วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Atelier Cologne - Musc Imperial

Atelier Cologne - Musc Imperial 

เพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามีน้ำหอมกลิ่นหนึ่งของ Atelier Cologne มีกลิ่นเปิดที่คล้ายคลึงความเป็น Creed Aventus แต่นอกนั้นมีความเป็นเอกเทศพอสมควร ซึ่งก็ผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอดว่า ถ้ามีโอกาสแล้วกันถึงจะลอง เพราะกลัวใช้แล้วมีคนทักเป็นแบรนด์อื่นแทน (ก็กลิ่นมันก็อบกันเยอะ) แต่ดันได้ความอนุเคราะห์แลกเปลี่ยนน้ำหอมซึ่งกันและกันจากบุคคลท่านหนึ่งแ
ละให้รุ่นนี้มาลองด้วย จึงได้รู้ว่า 

Musc Imperial เปิดตัวได้ทำเอาอุทานออกมาว่า เออ มันเกือบตุสอยู่นะเพราะกลิ่นเปิดทำให้นึกถึง Aventus ในระดับหนึ่งกับลักษณะของการเป็นโทน Fruity ติด Citrus แต่ไม่ใช่สับปะรด ย้ำ! ไม่มีสับปะรด แต่ไพล่ไปทางแบล็คเคอแรนท์ที่มีความเป็นโทนผลไม้ออกทางเปรี้ยวอมหวานมาเจอกับการเป็นมะกรูดฝรั่ง (ฺBergamot) ที่ให้ความเป็นโทนเปรี้ยวติดขม เนื้อกลิ่นมีติดเขียวออกทางลูกมะเดื่อฝรั่ง (Fig) ด้วยที่แอบๆ อยู่ แถมมีกลิ่นอายของ Clary Sage ที่ให้ความเป็นโทนสมุนไพรไพล่ไปทางลาเวนเดอร์เจือหนังแอบสดชื่นปร่าหน่อยๆ เข้ามาผสมผสาน ซึ่งถ้าจะดันให้เป็น Aventus มันก็พอได้แบบที่ตัดกลิ่นแนวสับปะรดออกเหลือแค่ Notes ที่บอกตามข้างต้น แต่กลิ่นจะพลิกเกมแบบเนียนๆ เมื่อเข้าช่วงกลางเพราะกลิ่นของ Fig จะเริ่มเด่นขึ้นมาแทน ให้ความเขียวติดโปร่งมีความครีมมี่บางๆ เจือจะผสมผสานกับกลิ่นสดชื่นผลไม้กลั้ว Citrus ในตอนต้นที่ยังตามมาเป็นกำลังเสริมให้กลิ่นเป็นโทนผลไม้ที่ไพล่มาทางเขียวนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้กลิ่นไม่ไก่กาเลยคือ กลิ่นอายของความเป็นโทนหนังนุ่มๆ กับลาเวนเดอร์ที่เป็นเหมือนตัวตรึงรองพื้นอยู่ ทำให้เป็นกลิ่นสไตล์โคโลญจน์แต่มีความนวลสะอาดมีคลาสรองพื้นอยู่ เรียกว่าเป็น 2 โทนที่มาเจอกันได้อย่างลงตัวและมีมิติ เพราะกลิ่นที่ตีขึ้นจะได้อารมณ์ความเป็น Fruity โปร่งเปรี้ยวปนขมบางๆ ติดเขียวหรูๆ แล้วเจือความนวลสะอาดแบบนวลผู้ดีรองพื้นอยู่ จนเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแนว Musk ที่เริ่มเผยตัวออกมา กลิ่นก็เริ่มเดินทางเข้าสู่ช่วงท้ายโดยความเป็นโทน Fruity ทั้งหมดจะดรอปลงไปเป็นสายสนับสนุนเจือๆ ในเนื้อกลิ่นมีความอ้อยอิ่งให้พอรับรู้ได้อยู่ สอดรับพอดีกับกลิ่นอายของโทน Musk ไพล่ไปติดทางโทนเมทัลลิคจางๆ ที่มาจาก Ambrette แทน ที่ให้ลักษณะกลิ่นอายของ Musk แต่จะติดกลิ่นเขียวออกทางเวจจี้ผสมความเป็นเมทัลลิคจางๆ เลยจะไม่ได้ไปสายนุ่มสะอาดอย่างเดียวเพราะจะยังมีความสดชื่นด้วยระดับหนึ่ง ในเนื้อกลิ่นจะมีความโปร่งของกลิ่นไม้หอมแนวซีดาร์เบาๆ อ่อนๆ ให้มีมิติหอมเรียบหรูสบายๆ คลอไปตลอด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถือว่ารุ่นนี้คุมโทนความเป็นสไตล์ Cologne ที่สดชื่นแบบมีลูกเล่น ติดนุ่ม และเรียบหรูตั้งแต่ต้นยันจบได้ดีมาก และฉีกการเดินตามรอยในสิ่งที่คนคิดว่ากลิ่นมันไปคล้ายรุ่นดังได้อย่างชัดเจนมากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย เพราะมาสาย Unisex เพียงแต่กลิ่นอาจจะไพล่ไปทางผู้ชายมากกว่าหน่อยราวๆ 65% ได้ แต่ยังไงผู้หญิงก็ใส่ได้แน่นอน ยิ่งถ้าชอบ Fruity แบบไม่ได้ลั่นล้าจ๋าๆ มาก ตัวนี้ถือว่ามาสายหรูเข้าถึงง่ายมีระดับที่น่าสนใจไม่น้อย โดยกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันได้เลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้งหรือออกกำลังกายก็ได้สบายๆ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปเดินเล่น ช้อปปิ้งหรือว่าชิลล์ๆ จะดีกว่าใส่ไปเที่ยวกลางคืน เพราะกลิ่นไม่ได้ไปสายปล่อยพลังเพื่อเรียกร้องความสนใจนัก เน้นวางตัวดีสดชื่นเสียมากกว่านั่นเอง 

ความทน - เป็น Cologne Absolute ที่ความเข้มข้นแนวเดียวกับ EDP ความทนจึงเรียกว่าทำได้ดี กับราวๆ 8 ชม. ได้ไม่ยาก อาจจะมีบวกลบบ้างอิงที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายแบบปานกลาง และจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว จนเมื่อเข้าช่วงท้ายก็เป็น Skin Scent ที่กลิ่นตีขึ้นยามร่างกายขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - แม้ว่าจะมีวูบที่ทำให้นึกถึง Aventus แต่ก็แค่แว้บเดียวเท่านั้น ที่เหลือเป็นน้ำหอมโทน Fruity Musk ติดสดชื่นที่มีระดับเรียบหรูแบบที่ไม่น้อยหน้าใครและเป็นอีกหนึ่งตัวที่ได้รับคำชมได้ไม่ยาก

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - Atelier Cologne’s Website --> https://www.ateliercologne.com/musc-imperial-200-ml.html



วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Hermes - 24 Faubourg Jeu Des Omnibus Et Dames Blanches

Hermes - 24 Faubourg Jeu Des Omnibus Et Dames Blanches

เห็นไลน์ 24 Faubourg ของ Hermes มานาน ซึ่งไม่ว่าจะรุ่นต้นตระกูลหรือลูกหลาน ต้องสารภาพกันตรงนี้ว่ามองข้ามมาตลอด เพราะเนื่องจากเห็นว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิงที่ถ้ามีโอกาสค่อยว่ากัน และโดนดึงไปสายอื่นๆ ของแบรนด์นี้เสียหมด จนได้มีโอกาสได้รับการแบ่งปันมาเพื่อนำมาเล่ากลิ่นกับรุ่น 24 Faubourg Jeu Des Omnibus Et Dames Blanches เช่นนั้น ใน
เมื่อไม่รู้ว่ากลิ่นอายของน้ำหอมโซนนี้เป็นอย่างไร ก็ขอลองแล้วเล่ากลิ่นต่อได้แบบนี้เลย 

บอกก่อน - เนื่องจากไม่เคยผ่านการลองรุ่นต้นตระกูลอย่าง 24 Faubourg ของไลน์นี้มาก่อน และไม่มั่นใจว่าการเปลี่ยนของรุ่นนี้เปลี่ยนกลิ่นบางส่วนจริงหรือเปลี่ยนแค่ขวดให้สวยขึ้น เช่นนั้นการเล่ากลิ่นนี้จะเน้นที่รุ่น 24 Faubourg Jeu Des Omnibus Et Dames Blanches เป็นสำคัญ

