วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Yves Saint Laurent - L'Homme Parfum Intense

Yves Saint Laurent - L'Homme Parfum Intense

เมื่อเห็น Yves Saint Laurent ต่อยอดและปล่อยหนึ่งในตัวลูกในไลน์ L’Homme ออกมากับรุ่น L’Homme Parfum Intense แบบว่าถึงกับตะลึงว่าคงได้กระจายสะใจขาดดิ้นและปล่อยพลังกันแบบไม่สนสี่สนแปดใดๆ เป็นแน่แท้ เลยข้ามมาเป็นระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว แล้ววันนึงได้รับการแบ่งปันมาจากมิตรในแวดวงน้ำหอมพร้อมกับกำกับว่า ต้องลอง มันไม่หนักอย่างที่คิดเช่นนั้น
เมื่อซึมซับจนได้ที่ ก็เลยมาเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง 

เปิดมา Top Notes ความรู้สึกสไตล์แบบน้ำหอมโทนปล่อยพลังก็มากันก่อนเลย กับโทน Citrus แต่ไม่ได้มาสายสดชื่น เพราะความเป็นโทน Spicy ของพริกไทยจะทำให้กลิ่นมีความแน่นนัวก่อนในสเต็ปแรก แล้วในเนื้อกลิ่นจะเริ่มสัมผัสได้ชัดเจนถึงดอกส้มแบบนวลๆ ที่ดันขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นออกทางอุ่นนัวของไม้หอมและโทนติดสาปปลุกเร้าติดเค็มบางๆ แต่เกลาจนนุ่มไปแล้วพอสมควรดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ Middle Notes ไวในระดับหนึ่งเลย โดยที่กลิ่นอายของดอกส้มสไตล์ Orange Blossom ที่กลิ่นจะออกทางดอกส้มขาวนวลจะเป็นตัวนำหลัก และจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเขียวๆ ออกทางทึบติดขมของจิงจูฉ่าย(Artemisia) ปนเขียวโปร่งหวานอยู่ของใบไวโอเล็ตที่เสริมเข้ามา แต่กลิ่นไม่ได้ไปสายแบบใสๆ ธรรมชาติเลย เพราะความอุ่นนัวมันเริ่มตีคู่เข้ามาชัดเจน กลิ่นไม้หอมจะมาเสริมโทนให้กลิ่นมีความหนาขึ้น เพราะมีกลิ่นอายแบบยางไม้นัวๆ เจือวานิลลาจางๆ ตามด้วยกลิ่นสาปปลุกเร้าที่จับได้บางส่วนในช่วงต้นก็แน่นขึ้นมาด้วยซึ่งจะเริ่มชัดขึ้นมากกับลักษณะแบบผิวกายติดเค็มนวลๆ ที่อาจจะเป็นสารหอม Ambroxan ที่ให้โทนเดียวกับกลิ่นแนวอำพันปลาวาฬ (Ambregris) พอมาเจอกับไม้หอมกลิ่นเลยจะมีมิติที่หอมนวลไม้เคล้าโทนสาปปลุกเร้าจากผิวกายนัวๆ แบบยาวไปจนเข้าสู่ Base Notes ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรียกว่าให้เสน่ห์กันเต็มๆ เพราะจะเป็นช่วงที่โทน Animalic หรือสาปปลุกเร้าต่างๆ อย่างกลิ่นโทนผิวกายนวลๆ ติดเค็มและกลิ่นหนังที่พึ่งชัดเจนในช่วงท้ายนี้จะเป็นตัวเดินเรื่องซึ่งจะผสมผสานด้วยกลิ่นอายแบบยางไม้อบอุ่นติดวานิลลาและไม้หอมแห้งๆ ที่กลิ่นไม่ได้โปร่งสว่างเกินไป มีความดาร์กหน่อยๆ ในกลิ่น ซึ่งดมติดผิวจะได้ความรู้สึกนัวๆ ของกลิ่นหนังเคล้าผิวกายนวลๆ เจือไม้หอมกับวานิลลาบางๆ เย้ายวนแบบมีระดับและมีความภูมิฐานแบบที่แฝงความเซ็กซี่ที่ลงตัวเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไปเรียกว่าเข้าทางหมด จริงๆ น้องๆ มหาลัยก็ใช้ได้อยู่ แต่กลิ่นมีมีมิติอบอุ่นอยู่พอสมควรไม่ได้ออกแนวสดชื่นสดใสนัก แต่ถ้าไม่มายด์ก็จัดไป ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดสเปรย์ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะเดี๋ยวกลิ่นจะแน่นรุมๆ หนักหน่วงและคนอื่นที่ได้กลิ่นอาจจะอึดอัด และแน่นอนกลิ่นนี้เหมาะกับอากาศเย็นๆ มาก แต่ไม่เหมาะกับการใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายทุกประการ เดี๋ยวจุกคอหอยตายเอา ส่วนยามค่ำคืนจัดไป กลิ่นมีเสน่ห์และดึงดูดมากเน้นโทนคลุกวงในกันอย่างชัดเจน 

ความทน - อันนี้ยกให้เลย 10 ชม. อย่างสวยงาม และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ กับจำนวนสเปรย์ 4 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แต่ที่เหลือจะมาสายแบบไม่ได้เน้นกระจายหนักหน่วงมาก แต่กลิ่นเข้มข้นซึ่งจะลดลงมาเป็นกึ่งปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ เลย ซึ่งพอผ่านซัก 8 ชม. แล้ว กลิ่นจะเริ่มเบาลงเป็นออร่ารอบๆ ตัวอ่อนๆ 

ทิ้งท้าย - เอาตรงๆ กลิ่นนี้ ใส่แล้วเหมือนบอกแบบหน้านิ่งๆ ว่า ขอเรียนเชิญมาคลุกวงในเถิดแล้วจะเกิดผลอะไรดีๆ ตามมา ที่แน่ๆ ถือว่าฝีมือน้ำหอมชายของไลน์นี้ที่เน้นนำเสนอเสน่ห์และความเซ็กซี่แบบเท่ห์ๆ ยังคงมาตรฐานได้ดีมาเสมอจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by http://images.ulta.com/is/image/Ulta/2289401



วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Valentino UOMO Intense

Valentino UOMO Intense

ผ่าน Valentino UOMO มาก็แล้ว รุ่นพิเศษเฉพาะกาลอย่าง Valentino UOMO Edition Noire ก็แล้ว ก็ได้เวลาของรุ่น Intense กันบ้าง ที่ปล่อยออกมาในปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งคราวนี้จะมาเพื่อชิงตลาดฝั่ง Dior Homme อีกหรือไม่ในโทนลักษณะที่ใกล้เคียงกันและหลายๆ คน มักเปรียบเทียบ 2 ไลน์นี้กันใหญ่ เช่นนั้นมาจาระไนเลยดีกว่าว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
 

เปิดตัวกลิ่นมาก็เรียกว่าถึงกับสตันไปนิดนึง เพราะว่ากลิ่นอายแบบนี้ ความรู้สึกแบบนี้ Dior Homme Intense มากครับ เพราะความเป็นโทนแป้งแนวๆ กระเป๋าเครื่องสำอางหรือลิปสติกมันชัดเจนเลยจากไอริสที่จะโดดออกมาแบบสัมผัสได้เลย แม้จะมีกลิ่นอายโทนคล้ายลาเวนเดอร์ติดสมุนไพรออกอุ่นหน่อยๆ จาก Clary Sage และมีวูบบางๆ แบบกลิ่นเปลือกส้มวูบเดียวก็หายแซ่บหายสอยก็จริง แต่กลิ่นก็ยังทำให้นึกถึงฝั่งคู่แข่งอยู่ดี เพราะนอกจากไอริสแล้วยังจับได้ถึงความเป็นโกโก้ที่เสริมมาด้วยนั่นเอง แต่หลังจากนี้จะไม่ใช่แล้ว เพราะ

