วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Le Labo - Rose 31

Le Labo - Rose 31

ถ้าให้พูดถึงกลิ่นอายที่เป็นที่นิยมและได้ยินเมื่อไหร่จะรู้ได้เลยว่ามาจาก Le Labo คงหนีไม่พ้น Rose 31 แน่นอน เพราะเป็นรุ่นที่ทำกลิ่นอายกุหลาบออกมาได้อย่างแตกต่างและมีเสน่ห์มาก ก็เลยได้เวลาของการเล่ากลิ่นรุ่นเด่นตัวนี้ซะหน่อยว่า Le Labo ทำกลิ่นออกมาลักษณะไหน และเป็นอย่างไร 

เปิดต้นกลิ่นมาความเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นอายแบบ Animalic ของยี่หร่าจะมาชัดเจนเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งคือ กลิ่นสาบของยี่หร่าที่มักจะมาแบบเต็มจัดชัดเจนจนนึกว่าเป็นกลิ่นเต่าใครที่ไหนนั้น โดนเกลาได้สวยเลย ทำให้กลิ่นออกทางสาปปลุกเร้าอมหวานแบบกำลังดีเคล้าเครื่องเทศโทนเผ็ดโปร่งซ่าๆ แนวกานพลู และมีพริกไทยที่ให้ความสดชื่นเผ็ดแต่มีความสะอาดเจืออยู่ในเนื้อกลิ่น แต่ในความเป็นเครื่องเทศเด่นนั้น สิ่งหนึ่งที่พอจะจับได้เลยคือ กลิ่นอายของกุหลาบที่เป็นเหมือนฉากหลังคลอเคลียไปด้วยตลอด ออกแนวทำตัวไม่เด่นแต่มีซีนเสมอ แล้วกลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงกลาง ซึ่งความเป็นกุหลาบกับโทนเครื่องเทศจะมาเสมอผสานกันอย่างสมดุล โดยที่กลิ่นอายเครื่องเทศจะยังชัดเจน แต่จะมีความนวลกุหลาบติดสะอาดตีคู่กันไป โดยที่มีกลิ่นอายติด ติดสาปปลุกเร้าคลอเคลียอยู่คุมโทนการเป็น Spicy Animalic Rose ได้ชัดเจน แต่ในเนื้อกลิ่นจะมีโทนติดดาร์กหน่อยๆ แนวๆ ไม้หอมดาร์กๆ แห้งๆ เป็นตัวเสริมให้มีมิติของโทนที่มีความดาร์กและลึกลับกำลังดี ทำให้กลิ่นนี้มีความดึงดูดปนเซ็กซี่แบบไม่โจ่งแจ้ง และกลิ่นไม้หอมนี่แหละ จะเป็นตัวดึงเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมอย่างชัดเจน กับการเป็นตัวเด่นที่ให้ความดึงดูดและมีชั้นเชิงกลิ่นอายไม้หอมนัวๆ นวลๆ แต่มีความสะอาดจากการที่เครื่องเทศโทนโปร่งจะค่อยๆ เบาลงไปเป็นตัวสนับสนุนให้อารมณ์หวานบางๆ แต่กุหลาบยังคงปล่อยโทนเบาๆ กำลังดีนวลๆ กลิ่นเลยจะได้ความสะอาดแบบแห้งๆ แต่มีมิติที่ผสมผสานความนวลของกุหลาบ ความดึงดูดเจือหวานเบาๆ ปลายๆ กลิ่นของเครื่องเทศ
และความสะอาดติดเซ็กซี่เบาๆ เคล้าความดาร์กมีเสน่ห์ของไม้หอมแห้งๆ และโทน Animalic ที่รองพื้นอยู่นั่นเอง 

ภาพรวม - กุหลาบ เครื่องเทศ และโทนสาปปลุกเร้า ที่เย้ายวนแบบไม่โจ่งแจ้ง แต่มีระดับและมีความแตกต่าง

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย กลิ่นมีการแบ่งภาคที่ดีที่มีทั้งมุมผู้หญิงและผู้ชาย เพียงแต่อาจจะต้องผ่านกลิ่นแนวเครื่องเทศและ Animalic มาบ้าง จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจริงๆ ซึ่งกลิ่นนี้เข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์ที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้กลิ่นลงตัวมากและสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวกันได้เลย มากไปเดี๋ยวคนจะตกใจเสียก่อน ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่งดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและการออกกำลังกายไปได้เลย ไม่เข้าทางแม้แต่น้อย ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่าจัดไป ไม่ว่าจะออกงาน ท่องราตรี หรือว่าอยู่กับแฟน เพราะกลิ่นนี้มันมีความเย้ายวนแบบเนียนๆ ในตัวเข้าทางการเป็นกลิ่นที่ถ้ามาอยู่ใกล้ๆ อาจจะอยากคลุกวงในกันได้เลยทีเดียว 

ความทน - กลิ่นทนลงตัวมากที่ประมาณ 8 ชม. จะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไปจนถึงช่วงท้าย พอพ้นซัก 6 ชม. ไปแล้วกลิ่นจะลดลงมาเป็นออร่าบางๆ รอบๆ ตัว แล้วผันเป็น Skin Scent ตามลำดับ 

ทิ้งท้าย - มีความงงกันในระดับหนึ่ง เพราะอาจจะด้วยความคาดหวังว่ามันต้องเด่นที่ความเป็นกุหลาบ แต่เอาเข้าจริงๆ กุหลาบจะเป็นเหมือนฝ่ายสนับสนุนที่เป็นตัวเดินเรื่องเสียมาก มีให้รู้สึก แต่ไม่ได้เป็นตัวเอก แต่ถ้าพูดในแง่ของกลิ่นแล้วถือเป็น Spicy Animalic Rose ที่ดีและมีมิติของการสื่อสารถึงความเป็นกุหลาบในรูปแบบที่เข้าถึงได้ทุกเพศอย่างมีชั้นเชิงมากเลยทีเดียว สมแล้วที่ได้รับความนิยมมาตลอดและยาวไปอย่างแน่นอน 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit - http://i1.adis.ws/i/liberty/227070-1000822695-1

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Le Labo - Oud 27

Le Labo - Oud 27

ผ่านการใช้น้ำหอม Oud หรือกฤษณามาก็หลายแบรนด์ มีทั้ง Oud จริงและ Oud ในนามก็มาก (แต่ก็ไม่เคยเจอน้ำหอมแบรนด์ไหนที่ไม่ว่าจะใส่ Oud แบบไหนก็ตามแล้วจะไม่โชว์เป็นหนึ่งใน Note เพราะถ้าใส่เมื่อไหร่มันคือตัวเรียกเรตติ้งชั้นดีและมันคือของแพงที่ทำให้ดูเลอค่าในกลิ่นมากขึ้น จะมาหลบๆ ซ่อนๆ ให้คนคิดเอาเองก็ใช่เรื่อง) ก็ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าควรได้มีโอกาสลอง Oud ของ Le Labo ดูบ้าง ว่าจะออกมาในลักษณะไหน จนได้รับการแบ่งปันมาจากกัลยาณมิตรท่านหนึ่งให้ได้ลองกันเต็มๆ เช่นนั้นเมื่อลองกลิ่นเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะเล่าต่อว่าเป็นเช่นไรบ้างกับรุ่นนี้เลย Oud 27 

