วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Tom Ford - Private Blend: Champaca Absolute

Tom Ford - Private Blend: Champaca Absolute

เพราะความคุ้นชินของเราๆ เวลาได้กลิ่นพวงมาลัยที่นอกจากมะลิแล้ว ดอกจำปาเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายๆ คนเคยได้กลิ่นทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจแน่นอน และ Tom Ford ก็ได้เอาความเฉพาะของกลิ่นดอกสีเหลืองนวลสวยหอมละมุนมาเป็นตัวชูโรงกับเขาแบบยกให้เป็นตัวเอกในรุ่นของตัวเองไปเลยในสาย Private Blend ซึ่งกลิ่นจะเป็นอย่างไร และเป็นจำปาในแบบที่เราเคยได้กลิ่นหรือไม่ ผลที่ออกมาคือ 

Champaca Absolute มากับการเปิดตัวของกลิ่นอายเหล้าพลัมกันก่อนเลย ซึ่งเนื้อกลิ่นจะเป็นคล้ายๆ เหล้าหมักที่มีกลิ่นพลัมหอมเด่น ในเนื้อกลิ่นมีลักษณะของการเป็นกลิ่นเหล้าคอนยัคที่หอมแบบเวลาเทเหล้าลงแก้วในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้จะมีความรู้สึกแบบเครื่องดื่มแอลกฮอล์ผสมความเป็นโทนผลไม้ที่ไม่ได้ออกทางใสสว่างสดชื่นแต่ประการใด มีออร่าลึกล้ำพอสมควรเลย เพียงไม่นานก็เข้าสู่ช่วงกลางที่มีกลิ่นอายแบบจำปากลั้วมะลิ กลิ่นจะออกทางหอมกรุ่นๆ หวานอวลกำลังดีแบบคาบเกี่ยวระหว่างกระดังงาและดอกส้ม และจะออกทางติดนวลมากกว่าจำปีที่จะหอมเย็นๆ ออกติดโทนชาหน่อยๆ ซึ่งกลิ่นเลยมีกระสายความเป็นจำปาแบบที่ไม่ได้แท้ทรูตามที่เราๆ เคยได้กลิ่นนัก ซึ่งถือว่ากล้อมแกล้มไปได้กับการทำให้เป็นกลิ่นที่ใกล้เคียง แต่เพราะสิ่งที่เด่นตีคู่มาเลยนั่นคือกลิ่นโทนเหล้านั่นเอง ทำให้ช่วงนี้จะเป็นกลิ่นอายแบบเหล้าผลไม้กลั้วดอกไม้ จะได้อารมณ์เหล้าที่บ่มหมักเจือกลิ่นดอกไม้อวลหวานติดโทนไซรัปน้ำตาลหนืดๆ ฟุ้งกระจาย แต่สิ่งที่ดีคือกลิ่นไม่ได้ออกทางหวานเอียน มีความโปร่งเพราะความเป็นโทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมีกลิ่นติดแป้งโปร่งๆ เสริมเข้ามาซึ่งน่าจะมาจากกล้วยไม้ เลยทำให้กลิ่นอายมีความเย้ายวนแบบหรูหรา ลึกล้ำ และมีมิติของกลิ่นที่น่าค้นหาแกมอบอุ่นที่เจือเข้ามาแบบมีจริตจะก้านให้รู้สึกได้ และจะเริ่มจับได้ชัดเจนถึงกลิ่นวานิลลาที่ทำให้กลิ่นมีความอบอุ่นค่อยๆ มาแบบเงียบๆ กวาดเรียบไม่น้อย พร้อมกับดึงเข้าสู่ช่วงท้ายที่ความเป็นโทนเหล้ายังมีให้รู้สึกได้จางๆ และโทนแป้งที่ตามมามีความโปร่งดอกไม้หอมระดับหนึ่ง ซึ่งวานิลลาจะมาแบบไม่หนักหน่วงหรืออวลข้น ให้ความรู้สึกติดโทนแป้งอบอุ่นเข้าไปแบบกำลังดี กลิ่นมีความสมดุลระหว่างความโปร่งในความอบอุ่นได้ลงตัวเลยทีเดียว ที่สำคัญช่วงนี้กลิ่นหวานๆ แบบไซรัปหวานหอมจะมาแบบกลางๆ โปร่งๆ ไม่ได้ทำให้กลิ่นเป็นขนมเกินไป ทำให้ช่วงท้ายนี้คือโทนแป้งดอกไม้ที่มีความนวลใสได้ความหรูหราแบบมีชั้นเชิง มีระดับและไม่ได้ดูง่าย มีความลึกล้ำเกือบจะถือตัวแต่ก็เปิดให้เข้ามาค้นหา เรียกว่าคงความเป็นสไตล์ Tom Ford ได้ดีงามท่ามกลางการชูโรงโทนดอกไม้ออกเหลืองนวลเด่นนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - แม้ว่าแบรนด์จะระบุเอาไว้ว่าเป็น Unisex ที่เข้ากับวัยทำงานขึ้นไป แต่เอาจริงๆ ไปสายทางผู้หญิงเสียมากกว่า 70% เลยทีเดียว เพราะมันมีความเป็นโทนดอกไม้สูงนั่นเอง ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดจำนวนสเปรย์ ไม่เช่นนั้นอาจจะมึนตึ้บกันได้เพราะกลิ่นเข้มข้นมาก ซึ่งได้ทั้งทางการและทั่วๆ ไป แบบอากาศไม่ได้ร้อนจัดๆ นัก งดใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายได้เลย เดี๋ยวขาดออกซิเจนในการหายใจ ส่วนยามค่ำคืนจัดไป กลิ่นมีความหรูหรามีระดับ และมีความเย้ายวนได้ดีมาก ใส่ออกงานหรือเที่ยวกลางคืนก็ได้เลย เพราะกลิ่นอายเหล้าในรุ่นนี้มันเอื้อเรื่องการปล่อยเสน่ห์อยู่แล้ว 

ความทน - มากกกกกกก ทนสุดๆ 12 ชม. กลิ่นยังอยู่ เรียกว่าทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี ไม่มีขาดตกบกพร่องใดๆ เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากกกกกกในตอนต้น เรียกว่าถ้าไม่คุ้นชินอาจจะผงะกับความพุ่งกันนิดนึง ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีในช่วงกลาง และพอเข้าช่วงท้ายจะลดลงมากระจายปานกลางและเป็นออร่ารอบๆ ตัวตามลำดับ

ทิ้งท้าย - เนื้อกลิ่นอาจจะไม่ใช่เป็นแบบดอกจำปาตามธรรมชาตินัก เพราะกลิ่นโทนเหล้าผลไม้และคอนยัคค่อนข้างเด่นกว่ามาก แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ฝีมือของแบรนด์นี้แรงดีไม่มีตกในเรื่องของการทำน้ำหอมที่ปล่อยพลังได้ดี และ Champaca Absolute ก็เป็นหนึ่งในนั้นชัดเจน 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://images.harrods.com/product/tom-ford/champaca-absolute_000000000001831910.jpg?dwn=767px%3A873px

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Chevignon for Men

Chevignon for Men

น้ำหอมโทน Classic ที่เรียกว่าอยู่เหนือกาลเวลาคาบเกี่ยวทั้งความรู้สึกแบบย้อนยุคก็ได้หรือจะร่วมสมัยใส่แล้วยังไงก็รอดมีไม่ได้มากในท้องตลาดนะนั่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ตามที่มาในลักษณะนี้มักจะเป็นตัวเอกที่เข้าขั้นคำว่า Masterpiece ได้เสมอ ซึ่งหนึ่งในนั้นจะมีกลิ่นที่เป็นตัวชูโรงของแบรนด์ Chevignon แบรนด์ Fashion จากฝรั่งเศสที่ปล่อยออกมาเมื่อต้นยุค 90 เข้ามารวมอยู่ด้วย ซึ่งนั่นก็คือรุ่น Chevignon for Men ที่จะมาเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าเป็นลักษณะไหน

