูดกับส้ม กลิ่นมาแบบแตะจมูกแล้วเราจะรู้ได้เลยถึงกลิ่นอายตามธรรมชาติเลย ซึ่งเรียกว่าเปิดมาก็ประทับใจกันเต็มๆ แต่แน่นอนตัวซ่อนรองพื้นด้านหลังคือกลิ่นของเม็ดผักชีที่จะออกปร่าซ่าเสริมให้กลิ่นเป็นโทน Citrus ที่ไม่ได้มาสายน้ำเปรี้ยวๆ เพียงอย่างเดียว ซึ่งกลิ่นกุหลาบจะแทรกตัวเข้ามานำไปสู่ Middle Notes ที่จะเป็นโทน Citrus Rose แบบลงตัว กลิ่นไม่ได้ออกทางแป้งมากนัก เน้นใสโปร่งนวลกุหลาบกลั้วความสดชื่นที่ไม่สาว มีเครื่องเทศติดหวานจางๆ รองพื้นด้านหลัง ช่วงนี้คือกลิ่นกุหลาบแบบแมนๆ มีมาดอย่างชัดเจน ซึ่งเพียงไม่นานกลิ่นอายของหญ้าแฝกที่มาแบบติดฉ่ำหน่อยSmoky จางๆ กับ Oak Moss ที่เขียวสากจะเสริมขึ้นมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ Base Notes กับกลิ่นอายแบบสะอาดสะอ้านสุภาพบุรุษมาเต็ม โดยจะมีกลิ่นของพิมเสนมาทำให้ออกหอมนวลเข้าโทนสมุนไพร รองพื้นด้วยกลิ่นอายของ Musk นุ่มๆ โดยที่โทน Citrus กับกุหลาบยังตามมาในช่วงนี้ให้รู้สึกได้ว่ายังสดชื่นอยู่ไม่หนีหายไปไหนนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัย 25 ปี หรือวัยทำงานขึ้นไป เพราะกลิ่นอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ความเป็น Modern อะไรมาก แต่คาบเกี่ยวความเป็น Old School และความ Modern ได้อยู่ เอาตรงๆ ก็คือความคลาสสิคแบบไม่จำกัดโมงยามในการใช้งานนั่นแล โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้งก็ได้ ออกกำลังกายก็สามารถแต่ให้รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนกับอากาศแบบบ้านเราจัดได้สบายๆ ไม่ว่าจะอยู่กับครอบครัว หรือออกเดทเพราะเนื้อ เพียงแต่ไม่ได้มาสายยั่วยวนก็เท่านั้นเอง 

ความทน - มากกกกกกกก คือ 12 ชม. กลิ่นยังหอมแตะจมูกอยู่ ซึ่งอิงตามจำนวนสเปรย์เป็นสำคัญ โดยส่วนตัวเจอที่ 15 ชม. กับการยังคงอยู่ของกลิ่น ซึ่งน่าพึงพอใจมาก 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นแบบว่าสดชื่นกับกลิ่นน้ำเลมอนกันเลย แล้วค่อนลดลงมากระจายปานกลางแบบ Citrus Rose ก่อนจะเป็นกลิ่นสะอาดสะอ้านสุภาพบุรุษติดสมุนไพรแบบออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - หลายๆ คนอาจจะมองว่ากลิ่นนี้เหมาะกับคนมีอายุแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ยามใส่จริงกับผิวมันหอมแบบสะอาดสะอาดติดนวลของ Citrus กุหลาบแบบแมนๆ เลย ไม่ได้ดูแก่มากนัก ออกแนวสร้างความภูมิฐานและสุขุมนิ่งแบบสุภาพบุรุษที่หวีผมเปียกๆ ด้วย Pomade แต่งตัวดีๆ เสียด้วยซ้ำไป 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - เข็มขัดสั้น

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Jovan - White Musk for Women

Jovan - White Musk for Women

ถือเป็นตัว Top อีกหนึ่งตัวของแบรนด์ Jovan เลยทีเดียวกับกลิ่นอายที่นำเด่นด้วยความนุ่มนวลของเนื้อกลิ่น แม้ว่าจะมาในลักษณะแบบ Cologne แต่กลิ่นเอาอยู่ได้มากเลยทีเดียว ที่สำคัญคนที่ชอบกลิ่นอายของแป้งเด็กหอมนวลตัวนี้จะทำให้ประทับใจอย่างมากเลยทีเดียวนั่นคือ White Musk for Women