กลิ่นของ Tonka Bean จะเริ่มแทรกขึ้นมาในช่วงกลางทำให้กลิ่นแนวโทนแป้งลิปสติกเครื่องสำอางจะเริ่มกลมกล่อมมากขึ้น มีความครีมมี่เข้ามาผสมผสาน ความเป็นโกโก้มาแบบผลุบๆ โผล่ๆ และฟันธงได้เลยว่าเป็นสายสนับสนุนแน่นอน แต่จะให้กลิ่นโทนถั่วฮาเซลนัทที่เป็นเหมือนลายเซ็นของไลน์นี้ขึ้นมาตีคู่กับกลิ่นนวลๆ ของ Tonka Bean ที่ผสมผสานกับไอริสอย่างลงตัวอยู่นั้่นให้มีความหวานจางๆ เจือ เคล้าไม้หอมนิดๆ ที่สำคัญในความนวลเครื่องแป้งนั้นยังมีกลิ่นอายของโทนหนังที่อวลๆ นุ่มๆ เข้ามารองพื้นให้กลิ่นมีความเซ็กซี่ดึงดูดแบบเมโทรกันอย่างชัดเจนเลยทำให้กลิ่นมีความเข้มข้นอยู่ให้รู้สึกได้ เพียงแต่ไม่มาแบบพลังทำลายล้างมากนัก ซึ่งกลิ่นหนังนี่แหละก็จะเป็นตัวที่กลายเป็นตัวเด่นและนำเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอม ที่จะสัมผัสได้ถึงความนุ่มอบอุ่นดึงดูดที่มากกว่าเดิม เพราะตัวสำคัญอย่างวานิลลาก็มากับเขาด้วย กลิ่นเลยจะได้ความนวลอบอุ่นเคล้าโทนแป้งเครื่องสำอางที่ยังมีอยู่บางๆ ทำให้เป็นวานิลลาติดไอริสรองพื้นด้วยกลิ่นอายหนังนุ่มๆ ครีมมี่กำลังดี และเจือกลิ่นอายติดไม้หอมปนหวานบางๆ ซึ่งอารมณ์ของกลิ่นมาสายเมโทร ดึงดูด เซ็กซี่ และเย้ายวนแบบที่มีมาดของผู้ชายเนี้ยบและรู้ว่าตัวเองมีดีพอให้ปล่อยเสน่ห์ยังไงยังงั้นเลย 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เพราะกลิ่นมีความเป็นเมโทรที่นำเสนอความเป็นผู้ชายดูแลตัวเองและ Modern เต็มๆ เอาจริงๆ น้องมหาลัยก็ใส่ได้ แต่เน้นเวลาออกงานดีกว่าจะเนี้ยบเท่ห์ทางด้านกลิ่นได้เลย ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป เสริมบุคลิกทางด้านกลิ่นเท่ห์และมีเสน่ห์อย่างชัดเจน ยิ่งวันอากาศเย็นๆ หรืออยู่ในห้องแอร์เหมาะมากมาย แต่ไม่เหมาะเลยกับการใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายเดี๋ยวตีขึ้นจนขาดออกซิเจนก่อน เพราะมัน Intense นะ ส่วนยามค่ำคืนไม่ว่าจะออกงานหรือท่องราตรีจัดไป กลิ่นมีเสน่ห์ดึงดูดมากเลยทีเดียว 

ความทน - เรียกว่าดีงาม เกิน 8 ชม. ขึ้นไปแน่ๆ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุกที่ฉีด ส่วนตัวเจอที่ไป 15 ชม. กับ 6 สเปรย์ ยกนิ้วให้เลยว่าทำได้ดีมากในเรื่องนี้ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางมีเสน่ห์ไปเรื่อยๆ จนเมื่อเข้าช่วงท้ายจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปเรื่อย

ทิ้งท้าย - รู้สึกได้ถึงการมีรุ่นนี้เพื่อแบ่งส่วนตลาดของ Dior Homme อย่างบอกไม่ถูก แต่แม้จะมีความใกล้เคียงทางกลิ่นอยู่บ้าง แต่ก็มีความแตกต่างให้รู้สึกได้และมีเสน่ห์ได้น่าสนใจเลยทีเดียว

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://cdn.shopify.com/s/files/1/0259/7733/products/valentino_uomo_intense_1024x1024.jpg?v=1484695475



วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Carolina Herrera - 212 VIP Men Wild Party

Carolina Herrera - 212 VIP Men Wild Party

เมื่อต้นตระกูลอย่าง 212 VIP Men กวาดความนิยมกับกลิ่นอายเจ้าชู้ประตูดินสายปาร์ตี้ที่กรุ้มกริ่มพร้อมปล่อยของ จนทำให้เริ่มมี Flanker ที่น่าสนใจตามมาเป็นลูกหลานกันอยู่หลายรุ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ 212 VIP Men Wild Party ที่มาสายขวดแก้วสีดำลวดลายเกล็ดสวยงาม ซึ่ง Carolina Herrera จะนำเสนอในลักษณะไหน ผลออกมาคือ 

กลิ่นยังคงมาสายความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มอยู่ เพียงแต่อาจจะไม่ได้มาสายแนParty แบบติดหรูกรุ้มกริ่มมากขนาดนั้นแล้ว แต่มาแบบที่เชิญชวนกันโต้งๆ เสียมากกว่า Party นี้ต้องมีเฮหลังจบงาน เพราะกลิ่่นเปิดมาก็เอากลิ่นโทนเผ็ดโปร่งของพริกไทยเป็นตัวเด่นนำกันเลย โดนมีความเป็น Citrus ผสมผสานดันให้กลิ่นมีความสดชื่น แต่ไม่ได้สดชื่นมันเข้าไปอย่างที่คิด เพราะจะมีความเป็นโทนผลไม้แนวๆ แอปเปิ้ล ผสมผสานกับกลิ่นออกทางเค็มๆ นัวๆ และมีกลิ่นออกทางเมทัลลิคติดเขียวนวลที่ดึงดูดชัดเจน เลยทำให้กลิ่นเปิดตัวมาก็ออกสายนัวและเรียกแขกแบบเย้ายวนนวลนัวพุ่งกันตั้งแต่ทีแรกเลย จนเมื่อเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงกลางความเป็นโทนออกทางเขียวนวลติดเมทัลลิคอมหวานโปร่งๆ จะชัดขึ้นมากจนจับได้ว่าเป็นกลิ่นของใบไวโอเล็ต ที่จะให้ความรู้สึกดึงดูดเย้านแบบเขียวอมหวานนัวๆ เป็นตัวนำ เคล้าด้วยกลิ่นอายของพริกไทย และกลิ่่นที่ออกเค็มๆ หอมๆ หน่อยๆ (ซึ่งพอไปดูจาก Notes ภายหลังเลยรู้ว่าเป็นกลิ่นของไข่ปลาคาเวียร์) กลิ่นเลยจะมีเลเยอร์ความความเขียวนวลติดเผ็ดโปร่ง โดยที่มีความเค็มนัวหน่อยๆ ซึ่งช่วงนี้เรียกว่าเป็นสายปล่อยของกันเต็มๆ เพราะกลิ่นอายจะเย้ายวนนวลๆ ให้ชวนนัวใกล้ๆ แล้วไม่นานจะเริื่มมีกลิ่นไม้หอมดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นอายของไวโอเล็ตจะยังอยู่แต่ให้ความเซ็กซี่ติดเขียวนวลดึงดูดแบบเบาๆ มีกลิ่นอายเค็มๆ นิดๆ แต่ปูทางให้กลิ่นไม้หอมติดอบอุ่นเป็นตัวเด่น ซึ่งกลิ่นจะยังคุมโทนความนวลติดนัวและมีความละมุนอุ่นๆ ของไม้หอมที่น่าซุกอยู่ลงตัว ภาพรวมจึงเป็นน้ำหอมที่ชัดเจนเรื่องการเรียกแขก และเป็นสายพร้อมเปิดให้คลุกวงในตลอดตั้งแต่ต้นยันจบไม่น้อย รวมถึงสื่อสารถึงคำว่า Wild Party โดยเอากลิ่นของใบไวโอเล็ต กับกลิ่นไม้หอมเป็นตัวบอกอารมณ์แบบ Wild ได้น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดีย 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายวัยขบเผาะทุกเพศ หรืิอเรียนมหาลัยขึ้นไปก็จัดได้สบายมาก กลิ่นมันเป็นโทน Modern ชัดเจน และเป็นสายปล่อยของ เช่นนั้น จึงอาจจะเข้ากับสถานการณ์ยามกลางวันได้อยู่บ้างแบบจำกัดจำนวนสเปรย์ ซึ่งสามารถใส่ได้ในยามทั่วๆ ไป แต่งานทางการพบปะผู้คนหรือผู้ใหญ่ ข้ามตัวนี้ไปจะดีกว่า กลิ่นมันพุ่งเชิญชวนไปนิด ยกเว้นแยากหาผู้ใหญ่เปย์นั่นอีกเรื่อง ส่วนยามค่ำคืน เรียกว่าพร้อมรบกันเห็นๆ เลย จัดไป สู้ชาวบ้านได้สบายๆ และเผลอๆ เรียกแขกมาคลุกวงในได้ไม่ยากด้วยนะ (อิงบุคลิกด้วยนะ ไม่ใช่ซกม๊กแล้วคิดว่าใส่ตัวนี้จะดึงดูดคงไม่น่าจะใช่) 

