วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Jo Malone - Orris & Sandalwood

Jo Malone - Orris & Sandalwood 

กลับมายัง Jo Malone อีกครั้ง อันเนื่องมาจากติดใจในการเป็น Cologne Intense ของแบรนด์นี้และอยากลองในหลายๆ ตัวไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นนั้นสบโอกาสได้รับการแบ่งปันมาเพิ่มเติมอีก 1 ตัว เลยต้องมาบอกเล่ากันหน่อยว่ากลิ่นอายของความเป็นโซน Intense กับรุ่น Orris & Sandalwood เป็นอย่างไรบ้าง 

เปิดตัวกันเต็มๆ ด้วยการเป็นกลิ่นของหัวเหง้Orris (ที่เป็นเหง้าของต้นไอริส) กันก่อนเลย กลิ่นจะมาลักษณะแบบติดอับแบบหัวเหง้าใต้ดิน ที่ให้ความรู้สึกเป็นโทนแป้งติดเปียกชื้นๆ วูบมาก็จริง แต่กลิ่นกลับไม่ได้เป็นโทนแป้งแน่นๆ แต่ประการใด เพราะว่ามีกลิ่นโทนแป้งแบบติดเขียวโปร่งจางๆ เสริมเข้ามาจากดอกไวโอเล็ต กลิ่นที่ได้เลยจะได้ความรู้สึกกึ่งความเป็นดอกไอริสและเหง้า Orris โดยที่โปร่งกว่าที่คิด เข้าทางสไตล์การเป็น Cologne ที่ไม่หนักชัดเจน ซึ่งกลิ่นจะเริ่มเดินทางเข้าสู่ช่วงกลางกับการเป็นโทนแป้งของ Orris ที่มาแบบกลางๆ กำลังดี ไม่ได้ติดชื้นเหมือนตอนแรก ซึ่งกลิ่นจะมีความเป็นโทนเครื่องเทศโปร่งๆ ติดสะอาดให้รู้สึกได้ และกลิ่นอายของไม้จันทน์หอมจะเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ แบบไม้หอมอ่อนๆ ไม่ได้มาสายติดครีมมี่ มาแบบเนื้อไม้หอมนวล ซึ่งจะมีความอบอุ่นจางๆ ให้รู้สึกได้เรื่อยๆ กลิ่นในช่วงนี้ถือว่าเป็นการเจอกันที่ลงตัวมากระหว่างความเป็นโทนแป้งและโทนไม้หอมกลิ่นจะค่อนข้างชัดและคงตัวในโทนของตัวเองโโยที่ไม่ขัดแย้งกัน รู้สึกถึง Orris ก็ชัดเจน รู้สึกถึงไม้จันทน์หอมก็มาเต็ม แล้วดำเนินไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงท้ายที่โทนแป้งจะลดบทบาทมาเป็นสายสนับสนุนผลัดเปลี่ยนให้กลิ่นอายของไม้หอมเป็นตัวเด่นขึ้นมา โดยที่จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแบบโทนแอมเบอร์ที่จับได้ถึงกลิ่นอายวานิลลาเบาๆ ไลท์เวอร์ชั่นจางๆ สายโทนแป้งนิดๆ เข้าทางเชื่อมกับความเป็น Orris เบาๆ เคล้ากับไม้จันทน์หอมที่เด่นสุด กลิ่นเลยจะเป็นไม้หอมนวลๆ สะอาดอุ่นๆ กลิ่นชัดแต่ไม่หนักคงความเป็นลักษณะสไตล์ Cologne เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะว่ากลิ่นนี้มีความกลางๆ มากพอที่ทำให้ใช้ได้หมดทุกเพศ แม้ว่าอาจจะทำให้นึกถึงน้ำหอมโทน Orris หรือ Iris ที่มาสายสาวๆ ไปบ้างตามความรู้สึกที่เคยคุ้นชิน แต่มันก็มีมุมผู้ชายแฝงให้จับต้องได้อยู่ จึงเหมาะกับการใส่แทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นยามทางการ ที่กลิ่นโทนนี้เอื้อมากเลยทีเดียว หรือทั่วๆ ไปที่ออกแนววางตัวดีด้วย แต่กลิ่นนี้จะไม่เหมาะกับการใส่ออกกำลังกาย เพราะกลิ่นมันสายแป้งไม่เอื้อกับเหงื่อ และไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีเพราะเบาไป ให้ใส่สบายๆ อยู่บ้าน หรือออกงานก็ได้อยู่แบบอัดสเปรย์ 

ความทน - เป็น Cologne Intense ความทนเลยถือว่าลงตัวกับที่ 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไป 7 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 8 ชม. ได้เลยบนผิว และไปที่ 10 ชม. กับกลิ่นที่ฉีดบนเสื้อที่สว 

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางก่อนในตอนต้น และจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนจะปิดท้ายที่ Skin Scent กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ อุ่นๆ จะตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อน 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งรุ่นน้ำหอมที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ความเป็น Orris ได้ชัดมากขึ้นกับการเป็นโทนที่สามารถเป็นแป้งอับๆ ดึงดูดแบบโปร่งๆ ก็ได้ รวมถึงกลิ่นไม้จันทน์หอมแบบนวลสะอาดก็ชัดเจน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีดีในแง่กลิ่นชัด และจับต้องได้ ใช้งานง่ายตามสไตล์ Cologne ของ Jo Malone เลยล่ะ 

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.buro247.ru/thumb/625x1250_0/images/ja-malone-new.jpg

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Chanel - Les Exclusifs de Chanel: Coromandel EDT

Chanel - Les Exclusifs de Chanel: Coromandel EDT

หลังจากวนเวียนในไลน์ปกติขอChanel มาได้พักใหญ่ แอบไปด้อมๆ มองๆ ดมไลน์ Les Exclusifs de Chanel เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นระยะ ก็ได้เวลาของการก้าวเข้ามาจัดเต็มกันซักหน่อย ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่ทำเอาประทับใจมากในการทำออกมาและสื่อสารถึงกลิ่นอายที่พลิ้วไหวดั่งความสุขที่บางเบา โดยที่มาของรุ่นคือความสุขยามได้มองบานพับกั้นห้องแบบจีนของ Coco Chanel เลยดึงเรื่องราวในส่วนนี้ออกมาทำเป็นน้ำหอมที่มีความพิเศษออกมา และเป็นหนึ่งที่คนรักกลิ่นอายของพิมเสนต้องไม่พลาดที่จะลอง นั่นก็คือ Coromadel