เปิด Top Notes มาในลักษณะของการเป็นกลิ่นอายแบบสมุนไพรจัดเต็มเลยทีเดียวจากกลิ่นเขียวสมุนไพรจากใบโกฐจุฬาลัมพาหรือจิงจูฉ่าย (Artemisia) กับกลิ่นอายของโหระพาที่ให้ความนวลปร่าจางๆ พุ่งขึ้นมา เคล้าความสดชื่นจัดๆ ของโทน Citrus ที่จะมีกลิ่นอายติดโทนเขียนซ่าๆ แน่นๆ กลั้วเหล้าจินจากจูนิเปอร์เบอร์รี่ มีความเผ็ดซ่าหน่อยๆ จากมินต์และโรสแมรี่ เรียกว่าเปิดมาก็เป็นน้ำหอมชายสไตล์ฝรั่งเศสที่มีความเรโทรผสมผสานอยู่ ที่สำคัญแอบจับได้ถึงกลิ่น Oak Moss ที่ผลุบๆ โผล่ๆ ให้ความเขียวสากเป็นกลิ่นอายผู้ชายแมนๆ อย่างชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นลักษณะนี้หลายๆ คนที่ได้กลิ่นอาจจะตีความไปก่อนเลยว่าน้ำหอมนี้กลิ่นอายผู้ใหญ่ไป (เอาตรงๆ ก็กลิ่นแก่นั่นแหละ) แต่มันไม่ได้มาในลักษณะนั้นอย่างเดียว เพราะในเนื้อกลิ่นช่วงนี้มีความหวานโปร่งเครื่องเทศแทรกซึมเอามาด้วย กลิ่นเลยจะทำให้ไม่ได้ดูเป็นน้ำหอมที่ย้อนยุค Retro จนเกินไป มีความร่วมสมัยในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งกลิ่นสดชืิ่นจัดๆ สไตล์นี้จะตามไปยัง Middle Notes ที่จะลดทอนลงมาผสมผสานกับโทน Floral ดอกไม้ต่างๆ แต่คุมโทนความแมนชัดเจนด้วยกลิ่นของคาร์เนชั่นที่จะออกทางติดเครื่องเทศโทนโปร่งเผ็ดปร่าติดเขียวและความสดชื่นที่ไพล่มาทางสายสบู่ที่มีโทนดอกไม้สดชื่นอย่างเจอราเนียมที่จะให้ความเป็นกึ่งกุหลาบกึ่ง Citrus และมีกลิ่นนวลๆ ดอกไม้จางๆ แบบมะลิให้รู้สึกได้ ลดทอนช่วงต้นที่กลิ่นของจูนิเปอร์และสมุนไพรที่กลิ่นพุ่งให้มีความนุ่มลงมา เสริมไปด้วยความสะอาดของเนื้อกลิ่นที่ชัดเจนแบบผู้ชายสะอาดสะอ้าน แน่นอน Oak Moss เริ่มชัดขึ้นและพาเอาโทนไม้หอมและหนังเข้ามาแบบค่อยเป็นค่อยไป จนเมื่อเข้า Base Notes กลิ่นอายของหนังจะให้ความนุ่มแบบผิวกายนวลๆ ซึ่งน่าจะ Musk อยู่ในนี้ด้วยเลยทำให้กลิ่นหนังมีความนวลอยู่มาสายรองพื้นตีคู่กับกลิ่นไม้หอมแนวๆ ไม้ซีดาร์ที่ให้กลิ่นขรึมๆ อบอุ่น แต่สิ่งที่ลอยออกมาจะเป็นกลิ่นอายของ Oak Moss เคล้ากลิ่นอ้อยอิ่งของพิมเสนและมีกลิ่นยาสูบโปร่งๆ มาผสมผสาน กลิ่นช่วงนี้จะเป็นโทนสะอาดติดเขียวโปร่งแมนและมีความเป็นสุภาพบุรุษกันเต็มๆ แบบผู้ชายแต่งตัวดีและหวีผมเรียบแปล้มีลุคที่สะอาด วางตัวดี น่าเชื่อถือ และเป็นโทนสว่างที่คนเข้าถึงได้ง่าย

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นเข้าถึงง่ายแบบที่สร้างลุคให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือที่แทรกไปด้วยความสดชื่นตลอด จึงเป็นหนึ่งใน Daily Scent ที่ใส่ได้หมดครอบจักรวาลในยามกลางวัน ทั้งทางการและทั่วๆ ไป รวมไปถึงการใส่เพื่อออกกำลังกายก็ได้ด้วยเช่นกัน ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบทั่วๆ ไป หรือออกแนวดินเนอร์ หรือออกงานก็ได้หมด จริงๆ ใส่ไปท่องราตรีก็ได้ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้เน้นสายเย้ายวนหวานเรียกแขกก็เท่านั้นเอง

ความทน - 8 ชม.แล้ว เหงื่อซึมออกแดดก็แล้ว กลิ่นยังอยู่ชัดครบถ้วนตลอด ลากยาวไปจนถึง 12 ชม. ได้สบายๆ เรียกว่าตรงนี้ให้ผ่านเต็มๆ ไม่มีข้อแม้อันใด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมาก เรียกว่าสดชื่นเต็มๆ ง่วงๆ อยู่ตื่นได้ทันที แล้วจะลดลงมากระจายดีไปเรื่อยๆ ก่อนจะผันตัวเป็นกระจายปานกลางกึ่งออร่าในช่วงท้าย พอพ้น 8 ชม. ไปแล้วจะกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบสะอาดวะอ้านติดอบอุ่นแมนๆ ยาวไป

ทิ้งท้าย - ไม่แปลกใจเลยที่กลิ่นนี้แม้คนได้กลิ่นจะรู้สึกว่ามันผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ยี้เพราะมันสะอาดคมๆ แบบมีเสน่ห์ตามสไตล์น้ำหอมช่วงต้นยุค 90 ที่มีอิทธิพลจากยุค 80 มาผสมผสาน ตรงๆ เลยจากใจ กลิ่นนี้หอมมาก สดชื่นมาก และผมไม่คิดว่าตัวเองจะชอบ แต่พอลองครั้งเดียวเท่านั้นแหละ นี่แหละ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง กับการเป็นโทนที่ได้หมดทั้งความคลาสสิคและความร่วมสมัย

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://www.authenticfragrances.com/media/catalog/product/cache/1/image/9df78eab33525d08d6e5fb8d27136e95/M/C/MCHEVIGNON.jpg



วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Exceptional Parfums - Because of You Are for Men

Exceptional Parfums - Because of You Are for Men 

เรียกว่าไม่เคยรู้จักแบรนด์นี้มาก่อนเลย จนมาวันหนึ่งได้เป็น Vial ของแถมแบบตรึมๆ มาจากการฝากคนอื่นซื้อน้ำหอมทืี่ USA เลยทำให้ได้รู้จัก Exceptional Parfums ขึ้นมา ค้นหาข้อมูลไปเรื่อยเรียกว่าแทบไม่มีนอกจากในเวบ Database ชื่อดังอย่าง Fragrantica ที่บอกว่าเป็น Niche Perfume เลยตัดสินใจลองให้หนำใจ เพราะอยากรู้ว่ารุ่นผู้ชายเพียงหนึ่งเดียวของแบรนด์นี้อย่าง Because of You Are จะเป็นอย่างไร ผลก็คือ 

กลิ่นอย่างแมน เพราะเปิดต้นกลิ่นกันด้วยความเป็น Citrus แบบติดกลิ่นเขียวโปร่งๆ ของใบไวโอเล็ตที่รองพื้นบ่งบอกความเป็นน้ำหอมชายแบบเต็มเหนี่ยวมาก ในเนื้อกลิ่นมีความเป็นเครื่องเทศแบบหวานเย้าจางๆ ให้รู้สึกได้แนวๆ เม็ดกระวาน ซึ่งวูบแรกก็แมนๆ เตะบอลกันจริงๆ ไม่ได้หลอกจับบอลกันและกันแน่นอน กลิ่นมาสายพิมพ์นิยมมากเลยทีเดียว ซึ่งในช่วงต้นนี้จะตามไปยังช่วงกลางที่ความแมนยังคงชัดเจนไม่หนีไปไหน แต่จะมีกลิ่นอายแบบเขียวโปร่งๆ เข้ามาเสริมเข้ามาจากจูนิเปอร์เบอร์รี่ ทำให้ความเขียวติดแมนๆ นั้นได้อารมณ์โปร่งสว่างเข้าถึงได้ง่าย และในเนื้อกลิ่นจะมีโทนผลไม้เย้าๆ เสริมอยู่แบบติดหวานดาร์กนิดๆ ซึ่งทำให้นึกถึงกลิ่นพลัมหน่อยๆ ซึ่งเรียกว่าเสริมความเป็นชายในเนื้อกลิ่นได้ดีและมีมิติอื่นๆ มากขึ้นนอกเหนือจากแมนจัดสถานเดียวในตอนแรก และจะเริ่มมีกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ติดโทนสะอาดเสริมเข้ามาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นไม้หอมเคล้าโทนอบอุ่นจางๆ จะมาพอให้สัมผัสได้ แต่เพราะอิทธิพลของเนื้อกลิ่นแมนๆ เขียวๆ ที่มาตั้งแต่ตอนต้น แถมด้วยกลิ่นหวานติดดาร์กหน่อยให้ความแมนกำลังดียังคงตามมาอยู่ กลิ่นเลยเหมือนเสริมความอบอุ่นเข้าไปเสียมาก โดยกลิ่นที่รองพื้นจะเป็น Musk ชัดเจน ให้ความนุ่มสะอาดแบบผิวกายนวลๆ แบบยาวไป ภาพรวมกลิ่นไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ให้ความแมนจัดชัดเจนเต็มตัวและมีความเป็นโทนที่เข้าถึงง่ายแบบที่ใครได้กลิ่นจะบอกออกมาเลยว่า น้ำหอมอย่างแมนนนน 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนม.ปลาย ขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว เพราะทุกคนต้องผ่านกลิ่นแมนๆ สากลแบบนี้มาอยู่แล้วจากโทนแนวๆ ครีมอาบน้ำผู้ชาย อาฟเตอร์เชฟ หรืิอพวกสเปรย์ดับกลิ่นกาย เพียงแต่กลิ่นแมนๆ ตัวนี้จะไม่ได้บาดมากขนาดนั้น ยังมีลักษณะเป็นน้ำหอมที่มีระดับขึ้นมาได้อยู่ ซึ่งสามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันกวาดหมด ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ทั้งกลางแจ้งและในห้องแอร์ จัดได้จัดไป ส่วนยามค่ำคืนถ้าเอาไปใส่เที่ยวกลิ่นเหล้าสไตล์แมนๆ คุยกันได้อยู่ แต่ถ้าจะเอาไปเรียกแขกเน้นเรตติ้งอาจจะยากหน่อย เพราะโทนหวานเย้ายวนมักเรียกเรตติ้งได้ดีกว่า 