กลิ่นเปิดมาก็เล่นเอาตกใจเล็กๆ ซึ่งจะมีกลิ่นออกทางเหมือนไม้หอมแนวซีดาร์อมฝาดติดมีความเป็นโทนแนวเหล้าไวน์หน่อยๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายติดสาปปลุกเร้า Animalic แซมประปราย และมีโทนติดสบู่คมๆ แปร่งๆ ติดดอกไม้จากรองพื้น กลิ่นมีลักษณะคล้ายกลิ่นยาอวลๆ ดาร์กๆ อมหวาน ซึ่งกลิ่นช่วงนี้บอกเลยว่าอาจจะทำให้เมินน้ำหอมรุ่นนี้ไปเลยก็เป็นได้ เพราะกลิ่นมันจะมาแบบตุ่ยๆ แปลกๆ แบบที่ไม่ได้กลิ่นแบบนี้ในน้ำหอม Designer ทั่วไปแน่ๆ และไม่ได้มาสายทำให้ประทับใจตั้งแต่เริ่มต้นแน่นอน ซึ่งเมื่อเข้าช่วงกลางจะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแบบเครื่องเทศโทนหวานปนขมที่ติดโทนหนังจางๆ ของหญ้าฝรั่นที่เกลากลิ่นมาเป็นอย่างดีจนไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีความเป็นกลิ่นโทนตะวันออกกลาง โดยจะมีความเป็นโทน Smoky แห้งๆ ของ Incense หรือโทนธูปที่ทำให้รู้สึกขรึมดาร์กกำลังดีไปตลอด ซึ่งกลิ่นโทนคล้าย Oud เริ่มที่จะจับต้องได้ด้วย เพราะขึ้นเริ่มมีความชัดเจนขึ้นมาในระดับหนึ่งเคล้ากลิ่นแนวเครื่องเทศจางๆ ทำให้กลิ่นจะมีความแห้งที่ติดกลิ่นออกแนวยาที่มีเนื้อไม้เป็นส่วนประกอบกำลังดี แล้วจะเริ่มรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายแบบ Musky ของ Musk ติดสาปปลุกเร้าหน่อยๆ ที่แทรกซึมมาตั้งแต่ตอนแรกจะค่อยๆ ดันเข้ามานำเข้าสู่ช่วงท้ายซึ่งจะมีกลิ่นอายโทน Musky ที่มีลักษณะแบบสาปปลุกเร้า Animalic นวลๆ เป็นตัวเด่นเทคโอเวอร์กันได้เลยทีเดียว โดยจะมีกลิ่นอายไม้แห้งๆ ที่มีความเป็น Oud บางๆ เคล้าหญ้าแฝกกำลังดีและมีไม้หอมที่ติด Smoky เคล้า Incense จางๆ เสริมอยู่ และมีอิทธิพลกลิ่นอายหวานหอมที่เกลามาแล้วของหญ้าฝรั่นที่ยังตามมาจากช่วงกลางเคล้าพิมเสนบางๆ ไม่ดิบมากในช่วงนี้ ซึ่งเมื่อดมห่างๆ จะได้ความรู้สึกแบบกลิ่นที่หอมหวานนวลๆ ติดสาปที่เซ็กซี่อวลๆ ออกมา แต่เมื่อดมใกล้ๆ จะมีความเป็นไม้หอมที่ติดสาปและมีความแปร่งแบบไม้แห้งที่ Animalic ชัดเจนกำลังดี เรียกว่ามีมิติของกลิ่นที่น่าสนใจแบ่งเลเยอร์ในการได้รับกลิ่นได้อย่างลงตัวทั้งให้ความ Dirty และ Sexy แบบเรียบหรู ซึ่งภาพรวมไม่ได้มีความเป็นตะวันออกกลางที่เรียกว่าจัดเต็ม มีความเป็นกลิ่นที่มีความนวล แห้ง ขรึม ดาร์ก และมีความเป็นโทนตะวันตกที่มีความเป็น Niche Perfumerie ได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - เรียกว่ากลิ่นนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน แม้ว่าจะใส่ได้ในทุกๆ เพศตั้งแต่วัยเรียนมหาลัยขึ้นไป อย่างน้อยต้องผ่านน้ำหอมมาในระดับหนึ่ง หรือไม่เคยลองอะไรมาก่อน ก็มาเจอตัวนี้แล้วว้าวไปเลย จึงสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดสเปรย์ เดี๋ยวชาวบ้านจะมองหน้าเอาได้ว่า กลิ่นแปลกๆ มาจากแกใช่ไหม? เอา แต่ถ้าสเปรย์กำลังดี กลิ่นจะมีเสน่ห์แบบแปลกเก๋และ Unique ไม่เหมือนใครได้เลย แต่ให้งดในเรื่องการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายทุกประการเดี๋ยวจุกคอหอยตายไม่พอ ชาวบ้านเกลียดขี้หน้าเอาได้ซ้ำต่อเนื่องอีก ส่วนยามค่ำคืนจัดไป กลิ่นมีเสน่ห์ดึงดูดแบบแปลกเก๋ได้ดีมาก เพียงแต่อาจจะรอให้กลิ่นช่วงต้นๆ หายไปก่อน ค่อยออกกจากบ้าน หรือให้ไปถึงที่หมายตอนที่ช่วงกลางกำลังปล่อยของจะดีงามมีเสน่ห์เลยทีเดียว 

ความทน - ยกนิ้วให้เลย กลิ่นทนมากกับราวๆ 10 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งบวกลบราวๆ 2 ชม. ตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. สบายๆ กับจำนวนสเปรย์ 4 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่า มีอึ้ง มีเอ๋อกันพอสมควรเพราะกลิ่นมันแปลกและตุ่ยๆ อยู่ แต่พอเข้าช่วงกลางกลิ่นจะลดการกระจายมาที่ปานกลางที่ทำให้มีเสน่ห์ในความแปลกเก๋แบบโทน Oud ที่ไม่เหมือนใคร แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าเป็นกลิ่นที่ออกแนวเก๋ๆ มากกว่า แม้จะไม่ได้ถึงกับปล่อยพลังมาก แต่ก็ยังเรียบหรูและมีสไตล์ที่แปลกเก๋ไม่เหมือนใคร ส่วนราคาอันนี้ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจเนาะ 55555

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.orental.ru/upload/iblock/9cc/9cc71d76b6bbfdb282f984f044507119.jpg

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Le Labo - Fleur d’Oranger 27

Le Labo - Fleur d’Oranger 27

เพราะดอกส้มสามารถให้กลิ่นได้ 2 แบบ เขาเลยแยกโทนกลิ่นตามการสกัดออกมาเป็น Neroli ดอกส้มที่ติดเขียวสดชื่นแบบกิ่งก้านส้มและมีความใส และ Orange Blossom ดอกส้มที่สดชื่นแต่ติดหวานหอมนวลและสะอาด ซึ่งมันมีความต่างๆ ให้จับต้องได้ ในความเป็นดอกส้มที่ต่างรูปแบบนี้ Le Labo เองก็เอามาเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์น้ำหอมสไตล์มินิมัลแยกชัดเจนออกมาเป็น 2 รุ่น ด้วย เช่นนั้นไ
ด้โอกาสมาสัมผัสกลิ่นอายดอกส้มของแบรนด์นี้แล้ว 1 รุ่นอย่าง Fleur d’Oranger 27 ที่นำเสนอความเป็น Orange Blossom ออกมา เช่นนั้นจึงต้องมาเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง 

เปิดต้นกลิ่นมาวูบแรกคือความเป็น Citrus ผสมความเป็นดอกไม้ขาวเลย กลิ่นของความเป็น Citrus ที่ติดโทนเขียวอย่างกิ่งก้านส้มผสมผสานกับกลิ่นของ Bergamot (มะกรูดฝรั่ง) ที่ติดขมจางๆ และมีกลิ่นแนวเปรี้ยวสว่างๆ ผสมผสานอยู่ด้วย แต่สิ่งที่แย่งซีนแบบแทบจะทันทีเมื่อพ้นวูบแรกคือ ดอกส้ม กลิ่นจะเสริมขึ้นมาไวมาก กลิ่นจะออกทางนวลหวานหอมสะอาด ติดเปรี้ยวกำลังดีและเป็นตัวเอกยาวไปเลย โดยเมื่อเข้าสู่ช่วงกลาง ความเป็นดอกส้มจะชัดเจนมากขึ้น โดยที่จะเป็นฝ่ายสนับสนุนเป็นโทน Citrus ติดเขียวเปรี้ยวสดชื่นที่ลดทอนลงมา ทำให้ช่วงนี้ความชัดเจนในกลิ่นอายแบบดอกส้มที่มีความเป็นธรรมชาติในระดับหนึ่ง มีความหวานเจือแบบที่ดมจากดอกตรงๆ ไม่มีกลิ่นอายแบบติดเขียวกิ่งก้านมาผสมผสานเยอะมาก ได้ความรู้สึกแบบน้ำหอมสไตล์ Cologne ที่ผ่อนคลายกำลังดีในรูปแบบ EDP ได้ลงตัว กลิ่นมีความเรียบง่ายไม่ได้ซับซ้อนและทำให้รู้สึกรื่นรมย์ได้ดีจริงๆ ซึ่งกลิ่นของดอกส้มจะตามไปยังช่วงท้าย โดยเริ่มจะเป็นโทนสะอาดมากขึ้น โดยการดันราคาของ Musk ที่มาแบบเบาๆ แต่ตรึงกลิ่นได้อยู่หมัด ที่สำคัญมีความอบอุ่นจางๆ ติดไม้หอมแห้งๆ เบาๆ ให้พอรู้สึกได้ ทำให้รู้สึกสะอาด สบาย โปร่ง น้อยแต่มาก มีความเป็นกลิ่นแบบธรรมชาติได้ดี ที่สำคัญมีความเรียบหรูไม่น้อยเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย แม้กลิ่นจะเป็นโทนดอกไม้ แต่เป็นดอกไม้ที่สดชื่นติด Citrus ที่รื่นรมย์และเข้าถึงได้ง่าย จึงใช้ได้หมดทุกเพศ ที่สำคัญความเรียบหรูติดกลิ่นอายธรรมชาติที่มีความนวลเป็นพื้นฐานมันทำให้กลิ่นมีระดับและผู้คนมักชอบได้ไม่ยากด้วยเช่นกัน จึงสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันได้เลย กวาดหมด ใส่ออกกำลังกายยังได้เลย (แต่มันเปลืองไปนะ) ส่วนยามค่ำคืนวันอากาศร้อนๆ ใส่เพื่อความสดชื่นรื่นรมย์ก็ได้สบายมาก แต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีแต่ประการใด โดนกลบแน่ๆ 

