วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Preview: Cafe de Parfum - Discovery Set

Fragrance Preview: Cafe de Parfum - Discovery Set

และแล้วกลิ่นต่างๆ ของแบรนด์ไทยอย่าง Cafe de Parfum ก็ได้ออกมากันครบเรียบร้อย และที่สำคัญมี Discovery Set ออกมาแล้วด้วยสำหรับคนที่อยากลองก่อนซื้อจริง ไหนๆ ได้มาแล้ววววววว เราก็ขอมา Preview นิดนึงว่า Discovery Set จะเป็นอย่างไรบ้าง

Discovery Set จะประกอบไปด้วย น้ำหอมทั้งหมด 6 รุ่น ในกล่องสีขาวสวยงามแนวมินิมัล ขนาดขวดละ 5 ml รวมทุกกลิ่นแล้วได้ไปเต็มๆ 30 ml เชียว ซึ่งจะมีกลิ่นตามนี้เลย

1. Eden 
2. Ashura
3. Black Addiction
4. Rustic Dawn 
5. Grim Fantasy 
6. Les Fleurs Rouges
    
ซึ่ง Discovery Set ที่ขวดละ 5 ml นี้ที่ผมรีบจัดมาเพราะเห็นว่ามีจำนวนจำกัด กลัวไม่คุ้ม 55555 ซึ่งในกล่องจะมีซองสีดำที่ใส่คูปองส่วนลด สำหรับการซื้อขวดขนาด 50 ml อีก 500 บาท ด้วยยยย (ตายยยยยแล้ววววว Ashura ข้าอยากได้เจ้ามากกก)

Discovery Set นี้ ผมสอยจัดมาที่ 1,690 บาท นะครับ เพราะถือว่ามองความคุ้มค่ากับการได้ทุกกลิ่นรวมกันถึง 30 ml แล้วคุ้มเลยทีเดียว แถมได้คูปองมาลดราคาขวดเต็มอีก เช่นนั้น #ความวู่วามคือของหวาน จัดสิ ไม่รอแล้ววววว 555555

เช่นนั้น ใครสนใจ Search ชื่อ Page - Cafe de Parfum ดูได้นะครับ 


วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Aerin Lauder - Evening Rose

Aerin Lauder - Evening Rose 

เห็นนามสกุลกลายๆ คนคงเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเกี่ยวพันอะไรกับ Estee Lauder แน่ๆ ซึ่งก็ใช่เลย เพราะ Aerin Lauder เป็นหลานของ Estee นั่นเอง ซึ่งนอกจากธุรกิจของต้นตระกูลที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว ก็หันมาเอาดีทางด้านการสร้างแบรนด์ในนามของตัวเองด้วยเช่นกัน แต่ฉีกออกมาสาย Lifestyle ที่มีทั้งของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ และสายความสวยความงาม เรียกว่าก็หลากหลายกันพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีน้ำหอมด้วย เช่นนั้นต้องมาบอกเล่ากลิ่นกันซักหน่อยว่ามาในลักษณะไหนกับรุ่นแรกที่ได้ใช้งานจริงอย่าง Evening Rose 

กุหลาบยามเย็นเพียงได้เห็นชื่อรุ่นก็คิดไปก่อนแล้วว่า มีแนวโน้มมาสายเซ็กซี่ยั่วยวน แต่ก็ยังยืนพื้นที่ความหรูมีสไตล์แบบที่ต้องได้รับการถ่ายทอดจากความเป็น Lauder มาแน่ๆ และก็ชัดเจนว่า ถูกต้องเกิน 75%” เพราะกลิ่นอายจะมีลูกล่อลูกชนแบบไม่โฉ่งฉ่างมากนัก เหมือนผู้หญิงที่ไม่ได้แสดงออกว่า มาเพื่อเซ็กซี่แต่ปล่อยอินเนอร์และจริตที่เป็นภาษากายแบบเนียนๆ ว่าตัวเองมีเสน่ห์และมีความดึงดูดสูงแม้ว่าจะใส่เสื้อคอเต่าปิดมิดทั้งตัวก็ตาม โดยเอากุหลาบเป็นตัวตั้งต้น ซึ่งกลิ่นอายของรุ่นนี้จะเปิดตัวด้วยการความเป็นโทน Berry แบบติดหวานอมเปรี้ยวของแบล็คเบอร์รี่ที่จะมาเคล้ากับกลิ่นกุหลาบกันก่อนเลย ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าถึงได้ง่ายมากจนน่าแปลกใจ ด้วยส่วนหนึ่งคือมันเป็นโทนกลิ่นที่ยอดนิยมในน้ำหอมหลายๆ ตัวพอสมควร แต่สิ่งที่ชัดเจนเลยคือสื่อถึงความเป็นกุหลาบยามเย็นได้ลงตัวเพราะกลิ่นจะได้ความเป็นกุหลาบกับโทนออกทางสีม่วงหน่อยๆ จากตัวแบล็คเบอร์รี่เอง แล้วเพียงไม่นานก็ฌข้าช่วงกลางที่กลิ่นอายของเหล้าคอนยัคจะเสริมขึ้นมาให้มีความดึงดูดมากกว่าจะเป็นสายขี้เมา เพราะความเป็น Incense ที่เสริมเข้ามาทำให้มีความน่าค้นหาในความเป็นกุหลาบแบล็คเบอร์รี่ แถมตัดทอนความขี้เล่นที่ควรจะเป็นออกไปเสียหมด เลยได้ความน่าค้นหาดึงดูดแบบกำลังดีเข้ามาแทน ไม่ได้ดาร์กหรือดิ่งลึก มีความไม่ทางการอยู่พอสมควร แต่ยังมีสไตล์ที่ชัดเจนแบบผู้หญิงที่มีความ Modern อยู่ (กลิ่นอายลายเซ็นของความเป็Lauder ในช่วงหลังๆ ชัดเจนพอสมควรเลย) ซึ่งทำให้เข้าถึงได้ง่ายมาก จนผ่านไปเรื่อยๆ แล้วผันเข้าสู่ช่วงท้ายที่ความเป็นกุหลาบเจะเบาลง แต่พอจับได้ว่ามีอยู่แบบนวลๆ เบาๆ ท่ามกลิ่นกลิ่นอายอบอุ่นน่าค้นหาแบบกลางๆ จากโทนแอมเบอร์ติดไม้หอมนวลๆ อยู่ชัดเจน และมีความเป็น Musk หน่อยๆ ที่ให้ความนวลของกลิ่นรองพื้นอยู่ ซึ่งกลิ่นจะมีอารมณ์แบบดึงดูดเย้ายวนต่อเนื่องจากช่วงกลางแบบไม่ได้โจ่งแจ้ง เน้นความเรียบนิ่งแบบมีเสน่ห์และมีระดับกำลังดีแบบเข้าถึงได้ง่ายยาวไปจนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถ กลิ่นเข้าถึงได้ง่าย แต่ก็มีระดับพอสมควรแบบไม่ได้ทางการจ๋าๆ นัก ซึ่งแม้จะชื่อรุ่นว่า Evening Rose แต่กลิ่นนี้ใช้แบบครอบจักรวาลทั้งกลางวันกลางคืนได้ไม่ยากเลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป กลิ่นมีความเป็นกลางๆ ที่สามารถแตะได้แทบทุกสถานการณ์ รวมถึงช่วงเวลาโรแมนติคและออกเดท เข้าทางเป๊ะ! ที่สำคัญเพราะเนื้อกลิ่นมีสไตล์แบบ Modern ที่มีระดับติดหรูกำลังดีเสียด้วย แต่กลิ่นนี้ไม่เหมาะแน่นอนกับการใส่ออกกำลังกาย รวมถึงใส่ไปเมาปลิ้นหรือเต้นข้างลานรถบัมพ์ที่ไหน มันจะเสียลุคเอาได้นะ 