Top Notes ก็เปิดตัวกันเต็มๆ แบบเด่นพอๆ กันเลยกับความเป็นโทนดอกไม้เย้าดึงดูดแบบหวานลึกของกระดังงา ความเขียวมันๆ แบบติดเมือกแต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของของไฮยาซินท์ และโทน Citrus ที่ออกทางเปรี้ยวติดขมกลั้วกลิ่นออกทางผลไม้หวานแนวพีชบางๆ ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้ถือว่าต่างแบ่งเค้กกันได้อย่างลงตัวในการปล่อยของไม่พอ ยังผสมผสานกันให้มีมิติต่างๆ ของ 3 โทนหลักที่ได้อารมณ์จะไพล่ไปทางสายคลาสสิคก็สามารถ จะมาทางร่วมสมัยก็ได้ ในพื้นฐานของการโทนสว่างเป็นตัวเดินกลิ่นหลักแบบยาวไป ซึ่งเพียงไม่นานความเป็นโทน Citrus ก็จะเริ่มเบาลงไปแล้วผันตัวไปเป็นสายสนับสนุน ให้ตัวเอกหลักอย่างโทนดอกไม้ขาวจะเริ่มเฉิดฉายออกมา ก็ถือเป็นการเข้าสู่ Middle Notes อันเต็มๆ ด้วยกลิ่นอายที่มีมิติความเป็นดอกไม้ขาวที่แตกต่างกัน แต่ไม่แย่งซีนกัน เพราะยังสอดรับกันเป็นอย่างดีจาก ดอกส้มที่สกัดแบบใช้ตัวทำละลาย (Orange Blossom) ที่จะให้โทนนวลสะอาด การ์ดีเนียหรือดอกพุดที่ให้ความอ้อยอิ่งติดข้นนวลเบาๆ มะลิทีให้ความเป็นกลิ่นอายหวานใสเจือ และที่สำคัญมีกลิ่นค่อนไปทาง Airy ติดอับบางๆ ติดโทนแป้งของไอริสมาทอนในกลิ่น ทำให้กลิ่นอายของดอกไม้ขาวไม่ได้ไปสายข้นจัดเกินไป มีความนวลสะอาดปนหอมหวานละมุนแป้งนวลดอกไม้ขาวกำลังดี และยังมีทั้งความรู้สึกสดชื่นปนเขียวเจือจากกลิ่นที่ตามมาตั้งแต่ช่วงต้นเสียด้วย ซึ่งพอผ่านไปไม่นานจะเริ่มสัมผัสได้ว่ามีโทนกลิ่นที่อบอุ่นค่อยๆ ดันขึ้นมาแบบเนียนไป ความสดชื่นเริ่มบางลงตามลำดับ จนกลายเป็นกลิ่นอายโทนแป้งหอมดอกไม้ขาวอบอุ่นที่คุมโทนความสว่างนวลออกทางกึ่งวอร์มไลท์ได้ลงตัว และจะสัมผัสได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ Base Notes ที่ความเป็นแป้งดอกไม้ขาวนวลยังคงตามมาครบถ้วน กลิ่นมีการเปลี่ยนโทนไปไม่มากโดยที่ยังคงเป็นลักษณะของดอกส้มนวลๆ เคล้ามะลิหอมละมุนอยู่ แต่ความอบอุ่นของกลิ่นจะชัดมากขึ้นตามลำดับจากความเป็นแอมเบอร์ที่ให้อารมณ์อบอุ่นในเนื้อกลิ่น และมีกลิ่นอายวานิลลาบางๆ กับไม้หอมนวลๆ มีความคลาสสิคติดโมเดิร์นแบบมาเจอกันตรงกลางให้พอจับได้แบบยาวไปจนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป ยิ่งถ้าใครชอบกลิ่นอายของดอกไม้ขาวนวลๆ นุ่มๆ ไม่ว่าจะทั้งใสและข้นเป็นทุนเดิม และสามารถใช้ได้ทั้งกลิ่นอายติดคลาสสิคเคล้าโมเดิร์น จะเข้าถึงตัวนี้แล้วฟินได้ไม่ยาก โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะมาสายสว่างนวล กิจกรรมกลางแจ้งแบบเดินเล่นอะไรแบบนี้พอได้ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย ไม่เข้าทางอย่างรุนแรง ส่วนยามค่ำคืนถ้าเน้นใส่เพื่อสถานการณ์พิเศษหรือออกงาน รวมถึงทั่วๆ ไปแบบมีระดับหน่อยก็สามารถ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีเต้นแหลกลาน จะเกินหน้าเกินตาลุคที่กลิ่นสร้างไว้ไปนิดนึง 

ความทน - ดีงาม เพราะราวๆ 8 ชม. ได้สบายมาก และมากกว่านั้นเสียด้วยถ้าจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด รวมถึงความเข้ากันได้ของน้ำหอมกับผิวกายลงตัว ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. เลยทีเดียว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่ามาชัดและมาสว่างแบบทำให้รู้สึกตื่นตัวในโทนดอกไม้ผสมผสานกับความสดชื่นติดเขียวและ Citrus เต็มๆ ก่อนที่จะลดลงมากระจายปานกลาง แล้วค่อยๆ ลดลงตามลำดับมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกกลิ่นที่ลงตัวมากในแง่ของน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ขาวที่สมดุลย์พอดีๆ และมีความสว่างของเนื้อกลิ่นเป็นสำคัญ กลิ่นเลยมีระดับและมีความหอมแบบที่ประทับใจไม่ได้ยากที่แตะทั้งความคลาสสิคและร่วมสมัยได้อย่างง่ายดาย รวมถึงไม่แปลกใจที่ไลน์นี้ได้รับความนิยมมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit – Punmiris
à https://fimgs.net/images/secundar/o.13335.jpg


วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Zara Home - Aqua Bergamota

Zara Home - Aqua Bergamota 

เห็น Zara Home มาช้านานกับการเป็นหนึ่งในธุรกิจของ Zara ที่มาในสายของตกแต่งบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องกลิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้บ้านมีความสวยงามในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งแบรนด์เองก็มีในเรื่องของน้ำหอมแบบ Room Spray ที่เรียกว่าทำได้ดีมากในราคาย่อมเยาว์ และมีพวก Cologne เล็กๆ น้อยๆ ขายอยู่บ้าง จนเมื่อปี 2016 แบรนด์ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวน้ำหอมที่ใช้ปกติกับผิวกายในรูปแบบ Eau de Toilette ขึ้นมาเพื่อให้ครบถ้วนแบบมาทีเดียวสอยได้หมด เช่นนั้น จัดไปใช้แล้วเล่าต่อว่ารุ่นแรกที่ได้ลองอย่าง Aqua Bergamota เป็นอย่างไรบ้าง

ต้องบอกก่อนเลยว่า รุ่นนี้ได้สุคนธกรระดับปรมาจารย์อย่าง Alberto Morillas มาปรุงให้ ซึ่งก็ต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ยังไงก็รอดเพราะว่าพื้นฐานกลิ่นในองค์รวมให้ความรื่นรมย์สดชื่นแบบที่โทน Citrus พร้อมจะมีให้อย่างครบถ้วน โดยเปิดตัวที่ความเป็น Citrus แบบชุ่มฉ่ำ Splash ติดคมหน่อยๆ ให้อารมณ์สีเขียวอ่อนสดชื่นกันให้หนำในระดับหนึ่ง ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นโทนมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ค่อนข้างชัดเพราะในเนื้อกลิ่นติดเปรี้ยวปนขมค่อนข้างเด่นทะลุออกมาให้จับต้องได้ ซึ่งถ้าจะเน้นความสนุกในการจับกลิ่นจะได้ความรู้สึกของกลิ่นออกทางโทนสว่างที่ทำให้กลิ่นเป็นสีเขียวอ่อนและมีอารมณ์แบบเปรี้ยวติดหวานแบบปลายกลิ่นของเลมอนมาผสมผสาน พร้อมกับความเป็นลักษณะโทนฉ่ำๆ ติดเขียวนวลที่มาจากส้มเขียวหวานผสมผสานกับดอกส้มที่สกัดแบบไอน้ำ (Neroli) ก็ทำให้กลิ่นช่วงนี้เปิดตัวได้อย่างสวยงามเลยทีเดียว 

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางความเป็นโทน Citrus ติดน้ำเปรี้ยวกระจายในตอนแรก จะเริ่มลดลงมาเป็น Citrus แบบติดเขียวนวลลักษณะที่เป็นกลิ่นเบาขึ้นแบบกลิ่นลอยมาตามลมกลิ่นจะได้ความรู้สึกแห้งมากขึ้น ความเป็น Bergamot ยังคงอยู่ครบถ้วน และมีกลิ่นติดเปรี้ยวออกทางผลไม้จางๆ แต่สิ่งที่เด่นออกมาเทียบเท่าเลยคือ ดอกส้ม ทำให้กลิ่นมีความเขียวระเรื่อเจือนวลๆ เบาๆ ไปด้วยตลอด คุมโทนสีเขียวอ่อนสว่างๆ สดชื่นแบบสบายๆ ลากยาวไปจนถึงช่วงท้ายที่กลิ่นของโทน Citrus จะชัดเจนกับการเป็นโทนสดชื่นแห้งๆ โดยที่จะเป็นโทนติดผิวเคล้ากลิ่นรองพื้นเบาๆ ของไม้หอมบางๆ อะโรม่าอ่อนๆ ผ่อนคลายแบบสดชื่นเบาๆ ไปตลอด ซึ่งภาพรวมของกลิ่นชัดเจนมากกับลักษณะที่ได้อารมณ์คล้ายน้ำหอมสไตล์ Eau de Cologne ที่เน้นกลิ่นสดชื่น Citrus ติดฉ่ำๆ ไล่สเต็ปมาเรื่อยๆ จนเป็นสดชื่นแบบแห้งๆ ติดผิวให้ความรื่นรมย์ไปตลอด ครบถ้วนของการเป็นน้ำหอมกลิ่นดีที่ใช้ง่ายชัดเจน 