พิมเสน หรือ Patchouli เป็นหนึ่งหัวใจสำคัญของกลิ่นนี้แบบชัดเจนซึ่งจะพลิ้วไหวรื่นไหลได้งดงามมากตั้งแต่ต้นยันจบเลย เป็นศูนย์กลางของกลิ่นที่จะเป็นหลักให้กลิ่นต่างๆ มาผสมผสานทำให้กลิ่นมีเสน่ห์ในโทนสีขาวนวลในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงทีละหน่อยๆ จนทำให้เราหลงเสน่ห์ในความเรียบหรูนุ่มนวลกันได้เลยกับการเปิดตัวด้วยกลิ่นอายสดชื่นจากโทนซิตรัสที่แบบแห้งๆ ติดขมเปลือกส้มหน่อยๆ ซึ่งน่าจะมาจากกลิ่นของส้มขม (Bitter Orange) ที่จะชัดเจนขึ้นมา โดยมีกลิ่นอายเป็นโทนสมุนไพรเขียวสากของพิมเสนค่อยๆ เสริมขึ้นมาทีละนิดๆ โดยจะมาเพื่อนมาด้วยอย่างมะลิที่จะมาให้ความรู้สึกใสนวลกำลังดี ไม่ทำให้กลิ่นอายของพิมเสนดิบสากเกินไป โดยจะส่งต่อถึงช่วงกลางที่จะเริ่มเป็นพิมเสนแบบชัดเจนทะลุออกมาที่กลิ่นแม้จะมีความดิบตามธรรมชาติที่ติดกลิ่นแนวๆ ดินเขียวสากหน่อยๆ อยู่บ้าง แต่กลิ่นจะมีความนุ่มนวลแฝงเข้ามาด้วยตลอด เพราะลักษณะของโทนดอกไม้นวลๆ ของมะลิที่ยังตามมาอยู่ และมีกุหลาบจางๆ นวลสะอาดให้รู้สึกได้เสริมเข้ามาพร้อมกับกับโทนแป้งติดอับนิดๆ ที่เป็นเหมือนตัวสนับสนุนชั้นดีตัดทอนให้กลิ่นไม่ได้ออกทางดิบจัดเกินไป ที่สำคัญกลิ่นอายแบบอบอุ่นนวลๆ ของกำยานที่เสริมเสริมเข้ามาอีกตัดทอนให้กลิ่นพิมเสนมีความนุ่มนวลจมูกมากกว่าที่คิด ทำให้ช่วงนี้จึงเป็นกลิ่นอายที่ให้โทนสีขาวพลิ้วไหลนวลสบายและมีเสน่ห์แบบเรียบหรูมากจริงๆ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายกลิ่นอายของความเป็นโทนอบอุ่นเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยที่พิมเสนจะยังคงเป็นตัวเด่นอยู่แต่มาในลักษณะติดโทนแป้งเบาๆ เคล้ากับความรู้สึกติดขาวนวลเป็นหลักให้เราสัมผัสได้ยามที่กลิ่นตีขึ้น แต่พอดมที่ผิวจะจับได้ถึงที่มาความอุ่นที่เป็นตัวสนับสนุนชั้นดีจากไม้หอม กำยานติดหวานนิดๆ และโทนยางไม้ติดธูป Incense สดชื่นจางๆ ที่น่าจะมาจากตัว Frankincense รวมถึงความนวลๆ หอมเย้าๆ ละมุนแบบชอคโกแลตขาวที่ก็ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนเสียด้วย แต่ไม่ได้มาสายขนมแต่ประการใด เสริมให้กลิ่นพิมเสนมีมิติแบบผสมผสานได้ดีมากครอบคลุมหมดทุกอารมณ์ที่จะสื่อออกมาได้ทั้งดิบบางๆ นวลอ้อยอิ่ง ละมุนโปร่งจมูก คุมโทนความขาวนวลพลิ้วไหวได้ลงตัว ให้ความมีระดับ ภูมิฐาน หรูหรา และรื่นรมย์โทนสว่างในได้เวลาเดียวกัน อันนี้ต้องยอมในความเทพของสุคนธกรที่ปรุงกลิ่นนี้ออกมาเลย เพราะทำได้ดีจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - กำกับเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมของผู้หญิงก็จริง แต่มีความ Unisex ในเนื้อกลิ่นสูงมากเลยทีเดียว ซึ่งผู้ชายสามารถใช้รุ่นนี้ได้สบายๆ โดยสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ยิ่งยามทางการเรียกว่าเหมาะมาก ให้ความภูมิฐานและสว่างโปร่งได้ดีมาก ส่วนยามทั่วๆ ไปก็สามารถใส่ได้อยู่แบบออกแนววางตัวดีประมาณนั้น แต่กลิ่นนี้ไม่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายแต่ประการใด เพราะว่ากลิ่นมีภูมิในตัวสูง ส่วนยามค่ำคืนก็จัดได้ทั้งการออกงานและใส่เผื่อผ่อนคลายเรียบหรูสบายๆ ของเราไป แต่จะไม่เหมาะเลยกับการใส่ไปเพื่อแดนซ์สะโพกหลุดหรือหาเหยื่อยามราตรี แม้จะมีโทนดึงดูดอยู่พอสมควรก็ตาม แต่กลิ่นมันจะเบรกให้คนใส่ต้องวางตัวดีๆ เสียมากกว่านั่นเอง ไม่งั้นเสียลุคคุณชาย/คุณนายหมด 

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. กำลังดี อาจจะมากกว่านั้นอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายกลางๆ เป็นบาเรียภูมิฐานเรียบหรูแบบยาวไป จนเมื่อเข้าช่วงท้ายจะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัว และพอผ่าน 8 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent ที่กลิ่นติดผิว ตีขึ้นเบาๆ ยามร่างกายขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - Coromandel EDT ถือเป็นหนึ่งในน้ำหอมพิมเสนที่อยู่ในกลุ่ม Masterpiece เลยก็ว่าได้ เพราะตอบโจทย์และชัดเจนในโทนกลิ่นพิมเสนที่ลงตัวแสดงอารมณ์ของกลิ่นทุกด้านอย่างสมดุลและละมุนมาก ซึ่งต้องบอกว่า#เลิกผลิต ไปเสียแล้ว เพราะ Chanel ปรับตัวนี้ให้เป็น EDP แทน แถมเพิ่มราคา (มีอาการมองบน) ซึ่งถ้ามีโอกาสจะมาว่ากันอีกทีในตัว EDP ครับ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit - https://www.ft.com/__origami/service/image/v2/images/raw/http%3A%2F%2Fs3-eu-west-1.amazonaws.com%2Ffthtsi-assets-production%2Fez%2Fimages%2F2%2F6%2F1%2F9%2F709162-1-eng-GB%2F604e00f8-ff29-4ae5-9b15-dba5e6761826.jpeg?width=620&dpr=1&format=jpg&source=htsi

วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Tauer Perfumes - No.02 L’Air du Desert Marocain

Tauer Perfumes - No.02 L’Air du Desert Marocain

ข้ามไปแตะความเป็น Funville ในโซน Tauerville มาในระยะหนึ่งกับการเรียนรู้ความเป็น Andy Tauer สุคนธกรชื่อดังในอีกมุมของความสนุกสนานด้านกลิ่น ก็ถึงเวลามาแตะความเป็น Andy แบบเต็มๆ ชัดเจนกับฝีมือที่จัดเต็มทุกสิ่งอย่างในไลน์ปกติกันบ้าง ซึ่งก็ขอมาเจอกับรุ่นที่เรียกว่าเป็นตัว Top ของแบรนด์ Tauer Perfumes ที่ถ้าใครสนใจแบรนด์นี้ต้องมีโอกาสได้ลองตัวนี้ไม่งั้นจะถือว่าพลาดกันได้เลยทีเดียวนั่นคือ L’Air du Desert Marocain