ความทน - อยู่ระหว่าง 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นนี้เป็น Sillage Scent ในช่วงแรก เรียกว่าดมใกล้ๆ จะรู้สึกว่ามันไม่ได้มาแบบหนักหน่วง แต่คนอื่นที่อยู่รอบข้างจะได้กลิ่นเป็นบาเรียรอบตัวประมาณนั้น แล้วจะค่อยๆ ผันลงมาเรื่อยๆ เป็นออร่ารอบๆ ตัว และเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - ความเป็นกลิ่นอายหรูเรียบแต่มีลูกเล่นและชั้นเชิงโดยไม่ได้โจ่งแจ้งเกินไป ซึ่งเลยเข้าทางคนที่ชอบน้ำหอมกุหลาบแบบได้ทั้งความ Safe และความเย้ายวนแบบมีจริตที่กำลังดี ใช้ง่าย เข้าถึงง่าย ยังไงก็รอด แถมได้คำชมไม่ยากด้วยนะเออ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://alve-c.scdn.gr/images/sku_main_images/006811/6811489/20170323161451_estee_lauder_aerin_evening_rose_eau_de_parfum_50ml.jpeg

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Parfums Dusita - La Douceur de Siam

Parfums Dusita - La Douceur de Siam

บ้านเมืองของเรามีอะไรหลายอย่างทางด้านกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะกลิ่นอายดอกไม้ไทยที่เราๆ อาจจะคุ้นเคยกันมานักต่อนัก เช่น เวลาได้กลิ่นหอมๆ จากผู้ใหญ่ที่ใส่น้ำอบหรือน้ำปรุงดอกไม้ รวมถึงกลิ่นอายดอกไม้ผสมกับเครื่องหอมแบบไทยๆ ตามเทศกาลต่างๆ และกลิ่นดอกไม้ไทยที่ลอยมาตามลมให้รู้สึกได้ยามค่ำคืนหรือรุ่งเช้า สิ่งเหล่านี้เป็นความคุ้นเคยในแบบชาวเราแต่กลิ่นอายแบบนี้เรียกว่า Amazing สำหรับชาวตะวันตกเอาได้เลยทีเดียว 

และนี่เป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ของ Parfums Dusita กับน้ำหอมที่เป็น Eau de Parfum ในรุ่นที่อ้างอิงความเป็นไทยเพื่อนำเสนอสู่คนที่รักน้ำหอมทั่วโลก งานนี้จึงได้เวลามาบอกเล่ากลิ่นกันแล้ว ว่ากลิ่นอายแห่งความหวานหอมแบบไทยๆ จะเป็นในลักษณะไหนกับรุ่นนี้เลย La Douceur de Siam 

เปิดต้นกลิ่นความเขียวผสมผสานกับกลิ่นของดอกไม้ที่มีความชัดเจนตั้งแต่แรกเลยกับความเป็นกลิ่นอายหอมเย็นของลีลาวดีและมีกลิ่นจำปีที่ให้ความแหลมอุ่นนิดๆ ซึ่งความเขียวที่ติด Spicy บางๆ จากคาร์เนชั่น และมีมิติความนวลโปร่งของใบไวโอเล็ตจะตีคู่ไปกับกลิ่นดอกไม้ได้น่าดูชมมากเรียกว่าแบ่งเค้กกันได้อย่างลงตัวไม่พอยังไปในทิศทางเดียวดันรวมถึงสนับสนุนกันเป็นอย่างดี เพียงไม่นานจะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายครีมมี่จะค่อยๆ ดันขึ้นมา แต่มาแบบสายหลังบ้านไม่เปิดเผยตัว แต่กลับดันให้ตัวเอกของน้ำหอมรุ่นนี้เด่นขึ้นมานั่นคือกุหลาบ ที่มาแบบหอมนวล ไม่พอยังมีกลิ่นของกระดังงาที่มาแนวๆ เย้ายวนกำลังดีไม่จัดเต็มจนดูยั่วยวนเกินไปนัก ซึ่งก็นำเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นการรวมเหล่าดอกไม้กันเลย ความเป็นกุหลาบจะมาแบบนวลๆ กระดังงาจะมาแบบหอมลึกล้ำดึงดูดและมีมิติ จำปีจะมาแบบแหลมอุ่นหอมอะโรม่า และลีลาวดีจะมาแบบหอมเย็นๆ ชื่นใจ โดยที่กลิ่นไม้ชะลูดที่หอมชุ่มชื่นออกทางเย้ายวนมีความนวลบางๆ กับกลิ่นเครื่องเทศที่ออกทางเผ็ดโปร่งแต่มาแบบเบาๆ ลงตัวอย่างกานพลู เป็นเหมือนตัวสนับสนุนให้กลิ่นรวมดอกไม้เด่นนำปล่อยกลิ่นอายที่ทั้งหอมเย็น หอมนวล หอมรัญจวน และหอมอะโรม่าครบถ้วนได้ความรู้สึกรื่นรมย์ อ่อนโยน เรียบหรู และละมุนจมูกมาก จนเมื่อความครีมมี่นวลๆ เริ่มจะเปลี่ยนหน้าที่มาหน้าบ้านบ้าง ก็เข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะมีกลิ่นอายครีมมี่กำลังดีของวานิลลากับไม้จันทน์หอมนวลๆ ที่ชัดเจนมากขึ้นแต่ไม่ได้มาเทคโอเวอร์ ยังคงเป็นสายสนับสนุนอยู่ โดยยังคงให้กลิ่นอายของกุหลาบที่ยังอยู่ชัดและสัมผัสได้ เคล้ากับกระดังงาที่ให้ความดึงดูดรัญจวนบางๆ ติดหอมเย็นๆ ของลีลาวดี กับหอมอุ่นๆ อะโรม่าของจำปีกลายเป็นสายเบาอ้อยอิ่งทำให้กลิ่นยังคงมีความรู้สึกดอกไม้ติดผิวกายระเรื่อเจือในโทนกลิ่นไปตลอ 

ภาพรวม La Douceur de Siam ชูโรงความเป็นดอกไม้ไทยที่มีความหอมอย่างมีเอกลักษณ์ก็จริง แต่กลิ่นอายไม่ได้มาสายไทยจ๋าๆ แบบน้ำอบน้ำปรุงเลย เพราะถ้าแยกจริงๆ โทนกลิ่นจะมีความเป็น Modern เกินครึ่งเลยทีเดียวจากกลิ่นอายของกุหลาบติดเขียว Spicy บางๆ และพอมาเจอกับดอกไม้ไทยอย่างลีลาวดี จำปี และกระดังงา ทำให้กลิ่นตีคู่กันไปลงตัว กลายเป็นหนึ่งในน้ำหอมที่มีความเป็นไทยในสไตล์ที่ Modern มากพอกับการใช้ในชีวิตประจำวันโดยที่สามารถเรียกคำชมจากคนที่ได้กลิ่นได้ไม่ยากเลย

เหมาะสำหรับ - กลิ่นระบุไว้ว่าเป็น Unisex แต่ค่อนข้างที่จะไพล่ไปทางผู้หญิงมากกว่าราวๆ 75% ขึ้นไปได้เลย เพราะความเป็นดอกไม้มันชัดเจนนั่นเอง ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้แทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วไป ซึ่งจะเสริมความอ่อนโยน หอมละมุน หวานนวลดอกไม้แบบที่เข้าถึงได้ง่ายไม่พอ ยังรู้สึกได้ถึงความหรูหรามีระดับแบบที่ไม่ไก่กาเสียด้วย แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายหรือกิจกรรมหนักกลางแจ้งออกไปได้เลย ไม่ใช่แนวแต่ประการใด ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานนี่ลงตัวมากมาย ดูเป็นผู้ดีเรียบหรูและละมุนได้ดีมาก แต่งดใส่เพื่อไปท่องราตรีได้เลย กลิ่นไม่ได้ไปสายโปรยเสน่ห์แน่ๆ เสียลุคหมด 