เหมาะสำหรับ - ได้หมดทุกเพศเลย วัยเรียน ม.ต้น ขึ้นไปก็สามารถใช้งานได้แล้ว กลิ่นมีความสดชื่นแบบที่ใครก็เข้าถึงได้ง่าย โดยสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบว่ากวาดหมดครอบจักรวาลการใช้งานมาก ไม่ว่าจะเป็นยามทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท ส่วนยามค่ำคืน แนะนำว่าใส่แบบชิลล์ๆ สบายๆ ยามอากาศร้อนๆ จะดีกว่าใส่ไปท่องราตรีตามผับคลับบาร์ เพราะโดนคนอื่นที่มาในโทนแน่นอวลกลบหมดแน่นอน 

ความทน - ความทนค่อนข้างแกว่ง ซึ่งภาพรวมจะอยู่ระหว่าง 4 - 6 ชม. อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้อิงที่สภาพอากาศ ควบคู่ไปกับจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 6 ชม. กำลังดีกับการฉีดที่ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะดรอปลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ในช่วงกลางแบบยาวไป พอเข้าช่วงท้ายก็เป็น Skin Scent ชัดเจน 

ทิ้งท้าย - กับราคาไม่ถึง 2,000 บาท โดยที่ทำกลิ่นออกมาได้เรียกว่าเทียบชั้นสายน้ำหอมแบรนดHigh-End ได้ขนาดนี้ถือว่าไม่ธรรมดาและคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายได้เลยทีเดียวกับกลิ่นแนว Citrus หอมสดชื่นและรื่นรมย์แบบนี้ เอาจริงๆ ตัวนี้ไปอยู่ไลน์ Eau de Cologne ของ Hermes ยังได้เลย สุดท้ายขอยกให้เป็นหนึ่งในโซน #ของดีเทคนิคไม่ต้อง ไปเลยแล้วกันกลิ่นทำได้ดีจริงๆ 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit – Fragrantica
--> https://www.fragrantica.com/perfume/Zara-Home/Aqua-Bergamota-42693.html

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Neotantric Fragrances - Manic Love Man

Neotantric Fragrances - Manic Love Man 

Neotantric Fragrances เป็นหนึ่งในน้ำหอมสาย Niche จากสวีเดน เน้นกระทำความเก๋ & ดิบทั้งจากชื่อรุ่นและลาย Screen ลงขวด เช่นนั้นเรียกว่า เมื่อได้โอกาสจัดมาเพราะอยากรู้ว่ากลิ่นที่ออกมาจะกระทำความเก๋กันแค่ไหน เช่นนั้นจัดไปอย่าให้เสียกับรุ่นแรกของแบรนด์นี้ที่เลือกมาเพราะลายขวดกับความเป็น กามา สุตราเสียขนาดนั้น กับรุ่นนี้เลย Manic Love Man 

เปิดตัวกันเต็มๆ ด้วยลักษณะสไตล์แป้งนัวให้รู้สึกได้กันก่อนเลย และจะเป็นโทนกลิ่นหลักที่อยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายโดยเรียกว่าเป็นตัวละครหลักและเด่นที่สุด ซึ่งในช่วงต้นในความเป้นกลิ่นโทนแป้งที่เป้นเหมือนศูนย์กลาง จะจับต้องได้ว่ามีความเป็นโทนเครื่องเทศแบบเผ็ดโปร่งปนหวานเย้าปนอยู่ข้างในแต่มีโทนกลิ่นอายนุ่มๆ นวลๆ ดึงดูดกลั้วไปด้วยตลอดแบบชัดเจนมาก ซึ่งก็มาจากเม็ดกระวานที่ปล่อยของแบบเย้ายวนกันให้ตรึมๆ เคล้าไปกับกลิ่นลาเวนเดอร์นวลๆ และจะมีกลิ่นโทน Citrus ของมะกรูดฝรั่ง (ฺBergamot) ที่จะมาให้มิติของความเปรี้ยวติดขมบางๆ เสริมอยู่ เรียกว่าถ้าเจอ 3 สหายนี้ กลิ่นจะให้ความเป็นโทน Bad Boy ในความเป็นโทนแป้งที่รองพื้นอยู่ได้ไม่ยากเลย แล้วกลิ่นจะเริ่มปรับโทนในช่วงกลางมาเป็นโทนแป้งที่เด่นมากขึ้นในลักษณะโทนกลิ่นแบบแป้งติดอับบางๆ คล้ายไอริสแต่ไม่ได้มาข้นคลั่กแบบหัว Orris เพราะมันมีโทนออกหวานเจือหน่อยๆ ซึ่งนั่นคือ เมล็ดแครอท ซึ่งแน่นอนความดึงดูดเย้าเซ็กซี่มาเต็มรองพื้นรอเลยล่ะ ซึ่งในช่วงนี้กลิ่นจะเริ่มหวานขึ้นมาในระดับหนึ่งจากคาราเมลที่เสริมเข้ามา ซึ่งข้อดี คือ ไม่ออกทางหวานเยิ้มขนมย้อยอะไรขนาดนั้น เพราะความเป็นเครื่องเทศของกระวานเคล้าลาเวนเดอร์ยังคงเด่นเป็นสง่าอยู่ตีคู่กับกลิ่นแป้งเย้ายวนอยู่ แถมมีกลิ่นอายโทนไม้หอมติดดอกไม้ที่ให้กลิ่นอายนวลเครื่องเทศจางๆ มาตัดทอนด้วย เลยจะได้ความหวานแบบแกล้มๆ ความเซ็กซี่แบบยาวไปและเป็นไฮไลท์ของน้ำหอมตัวนี้ที่เรีียกแขกกกันอย่างเต็มๆ แกล้มความเมโทรเนียนๆ เสียด้วย 

จนเมื่อกลิ่นดำเนินมาถึงช่วงท้ายกลิ่นไม้หอมเริ่มจะแทรกโทนแป้งที่เป็นกลิ่นหลักมาในระดับหนึ่ง เบียดกลิ่นโทนเครื่องเทศหวานเย้าเคล้าความนวลในตอนต้นให้เหลือเพียงปลายกลิ่นอ้อยอิ่งให้พอรู้ กลิ่นเลนจะเป็นแป้งกึ่งไม้หอมที่ติดโทนอุ่นๆ เพราะในเนื้อกลิ่นมีวานิลลาเนียนอยู่ในนั้นสนับสนุนให้โทนแป้งอุ่นนวลกึ่งกลางพอดีระหว่างความเป็นแป้งติดเซ็กซี่ปนหวานจากช่วงกลางเจือแป้งโปร่งหน่อยๆ เพราะจับได้ถึงกลิ่นดอกไวโอเล็ตที่นวลแป้งหอมโปร่ง ทำให้กลิ่นมีความหวานที่กำลังดีลงตัว และมีกลิ่นพิมเสนอ้อยอิ่งติดดิบบางๆ ให้เซ็กซี่ดึงดูดน่าค้นหาเข้าไปอีก เรียกว่ากลิ่นนี้ในแต่ละสเต็ปสมชื่อว่า Manic Love ได้เลย เพราะในทุกสเต็ปจะเย้ายวนแบบชัดเจนก็จริง แต่ไม่ได้ออกแนวป่าวประกาศว่า มาอึ้บฉันทีขนาดนั้น เพราะออกแนวมีระดับเนียนๆ ในเนื้อกลิ่นติดเมโทรกลั้ว Bad Boy ที่มีมาดในทุกสโตรกเลย เช่นนั้นเอาท่อนนึงของเพลง Heaven ที่ Julia Michaels ร้องไว้มาประกอบได้เลยว่า 

They say "all good boys go to heaven", But bad boys bring heaven to you. 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถจัดตัวนี้ได้สบาย กลิ่นมาสายเย้ายวนชัดเจนและมีวูบที่วาบหวามเซ็กซี่น่ากินพอประมาณแต่ไม่ได้โจ่งแจ้งมากถึงกับพร้อมรบเรียกคนทั้งโลกมาฟัดขนาดนั้น เพราะยังมีชั้นเชิงอยู่ในที ซึ่งกลิ่นนี้ถ้าสเปรย์เหมาะสมถือว่าใส่ทำงานได้ติดเซ็กซี่นิดนึงไรงี้ ก็พบปะผู้คนได้ ชิลล์ๆ ได้ อยู่กับแฟนหรือกิ้กได้หมด หรือจะใส่ไปเรียกเรตติ้งที่ไหนก็ได้อยู่ แต่ถ้าใส่เพื่อออกงานทางการจัดๆ เกรงว่าจะไม่งามนัก รวมถึงตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งไปได้เลย เดี๋ยวนัวจนมึนไปเสียก่อน ส่วนกลางคืน จัดไปได้เลยเรียกร้องความสนใจได้ดีเลยล่ะ (คนใส่มีประสบการณ์โดนเนียนลวนลามเพราะกลิ่นนี้มาแล้วนะจ้ะขอบอกกกก)

ความทน - ได้ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีบวกลบไปบ้าง ก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ให้ความชัดเจนแบบกำลังดี แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง จนเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - มันมีความเป็น Dior Homme อยู่ไม่น้อย แต่ไม่ได้ไปสายเมโทรกระเป๋าเครื่องสำอางนัก เพราะใส่กลิ่นเมล็ดแครอทแทนไอริส และใส่ความหวานลงไปเพิ่มเติมเพื่อความนัวเย้าเซ็กซี่แบบมาเต็มนั่นแล 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - The Hut
--> https://www.thehut.com/neotantric-fragrances-manic-love-man-eau-de-toilette-100ml/10632467.html

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Avon - Today Tomorrow Always Absolute