ความทน - เรียกว่าทำได้ดีกับประมาณ 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวจัดไปที่ 6 สเปรย์งามๆ ที่ลากได้ไปถึง 8 ชม. ได้อยู่ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาเป็นปานกลางในต้นช่วงกลาง แล้วเปลี่ยนเป็นออร่ารอยๆ ตัวเมื่อผ่านไป 4 ชม. พอเข้าช่วงท้ายเป็น Skin Scent ชัดเจน แต่ถ้าฉีดที่เสื้อด้วย จะยังมีกลิ่นตีขึ้นให้รับรู้ได้อยู่ 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งกลิ่นสายมินิมัลที่น้อยแต่มาก ให้ความรื่นรมย์ได้ดีมากจริงๆ ยิ่งถ้าใครชอบกลิ่นแนวดอกไม้สดชื่นและมีความเป็นธรรมชาติในระดับหนึ่ง ต้องบอกว่าอาจจะฟินได้ในทันทีกับสเปรย์แรกเลย สุดท้ายเรื่องราคา ก็ขอบอกว่า #ตัวใครตัวเผือก นะจ้า 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit: https://i.pinimg.com/originals/af/f3/b2/aff3b22a98be47eaea789bd53c1d2c70.jpg



Review: by Kilian - Black Phantom

by Kilian - Black Phantom : Memento Mori 

Memento Mori หลายๆ คนอ่านอาจจะคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้วเป็นภาษาละตินที่เป็นเหมือนสุภาษิตเตือนใจที่หมายความว่า พึงระลึกไว้ว่า เราต่างหนีความตายกันไม่พ้นในอดีตเป็นประโยคกระซิบนักรบโรมันที่ได้ชัยชนะมาจากการรบ เวลาได้รับเสียงโห่ชื่นชมยินดี ไม่ให้เหลิงไปกับคำสรรเสริญให้พึงระลึกไว้ว่าตนเองก็ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เมื่อมา
คล้องจองกับคำว่า Black Phantom กับปีศาจแห่งความมืดที่เสมือนมาจากโลกแห่งความตาย กับการเป็นหนึ่งในน้ำหอมที่พึ่งออกมาในปี 2017 นี้ ของ by Kilian เช่นนั้นกลิ่นอายจะมาในลักษณะเช่นไร ก็ขอสัมผัสความดำมืดทางด้านกลิ่นกันซะหน่อย ผลออกมาก็คือ

เรียกว่าเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมากในแง่ของการเป็นกลิ่นอายแบบ Bittersweet เริ่มจากมืดขมสู่การเป็นโทนหวานปลาย เริ่มต้นกับความเป็นกลิ่นอายของรัมที่พุ่งออกมากับกลิ่นโทนกาแฟแบบติดขมที่ใส่ดาร์กชอคโกแลตเยอะๆ ออกแนวมอคค่าที่ไม่ใส่นม อารมณ์ที่ได้เลยจะได้ความรู้สึกดาร์ก ดำมืด และดุกันในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับหนักหน่วงจนน่ากลัว เพราะว่าในเนื้อกลิ่นที่พุ่งขึ้นมานั้นความรู้สึกที่มีความหวานรองพื้นมันจะมีให้จับต้องได้อยู่เพียงแต่ยังไม่ได้เปิดตัวเต็มตัวนัก ให้อารมณ์เหมือนขมดำมืดดาร์กติดหวานปลายเสียมาก แล้วกลิ่นจะเริ่มมีโทนไม้หอมดันขึ้นมาให้รู้สึกได้มากขึ้น จนเข้าสู่ช่วงกลางที่กลิ่นของดาร์กชอคโกแลตจะเริ่มเป็นตัวเด่นสุดเลย โดยพ่วงเอากลิ่นกาแฟที่อยู่ในช่วงแรกมาเคล้ากับกลิ่นอายไม้หอมแห้งๆ แนวๆ ซีดาร์กึ่งหญ้าแฝกแห้งๆ ที่ติด Smoky นิดๆ กลิ่นอายจะยังคงดาร์กอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เพราะมีกลิ่นอายของไม้จันทน์หอมที่เริ่มขึ้นมาตีคู่ แบบไม่ได้แย่งซีน แต่มาผสมผสานเสียมากจนให้ความครีมมี่ติดไม้หอมนวลในความดาร์ก ลดทอนความเข้มขมลงมาให้กลิ่นเริ่มรื่นไหลมากขึ้น ที่แน่ๆ ตัวแย่งซีนอย่างโทนหวานปลายๆ ที่โดนกดเอาไว้ในช่วงต้นก็ได้เวลาเฉิดฉายออกมาในลักษณะแบบกลิ่นคาราเมลในระดับที่กำลังดี อารมณ์ที่ได้ยังคงมีความ Bittersweet อยู่ในรูปแบบที่นุ่มมากขึ้นนั่นเอง แต่ไม่ได้จบแค่นี้เพราะ

ความเปลี่ยนแปลงในโทนกลิ่นก็เริ่มให้รู้สึกได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผสมผสานกันในระยะนึง เพราะว่าความขมดาร์กในตอนต้นจะโดนลดบทบาทลงไป เหมือนสลับที่ให้กลิ่นออกทางครีมมี่ของไม้จันทน์หอมกลายเป็นตัวเด่นดึงซีนเรื่อยๆ โดยมีกลิ่นอายของแป้งอัลมอนด์ติดขนมอ่อนๆ เสริมเข้ามาแล้วความหวานเดิมที่จะมาแบบหวานขนมสไตล์คาราเมลกลิ่นจะเปลี่ยนเป็นกลิ่นหวานโปร่งแทน ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายแล้ว เพราะกลิ่นครีมมี่นวลๆ จะละมุนหอมหวานโปร่งแบบน้ำตาลบนผิวเคล้าความเป็นกลิ่นขนมชอคโกแลตเบาๆ ที่มีความขมติดปลายเจือในเนื้อกลิ่นแทน

ภาพรวม - อารมณ์ของกลิ่นถือว่าเปิดตัวได้ดีในการสื่อสารถึงคำว่า Black Phantom กับความดาร์กที่มีความดุในระดับหนึ่ง ไม่ได้มากเกินไป และที่สำคัญการเล่นโทนไม้จันทน์หอมในเนื้อกลิ่นมันก็บอกเป็นนัยๆ อยู่แล้วว่ากลิ่นนี้เป็นกลิ่นอายที่เข้ากับพิธีกรรมทางด้านความตายในระดับหนึ่งจึงเข้ากับชื่อรุ่นได้เป๊ะเลยทีเดียว แต่การปรับโทนให้มีความเป็น Gourmand หรือโทนขนมเข้ามา เป็นตัวช่วยให้ไม่ไป Dark จน Dead นัก เพราะมันทำให้มีความใช้ง่ายมากขึ้น ที่แตะความเป็นโทนอบอุ่นได้เป็นอย่างดีที่สำคัญดึงดูดแบบอบอุ่นหอมนวลหวานได้ดี ซึ่งถ้ากลิ่นนี้จะเป็นปีศาจที่ดำมืดจริงๆ ก็ถือว่าเป็นปีศาจที่มีหัวใจที่มีความอบอุ่นและความหวานนวลอยู่ไม่น้อย ดูไม่ได้น่ากลัวแต่เป็นมิตรมากกว่าที่คิด 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ได้หมดทั้งผู้หญิงและผู้ชายเพราะความเป็นโทนชอคโกแลตเป็นหนึ่งในกลิ่นอบอุ่นที่วางตัวตรงกลางของทั้งทุกเพศอยู่แล้ว โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม ไม่งั้นแทนที่คนจะมองว่าเป็นกลิ่นที่มีความน่าค้นหา ภูมิฐาน และแฝงความดึงดูดแบบไม่โจ่งแจ้ง อาจจะกลายเป็นดาร์กชอคโกแลตเดินได้แทนเสียก่อน ซึ่งใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป กลิ่นจะสร้างออร่าขรึมน่าค้นหาดาร์กไปจนหวานนวลอบอุ่นได้ดีเลย แต่ให้ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายไปได้เลย ไม่เข้าทางทุกประการ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้เลย กลิ่นลงตัวไม่โฉ่งฉ่าง แต่ดึงดูดไม่ว่าจะออกงานหรือว่าท่องราตรี 