ความทน - ดีงามมมม อยู่ที่ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน และลากยาวไปที่ 15 ชม. ได้สบายมาก แบบที่ทำให้ทึ่งมาแล้วกับจำนวนสเปรย์ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และค่อนข้างคงตัวก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางยาวไปจนถึงช่วงท้าย เมื่อผ่านซัก 8 ชม. ไปแล้ว จึงกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - ก่อนใช้ความคาดหวังที่จะได้เจอความไทยจ๋าๆ มีเต็ม 100 เลย แต่พอใช้แล้วไม่ใช่อย่างที่คิดทุกประการ กลิ่นมีความร่วมสมัยอย่างมาก เล่นโทนกุหลาบกับดอกไม้ไทยๆ อย่างลีลาวดีและจำปีได้ลงตัวเกินคาดและหอมมีระดับเรียบหรูอ่อนโยนโดยมีความเป็นไทยผสมผสานอยู่ข้างในได้ยอดเยี่ยมมาก ที่สำคัญใส่ตัวนี้แล้ว แม้จะมีคนทักว่าน้ำหอมกลิ่นผู้หญิงนะ แต่บอกว่าหอมมากกกกกกกทุกคน(ทำท่าก็ไม่รู้สินะ น้ำหอมเขาดีงามนี่นา)

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://fimgs.net/himg/o.61690.png และ https://fimgs.net/images/perfume/375x500.40837.jpg

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Parfums Dusita - Erawan

Parfums Dusita - Erawan

Erawan ชื่อนี้คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันอย่างแน่นอนว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกชื่อดังที่อยู่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี (รู้เท่าถึงกาญจน์ก็งานนี้)
 และเมื่อชื่อนี้ไปเป็นหนึ่งในน้ำหอมของแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในแวดวงน้ำหอมทั่วโลกเลยก็ย่อมได้อย่าง Parfums Dusita ที่พึ่งวางจำหน่ายเมื่อปี 2017 กลิ่นจะออกมาในลักษณะไหน ผลออกมาก็คือ 

Erawan มากับกลิ่นอายที่มีความรื่นรมย์สูงมาก เพราะกลิ่นที่คุมโทนทั้งหมดตั้งแต่ต้นยันจบคือกลิ่นอายเขียวๆ ที่คุมโทนนุ่มนวลและมีความเป็นธรรมชาติ เพราะเปิดตัวกับการเป็นโทนเขียวติดสมุนไพรที่มีความนุ่มในตัวอย่าง Clary Sage ที่จะให้กลิ่นสมุนไพรกึ่งลาเวนเดอร์ และจะมีกลิ่นอายของกิ่งก้านส้มซึ่งเอาเข้าจริงๆ กลิ่นมันควรจะออกทางเขียวติด Citrus แต่โดนกลิ่นอายเขียวติดโทนนุ่มตัดทอนลงไปเยอะมากไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายจากหญ้าแห้งที่ดันขึ้นมา ผสมผสานกับกลิ่นติดชอคโกแลตหรือวานิลลานวลๆ ที่เจืออยู่ในกลิ่นแบบรองพื้นอยู่ด้านหลังให้รู้สึกได้ว่ามีโทนนวลๆ ติดเข้มเล็กๆ ที่ไม่ได้จงใจ ทำให้ช่วงต้นเป็นกลิ่นอายเขียวสดชื่นที่ไม่คมมีความหวานเจือและมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ได้อารมณ์แบบตากอากาศริมป่าที่มีกลิ่นอายเขียวๆ นวลๆ ลอยเข้ามามีความฉ่ำติดชื้นหน่อยๆ มีความสากๆ ตามธรรมชาตินิดๆ กลั้วไปตลอด ซึ่งให้ความอะโรม่าเพลิดเพลินกับการได้รับกลิ่นได้เลยทีเดียว 

จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางความเป็นกลิ่นขมๆ ติดชอคโกแลตและวานิลลาจะชัดขึ้นมาในระดับหนึ่งทำให้กลิ่นมีความครีมมี่นวลๆ เป็นตัวรองพื้นอยู่ ซึ่งกลิ่นของหญ้าแห้งที่ออกโทนเขียวๆ ติดแห้งที่มีความชื้นเบาๆ จะเริ่มเด่นขึ้นมาเคล้ากับกลิ่นของดอกกระดิ่ง (Liliy-of-the-valley) ที่ให้ความหวานใสกึ่งๆ มะลิหน่อยๆ อ้อยอิ่งล้อมเอาไว้ไม่พอยังได้ความรู้สึกแบบคล้ายมียาสูบบางๆ กับกลิ่นไม้หอมแห้งๆ แบบสไตล์ของหญ้าแฝกเสริมเข้ามา พอผสมผสานกันกลายเป็นกลิ่นลักษณะโทนคล้ายชาดำกลั้วดอกกระดิ่งหอมขมปนหวานรื่นรมย์มีกลิ่นอายเขียวๆ ของหญ้าแห้งผสมผสานกับไม้หอมติดครีมมี่รองพื้นทำให้มีความหอมผ่อนคลายและหอมนวลหรูหราแบบธรรมชาติอยู่ในทีชัดเจนมาก เรียกว่าเป็นช่วงที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียวกับการนำเสนอกลิ่นอายที่ได้อารมณ์รื่นรมย์ หอมนวลเคล้าความรู้สึกเย็นๆ และสว่างอย่างมีระดับ ส่งต่อไปยังช่วงท้ายความครีมมี่เริ่มจะชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งกลิ่นวานิลลาจะเด่นขึ้นมาแต่ไม่ได้ไปถึงกับข้นเพราะคุมโทนความเป็นกลิ่นอายโปร่งๆ ติดนวลได้ดี เป็นลักษณะ Lite Version ที่ไม่ได้มาสายถึงกับขนมเกินไป โดยกลิ่นอายในช่วงกลางยังตามมาอยู่กันอย่างครบถ้วน ในความหอมนวลมีความเย็นๆ ทำให้กลิ่นยังคงเขียวอมหวานติดไม้หอมครีมมี่ที่มีความหรูหราชัดเจน เนื้อกลิ่นอบอุ่นขึ้นมาแต่ไม่ได้มากเพราะมาสายรองพื้นด้านหลัง ภาพรวมให้มิติแบบอารมณ์กลิ่นออกทางเย็นๆ ที่อ้อยอิ่งออกมา แกมอบอุ่นเหมือนแดดส่องเข้าป่ากำลังดี ท่ามกลางกลิ่นหอมหวานใสติดเขียวอ้อยอิ่งที่ทำให้มีความสุขยามที่ได้รับกลิ่นอย่างชัดเจน 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้ลงไว้ว่าเป็น Unisex ที่ครอบคลุมการใช้งานทุกเพศ แต่ในเนื้อกลิ่นไพล่ไปทางผู้ชายประมาณ 65% ได้ เนื้อกลิ่นมีคุณภาพที่ทำให้รู้สึกธรรมชาติและรื่นรมย์ชัดเจน จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้งก็ยังได้ ส่วนออกกำลังกายแม้จะไม่เหมาะนัก แต่ถ้าเป็นช่วงท้ายๆ แบบใส่ทำงานมาทั้งวันตอนเย็นไปออกกำลังกายแล้วกลิ่นยังอยู่อันนี้ได้สบายมาก ส่วนยามค่ำคืนเอาจริงๆ จะเหมาะกับการใส่ออกงานหรือใส่แบบทั่วๆ ไปมากกว่า เพราะกลิ่นให้ความรื่นรมย์ผ่อนคลาย ซึ่งไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีปล่อยเสน่ห์แน่ๆ เพราะโดนกลิ่นโทนหวานเย้ายวนปล่อยพลังจัดเต็มทั้งหลายกลบแน่นอน 

ความทน - เดิมทีไม่คาดหวังกับเรื่องนี้เพราะพอได้กลิ่นก็เข้าใจอยู่ว่ากลิ่นโทนเขียวนวลมีความเป็นธรรมชาติดีๆ แบบนี้ มันอาจจะไม่ได้ทนมากนักเป็นปกติ แต่สิ่งที่ได้กลายเป็นกลิ่นนี้ทนเกินความคาดหวังไปมาก กับ 12 - 15 ชม. ที่อยู่บนผิวให้ความรื่นรมย์ทางกลิ่นตลอดเวลาเลย ดีงามมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลาง ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ หอมมีระดับยาวไป จนถึงช่วงท้ายที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว พ้นซัก 10 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - กลิ่นนี้เรียกว่ามีความหลากหลายโทนในตัวพอสมควร ไม่ว่าจะเขียว ไม้หอม หรือออกทางอบอุ่นโทนครีมมี่แต่ทั้งหมดจะอยู่ในความเป็นโทน Aromatic ที่นุ่มนวลและผ่อนคลายในรูปแบบที่มีระดับ ผู้ดี และมีความเป็นธรรมชาติที่ลงตัวมากเลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://fimgs.net/images/secundar/o.50304.jpg และ https://fimgs.net/images/perfume/375x500.46894.jpg



วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Alexandre.J - Altesse Mysore

Alexandre.J - Altesse Mysore

Alexandre.J เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำขวดออกมาได้สุดมากจากใจจริง มาสาย More is More เรียกว่าวางตรงไหนก็ตามจะต้องเห็นขวดของแบรนด์นี้ก่อนยิ่งสีสันของขวดในแต่ละรุ่นเรียกว่าพร้อมเรียกร้องความสนใจกันอย่างชัดเจน ยิ่งในไลน์ The Collector ยิ่งชัดเจนมากถึงความโดดเด่นของขวดจริงๆ ในเมื่อมีโอกาสที่ได้มาใช้แบรนด์นี้ เลยต้องหยิบเอารุ่นที่ขวดดึงดูดความสนใจสุดๆ มานำเสนอกันซักหน่อยว่ากลิ่นจะมาในลักษณะไหน 

Altesse Mysore เป็นหนึ่งในไลน์ The Collector ที่รูปร่างขวดจะโดดเด่นสะดุดตารวมถึงสีขวด ซึ่งรุ่นนี้เองก็มากับสีชมพูบานเย็นกันเลย ซึ่งชื่อรุ่นมีความหมายชัดเจนว่า ราชินีแห่งไมเซอร์ซึ่งไมเซอร์เป็นเมืองหนึ่งของอินเดีย ที่เขาเรียกกันว่า “City of Palaces” เพราะมีพระราชวังไมเซอร์ที่สวยงามมาก กลิ่นเลยสื่อสารได้ชัดเจนถึงบรรยากาศและความมีพลังในโทนหวานสว่างๆ แบบมีชั้นเชิง โดยเปิดต้นกลิ่นกับโทนติดฟรุตตี้ออกทางเบอร์รี่เบาๆ เคล้ากลิ่นสไปซี่เครื่องเทศเผ็ดปนหวานโปร่งของพริกไทยสีชมพูที่จะเด่นวูบขึ้นมา โดยจะรองพื้นด้วยกลิ่นอายแบบติดผิวกายสะอาดเค็มจางๆ หน่อยๆ และกลิ่นยางไม้ออกสมุนไพรเบาๆ ที่เจืออยู่ในกลิ่น โดยช่วงนี้กลิ่นจะมาสายสว่างกันอย่างชัดเจน ให้ความรู้สึกโปร่งแบบกลิ่นเครื่องเทศที่ไม่ได้ดูเป็นอินเดียจ๋ามาก แต่มีความรื่นจมูกและนุ่มนวลมากเลยทีเดียว ได้ความรู้สึกอากาศหอมโปร่งซ่าติดหวานนัวหน่อยๆ เพียงไม่นานกลิ่นอายไม้หอมที่ติดขรึมๆ ของไม้ซีดาร์ก็เริ่มดันเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับนำเพื่อนมาด้วยอย่างกุหลาบ ซึ่งถือว่าได้เดินทางเข้าสู่ช่วงกลางกันอย่างชัดเจน โดยกุหลาบกลั้วไม้ซีดาร์จะเป็นตัวเอกเด่นนำเด้งมาเลย ได้ความรู้สึกแบบสวนกุหลาาบและมีกลิ่นไม้หอมเจือ ทั้งยังมีมิติของความเป็นผลไม้จากลูกพลัมที่มาสายขรึมดึงดูดปนหวาน และยังมีกลิ่นอายเครื่องเทศโทนเผ็ดโปร่งตามมาแบบเบาๆ ซึ่งทำให้โทนสว่างยังคงอยู่ เลยได้ความรู้สึกที่ทั้งขรึมน่าค้นหา แต่มีความนวลหวาน และมีความสว่างแบบยาวไปจนถึงช่วงท้ายของน้ำหอมที่กลิ่นไม้ซีดาร์จะเด่นชัดขึ้นมาเป็นตัวเอก ที่เจือกลิ่นกุหลาบจางๆ นวลๆ โดยที่จะมีกลิ่นอายนุ่มจมูกของอ้อยอิ่งเบาๆ จากพิมเสนที่โดยเกลากลิ่นให้สว่างโปร่งๆ รองพื้นด้วยกลิ่นอายของวานิลลาอบอุ่นกำลังดี มีกำยานบางๆ และMusk นวลๆ กลิ่นจะมีระดับกำลังดี ไม่ดูพยายาม เลยได้ความรู้สึกน่าเข้าใกล้และมีความปลอดภัยในเนื้อกลิ่นได้ลงตัวและรื่นจมูกไปตลอดจนกว่าจะหายไปจากผิว 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้ลงเอาไว้ว่าเหมาะกับสาวๆ แต่ในเนื้อกลิ่นมีความเป็น Unisex พอสมควรจากโทนไม้ซีดาร์ ผู้ชายพอใส่ได้อยู่ ซึ่งจะเหมาะกับวัยทำงานเป็นต้นไป เพราะกลิ่นให้ความรู้สึกขรึมแต่อ่อนโยนแบบที่มีความเป็นผู้ใหญ่ในระดับหนึ่ง ไม่ได้กิงก่องแก้วลั่นล้าแต่ประการใด ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ไม่เหมาะกับการใส่เพื่อกิจกรรมหนักกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายแต่อย่างใดแน่ๆ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้แบบออกงานหรือโรแมนติคนี่ลงตัวมาก แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีแม้จะพอได้ถ้าอัดสเปรย์ แต่อาจจะสู้กลิ่นเย้ายวนอื่นๆ ที่ชาวบ้านประโคมกันมากลบเสียเปล่าๆ 

ความทน - กลิ่นทนดีงามมากราวๆ 10 ชม. ขึ้นไป ได้สบายๆ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวเจอที่ไป 15 ชม. ทีเดียวกับการใช้งาน 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นนี้ไม่ได้มาสายปล่อยพลังมาก เพราะอิงกับสภาพแวดล้อมและอบอุ่นแบบกำลังดี เลยจะปล่อยของแบบกระจายดีก่อน แล้วจะลดลงไปที่ปานกลาง ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอผ่านซักราวๆ 8 ชม. กลิ่นจะเริ่มเป็น Skin Scent ตามลำดับ 

ทิ้งท้าย - กลิ่นนี้ดมแล้วได้ความรู้สึกเหมือนเดินในสถานที่สวยๆ หนึ่งที่มีสวนกุหลาบ และเจอใครซักคนที่ดูอบอุ่นมีออร่าความน่าไว้วางใจ เรียกว่าเป็นเรื่องราวในหัวขึ้นมาเลย เรียกว่ามีความสวยงามและละมุนสว่างมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งของเขาดีจริงๆ อันนี้ขอชื่นชม 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by Fragrantica -https://fimgs.net/images/secundar/o.46878.jpg

Review: Lomani - AB Spirit Silver

Lomani - AB Spirit Silver

Lomani เป็นแบรนด์จากฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในแวดวงน้ำหอมเมนสตรีมมายาวนานตั้งแต่ช่วงปลายยุค 80 รวมถึงอยู่ในเครือแบรนด์น้ำหอมหลากหลายพอสมควร แม้ว่าไม่ได้มาถึงบ้านเมืองเราแต่ก็ขายดิบขายดีได้ความนิยมมาเรื่อยๆ เน้นยาวนานเป็นสำคัญ ในเมื่อมีโอกาสได้ลองน้ำหอมของแบรนด์นี้และเป็นตัวที่คนเขาฮิตกันจนเป็นหนึ่งในเสียงเล่าลือเล่าอ้างอันใดพี่เอยที่เขาบอกกันว่าเหมือนตัวดั
งอย่าง Creed Aventus ที่จับมาเข้าทีมกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว เช่นนั้นต้องลองจะได้รู้ว่าจะเป็นยังไงกับรุ่นนี้เลย AB Spirit Silver 