Avon - Today Tomorrow Always Absolute 

แม้จะผ่านน้ำหอม Avon มาพอสมควร แต่เรียกว่าแตะสาย Today Tomorrow Always มาน้อยมาก เพราะเขาเน้นที่น้ำหอมผู้หญิง แม้จะมีวนเวียนจนเจอรุ่นที่ชอบและรุ่นที่ดีงามก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้กลับไปเจอไลน์นี้นัก เพราะไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในไทยแล้ว (เพราะ Avon ถอนตัวจากประเทศไทยมาพักนึงแล้ว) จนสบโอกาสได้รับของฝากจากแดนไกลมาเป็นรุ่นหนึ่งในไลน์นี่ที่ไม่เคยได้ลองอย่าToday Tomorrow Always Absolute เช่นนั้นก็ได้เวลามาเล่ากลิ่นแบรนด์นี้กันอีกครั้ง ว่าจะมาในลักษณะไหน 

กลิ่นอายชัดเจนมากกับการเป็นโทน Floral ที่เด่นนำมาเลย แต่จะมีการล้อมด้วยโทน Citrus และรองพื้นด้วยกลิ่นอายสายไม้หอมและโทนหวานได้อย่างลงตัว ซึ่งเปิด Top Notes กันด้วยกลิ่นโทน Citrus Floral กันก่อนเลย เพราะในเนื้อกลิ่นจะชัดเจนมากว่ามีโทนดอกไม้ขาวแนวๆ ดอกมะลิหรือดอกส้ม รวมถึงดอกอื่นๆ ที่ผสมๆ กันที่เป็นลายเซ็นหลักของ Avon เลย (เพราะเขาเก่งโทนนี้จริงๆ) ซึ่งกลิ่นอายแบบดอกส้มผสมมะลิ ที่จะมีความหวานติกนวลอวลปนสะอาด และจะเป็นเหมือนกลิ่นเมนหลักยาวไป ซึ่งจะเริ่มที่โดยล้อมด้วยความเป็น Citrus ที่ไม่ได้มาแบบใสกระจ่าง มีความอวลแน่นติดขมติดหวานปลายในระดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะมาจากมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) หรืออื่นๆ ที่มาสมทบอยู่ กลิ่นในช่วงต้นเลยจะได้ความเป็นดอกไม้ที่หอมหวานอวลๆ ปนสะอาดสดชื่นจางๆ เป็นการเปิดตัว จนเข้าสู่ Middle Notes ในเวลาไม่นานต่อมา ซึ่งคราวนี้ชัดเจนว่ากลิ่นดอกส้มจะเป็นตัวเอกหลักเต็มๆ โดยมาในลักษณะสไตล์ดอกส้มที่สกัดด้วยตัวทำละลายที่รู้จักกันในรูปแบบของ Orange Blossom กลิ่นจะมีความนวลกึ่งสะอาดเป็นพื้นฐานและหอมติดหวานอมเปรี้ยวหน่อยๆ เด่นมาเลย แล้วเมื่อแกะลงไปจะเจอว่าเนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนหวานหอมแนวๆ น้ำผึ้งผสมผสานอยู่ตีคู่กับโทน Citrus ที่ยังตามมา โดยมีกลิ่นอายแบบติดโทนแป้งให้กลิ่นมีความอวลๆ นวลๆ เพิ่มเติมเป็นตัวรองพื้น ซึ่งชัดเจนว่ากลิ่นนี้ไม่ได้มาสายแบบน้ำหอมใสๆ แล้ว เพราะกลิ่นมาสายอวลปนหวาน แต่ไม่หนักเพราะยังยืนพื้นที่กลิ่นโทนสะอาดด้วยคุณลักษณะของดอกส้มนั่นเอง กลิ่นมีอารมณ์โรแมนติคให้จับต้องได้ด้วย แล้วเมื่อเริ่มสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายหวานหอมปนไม้นวลๆ อบอุ่นกำลังดีเริ่มแทรกขึ้นมา ก็ถือเป็นการเข้าสู่ Base Notes กันเต็มๆ ซึ่งกลิ่นจากช่วงกลางจะเริ่มชัดเจนว่าเป็นโทนกลิ่นแป้งหอมดอกส้มอมหวานสะอาดและจะยังจับต้องได้ตลอดอยู่เลเยอร์ชั้นบนสุด มีตัวเชื่อมเป็นเลเยอร์กลิ่นตรงกลางสนับสนุนอย่างกลิ่นของน้ำผึ้งที่จับได้ตั้งแต่ช่วงกลางที่เริ่มเด่นขึ้นมาให้ความหวานอวลกำลังดี กลิ่นอาจจะไม่ใช่สายแบบธรรมชาติจ๋าที่มักจะมีโทนแนว Animalic เสริมอยู่ในน้ำผึ้งก็จริง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้กลิ่นมีความหอมหวานแบบที่ใช้ง่ายมากขึ้นด้วย พื้นฐานกลิ่นจะเป็นกลิ่นไม้หอมนวลๆ แนวไม้จันทน์หอมที่รองพื้นอยู่ ซึ่งถือว่าเป้นช่วงที่หอมหวานอมเปรี้ยวมีความนวลติดสะอาดให้จับต้องได้ ซึ่งภาพรวมกลิ่นมีความเป็นสายผู้หญิงกันเต็มๆ ไม่มีเม้ม และเป็นน้ำหอมที่ไม่ได้มาสายใสๆ มีความโรแมนติคแกมเย้ายวนติดอวลของโทนหวานอมเปรี้ยวและยังเข้าถึงได้ง่ายในการใช้งานที่หลากหลายเสียด้วย

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบายๆ กลิ่นมีความกึ่งสะพรั่งกึ่งหวาน ได้อารมณ์ทั้งหวานหอม เย้ายวน และแอบ Innocent กลายๆ ได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าชอบโทนหวานหอมอวลติดสดชื่นกลั้วสะอาดหน่อยๆ เรียกว่าน่าจะติดใจได้ไม่ยาก ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะออกงานทางการหรือทั่วๆ ไป แบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม (ไม่งั้นเป็นน้ำเชื่อมไซรัปหวานอมเปรี้ยวเดินได้เอานะนั่น) แต่ให้ตัดการใส่เพื่ออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งไปได้เลย ไม่เข้าทางทุกกรณี ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ใส่เพื่อออกงานหรือไปเดท หรือไปดินเนอร์ หรือเดินเล่นห้างชิลล์ๆ ได้หมด ใส่เที่ยวกลางคืนยังได้เลยแหละ

ความทน - ราวๆ 8 - 10 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะส่วนตัวจัดไป 5 สเปรย์ เจอไปที่ 12 ชม. กลิ่นทนดีมากจริงๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงท้าย พอพ้นไปซัก 6 ชม. จะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป ผ่านไปซัก 10 ชม. ถึงเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ Avon ทำออกมาได้น่าสนใจ และต่อยอดความเป็น Today Tomorrow Always มาได้ดี มีความโรแมนติค เย้ายวน หวานอมเปรี้ยวอวลเซ็กซี่ได้ลงตัวมาก เสียดายชะมัดที่ไม่ได้หาแบรนด์นี้ได้ง่ายๆ ในบ้านเราแล้ว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit – Avon
: https://www.avon.com/product/absolute-parfum-58033

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Etat Libre d’Orange - Remarkable People

Etat Libre d’Orange - Remarkable People 

ในทุกยุคทุกสมัยจะต้องมีบุคคลประเภทหนึ่งที่ทุกคนจะต้องจำเขาได้และกล่าวถึงจนถึงขั้นเป็นตำนานหรือฮีโร่ในด้านในด้านหนึ่ง อันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่มันก็จะมีอีกหนึ่งมุมหนึ่งที่ยังมีคนอีกหลายคน ได้ลงมือทำบางสิ่งหรือหลายสิ่งเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างกล้าที่จะทำ กล้าที่จะเสี่ยง หรือเป็นอีกหนึ่งแรงขับสำคัญ เพื่อให้หลายๆ สิ่งมันดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจหรือเป็นเพียงแค่ฉากหลังจนหายไปตามกาลเวลานี่ก็เลยเป็นที่มาของ Concept ในการสร้างสรรค์น้ำหอมออกมาเพื่อสดุดีให้กับบุคคลเหล่านี้ของ Etat Libre d’Orange เสมือนเป็นกลิ่นที่บอกเล่าออร่าของบุคคลเหล่านี้กับรุ่นที่ชื่อว่า Remarkable People ซึ่งกลิ่นจะเป็นแบบไหน ใช้แล้วบอกเล่าต่อได้แบบนี้เลย 