ความทน - แกว่งพอสมควรเพราะจะอยู่ราว4 - 6 ชม. อาจจะน้อยกว่านั้น ทุกอย่างอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ที่แน่ๆ รวมถึงสภาพผิวกายคนใส่ด้วย ส่วนตัวเจอไปที่ 6 ชม. กับจำนวน 6 สเปรย์รวมฉีดเสื้อที่้สวม 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นเรียกว่าขับความแมนกันออกมาเต็มๆ ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง แล้วจึงเป็น Skin Scent ให้ความรู้สึกแมนๆ ตีขึ้นเบาๆ ยามขยับเนื้อตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - กลิ่นเรียกว่าเป็นน้ำหอมแมนๆ ที่มาสายการเป็นน้ำหอม Designer มากกว่า ถ้าจะเรียกเป็น Niche ก็เป็น Niche ที่ใช้ง่ายเว่อร์ ที่สำคัญ Notes ใน Fragrantica แปลกหน่อยไม่ตรงกับกลิ่นที่ออกมา แต่ยังไงก็ตามกลิ่นนี้โคตรแมนจริงๆ แม้จะเข้าใกล้โทนแนวๆ สเปรย์ดับกลิ่นกายไปบ้างก็ตาม 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://3.static.fragrancenet.com/images/photos/900x900/160053.jpg

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Selena Gomez - Vivamore

Selena Gomez - Vivamore

แน่นอนว่าหลายๆ คนที่ติดตามเรื่องราวฝั่ง Hollywood ไม่มีใครไม่รู้จัก Selena Gomez ที่เป็นลูกหม้อของ Disney มาตั้งแต่ยังเล็ก เป็นทั้งนักแสดงและนักร้อง ตามด้วยมาเป็นหนึ่งในคนรักของ Justin Bieber เป็นเพื่อนของยัยเท สวิฟท์ อีโคคาร์ ปัจจุบันเห็นมาติดตั๋งหนับกับ The Weeknd และทำเพลงออกมาเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนดังสินั่น จึงได้มีน้ำหอมเป็นของตัวเองเฉกเช่นดาราคนอื่นๆ ที่
ต้องต่อยอดด้านความสวยความงามและแฟนๆ ต่างก็อยากใช้น้ำหอมของ Selena ซึ่ง 1 ในรุ่นที่ทำออกมาสื่อสารถึงความสะพรั่งในแบบของเธอนั้นเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ไม่ใช่เล่นๆ นะ เห็นแบบนี้ นั่นคือ Vivamore 

ใครที่ชอบกลิ่นหอมหวานคาบเกี่ยวระหว่างการเป็นกลิ่นอายผลไม้ ดอกไม้ และขนม แบบที่ใช้ง่ายด้วย กลิ่นนี้ถือว่าเข้าทาง เพราะ Top Notes เปิดตัวหอมหวานติดใสๆ แบบกลิ่นชาโปร่งๆ กับเมล่อนที่ทำหน้าที่หอมปนหวานใสลงตัว กลิ่นจะหอมแบบกำลังดี ไม่ได้ข้นนัว มีความใสแบบผลไม้กลั้วชาได้ดีมาก ซึ่งเมล่อนจะเป็นตัวเด่นที่อยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ เลย โดยจะไปผสมผสานกับกลิ่นของดอกไม้ขาวที่เป็นโทนหวานบางๆ ติดผลไม้อย่างคาลร่าลิลลี่ (ดอกขาวๆ ที่เน้นประดับงานแต่งที่มีเกสรคล้ายดอกหน้าวัวแต่กลีบจะล้อมล้อมเกสร ไม่เหมือนหน้าวัวที่กลีบดอกอล่างฉ่างโชว์แท่งเกสรโด่เชียว) และมีความครีมมี่ติดอบอุ่นนวลๆ ให้พอรู้สึกได้จากวานิลลาใน Middle Notes กลิ่นเลยจะเด่นที่ความเป็นชาเมล่อนที่ยังคงหอมหวานใสอยู่ แต่จะเริ่มมีความอวลข้นเสริมเข้ามาบ้างแบบเรื่อยๆ จนกลายเป็นครีมมี่เมล่อนติดกลิ่นชาและดอกไม้ขาวหอมหวานจางๆ ซึ่งในช่วงนี้กลิ่นจะมีความหอมหวานเจือไปด้วยตลอดเวลาและคงตัวลากยาวไปจนถึง Base Notes ที่คราวนี้กลิ่นอายความหวานจะเริ่มเด่นขึ้นมา กลิ่นชากลั้วเมล่อนที่ยังคงอยู่ให้ความใสยังเป็น On Top แบบที่พอรู้สึกได้บางๆ เคล้าความหวานจากกลิ่นน้ำตาลคาราเมลที่ไม่หวานหนักหน่วงเกินไป มีความครีมมี่ของวานิลลาติดดอกไม้ขาวอบอุ่นเจือไปตลอด กลิ่นเลยจะได้ความหอมหวานแบบอยู่กึ่งกลางระหว่างความครีมมี่และความใสได้ลงตัวและเข้าถึงได้ง่าย ภาพรวมกลิ่นจะให้ความรู้สึกโทนสีขาวปนครีมที่สบายตา มีความหวานเป็นตัวตั้งแต่ไม่ได้มาแบบหนักหน่วง ที่สำคัญกลิ่นมีความเป็นผู้สาวแบบเต็มๆ ไม่มีกั๊กเลย 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ก็ใช้ได้แล้ว กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายและมีความหอมหวานแบบที่สาวๆ หรือคนที่รักกลิ่นเมล่อนจะชอบได้ในแรกดมเลย ซึ่งสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ใส่ทำงานได้สบายมาก แต่ถ้าใส่ออกงานทางการจัดๆ ก็พอได้บ้าง เพียงแต่อาจจะไม่ได้เอื้อในเรื่องความภูมิฐานนัก นอกนั้นใส่แบบทั่วๆ ไปได้สบายมาก รวมถึงยามค่ำคืนไม่ว่าจะออกงาน ชิลล์ๆ หรือว่าท่องราตรีจัดไปได้สบายมาก (อัดสเปรย์หน่อย) ให้อารมณ์หญิงสาวที่มีความอ่อนโยนและน่ารักมีจริตเรียบร้อยอยู่บ้าง แบบว่าไม่ได้พร้อมล่าแต้มกวาดลงท้องขนาดนั้น จะมียกเว้นก็แค่ไม่ควรใส่ออกกำลังกายเท่านั้นเอง เพราะไม่งั้นได้จุกคอหอยตายเสียก่อนเวลากลิ่นตีขึ้นหนักๆ 

ความทน - อันนี้ดีงาม ทนมากจริงๆ จนเรียกว่าเกินคาด เพราะ 10 ชม. ผ่านไป กลิ่นยังตีขึ้นหอมครีมมี่เมล่อนหวานโปร่งๆ ตลอด ซึ่งอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดด้วยเช่นกัน 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายดีลดลงหลั่นไปเรื่อยๆ จนเมื่อเข้าช่วงท้ายจึงค่อยเป็นออร่ารอบๆ ตัว 