Top Notes เปิดตัวมาก็เรียกว่ามีความคุ้นเคยกันพอสมควรกับกลิ่นอาย Citrus Fruity ที่เด่นกับการเป็นสับปะรดที่ไม่ได้ถึงกับนัวมีความใสในระดับหนึ่ง ที่สำคัญยังมีกลิ่นอายของแบล็คเคอร์แรนท์ละแอปเปิ้ลเขียวที่ให้ความรู้สึกของผลไม้ติดเปรี้ยวดึงดูด โดยที่มีความสดชื่นติดเขียวๆ นิดๆ ของโทน Citrus กับกลิ่นอายของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ให้ความสดชื่นสว่างๆ เจือ ซึ่งกลิ่นที่ผสมผสานกันออกมามันก็ชัดเจนในระดับหนึ่งเลยที่เป็นโทนคล้าย Creed Aventus ในแบบที่เบาลงมา ไม่ได้มาถึงก็ปล่อยของกันแบบเต็มๆ แบบที่ Aventus และพวกพ้องโคลนนิ่งทั้งหลายได้ทำ มีความพอดีๆ จนเมื่อเข้า Middle Notes กลิ่นอายของโทนผลไม้กับการเป็นสับปะรดยังคงอยู่ กลิ่นมีความนวลเข้ามามากขึ้น เพราะมีความเป็นเครื่องเทศซ่าๆ ของเม็ดผักชีและโทนดอกไม้ที่มีกุหลาบเบาๆ มาเจือ ซึ่งกลิ่นยังคงมีความหอมสดชื่นอยู่ แต่จะเริ่มสัมผัสได้เรื่อยๆ ว่ามีกลิ่นอายไม้หอมติด Smoky ควันไอมาผสมผสานทีละหน่อยๆ จนเริ่มแบ่งภาคกันได้ชัดเจนกับการเป็นสับปะรดเจือไม้หอมติดควันจางๆ ที่เป็นตัวเดินกลิ่นหลักไปเรื่อยๆ แล้วจะเริ่มมีความนุ่มเข้ามาเจือทีละหน่อยๆ กับกลิ่นอายของ Musk และหนังนวลๆ นำเข้าสู่ Base Notes ที่กลิ่นจะเป็นโทนสะอาดๆ เบาๆ ความเป็นสับปะรดจะตามมาไม่นานก็หายไป ให้กลิ่นไม้หอมติดควันบางๆ เด่นท่ามกลางความนุ่มมีวานิลลาติดอบอุ่นนิดๆ พอสมควร ภาพรวม มันมีความคล้าย Creed Aventus แน่ๆ เพียงแต่จะเบากว่า ไม่ได้ปล่อยพลัง และตัดกลิ่นเด่นกลิ่นนึงนั่นคือพิมเสนและความเป็นกลิ่นอายแบบผิวกายเค็มนวลหรูหราของ Ambregris ออกไป ให้ความเป็น Fruity ที่เจือ Woody แบบสบายๆ นุ่มสะอาดแทน 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ก็ใส่ได้แล้ว ตัวนี้มีความใช้ง่ายกว่า Aventus อีก เพราะมันไม่ได้มีความ Smoky จ๋าๆ ไม่ได้มีพิมเสนที่หรูเกินกว่าน้องๆ ม.ปลายจะใช้งานได้ เลยทำให้สามารถใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปใส่ได้กวาดหมดพอสมควร ที่สำคัญเป็นตัวที่ใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งได้ และออกกำลังกายก็พอได้ (แต่รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า) ส่วนยามค่ำคืนถ้าเป็นใส่แบบทั่วๆ ไปสบายๆ พักผ่อนจะลงตัวมาก หรือออกงานก็สามารถ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรี โดนกลบแน่ๆ กลิ่นเบาไป 

ความทน - กลิ่นทนลงตัวราวๆ 6 - 8 ชม. ตามสไตล์ EDT ซึ่งอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอที่ 8 ชม. กับจำนวนสเปรย์ราวๆ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางออกทางกำลังดีในตอนต้น แล้วจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ปิดท้ายด้วย Skin Scent ในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - จับเข้าทีม Aventus ได้สบายๆ เพราะกลิ่นมีความคล้ายจริง เพียงแต่ไม่ได้เน้นปล่อยพลังหรือพยายามโชว์เหนือแต่อย่างใด แบบที่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นที่กระจายจัดๆ น่าจะชอบตัวนี้ได้ไม่ยาก ง่ายๆ มันคือ Aventus แบบ Safe Scent และออกแนวสบายๆ ไม่ได้ทางการจัดๆ นั่นแล

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by http://www.lomani-parfums.com/img/homme/ab-spirit-silver.jpg



วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Glenn Perri - Unpredictable Adventure

Glenn Perri - Unpredictable Adventure 

ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาพอสมควรว่ามีน้ำหอมตัวหนึ่งที่คนเล่นน้ำหอมเมืองนอกเขาจับเข้า Team Aventus กันให้วุ่นวาย แถมไม่มีข้อมูลอะไรมากเสียด้วยอย่างแบรนด์ Glenn Perri กับรุ่น Unpredictable Adventure ครั้นเมื่อมีโอกาสงานนี้มีหรือจะพลาด ก็ต้องมาลองกันหน่อยว่ากลิ่นจะมาในลักษณะไหน ทำไมคนหลายๆ คนเขาจับตัวนี้เป็นหนึ่งในลูกทีมของตัวดังเสียขนาดนี
 

เปิดต้นกลิ่นมาก็มีความอื้อหือออออ เพราะว่ากลิ่นโทนผลไม้แบบนี้ มีความเด่นกับกลิ่นออกทางติดเปรี้ยวอมหวานของแบล็คเคอแรนท์แบบนี้ กลิ่นสดชื่นดึงดูดของแอปเปิ้ลเขียวแบบนี้ และกลิ่นหอมเปรี้ยวอมหวานแบบสับปะรด โดยมีลักษณะของการติดขมจางๆ จากโทน Citrus รวมกันแบบมีและมีกลิ่นพิมเสนจางๆ ติด Smoky เสริมเข้ามาแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เขาบอกกันว่าคล้าย Aventus จนเมื่อกลิ่นเริ่มผันเข้าสู่ช่วงกลางความเป็น Aventus เริ่มจะแผ่วลงไป โดยเริ่มมีความเอกเทศของตัวเองเด่นขึ้นมากับการเป็นโทนกลิ่นไม้หอมติดควันไอผสมผสานกับกลิ่นผลไม้ที่ยังคงเด่นกับการเป็นสับปะรด และจะมีกลิ่นดอกไม้นวลๆ ของมะลิที่เกลาให้กลิ่นมีความละมุนมากขึ้นกลั้วกับพิมเสนอ้อยอิ่งรื่นๆ จมูก เลยทำให้ช่วงนี้เป็นกลิ่นอายผลไม้ที่มีความนวลนุ่มของกลิ่นควันไอผสมผสาน ซึ่งกลิ่นไม่ได้คมแหลมเลย มีความอบอวลกำลังดีไปเรื่ยๆ จนเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงความครีมมี่อบอุ่นที่เริ่มเข้ามามากขึ้น จนทำให้กลิ่นอายของน้ำหอมเป็นสับปะรดครีมมี่ก็ถือว่าเป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมชัดเจน ซึ่งกลิ่นนวลๆ ครีมมี่ติดกลิ่นอายคล้ายวานิลลาแบบไลท์เวอร์ชั่นกลายๆ และถั่วตองก้านุ่มๆ จะทำให้กลิ่นมีความเป็นผลไม้ครีมนวลเคล้าความอบอุ่นกำลังดี มีความเย้ายวนดึงดูดกรุ้มกริ่มกันชัดมากขึ้น โดยที่มีกลิ่นอายพิมเสนที่ไม่สากดิบ มาสายอ้อยอิ่งกลั้วกับกลิ่นติดดาร์กเขียวทึบจางๆ ของ Oak Moss เจือเบาๆ และยังมีความนุ่มของโทนหนังเล็กๆ พอให้สัมผัสได้ ทำให้เป็นช่วงนี้เปรี้ยบเสมือนเป็นสับปะรดที่อบอุ่นลงตัวที่มีความเป็นโทนเจ้าสำราญผสมผสานได้อย่างน่าสนใจไปตลอดนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใส่ตัวนี้ได้สบายๆ กลิ่นค่อนข้างเป็นโทนที่อยู่กลางๆ พอที่จะใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นถือว่าให้ความมีระดับได้แบบตัวดัง Aventus ให้ความอบอุ่นครีมมี่ก็ได้ ให้ความดึงดูดเจ้าชู้หน่อยๆ แบบไม่ได้ดูพยายามก็สามารถ แต่ถ้าออกกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ ก็พอไหวได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนไม่ว่าจะออกงานหรือว่าท่องราตรี อันนี้จัดไป กลิ่นครอบคลุมพอในเรื่องการใช้งานลักษณะนี้ อัดสเปรย์หน่อยก็เรียกร้องความสนใจได้น่าดูชมเสียด้วย 