เปิดตัวกันด้วยความเป็นโทน Sparkling ที่ออกแนวซ่าๆ แบบแชมเปญฟู่ๆ ที่มีกลิ่นอายของเกรฟฟรุต ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นที่เปรี้ยวติดขมปลายๆ มีความรู้สึกชัดเจนถึงโทนกลิ่นแบบเครื่องดื่มเต็มๆ แต่ไม่ใช่แค่นี้ เพราะว่ากลิ่นอายที่สำคัญที่ทำให้กลิ่นมีความหวานเย้าแบบเครื่องเทศที่หวานปนเผ็ดแปร่งที่สร้างออร่าดึงดูดเต็มๆ นั่นคือเม็ดกระวาน กลิ่นจะเรียกว่าตีคู่มากับแชมเปญเกรฟฟรุตเลย เรียกว่าเปิดมาก็นัวกันเต็มๆ เพียงแต่ไม่ได้ไปถึงกับการเป็นสายแน่นอวลจัดจ้านนัก สร้างออร่าทางกลิ่นแบบมีพลังกำลังดีได้เลยทีเดียว จนเมื่อกลิ่นอายเริ่มเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นจะเริ่มลดทอนความซ่าลงมาในระดับหนึ่ง แต่กลิ่นอายของเม็ดกระวานจากที่มาแบบสไตล์ติดเครื่องเทศเย้าหวานติดแปร่งในตอนแรกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นโทนหวานโปร่งเย้ายวนแทน โดยยังมีพื้นฐานของความเป็นแชมเปญเกรฟฟรุตอยู่ที่กลั้วไปมาอยู่ เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะมีความเป็นโทนเครื่องเทศที่อยู่ระหว่างความนวลและความโปร่งเป็นพื้นฐาน โดยจะแอบสัมผัสได้ถึงกลิ่นโทนดอกไม้หอมอ่อนๆ เคล้ากับกลิ่นไม้หอมครีมนวลเบาๆ ที่ทำให้กลิ่นมีมิติออกทางนวลโปร่งติดอุ่นที่มากกว่าความเป็นเครื่องเทศให้ความหวานเคล้ากลิ่นเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แล้วโทนนี้จะส่งต่อให้กับช่วงท้ายแบบเชื่อมสนิทเป็นผืนเดียวแบบเนียนๆ โดยการลดทอนลงมาให้เป็นความหวานเจือดึงดูดเป็นลักษณะออร่าที่ลอยออกมาที่พอยังสัมผัสได้เบาๆ ว่ามีกลิ่นของแชมเปญจางๆ แต่จะรองพื้นด้วยการเป็นโทนกลิ่นไม้หอมที่เริ่มที่เปิดตัวชัดเจนมากขึ้นให้ความครีมนวลบางๆ ของไม้จันทน์หอม แต่มีลักษณะของยางไม้ติดโทนหนังทำให้กลิ่นมีลักษณะอบอุ่นปนนุ่มเข้ามาด้วย แบ่งภาคกันได้เป็นอย่างดีระหว่างกลิ่นอายดึงดูดหวานโปร่งเย้าเรียกร้องความสนใจแบบไม่จงใจ กับกลิ่นแนวอบอุ่นน่าค้นหาและมีความผ่อนคลายรื่นรมย์กำลังดีในเนื้อกลิ่นที่สนับสนุนให้มีมิติให้จับต้องได้ท่ามกลางความหวานโปร่งหอมนวลเย้า มาครบกันเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้สบายๆ มีความเย้ายวนและดึงดูดแบบไม่ได้ถึงกับไปสายเซ็กซี่แบบจงใจนักเสียด้วย เรียกว่าสร้างออร่าทางกลิ่นให้มีความน่าสนใจก็ว่าได้ จึงเหมาะกับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ที่แม้ว่ากลิ่นจะมีความหวานและอุ่น แต่ถ้าเลือกจำนวนสเปรย์ได้ลงตัว ใส่ได้ทุกสภาพอากาศเลยทีเดียว แต่อาจจะต้องเลือกนิดนึง เพราะการใส่กลิ่นอายที่มีโทนแชมเปญตีคู่กระวานเด่นแบบนี้อาจจะไม่เข้ากับยามทางการแบบรับแขกบ้านแขกเมืองเท่าไหร่ แต่ถ้าใส่แบบทั่วไป ไม่ว่าจะชิลล์ๆ หรือว่าใส่ทำงาน Office เรียกว่าใส่ได้สบายมาก และไม่หนักหน่วงเกินไปมากเสียด้วย เพียงแต่ถ้าจะตัดออกว่าใส่ยามไหนที่ไม่เหมาะ ก็คงจะมีแต่การใส่เพื่อออกกำลังกายนี่แหละที่ตัดออกไปได้เลย เพราะไม่เข้าทางทุกประการ ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ลงสเปรย์ดีๆ กลิ่นดึงดูดได้ดีมากเสียด้วย โดยที่ไม่ได้จงใจไปสายเซ็กซี่จนเกินไป เพราะมาสายมีระดับและมีคลาสเสียมากกว่า 

ความทน - เรียกว่าลงตัวกับราวๆ 8 ชม. อาจจะมีบวกลบราวๆ 2 ชม. ไปบ้างก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้นเรียกว่าอาจจะทำให้ ตึ่งโป๊ะ! กันก่อน เพราะเป็นช่วงที่แต่ละโทนปล่อยของกันพอสมควร แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางที่เริ่มสร้างเสน่ห์ของความหวานโปร่งติดอุ่น แล้วจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายที่ยาวไป 

ทิ้งท้าย - ถ้ามองในแง่ที่ว่าบ่งบอกความเป็น Remarkable People หรือไม่ อันนีั้ต้องตอบว่าใช่ เพราะเปิดตัวคือการสร้างความน่าสนใจทางกลิ่นก่อนเลย ก่อนที่จะทำให้เราได้เรียนรู้ค้นหาในสิ่งที่กลิ่นให้มาและเป็นอยู่ ก่อนที่จะรื่นรมย์ไปกับมัน เรียกว่ามีสเต็ปให้เราได้จับต้อง Concept ของกลิ่นได้ดีมากเลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นผู้นำเข้าแบรนด์นี้มาขายในประเทศไทยโดยตรง นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - http://www.profumerialessandra.it/prodotto/etat-libre-dorange-remarkable-people-eau-de-parfum-100ml/

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Ferrari - Scuderia Ferrari Light Essence Bright

Ferrari - Scuderia Ferrari Light Essence Bright

หลังจากที่ได้ใช้รุ่น Light Essence ของ Ferrari มานานแสนนานกับกลิ่นอายที่สดใสและมีระดับไม่พอ ยังใช้ง่ายมากแบบที่มองข้ามไม่ได้เลยว่าแบรนด์รถหรูเองก็ทำน้ำหอมออกมาได้ดีมากเช่นกัน ตอนนี้ก็ได้เวลาของการต่อยอดมาสู่รุ่นลูกแตกออกมาจาก Ferrari ปกติสู่การเป็น Scuderia Ferrari (สายรถแข่ง Racing) ก็แตกหน่อรุ่น Light Essence ดั้งเดิมออกมาเป็น Scuderia Ferrari Light Essence Bright ซึ่งกลิ่นจะมาในลักษณะไหนนั้น ใกล้เคียงความใช้ง่ายและหอมมีระดับหรือไม่นั้น ได้เวลาพิสูจน์ 

เปิดตัว Top Notes กลิ่นโทน Fruity จะโดดเด่นออกมาเลย กลิ่นจะมีความกึ่งฉ่ำกึ่งแห้งกำลังดีของลูกแพร์ที่ออกทางโทนหวานเจือไปกับกลิ่นพีชที่มาแบบใสๆ ติดอมเปรี้ยวอมหวานกำลังดี และมีกลิ่นอายโทน Citrus เจือไปตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้กลิ่นโทนนี้ไม่ได้ไปสายสาวๆ มากเกินไป มีความเป็น Unisex แบบที่ผู้ชายเองก็ชอบได้ไม่ยากคือกลิ่นของแบล็คเคอร์แรนท์ที่มีความเปรี้ยวอมหวานติดเขียวแอบแมนๆ หน่อยๆ สไตล์แบบไซรัปมากกว่าจะเป็นผลสดเจือเข้ามา กลิ่นจะให้ความรู้สึกทั้งสดชื่นติดเปรี้ยวอมหวานที่ทำให้รู้สึกพึงพอใจกันได้ตั้งแต่แรก แบบว่าเสียเงินซื้อได้เลยเพียงแค่ได้กลิ่นช่วงนี้ และช่วงอื่นๆ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เพราะว่ากลิ่นของโทน Fruity ผลไม้จะยังเป็นตัวเด่นต่อเนื่องใน Middle Notes โดยกลิ่นของพีชจะกลายมาเป็นตัวเอกหลักตีคู่กับลูกแพร์ จับคู่สายผลไม้ให้ความหวานอมสดชื่นกำลังดี โดยมีตัวที่ทำให้กลิ่นไม่ได้ผลไม้จ๋าๆ อย่างชาเขียวบางๆ ผสมดอกไม้ใสๆ กลิ่นเลยจะได่ความหวานอมสดชื่นใสๆ แต่สิ่งที่ทำให้กลิ่นมีความสดชื่นแบบติดสะอาดกำลังดีคือกลิ่นอายโทนน้ำทะเลที่ไม่มีกลิ่นคาว กลิ่นมีความเค็มนิดๆ ให้รู้สึกแบบอารมณ์ Sea Breeze ทะเลเคล้ากลิ่นหอมหวานใสติดเฝื่อนชาให้ความรู้สึกสดชื่นแบบผ่อนคลายติดหวานสะอาดกำลังดี อารมณ์แบบพักผ่อนเคล้ากลิ่นสะอาดสว่างๆ ปนหวานหอมใสประมาณนั้น ซึ่งกลิ่นนี้จะดำเนินไปจนถึงช่วง Base Notes ที่กลิ่นจะเริ่มเป็นหอมนุ่มสะอาดผ่อนคลายมากขึ้นจากพื้นฐานของโทน Musk มีกลิ่นไม้หอมนวลๆ อ่อนๆ ผสมผสานบางๆ อยู่ และในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายผลไม้หวานสดชื่นเคล้ากลิ่นทะเลบางๆ แบบกลิ่นระเรื่อติดผิวกายสะอาดๆ กลิ่นให้ความรู้สึกหอมสะอาดติดเรียบหรู แนวๆ ตากอากาศผ่อนคลายและมีอารมณ์สว่างแบบฟ้ากระจ่างแจ้งไปตลอด ภาพรวมถือว่าเป็นกลิ่นอายที่ใช้ง่าย หอมมีระดับกำลังดี มีมิติกลิ่นให้จับต้องได้ในหลายๆ โทนที่ผสมผสานและสนับสนุนกันเป็นอย่างดี คงความเป็น Unisex ไปตลอดอย่างลงตัว 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ได้หมดทุกเพศ เพราะกลิ่นมีความกลางๆ มากพอ แบ่ง 50-50 ระหว่างกลิ่นแบบผู้ชายและผู้หญิงได้พอดิบพอดี ได้หมดตั้งแต่วัยเรียน ม.ต้น ก็สามารถแล้ว ใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบกวาดหมด เพราะมันสดชื่นและสดใสแบบมีระดับได้ดีมาก ขนาดออกกำลังกายยังใส่ได้เลย ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่าใส่แบบทั่วๆ ไป หรือออกงานกลางแจ้งชิลล์ๆ หรือใส่ไปเดินเล่นที่ไหนก็ได้หมด แต่ถ้าจะใส่เพื่อไปท่องราตรี ตัดออกไปได้เลย กลิ่นสู้ชาวบ้านไม่ได้แน่นอ 