เปิดตัวด้วยกลิ่นอายของ White Musk ที่จะเด่นเป็นสง่ามาเลย เพียงแต่จะได้ความสะอาดนุ่มผสมผสานกับความหวานจางๆ จากดอกไม้ขาวออกโทนใสๆ อย่างมะลิ และมีกลิ่นออกทางหวานๆ ของกระดังงามาเสริมให้รู้สึกได้ เรียกว่ากลิ่นมาทางสายผู้หญิงกันก่อนเลยทีเดียว ได้อารมณ์ออกทางแป้งหอมกำลังดี ซึ่งเพียงไม่นานจะเข้าสู่ช่วงกลางที่เริ่มมาสายแป้งเด็กติดแห้งๆ อย่างชัดเจน เพราะ White Musk จะยังคงอยู่ให้ความนุ่มสะอาดนวลๆ แต่จะได้ความหวานจากโทนดอกไม้ที่ให้ความเป็นแป้งเสริมเข้าไปอย่างดอกสายน้ำผึ้ง กลิ่นจะแป้งเด็กสบายๆ แห้งๆ อมหวานจางๆ ดอกไม้ได้อย่างลงตัว ได้อารมณ์คล้ายๆ แป้งจอห์นสันขวดขาวกำลังดีไปเรื่อยๆ จนเมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นอายแป้งเด็กจะคงตัวแต่จะได้ความอบอุ่นของโทนไม้หอมเข้ามาเสริม มีกลิ่นอายวานิลลาเบาบางให้รู้สึกได้ กลิ่นเลยจะได้ออกทางแป้งติดผิวกายอบอุ่นอวลๆ ไปตลอด ภาพรวมจึงบอกได้เลยว่า กลิ่นนี้แป้งเด็กอมหวานจางๆ อย่างชัดเจน แถมได้ความรู้สึกนุ่มผ่อนคลายไปตลอดเสียด้วย

เหมาะสำหรับ แม้จะตราเอาไว้ว่าเป็นของผู้หญิง แต่เอาจริงๆ แล้วกลิ่น Unisex มาก เพราะกลิ่นแป้งเด็กเข้าได้กับทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว ช่วงแรกๆ อาจจะกลิ่นดอกไม้ชัดไปนิดนึงแต่พอผ่านไปได้ไม่นาน ผู้ชายจัดได้สบายๆ รับมือได้แถมหอมนุ่มเสียด้วย โดยสามารถใส่ได้ในทุกๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ขอข้ามการใส่เพื่อออกกำลังกายเพราะกลิ่นโทนแป้งไม่เข้าทางกับเหงื่อนัก ส่วนยามค่ำคืนถือว่าจัดได้สบายๆ แบบทั่วๆ ไป แต่ถ้าจะเน้นไปเต้นยั่วให้หนำ กลิ่นนี้ถือว่าสู้ชาวบ้านไม่ได้ ชวนใส่เบาๆ ก่อนนอนให้หอมนุ่มๆ เผื่อคนข้างๆ (ถ้ามี) มาซุกจะดีกว่า

ความทน เพราะเป็น Cologne Concentrate ที่เทียบเท่า EDT เช่นนั้นราวๆ 6 – 8 ชม. ได้สบายแฮมากมาย ส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ เกิน 10 ชม. แล้วกลิ่นยังอยู่ให้รับรู้ได้ ถือว่าดีงามมมม

การกระจาย กลิ่นกระจายกำลังดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงไปที่ออร่ารอบๆ ตัวแบบลากยาวไปตลอดจนถึงช่วงท้ายๆ ที่จะเป็น Skin Scent เรียกว่ามาสายปลอดภัยกันเต็มๆ

ทิ้งท้าย เดิมทีเคยเจอตัว White Musk แบบเพียวๆ ที่โดยเหงื่อแล้วจะรู้สึกออกทางเหม็นเปรี้ยวนิดๆ แต่ตัวนี้ไม่ใช่เลย เพราะความเป็นโทนดอกไม้มาเสริม เลยได้อารมณ์ที่ใช้ง่ายมาก แถมไม่รบกวนคนอื่นยังไงก็รอดสบายๆ ตามสไตล์ Safe Scent และความเป็นแป้งเด็กอมหวานจางๆ เช่นนั้นเอาไปเลย #ของดีเทคนิคไม่ต้อง