ความทน - กลิ่นทนดีงาม และเกินคาดกับราวๆ 8 - 10 ชม. ซึ่งส่วนตัวเจอมากกว่านั้นถึง 12 ชม. กลิ่นก็ยังติดผิวติดเสื้ออยู่ ถือว่าน่าพึงพอใจ 

การกระจาย - กลิิ่งพุ่งเลยทีเดียวในตอนแรก มาสายกระจายดีชัดเจน แล้วจึงลดลงมากระจายปานกลาง กับเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอพ้นซัก 8 ชม. ไปแล้วจะเริ่มเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - เรียกว่า เป็นการต่อยอดจากความเป็น 212 VIP Men เดิมหรือรุ่นก่อนหน้าอย่าง Club Edition ได้ดี ฉีกความเป็นกลิ่นอายเจ้าสำราญมาเป็นชวนนัวกันอย่างชัดเจนมากขึ้น ใครชอบกลิ่นอายเซ็กซี่เย้ายวนเปิดตัวกันชัดเจน ถือว่าตัวนี้ตอบโจทย์ไม่น้อย

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://i5.walmartimages.com/asr/5afc0f61-b55e-4746-833f-452272b76a70_1.347699763e9b74167a92d17907fde7b9.jpeg

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Maison Martin Margiela - Replica: Tea Escape

Maison Martin Margiela - Replica: Tea Escape

เพราะชอบกลิ่นของชามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาร้อน ชาเย็น ชาต้ม ใบชาสดหรืออบแห้ง รวมถึงชาอะไรก็ตาม เพราะในความเป็นชา มันจะได้ทั้งความรู้สึกผ่อนคลาย อะโรม่า รื่นรมย์ ดึงดูด ดาร์ก เขียว สดชื่น และอื่นๆ ซึ่งมาได้หลายมิติมาก และเมื่อได้เจอกับแบรนด์ Maison Martin Margiela ที่เป็นแบรนด์ Fashion จากฝรั่งเศสที่มีไลน์น้ำหอมในคอนเซปท์ Replica ซึ่งหมายถึงการถอดแบบเอาสภาพแวดล้อมหรือช่วงเวลาที่น่าประทับใจต่างๆ มาจับใส่ในขวดและเป็นน้ำหอมด้วยแล้ว เมื่อมาจับต้องแบรนด์นี้เป็นครั้งแรก ก็ขอนำเสนอกลิ่นอายของชาที่แบรนด์นี้นำเสนอกันก่อนเลย เพราะอยากรู้ว่าจะทำออกมาในลักษณะไหนกับรุ่นนี้ Tea Escape 

ชาเกนมัยฉะ - ชาเขียวข้าวคั่วหอมละมุนที่แสนจะผ่อนคลายเปิดตัวกันเต็มๆ เลย กลิ่นอายจะมาแบบอารมณ์กลิ่นชาเขียวเคล้ากลิ่นข้าวคั่วหอมๆ ฟุ้งกระจายออกมา โดยในเนื้อกลิ่นจะมีมิติของความเป็นโทนอากาศสดชื่นดีๆ รายล้อมอยู่โดยจะมีกลิ่นมินต์กับโทน Citrus บางๆ และกลิ่นโทนหวานติดเครื่องเทศเบาๆ เจือลงไปให้กลิ่นไม่ได้เป็นแค่การนำเสนอแค่ความเป็นชาข้าวคั่วเกนมัยฉะเพียงอย่างเดียว เพียงแค่เปิดต้นกลิ่นก็นำเสนอความเป็น Tea Escape หรือเวลายามหลบลี้หนีความวุ่นวายไปพักผ่อนและเคล้ากลิ่นชาร้อนผ่อนคลายสไตล์ญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว 

ชาเขียวมะลิ - ถัดจากการเป็นชาเขียวข้าวคั่วหอมรื่นรมย์แล้ว ก็จะเริ่มมีกลิ่นอายดอกไม้แบบที่คุ้นเคยเข้ามาในช่วงกลางนั่นคือ มะลิ ทำให้กลายเป็นกลิ่นชาเขียวมะลิรื่นจมูกได้ความอะโรม่าอย่างต่อเนื่อง โดยที่ยังมีกลิ่นอายของชาข้าวคั่วผสมผสานอยู่กำลังดี ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้บางๆ ถึงความเป็นโทนหวานอมเปรี้ยวแบบแอปริคอตเจือๆ และมีความครีมมี่กำลังดีอยู่หน่อยๆ เคล้ากับโทนดอกไม้บางเบา ที่สื่อสารถึงบรรยากาศแบบกลิ่นดอกไม้หอมเคล้ากับเวลาจิบชากลิ่นสร้างบรรยากาศได้ลงตัวมากได้ความผ่อนคลายในความเป็นชาได้ชัดเจน และความครีมมี่นุ่มนมจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น 

ชาเขียวนมมัทฉะ - กลิ่นในช่วงนี้จะชัดเจนถึงกลิ่นอายชาเขียวมัทฉะที่มีกลิ่นอายข้าวคั่วจางๆ กลิ่นดอกไม้หอมหวานใสเคล้ากลิ่นอายเขียวปนขมสมุนไพรจางๆ ที่มาจากชามาเต ความอะโรม่ายังชัดเจนแต่สิ่งที่งดงามคือกลิ่นอายนมที่มาผสมผสานกับชาทำให้กลิ่นมีความนุ่มละมุน ซึ่งเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นกำลังดีแบบชาเขียวร้อนใส่นมที่มีความหวานเจือลงตัวพอเหมาะพอเจาะกำลังดีมากได้ความรู้สึกสบายผ่อนคลายและรู้สึกมีความสุขรื่นรมย์เต็มไปหมดจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปสามารถใช้น้ำหอมตัวนี้ได้สบายๆ กลิ่นมีความเป็นชาเขียวที่ผ่อนคลายในลักษณะต่างๆ ไล่เรียงกันได้อย่างลงตัวและงดงามมาก ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ออกกลางแจ้งก็พอได้ เพราะกลิ่นให้ความรื่นรมย์ได้ดีอยู่ แต่ไม่เหมาะกับการใส่เพื่อออกกำลังกายแน่นอน ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่เพื่อความผ่อนคลายอะโรม่าจะเข้าทางมากกว่าใส่ไปท่องราตรีที่คนเขาจะนึกว่าจะชวนไปชงชาที่ไหนมากกว่ามาเที่ยว ส่วนคุณผู้ชายเอาจริงๆ กลิ่นนี้แม้ว่าจะออกสาวไปบ้างเพราะช่วงกลางความเป็น Floral มันมาเต็ม แต่ถ้าชอบกลิ่นชาแล้วล่ะก็ อย่าได้แคร์ มันงามมาก เผลอๆ กวาดคำชมได้เสียด้วยซ้ำไป

ความทน - ดีงามกับราวๆ 8 ชม. อาจจะมีบวกลบไปบ้างราว 1-2 ชม. แต่ถ้าจำนวนสเปรย์พอเหมาะพอเจาะ กลิ่นทนลากยาวไปได้เลย 