ความทน - ราวๆ 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นนี้มาสาย Safe Scent แบบที่หอมหวานโปร่งชื่นใจ เช่นนั้นการกระจายจะเปิดตัวที่กระจายดีในช่วงต้น แล้วดรอปลงมาที่การเป็นออร่ารอบๆ ตัว ก่อนจะปิดท้ายที่ Skin Scent ติดผิวตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อนหรือขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ทำให้มองข้ามไปไม่ได้เลยสำหรับน้ำหอมที่มาจากแบรนด์รถหรูแบบนี้ เพราะทำกลิ่นออกมาได้ดี ใช้ง่าย มีระดับ และมีความรื่นรมย์ในเนื้อกลิ่นแบบที่มีความเกินคาดสูงมาก เรียกว่าต่อยอดได้ดีจากรุ่นLight Essence ปกติได้ไม่พอ ยังเป็นหนึ่งในกลิ่นอายที่เรียกว่า #ของดีเทคนิคไม่ต้อง แบบมีชั้นเชิงได้อย่างสบายๆเลย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://www.notino.se/ferrari/light-essence-bright-eau-de-toilette-unisex/

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: TokyoMilk Parfumarie Curiosite - Arsenic

TokyoMilk Parfumarie Curiosite - Arsenic

จุดแรกเริ่มของการเป็น TokyoMilk ก็เป็นการต่อยอดของสุคนธกรอย่าง Margot Elena ที่จริงๆ มีแบรนด์ทั้งน้ำหอมและเครื่องสำอางที่ต่างสไตล์ตามรูปแบบของแต่ละแบรนด์ซึ่งก็ว่ากันไปตาม Concept อยู่แล้ว แต่เมื่อร่วมเป็นหนึ่งในการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา จึงเพิ่มเติมด้วยการขยับขยายสาย Niche โดยการสร้างกลิ่นอายสไตล์เก๋ไก๋และไม่ธรรมดากับเขาบ้างจนออกมาเป็น Tok
yoMilk ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่น่าสนใจมากในทุกวันนี้ เช่นนั้นได้โอกาสลองตัวแรกของแบรนด์นี้ เลยต้องมาบอกเล่ากลิ่นกันเสียหน่อยว่าจะมาสายแปลกเก๋มากน้อยแค่ไหน 

Arsenic เป็นหนึ่งในน้ำหอมที่รวมอยู่ใน Dark Collection ของแบรนด์ ซึ่งแค่ชื่อก็ถึงกับอุทานออกมาว่า เอากันแบบนี้เลยหรือ -สารหนู- เลยนะและกลิ่นเองก็ตอบโจทย์ความดาร์กแบบมีความร้ายอยู่ข้างในไม่เหมือนใครได้ครบถ้วนมากเสียด้วย เปิดตัวกันเต็มๆ ในช่วงต้นด้วยกลิ่นอายลักษณะแบบมะรุมมะตุ้มรุมความคม เขียว บาด แปลก เมทัลลิค แปร่ง ขื่น นวล ขม เมาเบื่อแบบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แรงๆ และมีความเป็นกลิ่นอายคล้ายสารเคมีกันอย่างชัดเจน สามารถทำเอาผงะได้เลยเพียงแค่ในสเปรย์แรก แต่สิ่งที่มันเร้าใจคือ กลิ่นอายแบบนี้ไม่ได้มีในน้ำหอมปกติทั่วไปนัก มันกระทำความอาร์ตที่แตกต่างมากเลยทีเดียว แล้วสิ่งที่จับต้องได้คือโทนกลิ่นที่ออกทางเขียวปนขื่นเมาๆ ซึ่งน่าจะมาจากตัว Wormwood หรือ Artemisia ในชื่อไทยเรียกว่า โกฐจุฬาลัมพาที่กลิ่นจะออกทางเขียวขมติดขื่นแปร่ง ที่มักจะเอามาหมักเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เรียกว่าAbsinthe กลิ่นเลยจะค่อนข้างพุ่งและคมพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งในความพุ่งจะมีโทนกลิ่นออกทางสมุนไพรเขียวๆ กึ่งสดกึ่งปร่าๆ ติด Spicy บาดๆ ปนเมทัลลิคผสมผสานเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นเหมือนโทนกลิ่นที่เป็นศูนย์กลางหลักให้จับต้องได้ไปตลอดท่ามกลางความรู้สึกมะรุมมะตุ้มออกทางกึ่งกลิ่นสารเคมีที่ติดเขียว จนเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางความผสมปนเปในช่วงต้นเริ่อมลดทอนลงไปใมห้ความเขียวแบบติดเฝื่อนสมุนไพรปนเครื่องเทศหวานเผ็ดโปร่งเริ่มจะเป็นตัวนำอย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นของ Wormwood ยังคงเด่นเป็นสง่าอยู่เพียงแต่จะลดทอนความคมลงมาผสมผสานกับกลิ่นออกทางวานิลลาติดเค็มๆ ในเนื้อกลิ่น เพราะจับได้ว่ามีกลิ่นเค็มๆ ออกทางเกลือผสมผสานอยู่ จนได้อารมณ์ลักษณะแบบกลิ่นนวลๆ วานิลลาที่มีความเขียวขมแห้งๆ ปนเค็มรองพื้น แต่มีความเขียวติดเผ็ดปร่าลอยอ้อยอิ่งล้อมไปตลอด แบบกลิ่นที่แปลกแต่เก๋และมีพลัง มีโทนดาร์กออกทางสีเขียวเข้มจัดแล้วซ่อนพิษที่กลิ่นออกทางสารเคมีหน่อยๆ กำลังดีเสียด้วย จนได้เวลาของช่วงท้ายที่ความเขียวคมๆ เริ่มผันมาเป็นลักษณะของกลิ่นออกทางเขียวสมุนไพรขมๆ แห้งๆ ให้วานิลลาเด่นขึ้นมาแต่บอกเลยว่า ไม่มีความหวานในเนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนออกทางไม้หอมเข้มดาร์กหน่อยๆ แฝงอยู่ให้รู้สึกได้ และกลิ่นเค็มๆ ของเกลือยังมีอยู่ให้รู้สึก เลยทำให้กลิ่นในช่วงนี้เป็นวานิลลาที่ออกทางขมๆ ติดเขียวเข้มแห้งๆ กลั้วไม้หอมโปร่งแต่เข้ม สร้างออร่าความดาร์กแบบชัดเจนแบบที่ไม่เหมือนใครและคุมโทนได้ดีในความแปลกเก๋ตั้งแต่ต้นยันจบจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นมันมีความกลางๆ แบบที่ไม่ว่าเพศไหนก็ใช้ได้ เพียงแต่อาจจะต้องผ่านน้ำหอม Niche หรือโทนเขียวสมุนไพรสไตล์ขมติดขื่นของ Absinthe หรือว่า Wormwood มาบ้าง จะเข้าใจและจับต้องกลิ่นนี้ได้ง่ายขึ้นมากกว่าจะตกใจว่าฉันใส่ไบก้อนหรือชิลด์ท้อกซ์มาหรือเปล่า เพราะชื่อและขวดมันบิลด์ เอาจริงๆ กลิ่นก็ไม่ได้ไปสายยาฆ่าแมลงอะไรนัก เพียงแค่มีวูบแบบสารเคมีมารับรู้เท่านั้นเอง ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ทั้งยามกลางวันและกลางคืนแบบเลือกใส่หน่อย รวมถึงจำนวนสเปรย์เหมาะสมด้วยจะเป็นเรื่องดี ให้ตัดการใส่ในยามทางการไปได้เลย เพราะกลิ่นมันค่อนข้างเฉพาะ แต่ใส่แบบทั่วๆ ไปสร้างออร่าความดาร์กปนร้ายนิ่งได้ดีมาก (ชอบเป็นการส่วนตัวออร่าแบบนี้ 55555) หรือถ้าจะใส่ไปเที่ยวกลางคืนแบบเอาให้แตกต่างแบบสุดๆ เพื่อความเก๋ของตัวเองก็ได้นะ 

ความทน - กลิ่นทนราวๆ 6 - 8 ชม. อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวใช้ไป 5 สเปรย์ กลิ่นทนไปได้ถึง 8 ชม.