ความทน - เป็น EDT ที่ทำได้ดีและลงตัวมากกับราวๆ 8 ชม. และมากกว่านั้นได้เสียด้วยอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ กลิ่นลากยาวไปที่ 10 ชม. ได้สบายๆ เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นมีความชัดเจนให้สัมผัสได้ แล้วจะลดลงมากระจายปานกล่งกำลังดีไปตลอด พอเข้าช่วงท้ายถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัว พ้นซักราว 6 ชม. ไปแล้วจะเริ่มเป้น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - มันไม่ได้เหมือน Aventus แบบแกะกันมาขนาดนั้น แม้ว่าจะเหมือนเกิน 50% แต่มันมีความเป้นเอกเทศในตัวเองอยู่พอสมควรที่มาแตะสายน้ำหอมแนว Designer Brand ได้ด้วย ง่ายๆ เหมือนเอาความเป็น Aventus มาผสมผสานกับการเป็น Paco Rabanne - Black XS L’Exces ได้ทั้งความมีระดับของกลิ่นและความเจ้าสำราญไปในตัว

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://ak1.ostkcdn.com/images/products/9423498/Glenn-Perri-Unpredictable-Adventure-Mens-3.4-ounce-Eau-de-Toilette-Spray-d2ce4ee2-70e8-46eb-9531-a9f7a479fab0_600.jpg



วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Issey Miyake - L’Eau d’Issey pour Homme Fraiche

Issey Miyake - L’Eau d’Issey pour Homme Fraiche

พูดถึงน้ำหอมชายของ Issey Miyake ยังไงก็ตามคนใช้น้ำหอมมักจะนึกถึงรุ่น L’Eau d’Issey pour Homme ก่อน เพราะอยู่ยั้งยืนยงมากมาย แถมยังคงความนิยมมาตลอดที่ให้กลิ่นสดชื่นติดหรูหราและมีระดับ และแน่นอนว่าจะกลายเป็นหนึ่งใน Timeless Scent อยู่แล้ว และรุ่นนี้ได้ออกลูกออกหลานมามากมายก่ายกองเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นรุ่น Summer ของแต่ละปี รวมถึงรุ่น
 Intense, Oceanic, Sport และอืิ่นๆ ที่ออกมาเยอะมากกกนับไม่ไหว ปัจจุบันก็ยังไม่หยุด เช่นนั้น ตามกันมาเรื่อยๆ จนแบบว่าเริ่มจะไม่ทันแล้วเพราะออกถี่เกิน ก็ขอมาช้าดีกว่าไม่มาย้อนกลับไปที่ปี 2016 ที่แบรนด์ได้ออกรุ่น L’Eau d’Issey pour Homme Fraiche เลยเอามาเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าจะมาในลักษณะใด

ลายเซ็นของการเป็น L’Eau d’Issey pour Homme ยังมีอยู่อย่างชัดเจนเสมอต้นเสมอปลายมากในน้ำหอมตัวนี้กับการเป็นลักษณะโทนกลิ่นที่สดชื่นมีระดับกลั้วกับความเป็นโทนไม้หอมที่สะอาดโปร่งสว่าง โดยคุมโทนความเป็น Citrus Spicy Aquatic และ Woody ไล่เรียงกันได้ลงตัวตามสไตล์ แต่สิ่งที่ตัวนี้เด่นมาก คือ การดึงความเป็นโทนสมุนไพรสดชื่นให้เด่นกว่ารุ่นอื่นๆ นั่นเอง เข้าทางการเป็นโทน Fraiche หรือ Fresh ตามชื่อรุ่นเต็มๆ โดยเปิด Top Notes กันอย่างชัดเจนที่ความเป็น Citrus Spicy Herbal กันเต็มๆ โดยที่กลิ่นอายของโรสแมรี่ที่เขียวติดเผ็ดปร่าๆ โปร่งๆ คมหน่อยที่วูบมาเต็มๆ โดยที่มีลูกคู่อย่างมินต์ที่มาแบบเสริมๆ ไม่แย่งซีนนักเจือๆ อยู่ แต่ในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้ชัดเจนกับกลิ่นอายติดขมเปรี้ยวเขียวของมะกรูดฝรั่ง Bergamot และมีกลิ่นเปรี้ยวแบบโทนสว่างติดแปร่งบางๆ ของเกรปฟรุตที่ทำให้กลิ่นช่วงนี้สดชื่นโปร่งสว่างเคล้าความเป็นสมุนไพรแบบเต็มเหนี่ยวจริงๆ และอยู่แบบลากยาวพอสมควรด้วยไปจนถึง Middle Notes ที่เรียกว่ายังคงเด่นและกลิ่นชัดอยู่ไม่มีผิดเพี้ยนเลย เพียงแต่กลิ่นจะลดทอนความคมลงมาแต่ยังมีความเป็นโทนสมุนไพรติดเขียวสดชื่นและมีความเป็น Citrus ทีึ่ชัดเจนอยู่ และช่วงนี้จะมีความเป็นโทน Aquatic หน่อยๆ เสริมเข้ามาด้วย แต่ไม่ได้ถึงกับเด่นนัก เพราะมีโทนกลิ่นแนวๆ ทะเลแบบไม่มีกลิ่นคาวและสดชื่นสไตล์ Sea Breeze เป็นตัวรองพื้นอยู่ คุมโทนความ Fraiche ได้ตามชื่อรุ่นเลย จนเมื่อผ่านไประยะหนึ่งกลิ่นโทนไม้หอมแห้งๆ สะอาดๆ ติดพิมเสนหน่อยๆ จะเริ่มแทรกเข้ามาและเป็นตัวเด่นในช่วง Base Notes ที่จะมาแบบกลิ่นอายต้นตระกูลเลย ไม้หอมสะอาดๆ ติดสดชื่นมีระดับ โดยที่จะมีกลิ่นของหญ้าแฝกที่มาแบบแห้งๆ ผสมผสานกับไม้หอมนวลๆ และมี Musk ที่สร้างความสะอาด แบบที่ยังไงก็รอดกับการใช้งานนั่นแล 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนม.ปลาย ก็ใช้ได้แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้ไปสายคุณหนูผู้ชายสดชื่นแบบตัวต้นตระกูลนัก แต่มาสายลุยเผ็ดโปร่งๆ สมุนไพรคมๆ สดชื่นมากกว่า ซึ่งสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลยเรียกว่ากวาดหมดครอบจักรวาลชัดเจน ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้เลยตามสะดวกกับคืนอากาศร้อนๆ กลิ่นสดชื่นดีมาก เอาเข้าจริงตัวนี้แม้ไม่ได้เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรี แต่ถ้าอัดสเปรย์ดีๆ ก็เอาความสดชื่นไปสู้โทนหวานเย้ายวนชาวบ้านได้อยู่เหมือนกันนะ

