วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Review: Etat Libre d’Orange - Une Amourette

Etat Libre d’Orange - Une Amourette

จุดเริ่มต้นจากความต้องการต่อยอดทางด้านน้ำหอมของ Fashion Designer ชื่อดังอย่าง Roland Mouret ด้วยการมาพบเจอกับเจ้าของแบรนด์ Etat Libre d’Orange จนก่อให้เกิดการ Collaboration ร่วมมือกันในการสร้างสรรค์น้ำหอมออกมาที่ตอบโจทย์ทั้งสไตล์แฟชั่นของ Roland Mouret เอง + กับความเก๋ไก๋ที่ไม่เหมือนใครในสไตล์น้ำหอมของ Etat Libre d’Orange และสิ่งที่ได้ออกมานั้นก็คือ

Une Amourette ที่มาจากการสร้างสรรค์ของ Perfumer มากฝึมืออย่าง Daniela Andrier ที่มาผนวกเอาความเก๋ไก๋กับความเป็นแฟชั่นที่หรูหราและมีเสน่ห์เฉพาะตัวออกมา และเนื้อกลิ่นจะสื่อสารออกมาอย่างไรนั้นว่ากันได้ตามนี้

ช่วงเปิดคือการสร้างความประทับใจออกมาชัดเจนมากกับการจับคู่ความหอมที่ลงตัวระหว่าง โดยเริ่มจากฝั่งลูกผสมของการเป็นโทน Citrus อย่าง Neroli หรือดอกส้มที่สกัดด้วยไอน้ำ ซึ่งถ้าเอาตัวนี้เป็นหลักก็จะได้กลิ่น Citrus เปรี้ยวติดเขียวปร่าแกมนวลปลายกลิ่น แต่สำหรับกลิ่นนี้ไม่ใช่แบบนั้น เพราะอีกฝั่งที่มาผสานด้วยจะเป็นสายเครื่องเทศอย่างพริกไทยสีชมพูที่ให้ความฝาดปร่านวลและมีลูกเอื้อนกุหลาบบางๆ เคล้ากับความหวานเย้าเผ็ดหน่อยๆ ของเม็ดกระวานที่เสริมเข้ามา ทำให้เนื้อกลิ่นในช่วงต้นกลายเป็นกลิ่นดอกส้มติดเขียวที่ไม่ได้มีความเปรี้ยวเขียวเด่นเลย แต่จะเป็นดอกส้มที่มีความเป็นปร่านวลแกมหวานกระวานที่สมดุลย์มาก เนื้อกลิ่นแม้จะมีโทนสะอาดให้พอจับต้องได้ แต่จริงๆ มี Hint ซ่อนอยู่หน่อยๆ ที่ให้อารมณ์แบบกลิ่นเหงื่อที่ไม่ได้ Dirty แฝง เลยทำให้เนื้อกลิ่นมีความเย้าเซ็กซี่เข้ามาร่วมด้วย

เมื่อเนื้อกลิ่นเข้าสู่ช่วงกลาง ก็จะเปิดตัวแกนหลักของกลิ่นอย่างพิมเสนที่ให้ความปร่าหวานระเรื่อแกม Earthy ดินๆ ที่ลดทอนความ Dirty ลง มาเป็นเลเยอร์ที่ฟุ้งออกมาพร้อมกับความเป็นโทนแป้งฝุ่นของไอริส โดยจะเอากลิ่นในช่วงต้นทั้งหมดมาผนวกด้วย ทำให้ช่วงกลางอารมณ์กลิ่นจะเป็นแป้งฝุ่นที่มีความปร่าซ่าระเรื่อๆ แกมหวานเครื่องเทศแบบสมดุลย์ โดยมีกลิ่นดอกไม้ขาวสดชื่นหน่อยๆ ของดอกส้ม และที่สำคัญมีกลิ่นของพีชเข้ามาสร้างมิติแบบผลไม้หวานเข้ามาเนียนๆ ในกลิ่นด้วย เลยทำให้ช่วงนี้ชัดเจนมากจริงๆ กับการเป็นกลิ่นอายโทน Unisex ที่แตะได้ทุกเพศ และมีเสน่ห์ติดปร่าระเรื่อที่ผสานกันได้อย่างลงตัวมาก ต้องยอมเลยว่าเป็นไฮไลท์จริงๆ