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น เรียกว่ามีความอึ้งกันได้ แล้วค่อยๆ ผ่อนลงมากระจายปานกลาง ปิดท้ายที่ออร่ารอบๆ ตัว พอพ้นไปซัก 4 - 6 ชม. แล้ว จะเป็น Skin Scent ชัดเจน 

ทิ้งท้าย - กระทำความอาร์ตอย่างชัดเจนมาก และมีความเป็น Niche Perfumerie ที่ชัดเจน แปลก เก๋ และไม่เหมือนใคร ที่สำคัญกลิ่นนี้ได้ความรู้สึกร้ายนิ่งติดดาร์กไหลลึกได้น่าสนใจมากจริงๆ ปรบมือให้ ณ จุดนี้ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit -


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: PRYN PARFUM - Morah

PRYN PARFUM - Morah 

จากที่เคยเทสผ่านๆ หลังจากที่ PRYN PARFUM หนึ่งในแบรนด์ไทยสาย Niche Parfumerie ได้ออกน้ำหอมรุ่น Morah มาวางจำหน่าย ก็กะว่าจะเอามาเล่ากลิ่นทีหลัง เพราะเป็นโทนกลิ่นที่ดมครั้งแรกก็รู้สึกได้เลยว่า มันมีความซับซ้อนและมีหลากหลายความรู้สึกอยู่ในนั้น ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันหน่อย แต่พอทราบว่ารุ่นนี้ได้เป็นหนึ่งในการเข้าชิงรางวัล The Art and Olfaction Award ประจำปี 2018 เท่านั้นแหละ ก็ได้เวลาของการมาเรียนรู้ความซับซ้อนของกลิ่นว่าเราจะได้อะไรจากกลิ่นนี้บ้าง 

Morah พูดถึงชื่อนี้ หลายๆ คนที่เคยอ่านนิทานพื้นบ้านไทยอย่าง จันทโครพเพราะเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ ที่จะไม่ขอตัดสินว่าใครผิดใครถูก เพราะนิทานเรื่องนี้ประพัรธ์ขึ้นเพราะมองในเรื่องของผู้ชายเป็นใหญ่ตามยุคสมัยนั้นๆ แต่สิ่งที่เป็น Morah ออกมาแบบชัดเจนมากตามคาแรคเตอร์คือหญิงงามที่มีความ Innocent และ Sex Appeal สูงมาก ทำให้ชายใดที่เห็นเป็นต้องลุ่มหลงรักและต้องการหลอกให้ทำอะไรก็ตามให้ได้นางมาเป็นของตน การสื่อถึง Morah ผ่านกลิ่นอายน้ำหอมจึงมีความเย้ายวนและ Sexy ด้วยโทนของดอกไม้และสาปปลุกเร้า Animalic กันตั้งแต่ต้นกลิ่นกันเลยทีเดียว เพราะเปิดตัวด้วยกลิ่นอายติดสบู่อวลๆ ของ Aldehydes ที่เสริมด้วยกลิ่นอายของ Civet หรือชะมดเช็ด เคล้ากับความน่าค้นหาของ Oakmoss ที่ให้ความเขียวดาร์ก กลิ่นมีความซับซ้อนจากการเสริมมิติด้วยโทนดอกไม้หอมนวลอมหวานผสมผสานกับความเป็นโทนไม้หอมนวลๆ ทำให้รู้สึกถึงความหลากหลายในเนื้อกลิ่นได้ชัดเจนมากและดันกลิ่นอายสไตล์ Vintage ที่สร้างความดึงดูดและน่าค้นหาตั้งแต่ต้นกันเลยทีเดียว จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางที่เรียกว่าเป็นความซับซ้อนของกลิ่นที่มีมิติของโทนต่างๆ มาผสมผสานกันอย่างโดดเด่นมาก โดยที่ยังยืนพื้นกับการเป็นโทนน่าค้นหา ดึงดูด เย้ายวน และมีความปลุกเร้าที่แตกต่างโทนมาผสมผสานกันไม่ว่าจะมาจาก

1. โทนดอกไม้ขาวที่ให้ความครีมมี่ติดเย็นๆ ของซ่อนกลิ่น และลีลาวดี ซึ่งจะมีกลิ่นดอกพุดนวลแทรกอยู่ และมีโทนดอกไม้เหลืองที่ให้ความรู้สึกเย้ายวนของกระดังงา รวมถึงมีกลิ่นหวานโปร่งๆ ของดอกสาละให้พอรับรู้ 
2. กลิ่นของดอกฝิ่นที่มาแบบแห้งๆ ติดเขียวออกทางแป้งหน่อยๆ ที่ล้อมกลิ่นเอาไว้ กลิ่นจะมีความเย้ายวนแบบธรรมชาติกำลังดี ตีคู่เสริมโทนกับกลิ่นของสาCivet ได้ลงตัวมาก
3. กลิ่นอายติดเครื่องเทศผสมไม้หอมอย่างกาแฟที่ติดขมเคล้าพริกไทย และมีกลิ่นติดสาปจางๆ จากยี่หร่าที่เป็นสายสนับสนุนรองพื้นแทรกไปกับโทน Animalic และโทนสบู่ Aldehydes ที่ตามมาอยู่ ทำให้อารมณ์ของกลิ่นหลักอย่างสาปปลุกเร้า Animalic มีอารมณ์ที่ยังชัดเจนตลอด และมีลูกเล่นที่น่าค้นหาติด Dirty นิดๆ มากขึ้นเสียด้วย 

เรียกว่าเป็นไฮไลท์และเสน่ห์ของน้ำหอมที่เรียกว่ามาเต็มมากในเครื่องคุณภาพกลิ่นเพราะ กลิ่นจะมีลูกเล่นความซับซ้อนของโทนกลิ่นที่แตกต่างที่ให้เราสัมผัสได้ในแต่ละรอบที่ได้ใช้งานเสียด้วย โดนยังยืนพื้นที่กลิ่นอายเย้ายวน ดึงดูด น่าค้นหา ถ้าเปรียบอารมณ์ไม่ต่างจากที่จันทโครพหรือโจรป่าสุดหล่อตกหลุมเสน่ห์ของนางโมรา ที่มีจริตความปลุกเร้าตามธรรมชาติ ผ่านกลิ่นจากกาย กลิ่นจากสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ที่อยู่ในป่าเรียกว่าสร้างภาพในหัวและสร้างออร่าความมี Sex Appeal แบบคุมโทนแบบกึ่ง Vintage กึ่ง Modern เนียนแทรกไปในกลิ่นได้อย่างดีมาก 

เมื่อได้เวลาของช่วงท้าย กลิ่นอายจะเริ่มมีความดราม่าที่หลากหลายความรู้สึก เริ่มจากโทนสาปปลุกเร้าที่ยังคงอยู่ แต่จะเริ่มมีความดาร์กมากขึ้นจาก Oak Moss ที่เด่นเข้มขึ้นมาหลังจากจับได้แบบเนียนๆ ในเนื้อกลิ่นมาตลอดในช่วงต่างๆ ก่อนหน้า ตามด้วยกลิ่นไม้หอมที่มาสายเข้มลึกติดดาร์ก รวมถึงจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแนวๆ กลิ่นไม้ไหม้แห้งๆ กึ่ง Incense กึ่งเถ้าถ่านหน่อยๆ เสียด้วย ตลอดจนกลิ่นอายในช่วงกลางจะเริ่มลดทอนลงมามีลักษณะเข้าโทนกลิ่นอายติดโทนแป้งหน่อยๆ ผสมโทนกลิ่นแบบ Musky เจือในเนื้อกลิ่นไปด้วยตลอด อารมณ์ต่างๆ ที่จับได้จะมีทั้งความปลุกเร้าที่คุมโทนตามเดิม ความเย้ายวนที่หลากหลายจากช่วงกลางจะเริ่มลดลงมีความดาร์กและลึกมากขึ้น รู้สึกอยากแท้หยั่งถึงในอารมณ์ระดับหนึ่ง และมีความอ้อยอิ่งติดเศร้าๆเป็นมิติให้รับรู้ได้ไปเรื่อยๆ แบบอารมณ์เมื่อเรารู้เรื่องราวของนางโมราจบแล้วก็ยังมีความรู้สึกติดค้างอยู่ กลิ่นจะให้อารมณ์แบบรอยทางตามเรื่องราวได้น่าสนใจมากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงเอาไว้ว่า Unisex ซึ่งถือว่าเป็นไปตามนั้นได้เลย อาจจะไพล่ไปทางสาวๆ มากหน่อยซัก 65% แต่ยังไงผู้ชายก็ใส่ได้สบายๆ แน่นอน เพราะกลิ่นมีลักษณะแบบเรื่องราวและสถานการณ์เสียมาก ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดจำนวนสเปรย์ให้เหมาะสมจะลงตัวมาก ไม่ว่าจะใส่ยามทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ให้ตัดการใส่ออกกำลังกายไปเลยจะดีที่สุด กลิ่นไม่ได้ไปสายนั้นและไม่เข้าทางแม้แต่น้อย ส่วนยามค่ำคืน ถือว่าใส่ออกงานได้อย่างสบายๆ จะใส่ไปท่องราตรีก็พอได้ เพราะจะได้เสน่ห์ในอีกรูปแบบก็ได้ 