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Guerlain – Vetiver Extreme


Guerlain – Vetiver Extreme

ความคลาสสิคที่เหนือกาลเวลาของ Guerlain Vetiver ยังได้รับความนิยมไม่มีเสื่อมถอย แน่นอนว่าต้องมีการต่อยอด ซึ่งก็ได้มีลูกหลานออกมามากมายซึ่งก็ได้รับความนิยมบ้าง เรื่อยๆ มาเรียงๆ ไปบ้าง แต่ก็ดำเนินมาถึงหลานคนล่าสุดที่ออกมาเมื่อปี 2007 ซึ่งจะมาในรูปแบบไหนและเป็นยังไงเพราะมีการพ่วงคำห้อยท้ายได้น่าสนใจมาก เช่นนั้นมาจัดให้เต็มเหนี่ยวไปเลยดีกว่ากับรุ่นนี้เลย Vetiver Extreme

ความคาดหวังแรกคือ มันจะมีกลิ่นอายร่วมสมัยคาบเกี่ยวระหว่างความเป็น Old School ที่แสนจะคลาสสิคเหนือกาลเวลาหรือไม่ แล้วมันจะเปลี่ยนไปในลักษณะไหน ผลที่ออกมาคือ Top Notes กลิ่นอายแบบหญ้าแฝกจะมาให้รู้สึกกันตั้งแต่ช่วงนี้ก็จริงแต่จะโดนกลบจากโทน Citrus และกลิ่นอายสมุนไพรที่ออกแนวเขียวๆ ติดขมๆ มีกลิ่นอายไม้หอมแทรกจางๆ กลิ่นจะมีความเขียวแบบแปลกๆ ติดปร่าๆ หน่อยๆ แล้วก็เข้าสู่ช่วง Middle Notes ที่กลิ่นเขียวๆ จะเริ่มมีโทนเครื่องเทศมาเสริมแบบแนวสดชื่นของพริกไทย ซึ่งกลิ่นอายไม้หอมในช่วงแรกจะชัดขึ้นมาแบบอมหวานหน่อยๆ จากชะเอมและกลิ่นออกทางกำยานไม้หอมหน่อยๆ กลิ่นจะมีความเป็นหนังจางๆ ให้รู้สึกได้แต่ไม่มาก และไม่ได้ออกทาง Smoky แบบชัดเจนเท่าไหร่ เพราะกลิ่นมีความนุ่มจมูกแบบไม้หอมติดเขียวจากช่วงต้นกำลังดี แถมด้วยกลิ่นหญ้าแฝกก็ชัดขึ้นมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ Base Notes ที่หญ้าแฝกจะเด่นเป็นสง่า โดยมีกลิ่นของไม้ซีดาร์เป็นตัวเสริมให้เกิดความนิ่งขรึม ซึ่งจะสัมผัสได้ในเนื้อกลิ่นเบาๆ มามันเขียว สะอาด ติดครีมมี่บางๆ กลิ่นมีลักษณะคล้ายกับตัวต้นตระกูลในช่วงเดียวกันพอสมควรเพียงแต่ตัดยาสูบออกไป ภาพรวมเลยมีลักษณะผู้ชายที่สะอาดสะอ้านแต่มีลักษณะแบบแมนขรึมสุภาพบุรุษลงตัวและมีความ Modern แบบจัดเต็ม โดยรับช่วงต่อเข้าสู่ยุคใหม่ของความเป็น Guerlain Vetiver ได้น่าสนใจเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว เพียงแต่ว่ากลิ่นนี้อาจจะต้องเลือกสถานการณ์ในการใส่หน่อยนึงเพราะกลิ่นมันเสริมความเป็นสุภาพบุรุษแมนๆ ที่ Modern จึงจะเข้าทางกับการใส่แนวทางการหรือมาลักษณะพบปะผู้คนที่ต้องเน้นความน่าเชื่อถือ ซึ่งจริงๆ ถ้าจะใส่แบบทั่วๆ ไปก็ได้อยู่ แต่มันจะรู้สึกทางการแฝงเข้ามาบ้างก็เท่านั้นเอง ใส่ออกกำลังกายได้อยู่ แต่มันจะขรึมไปนะ ส่วนถ้าใครสูบบุหรี่ กลิ่นนี้เสริมในการช่วยให้กลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวมีความนุ่มมากขึ้นโดยไม่ออกเหม็นควันบุหรี่ เพราะหญ้าแฝกเป็นตัวที่ดีงามในการเกลากลิ่นลักษณะนี้ ส่วนยามค่ำคืนถ้าออกงานหรือออกแนวดินเนอร์ หรือสบายๆ โชว์ความแมนอบยู่กับบ้าน กลิ่นลงตัวมากเลยทีเดียว แต่ไม่ค่อยเข้ากับการไปท่องราตรี เพราะไม่เน้นเรียกร้องความสนใจเท่าไหร่นัก