เปิดต้นกลิ่นมาก็มาเต็มกับความรู้สึกเขียวติดไม้หน่อยๆของกิ่งก้านส้มที่คมพุ่งขึ้นมา พร้อมเครื่องเทศโทนเผ็ดปร่าสดชื่นที่มาเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนำทางกันอย่างชัดเจนด้วยเม็ดผักชี มีกลิ่นของยี่หร่ากับหญ้าฝรั่น และเหล่าเครื่องเทศเผ็ดปร่าจางๆ เสริมเข้ามาแบบไม่ได้เด่นจนทำให้รู้สึกถึงความเป็นแขกจัดๆ ในเนื้อกลิ่นเลย มีบ้างให้พอรู้สึกได้ถึงสภาพแวดล้อม แต่จะมาลักษณะแบบเครื่องเทศแห้งๆ รุมๆ เสียมาก กลิ่นจะได้อารมณ์แบบเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องเทศแห้งๆ ที่เป็นแบบคล้ายๆ เพิงไม้ กลิ่นมีความซับซ้อนในระดับที่สัมผัสได้ท่ามกลางความแห้งระหว่างกลิ่นไม้หอมกับเครื่องเทศ จนเมื่อเข้าช่วงกลางความเป็นกลิ่นโทน Fresh Spicy ของเม็ดผักชียังคงเด่นหรา เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะมีความแห้งมากขึ้นเพราะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นแนว Incense ที่มาแบบอ้อยอิ่งเคล้าความเป็นดอกไม้จางๆ คล้ายมะลิที่มีความนวลทำให้กลิ่นของเครื่องเทศไม่คมจัดจ้านเกินไป กลิ่นปร่าซ่าเลยออกแนวให้ความรู้สึกแห้งนวลสบายจมูก แต่จะรู้สึกได้ว่ามีความอุ่นกำลังดีแทรกเข้ามาเรื่อยๆ แบบอากาศอุ่นๆ ปร่าแห้ง ติดไม้หอม ซึ่งจะชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะกลายเป็นกลิ่นอายอบอุ่นแบบไม่ได้มาสายอวลหวานนัก เพราะแม้จะกลิ่นเครื่องเทศปร่าเผ็ดแห้งจะยังคงอยู่ และลดระดับมาเป็นสายสนับสนุน แต่ความเป็นแอมเบอร์ติดวานิลลาจางๆ ที่ให้ความอบอุ่นจะชัดขึ้นมาก เคล้ากับกลิ่นไม้หอมแห้งๆ ของไม้ซีดาร์ติดกลิ่นอายแบบเรซิ่นยางไม้ที่ให้ความขรึมรับช่วงต่อจาก Incense ได้ชัดเจนมาก รวมถึงมีความ Smoky จางๆ แต่มาสายไม้แห้งจัดๆ ของหญ้าแฝกจะมาเด่นเทียบเคียง ผสมผสานกันเป็นโทนไม้หอมอบอุ่นเคล้าความเป็นเครื่องเทศปร่าชัดเจน กลิ่นมีความ Dirty แบบแห้งๆ สากๆ ติดฝุ่นอ้อยอิ่งของพิมเสนที่มีความดิบเท่ห์แบบที่ไม่หนักหน่วงเสียด้วย ผสมผสานกันออกมาจนได้ลักษณะที่เป็นกลิ่นแนวสภาพแวดล้อมที่มีความอุ่นแห้งติดฝุ่นหน่อยๆ ซึ่งตอบโจทย์ของน้ำหอมตัวนี้อย่างชัดเจนที่อ้างอิงถึงกลิ่นอายแบบโซนขายเครื่องเทศริมทะเลทรายที่จะมีอากาศแห้งๆ อุ่นร้อนผสมผสานกับเครื่องเทศเทศเผ็ดปร่าได้อย่างลงตัว 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้มาสาย Unisex ที่ตอบโจทย์ทุกเพศ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องผ่านน้ำหอมที่เป็นโทนเครื่องเทศกับโทนแห้งติดฝุ่นมาบ้าง จะเข้าถึงกลิ่นนี้มากขึ้น เพราะกลิ่นมันไม่ได้มาสายสภาพแวดล้อมที่เราคุ้นชินแน่นอน ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นยามทางการ ออกรับแขกบ้านแขกเมือง หรือว่าใส่ทำงานได้อยู่ เพียงแต่จำกัดจำนวนสเปรย์ เพื่อให้มีความเหมาะสมและกลิ่นให้ความขรึมขลังอย่างมีระดับโดยไม่หนักเกินไป ที่เหลือจักได้ตามความเหมาะสมและความชอบของคนใส่ที่อยากซึบซับกลิ่นอายแนวเครื่องเทศและทะเลทรายแบบนี้ แต่ไม่เหมาะเลยกับการใส่เผื่อออกกำลังกายเพราะกลิ่นมันอุ่นรุมแม้จะโปร่งแต่เดี๋ยวจะจุกคอหอยเอาเสียก่อนได้ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้สบายมาก กลิ่นให้ความรู้สึกมีภูมิและดึงดูดแบบเก๋ๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่จะไม่ได้มาแบบสายเย้ายวนมากเกินไปก็เท่านั้นเอ 

ความทน - กราบบบบบบ กลิ่นทนจัดมากกับประมาณ 12 ชั่วโมงได้อย่างสบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไป 15 ชม. แบบที่ฟินไปข้างนึงเลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น พอเข้าช่วงกลางถึงลดระดับมากระจายปานกลางให้ความรู้สึกแบบเครื่องเทศกลั้วความอุ่นแห้ง ก่อนจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวกึ่ง Skin Scent แบบยาวไป จนกว่าจะหายไปจากผิวอิงตามประเภทผิวของคนนั้่นๆ 

ทิ้งท้าย - สมแล้วที่เป็นหนึ่งในตัว Top และ Masterpiece ของ Andy Tauer ที่ทำกลิ่นออกมาด้วยการจำลองสถานการณ์ได้ชัดเจนมากจริงๆ ข้าน้อยขอคารวะ (-/\-) 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://tauerperfumes.com/media/catalog/category/Classic_3.jpg

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: The Body Shop - Mango / Mangue

The Body Shop - Mango / Mangue 

ยามเมื่อเห็นน้ำหอมกลิ่นนี้ของ The Body Shop สิ่งแรกคือ ทำไมไม่เคยเห็นที่ไทย ก็มาบางอ้อว่าเมืองไทยเอาเข้ามาไม่กี่ตัวซึ่ง Mango หรือมะม่วงกลิ่นนี้ไม่ได้นำมาขาย เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาจาก US งานนี้ต้องลองเพราะอยากรู้ว่ากลิ่นมะม่วงจะเป็นยังไง ฉ่ำมากขนาดไหน ผลออกมาก็คือ 

มะม่วงจ๋ามาเลย แต่จะไม่ใช่กลิ่นแนวๆ มะม่วงไทยแบบอกร่องหอมฉ่ำหรือน้ำดอกไม้หวานคม แต่กลิ่นจะมาแนวคล้ายๆ มะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูที่เวลาสุกลูกจะเป็นสีแดงกลิ่นหอมมากกว่า และจะมาลักษณะที่เป็นน้ำมะม่วงเข้มข้น 100% ที่ตามร้านสมูตตี้เอามาเจือจางปั่นผสมน้ำผลไม้ต่างๆ ซึ่งจะปรุงแต่งให้ความหวานและกลิ่นมาเต็มกันพอสมควรหรืออกแนวไซรัปมะม่วงเสียส่วนมาก ซึ่งกลิ่นแรกฉีดนี่ชัดเจนเลย เพราะเป็นกลิ่นของมะม่วงที่เข้มข้นแบบซอสหรือไซรัปฟุ้งกระจายออกมา ราวกับกำลังเอาน้ำมะม่วงเข้มๆ หวานๆ มาทาตัว ซึ่งกลิ่นจะได้ความหวาน หอม แบบติดผลไม้เมืองร้อน มีความเป็น Citrus จางๆ ให้พอรู้สึกได้ตามสไตล์ของมะม่วง ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นจะค่อนข้างเป็นโทนเดียวตั้งแต่ต้นยันจบ เพียงแต่จะลดระดับลงมาเรื่อยๆ จากมะม่วงเข้มข้นแบบจัดเต็ม จะลงมาเป็นกลิ่นมะม่วงกลางๆแบบหอมหวานแบบอ้อยอิ่ง แบบที่เราจะได้กลิ่นมะม่วงฉ่ำหวานลอยมา แบบไม่ใช่เอาหน้าไปคลุกหรือน้องแช่น้ำมะม่วงเข้มข้นขนาดนั้น ซึ่งจะจับได้ถึงกลิ่นอายของวานิลลานวลๆ กับ White Musk สะอาดๆ จางๆ เป็นสายสนับสนุนให้กลิ่นของมะม่วงนวลมากขึ้น โดยยังคงความเบาๆ กึ่งใสหวานอยู่แบบได้กลิ่นน้ำมะม่วงแบบห่างๆ ซึ่งภาพรวมของกลิ่นไม่มีความซับซ้อนอะไร มาเป็นไซรัปมะม่วงแบบไหนก็ยาวไปแบบนั้นเพียงแต่จางและเบาลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - เขาตราเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิงเพราะมาสาย Fruity Citrus แต่เอาเข้าจริงๆ ก็พอ Unisex ได้อยู่ ที่สำคัญกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลัง เช่นนั้นผู้ชายก็สามารถใช้ได้สบายๆ เพราะมันไม่ได้ทำร้ายใคร จึงสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน แต่อาจจะข้ามงานทางการไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นมันผลไม้ตรงตัวเกินไป เดี๋ยวจะทำให้หิวกันเสียก่อน นอกนั้นยามชิลล์ๆ สบายๆ หรือออกกิจกรรมกลางแจ้งทั่วไปก็ใส่ได้เลย เพียงแต่ว่าถ้าจะใส่ไปออกกำลังกาย เดี๋ยวจะหิวอีกเช่นกัน พาลเดินเข้ากินข้าวเหนียวมะม่วงแถวไหนไปเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่สบายๆ ลั่นล้าดมกลิ่นมะม่วงยาวไปแบบอยู่กับแฟน เดินเล่นชิลล์ๆ หรือช้อปปิ้งจะดีกว่าที่จะใส่ไปท่องราตรี เพราะกลิ่นมันเบาไป แม้จะหอมมะม่วงแค่ไหน ถ้าเจอตัวอื่นที่หนักและหวานกว่าโชยมา ก็โดนชาวบ้านกลบหมดอยู่ดี 