ความทน - ยกให้เขาเลย กลิ่นทนมากกกก 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ มาเต็มมาครบจริงๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้นเรียกว่ามาถึงก็ทำให้รู้สึกได้ถึงอารมณ์กลิ่นที่ชัดเจนมาก แล้วจะลดลงมากระจายดีคงตัวไปซักระยะ พอผ่านซัก 4 ชม. จะลดลงมาปานกลางแล้วปิดท้ายที่ออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - Morah เป็นอีกหนึ่งในน้ำหอมที่เปิดโลกทัศน์ในเรื่องของกลิ่นที่มีความซับซ้อนและผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นโทน Vintage กับโทน Modern ที่รวมตัวกันได้อย่างน่าสนใจและมีชั้นเชิงมาก ที่สำคัญต้องยอมรับเลยว่า จากเดิมที่เวลาเจอกลิ่นโทน Animalic จาก Civet หรือชะมดเช็ด จะมีอาการแบบว่ามันยังไม่ใช่ทางเท่าไหร่ แต่พอมาดมน้ำหอมรุ่นนี้กลายเป็นได้เรียนรู้จนเห็นเสน่ห์ของความเป็นโทน Animalic มากขึ้นและทำให้รู้สึกได้ว่า เราได้ผ่านด่านของการเรียนรู้ทางกลิ่นโทนลักษณะนี้ขึ้นมาอีกขั้นนึงแล้ว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกจากแบรนด์ PRYN PARFUM และสุคนธกรผู้ปรุง นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - Facebook Page: PRYN PARFUM



วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Review: Miniso - Wild Strawberry

Miniso - Wild Strawberry 

เห็นร้าน Miniso เข้ามาตั้งที่ไทยมาระยะหนึ่ง และรู้อยู่ด้วยว่ามีน้ำหอมของร้านขายด้วยนะ เดินไปด้อมๆ มองๆ มาก็แล้ว แต่ก็มองข้ามมาตลอด จนวันหนึ่งได้กัลยาณมิตรทางด้านน้ำหอมที่เล่ามามีกลิ่นหนึ่งของร้านนี้ที่เรียกว่าใกล้ความเป็นกลิ่น Limited Edition ของ Jo Malone อย่าง Wild Strawberry & Parsley ในราคาที่ต่างกันเว่อร์ๆ ในขนาดเดียวกัน แถมยังทนคือกันอีกด้วย เช่นน
ั้น พุ่งไปลอง พร้อมกวาดมาตุนเรียบร้อย เทสรัวๆ หลายรอบ ก็ได้เวลาของการมาบอกเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าจะออกมาในลักษณะไหน 

Wild Strawberry ถือว่าทำออกมาได้ ดิสกว่าที่คีย์มากและเนี๊ยนเนียนเกินคาด กับการเป็นกลิ่นอายใสๆ สบายๆ ที่ใช้ง่ายและเข้าถึงง่าย โดยเปิดต้นกลิ่นที่ความเป็นกลิ่นอายเบอร์รี่ ค่อนไปทางเบอร์รี่สีแดงสไตล์สตรอเบอร์รี่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้มาหวานเลี่ยน ฟรุ้งฟริ้ง แบบที่ใส่แล้วลั่นล้าฟรุตตี้อะไร เพราะมาลักษณะโทนแบบเบอร์รี่ที่ออกทางดิบๆ อยู่ กึ่งขาว กึ่งเขียว เข้าระยะที่จะสุกและมีสีแดงประมาณนั้น โดยจะมีกลิ่นออกทางเขียวๆ ใสๆ ติดโทน Aquatic หน่อยๆ ปนแป้งเขียวหวานโปร่งเบาๆ มาตัดทอนให้กลิ่นมีความสบายๆ สดชื่นแบบเบอร์รี่ที่ไม่จัดจ้านและรื่นรมย์ได้ดีมาก เรียกว่าเปิดตัวมาก็ทำให้คนที่ดมควักเงินจ่ายซื้อหามาได้ไม่ยากเลย ซึ่งกลิ่นจะมาในลักษณะแบบใสๆ แบบนี้ยาวไปจนถึงช่วงท้าย แต่ในเนื้อกลิ่นมีความเปลี่ยนแปลงให้จับต้องได้ โดยช่วงกลางกลิ่นจะเริ่มมีลักษณะของการเป็นโทนติดหวานขึ้นจากโทนดอกไม้ และมีความเป็นแป้งหอมอ่อนๆ ที่มาจากดอกไวโอเล็ตที่ให้ความนวลเติดเขียวใสติด Aquctic ปนเบอร์รี่แบบตอนต้นเจือไปตลอด (เท่าที่เดาน่าจะใส่สารหอมที่ทำให้กลิ่นมีความใสปนรื่นรมย์เยอะพอสมควรอย่าง Hedione เลยทำให้กลิ่นมีความเป็น Aquatic ปนดอกไม้ขาวสดใสเข้ามาทำให้กลิ่นปลอดโปร่งมาเชียว) ที่สำคัญมีความเป็นโทนเขียวติดเครื่องเทศบางๆ แนวๆ ดอกฟรีเซียที่ให้โทนติดสบู่หน่อยๆ ผสมกลิ่น Musk นุ่มๆ สะอาดรองพื้นอยู่ด้วย กลิ่นเลยจะได้ความเข้าถึงได้ง่ายมากแบ่งเลเยอร์ได้น่าสนใจ โทนเบอร์รี่ใสๆ ติดเขียวอยู่ On Top สนับสนุนด้วยโทนติดแป้งหอมอ่อนๆ และรองพื้นด้วยโทนสบู่ดอกไม้สะอาดๆ และกลิ่นจะเริ่มมาสายนุ่มมากขึ้นความใสเริ่มหายไปในช่วงท้ายที่กลิ่นจะเป็นพื้นฐานของโทนสะอาดๆ ของ Musk ปนเขียวบางๆ มาเป็นตัวรองพื้นสนับสนุนในเนื้อกลิ่นมากขึ้น ความหวานแป้งนวลๆ ตามมาในช่วงนี้ และยังคงติดใสๆ เบอร์รี่ยังคงอยู่แบบอ้อยอิ่งบางๆ ให้รับรู้ไปตลอด

เหมาะสำหรับ - เขาติดไว้ชัดเจนว่า Lady Perfume ซึ่งสาวๆ ใช้ได้ง่ายสบายมากตั้งแต่วัย ม.ต้น เป็นต้นไปก็สามารถแล้ว เอาจริงๆ กลิ่นนี้ผู้ชายก็ใส่ได้เพราะมาสายกลิ่นอ่อนๆ สบายๆ เสียด้วย โดยที่เป็น Unisex กันได้ในระดับหนึ่ง ราวๆ 30% ซึ่งสามารถกวาดหมดได้เลยในการใช้ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้งได้สบาย ออกกำลังกายก็ได้ เพราะกลิ่นไม่ได้รบกวนใครมาก ส่วนยามค่ำคืนถ้าเน้นใส่สบายๆ ชิลล์ๆ เดินเล่น หรือผ่อนคลายทั่วๆ ไปจะลงตัวมาก ถ้าใส่ไปท่องราตรีเต้นกล้วยตานีปลายหวีเหี่ยวหรือพวกกาโวๆๆๆ หรือแนว Electro House อะไรก็ตามอย่างที่คนใส่ชอบ เตรียมตัวเจอการโดนชาวบ้านกลบหมดแน่นอนจ้า 

ความทน - อันนี้เป็นเรื่องที่เกินคาด เพราะกลิ่นทนราวๆ 4 - 6 ชม. อาจจะมากหมากกว่านี้ ก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอที่ 6 ชั่วโมงกับการใส่แบบไม่อยู่ห้องแอร์ อากาศร้อนๆ กับ 8 ชม. กับการใส่อยู่ในห้องแอร์เสียส่วนใหญ่ 

การกระจาย - เขามาสายกลิ่นอ่อนๆ เช่นนั้นกลิ่นจะกระจายปานกลางให้ความหอมรื่นรมย์ก่อนในช่วงต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ปิดท้ายด้วย Skin Scent ที่จะตีขึ้นบางๆ ให้คนใส่รับรู้เบาๆ 

ทิ้งท้าย - ซึ่งภาพรวมเรียกว่ามีลักษณะแบบ Jo Malone ตัว Limited ที่อ้างไว้ข้างต้นเลย ทนพอๆ กันเพียงแต่กลิ่นจะไม่ได้เขียวเท่าและมีความเป็นแป้งนวลๆ มากกว่าในพื้นฐานที่ยังมีกลิ่นเบอร์รี่ใสๆ ติดเขียวเจือ ที่แน่ๆ ความเนียนของกลิ่นที่ทำออกมาได้ดีเกินที่คาดคิดมาก อาจจะไม่ได้มีความเป็นธรรมชาติของกลิ่นมากนัก กลิ่นสังเคราะห์เชียว แต่จะคาดหวังเว่อร์วังไปทำไมกับราคา 139 บาท ที่ใส่แล้วหอมสบายเข้าถึงง่าย ใครถามจะเนียนบอกว่าใส่ Jo Malone ก็ไม่ได้มีใครห้ามซะหน่อย สุดท้ายเอาไปเลยยกตำแหน่งนี้ให้ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง และ #ของถูกและดี มีอยู่จริงๆ นะ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกจากแบรนด์ Miniso นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit - เข็มขัดสั้น