ความทน งดงามตามความเป็น Guerlain Vetiver เพราะ Extreme ถือว่ามาเต็มที่ 8 ชม. สบายๆ แต่อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุกที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย
กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัวเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไปจนถึงช่วงท้ายเลย

ทิ้งท้าย กลิ่นยังคงลายเซ็นของความเป็น Guerlain Vetiver อยู่ เพียงแต่ปรับโทนให้ทันสมัย ไม่ได้มีติดกลิ่นอายแบบ Old School มา และตัดยาสูบออกไป เลยทำให้ได้ความรู้สึกแบบสุภาพบุรุษยุค 2000 อัพกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนตัวชอบตัวนี้มากกว่าต้นตระกูลนะครับ 55555

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: DKNY Men Energizing

DKNY Men Energizing

เมื่อสร้างความสำเร็จจาก DKNY Men ขวดทรงสูงปกติแล้วมีหรือจะไม่มีต่อยอด เพราะได้มีการชูโรงตัวต่อยอดกันมาที่รุ่น DKNY Men Energizing ทันที ซึ่งกลิ่นจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน และเพิ่มความสดชื่นได้มากหรือไม่ ได้เวลามาดมกันให้หนำดีกว่า ว่า DKNY จะทำออกมาได้น่าประทับใจแค่ไหน

DKNY Men Energizing เปิดตัวได้หอมน่าสนใจมากกับความสดชื่นของโทนซิตรัสของส้มกับความสดชื่นติดอมหวานของขิงกันก่อนเลย กลิ่นจะค่อนข้างให้ความรู้สึกเหมือนอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ พอสมควร โดยจะมีความเขียวนุ่มๆ แทรกอยู่ด้วย ก่อนที่จะผันตัวเองขึ้นมาเป็นตัวเด่นในช่วงกลางที่กลิ่นของใบตำลึงจะมาให้ความเขียวนุ่มนวลจมูก รองพื้นด้วยกลิ่นโทนเมทัลลิคติดสดชื่นของจูนิเปอร์เบอร์รี่กับเครื่องเทศอ่อนๆ ซึ่งขิงยังตามมาในช่วงนี้อยู่เลยทำให้ได้ความสดชื่นกลั้วไปมาระหว่างความเขียวนุ่มกับความเมทัลลิคลงตัวแบบวันฟ้าใสหลังฝนตก จนเมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นอายเท่ห์แมนๆ จึงได้มาเยือนกับกลิ่นเย้าอมหวานของยาสูบ รองพื้นด้วยกลิ่นอายของไม้หอมสะอาดที่ให้ความนุ่มจมูก โดยที่ความสดชื่นของขิงกับโทนเมทัลลิคสว่างๆ ยังคงตามมาอยู่ ภาพรวมเลยเป็นน้ำหอมที่มาสายแมนๆ สดชื่นสบายๆ ออกทางฉ่ำๆ เหมือนเดินเล่นหลังในฝนตกที่มีความฉ่ำและความฟ้าใสรวมกันอย่างชัดเจน

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้แล้ว เพราะกลิ่นเข้าถึงง่ายมาก คนได้กลิ่นมักไม่ยี้ โดยสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือไม่ก็ตาม เข้ากับอากาศบ้านเรามากเสียด้วย ใส่ออกกำลังกายก็พอได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนอาจจะเบาไป แต่ถ้าแบบทั่วๆ ไปเดือนเล่นเดือนเที่ยวสบายๆ หรืออยู่กับแฟนก็จัดได้เลยเพราะกลิ่นมีความเย้าแบบเบาๆ สะอาดน่าเข้าใกล้นั่นเอง แต่ถ้าเอาไปหาเหยื่อ โดนกลบแหงๆ