การกระจาย - ตัวนีชัดเจนคือ กลิ่นไม่เน้นปล่อยพลัง มาสายอะโรม่า การกระจายเลยจะเปิดตัวที่ปานกลางไม่หนักหน่วง แล้วคงตัวไปจนถึงปลายช่วงกลางที่จะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว จนเข้าช่วงท้ายที่จะเป็น Skin Scent มาสายปลอดภัยกันอย่างชัดเจน 

ทิ้งท้าย - บอกเลยว่าแบรนด์ใช้คอนเซปท์ Replica ถอดความเป็นชาเขียวในลักษณะต่างๆ สไตล์ญี่ปุ่นได้ชัดเจนจริงๆ ดึงเอาความรู้สึกและสภาพแวดล้อมรวมถึงช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ได้ดีจนฟินจัดชัดเจนมากมาย โอยย ยกดาวให้ทั้งฟ้าเลย 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 


วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Diesel - Plus Plus Masculine

Diesel - Plus Plus Masculine

ขวดนมขวดนี้เห็นครั้งแรกแบบว่า Diesel ทำของกลิ่นด้วยเหรอ มีนมพลาสเจอร์ไรส์ด้วย แต่ที่ไหนได้มันคือความเก๋ของการทำ Package ที่เอาขวดนมแบบนี้มาเป็นน้ำหอม แถมมีทั้งรุ่นผู้หญิงและผู้ชายเสียด้วย ซึ่งแน่นอนไม่ได้เห็นในบ้านเราแล้ว เพราะผู้นำเข้าเอารุ่นอื่นมานำเสนอแทนเสียมาก เช่นนั้น จึงขอมาเล่ากลิ่นกันหน่อยดีกว่าว่าขวดนมขวดนี้ในรุ่นของผู้ชายในชื่อรุ่นว่า Plus
 Plus Masculine กลิ่นจะมาในลักษณะไหน 

Top Notes เปิดมาก็ได้อารมณ์ของความเป็นส้มเคล้าความเป็น Citrus แบบไม่ได้ส้มจ๋าๆ มีความเป็นโทนสังเคราะห์เคล้าความเป็นโทนครีมๆ นวลๆ ซ่าๆ ที่มาจากเม็ดผักชีในเนื้อกลิ่น ได้อารมณ์สไตล์ครีมส้มติดซ่าวูบขึ้นมากึ่งสดชื่นกึ่งครีมนวล เพียงชั่วขณะถัดมาความชัดเจนของโทนครีมมี่จะมากขึ้น ได้ความเป็นกลิ่นอายแบบนมเปรี้ยวรสส้มวูบขึ้นมาเลย และจะยืนพื้นที่กลิ่นนี้อย่างชัดเจนใน Middle Notes กับการเป็นกลิ่นสไตล์นมเปรี้ยวรสส้มแต่ไม่ได้ออกทางนมเปรี้ยวจ๋าๆ จนแบบว่าเอานมเปรี้ยวสาดตัวขนาดนั้น เพราะกลิ่นโทนเครื่องเทศเย้ายวนจะตีคู่เด่นขึ้นมาให้ความดึงดูดชัดเจนด้วยกับกลิ่นอายของอบเชยติดครีม มีความเแ็นกระวานให้ความหวานเซ็กซี่กำลังดี รวมถึงมีความหวานนวลออกทางโทนแป้งซึ่งน่าจะมาจากไวโอเล็ตเชื่อมต่อระหว่างโทนครีมมี่นมเปรี้ยวกับเครื่องเทศให้กลายเป็นกลิ่นนุ่มอบอุ่นติดสดชื่น กลิ่นจะกลางๆ คงความเป็นโทนกลิ่นนมรองพื้นได้ลงตัวจนเมื่อมีกลิ่นไม้หอมนวลๆ ติด Spicy อบอุ่นเสริมเข้ามาเรื่อยๆ จนเริ่มจับได้ชัดเจนว่ามีกลิ่นของไม้จันทน์หอมที่มีความเผ็ดนวลกำลังดีจากโทนเครื่องเทศเผ็ดปร่าติดไม้หอมอย่างเม็ดจันทน์เทศเคล้ากับกลิ่นครีมมี่ของถั่วตองก้าที่ให้ความรู้สึกแบบนมรองพื้นบางๆ ครีมๆ และมีความเย้ายวนชวนคลุกวงในของอบเชยที่ยังตามมาเด่นอยู่ในช่วงนี้ด้วย กลิ่นจะผสมผสานกันเป็นกลิ่นไม้หอมติดนมที่มีความอบอุ่นเย้ายวนและดูไม่หนักหน่วง มีความหวานจางๆ ให้จับได้ให้ความน่ารักและวัยรุ่นได้กำลังดีแบบผู้ชายน่ากอดได้น่าสนใจเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถ กลิ่นมีความเป็นวัยรุ่นระดับหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ได้ทั้งใส่ทำงานใน Office ใส่เรียน หรือทั่วๆ ไป แต่ถ้างานทางการจัดๆ หรือต้องพบปะผู้คนสำคัญ เว้นตัวนี้ไปจะดีกว่า นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นใส่ออกกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายให้รอช่วงท้ายๆ จะพอได้อยู่ ส่วนยามคำคืน อัดสเปรย์หน่อยออกไปปล่อยของได้ เพราะกลิ่นถือว่าเข้าทางกับกลางแจ้งได้ในระดับหนึ่งเลย 

ความทน - ราวๆ 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ โดยส่วนตัวเจอที่ราวๆ 8 ชม. จำนวนสเปรย์ที่ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง ก่อนจะกลายเป็น Skin Scent ให้ความรู้สึกติดนมๆ ในตอนท้าย 

ทิ้งท้าย - ยกนิ้วให้ขวดที่มีความเก๋เป็นของตนเองแบบขวดนมเลย Diesel จับตรงนี้มาเป็นจุดขายได้ยอดมาก และเสียดายที่หายไปจากไทยแล้ว 

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/61%2Bblj0MAvL._SL1000_.jpg



วันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Lalique - Encre Noire a l’Extreme

Lalique - Encre Noire a l’Extreme 

จากความนิยมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานกับรุ่น Encre Noire ที่เป็นหนึ่งในกลิ่นหญ้าแฝกที่ยอดเยี่ยมติดอันดับต้นๆ ของโลก จากฝีมือของแบรนด์เครื่องแก้วอย่าง Lalique ตามด้วยเพิ่มทางฝั่งสาวๆ อย่าง Pour Elle เอามาเป็นคู่กับรุ่นปกติ และต่อยอดความสำเร็จในรุ่น Sport ที่เพิ่มความสดชื่นมากขึ้นในเวลต่อมา และตอนนี้ก็ได้เวลาของรุ่นที่ 3 ที่มาพร้อมกับความเข้มข้นจัดเต็มกันบ
้างอย่าง Encre Noire a l’Extreme ที่ได้เปิดตัวมาเมื่อปี 2015 ซึ่งคราวนี้กลิ่นจะมาในลักษณะไหน จัดเต็มแล้วจึงมาเล่าตามนี้ว่า 