ความทน - เรียกว่าลงตัวและทำได้ดีกับ 8 ชม. ขึ้นไป ซึ่งก็อิงตามสภาพผิว จำนวนสเปรย์ และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. สบายๆ กัยจำนวนสเปรย์ที่ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง จนถึงช่วงท้ายที่เป็นออร่ารอบๆ ตัวชัดเจน พอพ้นซัก 8 ชม. จะเริ่มมาสายออร่าเบาๆ และ Skin Scent ในเวลาต่อมา 

ทิ้งท้าย - ความรู้สึกที่เทสตัวนี้ต่อเนื่องหลายวันเรียกว่าให้อารมณ์ในในทิศทางเดียวกันตลอดเลยว่ากลิ่นนี้เปิดตัวด้วยความเป็น Phantom of the Opera ดำเนินเรื่องมาเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนมาเป็น Happy Ending แบบ Beauty & The Beast แบบนี้เลยล่ะ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credithttps://n.nordstrommedia.com/ImageGallery/store/product/Zoom/3/_100561703.jpg



วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Pharrell Williams - G I R L

Pharrell Williams - G I R L

Because I’m Happy, Clap along if you feel like a room without a roof.
 

เจ้าของเพลงนี้อย่าง Pharrell Williams ก็ได้เป็นศิลปินอีกคนที่มีน้ำหอมในนามของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงๆ ควรจะเรียกชื่่อแบรนด์ว่า Pharrell Williams X Comme des Garcons เสียมากกว่า เพราะว่าเป็นการ Collaboration หรือร่วมมือกันสร้างสรรค์น้ำหอมขึ้นมาโดยให้ชื่อรุ่นเป็นชื่อเดียวกับชื่ออัลบั้ม G I R L ที่ปล่อยออกมาในปี 2014 เพราะเท่าที่ทราบแรงบันดาลใจของน้ำหอมรุ่นนี้จะมาจากที่ Pharrell เองใช้ Polo Blue แบบทั่วไปมาก่อน แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็น Dior Fahrenheit เพราะความแตกต่างทางด้านกลิ่นแล้วก็หยุดใช้ไปยาวนาน 15 ปี จนมาชอบกับ Wonderwood ของ CDG เช่นนั้นได้เวลาทดสอบรัวๆ สินะ ว่ากลิ่นจะเป็นอย่างไงกับขวดที่น่ารักเช่นนี้ 

เปิดขึ้นมาเล่นเอานึกถึงกลิ่นอายของ Amouage Honour Man ในรูปแบบที่ไม่หนักหน่วงเท่าแต่มีความเขียวโปร่งนวลติด Citrus ผสมผสานกับดอกไม้ขาวใสๆ สไตล์ดอกส้มเจือในเนื้อกลิ่น ซึ่งสิ่งที่ชัดเจนและทำให้นึกถึงรุ่นที่กล่าวถึง คือกลิ่นของพริกไทยที่พุ่งออกมาอย่างชัดเจน แล้วในวูบถัดมากลิ่นอายของลาเวนเดอร์ที่มาแบบนวลๆ ที่เสริมเข้ามาให้พอรู้สึกได้ โดยที่ความเขียวโปร่งนวลก็จะเริ่มชัดขึ้นด้วยกับการเป็นกลิ่นของดอกไวโอเล็ตที่เป็นตัวนำเข้าสู่ช่วงกลาง โดยที่กลิ่นโทนแป้งกลิ่นเขียวนวลโปร่งจะมีกลิ่นอายของพริกไทยที่ยังคงอยู่ไม่หนีไปไหนตีคู่ไปด้วย แต่สิ่งหนึ่งคือโทนแป้งจะมีความเด่นกว่าพอสมควรเพราะนอกจากกลิ่นอายแป้งติดเขียวติดนวลๆ แล้วยังมีกลิ่นโทนแป้งแบบไอริสที่มาแบบจืดๆ ติดอับเย้ายวนเสริมเข้ามาด้วย และยังมีลาเวนเดอร์ลาเวนเดอร์ผสมผสานความสดชิื่นแบบเผ็ดๆ โปร่งของพริกไทย และยังมีกลิ่นอายแบบโทนยางไม้ผสมโทนไม้หอมแห้งๆ ขรึมๆ ขลังๆ ที่แทรกตัวมาแบบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้กลิ่นช่วงนี้เรียกว่ามีความเป็น Wonderwood อยู่ให้จับต้องได้ฉาบหน้าไปด้วยกลิ่นโทนแป้งนวลๆ นั่นเอง จนเมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นโทนขรึมจากโทนไม้หอมจะเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนว่าเป็นหญ้าแฝกกับไม้ซีดาร์ที่จะมีโทนแป้งมาผสมผสานอยู่แบบกลิ่นจะมีความความหวานๆ โปร่งๆ และเสริมด้วยความครีมไม้นวลๆ ของไม้จันทน์หอม ซึ่งเลยทำให้ได้ความรู้สึกแบบน้ำหอมผู้ชายแมนๆ ที่ลงท้ายด้วยกลิ่นโทนไม้หอมนวลๆ กำลังดี มีความขรึมก็ได้ มีความนวลสะอาดก็ดี ติดหวานโปร่งๆ ก็ได้ ถือว่าไล่เรียงโทนจากพุ่งเรียกร้องความสนใจ สู่นวลมีเสน่ห์ และสบายติดเท่ห์เรื่อยๆ มาเรียงๆ ได้น่าสนใจเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - จริงๆ ตราเอาไว้ว่า Unisex แต่กลิ่นไพล่ไปทางผู้ชายถึง 75% เลยทีเดียว เพราะความที่เป็นโทนกลิ่นที่เด่นกับการเป็นไม้หอมกับแป้งนวลโปร่งติดขรึมมีความเท่ห์กำลังดี แต่ผู้หญิงก็ใส่ได้อยู่ กลิ่นยังพอเอื้อไปได้เพราะมันมีความหวานเจืออยู่ตลอด จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ไม่ควรมากสเปรย์เพราะช่วงต้นจะเข้มพอสมควร เน้นความเหมาะสมของจำนวนสเปรย์จะดีกว่า ใส่ออกกลางแจ้งพอได้ แต่ไม่ควรใส่ออกกำลังกายเพราะเดี๋ยวจุกตายเสียก่อน ยกเว้นรอช่วงท้ายๆ อันนี้พอไหว ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่ากลิ่นนี้เรียกร้องความสนใจได้อยู่ เพราะมันไล่เรียงความเข้มสู่คลุกวงในได้ดีและแตกต่าง มีความเป็น Comme des Garcons ให้จับต้องได้

ความทน - 8 ชม. ได้สบายๆ สไตล์ EDP ซึ่งอาจจะมีบวกลบราวๆ 2 ชม. อิงกับสภาพผิว จำนวนสเปรย์ และจุดที่ฉีดบ้างโดยส่วนตัวเจอที่ 15 ชม. กับ 5 สเปรย์เรียกว่าเกินคาดเลยทีเดียว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางพอเข้าช่วงท้ายกลิ่นจะเริ่มลดทอนลงไปตามเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ จากออร่ารอบๆ ตัว มาเป็น Skin Scent ที่ขยับตัวที กลิ่นตีขึ้นที 

ทิ้งท้าย - กลิ่นนี้เอาจริงๆ ถือว่าทำได้ดี อาจจะไม่ได้ถึงกับว้าว เพราะถ้ามองตามความเป็นจริงมันมีความ Play Safe ในระดับหนึ่ง ซึ่งกลิ่นก็ยังมีคลาส มีความเท่ห์ และมีกลิ่นอายไม้หอมดีๆ ที่น่าสนใจเข้าสไตล์แบบ Pharrell เจือความเป็น Comme de Garcons ได้ดีอยู่ ที่สำคัญขวดน่ารักมากกกกก

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by http://www.musingsofamuse.com/wp-content/uploads/2014/09/Pharrell-Williams-Girl-Fragrance.jpg



วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Paul Sebastian – PS Fine Cologne