ในช่วงเปลี่ยนถ่ายสิ่งหนึ่งที่เริ่มจับต้องได้มากขึ้นตามลำดับคือกลิ่นอายไม้หอมที่มีความติดพริกไทยแกมกลิ่นค่อนไปคล้าย Oud เบาๆ ที่มาแบบไม่ได้เย้า ไม่ได้อวลลึก ไม่ได้ดาร์ก อารมณ์ Oud แบบอ่อนๆ ที่ยังไม่ได้เข้ม ซึ่งพอมาเจอกับพิมเสน เลยทำให้นึกถึงกลิ่นของสารหอมอย่าง Akigalawood ที่ค่อนๆ เปิดตัวออกมาชัดเจนมาก ทำให้โทนกลิ่นยังคงให้อารมณ์ปร่าระเรื่อพิมเสนที่มีเสน่ห์ของไม้หอมติดพริกไทยได้ชัดและมีเสน่ห์มากเช่นเดิม พ่วงด้วยความเป็นแป้งปร่าในช่วงกลางแกมหวานยางไม้หน่อยๆ ที่มาเป็นลูกเอื้อน แต่เพิ่มเติมความอบอุ่นเข้ามาอ่อนๆ ของวานิลลาที่มาทำให้กลิ่นมีมิติที่ดึงดูดและหวานอ่อนโรแมนติค โดยเนื้อกลิ่นไม่ได้ไปสายข้นหนักแต่อย่างใด ออกทางแห้งโปร่งๆ ที่มีความอวลกำลังดีเสียมาก เรียกว่าปิดท้ายได้มีเสน่ห์ครบเครื่องและไม่เหมือนใครได้งดงาม

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนกวาดหมดทุกเพศ เพราะพื้นฐานคือพิมเสนแกมไม้หอมที่มีความปร่าหวานกำลังดีแตะได้ทุกเพศ ซึ่งกลิ่นเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แบบให้อารมณ์วางตัวดี มีเสน่ห์ และมีความเก๋ไปในตัว แต่ไม่ค่อยเข้าทางการใส่ออกกำลังกายเท่าไหร่ ให้รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืรนเข้าทางการใส่ออกงานมาก ยิ่งกับเสื้อผ้าแนวทักซิโด้หรือชุดเดรสราตรีนี่เรียกว่าเหมาะจริงอะไรจริง รวมถึงการใส่เพื่อความโรแมนติค แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีท่ามกลางผู้คนที่อัดหนักความแน่นของกลิ่น อันนี้สู้เข้ายากนิดนึง

ความทน - ลงตัวที่ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน ซึ่งสามารถไปต่อได้อีกถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมและสภาพผิวเอื้อ เพราะส่วนตัวเจอสูงสุดที่ 15 ชม. เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมาในช่วง 10 นาที แรก ก่อนที่จะลดลงมาที่กระจายดีไปต่อราวๆ 1 ชม. แล้วจะผ่อนลงมาเป็นปานกลางไปจนถึงชั่วโมงที่ 4 ถึงลดลงเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็น Skin Scent จริงจังเมื่อผ่านไปราวๆ 8 - 10 ชม. ไปแล้ว

สรุป - เนื้อกลิ่นมีเสน่ห์มาก แถมมีอะโรม่าที่กำลังดีของพิมเสนแกมไม้หอมติดเผ็ดปร่านวลที่ลงตัวมากๆ อีกหนึ่งกลิ่น ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ออกมาได้เข้ากับสไตล์ของการเป็น Roland Mouret ที่มีความกรุยกรายเก๋ๆ ก็ได้ และเข้ากับกลิ่นอายสายเย้ายวนมีเสน่ห์ที่แตกต่างในสไตล์ของ ELDO ส่วนตัวถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ให้ความประทับใจมากจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.etatlibredorange.com/products/une-amourette

 

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Review: 4160 Tuesdays - Be Careful What You Wish For

4160 Tuesdays - Be Careful What You Wish For

สำหรับแบรนด์ 4160 Tuesdays แรกเริ่มสุคนธกรอย่าง Sarah McCartney เองถือว่าเป็นหนึ่งในสายอินดี้ที่ไม่ได้จะลงมาแย่งกับตลาดสาย Oud เพราะว่าสามารถครีเอทกลิ่นอายที่มีความเก๋ไก๋ตามสไตล์ของแบรนด์โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง Note นี้ อีกอย่าง Oud ก็มีเยอะแล้ว ไปเจาะด้านอื่นน่าสนใจกว่า จะมีก็มาแตะบ้างก็เพราะเอามาเป็นองค์ประกอบในการสร้างสรรค์อย่างกลิ่น Lion Cupboard ที่ให้กลิ่นไม้ที่มีความลุ่มลึก แต่เพราะยังไม่ได้อินมากและยังไม่ได้เจอแบบที่ถูกใจด้วยส่วนหนึ่ง

จนเมื่อสุคนธกรได้มีโอกาสไปเที่ยวดูไบ และลองซื้อ Oud ที่แตกต่างกัน 5 ประเภทมาสัมผัสด้วยตนเอง และก็ได้พบว่าได้เวลาเปลี่ยนใจมาลองทำกลิ่น Oud ดูบ้างแล้ว เพราะเจอกลิ่น Oud ที่ถูกสเปคจึงได้เป็นที่มาในการมาผนวกกับสไตล์กลิ่นเก๋ๆ ของแบรนด์ และในที่สุดก็ออกมาเป็นกลิ่น Be Careful What You Wish For ในที่สุดกับการสร้างสรรค์กลิ่น Oud ที่แตกต่างเกินคาด จนสามารถเล่าออกมาได้แบบนี้ว่า