มาเต็มจริงๆ เรียกว่าเอาความเป็น Encre Noire เดิมที่เน้นความดาร์กอย่างมีชั้นเชิงราวกับหมึกดำบนกระดาษขาวที่พลิ้วไหวตามข้อความที่มาจากลายมือ มาใส่ความขรึมขลังลงไปมากขึ้น โดยเปิด Top Notes กับโทนไม้หอมที่จะมีความสดชื่นมาก่อนวูบนึงสั้นๆ จากมะกรูดฝรั่งหรือ Bergamot แล้วจะเป็นกลิ่นอายไม้หอมติดเขียวเจือหน่อยๆ ของสนไซเปรสที่จะแอบมีความเป็นกลิ่นคล้ายกระดาษนิดๆ แต่เพราะมีกลิ่นยางไม้ที่ออกทางพริกไทยมีความเป็น Citrus หน่อยๆ เลยจะเป็นกลิ่นอายแบบไม้หอมสดชื่นแต่มีความแน่นดาร์กออกทางขรึมแบบเหมือนเดินเล่นในดงไม้แห้งๆ ที่อากาศถ่ายเท แล้วจะเริ่มจับกลิ่นได้ถึงความเป็นหญ้าแฝกกับกลิ่นขรึมขลังแนว Incense หรือธูปหอมที่ดันขึ้นมาค่อนข้างไว ถือเป็นการเข้าสู่ Middle Notes กันอย่างชัดเจน ซึ่งกลิ่นอายของหญ้าแฝกจะไม่มีความฉ่ำนัก แต่ก็ไม่ได้ดู Dirty ติดยั่วเย้าอะไร ยังคงความเป็นโทนสุภาพบุรุษที่สุขุม นิ่ง ลึกลับ และน่าค้นหา อบอุ่น และที่สำคัญดาร์กกันอย่างชัดเจนในโทนแห้งๆ มีความ Smoky และติดขมหน่อยๆ สอดรับกับกลิ่น Incense ที่มาสายธูปไม้หอมที่กลิ่นจะมีความเป็นไม้หอมออกทางซีดาร์ที่ขรึมขลังติดควันไอ ในเนื้อ กลิ่นจะมีลักษณะของโทน Earthy ที่จะมีกลิ่นออกโทนแป้งติดอับอวลของหัวเหง้าออริส (เหง้าของต้นไอริส) เสริมเข้ามามาสายรองพื้นดันให้กลิ่นมีความอบอวลกันเต็มๆ ในช่วงนี้ เรียกว่าคนรักหญ้าแฝกน่าจะรับกลิ่นโทนนี้กันเต็มที่และอบอวลกันเลย จนเมื่อผ่านไปและเข้าสู่ Base Notes ความเป็นลักษณะแบบต้นตระกูลจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่กลิ่นจะเปลี่ยนโทนจากที่จะมีลักษณะคล้าย Musk เป็นตัวสนับสนุน กลายเป็นเน้นที่ความเป็นไม้หอมติดอบอุ่นนิ่งขรึมเป็นตัวที่ให้ทั้งความเป็นสายสนับสนุนและสายแย่งซีนเด่นกันได้เลย ซึ่งกลิ่นหญ้าแฝกจะเริ่มมีความเป็นกลิ่นอายแบบไม้แห้งจัดๆ มากขึ้น และกลิ่นของโทน Incense จะเริ่มชัดมาขึ้นจนเป็นตัวเอกกันเต็มๆ โดยมีกลิ่นอายติดไม้หอมครีมจางๆ จากไม้จันทน์หอม ซึ่งกลิ่นโทนอบอุ่นที่สัมผัสได้คือกำยานที่จะมีวานิลลาจางๆ แบบไม่มีโทนหวานผสมกับไม้หอมที่กึ่งโทนแอมเบอร์กันในระดับหนึ่ง กลิ่นเลยจะได้ความรู้สึกนิ่งขรึมและขลังจากโทนหญ้าแฝกกับ Incense แล้วให้ความอบอุ่นติดนวลหอมเนื้อไม้จากโทนไม้หอมและกำยาน ซึ่งจะได้อารมณ์ชัดเจนถึงความมีระดับ ขรึมแต่มีพลัง ขลังแบบที่มีออร่าออกมาอย่างชัดเจน ไม่ดาร์กจัดเกินไปโดยที่ความเข้มข้นก็ยังมาเต็ม นี่แหละรุ่น Extreme ของ Encre Noire 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นสร้างออร่าความขรึมขลังชัดเจนมาก จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม โดยเฉพาะยามทางการที่สร้างมาดความนิ่งขรึมและภูมิฐานได้ดีมาก ส่วนยามทั่วๆ ไปก็สามารถใส่ได้ แต่อย่ามากไปเดี๋ยวจะอึดอัดเอาเสียเปล่าๆ เพราะกลิ่นมันเข้มแน่นจริงๆ งดใส่เพื่อการออกกำลังกายจะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคึืน ถ้าอยากปล่อยความขรึมเท่ห์ อันนี้จัดไป เพราะกลิ่นแตกต่างจากโทนหวานยั่วทั้งหลายแบบมีชั้นเชิงกว่ามากไม่พอ ยังมีความหรูเท่ห์แบบที่มีระดับมากจริงๆ 

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 - 10 ชม. ตามสไตล์การเป็น EDP ซึ่งอาจจะมากกว่านั้น อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ เพราะจากที่ส่วนตัวได้ใช้จริง ล่อไป 12 ชม. กลิ่นยังอยู่กับจำนวนสเปรย์ที่ 4 สเปรย์ 

การกระจาย - กระจายดีมากและชัดเจนเต็มๆ ในช่วงต้น แล้วจะลดทอนลงมากระจายดีในช่วงกลาง เมื่อเข้าช่วงท้ายจะกระจายปานกลางแบบยาวไป พอพ้นซัก 8 ชม. กลิ่นจะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัว แบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าเป็นการต่อยอดได้ดีมากในการเป็น Encre Noire ฝ่ายชายที่แม้ลักษณะพื้นฐานกลิ่นจะคล้ายกันตามความเชื่อมโยงของโทนเท่ห์ๆ มีระดับจากหญ้าแฝกที่ควรจะเป็น แต่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจอยู่ที่ว่าใครจะชอบแบบไหน หรือว่าชอบทั้งหมดเลยก็ตามสะดวก ดังนี้เลย 

Encre Noire - ดาร์ก
Encre Noire Sport - สดชื่น 
Encre Noire a l’Extreme - ขรึมขลัง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by Lalique - http://www.lalique.com/media/products/large/MA12201-encre-noire-a-l-extreme-eau-de-parfum.jpg



วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Tom Ford - Private Blend: Costa Azzurra

Tom Ford - Private Blend: Costa Azzurra

Costa Azzurra ในภาษาออกซิตัน หรือ Cote d’Azur ในภาษาฝรั่งเศส หรือ French Riviera ในภาษาอังกฤษ เป็นโซนชายหาดฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของฝรั่งเศสยาวไปจนถึงอิตาลี ที่ถือว่าเป็นโซนตากอากาศชั้นยอดและมีเมืิองสำคัญต่างๆ เยอะมาก เช่น โมนาโค คานส์และนีซ ซึ่งพอเห็นชื่อน้ำหอมรุ่นนี้จาก Tom Ford ภาพในหัวก็ออกมาก่อนเลยว่า กลิ่นทะเลแน่นอนมั่นใจได้ ยิ่งอยู่ใน Collection ของไลน์ Private Blend โซน Neroli Portofino เช่นนั้นจึงต้องจัดมาซะเลย ผลที่ออกมาคือ 