ความทน - เพราะกลิ่นมันโทนเดียวด้วยส่วนหนึ่ง แม้จะเป็น EDT ก็ตาม ความทนจะอยู่ที่ไม่เกิน 4 ชม. จากการฉีดที่ผิวเป็นสำคัญ แต่กลิ่นสามารถทนไปได้มากกว่านี้ ถ้าฉีดที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ด้วย ซึ่งความทนที่เจอลากไปที่ 8 ชม. โดยกลิ่นที่ติดเสื้อรุมๆ เบาๆ ได้เลยดีทีเดียว 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวให้คนใส่ได้กลิ่นมะม่วงเต็มๆ คนรอบข้างอาจจะได้เบาๆ ก่อนจะเป็น Skin Scent ชัดเจนแบบยาวไป ที่พอร่างกายขยับก็จะตีขึ้นมาให้รับรู้ได้

ทิ้งท้าย - ถ้ามองในแง่ของกลิ่นมะม่วงที่ธรรมชาติ เหมือนเราได้กลิ่นมะม่วงสุกเวลาที่ดมจากลูกหรือกินในปากนั้น อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกลิ่นมะม่วงแบบน้ำผลไม้หรือไซรัปข้นๆ ที่เป็นเหมือนซอสมะม่วง หรือน้ำมะม่วงเข้มข้น 100% ก่อนมาเจือจางอันนี้เรียกว่าได้อยู่ และกลิ่นแบบนี้ใครได้กลิ่นก็ทักว่ามะม่วงทุกคนแน่นอน และขวดจะมี 2 แบบคือฝาอะลูมิเนียม ที่จะเขียนว่า Mango/Mangue กับฝาดำที่จะเขียนว่า Mango อย่างเดียว ซึ่งกลิ่นเดียวกัน เพียงแต่วางขายคนละโซนประเทศเท่านั้นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://assets.thebodyshop.com/medias/mango-eau-de-toilette-4-640x640.jpg?context=product-images/h0c/h70/11152099606558/mango-eau-de-toilette_4-640x640.jpg

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Parfums de Marly – Herod

Parfums de Marly – Herod

วนไปเวียนมาแบบว่าจะเอาดีไม่เอาดีมาหลายครั้งแม้ว่าจะได้ยินชื่อเสียงมานานว่าน้ำหอมแบรนด์ Parfums de Marly มีความเด็ดดวงและเป็นแบรนด์ที่ทำน้ำหอมเพื่อสดุดีถึงยุคสมัยที่รุ่งเรืองช่วงศตวรรษที่ 18 รวมถึงเพื่อระลึกถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน แต่ก็ข้ามมาตลอด จนเมื่อได้รับการแบ่งปันมาเพื่อที่จะให้พิสูจน์ว่ามันดีแค่ไหนกับรุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งน้ำหอมกลิ่นยาสูบที่ทำได้ดีมากเลยทีเดียว ก็จัดให้หนำจนได้รู้ว่า

Herod จะเปิดตัวที่ความเป็นยาสูบแบบให้สัมผัสได้แต่ยังไม่ถึงกับเด่นทะลุแป้งออกมานัก เพราะจะชูโรงที่ความเป็นอบเชยซึ่งจะไม่ได้มาหนักเกินไปแบบผงอบเชยที่จะฟุ้งออกมายามเราเอามาโรยขนมหรือสูดดมโดยตรง กลิ่นจะมีความหวานอุ่นแบบโปร่งๆ เพราะมีพริกไทยมาทำให้กลิ่ยมันโปร่งมากขึ้นโดยที่ไม่ได้ถึงกับทำให้คมมาก จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางกลิ่นอายของยาสูบจะเริ่มเป็นพระเอกแบบหวานเย้าเคล้าอบเชยที่ลดทอนความเด่นลงไปเป็นสายสนับสนุนให้ความหวานอบอุ่นกำลังดี แต่กลิ่นที่มาเสริมแบบโปร่งๆ ติดโทนพีชและดอกไม้หอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้ที่ทำให้กลิ่นมีความใสและรื่นจมูก ช่วงนี้เลยจะเป็นกลิ่นอายยาสูบหอมโปร่งอมหวานใสได้ลงตัวมาก แต่ก็จะพอสัมผัสได้ถึงความเป็นโทนธูปที่ติดสดชื่นและ Smoky จางๆ แฝงอยู่ในกลิ่นให้รู้สึกว่ามีภูมิและมีความขรึมแบบนิ่งๆ น่าค้นหา มีโทนอบอุ่นขอวานิลลาแบบเบาๆ ค่อยๆ ดันขึ้นมา และนำเข้าสู่ช่วงท้ายกับการเป็นกลิ่นอายของวานิลาที่ให้ความอบอุ่นนวลๆ ไม่หนักหน่วง เพราะจะมีกลิ่นอายหวานโปร่งเย้ายวนของยาสูบกับหอมหมื่นลี้ที่ผสมผสานความ Smoky ที่ตามมาจากช่วงกลางเป็นสายสนับสนุนลดทอนลงไปแต่ยังจับกลิ่นได้อยู่ และจะมีกลิ่นอายแบบไม้หอมแห้งๆ เป็นตัวทำให้กลิ่นมีความแมนแบบสุภาพบุรุษมีระดับอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งภาพรวม Herod จะเป็นกลิ่นอายที่มีความดีงามตามคำบอกเล่าจริงๆ เพราะกลิ่นอายจะแบ่งเป็น 3 สหายเด่นกันคนละช่วง อย่างอบเชยเป็นพระเอกช่วงต้น ยาสูบเป็นพระเอกช่วงกลาง และวานิลลาแบบไลท์เวอร์ชั่นเป็นพระเอกช่วงท้าย ซึ่ง 3 สหายนี้นอกจากจะเด่นแล้ว ยังจะผลัดกันเป็นสายสนับสนุนที่ดีให้กันแต่ช่วงต่างๆ ที่ตนเองไม่ได้เป็นตัวเด่น โดยที่จะมีกลิ่นอายอื่นๆ อย่างโทนติดพีช โทนไม้หอม และโทนโปร่งของเครื่องเทศมาเป็นตัวเสริมให้กลิ่นมีมิติที่ลงตัว ซึ่งแม้ว่าจะมาสายยาสูบแบบเดียวกับตัวดังๆ หลายๆ ตัวไม่ว่าจะเป็น Tom Ford – Tobacco Vanille, by Kilian – Back to Black, หรือ Serge Lutens – Chergui แต่ตัวนี้ถือว่าฉีกออกมาได้ดีและลงตัวสื่อคาแรคเตอร์ได้ชัดมาก ถ้าให้มองกลิ่นนี้เป็นผู้ชายหนึ่งคนก็จะมองเห็นคุณชายที่มีระดับนิ่งขรึมวางตัวดีมีออร่าความอบอุ่น หวานหอมนวล และเข้าถึงได้แบบที่เรายังคงความรู้สึกเกรงใจคนนี้อยู่เพราะออร่าความภูมิฐานและความมีระดับมันออกมาให้รับรู้ได้นั่นเอง 

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นเสริมบุคลิกให้ภูมิฐาน แบบที่มีความหวานโปร่งรื่นจมูกของยาสูบเป็นตัวดึงดูด โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน โดยเฉพาะงานทางการนี่เข้ากันมากมายไม่ว่าจะรับแขกบ้านแขกเมืองหรือว่าพบปะผู้คน โดยสเปรย์ตามความเหมาะสม ส่วนยามทั่วๆ ไปก็สามารถใส่ได้อยู่ เพียงแต่จะไม่เหมาะเลยกับกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายเพราะเดี๋ยวจะตีขึ้นจนจุกเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืนแน่นอนออกงานเป็นของตายเสริมลุคชัดเจน และยามโรแมนติคนี่ก็เป๊ะจริงอะไรจริง เพราะมันเอื้อให้เกิดความรู้สึกหวานอบอุ่นได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่ได้เหมาะกับการใส่ไปเต้นแร้งเต้นกาอะไรนัก เพราะกลิ่นมันจะไม่ไปกับลุครั่วๆ แบบนั้นน่ะนะ 