Paul Sebastian – PS Fine Cologne

หนึ่งในน้ำหอมที่มีความเหนือกาลเวลาคงอยู่มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1979 จนถึงปัจจุบันก็ยังคงความนิยมมาเสมอ รวมถึงเป็นน้ำหอมรุ่นแรกสุดของแบรนด์ Paul Sebastian อีกด้วย แม้ว่าปัจจุบันจะมาอยู่ใต้ร่มไม้ชายคาของเครือ Elizabeth Arden แล้ว แต่ก็ยังไม่หนีหายไปไหน คงความดีงามตามแบบที่ควรจะเป็นแบบที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัยติดสดชื่นคลาสสิคมาตลอด ซึ่งรุ่นนี้ก็คือ PS Fine Cologne นั่นเอง

Top Notes มากันเต็มที่เลยทีเดียวกับความเป็นกลิ่นโทนสมุนไพรที่มีความกึ่งแน่นกึ่งโปร่งในระดับหนึ่ง กลิ่นจะมีความเป็นโทน Spicy ออกทางสมุนไพรกึ่งพริกไทยกำลังดีพุ่งมาก่อนเลย และมีความเแ็น Citrus หน่อยๆ ให้พอรู้สึกได้ ไม่เพียงเท่านี้ ตัวเด่นอีกตัวอย่างลาเวนเดอร์จะตีคู่มาชัดเจนเลยทีเดียว เพียงแต่จะเป็นลาเวนเดอร์ที่มาสายอะโรม่า ไม่ได้ออกทางเขียวสมุนไพรนัก มีความเป็นกลิ่นโทนลาเวนเดอร์ที่เกลามาในระดับหนึ่งทำให้ได้ความรู้สึกหอมนุ่มจมูกและสะอาดคมๆ จากการผสมผสานในช่วงนี้เต็มๆ ซึ่งเพียงไม่นานกลิ่นของโกฐจุฬาลัมพาหรือ Artemisia จะเริ่มดันขึ้นมา ถือเป็นการเข้าสู่ช่วงกลาง โดยเนื้อกลิ่นจะมีความเขียวติดขมให้พอรู้สึกก็จริง แต่จะมีความเป็นโทนดอกไม้ของมะลิและกระดังงา เสริมเข้ามาด้วย เรียกว่ารับช่วงต่อกันเป็นอย่างดีทั้งความเป็นโทนสมุนไพรและโทนดอกไม้ กลิ่นจะมีความหอมนวลๆ เขียวกลั้วนุ่ม กลั้วนวลยืนพื้นที่ความสะอาดหอมสบายๆ แต่มีความแมนที่จะเริ่มจับได้ชัดเจนมากขึ้น จากกลิ่นของ Oak Moss ที่มาแบบติดสากเท่ห์กำลังดีทำให้กลิ่นมีความเป็นโทน Classic เจือไปตลอด โดยรองพื้นด้วยกลิ่นอายสะอาดแบบนวลๆ ของ Musk และจะมีความอบอุ่นจางๆ จากไม้หอมแนวๆ ไม้จันทน์หอมติดโทนแอมเบอร์แบบบางๆ ทำให้กลิ่นมีโทนสุภาพบุรุษสะอาดสะอ้านสบายกลั้วกับอบอุ่นเบาๆ ไปตลอดจนกว่าจะหายไปจากผิว

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้แล้ว เพราะกลิ่นแม้จะมีความเป็น Retro Classic ตามสไตล์น้ำหอมยุค 70 – 80 แต่ก็มีความสะอาด สดชื่น ติดนุ่มแมนๆ เป็นที่ตั้งที่ยังไงก็รอดและร่วมสมัยได้ตลอด จึงเหมาะกับทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นมาสายติดภูมิฐานหน่อยๆ ก็ได้ จะสบายๆ ก็สามารถ และใส่ออกกำลังกายยังได้เลยเพราะกลิ่นมันมีความสะอาด เรียกว่ากวาดหมดในทุกช่วงเวลายามกลางวันได้หมด ส่วนยามค่ำคืนสามารถใส่ได้สบายๆ กับสถานการณ์ทั่วๆ ไป แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีเพื่อปล่อยเสน่ห์ส่วนบุคคลนัก เพราะแม้ว่าจะมีความเย้ายวนเจือๆ อยู่บ้างจากโทนดอกไม้ แต่ก็ไม่ได้โจ่งแจ้งมากพอที่จะเรียกแขกซักเท่าไหร่ เน้นใส่สบายๆ ทั่วไป หอมแบบสบายๆ กึ่งมีภูมิหน่อยๆ จะดีกว่า 

ความทน มาในสไตล์ Cologne ก็จริง แต่ก็พื้นฐานของความเข้มข้นคือ EDT ตามสไตล์ยุคก่อนที่มักเรียกน้ำหอมชายที่เป็น EDT ว่า Cologne ความทนเลยน่าพึงพอใจกับประมาณ 8 ชม. ได้เลย อาจจะมีบวกลบไปบ้างอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ราวๆ 10 ชม. ได้เลยกับจำนวนสเปรย์ 6 สเปรย์ รวมฉีดเสื้อที่สวมด้านหน้าด้วย

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้นตามสไตล์น้ำหอมชายสไตล์ Classic อยู่แล้ว ก่อนจะลดลงมาเป็นกระจายปานกลางสะอาดๆ มีความร่วมสมัยกำลังดี แล้วเป็นออร่ารอบๆ ตัวให้ความรู้สึกสะอาด แมน ภูมิฐานแบบที่ไม่ได้ถึงกับผู้ใหญ่จัดๆ มากเกินไป พอพ้นซัก 6 – 8 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent

ทิ้งท้าย ทำกลิ่นออกมาได้สมดุลมากเลยทีเดียว หอมแบบเข้าถึงได้ง่ายแม้จะมีความเป็นโทน Classic อยู่ก็ตาม แต่ก็วางตัวน้ำหอมเองให้เป็นแนวที่ร่วมสมัยได้อีกด้วยจากโทนนุ่มๆ แกมสะอาดอบอุ่นแบบผู้ชายแมนๆ ดู Nice และเข้าถึงได้ง่าย ไม่แปลกใจว่าทำไมตัวนี้ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/51sAdt7Nh2L._SL1000_.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Christian Dior - Tendre Poison

Christian Dior - Tendre Poison 

เพราะไม่ได้เป็นสายน้ำหอมผู้หญิงมาตั้งแต่ต้น เลยกะว่าจะข้ามไลน์น้ำหอมผู้หญิงหลายๆ ตัวมาโดยตลอด ยิ่งเฉพาะสาย Chirstian Dior ในไลน์ Poison เรียกว่ามองข้าม เพราะไม่ได้เชี่ยวชาญกลิ่นโทนน้ำหอมผู้หญิงเท่าไหร่ จนมาได้มีโอกาสจากการแบ่งปันมา จึงขอมาเรียนรู้ซะหน่อยว่ากลิ่นของหนึ่งในไลน์นี้อย่าง
 Tendre Poison หรือหลายๆ คนจะเขียวว่า มะยมเขียวจะมาในลักษณะไหน 

บอกก่อน: เพราะว่าไม่เคยลองตัวใดๆ เลยในไลน์นี้มาก่อน จึงจะไม่มีเรื่องการเชื่อมโยงความเป็น Poison การเล่ากลิ่นจะเน้นที่ความเป็น Tendre Poison เป็นสำคัญ

เปิดต้นกลิ่นมาใน Top Notes ความพุ่งของกลิ่นชัดเจนกันตั้งแต่แรกเริ่มเลยเพราะความเป็นโทนดอกไม้ขาวสไตล์ดอกซ่อนกลิ่นที่ถูกดันดาราด้วยกลิ่นของยางไม้ Galbanum ที่เป็นยางไม้ชนิดหนึ่งที่กลิ่นจะมาสายเขียวติดขมพุ่งๆ มีความเป็น Musk นิดๆ ในเนื้อกลิ่น และจะมีโทน Citrus ให้พอรู้สึกได้กลั้วไปกลับกลิ่นไม้หอมติดกุหลาบมีความซ่าหน่อยๆ จากกลิ่นของไม้ประเภท Rosewood กลิ่นในช่วงนี้เลยจะมาเต็มเหนี่ยวไปเลยพี่เต็มที่ไปเลยเธอมาก ซึ่งกลิ่นอายของดอกไม้ขาวจะเริ่มเทคโอเวอร์มากขึ้นเมื่อเข้าสู่ Middle Notes เพราะจะเริ่มมีความข้นครีมมี่นวลอวลปนหวานมากขึ้น จะจับได้ว่ามีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้งเสริมเข้ามาด้วยและจะมีความอบอุ่นนวลๆ มีความสดใสจางๆ จากดอกส้มที่เป็นสไตล์การสกัดแบบ Orange Blossom (ไม่ใช่แบบ Neroli) เพียงแต่จะไม่ได้แบบว่ามาสายอวลจัดหนักมาก และไม่ได้ดาร์กจนเกินไป เพราะกลิ่นอายจะให้ความรู้สึกขาวนวลปนเขียวเพราะ Galbanum ยังตามมาเด่นอยู่ รวมถึงกลิ่นอายที่เป็นโทนดอกไม้ติดเขียวมีความ Spicy อ่อนๆ นวลๆ ของฟรีเซียก็เป็นตัวลดความข้นอวลไปได้มาก ทำให้เป็นกลิ่นดอกไม้ขาวครีมๆ นวลๆ หวานหอมกลางๆ กำลังดีมีความนุ่มนวลสมกับคำว่า Tendre หรืออ่อนโยนไม่น้อยเลยทีเดียว