ความทน ถือเป็นน้ำหอมสดชื่นที่ความทนน่าพึงพอใจมาก อยู่ระหว่าง 6 – 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวจัดไป 8 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 9 – 10 ชม. ได้เลย

การกระจาย กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลาง ลดลงไปเรื่อยๆ จนเป็นออร่ารอบๆ ตัว ปิดท้ายด้วย Skin Scent

ทิ้งท้าย เรียกว่ามองข้ามไปเสียนานไม่คิดว่าตัวนี้จะว้าว แต่ดันทำให้ประทับใจ เพราะมีความชอบกลิ่นอายเขียวนุ่มๆ ของตำลึงอยู่เป็นทุนเดิมด้วย ที่สำคัญกลิ่นนี้เข้าทางคิดอะไรไม่ออกหยิบมาใช้ได้อย่างสบายๆ เพราะยังไงก็สดชื่นและรอดได้อย่างเพลินๆ เลยทีเดียว

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ


วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: L'Erbolario - Gelsomino Indiano

L'Erbolario - Gelsomino Indiano (Indian Jasmine) 

ไม่เคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้มาก่อนเลย จนเมื่อมีโอกาสได้ลองรุ่นที่กลิ่นอายงามงดอยู่ 1 ตัวที่ออกทางคล้าย Musc Ravageur ตัวเทพของ Frederic Malle แต่แมนกว่า เลยได้รู้จักน้ำหอมตัวอื่นๆ ของแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังของอิตาลีแบรนด์นี้เพิ่มขึ้นมา เช่นนั้นเมื่อได้ลองก็มาบอกต่อแบบขอข้ามรุ่นดังและกลิ่นเทพตัวนั้นไปก่อน มาที่ตัวนี้ที่มีความน่าสนใจมากนั่นคือ Gelsomino Indiano หรือเรียกกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Indian Jasmine นั่นเอง 

Top Notes เปิดตัวกันเต็มที่ความเป็นกระดังงาหอมหวานติดสดชื่น มีกลิ่นอาย Citrus ติดเขียวเบาๆ ของกลิ่นชาเสริมให้ได้อารมณ์ของดอกไม้ให้ติดเขียวนวล กลิ่นไม่ได้ออกทางฉ่ำนัก เน้นความเป็นดอกไม้สีเหลือนวลหอมนุ่มจมูกกันอย่างชัดเจน ซึ่งกลิ่นของกระดังงาจะอยู่ลากยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ ของน้ำหอมเสียด้วย ซึ่งเมื่อเข้า Middle Notes กลิ่นอายที่เป็นพระเอกหลักของน้ำหอมรุ่นนี้ จึงได้โดดเด่นขึ้นมาตีคู่กับกระดังงาได้งดงามอย่างน่าดูชมนักก็คือ มะลิ โดนจะมีกลิ่นอายชองดอกพุดมาแซมๆ ให้เกิดความครีมมี่นวลๆ และมีเครื่องเทศโทนหวานกับโทนปร่าติดสดชื่นมาเสริมให้กลิ่นมีความหอมอมหวานนุ่มนวลไปตลอด ซึ่งในช่วงนี้จะจับความรู้สึกได้เลยว่ากลิ่นมีความนุ่มแกมอบอุ่นคลอเคลียกันไป ท่ามกลางความหวานที่ไม่ได้มาสายแน่นจนเกินกว่าเหตุ จนเปิดเผยกันในเข้าสู่ Base Notes กับกลิ่นอายของวานิลลาที่ดึงเอาเครื่องเทศโทนหวานในช่วงกลางมาเป็นตัวสนับสนุนให้กลิ่นมีความหวานหอมติดเย้ายวน โดยมีกลิ่นของกำยานมาให้ความอบอุ่น รวมถึงมีความเป็นแป้งนวลๆ ครีมมี่จากแนวๆ ไอริสและถั่วตองก้า ซึ่งมะลิและกระดังงาจะผสานกันเป็นกลิ่นดอกไม้หอมนวลลอย On Top ให้รับรู้ได้ โดยจะมีผสมผสานความเป็นไม้หอมนวลๆ นุ่มจมูกไปตลอด ภาพรวมจึงถือว่าเป็นน้ำหอมโทนดอกไม้สีครีมที่นวลจมูกมาก ไม่ได้ออกทางดอกไม้จ๋าจัดๆ จนเกินไปและไม่ได้ออกทางแป้งหรือกลิ่นอบอุ่นข้นๆ จัดเกินไป เบลนด์กลิ่นออกมาได้ลงตัวเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ถือเป็นกลิ่นโซนดอกไม้ที่มีความดีงามแบบแตะได้ทุกเพศ ตั้งแต่วัยเรียนมหาลัยขึ้นไป สามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป แต่จะไม่เข้าทางกับการใส่ออกกลางแจ้งและใส่ออกกำลังกายแต่ประการใด เพราะกลิ่นไม่เข้าทางนัก ส่วนยามค่ำคืน ออกแนวใส่เพื่อให้หอมนุ่มสบายๆ มะลิกระดังงาก็ใส่ได้ แต่ถ้าจะใส่ไปเพื่อหาเหยื่อ กลิ่นนี้ถือว่าเบาไป