ความทน กลิ่นทนมากเพราะ 8 ชม. แล้วกลิ่นยังคงอยู่ไม่หนีไปไหน และจะอยู่ยาวนานเสียด้วยถ้าจำนวนสเปรย์และจุกที่ฉีดเหมาะสม โดยส่วนตัวเจอที่ไป 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ให้รู้สึกได้

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไปเรื่อยจนถึงกลางๆ ช่วงท้ายๆ ที่จะเริ่มลดเป็นออร่ารอบๆ ตัวให้มีความรู้สึกหวานหอมอบอุ่นเวลาอยู่ใกล้

ทิ้งท้าย เรียกว่าเป็นหนึ่งใน Masterpiece เลยก็ว่าได้ของ Parfums de Marly ที่ทำกลิ่นออกมาได้ดีจริงๆ และฉีกออกมาให้รู้สึกถึงความเป็นยาสูบในสไตล์ที่ภูมิฐานและหรูหราในคราวเดียวกัน คนรักกลิ่นยาสูบมีโดนตัวนี้กันได้แน่ๆ 

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://www.punmiris.com/himg/o.47060.png

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Calvin Klein - CK One Summer 2015

Calvin Klein - CK One Summer 2015 

แม้ว่า CK One เองจะมีลูกหลานแตกแยกย่อยตามมามากมายเต็มไปหมดจนปัจจุบันรวมร่างกับ CK Be จนกลายเป็น CK All ไปแล้วก็ตาม ซึ่งสดชื่นขนาดนี้ ก็ยังมีลูกสายตรงอย่างรุ่น Summer ที่จะมาจัดเต็มกันให้หนำใจรับความร้อน เสริมความสดชื่นกันให้หนำไปข้างซึ่งก็ออกมาทุกปีกันเลยทีเดียว เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสได้ลองหนึ่งในกลุ่มลูกสายตรง ก็ต้องมาบอกเล่ากันหน่อย ว่าเป็นอย่างไรบ้างกับ CK One Summer 2015 

อย่างแรกคือขวดสวยเชียว มาในลายคลื่นกระเพื่อมบนผิวน้ำได้รู้สึกสบายและและอยากได้มาครอบครองอย่างบอกไม่ถูก และแน่นอนว่าจะต้องมีความเชื่อมโยงกับ CK One ตามปกตินั่นคือ กลิ่นอายแบบ Aquatic ที่ชัดมากมายและรวมถึงกลิ่นช่วงท้ายที่จะเป็นสไตล์เดียวกันนั่นคือสะอาดและสดชื่นตามสเต็ป ซึ่งรุ่น Summer 2015 จะเปิดตัว Top Notes ที่ความเป็นโทนสดชื่นของความเป็น Citrus ที่เด่นกับความเป็นเลมอน ติดโทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่าง Gin Tonic ที่จะติดเปรี้ยวซ่าๆ กันเลย ได้ความสดชื่นกันเต็มๆ แถมได้ความเป็นจูนิเปอร์เบอร์รี่เสริมเข้ามาด้วยให้กลิ่นมีความแน่นแต่โปร่งจมูกสดชื่นกันไปข้าง เข้าทางคำว่า Summer ชัดเจน แถมมีความ Aquatic เสริมเข้ามาในเนื้อกลิ่นเรื่อยๆ จนเข้า Middle Notes พอดีกับการที่กลิ่น Gin Tonic ติดเปรี้ยวจะลดลงมาเป็นตัวสนับสนุนที่กลิ่นอายยังชัดอยู่ แต่จะผันเป็นสายสนับสนุนให้กลิ่นแตงกวาเด่นทะลุขึ้นมาจนได้ความ Aquatic เต็มมากขึ้น แจมด้วยความหวานโปร่งติดปร่านิดๆ บางๆ ของขิงที่มาเสริมทัพ กลิ่นในช่วงนี้เรียกว่าชิลล์ๆ สดชื่น มีความบางใส ได้อารมณ์แนวๆ Polo Blue ที่มีความใส ซึ่งกลิ่นนี้จะลากยาวไปยัง Base Notes ให้ความสดชื่นในเนื้อกลิ่นอยู่ แต่จะเบาลงไปเป็นสายสนับสนุนคุมโทนตามความเป็นน้ำหอมโทSummer ให้รับรู้ได้ไปตลอด โดยที่กลิ่นรองพื้นจะมี Musk และไม้หอมอ่อนๆ มาให้ความรู้สึกสะอาดนุ่ม ซึ่งมาในลักษณะเดียวกันกับ CK One รุ่นปกติ ที่ใส่กลิ่นสดชื่นแบบค็อกเทลแอลกอฮอล์ลงไปนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมาก อารมณ์มันได้แบบจิบ Gin Tonic ใส่น้ำเลมอนลงไปแล้วชิลล์ๆ ริมพวกทะเลหรือทะเลสาบได้อยู่ เลยเหมาะกับทั้งสภาพอากาศบ้านเรา และทุกสถานการณ์ยามกลางวัน แบบทางการก็ใส่ได้ เพราะกลิ่นไม่ได้ทำร้ายใครและไม่ถึงกับลั่นล้าเกินเหตุ นอกนั้นจัดไป ยกเว้นยามกลางคืนที่ถ้าอากาศร้อนๆ หรืออยู่ริมทะเลก็ได้อยู่ แต่ถ้าเน้นใส่ไปเพื่อเรียกเรตติ้ง เกรงว่าจะเบ๊าเบาจนหายต๋อมน่ะสิ 

ความทน - เพราะมาสาย Citrus Aromatic แถมเป็นน้ำหอม Summer เช่นนั้นความทนถือว่ากำลังดี ระหว่าง 4-6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะน้อยกว่านั้น อิงที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอที่ 6 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 7 สเปรย์และอยู่ในห้องแอร์ตลอด  

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น เรียกว่า Sparkling กันเลยในตอนต้นสดชื่นแบบไม่เกินกว่าเหตุด้วย แล้วจะลดลงมาแบบออร่ารอบๆ ตัว แล้วเป็น Skin Scent ติดผิวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าถ้าไม่สนเรื่องความซับซ้อนของกลิ่นอะไรมาก เน้นสดชื่นแบบไม่คมจัดๆ และชอบกลิ่น Aquatic ยังไงก็ผ่าน อย. ด้านกลิ่นได้สบาย แถมด้วยเอาความดีงามของต้นตระกูลมาในระดับหนึ่ง จนต้องให้ตำแหน่งนี้เลย#ของดีเทคนิคไม่ต้อง 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://fimgs.net/images/secundar/o.32185.jpg

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Sonoma Scent Studio - Incense Pure

Sonoma Scent Studio - Incense Pure 

เมื่อเป็นแบรนด์ที่เรียกว่า Rare Items กันน่าดูชมแถมคุณภาพจัดเต็มขนาดนี้ การได้มาเป็นเรื่องที่เรียกว่าไม่ง่าย และพอได้มาหลังจากซึมซับกันเต็มๆ ไปแล้วกับรุ่นที่บอกถึงความเป็นสวนท่ามกลางต้นมะเดื่อฝรั่งอย่าง Fig Tree ก็ได้เวลาของรุ่นอื่นๆ ของ Sonoma Scent Studio กันบ้าง และคราวนี้ขอมาสาย Smoky กันหน่อย ซึ่งเป็นกลิ่นที่เรียกว่ายอดนิยมมากของแบรนด์นี้ เช่นนั้นกลิ่นจะเป็นอย่างไรต้องพิสูจน์กัน นั่นคือ Incense Pure 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย - Incense Pure เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงจากรุ่นที่เลิกผลิตไปอย่าง Encens Tranquille ของแบรนด์นี้เพราะมีส่วนผสมต้องห้าม เรียกว่า เสียดาย แต่ก็ยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นมาแทนเพราะกลิ่นถือว่าสื่อสารเอกลักษณ์ได้อย่างดีมาก เพราะ