ทะเลจริงๆ ด้วย กลิ่นอายมาแบบชัดเจนมากถึงการอยู่ริมทะเล ผสมผสานกับการเป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นอายสไตล์ฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายโทน Herbal อยู่พอสมควร และมีกลิ่นอายของไม้หอมแบบแห้งๆ ในเนื้อกลิ่น เปิดตัวกันเต็มๆ ที่ความเป็นกลิ่นแบบทะเลมาเลย เด่นที่สาหร่ายแบบไม่ได้คาวลอยเข้ามาเต็มๆ ซึ่งเนื้อกลิ่นมีความเค็มแบบบรรยากาศริมทะเลได้น่าสนใจมาก แต่สิ่งหนึ่งคือ กลิ่นเปิดจะออกทางมะรุมมะตุ้มกันพอสมควร เหมือนเป็นช่วงเซทตัว เพราะจะมีกลิ่นไม้แห้งๆ เสริมเข้ามาคลอไปกับกลิ่นทะเล กลิ่นโทน Citrus ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น และกลิ่นออกทางเขียวๆ เฝื่อนๆ ติดอบอุ่น และมีกลิ่นออกทางสมุนไพรเจือไปด้วยอยู่ตลอด แบบว่ากลิ่นมีหลากหลายโทนและความรู้สึกกันพอสมควร เพียงแต่ว่าจะยืนพื้นที่ความเป็นกลิ่นอายแบบอากาศริมทะเลเป็นหลักเลย จนเมื่อกลิ่นเริ่มเซทตัวได้ที่ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงกลางที่กลิ่นอายความเป็นทะเลและความเป็นอากาศแบบเค็มๆ เจือไม้หอมจะยังอยู่ แต่จะเริ่มผสมผสานกับความเป็นโทนสมุนไพรที่ออกทางเขียวนวลสะอาดผ่อนคลายติดสดชื่น เพราะความเป็น Citrus แบบเลมอนและมีความเป็นส้มที่ยังเจืออยู่ ท่ามกลางกลิ่นอายของลาเวนเดอร์เคล้าความเขียวซ่าจางๆ ของจูนิเปอร์เบอร์รี่และกลิ่นของโกฐจุฬาลัมพาหรือจิงจูฉ่ายที่ให้ความเป็นสมุนไพรเขียวทึบติดขื่นที่มาแบบไม่หนักหน่วง รวมถึงเจือเครื่องเทศโปร่งเผ็ดปนหวานกำลังดี เรียกว่าได้อารมณ์แบบดงสมุนไพรที่อยู่ติดทะเล และมีต้นไม้และกลิ่นไม้แห้งลอยมาผสมผสาน ซึ่งมีความเป็นกลิ่นโทนบรรยากาศได้น่าสนใจมาก จนเมื่อเริ่มสัมผัสได้ว่ากลิ่นไม้หอมค่อยๆ เด่นขึ้นมานำโทนต่างๆ ก็คือการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะเป็นกลิ่นไม้หอมแห้งๆ ผ่อนคลาย ซึ่งจะจับได้ถึงกลิ่นไม้โอ๊คแห้งๆ มีกลิ่นหญ้าแฝกแห้งๆ เจือ โดย มีกลิ่นแนวๆ ธูป Incense โปร่งๆ ให้ความรู้สึกแบบติดสมุนไพรเจือๆ โดยที่กลิ่นแบบบรรยากาศของริมทะเลอากาศติดเค็มยังคงมีอยู่เบาๆ ให้รับรู้ ซึ่งภาพรวมของกลิ่นชัดเจนเลยกับการเป็นกลิ่นอายริมทะเลที่ไม่ได้ออกแนวแบบรีสอร์ท หรือแสงแดด ซันแทนโลชั่น และทะเลสดชื่นเว่อร์ๆ แต่มันมีความเป็นกลิ่นอายแบบดงเขียวๆ ที่มีไม้แห้ง สมุนไพร เจือกับกลิ่นอายริมทะเลมากกว่า โดยที่ยังคุม Concept ของความสดชืิ่นเรียบหรูและสื่อสารถึงความเป็นเมอร์ดิเตอเรเนียนได้ชัดเจนนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นมาสายเอาบรรยากาศมาใส่ในขวด จึงกวาดหมดทุกเพศได้เลย แต่บางช่วงที่เป็นโทนสมุนไพรติดไม้หอม อาจจะออกทางแมนๆ อยู่พอสมควร ก็ว่ากันตามความชอบ ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ข้ามงานทางการที่แนวรับแขกบ้านแขกเมืองไปน่าจะดีกว่าเพราะกลิ่นมีความชิลล์ แต่ถ้าใส่ทำงาน ใส่พบปะผู้คน กลิ่นนี้สร้างความดู Relax แบบติดทะเลได้โดยยังไงก็รอด นอกนั้นไม่ว่าจะใส่ทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้ง หรืิอเที่ยวทะเล จัดไป กลิ่นลงตัวหมด อาจจะมีออกกำลังกายแนะนำช่วงท้ายๆ ดีกว่า ส่วนยามค่ำคืน ถ้าเป็นใส่แบบสบายไม่ว่าจะเที่ยวทะเลหรือนั่งผ่อนคลายได้หมด ยกเว้นใส่ไปท่องราตรี เพราะว่ากลิ่นจะโดนกลบหมดจากโทนหวานๆ เย้ายวนเรียกแขกแน่นอน 

ความทน - เป็นกลิ่นโทนทะเล ไม้แห้ง กับสมุนไพรที่ทำตรงนี้ได้ดีมาก เพราะลากยาวถึง 8 ชม. ได้สบายๆ ซึ่งถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม ลากไปที่ 10 ชม. ได้เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว แล้วเป็น Skin Scent ตีขึ้นยามขยับเนื้อตัว เรียกว่าเป็นสายที่ไม่ได้ปล่อยพลังมากนักนั่นเอง 

ทิ้งท้าย - Tom Ford เอาน้ำหอมกลิ่นนี้ออกจากเว็บไซต์ของแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าตัวนี้ #เลิกผลิต แล้วล่ะนะ จบข่าว ใครจะเก็บลุยโลดดดดดดดด 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://images-cdn.azureedge.net/azure/in-resources/efad5608-a459-449d-87a0-894082c2b6b0/Images/ProductImages/Source/1200507_1.png;width=600

วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Histoires de Parfums - Noir Patchouli

Histoires de Parfums - Noir Patchouli 

ว่ากันด้วยกลิ่นพิมเสนหรือ Patchouli ในน้ำหอมซึ่งเป็นหนึ่งใน Note ที่ทำให้คนทั้งรักและเบ้ปากใส่ได้เพราะกลิ่นอายมันมีความโดดเด่นเฉพาะตัวมาก ได้ทั้งความรู้สึก Earthy ที่ออกแนวสากๆ ดิบๆ หรือจะรื่นจมูกอ้อยอิ่งนวลๆสะอาดๆ ที่สำคัญเป็นหนึ่งใน Note ที่ยอดฮิตมากเสียอีกด้วยในอุตสาหกรรมน้ำหอมในปัจจุบันและต่างก็เอากลิ่นนี้มาทำเป็นตัว Exclusive กันให้เพีย
บ แต่ Histoires de Parfums นี่เขามาก่อนเทรนด์เสียด้วยซ้ำ เพราะเอาความเป็นพิมเสนมาชูโรงในน้ำหอมของแบรนด์ตัวเองเมื่อช่วงปี 2000 ซึ่งจะสื่อสารออกมาลักษณะไหน จัดกันหน่อยกับรุ่นนี้เลย Noir Patchouli 

กลิ่นของพิมเสน หรือ Patchouli ถือเป็นจุดศูนย์กลางของน้ำหอมรุ่นนี้เลย เพราะจะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบให้รู้สึกได้แบบชัดเจนทุกสโตรก เพียงแต่เปลี่ยนโทนที่ล้อมกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้ลดหลั่นกันไปตามโทน โดยในช่วง Top Notes กลิ่นอายพิมเสนจะมาพร้อมกับโทนเครื่องเทศที่เผ็ดปร่าและโปร่งอย่างเม็ดผักชีที่จะทำให้มีความรู้สึกแบบพิมเสนติดเผ็ดๆ กลิ่นคมๆ กันก่อนเลย แต่ในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นโทนเย้ายวนหวานปนเผ็ดเจืออยู่ข้างในด้วย แต่แม้ว่ากลิ่นจะมาแบบลักษณะเข้าทางโทน Retro หรือคลาสสิค แต่สิ่งที่ดึงให้มันกึ่งมาทาง Modern เลยคือ ความดาร์กของกลิ่น เพราะพิมเสนในช่วงนี้เรียกว่ามีความดิบดาร์กและลึกกันพอสมควร กลิ่นเลยจะได้อารมณ์แบบยาจีนเผ็ดหวานโปร่งปร่าซ่าและออกโทนสีทึมดำแบบครบเลย ซึ่งแน่นอนว่าสาย Niche Perfumerie กันอย่างชัดเจน