ความทน - อยู่ที่ประมาณ 6 - 8 ชม. ซึ่งอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ก่อนจะปิดท้ายด้วยความเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - ถึงกับอึ้งไปเลย เพราะเดิมทีไม่ได้ชอบกลิ่นแนวกระดังงามากนักเพราะมักทำให้เวียนหัว แต่มาเจอตัวนี้ถึงกับฟิน เพราะเครื่องเทศและโทนอบอุ่นของวานิลลาและกำยานมารองรับได้ลงตัวพอดี เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่หอมอย่างมีชั้นเชิงมากเลยล่ะครับ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ

Credit ภาพ - http://thebrunettemix.com/wp-content/uploads/2015/09/profumo-50ml-Gelsomino-Indiano.png

Review: Comme des Garcons – 2 Man

Comme des Garcons – 2 Man

เพราะได้ยินคำร่ำลือมานานว่ามีน้ำหอมรุ่นหนึ่งของ Comme des Garcons ที่ทำกลิ่นไม้หอมกลั้วโทนธูปได้ทันสมัยและเท่ห์มากมาย แถมบางคนมักจะบอกว่ามันคล้ายกับ Gucci pour Homme I ที่เลิกผลิตไปนานมากหายากสุดๆ ด้วย เอาล่ะสิ เสาะหากันจนเจอ แถมเป็นรุ่นที่ฮิตมากเสียด้วย เช่นนั้นจัดมาเลยจนลองให้หนำก็ได้รู้ว่า

2 Man มีกลิ่นอายที่เด่นของความเป็นธูปหอมแบบลงตัวเท่ห์ และทันสมัยมาก ไม่ได้ออกทางธูปจ๋าเกินไปมีความมาดแมนลงตัวเลยทีเดียว โดยกลิ่นเปิดจะออกทางสดชื่นติดแปร่งไม้หอมกันก่อน กลิ่นอายจะมาแบบโปร่งๆ แน่นๆ ติดโทนคมๆ ซึ่งน่าจะมาจาก Aldehydes โดยจะผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศที่ออกทางเผ็ดปร่าสดชื่นแกมเครื่องเทศโทนหวาน โดยจะรับรู้ได้ว่ามีกลิ่นอายของไม้หอมติด Smoky กันเต็มๆ ซึ่งกลิ่นจะออกโทนแน่นเผ็ดปร่าอมหวานกันนิดนึงก่อนที่จะเริ่มผันเข้าสู่ช่วงกลางที่กลิ่นอายของหญ้าแฝกจะมาแบบ Smoky กันอย่างชัดเจน กลิ่นจะเริ่มลดความคมแน่นเครื่องเทศในช่วงแรกลงมาพอสมควร โดยมีกลิ่นโทนหนังเคล้าหญ้าฝรั่นที่ออกทางขมปนหวานนุ่มและกลิ่นอายติดโทนแป้งเล็กๆ จะเข้ามาผสมผสานทำให้กลิ่นมีความเป็น Smoky ที่นุ่มนวลจมูกมาก โดยที่กลิ่นไม้หอมและกลิ่นโทนธูปที่เป็นควันไม้เนื้อหอมแนวๆ ซีดาร์จะแทรกขึ้นมาเรื่อย ให้รู้สึกได้ให้กลิ่นนี้ความภูมิฐาน น่าเชื่อถือ มีเสน่ห์ท่ามกลางความนิ่งขรึม ซึ่งกลิ่นโทนธูปกับหญ้าแฝกจะนำเข้าสู่ช่วงท้าย นำเอาโทน Smoky เคล้ากับกลิ่นอบอุ่นของไม้มะฮอกกานีที่มาให้ความเป็นไม้แบบเต็มๆ ล้อมรอบความเป็นโทน Smoky ควันไอ ซึ่งกลิ่นที่ On Top ลอยออกมาเป็นกลิ่นธูปไม้เนื้อหอมนวลอุ่นๆ ให้ความอะโรม่าแบบกลิ่นไม้อย่างชัดเจน รองพื้นด้วยหนังเข้มๆ ติดไหม้นิดๆ ซึ่งภาพรวมจะให้ความรู้สึกแบบสุภาพบุรุษที่มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากขนบที่ต้องมากลิ่นแน่นๆ สมุนไพรเขียวๆ แมนๆ เลย แต่มาแบบเครื่องเทศเคล้ากลิ่นควันธูปและเนื้อไม้ที่ให้ความนิ่งขรึมเคล้าความอบอุ่นที่มีเสน่ห์และเท่ห์อย่างหาตัวจับได้ยาก ไม่แปลกใจเลยที่รุ่นนี้เป็นตัว Top ทางด้านน้ำหอมชายของ Comme des Garcons