ธูปกันเต็มๆ ไล่เรียงความรู้สึกของการเป็นธูปไม้หอมที่สื่อสารถึงความสว่างเสียมาก ไม่ได้มาสายดาร์ก ดำดิ่ง ขรึมขลัง จนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเข้าถึงเสียขนาดนั้น โดยกลิ่นหลักของตัวนี้ที่จะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบคือ Frankincense ที่เป็นยางไม้ในมีลักษณะติดเปรี้ยวสดชื่นที่จะได้ความรู้สึกสว่างกลั้วสดชื่น แต่จะมีความนิ่งสงบแทรกซึมไปด้วยตลอด ซึ่งเปิดต้นทางจะมีกลิ่นอายสมุนไพรซ่าๆ ของโสมตังกุยวาบเข้ามาผสมผสานกับ Frankincense ที่จะได้กลิ่นโทนธูปที่สดชื่น และมีกลิ่นอายแบบติด Smoky กำลังดี ไม่ได้เข้มจัดของโทน Amber ให้รู้สึกได้ แล้วพอเข้าช่วงกลางความเป็น Incense จะเริ่มมีโทนสะอาดโปร่งของพริกไทยมาเจือ และมีกลิ่นยางไม้ที่ออกทางขรึมๆ แทรกเข้ามาอย่าง Myrrh แต่จะไม่ได้มาแบบแย่งซีนมากนัก และมีกลิ่นอายติดแป้งอับๆ อย่างหัว Orris มาให้ความเป็นโทนแป้งกำลังดีเสริมความเป็น Incense แบบให้โทนสว่างกลั้วความรู้สึกนิ่งสงบตีคู่ให้กลิ่นมีภูมิมากขึ้นกลิ่นจะไม่ได้ถึงกับเต็มเหนี่ยวเกินไปและมีความเป็นกลิ่นอายตามธรรมชาติได้ดีเลยทีเดียว ก่อนที่จะเริ่มมีความอบอุ่นในเนื้อกลิ่นเข้ามาผสมผสานเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่หนัก นำไปสู่ช่วงท้ายที่ความเป็นไม้จันทน์หอมนวลๆ เด่น ซึ่งมาเสริมให้มีความเป็นโทนไม้หอมติด Incense มากขึ้นและมีไม้ซีดาร์รับช่วงต่อความขรึมกำลังดี กลิ่นจะเป็นธูปไม้หอมที่ติดเปรี้ยวหน่อยๆ ที่สำคัญจะมีกลิ่นสนับสนุนอย่างพิมเสนที่ไม่ดิบห้ามจัดๆ มีความเขียวติดดินกำลังดีมาเจือและมีความสากจางๆ จาก Oak Moss ที่เสริมเข้ามาให้ความมีระดับในเนื้อกลิ่นที่เป็นธรรมชาติอยู่เป็นทุนเดิมเข้าไปอีก ทั้งหมดทั้งมวลกลิ่นนี้จะให้ความรู้สึกแบบ Frankincense ที่มีความสดชื่น สว่าง สงบ และอบอุ่นจางๆ กำลังดี แบบไม่หนักหน่วงแต่ประการใด แถมมีความรื่นจมูกทั้งๆ ที่กลิ่นชัด ตามด้วยความขรึมแบบโปร่งได้เป็นอย่างดี 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นนี้ได้หมดทุกเพศ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องเป็นคนชอบโทน Incense หรือธูปกันหน่อย จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและฟินกับความเป็น Incense เต็มๆ ของตัวนี้ ซึ่งกลิ่นมาสายมีภูมิและภูมิฐานแบบสว่างและสงบ จึงสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ยิ่งออกงานทางการกลิ่นยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือแบบไม่มีความดาร์กให้เสียเวลา นอกนั้นถ้าใส่แบบทั่วๆ ไปก็จัดได้ กลิ่นให้ความรู้สึกสงบแกมสดชื่นขรึมๆ ได้ดี แต่งดใส่เพื่อออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งจะดีที่สุดยกเว้นจะเดินจงกลมหรือนั่งสมาธิแบบไม่ได้รับศีล 8 อันนี้ช่วยให้สงบผ่อนคลายได้ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้เลย สบายมาก เพียงแต่ออกแนวใส่เพื่อให้ความอะโรม่ากับตัวเองจะดีกว่าใส่ไปท่องราตรี เพราะจะมีคนทักแน่ๆ ว่า แกได้กลิ่นธูปไหมอ่ะ 

ความทน - กลิ่นทนมากกกกก เรียกว่าอึดถึกกันสุดๆ กับ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ แถมติดเสื้อดีมาก ซักแล้วกลิ่นยังอยู่จางๆ กับเสื้ออยู่เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายกำลังดี ไม่ได้ถึงกับหนักหน่วงจนเป็นลานจุดธูปไหว้พระเดินได้ มีความรู้สึกแบบกลิ่นอายโปร่งสว่างเรื่อยๆ กระจายดีในช่วงต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลาง แล้วค่อยเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - มีคนทักเรียบร้อยว่า ได้กลิ่นธูปไหมมาเบาๆ บอกไม่ถูก 5555555555 น้ำหอมหนูเองฮ่ะ แต่มันหอมมากตรงที่มันไม่ใช่ธูปแบบทั่วไป มันมีความสดชื่น ความนวล ความรื่นไหล และความสงบสว่างเจอไปตลอดนี่แหละ ของเขาดีจริงๆ 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://3.bp.blogspot.com/_kZ-NdSRhKmo/S9Uq11qwCFI/AAAAAAAABAY/0PMEvPFIizY/s1600/IncensePure.jpg

วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Guerlain – La Petite Robe Noire EDP 2012

Guerlain – La Petite Robe Noire EDP 2012 

ต่อเนื่องมาจากการ Review รุ่น La Petite Robe Noire EDT ไปก่อนหน้านี้ ก็ได้เวลาของรุ่น EDP บ้างที่มีโอกาสได้ลองบ้าง ซึ่ง Guerlain ได้เอารุ่นนี้กลับมาปรับปรุงใหม่จากเดิมเป็นรุ่น Limited Edition ในปี 2009 เพื่อให้กลายเป็นรุ่นหลักในปี 2012 ซึ่งจะทำออกมาได้แตกต่างหรือว่าเปลี่ยนความรู้สึกหรือไม่ ก็ขอพิสูจน์กันหน่อย

(เนื่องจากไม่เคยได้ลองรุ่นปี 2009 จึงจะไม่ได้บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นจากของเดิม เน้นเล่ากลิ่นของรุ่นปี 2012 และเทียบกับตัว EDT แทน) 

ถ้า EDT จะได้อารมณ์คุณหนูที่เป็นสาวสะพรั่งทั้งมั่นใจและเป็นกันเอง โดยได้ความรู้สึกโทนสว่าง ฝั่ง EDP จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างมาในลักษณะที่เข้มขึ้นและมีความ Noire สมชื่อมากขึ้นแม้จะมาในลักษณะที่โทนกลิ่นไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ โดยเปิดตัวด้วย Top Notes อย่างเชอร์รี่ที่จะมาให้ความเป็นโทนผลไม้เจือหวาน แต่จะมีความแหลมของกลิ่นติดโทนเปรี้ยวซิตรัสผสมผลไม้จากโทนเบอร์รี่กันเข้ามาด้วย กลิ่นเลยจะได้ความเป็น Fruity เปรี้ยวอมหวานฟุ้งกระจายออกมา แต่สิ่งที่จะสัมผัสได้ต่อมาคือกลิ่นอายของอัลมอนด์ที่ให้ความนวลหวานจะเริ่มแทรกขึ้นมาผสมผสานกลายเป็นกลิ่นอายที่มีลูกล่อลูกชนของโทนผลไม้ผสมความหวานนวลแบบแป้งติดถั่วได้ลงตัวมากเลยทีเดียว ซึ่งกลิ่นอายของความเป็นเชอร์รี่ เบอร์รี่ และอัลมอนด์จะยังตามไปยังช่วงกลางที่จะเริ่มมีความหวานหอมเสริมเข้ามาจากชะเอม ซึ่งกลิ่นนี้จะเป็นกลิ่นหวานติดเครื่องเทศที่มีความนิ่งขรึมติดดาร์กหน่อยๆ ซึ่งจะทำให้กลิ่นนี้นัวร์ขึ้นมาอย่างชัดเจน ตามด้วยตัวสนับสนุนสายนัวร์อีกหนึ่งอย่างชาดำที่กลิ่นจะติด Smoky หน่อยๆ ทำให้กลิ่นนี้มีความเข้มนัวร์สมชื่อมากขึ้น แกมไปด้วยความนิ่ง แต่สิ่งที่มาทำให้เกิดความเย้ายวนปรับความเปรี้ยวอมหวานในช่วงต้นเป็นหวานอมเปรี้ยวนวลนั่นคือกลิ่นอายของกุหลาบที่เป็นอีกหนึ่งกลิ่นสนับสนุนให้มีความเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจนในช่วงนี้ ซึ่งเนื้อกลิ่นของเชอร์รี่และอัลมอนด์ รวมถึงกลิ่นอายหวานดาร์กนัวจะเริ่มผันตัวเป็นสายรองให้กลิ่นอายอบอุ่นของวานิลลาเสริมเข้ามาโดยจะมีความครีมมี่นวลๆ กำลังดี มีความเย้ายวนชัดเจนมากขึ้น โดยกลิ่นอายดาร์กหวานจากช่วงกลางจะมีตัวรับช่วงต่อให้ความนวลอ้อยอิ่งดึงดูดของพิมเสนที่เสริมความเซ็กซี่น่าค้นหาในความหวานครีมมี่นวลอุ่น ซึ่งภาพรวมได้ความรู้สึกเหมือนเห็นผู้หญิงคนนึงที่ไม่ได้แต่งตัวอะไรแบบเซ็กซี่เลย ออกแนวเรียบง่ายเสียด้วยซ้ำ แต่มี Sex Appeal ดึงดูดสูงมากเป็นออร่าออกมานั่นเอง 