ทิ้งท้าย - กลิ่นนี้เรียกว่าเป็นน้ำหอมที่ดีเกินคาด เพราะเรียกว่าดึงเอาความเป็นชาเมล่อนกลั้วความหวานครีมมี่ได้ลงตัว ไม่ขนมเกินไป ไม่ผลไม้ฉ่ำโบ๊ะ และไม่ดอกไม้จัดหนักเข้าไป ถือว่าวางสมดุลย์กลิ่นทุกโทนที่ควรจะเป็นตามลักษณะสไตล์น้ำหอม Celebrity ที่ยังไงก็หอม แต่ก็มีชั้นเชิงได้น่าดูชมและดมกลิ่นเลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://i.notino.com/view/selena-gomez/segvivw_aedp10-01/selena-gomez-vivamore-eau-de-parfum-para-mujer___9.jpg



วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Carthusia - Ligea (Ligea la Sirena)

Carthusia - Ligea (Ligea la Sirena)

- เสียงอันไพเราะและล่อลวงของปีศาจในเทพปกรณัมกรีก ที่ก่อให้เกิดหายนะต่อการเดินเรือมานักต่อนักอย่าง “Sirens” กับการทดสอบว่าเสียงนั้นเป็นเช่นไรของ Ulysses ด้วยการให้ลูกเรือเอาขี้ผึ้งอุดหู แล้วมัดตัวเองไว้กับเสาเพื่อฟังเสียงของปีศาจเหล่านี้ โดยไม่ให้หลุดไปหลงเสน่ห์จนเป็นเหยื่อ -

และนี่คือที่มาในการสร้างสรรค์น้ำหอมของ Carthusia ในรุ่นที่ชื่อว่า Ligea la Sirena หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า Ligea ก็ได้ กับการถ่ายทอดผ่านกลิ่นเพื่อเล่าเรื่องราว ซึ่งจะเป็นเช่นไร ต้องมาพิสูจน์ความล่อลวงผ่านกลิ่นกันซักหน่อยแล้ว

เรียกว่าเปิดต้นทางของกลิ่นกับ Top Notes ได้ชัดมากกับการเป็นโทนส้มที่มีกลิ่นติดหวานปนขมหน่อยๆ กับลาเวนเดอร์นวลๆ แต่มีความปร่าซ่าชัดเจนกันตั้งแต่ช่วงนี้ และจะมีโทนของการเป็นโทนยางไม้ที่ติดหวานแทรกอยู่ในเนื้อกลิ่นตลอดเสียด้วย ซึ่งนั่นก็คือกลิ่นโทน Opoponax ที่เป็นยางไม้โทนหวานนวลอบอุ่นติดโทนแป้งอับหน่อยๆ เลยทำให้ช่วงนี้เป็นโทน Citrus ที่จะออกทางนวลอบอุ่นติดหวานที่เรียกแขกพอสมควรและล้อมไปด้วยความปร่าซ่าโปร่งของเครื่องเทศที่จะกลายเป็นหนึ่งในตัวเดินเรื่องสำคัญอย่างกานพลู ซึ่งจะเป็นตัวนำเข้าสู่ Middle Notes ที่จะเป็นกลิ่นอายแบบเครื่องเทศปร่าเด่นนำ รองพื้นด้วยความเป็นลาเวนเดอร์กับส้มหวานนวล เคล้าความเป็นโทนยางไม้หอมหวานแบบกำลังดี ช่วงนี้จะมีกลิ่นอายวานิลลาเจือเข้ามาด้วย เลยได้ลักษณะที่เป็นโทนแป้งอบอุ่นที่มาจากวานิลลา หวานดึงดูดจาก Opoponax ปร่าและโปร่งนวลจากกานพลูและลาเวนเดอร์กลั้ว Citrus ทำให้กลิ่นมีความลึกล้ำและเย้ายวนชัดเจน เพียงแต่กลิ่นไม่ได้ออกทางปล่อยของว่าชั้นมาสายยั่วยวนเซ็กซี่นะ ออกแนวมาสายเรียบนิ่งและเอาอยู่แบบไม่โจ่งแจ้งเสียมากกว่า แล้วโทนแป้งอบอุ่นจะเริ่มเดินเข้าสู่การเป็นตัวเด่นใน Base Notes ซึ่งกลิ่นของวานิลลาจะยังคงความอบอุ่นติดโทนแป้งอยู่ และมีความเป็นโทนยางไม้กลั้วไม้หอมเสริมให้หวานแบบกำลังดี ไม่ข้นจัด ตัดทอนด้วยกลิ่นกานพลูที่ยังอยู่ จนได้กลิ่นที่เป็นโทนแป้งนวลติดโปร่งเครื่องเทศที่ไม่ได้หนักหน่วงมาก แต่ปล่อยความดึงดูดเย้ายวนได้ชัดเจน กลิ่นวานิลลาในช่วงนี้แอบทำให้นึกถึงความเป็น Shalimar ของ Guerlain ในระดับหนึ่งเพราะมาในโทนที่ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ไม่ปร่าซ่าเท่าซึ่งทำให้ภาพรวมของกลิ่นเป็นโทนเย้ายวนแบบที่ไม่ได้ปล่อยจริตจะก้านมากแบบชัดเจน ยังมีการวางตัวอย่างมีระดับอยู่ โดยที่ให้กลิ่นนำทางความดึงดูดไปโดยไม่ต้องให้พฤติกรรมมันโจ่งแจ้งชัดเจนแบบว่าจะเอาให้ได้นัก เรียกว่าชั้นเชิงดีและน่าสนใจ เหมือน Sirens ใช้เสียงที่ไพเราะดึงดูดผู้คนให้เข้ามานั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นตราเอาไว้ว่า Unisex แต่เนื้อกลิ่นค่อนไปทางผู้หญิงมากกว่า 70% เพราะมันหวานเย้า แต่ผู้ชายใส่ได้ง่ายๆ เพราะกลิ่นมันมีความอบอุ่นเป็นพื้นฐานที่กลางๆ อยู่แล้ว จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน จะใส่ออกกงานทางการก็ได้ แต่คุมจำนวนสเปรย์ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระจายหนักหน่วงเกินไป ส่วนยามทั่วๆ ไป และอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันจัดไป กลิ่นจะหอมมีระดับลงตัวมากทีเดียว งดใส่กลิ่นนี้ออกกลางแจ้งหรือออกกำลังกาย เพราะเจอความร้อนแล้วกระจายหนักมากจนอาจจะทำให้จุกคอหอยเอาได้ ส่วนยามค่ำคืนถ้าใส่ไปท่องราตรีแบบที่มีชั้นเชิงในการปล่อยของแบบมีระดับ ไม่ได้เน้นเต้นรากแตก แหก 180 องศาอะไร ถือว่าใส่ได้ขับเสน่ห์ได้น่าดูชมเลย

ความทน - รุ่นที่ได้ลองนี้เป็น EDT ความทนเลยจะอยู่ระหว่าง 6 - 8 ชม. อาจจะมากกว่านี้ โดยอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ​ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 8 ชม. สบายๆ กับ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางไปเรื่อยๆ คนรอบข้างได้กลิ่นสบายๆ และถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายที่จะหอมมีเอกลักษณ์จากแป้งวานิลลากานพลูและโทนยางไม้ติดหวาน

ทิ้งท้าย - นอกจาก Shalimar แล้ว ผมยังแอบนึกถึง Kenzo Jungle L’Elephant ในบางวูบ แต่เนื้อกลิ่นมีความเป็นผู้ดีที่วางตัวดีกว่า นิ่งกว่าไม่โฉ่งฉ่างจัดเต็มไม่สนใจใครแบบ Kenzo ซึ่งเรียกว่าเป็นกลิ่นที่น่าสนใจ มีจริต และมีระดับตามสไตล์ของ Carthusia ที่ให้เราได้เห็นโทนกลิ่นที่แตกต่างจากรุ่นปกติหลายๆ รุ่นของแบรนด์ได้ลงตัวมาก 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://fimgs.net/images/secundar/o.8460.jpg

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Abercrombie & Fitch - First Instinct

Abercrombie & Fitch - First Instinct 

พูดถึง Abercrombie & Fitch คนมักนึกถึงเสื้อผ้าและพนักงานกล้ามแน่นๆ ในร้านสินะ ซึ่งกว่าจะวนมาน้ำหอมอาจจะต้องผ่าน 6 Packs กันมาก่อนถึงจะนึกออก และมักนึกออกถึงรุ่น Fierce Cologne กันเสียด้วยเพราะดังมาอย่างยาวนานจริงอะไรจริง แม้ว่าจะมีรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นก็เทียบชั้นไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์เขาก็เริ่มขยับไลน์ปกติให้มีมากกว่าความเป็น Cologne แล้ว มาสาย EDT กับเขาบ้างกับรุ่นที่ออกมาเมื่อปี 2016 อย่าง First Instinct for Men ซึ่งกลิ่นจะเป็นยังไง ได้เวลาลองแล้วบอกต่อสินะ 