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป เอาจริงๆ กลิ่นมันเท่ห์มากเลยทีเดียว และไม่เหมือนใครในท้องตลาดที่เน้นเล่นน้ำหอมสดชื่นเลย ซึ่งกลิ่นช่วงต้นอาจจะแน่นไปบ้าง และอาจจะไม่ได้ลงตัวกับอากาศร้อนๆ เท่าไหร่ แต่ถือว่าถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมก็สามารถใส่สร้างเสน่ห์ได้ไม่ยาก ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไป ตัดการอยู่กลางแจ้งแดดเปรี้ยงและการออกกำลังกายออกไปได้เลยไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนถือว่าครอบจักรวาลการใช้งานได้เลยไม่ว่าออกงาน หรือเที่ยวกลางคืน เพราะกลิ่นมีความเฉพาะที่สามารถเรียกความสนใจในความเป็นโนไม้หอมและ Smoky ได้น่าดูชมจริงๆ

ความทน เรียกว่า 8 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นอีกถ้าจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเหมาะสม

การกระจายกลิ่นกระจายแบบคมทะลวงมาเลยทีเดียวเชียวในตอนแรก ก่อนจะลดลงมาเป็นนุ่มนวลจมูกปานกลางลากยาวไปตลอดจนถึงกลางๆ ช่วงท้าย ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวลดลงไปเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา 

ทิ้งท้าย ส่วนตัวมองว่าถ้าเทียบกับ Gucci pour Homme I ที่เลิกผลิตและเป็น Masterpiece สุดๆ นั้น ก็ได้แค่กลิ่นคล้ายกันในบางช่วง หรือออกแนวกลิ่นโทนเดียวกัน แต่ถ้ามองความต่าง Gucci จะให้ความเป็นไม้ที่นุ่มนวลหรูๆ มีระดับแบบติดทางการ ไม่ได้ติด Smoky อบอุ่นติดเท่ห์ เด่นชัดกับความเป็นธูปแบบ 2 Man ที่เน้นเจาะความเก๋เท่ห์มีเสน่ห์และมีสไตล์แกมอบอุ่นเสียมากกว่า

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ




วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

Review: Ulric de Varens – UdV for Men

Ulric de Varens – UdV for Men

Ulric de Varens เป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำหอมของฝรั่งเศสที่อยู่มาอย่างยาวนานเลยทีเดียวตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1983 ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งใน Designer Brand ที่ทำน้ำหอมได้เข้าถึงได้ง่ายในราคาที่ไม่แรงจนเกินไปนัก ก่อนจะแตกแยกไลน์ของตัวเองมาสู่การทำเครื่องประดับ Body Care เครื่องสำอาง รวมถึงพวกน้ำหอมในบ้านด้วยในเวลาต่อมา ในเมื่อได้เวลามาลองน้ำหอมแบรนด์นี้ ก็ต้องมาที่ตัวยอดฮิตของแบรนด์ที่อยู่มาอย่างยาวนานกันก่อนเลยเพื่อแนะนำ นั่นคือรุ่นนี้เลย UdV for Men