เพียงไม่นานเมื่อเข้าสู่ Middle Notes ความเป็นพิมเสนยังคงอยู่ แต่เริ่มมีความ Soft ลงมาความเป็นเครื่องเทศเริ่มผันตัวไปเป็นสายสนับสนุน ให้กลิ่นอายมีความหวานเจือซึ่งพอเริ่มจับได้มากขึ้นว่าโทนเย้ายวนคือกระวาน แต่สิ่งที่มาเสริมให้พิมเสนมีลูกเล่นความนวลคือกลิ่นอายโทนดอกไม้ติดกุหลาบและมีความเขียวซ่าหน่อยๆ ให้รู้สึกได้ กลิ่นเลยจะมีความนวลกำลังดีเข้ามาตัดทอนความเผ็ดตั้งแต่ตอนเริ่ม ความเป็นยาจีนเริ่มหายไป แต่สิ่งที่ยังไม่ได้หายไปคือความดาร์กทึมของกลิ่น ซึ่งเมื่อนวลกับดาร์กมาเจอกันกลิ่นมันมีเสน่ห์ดึงดูดมาก ที่สำคัญกลิ่นในช่วงนี้จะเริ่มมีความนุ่มติดดิบกำลังดีของกลิ่นโทนหนังเสริมเข้ามา แถมพาวานิลลาเข้ามาด้วย ความอบอุ่นติดโทนนุ่มหนังเลยเป็่นอีกหนึ่งโทนที่มาสร้างความเซ็กซี่เย้ายวนติดดิบๆ ได้ลงตัวมาก และจะเป็นตัวที่นำไปสู่ Base Notes ที่กลิ่นจะเป็นโทนหนังติด Musky อบอุ่นวานิลลาเบาๆ มีความนัวๆ ด้วยพิมเสน กับกลิ่นโทนติดไม้แห้งจัดๆ และดาร์กหน่อยๆ ของหญ้าแฝก ที่เป็นโทนผสมผสานกันออกมาแตะได้ทั้งความดาร์กที่คลาสสิคและมีความร่วมสมัยน่าค้นหา แถมมีความภูมิฐานและมีระดับในเนื้อกลิ่นมากเลยทีเดียว กลิ่นจะแตะความรู้สึกแบบดิบสากๆ ดาร์กๆ ก็ได้ นวลอบอุ่นก็สามารถ เรียกว่าเป็นการผสมผสานกลิ่นที่มีมิติและมีเสน่ห์แบบอิงที่ความเป็นพื้นฐานที่พิมเสนได้ลงตัวและมีเสน่ห์มากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นมาสายกลางๆ ที่แตะได้ทุกเพศเลย เพียงแต่มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการเข้าถึงกันหน่อย ยกเว้นถ้าผ่านน้ำหอมมาในระดับหนึ่งและใช้ Niche Perfume มาบ้าง รวมถึงเป็นคนชอบกลิ่นพิมเสนอยู่แล้วเรียกว่าจะฟินกันได้เลย เพราะพิมเสนมาเต็มทุกช่วงจริงๆ ซึ่งกลิ่นนี้เหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบที่จำนวนสเปรย์เหมาะสม ไม่ว่าจะงานทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นมีความภูมิฐานกึ่งน่าค้นหาลึกลับและมีความดาร์กอยู่แล้ว แต่งดใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและการออกกำลังกายจะดีที่สุด เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายนี้เลย ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ไม่ว่าจะออกงานหรือท่องราตรีกลิ่นจะให้เสน่ห์ของความลึกลับได้ดีมากเลยทีเดียว 

ความทน - เกิน 8 ชม. สบายๆ เพราะว่าสิ่งที่เจอ คือ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ตลอด เรียกว่ายกนิ้วให้กับความทนของแบรนด์นี้เลย กับการใช้เพียง 4 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่าถ้าไม่คุ้นชินกับกลิ่นแนวๆ ติดเผ็ดปร่าและติดสมุนไพรอาจจะผงะกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าชอบฟินมากกกกกก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไปจนถึงกลางๆ ช่วงท้าย ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัว 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งพิมเสนที่ทำออกมาได้นัวสมชื่อและมีมิติของการเปลี่ยนแปลงกลิ่นในแต่ละช่วงได้ชัดเจน สายพิมเสนไม่ควรที่จะพลาดถ้ามีโอกาสได้ลอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://cdn.shopify.com/s/files/1/0225/1729/products/Grange-Hall-Personal-Fragrance-Histoires-de-Parfums-Noir-Patchouli-_2_1024x1024.jpg?v=1384979785



Review: Atelier Cologne - Grand Neroli

Atelier Cologne - Grand Neroli

กลิ่นดอกส้มแบบธรรมชาตินี่เป็นกลิ่นที่ปลอดโปร่ง เขียวสดชื่น และทำให้รื่นรมย์มากเชียว ซึ่งแบรนด์น้ำหอมหลายๆ แบรนด์ก็เอากลิ่นอายแบบนี้มาเป็นตัวชูโรงเสียก็มาก ซึ่งแน่นอนว่า Atelier Cologne เองก็มีตัวนี้เป็นตัวชูโรงที่น่าสนใจมากอีกด้วย เช่นนั้นได้เวลาเล่ากลิ่นว่าดอกส้มของแบรนด์นี้จะมาในลักษณะไหน

Grand Neroli กลิ่นจะค่อนข้างไม่เปลี่ยนแปลงนักในแต่ละช่วง คุมโทนความเป็นดอกส้มตั้งแต่ต้นยันจบที่สำคัญให้ความเป็นสไตล์ Cologne ที่มีความเป็นธรรมชาติมากตามสไตล์จุดเด่นของแบรนด์เขาเลย เปิดตัวด้วย Citrus ติดเขียวกันก่อนเลย กลิ่นของกิ่งก้านส้ม (Petit Grain) จะเด่นตีคู่กับความเปรี้ยวติดเขียวของ Bergamot ให้รู้สึกได้ด้วยความสดชื่นแบบธรรมชาติ ที่สำคัญสิ่งที่ทำให้เนื้อกลิ่นได้ความรู้สึกสไตล์ Cologne คือ กลิ่นโปร่งสว่างสดชื่นเปรี้ยวๆ ติดหวานปลายของเลมอนที่ทำให้รู้สึกสดชื่นฉ่ำๆ เคล้ากับตัวเอกของงานอย่างดอกส้มที่สกัดแบบไอน้ำจนได้กลิ่นดอกส้มสไตล์ Neroli ที่ออกทางเขียวอมเปรี้ยวสดชื่น กลิ่นช่วงนี้เลยจะรื่นรมย์กันเลยทีเดียวสำหรับคนชอบกลิ่นอายสดชื่นติดธรรมชาติ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางความเป็นดอกส้มจะยังอยู่ โดยให้ความสะอาดนวลแบบดอกไม้ขาวติดเขียวสดชื่นเสริมด้วยกลิ่นอายเปรี้ยวติดหม่นเขียวนิดหน่อยเจืออยู่ในเนื้อกลิ่นแต่ไม่คมพุ่ง พร้อมกลิ่นอายแบบเขียวติดสากดิบนิดๆ ติดดาร์กบางๆ ของ Oak Moss ที่โดนเกลากลิ่นให้เป็นสายสนับสนุนให้เสริมความธรรมชาติแบบ Earthy ไม่ได้มาเน้นแย่งซีนซึ่งจะเสริมให้กลิ่นมีความธรรมชาติกำลังดีไปตลอด ได้อารมณ์สบายๆ กับกลิ่นอายสะอาดนวลๆ เคล้าความสดชื่นจางๆ ได้อารมณ์เดินเล่นริมสวนส้มที่ดอกส่งกลิ่นรวยรินมากำลังดีแบบยาวไปจนถึงช่วงท้ายของน้ำหอม ซึ่งแม้ว่าเมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นจะเริ่มอุ่นขึ้นมาแบบเบาๆ เพราะจับได้ว่ามีกลิ่นอายวานิลลาแบบไลท์เวอร์ชั่นเคล้าความนุ่มสะอาดและกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ แต่ความเป็นกลิ่นอายแบบเดินเล่นริมสวนส้มแล้วกลิ่นหอมสดชื่นลอยมาตามลมติดนวลดอกไม้ขาวบางๆ ก็ยังเป็นตัวเอกหลักชัดเจนคุมโทนกลิ่นให้ความรู้สึกสไตล์ Cologne ไปตลอดจนกว่าจะหายไปจากผิว