กลิ่่นเปิดมาก็ทำให้แปลกใจในความกรุ้มกริ่มปนนวลนัวที่เด่นกับความเป็นเมล่อนติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย กลิ่นจะมีความเป็นเหล้าจินเด่นแบบโปร่งๆ มีความซ่าหน่อยๆ ของโทนโซดาแต่จะเคล้ากับกลิ่นเมล่อนที่ไม่ได้มาแบบใสๆ เลยแบบผลไม้จ๋าเลย เป็นเมล่อนอีกโทนแบบแมนๆ นวลๆ และไม่หวานเลย ไม่ใช่กลิ่นแบบฮันนี่ดิวเมล่อนที่หอมหวานฉ่ำเลย ให้ตัดความรู้สึกแบบนี้ออกไปได้ ไม่มีแน่นอน ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้มาสายสดชื่นจัดเต็มแน่ๆ เพราะมีความนัวชัดเจนจากโทนติด Spicy เผ็ดปร่าและมีความเขียวเย้าโปร่งๆ มาด้วย เปิดเผยความเซ็กซี่ดึงดูดกันตั้งแต่แรกไม่มีอ้อมค้อม เรียกว่าเรียกแขกกันอย่างชัดเจนเพียงแต่ไม่ได้มาสายที่แน่นหนักมากเท่านั้นเอง เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางความเป็นเหล้าจินโทนิคผสมเมล่อนแมนนวลนัวยังอยู่ ลดระดับลงมากำลังดีให้กลิ่นโทนเครื่องเทศปร่าเผ็ดกับความเขียวเย้ายวนโปร่งๆ ที่แจมในช่วงต้นชัดขึ้นมาจนจับได้ว่าเป็นพริกไทยที่มีความเผ็ดร้อนนัวๆ หน่อย กับใบไวโอเล็ตกลิ่นจะเริ่มจับต้องได้ชัดขึ้นทำให้มีความเป็นโทนโปร่งติด Aquatic ผสมผสานกับกลิ่นที่ตามมาจากตอนแรกเป็นกลิ่นนวลๆ ติดเผ็ดโปร่งกำลังดีไปตลอด คงความเย้ายวนเซ็กซี่ได้อยู่ เพียงแต่ไม่ได้เรียกแขกขนาดเท่าช่วงแรก เน้นให้เริ่มเข้าใกล้มากขึ้นประมาณนี้ แล้วโทนกลิ่นนวลๆ นุ่มๆ สะอาดอย่าง Musk จะเริ่มชัดขึ้นหลังจากรองพื้นแบบหลบๆ ซ่อนๆ มาตลอดให้รู้สึกได้ถึงความนวลตั้งแต่ช่วงต้น โดยจะมีกลิ่นออกทางผิวกายสะอาดๆ นุ่มๆ ของหนังกลับมาแจมด้วยให้มีความเซ็กซี่แบบนวลๆ รุมๆ ที่ผิวกาย โดยมีความอบอุ่นจางๆ ให้รู้สึกได้ ซึ่งช่วงนี้จะเป็นโทนสะอาดนุ่มนวลชัดเจน ซึ่งกลิ่นเหล้าจินโทนิคเมล่อนจะเรียกว่าเบาไปจนแทบไม่เหลือให้รู้สึกได้แล้วอาจจะพอมีบ้างบางๆ ภาพรวมจึงเรียกว่าเป็นตัวเรียกแขกที่ดีก่อนจะให้คลุกวงในแบบสะอาดๆ นวลๆ สบายๆ ผู้ชายสไตล์ Abercrombie & Fitch นั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ปลายขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว แม้ว่าเนื้อกลิ่นที่เปิดตัวออกมาจะไม่ได้มาสายสดชิื่นแบบน้ำหอมชายที่มักจะคุ้นเคย เพราะมาแบบนัวๆ สดชื่นติดเหล้าจินที่โดยความนวลเข้าแทรกเสียมาก แต่ถือว่าเป็นการเรียกแขกดึงดูดความสนใจตั้งแต่ต้นได้ดีจริงๆ ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบทั่วๆ ไป และอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เป็นงานทางการจัดๆ รับแขกบ้านแขกเมืองเกินไปนัก ส่วนออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนถ้าเป็นทั่วๆ ไป จัดได้สบายมาก แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีต้องอัดสเปรย์กันน่าดูหน่อย และอาจจะสู้ชาวบ้านที่มาสายเย้ากว่าหวานกว่าไม่ได้เพราะกลิ่นเบาอยู่ไม่น้อยในช่วงกลางและท้าย 

ความทน - ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ บวกลบราวๆ 2 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอที่ราวๆ 8 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 7 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นเลย เรียกร้องความสนใจแบบนวลๆ นัวๆ แต่ไม่หนักชัดเจน แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนจะปิดท้ายด้วย Skin Scent แบบยาวไปจนกว่าจะหายไปจากผิ

ทิ้งท้าย - เรียกว่าคงความเป็นสไตล์ของแบรนด์ชัดเจนกับกลิ่นนุ่มๆ แนว Musky ในช่วงท้ายที่คงลายเซ็นชัดเจน เพียงแต่ใส่ความแปลกใหม่ด้วยความนัวดึงเรตติ้งของกลิ่นด้วยเมล่อนแมนๆ ไม่หวานนั่นเอง ที่สำคัญขวดสวยมากกกกกกกก 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://www.perfumestore.sg/wp-content/uploads/2017/03/ABERCROMBIE-FITCH-FIRST-INSTINCT-HOMME-EDT-FOR-MEN-1.jpg

วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Parfumerie Naturelle - Sunset over Santorini

Parfumerie Naturelle - Sunset over Santorini

ยามที่ได้ยินชื่อรุ่นน้ำหอมนี้ครั้งแรกเรียกว่าตาวาวทันทีกับกลิ่นอายที่บ่งบอกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากอย่าง Santorini ณ ประเทศกรีซ (ไม่ใช่ที่ชะอำ อันนั้นเอา Concept มาทำให้เหมือนเฉยๆ) แน่นอนไม่เคยรู้จักแบรนด์นี้มาก่อนเลยขอลองเสี่ยงกันหน่อยว่าแบรนด์ Niche อย่าง Parfumerie Naturelle ที่เราไม่เคยได้ยินเชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนจะทำกลิ่นอายที่บ่งบอกถึงความสวยงามแกมโรแมนติคในยามพระอาทิตย์อัสดงที่ Santorini ออกมาเป็นยังไงบ้าง 

Sunset over Santorini เปิด Top Notes มาด้วยกลิ่นอายของโทน Citrus ที่มีความสดชื่นก็จริง เพียงแต่ว่ากลิ่นสดชืิ่นที่ได้จะไม่ได้มาแบบฉ่ำๆ แต่มาในลักษณะความเป็น Citrus แห้งๆ เสียมากกว่า ซึ่งมันจะได้อารมณ์ของการเป็นช่วงระยะเวลาออกทางสีส้มของแดดยามบ่ายค่อนเย็น มีความสดชื่นประปรายแฝงไปด้วยความอบอุ่นไปตลอด โดยเนื้อกลิ่นจะจับได้ถึงความเป็น Citrus ที่โปร่งสบายเปรี้ยวแบบติดขมกับการผสมผสานของเกรฟฟรุตและมะกรูด แต่กลิ่นแบบไม่ได้เปรี้ยวจี๊ดมากเพราะมีกลิ่นของส้มเขียวหวานที่มาให้โทนหอมสดชื่นติดหวานทำให้กลิ่น Citrus มี 2 โทนเป็นเปรี้ยวอมหวานให้จับต้องได้และเป็นกลิ่นที่จะอยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ เลย ซึ่งเมื่อผันเข้าสู่ Middle Notes ความอบอุ่นของเนื้อกลิ่นเริ่มชัดขึ้นจากโทนไม้หอมติดครีมมี่เจือๆ จากไม้จันทน์หอมที่เกลาจนได้ความสะอาดนวลๆ ติดครีมมี่ และมีกลิ่นไม้หอมแห้งๆ ของหญ้าแฝกที่เป็นตัวทำให้กลิ่น Citrus ในตอนต้นนั้นมีความแห้งในเนื้อกลิ่นนั่นเอง ซึ่งโทนไม้หอมนี้จะมาในลักษณะที่เป็นสายสนับสนุนชั้นดีให้กลิ่นสดชืิ่นของ Citrus ที่ยังเด่นอยู่มีความเป็นไม้หอมนวลๆ ให้ความโปร่งออกทางสีครีมติดส้มสบายๆ กลิ่นมีความรื่นจมูกมาก สดชื่นแบบนวลๆ มีระดับ ซึ่งในเนื้อกลิ่้นจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นติดเค็มๆ หน่อยๆ เสียด้วย มันเลยจะได้ความรู้สึกแบบยืมดูพระอาทิตย์ริมทะเลยามบ่ายอบอุ่นชัดเจน เมื่อผ่านไประยะหนึ่งกลิ่นครีมมี่จะเริ่มชัดขึ้นมาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ Base Notes ที่ความเป็นโทนสดชื่นเปรี้ยวอมหวานจะยังไม่ไปไหนคงทนยาวมาถึงช่วงท้าย ซึ่งจะมีกลิ่นละมุนครีมนวลของถั่วตองก้ามาให้นุ่มกับกลิ่นโทนอบอุ่นติดวานิลลาจางๆ ที่น่าจะมาจากความเป็นโทนแอมเบอร์ที่เกลากลิ่นมาอย่างดี มีความสะอาดนุ่มของ Musk ให้จับต้องได้ ทั้งหมดทั้งมวลกลิ่นจะเป็นการผสมผสานความอบอุ่น ความครีมมี่ และความสดชื่นแบบเปรี้ยวอมหวานไปตลอด ได้ความรู้สึกสีส้มไล่เฉดจากส้มไปอ่อนครีมและขาวสว่างนวลได้ลงตัวมาก เรียกว่าคงคอนเซปท์ตามชื่อรุ่นได้ชัดเจน งดงาม และรื่นรมย์มากมายเลยทีเดีย