และดอกไม้ขาวนวลครีมมี่นี้ก็ยังไม่ไปไหน มาผสมผสานกับกลิ่นในช่วง Base Notes ที่จะป็นโทนอบอุ่นมากขึ้น เพราะมีกลิ่นอาย Musk นุ่มๆ เคล้ากับวานิลลาอ่อนๆ ที่ให้ความอบอุ่นมีความเซ็กซี่แบบเนียนๆ โดยจะมีมิติของกลิ่นไม้หอมติดครีมมี่หน่อยๆ จากไม้จันทน์หอมที่เป็นเหมือนฐานรองพื้นให้กลิ่นดอกไม้ขาวยังคงมีความนวลหอมหวานลอยรวยรินออกมา แต่ในเนื้อกลิ่นจะมีโทนแป้งดอกไม้ติดอัลมอนด์ให้สัมผัสได้กลิ่นเลยจะติดเย้ายวนแบบไม่โจ่งแจ้ง กลิ่นในช่วงนี้เลยจะเป็นกลิ่นโทนดอกไม้ขาวที่ติดอบอุ่นหอมหวานแบบไม่หนักข้นและยังคงอยู่กึ่งกลางระหว่างความโปร่งกับความข้นได้เป็นอย่างดี คุมโทนได้ดีตั้งแต่ต้นยันจบในความเป็น Tendre ที่อ่อนโยนแต่แอบเซ็กซี่กึ่งแซ่บเนียนๆ ได้ลงตัว

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้สบาย กลิ่นถือว่ามีระดับและหรูมากพอ แต่แอบแฝงด้วยความเซ็กซี่ติดหวานครีมแบบไม่ได้โจ่งแจ้งมาก แต่ก็เอาอยู่ไม่น้อย ซึ่งสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม กลิ่นจะลงตัวหอมหวานครีมมี่ดูขาวนวลมาเชียว (ล่อลวงได้ว่างั้น) แต่ให้งดใส่ในกรณีกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายเดี๋ยวเป็นลมเพราะขาดอากาศหายใจทั้งคนใส่และคนรอบตัวที่ได้กลิ่นกันพอดี ส่วนยามค่ำคืนจัดไป เพราะดูเป็นสาวอ่อนโยนและหวานนุ่มนวล แต่ข้างในมีความแซ่บรอได้เลยล่ะ 

ความทน - เรียกว่าดีงามกับ 8 ชม. ขึ้นไปสบายๆ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กับ 5 สเปรย์ ก็เรียกว่ามาเต็มอย่างยาวนานได้เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าสาวกันมาเห็นๆ แล้วจะลดลงมากระจายดีกึ่งปานกลาง พอเข้าช่วงท้ายจึงเป็นออร่ารอบๆ ตัว พ้นไปซัก 8 ชม. จะค่อยๆ ลดระดับลงไปเรื่อยๆ จนเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - ถ้ามองในแง่ของน้ำหอมรุ่นนี้เพียวๆ เพราะไม่เคยไปเอี่ยวตัวอื่นในไลน์นี้เลย ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในกลิ่นดอกไม้ขาวที่ดีงามและลงตัวมาก ได้ทั้งความหวานหอมครีมมี่ ความนุ่มนวล และความอ่อนโยน แต่ที่เป็นกิมมิคหลักคือ ความแซ่บแบบติดเซ็กซี่น่าซบที่แฝงอยู่ในน้ำหอมตัวนี้นี่แหละที่แอบเด็ด 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://azperfumes.vteximg.com.br/arquivos/ids/157545-1000-1000/3981323-tendrepoisonfemedt.jpg



วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Jo Loves - White Rose & Lemon Leaves

Jo Loves - White Rose & Lemon Leaves 

เรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจส่วนตัวเลยก็ว่าได้ที่พยายามอย่างมากในการตามมาน้ำหอมกลิ่นกุหลาบมาลองในหลายๆ แบบเพราะความมีเสน่ห์ส่วนตัวของกลิ่นโทนนี้ที่เรียกว่าเป็นราชาแห่งดอกไม้ แม้ว่าบางครั้งได้กลิ่นกุหลาบที่แห้งจัดๆ จะมีเวียนเศียรไปบ้างก็ตาม แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม จนเมื่อได้มีโอกาสครอบครองแบรนด์ล่าสุดของ Jo Malone ที่แยกตัวออกมาทำของตัวเองเน้นๆ ไม
่มีการควบคุมจากเครือใหญ่ใดๆ อย่าง Jo Loves เหลือบไปเห็นว่ามีกลิ่นกุหลาบที่น่าสนใจอยู่ตัวหนึ่ง เช่นนั้นจัดไปอย่าให้เสีย สอยแบบไม่สนใจว่าจะต้องกินมาม่าอีกกี่มื้อ จึงได้รู้ว่ารุ่นที่ได้สอยมามีกลิ่นที่งามมากเช่นนี้ 

White Rose & Lemon Leaves เป็นกลิ่นกุหลาบที่มีความพลิ้วไหว และมีโทนขาวสว่างนวลแบบที่ได้ทั้งความรู้สึกรื่นรมย์ อะโรม่า และอ่อนโยน เคล้ากับความสดชื่นได้น่าดูชมและดมกลิ่นเลยทีเดียว เพราะเปิดต้นกลิ่นมา แม้จะจับได้ถึงความเป็นกุหลาบเบาๆ ที่แฝงอยู่ในเนื้อกลิ่น แต่ก็จะมีกลิ่นอายของเลมอนที่มีความสดชื่นติดปลายขมมีความซ่า เคล้ากับกลิ่นเขียวๆ ของกิ่งก้านใบส้มที่มีโทนเขียวสดชื่นเจือกลิ่นแบบกุหลาบบางๆ ในเนื้อกลิ่นมีกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ เจืออยู่ข้างในซึ่งจะมาแบบนิ่งๆ และมีความเป็นโทนเครื่องเทศโทนเผ็ดโปร่งอมหวานให้รู้สึกได้ว่ามีมิติหวานเบาๆ เสริมกลิ่นกุหลาบได้ดีมาก เพียงไม่นานกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ จะเริ่มชัดมากขึ้น และเป็นเหมือนตัวหลักเด่นเลยในช่วงกลาง เพียงแต่กลิ่นกุหลาบที่ได้จะไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบสีชมพูจ๋าๆ ที่หวานโปร่ง หรือสีแดงที่เย้ายวนคลาสสิค จะได้ความรู้สึกโปร่งนวลมีความเบา แต่ก็ยังชัดเจนให้จับต้องได้ ซึ่งก็มาตามลักษณะของความเป็นกุหลาบขาวที่มีความนุ่มนวลโปร่งเบาและดูสุภาพแบบโทนสว่าง ในเนื้อกลิ่นจะจับได้ถึงความเป็นโทนเครื่องเทศแนวพริกไทยอ่อนๆ ติดเขียวของใบเจอราเนียมเคล้าความเป็น Citrus ที่ตามมาตั้งแต่ช่วงต้นเสริมให้กลิ่นกุหลาบชัดเจนแบบมีความละเมียดเคล้าความสดชื่นสว่างมีระดับ และจะมีความโปร่งนวลๆ ให้รู้สึกได้ว่ามีโทนหอมอ้อยอิ่งใสๆ บางๆ เย็นๆ ของดอกกระดิ่ง หรือ Lily-of-the-Valley ที่เสริมให้กลิ่นมีความพลิ้วใสในความละมุนแบบโปร่งๆ ที่รู้สึกได้ตลอด จนเมื่อเริ่มมีกลิ่นอายหวานหอมนวลกึ่งใสและมีความอบอุ่นแทรกเข้ามาเรื่อยๆ ก็เปิดทางเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่ Grand Opening กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวานอบอุ่นแต่ไม่หนักหน่วง กลิ่นอายจะออกทางเหมือนได้กลิ่นน้ำผึ้งธรรมชาติที่มีความกึ่งใสกึ่งนวลหอมหวานนวลกรุ่นมากำลังดี ซึ่งความอบอุ่นที่ได้รับจะมาจากโทนติดแอมเบอร์อ่อนๆ ที่มาสายสนับสนุนให้มีโทนอบอุ่นที่ชัดเจน แต่ไม่แย่งซีนใดๆ เพราะกลิ่นของกุหลาบยังคงชัด ผสมผสานกับความเป็นน้ำผึ้งได้ลงตัวเป็นกุหลาบขาวน้ำผึ้งที่หอมนวลสว่างอบอุ่นติดหวานใสได้อย่างลงตัวไปตลอดนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - แบรนด์ตราเอาไว้ว่าสำหรับสาวๆ แต่เอาจริงๆ เพราะกลิ่นที่ไม่ได้ปล่อยพลังทำลายล้างสไตล์ Jo Malone เลยทำให้มีความเป็น Unisex พอสมควรสำหรับผู้ชายที่อยากใส่น้ำหอมกลิ่นกุหลาบก็สามารถ ซึ่งกลิ่นจะเหมาะกับตั้งแต่วัยเรียนมหาลัยขึ้นไป ใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นมีโทนที่สว่างนวลจริงๆ โดยยังมีความเป็นกุหลาบที่หอมนวลละมุนชัดเจน แต่ไม่เหมาะกับการใส่เพื่อออกกำลังกายเพราะกล่นไม่ได้เอื้อให้ไปเส้นทางแห่งการเสียเหงื่อแน่นอน ส่วนยามค่ำคืน ถ้าเป็นการใส่เพื่อออกงานหรือไปงานแต่ง เรียกว่าลงตัวมากกกก แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรี เกรงว่าเรียบร้อยและเบาไป แพ้ชาวบ้านในเรื่องการปล่อยพลังแน่นอน 