ความทน - อันนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีมากกับ 8 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ซึ่งส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ ลากไป 12 ชม. ได้สบายๆ เลย 

การกระจาย - เปิดมาก็เล่นกระจายดีมากกันก่อนเลย เรียกว่าสมุนไพรติด Citrus บอมบ์กันมาก่อนเลย แล้วจะลดลงมากระจายดีในช่วงกลางก่อนจะแผ่วลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายแบบยาวไปจริงๆ 

ทิ้งท้าย - ต้นตระกูลทำเอาไว้ดีมาเสมอ ตัวนี้ถือว่าเดินตามรอบต้นตระกูลที่ทำได้ดีไม่มีผิดเพี้ยน และฉีกมาสายสมุนไพรสดชื่นได้ดีอีกด้วย ทำให้สาวก Issey Miyake ที่ตอนนี้เริ่มขี้เกียจติดตามอย่างผม เริ่มกลับมาสนใจต่อเนื่องอีกแล้วสิ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://c.76.my/Malaysia/original-issey-miyake-l-eau-d-issey-pour-homme-fraiche-edt-100ml-mariotte-1701-20-mariotte@3.jpg



วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Boudicca - Wode

Boudicca - Wode 

เห็นครั้งแรกกับขวดสีน้ำเงินที่น่าค้นหาและสวยงามมาก ก็สอยมาแบบไม่ได้คิดอะไรแม้ว่าราคาจะจี๊ดใจไปหน่อย แต่ก็คิดไปก่อนแล้วว่ากลิ่นจะต้องดีแน่นอน แล้วค่อยมาหาข้อมูลทีหลัง (เพราะเรื่องน้ำหอม ความวู่วามเป็นของหวาน”) เลยได้รู้ว่า Boudicca เป็นแบรนด์แฟชั่น Niche จ๋ามากจาก UK มีความเป็นสายอาร์ตมากแถมปฏิเสธในความ Mass เพราะเน้นความ Unique เป็นสำคัญ และน้ำหอมกลิ่นนี้ได้ Geza Schoen ที่สร้างสรรค์ Escentric Molecules มาลงมือปรุงให้ เช่นนั้นเราจะลอง ซึ่งผลที่ออกมาคือ 

Wode มากับความแปลกและเก๋ไม่เหมือนใครและไม่ต้องมารอใครเหมือนเลย เพราะเปิดมากับกลิ่นโทนเครื่องเทศเผ็ดปร่ามาเต็มผสมผสานกับความเขียวโปร่งๆ เย็นๆ แบบโทนเมทัลลิค ทำให้ได้อารมณ์แบบยาสมุนไพรที่เผ็ดปร่าๆ ท่ามกลางอากาศที่มีความเขียวซ่าเย็นๆ คมๆ โดยในเนื้อกลิ่นจะมีโทน Aquatic จางๆ ผสมผสานอยู่ในนั้น ให้รู้สึกแนวๆ ชะอุ่มๆ ปนแห้งๆ ซึ่งกลิ่นเปิดอาจจะไม่ได้ถึงกับทำให้รู้สึกประทับใจนัก แต่มันแปลกมันเก๋มันมีอะไรที่ลึกลับน่าค้นหาในความเขียวสมุนไพรโปร่งติดเผ็ดกลั้วเปียกจางๆ แบบนี้ ซึ่งกลิ่นโทนเขียวเผ็ดปร่านี้ติดเปียกหมาดๆ แบบนี้จะเป็นเหมือนกลิ่นหลักที่จะอยู่ไปจนถึงช่วงท้ายของน้ำหอมเลย 

เมื่อเข้าช่วงกลางจะมีกลิ่นโทนดอกไม้มาผสมผสานทำให้กลิ่นโทนเผ็ดลดทอนลงมาในระดับหนึ่ง จะได้ความรู้สึกแบบเขียวชะอุ่มๆ ปร่าเผ็ดที่มีกลิ่นสดชื่นอมหวานดอกไม้กับครื่องเทศให้พอรู้สึกได้ และในช่วงนี้จะเริ่มจับกลิ่นของฝิ่นได้ชัดในระดับหนึ่ง ที่จะให้กลิ่นคล้ายหินเปียกติดเขียวเฝื่อนหน่อยๆ เสียด้วย ซึ่งกลิ่นโทนนี้จะมารับช่วงได้ดีกับความเขียวติดชะอุ่ม Evergreen ทำให้กลิ่นได้อารมณ์แบบป่าที่เปียกๆ อึนๆ หน่อย แต่ไม่ถึงกับชุ่มฉ่ำเพราะมีกลิ่นอายเผ็ดปร่ายังคงอยู่อบอวลอยู่กำลังดี และมีโทนไม้หอมเนียนๆ แทรกขึ้นมา พร้อมกับความเป็นกลิ่นอายแบบสาปปลุกเร้า Animalic ที่มาจากกลิ่นแนวๆ หนังเข้มๆ ขมๆ และมีกลิ่นสาปสัตว์จางๆ ที่น่าจะมาจากกลิ่นสังเคราะห์ให้คล้ายต่อมเพศบีเวอร์ (Custoreum) เคล้ากับเครื่องเทศที่อึนๆ แน่นๆ ที่มีสาปบางๆ อย่างยี่หร่า ซึ่งจะได้ความรู้สึกแบบป่าหลังฝนตกที่ไม่ทึบมาก มีความโปร่งๆ อากาศซ่าๆ เผ็ดๆ และมีกลิ่นอายไม้หอมกับกลิ่นสัตว์บางๆ ให้รู้สึกกันอย่างชัดเจน 

แล้วก็ดำเนินต่อเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นที่ผสมปนเปในช่วงกลาง จะเริ่มแห้งลงออกทางหมาดๆ กลิ่นความเขียวโปร่งปร่าซ่าๆ จะเริ่มมีความสะอาดปนหวานเข้ามาเจือ เคล้ากับกลิ่นทึบเขียวติดดาร์กน่าค้นหาของ Oak Moss เข้ามาลดทอนความติดสาปปลุกเร้าลงไป แต่ยังคงมีอยู่เพราะกลิ่นหนังยังคงจับต้องได้แต่ความครีมมี่เบาๆ นุ่มๆ จากถั่วตองก้าที่เข้ามาผสมผสานเลยจะออกทางนวลกำลังดีรองพื้น เลยจะได้ความนวลเขียวสะอาดหน่อยๆ ติดดาร์กลึกลับกำลังดีเลยเวลาดมติดผิว และเลเยอร์กลิ่นที่ออกทางเขียวปร่าๆ จะ On Top ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งกำลังดีเวลากลิ่นตีขึ้นมาแบบยาวไป ซึ่งคงความเก๋แต่เข้าถึงได้อยู่ในระดับหนึ่งแบบที่คง Concept ความ Unique ได้ตั้งแต่ต้นยันจบจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้ได้หมดกวาดทุกเพศกับความ Unique กลิ่นมีความแปลกและเก๋ รวมถึงมีความเป็นธรรมชาติที่ไม่ค่อยจะได้กลิ่นแบบนี้ในบ้านเรามากนัก จึงต้องเลือกสถานการณ์ในการใส่อยู่พอสมควร งานทางการแบบรับแขกบ้านแขกเมืองไม่เหมาะทุกประการ แต่ถ้าใส่แบบทำงาน Office เงียบๆ ค่อนข้างเอกเทศอันนี้พอได้ เพราะมาสายติสท์ได้อยู่ นอกนั้นยามทั่วๆ ไปถ้าต้องการโชว์ความแปลกเก๋ตัวนี้เรียกว่าตอบโจทย์ เพราะไม่กระทำความ Mass แน่นอน ส่วนออกกำลังกาย อันนี้ไม่เหมาะนัก นอกนั้นยามค่ำคืนเรียกว่าใส่ได้อยู่แบบเน้นความเฉพาะตัว แต่ถ้าเน้นไปปล่อยเสน่ห์ กลิ่นไม่เข้าทางชัดเจน 