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้ได้แล้ว กลิ่นเข้าถึงง่าย และมีความสดชื่น อบอุ่น และนุ่มนวลไปตลอดตั้งแต่ต้นยันท้ายเลย ทำให้สามารถใส่ได้แบบกวาดหมดในช่วงเวลากลางวัน กลิ่นแม้จะออกแนวชิลล์ก็จริง แต่ว่าเข้ากับอากาศบ้านเราได้เป็นอย่างดี เลยทำให้แตะได้ทุกสถานการณ์ ยิ่งถ้าใส่กลิ่นนี้ไปเดินเล่นริมทะเลด้วย ยิ่งเข้ากันมากมาย (อันนี้เทสกับตัวมาแล้ว เพราะกลิ่นไอทะเลตามธรรมชาติเข้ากับกลิ่นนี้มากจริงๆ) ส่วนยามค่ำคืนกลิ่นนี้เหมาะกับสถานการณ์ชิลล์ๆ มากกว่า จะเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือ Dinner กลางแจ้งอะไรก็ว่าไป แต่ไม่เหมาะเลยกับการใส่ไปท่องราตรี โดนกลิ่นโทนหวานแน่นกลบแน่นอน 

ความทน - อันนี้เรียกว่าเกินคาด เพราะ 8 ชม. แล้วกลิ่นยังอยู่ให้รับรู้ตลอด ซึ่งส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ รวมฉีดเสื้อด้านหน้าเดินตากลมทะเล ตากแดด เหงื่อซึม กลิ่นก็ยังอยู่ และลากยาวถึง 15 ชม. ได้เลยทีเดียว ของเขาดีจริงๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น สดชื่นกันเลย ก่อนที่จะลดลงมาปานกลางแบบยาวไป จนเมื่อถึงกลางๆ ช่วงท้าย กลิ่นจะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบนุ่มสบาย

ทิ้งท้าย - ถือเป็นการ Blind Buy ที่คุ้มค่ามากกับการได้เจอกลิ่นที่เป็น Creamy Citrus เปรี้ยวอมหวานแบบเหมือนเราอยู่ริมทะเลยามบ่ายค่อนเย็นจริงๆ และน่าจะไม่ได้หาได้อีกง่ายๆ แน่นอน เพราะเหมือนแบรนด์นี้จะค่อยๆ หายไปจากตลาดแบบเงียบๆ เสียด้วย จนแบบว่าเป็นอีกหนึ่งตัวที่จะดูแลอย่างดีเก็บยาวไปแน่นอน 

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by เข็มขัดสั้น ด้วย Moto G5 Plus

วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Zara - Leather Collection: Rich Leather

Zara - Leather Collection: Rich Leather

กลับมาแก้ปวดหัวด้วยยาแก้ปวดซาร่า เอ๊ย! ไม่ใช่สิ กลับมาดมกลิ่นน้ำหอมของแบรนด์ Zara กันอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์นี้เขามีน้ำหอมเยอะมาก เรียกว่าเวลาปล่อยออกมาทีมากันครบไลน์ให้เลือกสรรกันเลยทีเดียว แถมราคาไม่แพงเสียด้วย ทั้งยั้งมีกลิ่นอายที่คุ้นเคยบ้างอะไรบ้างจากที่เคยได้กลิ่นมา แต่มีการปรับโน่นนี้ให้ดูเป็นน้ำหอมของแบรนด์ได้ชัดเจนมากขึ้น เช่นนั้นเมื่อได้เห็นว่ามีการปล่อยไลน์ Leather หรือหนังออกมาในปี 2017 นี้ ก็ได้เวลาไปเลือกสรรและต้องจัดซะหน่อยว่ากลิ่นจะเป็นอย่างไง และก็ได้ตัวน่าสนใจอย่าง Rich Leather มา กลิ่นจะเป็นยังก็แบบนี้เลย 

จับเข้า #TeamAventus ก่อนเลย เพราะกลิ่นอายเหมือนรุ่นดังของ Creed มาเลยทีเดียว แต่ก็มีความแตกต่างให้สัมผัสได้อยู่เพราะว่ากลิ่นอายจะเน้นความเป็นโทนผลไม้อย่างสับปะรดที่เด่นทะลุออกมา เพราะเป็นช่วงกลิ่นพุ่งเป็นเรื่องปกติ ในเนื้อกลิ่นจะมีโทน Citrus ผสมผสานจากมะกรูดที่ให้ความเปรี้ยวสดชื่นแบบแห้งติดขมเจือ และติดเปรี้ยวออกโทนเบอร์รี่แต่จะออกคมๆ แถมแอบรู้สึกได้ถึงกลิ่นแอปเปิ้ลเขียวติดสดชื่นเสียด้วย แลยจะได้ความเป็นโทนผลไม้ติดแมนๆ กำลังดีเลย เรียกว่าเปิดว่าก็ทำให้นึกถึง Aventus เลยก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าเนื้อกลิ่นจะมีความใสมากกว่าและไม่ได้มาสายกลิ่นอายที่ธรรมชาติจ๋าๆ นัก รวมทั้งไม่มีเจือกลิ่นอาย Smoky มาเจือปนเท่าไหร่ แต่มีกลิ่นแบบดอกไม้พอให้รู้สึกได้แต่จะเบาบางมาก ซึ่งกลิ่นแบบสับปะรดนี่แหละจะเป็นตัวที่อยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ เลย โดยเมื่อเข้าช่วงกลาง ความเป็นโทน Spicy แบบอมหวานติดเบอร์รี่ของพริกไทยสีชมพูจะเด่นตีคู่กับสับปะรดได้ลงตัว โดยที่กลิ่นจะไม่ได้ไปโทนอวลแน่น เพราะจะยังคงความใสติดผลไม้ชัดเจน ที่สำคัญกลิ่นอายพิมเสนที่มาแบบกำลังดีแบบสายสนับสนุนให้เนื้อกลิ่นมีความหรูหรากำลังดีแทรกไปตลอด ซึ่งตอนนี้จะเริ่มชัดแล้วว่ากลิ่นจะไม่ได้ไปสายเดียวกัAventus ที่จะมีความเป็นโทน Smoky ล้อมเนื้อกลิ่นเอาไว้และมีความอบอุ่นเจือเบาๆ ให้ดูมีมิติและหรูหราแบบคุณชาย แต่กลิ่นจะมาในโทนที่เน้นความเป็นผลไม้ติดแมนๆ มีความหวานเจือแบบติดเครื่องเทศโปร่งๆ เสียมากกว่า เพียงไม่นานกลิ่นอายของหนังที่จะมาแบบบางๆ เป็นตัวรองพื้นติดผิวให้ความรู้สึกแบบหนังที่กลิ่นไม่ได้แรงหรือดิบห่าม เป็นหนังแบบโซฟาที่มาแบบเบาๆ อ่อนๆ แกล้มกับกลิ่นไม้หอมที่มาแบบขรึมๆ เบาๆ กลิ่นจะได้ความรู้สึกสีโทนสว่างในระดับหนึ่งโดยมีความสดชื่นแบบแมนๆ ชัดเจนเพราะความเป็นผลไม้ที่ยังคงทนถาวรและเป็นตัว On Top อยู่นั่นเอง จนเมื่อเริ่มสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายของโทนไม้หอมจะเริ่มชัดมากขึ้น แต่จะยังโดนความเป็นโทนผลไม้คุมเอาไว้อยู่ กลิ่นหนังจะยังคงเป็นสายรองพื้นโดยจะมีกลิ่นอายแบบ Musk มาให้ความนวลสะอาดเสริมแบบเบาๆ กลิ่นที่ได้เลยจะออกแนวสะอาดติดผลไม้มีพิมเสนจางๆ ให้พอรู้สึกได้ไปตลอด ซึ่งกลิ่นจะยังคงความเป็นผู้ชายแมนๆ เท่ห์ๆ กำลังดีแบบยาวไปนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวันเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้แล้ว กลิ่นไม่ได้ใช้งานยากตามสไตล์ของน้ำหอมแบรนด์นี้่ เข้าถึงได้ง่ายเสียด้วย จึงสามารถใส่่ได้ในทุกๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป กลิ่นครอบจักรวาลในช่วงกลางวันได้ในระดับหนึ่งเลย อาจจะมีการใส่เพื่อออกกำลังกายที่ให้รอเข้าช่วงกลางๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนสามารถใส่ได้แบบสบายๆ กลิ่นหล่อๆ เพียงแต่ว่าถ้าใส่ไปท่องราตรี อาจจะอัดสเปรย์หน่อย ก็พอไปได้อยู่ 