ความทน - พอขยับมาเป็น Jo Loves ความทนเลยเพิ่มขึ้นมาเยอะเลยทีเดียว เพราะความทนอยู่ที่ 8 ชั่วโมงถ้าเทียบแบบเฉลี่ยเป็นสำคัญ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด แต่ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม ลากยาวไปมากกว่า 8 ชั่วโมงจนถึง 12 ชม. ได้แน่นอน 

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางแบบกำลังดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ากุหลาบขาวรอบๆ ตัว และเป็น Skin Scent ในช่วงท้ายที่ให้ความรู้สึกหอมหวานอบอุ่นสว่างๆ กำลังดี ตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อน 

ทิ้งท้าย - พี่ที่เคารพคนนึงบอกว่า กลิ่นนี้ให้อารมณ์แบบวันแต่งงานที่มีแต่ดอกไม้กุหลาบขาว และมีความหอมหวาน ปนอบอุ่นสว่างสไว ซึ่งใช่เลยภาพแบบนี้ปรากฎขึ้นในหัวทันทียามที่ใช้ กลิ่นได้ความรู้สึกแห่งความหวาน หอม ใส สดชื่น อบอุ่น และมีความสุขที่พลิ้วไหวได้ลงตัวมากจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by Jo Loves - http://www.joloves.com/media/catalog/product/p/r/product_centre_fragrance_100_rose.jpg



วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Dolce & Gabbana - Dolce

Dolce & Gabbana - Dolce 

เดิมทีเรียกว่ามองข้ามรุ่น Dolce ของแบรนด์ Dolce & Gabbana เพราะเห็นว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิง ยังไม่ได้รู้สึกสนใจอะไรมาก แต่พอมาวันหนึ่งจับพลัดจับผลูได้มีโอกาสลอง ก็แบบว่ารู้สึกว่าพลาดอะไรไปซะแล้ว เพราะนานๆ ทีจะได้กลิ่นที่ใช้ง่ายและหอมลงตัวใสๆ แบบมีความน่าสนใจติดหรูสบายๆ แม้จะเป็นน้ำหอมผู้หญิงก็ตาม เช่นนั้น ใช้แล้วบอกต่อว่ากลิ่นมาในลักษณะนี้เลย 

นี่คือ กลิ่นโทน Floral ติด Aquatic ที่ลงตัวและมีความน่ารักอีกหนึ่งกลิ่นเลยทีเดียว กับการเปิดตัวด้วย Top Notes อย่างกลิ่นของดอกส้มที่มาแบบสายสดชื่นติดหวานใสๆ กำลังดี เคล้ากับกลิ่นอายหอมติดหวานมีเจือความเขียวชื้นๆ ติดจืดๆ (ซึ่งเมื่อมาดู Note ภายหลังเลยรู้ว่าเป็นดอกมะละกอ) กลิ่นในช่วงนี้เลยจะมีความเป็นโทนดอกไม้เด่นนำและจะมีกลิ่นโทนสดชื่นปนเขียวโปร่งสว่างปนหวานได้ลงตัว กลิ่นสร้างความเป็นผู้หญิงใสๆ มีความน่ารักกันตั้งแต่ช่วงนี้เลย ซึ่งจะจับได้ถึงกลิ่นโทนนุ่มๆ สไตล์ Musk ที่รองพื้นอยู่ เพียงไม่นานกลิ่นหอมติดจืิดมีความหวานออกทางชุ่มโปร่งของดอกบัวสาย ที่เป็นดอกบัวบานสวยๆ หรือรู้จักกันว่า Water Lily จะชัดขึ้นมาและดึงเข้าสู่ Middle Notes สร้างความเป็นโทนสดชื่นติด Aquatic ชัดขึ้นแบบเต็มๆ โดยที่จะมีโทนเขียวแบบติดหวานแปร่งค่อนไปทางเขียวเข้มๆ แต่มีความโปร่งของดอกนาร์ซิซัสเจืออยู่และยังจะมีความใสปนหวานจากกลิ่นอายของดอกส้มปนหวานดอกมะละกอในช่วงต้นตามมาให้ความเป็น Floral Aquatic ที่ชัดเจนมาก เนื้อกลิ่นมีวูบของกลิ่นอายเจือๆ ฟรุตตี้แบบเบาบางซึ่งเป็นการดีที่ทำให้กลิ่นมีมิติที่หวานใสหอมโปร่งติดชุ่มๆ โทนพืชน้ำได้ดีเลยทีเดียว จนเมื่อกลิ่นอายของ Musk เริ่มเปิดตัวในการเป็นตัวเด่น แล้วโทนดอกไม้เริ่มลดทอนลงมาผสมผสานความนุ่มสะอาดแต่ยังติดสดชื่นอยู่ นั่นคือการเข้าสู่ Base Notes ซึ่งสิ่งที่รู้สึกได้ท่ามกลางความนุ่มสะอาดติดหวาน คือกลิ่นอายแบบติดไม้หอมที่มีความเปียกๆ แบบฝนโดนผนังปูนหน่อยๆ ด้วย ซึ่งน่าจะมาจากสารประกอบที่เรีียกว่า Cashmeran ที่จะให้ความรู้สึกโทนประมาณกึ่ง Musk กึ่งไม้หอม กึ่งคอนกรีตเปียกๆ เลยทำให้ช่วงนี้ยังทุมโทนความเป็นกลิ่นอายดอกไม้ใสๆ หอมชุ่มหวานโปร่งติดความสะอาดแบบลงตัวและเข้าถึงง่าย เนื้อกลิ่นได้อารมณ์สีขาวสบายตา และหอมหวานน่ารักแบบใสๆ แต่ไม่กิงก่องแก้ว มีโทนที่วางตัวดีเรียบหรูเคล้ามาอยู่พอสมควรนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียน ม.ปลายขึ้นไปก็สามารถแล้วกับน้ำหอมตัวนี้ เพราะเข้าถึงง่ายมาก กลิ่นมีความน่ารักและมีระดับแบบผู้หญิงที่วางตัวอ่อนโยนได้เลย โดยสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งก็ยังได้ แต่ออกกำลังกายรอท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่าใส่เพื่อชิลล์ๆ หรือเดินเล่น อยู่กับแฟน อะไรแบบนี้ถือว่าลงตัว แต่จะไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรี เพราะกลิ่นเบาเกินไป โดนกลบหมดแน่นอน 