เปิดต้นกลิ่นมาด้วยความเป็น Citrus กันก่อนเลยกับกลิ่นของเลมอน โดยที่จะมีความเขียวติดสมุนไพรเด่นคู่กันอย่างชัดเจนด้วยมินท์และโกฐจุฬาลัมพา (Artemisia) ที่จะให้ความเขียวติดขมคมๆ มีความซ่าจางๆ ซึ่งโดยพื้นฐานจะรู้สึกได้เลยถึงกลิ่นอายเขียวสากๆ ของ Oak Moss และแฝงไปด้วยความแมนของกลิ่นด้วยหญ้าแฝกที่เป็นตัวรองพื้นอยู่ ซึ่งย้ำกันชัดเจนว่ามีความเป็น Old School ในเนื้อกลิ่นแบบที่ไม่ได้มาแบบหนักหน่วงเข้าทางร่วมสมัยอยู่ไม่น้อย และเมื่อเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นโทนเขียวติดขมออกทางโปร่งของสมุนไพรแฝงไปด้วยกลิ่นอายของ Citrus ติดเปลือกผลจะยังคงอยู่ แต่หญ้าแฝกจะชัดเจนขึ้นมาแบบแห้งๆ ติดไม้หอม กลิ่นไม่ได้มาสาย Smoky มากนักแต่พอรู้สึกได้อยู่ โดยกลิ่น Oak Moss จะเริ่มเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ ตีคู่กับหญ้าแฝกและนำไปสู่ช่วงท้ายที่จะมีความนุ่มติดสะอาดๆ ของ Musk เป็นตัวรองพื้น โดยมี Oak Moss กลั้วความเป็นไม้หอมจางๆ ของหญ้าแฝกที่ยังตามมาอยู่ผสมผสานกับกลิ่นพิมเสนที่มาแบบนวลๆ อ้อยอิ่งเคล้าความสดชื่นของซิตรัสยังมีให้รู้สึกได้อยู่บางเบา ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่หอมสะอาดติดเขียวและลงตัวมากเลยทีเดียว ภาพรวมของ UdV เลยจะมาในลักษณะกลิ่นอายร่วมสมัยที่มีความเป็น Old School แฝงเข้ามา ออกแนวสุภาพบุรุษหวีผมเรียบแปล้ด้วย Pomade แต่งตัวภูมิฐานสะอาดสะอ้านนั่นเอง

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศทำงานขึ้นไป กลิ่นนี้ถือว่าเข้าทางลักษณะใช้งานในชีวิตประจำวันได้แบบเสริมความเป็นสุภาพบุรุษที่ร่วมสมัยสะอาดสะอ้านติด Retro หน่อยๆ ซึ่งเหมาะกับงานทางการที่มีการพบปะผู้คนเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือหรือออกงานราษฎร์งานหลวงอะไรประมาณนั้น โดยยืนพื้นที่กลิ่นอายสดชื่นติดเขียวเท่ห์ๆ นอกนั้นในเวลาทั่วๆ ไปชิลล์ๆ ก็ใส่ได้ ส่วนออกกำลังกายรอท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนจัดได้สบายๆ กับการออกงานเลี้ยง หรือเที่ยวกลางคืนก็ได้แต่ต้องอัดสเปรย์หน่อยก็เท่านั้นเอง

ความทน อยู่ที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งอิงจากจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดด้วยเช่นกัน

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้นมาแบบคมๆ กันเลยทีเดียว ก่อนที่จะลดระดับลงไปที่ปานกลาง และเป็นออร่ากึ่ง Skin Scent ในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย ถือว่าเป็นกลิ่นอายที่อยู่ระหว่างรอยต่อของความเป็น Old School ก็ได้ ความร่วมสมัยติด Modern ก็ดี มาในลักษณะของน้ำหอมช่วงยุคต้นๆ 90 กันอย่างชัดเจน ที่สำคัญราคาไม่แรงเสียด้วยนี่สิ น่าสนใจมากจริงๆ     

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ถ้าผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ รบกวนติดต่อเพื่อขอเป็นลายลักษณ์อักษรและผมต้องอนุญาตก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้แบบไม่ได้ขอกันก่อนดีๆ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