ความทน - แม้ว่าจะเป็น EDP แต่ความทนค่อนข้างแกว่งพอสมควร เพราะจะอยู่ราวๆ 5 - 6 ชม. กลิ่นจะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงไปที่กึ่งปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัว ก่อนจะเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าเปิดดี และทำให้ หูยยย กันได้เลย แต่ปิดอาจจะไม่ได้ว้าวมาก เพราะเป็นโซนยังไงก็รอดแบบติดกลิ่นผลไม้ ซึ่งเรียกว่าคุ้มค่ากับราคาที่ไม่แรงมากเกินไปเลยทีเดียว 

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by Fragrantica -https://fimgs.net/images/secundar/o.46621.jpg

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Azzaro pour Homme L’Eau

Azzaro pour Homme L’Eau

สำหรับ Azzaro ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมในส่วนของไลน์ชื่อดังอย่าง Chrome ที่เอาใจสายชอบกลิ่นสดชื่นสะอาดและปลอดภัย รวมถึงไลน์อื่นๆ ที่ได้รับความนิยมมาเรื่อยๆ แต่จะขาดไปไม่ได้เลยกับไลน์ Pour Homme ที่เป็นดั่งตัวต้นตระกูลฝั่งน้ำหอมชายของแบรนด์เน้นความจัดเต็มสไตล์ Power House ที่เน้นกับความคลาสสิคที่คาบเกี่ยวกับความร่วมสมัยได้น่าดูชม ซึ่งวนไปเวียนมากับการเล่ากลิ่นของไลน์นี้มาบ้างก็ถึงคราวของรุ่นที่เอาความเป็นโทนสดชื่นเข้ามาผสมผสานกับสไตล์เดิมของไลน์นี้ซึ่งนั่นก็คือ Azzaro pour Homme L’Eau 

L’Eau แปลว่า น้ำเลยถือว่าเป็นการใส่ความเป็นโทนสดชื่นเข้ามาให้รุ่นนี้มีความเป็นกลิ่นอายร่วมสมัยหรือเรียกว่า Modern มากขึ้น ซึ่งก็เปิด Top Notes กันที่ความเป็น Citrus ติดเมทัลลิคที่ให้มีความสดชื่นติดคมๆ สะอาดๆ แบบโทนสว่างกันเลยทีเดียว แต่วูบถัดมาคือกลิ่นอายแบบเครื่องเทศโทนสดชื่นติดนวลโปร่งอย่างเทียนสัตตบุษย์ (Anise) และโทนสมุนไพรปร่าซ่าติดเขียวที่จะเข้ามาผสมผสานเลยจะได้ความรู้สึกแบบติดเขียวซ่ากึ่งนวลหน่อยๆ แต่ไม่ได้มาหนักหน่วงจนทำให้เป็นกลิ่นอายแบบน้ำหอมชาย Classic ชัดเจนนัก เนื้อกลิ่นจะจับได้ถึงความเป็นลาเวนเดอร์ที่ดันขึ้นมา แต่ไม่ได้มาแบบธรรมชาติที่จะให้ความอะโรม่าเหมือนกลิ่นลาเวนเดอร์สด เพราะความที่มีกลิ่นอายติดเครื่องเทศสมุนไพรเลยทำให้ได้กลิ่นอายแบบสบู่ที่เปรียบเสมือนเป็นฐานของกลิ่น แล้วกลิ่นสดชื่นเป็นตัวฟุ้งกระจายออกมา 

เมื่อเข้า Middle Notes ความเป็นลาเวนเดอร์ที่เรียกว่าเป็นเสมือน Signature หลักของไลน์ pour Homme นี้จะกลายเป็นพระเอกของงานเลย เพราะกลิ่นจะกลายเป็นลักษณะแบบโทนสบู่ที่สะอาดมีความนุ่ม Aromatic แบบผ่อนคลาย แต่ก็จะเคล้าความสดชื่นที่ติดโทนดอกไม้แบบเจอราเนียมที่จะมีความเขียวนิดๆ คล้ายกุหลาบหน่อยๆ สดชื่นแบบเลมอนเจือไปตลอด และมีโทนไม้หอมเสริมเข้ามาเลยเกลาให้กลิ่นในช่วงนี้ จะได้ความสดชื่นติดคลาสสิคบางๆ มีความร่วมสมัยนวลๆ สะอาดๆ ไปตลอด ซึ่งกลิ่นไม้หอมนี่แหละที่จะเป็นตัวดึงเข้าสู่ Base Notes กับกลิ่นสดชื่นที่ยังสัมผัสได้อยู่ แต่ความสะอาดจะมากขึ้น ความแห้งของกลิ่นจะเริ่มรู้สึกได้ โดยกลิ่นนวลๆ ของไม้จันทน์หอมจะมาแบบลงตัวเกลาให้กลิ่นมีความสว่างนวล มีความติดเขียวสากแมนๆ แบบเบาๆ และมีโทนครีมมี่นิดๆ ให้เกิดความนุ่มสบายๆ ความเป็นลาเวนเดอร์ยังคงอยู่แบบบางๆ กลิ่นเลยจะได้อารมณ์แบบตัวแห้งสะอาดในวันที่มีความชุ่มฉ่ำหลังฝนตกกับกลิ่นสะอาดนวลที่ลอยขึ้นมาให้รับรู้นั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใช้ได้แล้ว เพราะกลิ่นมันจะแตะคลาสสิคก็ได้ จะ Modern ก็ชัดเจน ซึ่งเป็นกลิ่นที่เข้าถึงได้ง่ายมากเสียด้วย จึงสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย กวาดหมด ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ออกกลางแจ้งก็ได้ หรือจะใส่ออกกำลังกายก็สามารถ ส่วนยามค่ำคืนถ้าอากาศร้อนๆ ใส่ได้อยู่ ให้ความสดชื่นแบบผู้ชายสบายๆ ได้ดีเลยทีเดียว แต่อาจจะไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรี เพราะว่าอาจจะไปสู้โทนหวานๆ ไม่ได้ แม้จะมีความเย้ายวนอยู่บ้างในแง่ของกลิ่นโทนสะอาดก็ตาม ยกเว้นว่าจับใครมาซุกแล้วเขาชอบอันนี้ก็ถือว่าจัดไป 

ความทน - ไลน์ pour Homme ทุกตัวเรียกว่าทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้ดี รวมถึงตัวนี้ด้วยเพราะความทนอยู่ ราวๆ 6 - 8 ชม. ตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ซึ่งส่วนตัวจัดไปที่ 6 สเปรย์แบบอยู่ในห้องแอร์สลับกับอากาศร้อนๆ ตามด้วยอากาศชื้นๆ ของฝนตก กลิ่นลากยาวไปที่ 8 ชม. ได้สบายๆ และมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ

การกระจาย - แม้ว่าไลน์นี้จะเน้นการกระจายที่จัดเต็มและความชัดเจนของกลิ่นเป็นจุดเด่นตามสไตล์ แต่ตัวนี้เรียกว่าเป็นการลดระดับไม่ได้เอาเต็มที่แบบตัวพ่อก่อนหน้ากันนัก กลิ่นจะกระจายดีตอนต้น แล้วลดลงมากระจายปานกลาง ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย ความลดหลั่นของการกระจายมาแบบค่อยเป็นค่อยไปประมาณนี้ 

ทิ้งท้าย - ก่อนจะใช้มีความกลัว เพราะตัวรุ่นต้นตระกูลมันมาเต็มมากจริงๆ แต่พอลองใช้แล้ว กลิ่นดีเกินราคาและเกินคาด มีความใช้ง่าย แตะความรู้สึกคลาสสิคได้บ้าง แต่ร่วมสมัยมากกว่าตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป เช่นนั้น นี่เป็นน้ำหอมกลิ่นสะอาดๆ อีกหนึ่งกลิ่นที่ไม่ได้ไก่กาเลยล่ะ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by Azzaro - https://www.azzaro.com/media/cache/pillar_tg_tablet_1x/uploads/flankers/main/57037857a39b3_aphleau.jpeg

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Review: Guerlain - Mitsouko Eau de Parfum (Vintage)

Guerlain - Mitsouko Eau de Parfum (Vintage)

หลังจากที่ผ่านตัว EDT ของ Guerlain Mitsouko ไป แม้ว่าจะเป็นตัวที่มีการปรับสูตรไปบ้างจากของเดิม และมีความใสกระจ่างมาให้ดูมีความสว่างมากขึ้น ก็ได้มีโอกาสมาเจอกับรุ่น EDP กับเขาบ้างแล้ว แถมได้มาในรุ่นที่เป็น Vintage อันงามงดเสียด้วย เช่นนั้นมาเล่ากลิ่นกันดีกว่าว่ากลิ่นที่คลาสสิคและมีที่มาที่ไปจากความรักต้องห้ามของสตรีนามว่า Mitsouko ในเรื่อง La Bataille ในรูปแบบของความเข้มข้นตั้งต้นเดิมของรุ่นนี้เป็นยังไงบ้าง 

เรียกว่าใครที่ชอบกลิ่นของ Oakmoss จะเพลิดเพลินกับการดมกลิ่นที่แม้จะมีความสากติดเขียวขมแห้งๆ ที่ให้ความรู้สึกแบบกลิ่นอายพืชพรรณที่เป็นกาฝากหรือพืชล้มลุกในป่าและมีโทนกลิ่นหมึกผสมผสานในนั้นเป็นอย่างมาก ซึ่งกลิ่นอายในรุ่น Vintage นี้ Oakmoss จะชัดเจน ให้ความรู้สึกแบบขรึมและมีเสน่ห์ และมีความนิ่งงันแบบหรูหรามีระดับเลยทีเดียว ซึ่งช่วงแรกของน้ำหอมถ้าอิงจาก Notes ที่แบรนด์ระบุไว้จริงๆ อาจจะแทบไม่ได้เจอโทน Citrus แบบชัดๆ แล้ว เพราะว่าความเป็น Vintage ที่มาจากการผลิตก่อนช่วงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสูตรกับวัตถุดิบที่ยังไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามหรือมาจากการเก็บน้ำหอมมาในระยะเวลาที่ยาวนานและ เก็บอย่างดีเกิน 5 ปีแน่นอน และไม่หมดอายุตามการกำหนดทางการตลาดที่ก่อให้เกิดการซื้อซ้ำเพราะคิดว่ามันใช้ไม่ได้แล้วด้วยแหละ 

ซึ่งกลิ่นอายในช่วงแรกหรือ Top Notes เรียกว่าแทบไม่ได้รู้สึกแล้ว แต่อาจจะพอจับได้กลิ่นความขมแบบ Citrus จางๆ ที่มาจากมะกรูดบ้างที่จะไปเนียนกับ Oakmoss ที่เป็นกลิ่นอายหลักของน้ำหอมตัวที่กับการอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบ ซึ่งกลิ่นจะเข้าสู่ช่วง Middle Notes แทบจะทันที โดยจะมีกลิ่นพีชให้รู้สึกได้ แต่จะมีความเป็นลักษณะคล้ายเหล้ากลิ่นพีชที่มีความเข้มข้นเคล้ากับกลิ่นดอกไม้นวลๆ ที่มีกระดังงานำทีมเป็นฝ่ายสนับสนุนชั้นดี ดันให้กลิ่นของ Oakmoss มีความโปร่งสดชื่นและนวลพลิ้วไหวผสมผสานอยู่ และจะมีกลิ่นหายของโทนเครื่องเทศโทนอบอุ่นแต่ไม่ได้มาสายอวลมากอย่างอบเชยกลั้วให้กลิ่นมีมิติติดหวานปนขมแบบไม่โจ่งแจ้ง มีลักษณะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับที่ได้กลิ่นสัมผัสของ 2 อย่าง ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะมีความนิ่งแต่ชัดเจน มีความหรูหราชัดเจนแต่ไม่ได้ออกโทนสว่างนัก เป็นโทนที่ออกหม่นๆ แห้งๆ ซึ่งกลิ่นจะลากยาวไปถึงช่วงท้ายที่ Oakmoss ยังคงเด่นเป็นสง่าให้ความรู้สึกนิ่งขรึมติดเขียวขมสากอยู่ แต่ความเป็นไม้หอมแห้งๆ จากหญ้าแฝกจะเริ่มค่อยๆ เสริมขึ้นมาออกแนวกลิ่นติดผิวจะมีความสะอาดติดเขียวสากเจือหมึกจางๆ ของ Oakmoss ชัดเจน แทรกไปด้วยกลิ่นอบเชยโปร่งๆ อบอุ่น ซึ่งอารมณ์ของกลิ่นจะยังมีความนิ่งและมีออร่าความวางตัวที่มีความภูมิฐานก็ได้ หรูหราก็ดี มีความซับซ้อนที่ชูโรงกลิ่นหลักได้งาม และมีความคลาสสิคแบบติดหม่นๆ แฝงได้ด้วยความดราม่าเล่าเรื่องราวซึ่งตอบโจทย์ตามเนื้อเรื่องรักต้องห้ามที่มันมีความขมปนหวานบางๆ การวางตัวที่นิ่งงันแต่ความความชัดเจนแรงกล้าและความอาวรณ์

เหมาะสำหรับ - แม้ว่า Mitsouko จะเป็นน้ำหอมของผู้หญิิง แต่เนื้อกลิ่นมีความ Unisex มาก เรียกว่าจัดไปเถอะไม่ว่าจะเพศไหนก็ตามในวัยทำงานขึ้นไป โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะงานทางการหรือทั่วๆ ไปแบบวางตัวดี เพราะกลิ่นให้ความรู้สึกที่นิ่งขรึมและมีภูมิชัดเจนมาก แต่ให้ข้ามการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายไปได้เลยเพราะกลิ่นไม่ได้เข้าทางแต่ประการใด ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้สบายมากในการออกงานเพราะกลิ่นมีความหรูหราอยู่ในตัวสูงมาก แต่ข้ามการใส่เพื่อไปเต้นเด้งเอวร่อนท่องราตรีเพราะกลิ่นไม่ได้เข้ากับกิจกรรมแนวๆ นั้นนัก และดูถือตัวในระดับหนึ่งด้วย ใส่ไปนกแน่นอน 

ความทน - เรียกว่าความทนยอดเยี่ยมตามสไตล์น้ำหอมยุคเก่า แถมเป็น Vintage เสียด้วย เช่นนั้นห้าห่วงทนหายห่วงกับราวๆ 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

การกระจาย - กลิ่นจะได้อารมณ์กระจายดีแบบเสถียรและเปลี่ยนลดทอนลงแบบเนียนๆ เสียมาก เพราะว่าจะกระจายดีในตอนต้นแล้วจะลดลงเรื่อยๆ เป็นปานกลาง และออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เมื่อยามที่เล่า EDT ก็รับรู้ได้ถึงความคลาสสิคมีระดับของน้ำหอมตัวนี้ไปอย่างมากแล้ว แต่มีโทนสว่างให้สัมผัสได้ มา EDP แถมเป็น Vintage อีก ยิ่งซึมซับความขลังและความดราม่าติดดาร์กนิ่งได้ชัดขึ้นกว่าเดิมอีก ขอยกดาวให้ทั้งฟ้าเลยดีกว่าแบบนี้ เหนือกาลเวลาอย่างชัดเจน 

ปล. รูปเป็นรุ่น EDP ปกติที่สีน้ำหอมพอใกล้เคียงกัน

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/f5/41/9f/f5419f6814a697d1b805b1f26ec6b47f.jpg