ความทน - เรียกว่าดีงาม เพราะกลิ่นลากยาวไปได้ที่ 8 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ อิงตามจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ กลิ่นลากมาที่ 12 ชม. สบายๆ เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนที่จะลดลงมาปานกลางซักพัก แล้วผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไปจนถึงช่วงท้าย พอผ่านไปซัก 8 ชม. จะเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามร่างกายขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - เพียงแค่น้ำหอมตัวนี้นำเสนอกลิ่นของฝิ่นตามธรรมชาติ เคล้ากับกลิ่นอายแบบป่าที่เย็นๆ มีกลิ่นสมุนไพรเผ็ดปร่า กึ่งเย็นๆ กึ่ง Animalic มันก็เก๋ลากแล้ว เช่นนั้น ใครอยากกระทำความอาร์ต ตัวนี้น่าสนใจมากจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by http://m35.com.au/site/wp-content/uploads/2015/10/M35_Boudicca_Wode_1.jpg

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Review: Annick Goutal - Nuit Etoilee Eau de Parfum

Annick Goutal - Nuit Etoilee Eau de Parfum 

ตอนเห็นชื่อรุ่นว่า Nuit Etoilee ของ Annick Goutal นี้ครั้งแรก สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวก่อนเลยคือภาพที่ชื่อว่า Starry Night ของแวนโก๊ะ แล้วก็แป่วววว เข้าใจไปคนละทาง เพราะจริงๆ แล้วที่มาที่ไปของน้ำหอมตัวนี้คือการนอนดูดาวที่เต็มท้องฟ้าใกล้น้ำตกในป่ายามค่ำคืน ที่ทำให้รู้สึกถึงความสงบและความสุขกับตัวเอง เช่นนั้นมีโอกาสได้มาครอบครอง ก็ต้องมาเล่า
กลิ่นกันหน่อยว่าเป็นอย่างไรจะฟินขนาดไหนบ้าง 

บอกก่อน - รุ่นที่จะมาเล่ากลิ่นนี้ จะมี 2 เวอร์ชั่นคือ EDT กับ EDP ซึ่งส่วนตัวไม่เคยได้ลอง EDT มาก่อน เลยจะไม่ได้ท้าวความถึงความเชื่อมโยงทางกลิ่นใดๆ ขอเล่าตรงๆ กับรุ่น EDP นี้เลย 

กลิ่นเปิดจะได้อารมณ์ของความรู้สึกสดชื่นแบบติด Spicy ล้อมเอาไว้ด้วยความเขียวกันอย่างชัดเจน กลิ่นจะมีความแน่นพุ่งในระดับนึงจากกลิ่นของเปลือกส้มที่จะมีความขมหน่อยๆ และกลิ่นของส้มโอมือที่จะมีความเปรี้ยวติดปร่าซ่าจะมีความชัดเจนกันในระดับหนึ่ง และจะมีความเขียวในเนื้อกลิ่นแบบติดสดชื่น Fresh Spicy ของเปปเปอร์มินต์ ที่ีทำให้กลิ่นโปร่งซ่าเขียวกำลังดีตัดทอนความเป็น Citrus ไว้ไม่ได้ทำให้กลิ่นไปสายฟ้าใสกระจ่างสว่างเว่อร์แบบยามเช้าหรืิอยามสายเลย แต่มีความสดชื่นแบบเขียวซ่าที่มีความทึบออกโทนไม้หอมแบบลึกๆ แทรกอยู่เจือเข้ามาด้วย กลิ่นเลยได้อารมณ์แบบสดชื่นเย็นๆ ขรึมๆ เสียมากกว่าเข้าทางอารมณ์ของยามกลางคืนได้เลย และกลิ่นไม้หอมที่แทรกอยู่นั้นจะเริ่มเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละนิดๆ นำเข้าสู่ช่วงกลางที่กลายเป็นกลิ่นอายแบบ Woody Mint ที่จะมีกลิ่นไม้หอมสไตล์สนไพน์ที่จะมีความเขียวติดสะอาดหวานปลายๆ ในเนื้อกลิ่น เคล้ากับกลิ่นแนวเขียวๆ ชะอุ่มกำลังดี กลิ่นมีความ Airy ติดแป้งบางๆ จางๆ อ้อยอิ่งอยู่ให้รู้สึกถึงมิติแบบขรึมจางๆ ยามค่ำคืนได้ด้วย ซึ่งกลิ่นนี้จะชัดเจนตามคำโปรยเลยคือ ป่ายามค่ำคืนที่จะนิ่งสงบกลิ่นไม่ได้ออกทางชื้นๆ ตามความรู้สึกแบบป่าเขตร้อนบ้านเรา แต่จะเป็นป่าแนวๆ ยุโรป ที่มีอากาศเย็นๆ และโปร่งๆ มีความแห้ง ทำให้ได้อารมณ์แบบกลิ่นเขียวแห้งๆ จากใบไม้หรือกลิ่นต้นไม้อ้อยอิ่งกำลังดีไปตลอด และกลิ่นนี้จะยังตามไปจนถึงช่วงท้ายเลย กับการเป็นไม้หอมที่สบายๆ แห้งๆ มีกลิ่นเปปเปอร์มินต์จางๆ แต่กลิ่นจะมีความหวานเจือท่ามกลางความเขียวแห้งมากขึ้น ซึ่งไม่ได้หวานปลายแบบกลิ่นอายสนไพน์เป็นตัวหลักแล้ว เพราะตัวที่ดันขึ้นมาทำหน้าที่แทนคือดอก Immortelle ที่จะเป็นดอกไม้ให้กลิ่นอายโทนสมุนไพรติดหวานแนวคาราเมลแบบแห้งๆ เคล้ากับกลิ่นแนวๆ สมุนไพรแห้งๆ เขียวๆ บางวูบมีอารมณ์คล้ายๆ กลิ่นหญ้าแห้งที่น่าจะมาจาก Coumarin สารสกัดจากถั่วตองก้า ที่สำคัญเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นบางๆ กำลังดีไม่ได้โจ่งแจ้งนักทำให้สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แอบโรแมนติค มีระดับท่ามกลางความเขียวติดแห้งๆ ในเนื้อกลิ่นเสียด้วย 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นแบบนี้ไม่ว่าเพศไหนก็ใช้ได้ กลิ่นมีความเป็นธรรมชาติกำลังดีไปตลอด ได้อารมณ์เย็นๆ กลางคืนๆ แบบที่ไม่ต้องมาสายหวานดึงดูดเรียกแขกอะไรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งใช้ได้ตั้งแต่วัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไป เข้าได้กับทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แถมใส่ออกกำลังกายเองก็พอได้ ออกกลางแจ้งก็สามารถ ใส่ยามค่ำคืนแบบทั่วๆ ไปก็ได้เลย เพียงแต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรี กลิ่นไม่ได้มาสายั่วยวนเรียกแขกแน่นอน ที่สำคัญกลิ่นจะไม่ได้มาสายยังไงก็หอมถูกใจทุกคนนัก เพราะมันมีความเป็นธรรมชาติเน้น Signature ที่มักจะเป็นกลิ่นเขียวๆ ของ Annick Goutal คนที่ไม่ชอบกลิ่นเขียวๆ แบบนี้อาจจะไม่โอเคก็เป็นได้ 

ความทน - ลงตัวมากกับราวๆ 8 ชม. ซึ่งกลิ่นอาจจะทนมากกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย เข้าทางการเป็นน้ำหอมที่ไม่ได้รบกวนใคร ให้คนใส่มีความสุขกับกลิ่นเสียมากนั่นเอง 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ทำออกมาแล้วได้ความรู้สึกมองเห็นสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และถือว่าแบรนด์ทำออกมาได้น่าประทับใจมากกับการเอากลิ่นโทนต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโทนหวานมาประยุกต์จนเป็นกลิ่นแนวกลางคืนที่หรูหรามีระดับแบบธรรมชาติได้ดี ซึ่งพอได้ลองตัวนี้เลยอยากลอง EDT ขึ้นมาทันทีเลย ^^

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by http://www.slapiton.tv/user/products/large/annick_goutal_nuit_etoilee_edp_50ml.jpg