ความทน - แกว่งพอสมควร เพราะอยู่ระหว่าง 4 - 8 ชม. เรียกว่า ต้องอิงจำนวนสเปรย์ สภาพอากาศ และจุดที่ฉีดพอสมควร รวมถึงเคมีบ้างบางส่วนที่จะยึืดเรื่องความทน โดยส่วนตัวเจอยาวนานสุดที่ 12 ชม. แบบเกินคาดกับจำนวนสเปรย์ 7 สเปรย์ ที่ฉีดเสื้อที่สวมด้วย และ 4 ชม. กับวันเหงื่อท่วมที่ 4 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางตั้งแต่เริ่มต้น เรียกว่าไม่หนักหน่วงสบายๆ หอมดอกไม้ติด Aquatic ได้ลงตัว แล้วจึงลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนที่จะเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - ง่ายๆ เลย นี่คือ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง ฝั่งน้ำหอมผู้หญิง ที่เน้นกับความเป็นโทนดอกไม้ชัดเจน กลิ่นลงตัวมากแบบที่ไม่ต้องตีลังกาดมแต่ประการใด 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://static.chemistwarehouse.com.au/ams/media/pi/73367/F2D_800.jpg

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Amouage - Ciel pour Homme

Amouage - Ciel pour Homme

ส่วนใหญ่เวลาที่เราได้เห็น Amouage ก็มักจะนึกถึงความจัดหนักจัดเต็มมีระดับแบบ Luxury ที่กลิ่นจะแน่นชัดกระจายมาตลอด แต่เอาเข้าจริงๆ แบรนด์นี้เขาก็มีสาย Lite แบบที่ไม่ได้หนักหน่วงมาก แถมฉีกออกไปทางสายกลิ่นอายตะวันตกได้น่าสนใจมากเสียด้วย เช่นนั้น มาทำความรู้จักกับกลิ่นของรุ่นนี้ซะหน่อยว่าจะออกมาอย่างไรบ้าง นั่นคือ Ciel pour Homme

ต้องบอกว่าได้กลิ่นครั้งแรก ถ้าไม่ได้เห็นขวดหรือรู้มาก่อน จะไม่ได้นึกถึง Amouage เลย เพราะสิ่งที่ได้คือกลิ่นอายที่มีความเป็นโทนสดชื่นแบบมีระดับและติดคลาสสิคจางๆ ให้มีมิติที่ครอบจักรวาลน้ำหอมชายที่มีคลาส และเป็นโทนสไตล์ Modern แบบตะวันตกกันเลยทีเดียว เปิด Top Notes กันที่กลิ่นอายสดชื่นเจือความสุภาพบุรุษแบบกึ่งสมุนไพรกึ่งดอกไม้ได้น่าสนใจมาก ซึ่งกลิ่นเด่นนำมาเลยคือ Bergamot หรือมะกรูดฝรั่งที่จะมีความสดชื่นเจือขมให้รู้สึกได้ แต่ในเนื้อกลิ่นจะจับได้ถึงกลิ่นโทนดอกไม้ใสๆ นวลๆ รองพื้นด้านหลัง อย่างดอกกระดิ่ง หรือ Lily-of-the-valley ที่มาแบบสดชื่นอ้อยอิ่งนวลๆ แต่สิ่งที่รองพื้นด้านหลังจะจับได้ชัดเจนจะมีความติดสมุนไพรเขียวหน่อยๆ นุ่มสะอาดของลาเวนเดอร์ที่เคล้ากับลายเซ็นของ Amouage อย่าง Frankincense หรือโทนธูปยางไม้ที่ให้ความสดชื่นเจืออยู่ในนั้น ซึ่งนี้คือพระเอกของงานที่ออกแนวปิดทองหลังพระแบบสายสนับสนุนแต่ไม่มีใครแย่งซีนได้ง่ายๆ เลย ทำให้ช่วงแรกกลายเป็นกลิ่นอายที่สดชื่น สว่างโปร่ง เป็นโทนดอกไม้ที่แมนและมีมิติแบบสุภาพบุรุษที่สะอาดสะอ้านหวีผมเรียบแปล้แต่งตัวในชุดสีอ่อนสบายตาชัดเจน และมีความเป็นโทนตะวันตกมากกว่าจะเป็นตะวันออกเต็มๆ 

เมื่อเข้าช่วง Middle Notes กลิ่นจะเริ่มเข้าสู่การเป็นโทนเครื่องเทศโทนโปร่งสดชื่นมากขึ้น รับช่วงต่อจากตอนแรก โดนที่โทนดอกไม้แบบแมนๆ ติดสดชื่นจะยังตามมาผสมผสานในช่วงนี้ จะตอกย้ำไปมากขึ้นกว่าเดิมว่า Amouage เอาความเป็นน้ำหอมผู้ชายคลาสสิคมาเจอกับโทนสดชื่นแบบ Modern เพราะกลิ่นติดฟรุตตี้จางๆ แต่ไม่หวานของพีชจะเจือมาให้รู้สึกได้ และจะมีกลิ่นนุ่มแต่เผ็ดปร่าติดโทนไม้หอมของเม็ดจันทน์เทศ มีกลิ่นของอบเชยจางๆ ที่มีความอบอุ่นอ่อนๆ กับกลิ่นเผ็ดเย้าเกลามาอย่างดีของเม็ดกระวานด้วย ผสมผสานกันทำให้กลิ่นเป็นโทAromatic Spicy นุ่มๆ สะอาด มีความเป็นโทนดอกไม้ที่ลาเวนเดอร์กับ Citrus สดชื่นกระจายออกมาแบบน้ำหอมสุภาพบุรุษที่ลงตัวมาก มีทั้งความคลาสสิคและความทันสมัยแบบโทนสว่าง แน่นอนในเนื้อกลิ่นโทน Frankincense ยังเนียนอยู่ข้างในมาแบบกำลังดีสายดันดาราเต็มๆ และกลิ่นนี้แหละจะนำเข้าสู่ Base Notes กับการเป็นโทนไม้หอมเต็มตัว มีความขรึมจากซีดาร์และหญ้าแฝกที่มาแบบโทนไม้แห้งติด Smoky นิดๆ เสริมกลิ่นโทน Incense ให้มีความขรึมแบบกำลังดี มีความนวลของไม้จันทน์หอมที่ติดปร่าๆ จากช่วงกลาง ที่สำคัญกลิ่นดอกไม้นวลๆ นุ่มๆ ยังคงอยู่จากลาเวนเดอร์ที่ลดทอนลงมาออกแนวสะอาดนุ่มๆ สนับสนุนให้กลิ่นมีความแมนและสุภาพบุรุษขรึมๆ เท่ห์ๆ หรูหรามีระดับพองาม และมีความละมุนสบายๆ กำลังดีจนกว่าจะหายไปจากผิว 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถแล้ว กลิ่นมีระดับแบบที่ดูเป็นผู้ชายที่เป็นสุภาพบุรุษวางตัวดีแบบที่เน้นความสดชื่นมานำเสนอแบบร่วมสมัย จึงสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันได้เลย ครอบจักรวาลมาก งานทางการก็เข้าทางสุดๆ ทำงาน Office กลิ่นก็วางตัวดีมีความขรึมและภูมิฐานก็ได้ ใส่ทั่วๆ ไปก็ผ่อนคลายดูสว่างและมีระดับ ใส่กิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายก็ได้ (ถ้าไม่กลัวเรื่องเปลือง) ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานนี่สบายมาก หรือใส่สบายๆ อยู่กับครอบครัว เดินเที่ยวอะไรก็ได้ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีอันนี้โดนกลบเอาได้ง่ายๆ ยกเว้นไม่ถือสา เพราะไม่ได้คิดจะไปหาเหยื่อก็จัดไป 

ความทน - กลิ่นทนลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. อาจจะมีบวกลบบ้างตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาปานกลางแบบยาวไป พอเข้าสู่ช่วงท้ายไปซักระยะจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว พ้น 8 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามร่างกายขยับเนื้อตัว ให้ความแมนๆ ผ่อนคลายสบายๆ ได้อยู่

ทิ้งท้าย - เรียกว่านี่คือตัวที่บอกได้เลยว่า Amouage สามารถทำอะไรได้หลากหลายมากกว่าที่คิด แถมใส่ลายเซ็นตัวเองลงไปได้เนียนและดีมากเสียด้วย ถ้าเทียบกับตัวอื่นๆ ของแบรนด์ อาจจะไม่ได้หวือหวาจัดเต็มและทนจัดจ้านมากขนาดนั้น แต่ถือเป็นน้ำหอมชายอีกตัวที่ให้ความรู้สึกมีระดับและเป็นก้าวแรกสำคัญคนที่อยากมาลองแบรนด์นี้ก่อนจะไปเจอตัวอื่นๆ ที่หนักยิ่งขึ้นตามสเต็ปได้ดีจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://i.dmarge.com/2014/03/amouage-ciel-pour-homme.jpg