เหมาะสำหรับ ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นนี้เรียกว่ามีความเข้มนัวร์น่าค้นหา หวานแต่ขรึมเน้นปล่อยของผ่านกลิ่นในหน้านิ่งๆ ยิ้มมุมปากอะไรประมาณนั้น ซึ่งเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการ ซึ่งก็ได้อยู่ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม หรือยามทั่วๆ ไปก็จัดไปได้ตามสะดวก เพียงแต่จะไม่เหมาะกับการใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายแต่อย่างใด เดี๋ยวกลิ่นตีขึ้นจุกคอหอยตายก่อน ส่วนยามค่ำคืนจัดไป อัดสเปรย์ไป กลิ่นนี้ถือว่าเซ็กซี่แบบไม่โจ่งแจ้งและมีระดับมากแบบที่เป็นผู้หญิงมั่นใจในตัวเอง และพร้อมปล่อยของแบบไม่โจ่งแจ้งเกินไปให้น่าค้นหานั่นเอง 

ความทน กลิ่นทนอยู่ที่ราวๆ 8 ชั่วโมง ซึ่งอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่ามาเต็มและมาชัดมาก แล้วจะลดลงมากระจายกลางๆ ก่อนจะปิดท้ายที่ออร่ารอบๆ ตัว พอพ้นซัก 6 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย ง่ายๆ เลย EDT คือน้องสาวที่สดใสสะพรั่งลั่นล้า แต่ EDP ปี 2012 คือ พี่สาวที่นิ่งขรึมกว่ามีความเซ็กซี่เย้ายวนแบบไม่โจ่งแจ้งรู้จักปล่อยของและรู้จักควบคุมความรู้สึกของตัวเองตามสถานการณ์นั่นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://parfiumbg.com/images/robe%20noire%20box.jpg

วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Creed - Royal Mayfair

Creed - Royal Mayfair 

เมื่อปี 1936 Creed ได้ทำน้ำหอมขึ้นมาเพื่อให้กับ King Edward VIII ของอังกฤษ กับชื่อว่า Windsor ซึ่งหลังจากผ่านมานานแสนนานก็ได้มีการทำออกมาอีกครั้ง กับการเป็น Limited Edition เมื่อปี 2009 เข้าสไตล์การทำให้เป็นของหายากต้องเก็บสะสมกันเข้าไป เมื่อผ่านช่วงเวลามาอีกก็ได้เวลาของการเอามาทำใหม่คราวนี้เอามาเป็นรุ่นหลักของแบรนด์ไปเลยไม่ต้องจำกัดอะไรแล้ว แต่ก็เปลี่ยนชื่อรุ่นกันเพื่อให้มีความแตกต่างบ้างนั่นก็คือ Royal Mayfair เพื่อให้มีความหรูหราจัดเต็ม ดังนั้นได้เวลาพิสูจน์แล้วสินะว่ากลิ่นจะเป็นอย่างไร 

บอกก่อน - เพราะไม่เคยได้ลองรุ่น Windsor เช่นนั้นจะไม่สามารถเทียบได้ถึงความแตกต่างหรือความดีงามในแต่ละช่วงได้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

Top Notes เปิดตัวกันด้วยกลิ่นอายของเหล้าจินที่มีความเขียวติดไม้หอมสะอาดๆ ของสนไพน์ที่วูบเข้ามา แต่ในวูบนั้นจะจับได้ถึงกลิ่นติด Spicy เขียวๆ แนวๆ การบูรที่จะได้อารมณ์แบบไม้กลิ่นของใบยูคาลิปตัวและเวลาเราขยี้ดม ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งการผสมผสานกันในช่วงนี้ บางคนอาจจะรับรู้แตกต่างกันไป (จากการสอบถาม) เพราะบางคนได้ความรู้สึกแบบหมากฝรั่งยูคาลิปตัส บางคนบอกว่ากลิ่นหมือนยางติดเขียวซ่า บางคนบอกว่ากลิ่นธรรมชาติเหมือนเดินเล่นในป่าที่มียูคาลิปตัสและสนไพน์เต็มไปหมด ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์การรับกลิ่นด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้ต้องยอมรับเลยว่ากลิ่นมีความเป็นธรรมชาติ เรียบนิ่งได้ดีมากเลยทีเดีย 

เพียงไม่นานก็จะพิสูจน์ชัดกันขึ้นไปกว่าเดิมว่า ยูคาลิปตัส สนไพน์ และเหล้าจินยังคงความเป็นตัวเอกอยู่ และจะอยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายเลย โดยใน Middle Notes กลิ่นจากช่วงต้นจะมีกลิ่นอายที่นวลมากขึ้นจากกลิ่นอายของกุหลาบ และกลิ่นอายของมะลิที่หอมใสๆ เข้ามาผสมผสาน กลิ่นจะได้ความสะอาดนวลๆ ติดไม้หอมมมีความเรียบหรูดูดีธรรมชาติแบบยาวไป จนเข้า Base Notes กลิ่นอายซึ่งความเป็นยูคาลิปตัสกับไม้หอมติดสะอาดที่มีกลิ่นไม้ติดขรึมๆ ของซีดาร์มาให้รู้สึกได้ และมีกลิ่นซิตรัสบางๆ ที่เหมือนจะหายไปในช่วงกลางกลับมาในช่วงนี้แบบแนวๆ ติดขมเล็กๆ ให้มีความสดชื่นผสมผสานในเนื้อกลิ่นอย่างลงตัว ได้อารมณ์แบบนั่งชิลล์ในป่าที่กลิ่นไม้กลั้วยูคาลิปตัสมีกลิ่นเขียวซ่าบางๆ ของเหล้าจินแต่จับได้อย่างชัดเจนลอยตามอากาศให้ความสดชื่นและสบายๆ มาเลย ภาพรวมจึงเป็นลักษณะที่ให้ความเป็นหรูหราเป็นธรรมชาติของกลิ่นอายไม้หอม กลิ่นยูคาลิปตัส และความสดชื่นแบบเรียบนิ่งมีระดับเป็นสำคัญนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ได้หมดเลยเพราะเป็น Unisex แต่ว่าค่อนมาทางผู้ชายมากกว่าหน่อยประมาณ 60% เพราะความเป็นโทนไม้หอมเด่น แต่ถ้าผู้หญิงคนไหนชอบกลิ่นแนวๆ เขียวสะอาดสนไพน์เจือกุหลาบใช้เถอะ ยังไงก็หอม ซึ่งจะเหมาะกับทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย เรียกวาใส่ได้หมดครอบจักรวาลมาก โดยเฉพาะ แต่ถ้าจะเอาไปใส่เพื่อออกกำลังกายอันนี้ก็แอบคิดว่ามันแพงไปนะ เปลือง -____-” ส่วนยามค่ำคืนถ้าอากาศร้อนๆ หรือใส่แบบทั่วไปจะดีกว่า กลิ่นไม่ได้มาสายเย้ายวนเลย ออกแรวเรียบหรูธรรมชาติ จึงไม่เหมาะกับการใส่เพื่อไปเต้นเด้งเอวเคล็ด หรือว่าหาเหยื่อแน่นอน #นก เต็มๆ บอกเลย 