เหมาะสำหรับ ทุกเพศเลย Unisex สุดๆ เข้าได้กับวัยเด็กน้อยเข้าเรียนประถมได้เป็นต้นไปเลยด้วยซ้ำ (แต่เด็กๆ ฉีดที่เสื้อ 1 – 2 สเปรย์เบาๆ ก็พอ) เพราะกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติ เข้าถึงได้ง่ายมาก แถมเรียบหรูอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบว่ากวาดหมดอยากใส่ตอนไหนก็ใส่ได้เลย เพราะยังไงก็รอดแกมหรูธรรมชาติ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่เผื่อผ่อนคลายและสดชื่นจะดีกว่าใส่ไปท่องราตรีเพราะโดนกลบมิดแน่นอน

ความทน ทำได้ดีแม้ว่าจะเป็นโทนสดชื่นธรรมชาติแบบนี้กับ 8 ชม. กำลังดี อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไปที่ 7 สเปรย์ กลิ่นลากยาวไปที่ 8 ชม. เลย

การกระจาย กระจายปานกลางแบบทำให้สดชื่นและยิ้มได้เลยในช่วงแรก แล้วที่เหลือคือการฮวบลงไปเป็นออร่ารอบๆ ตัวเบาๆ แล้วเป็น Skin Scent ติดผิวที่ตีขึ้นเบาๆ ยามร่างกายทำความร้อนเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่ามาสาย Safe Scemt ไม่รบกวนใครอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นยันจบเลย

ทิ้งท้าย ถ้า Tom Ford - Neroli Portofino มาในลักษณะดอกส้มใสๆ กึ่งสบู่ดอกส้มสดชื่นจัดเต็มแบบ Modern ทางฝั่ง Atelier Cologne – Grand Neroli ก็มาในทิศทางเดียวกันเพียงแต่มีความเป็นธรรมชาติกว่าเข้าทางกลิ่นกลิ่นแนว Less is More น้อยแต่มาก เน้นเรียบหรูสบายๆ เช่นนั้นชอบแบบไหนอยู่ที่สไตล์ แต่ถ้ามองที่ราคา Atelier Cologne ถูกกว่า Tom Ford มากกกกกกกกกกกกก ก ไก่ ล้านตัวเลยเอ้า 


หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://cdn.shopify.com/s/files/1/1228/5998/products/AtelierCologne_GrandNeroliUseMe_1024x1024.png?v=1462893778

วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

Review: Rihanna - Rogue Man

Rihanna - Rogue Man 

Work work work work work work กับเสียงร้องขึ้นจมูกเป็นเอกลักษณ์ในเพลงที่เน้นบดเอวให้สะบั้นเมื่อปี 2016 จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากห่านนา Rihanna ซึ่งจะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องเพลงแต่ประการใด แต่จะมาพูดถึงการเป็นหนึ่งในศิลปินที่มาสาย Celebrity และมีน้ำหอมในชื่อเสียงเรียงนามของตนเองแทน ตลอดจนมีมาจนถึง 10 รุ่นได้แล้วในปัจจุบันนี้ แน่นอนว่าการเล่ากลิ่นในครั้งนี้จะไม่ได้มาที่น้ำหอมผู้หญิงที่เปิดตัวแบรนด์ แต่จะมาที่น้ำหอมชายหนึ่งเดียวของห่านที่นางภูมิใจเสนอดีกว่าว่าจะออกมาในรูปแบบไหนกับรุ่นนี้เลย Rogue Man

เพียงแค่แรกสเปรย์กลิอ่นก็จะมีความชัดเจนกันเลยทีเดียวกับ Top Notes ที่มีความเป็น Citrus ของ Bergamot (มะกรูดฝรั่ง) ที่แว้บขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นอายหวานนิดๆ ของส้ม แต่ว่าแว้บเดียวก็กลายเป็นสายสนับสนุนแทนเพราะกลิ่นอขงเครื่องเทศโทนเผ็ดโปร่งติดแน่นและมีความเป็นสมุนไพรซ่าแน่นเข้ามาเทคโอเวอร์จากกลิ่นโทนพริกไทยกับโรสแมรี่ โดยกลิ่นจะแฝงความแน่นลึกของยางไม้อุ่นๆ ทำให้กลิ่นในช่วงต้นมันชัดเจนเลยว่ามีความนัวเย้าดึงดูดและเรียกร้องความสนใจกันเต็มๆ ซึ่งกลิ่นอายแน่นลึกของยางไม้อุ่นๆ จะเป็นตัวดึงเข้าสู่ Middle Notes โดยยังเอาความเป็นโทนพริกไทยและสมุนไพรตามมาด้วย กลิ่นเลยจะมีความนัวมีพลังอยู่คงตัว แต่จะมีกลิ่นโทนไม้หอมโปร่งรองพื้นอยู่ และมีโทนแป้งติดจืดๆ ของกล้วยไม้มาผสมผสานเคล้าครีมมี่ติดมะลิที่ดึงดูดเบาๆ เข้ามาด้วย เป็นการตีคู่ระหว่างโทนยางไม้อุ่นเผ็ดเย้ายวน กับโทนดอกไม้ที่ทำให้มีความนุ่มนวลติดโปร่งไม้หอมบางๆ แทรกอยู่ในเนื้อกลิ่น เรียกว่าเป็นช่วงปล่อยของกันอย่างชัดเจนว่าในความ Bad Boy ที่ดู Cool ร้ายมันมีความอ่อนโยนอยู่บ้างนะ ซึ่งกลิ่นโทนครีมมี่จะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ นำเข้าสู่ Base Notes ที่กลิ่นอายอบอุ่นแมนๆ มีความครีมมี่เย้ายวนน่าซุกจะมาชัดเจน ไม่ได้ไปสายขนมแต่ประการใด ออกสายแอมเบอร์กลั้วไม้หอมครีมมี่จากถั่วตองก้า กลิ่นจะนัวชวนคลุกวงในชัดเจน มีกลิ่นอายไม้หอมโปร่งติดนวลรองพื้นไปตลอด ให้ความรู้สึกถึงผู้ชายมาดเท่ห์หน้านิ่งที่มีความอบอุ่นน่าเข้าใกล้ ภาพรวมแม้จะเป็นน้ำหอมสาย Celebrity แต่สิ่งที่ทำออกมาได้ดีเลยคือ ไม่ได้มาเป็นขนมนมเนยหรือออกแนวเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม แต่เอาความเป็น Bad Boy ที่มีมิติมาสื่อสารเสียมากกว่านั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้่นไปก็จัดได้สบายมาก กลิ่นไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่เกินไป ออกแนวเท่ห์ๆ Bad Boy อบอุ่นมาดแมนจัดเต็มอยู่แล้ว ซึ่งกลิ่นสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน เพราะไม่ได้เป็นสายปล่อยพลังหนักหน่วงมากอยู่แล้ว มาแบบกำลังดีลงตัว ไม่ว่าจะใส่ทำงานหรือทั่วๆ ไป แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกงานทางการจัดๆ จะดีกว่ากลิ่นไม่ได้เอื้อไปทางนั้น ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งแดดร้อนๆ กับการออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ จะพอได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ใส่เที่ยวให้ความเป็น Bad Boy อบอุ่นชวนซุกได้ชัดเจน 

ความทน - ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวกับราวๆ 8 ชม. มีบวกลบบ้างตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอไป 10 ชม. ได้สบายมากกับ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น เรียกว่าได้กลิ่นความเป็นแนBad Boy ที่มีความแน่นในเนื้อระดับหนึ่งกันก่อน แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางก่อนจะลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปจนเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าความรู้สึกมันบอกเลยว่า มันมีกลิ่นอายที่คล้าย Ed Hardy for Men พอสมควร แอบกลั้วความเป็น Chanel Allure Homme อยู่บางๆ ให้จับต้องได้อยู่บ้าง เพียงแต่มีความเป็น Bad Boy ที่หน้านิ่งแต่เย็นชาแต่ภาษากายมันสื่อสารว่า มาซุกพี่เถอะ พี่จะภูมิใจในเนื้อกลิ่นที่ฉีกออกมาให้รู้สึกชัดเจนและมีความเป็นเอกเทศที่ดีเลยในสไตล์ของการเป็นน้ำหอม Celebrity 

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/71hnn1DMbVL._SL1500_.jpg