ความทน - ไม่ให้เสียชื่อ Creed สิ เพราะ 8 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ไม่หนีไปไหน และลากยาวไปได้นานถึง 12 ชม. สบายๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนละลดลงมากระจายแบบปานกลาง และเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - ถ้าคาดหวังความหรูหราแบบกลิ่นอลังการดาวล้านดวงใส่แล้วเป็นคุณชายคุณหญิงอะไรขนาดนั้น เกรงว่าอาจจะผิดหวัง ให้มองว่า Royal Mayfair เป็นกลิ่นที่มีความเรียบหรูและธรรมชาติน่าจะง่ายกว่า ซึ่ง Creed ทำได้ดีจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://www.creedboutique.com/229-467-thickbox/royal-mayfair.jpg

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: L’Artisan Parfumeur - L’Eau d’Ambre Extreme

L’Artisan Parfumeur - L’Eau d’Ambre Extreme

หลายๆ แบรนด์ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Designer ทั่วๆ ไปที่เริ่มหันมาทำไลน์น้ำหอมแบบ Exclusive หรือแบรนด์ Niche เดิมที่มีอยู่นั้นก็จะมีกลิ่นอายอบอุ่นอย่าง Amber มาเป็นหนึ่งในตัวชูโรงทางด้านกลิ่นกันมาเสมอ ฝั่ง L’Artisan Parfumeur เรียกว่าจัดเต็มไม่น้อย เพราะมีทั้งรุ่นปกติและรุ่นเข้มข้นกันเลย เช่นนั้น ไหนๆ ชอบความจัดเต็มก็ต้องเลือกเอากลิ่นรุ่น L’Eau d’Ambre Extreme มาบอกเล่ากันหน่อยว่าจะออกมาเป็นลักษณะไหน 

บอกก่อน - เนื่องจากไม่เคยได้ลองรุ่นปกติมาก่อน เลยจะไม่ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงใดๆ เน้นที่การเป็นรุ่น Extreme นี้เพียวๆ 

เรียกว่ากลิ่นอายของ Amber ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นติดไม้หอมเจือวานิลลา ได้อารมณ์โทนสีออกทางส้มอมทองจะเป็นกลิ่นอายที่เด่นเป็นสง่าผ่าเผยมาก และเป็นเหมือนกลิ่นอายหลักที่จะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบ แต่จะล้อมไปด้วยกลิ่นต่างๆ ที่เข้ามาสมทบให้ความรู้สึกของแอมเบอร์มันแตกต่างกันไป ซึ่งกลิ่นในช่วงต้นจะเริ่มที่ความรู้สึกของเครื่องเทศที่มาเต็มกันก่อน กลิ่นจะมีความคาบเกี่ยวระหว่างเครื่องเทศโทนเผ็ดโปร่งของพริกไทย มีความนุ่มเจือหวานของกระวาน และปร่าซ่าของเม็ดจันทน์เทศเชื่อมกับเครื่องเทศโทนหวานอุ่นที่ชัดเจนด้วยความเป็นอบเชย โดยเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้ถึงความอุ่นจางๆ จากความเป็น Amber ที่รองพื้นด้านหลัง จนเมื่อเข้าช่วงกลางแทนที่กลิ่นอายน่าจะข้นขึ้น แต่เปล่าเลย กลับคงตัวการเป็นกลิ่นที่อบอุ่นก็จริง แต่มีความโปร่งที่คงตัวเพราะความเป็นเครื่องเทศในตอนต้นยังคงตามมาอยู่ และมีตัวเด่นสำคัญอย่างพิมเสนที่นุ่มนวลอ้อยอิ่งเจือกับกลิ่นโทนดอกไม้แนวๆ กุหลาบหรือเจอราเนียมที่ทำให้กลิ่นมันมีความใสในเนื้อกลิ่นอยู่ โดยจะมีกลิ่นอายอบอุ่นแบบกำลังดีของโทนแป้งจากวานิลลาที่มาแบบกำลังดีไม่หนักเป็นตัวที่เรื่อยๆ มาเรียงๆ รองพื้นคุมให้กลิ่นหลักมีมิตินุ่มนวลเจือไปด้วย เพียงไม่นานความเป็น Amber จะเริ่มโดนล้อมด้วยกลิ่นอายของโทนไม้หอมที่ได้ความอุ่นนวลจากไม้จันทน์หอม มีความนวลของวานิลลา ตามด้วยความเนียนหวานของกำยาน กลิ่นเลยจะได้ความเป็นลักษณะแบบ Amber เต็มๆ เพราะจะได้ความอบอุ่นที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นไม้หอมและวานิลลาได้ชัดเจนมาก แถมยังมีความเป็นโทนติดสาปปลุกเร้าให้พอรู้สึกได้ด้วย รวมถึงมีความนุ่มมีมิติกำลังดีแบบที่ไม่ได้มาสายแน่นปล่อยพลังคลื่นเต่าแต่อย่างใด เพราะยังคง Concept ของคำว่า L’Eau ซึ่งแปลว่าน้ำคุมไว้ได้ดี ทำให้ช่วงท้ายไม่ได้มาสายหนักหน่วงเข้มข้นเกินไปก็จริง แต่กลิ่นมีความชัดเจนให้จับต้องได้และสื่อถึงกลิ่นของ Amber ได้ดีมากเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ได้หมดเลยทุกเพศ มาสาย Unisex ชัดเจน กลิ่นจะมีความอุ่นนวลแบบกลางๆ ที่ลงตัว จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นยามทางการหรือว่าทั่วๆ ไป แบบที่ถ้าใส่พอเหมาะกลิ่นมีภูมิน่าค้นหาและอบอุ่นเลยทีเดียว ใส่ออกกลางแจ้งพอได้ แต่ถ้าจะเป็นสไตล์กิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกาย ข้ามไปจะดีกว่า กลิ่นไม่ได้เหมาะกับด้านพวกนี้เลย ส่วนยามค่ำคืนสามารถใส่ได้สบายมาก ยิ่งถ้าเน้นใส่ไปจิบเบาๆ สบายๆ แอร์เย็นๆ หรือว่าช่วงอากาศเย็นๆ เข้าทางสุดๆ แม้ว่ากลิ่นจะไม่ได้ออกทางปล่อยพลังมาก แต่ถ้าใครมาอยู่ใกล้ๆ จะได้กลิ่นจะรู้สึกอบอุ่นน่าค้นหาได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว 

ความทน - ตัว Extreme นี้เป็น EDP ที่มีความทนดีงามไม่น้อย เฉลี่ยที่ประมาณ 8 ชม. และมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุกที่ฉีด ซึ่งส่วนตัวเพียง 4 สเปรย์ ยาวนานไปที่ 12 ชม. กลิ่นยังอยู่ให้รับรู้ได้ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัว ลักษณะมาอยู่ใกล้ๆ หรือเดินสวนกันจะได้กลิ่นแบบยาวไป แล้วจึงเป็น Skin Scent ที่ขยับเนื้อตัวจะได้กลิ่นหอม Amber ตีขึ้นมาเบาๆ งามๆ 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งในกลิ่น Amber ที่เรียกว่ามีความดีงามและชัดเจนในการที่จะให้เรียนรู้ว่ากลิ่นมีลักษณะไหนและเป็นอย่างไร ที่สำคัญไม่หนักเกินไปเสียด้วย ยิ่งถ้าใครชอบโทนลักษณะนี้ ฟินกันได้เลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://angelitamblog.files.wordpress.com/2015/10/lartisan-parfumeur-leau-dambre-extreme-box-100ml.jpg