นี่คือ Fresh Fruity Oud ที่ให้ทั้งเสน่ห์แบบมีสไตล์เฉพาะตัวมากเลยทีเดียว เพราะกลิ่นที่เป็นแกนหลักเลยต้องยกให้สายผลไม้ที่ให้ความหวานเย้าและให้ความรู้สึกเข้าโทนสีม่วงอย่างพลัม ที่จะมีกลิ่นโทนเบอร์รี่ที่ดึงเอาด้านหวานดาร์กออกมามากกว่าจะมาแบบใสๆ เป็นตัวสนับสนุนที่จะพุ่งออกมาแรกสุดโดยจะมีกลิ่นปร่าหน่อยๆ ที่ให้อารมณ์คล้ายเหล้าจินมาเสริมพร้อมด้วยกลิ่นหอมพีชที่หวานกำลังดีและมีความ Citrus หน่อยๆ เสริม โดยที่ะจับต้องกลิ่นกลิ่น Oud ที่มีความอวลลึกแบบกำลังดี ไม่ได้มีความอาระเบียนมาทำให้เนื้อกลิ่นเปลี่ยนโทน แต่ดึงเอาความเย้าน่าค้นหาของ Oud มาเสริมแบบฉากหลังเสียมากกว่า ซึ่งถือว่าช่วงเปิดให้อารมณ์สีม่วงที่มีความหวานแกมใสแกมอวลกลางๆ อารมณ์เกิอบจะไซรัป แต่ยังคุมโทนธรรมชาติได้ดีให้อารมณ์เย้าๆ แกมสดชื่นหน่อยๆ ดึงความน่าค้นหาในเนื้อกลิ่นได้ดีมากตั้งแต่แรก 

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มปรับโทนจนทำให้สัมผัสได้ว่า กลิ่น Oud ที่มีความอวลเย้าลึกๆ กำลังดีชัดเจนมากขึ้นตีคู่กับกลิ่นผลไม้ที่คราวนี้จะเป็นลูกผสมพลัมกับเบอร์รี่เลย ซึ่งจะจับความเย้าหวานลึกสีม่วงของพลัมชัดเจน โดยที่มีความหวานหอมราสเบอร์รี่ที่มีปลายกลิ่นเป็นกลิ่นสตรอเบอร์รี่ ทำให้เนื้อกลิ่นได้อารมณ์แบบสีม่วงผสานกับสีแดงทำให้มีความเข้มลึกเย้ามากขึ้น โดยที่มี Oud มาเสริมแถมมีกลิ่นออกทาง Smoky กำลังดีเข้ามาร่วยมด้วย โดยที่บอกเลยว่าไม่แขก ไม่อาหรับ แต่ให้อารมณ์โทนกลิ่นผลไม้ที่มีความเป็นสีม่วงแกมแดงเข้มที่มีความดาร์กหวานน่าค้นหาและดึงดูดสูงมาก ซึ่งช่วงนี้ต้องยอมเขาเลยว่าเอา Oud มาเกลาให้กลิ่นมีความอวลลึกเย้าแกมนุ่มนวลได้ลงตัวมาก ไม่แย่งซีนแต่มีความเด่นที่สนับสนุนโทนผลไม้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มมีความดาร์กมากขึ้นแต่ไม่ได้ข้นหนักเกินไป และมีความปร่าระเรื่อหวานอ่อนๆ ของพิมเสนเสริมเข้ามาทีละหน่อย ก็จะเป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัวที่ตอนนี้เนื้อกลิ่นของพลัมกับ Oud จะเป็นเนื้อเดียวกันแล้วอย่างชัดเจน ทำให้ได้อารมณ์กลิ่นแบบ Oud ที่ฝังความเป็นผลไม้เข้าไปทุกอณู โดยที่จะมีความนวลๆ วานิลลาเข้ามาเกลาให้กลิ่นที่แม้จะดาร์กจะมีความควันๆ หน่อยๆ มีความนุ่มนวล ซึ่งเนื้อกลิ่นในภาพรวมทั้งหมดยังคงให้ความหวานเย้าลึกและให้โทนสีม่วงเข้มแต่ไม่แน่นอวลหนักได้พอเหมาะ แถมที่สำคัญตัวแย่งซีนที่ส่งเสริมให้กลิ่นมีเสน่ห์มาอกอย่างพิมเสนก็ทำหน้าที่ให้ความปร่าระเรื่อได้ดีมาก เป็นการปิดท้ายได้ลงตัว มีเสน่ห์น่าค้นหาครบถ้วนมาก

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่เข้ากับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งแม้จะมีความหวาน แต่พอตัดด้วย Oud แล้วมันดันมีเสน่ห์น่าค้นหาในความเป็นโทนสีม่วงเข้มได้ดีจนเข้าได้หมดกับทุกเพศ ซึ่งลงตัวกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบใส่ทั่วไป หรือใส่ทำงาน Office แต่ถ้าใส่ออกงานทางการจัดๆ อาจจะไม่ได้เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงาน ใส่โรแมนติค หรือว่าใส่ท่องราตรีแบบหรูๆ มีระดับอันนี้ลงตัวมาก ส่วนการออกกำลังกายหรือใส่กิจกรรมลุยๆ กลางแจ้ง เว้นไปเถอะ ไม่เข้ากันเท่าไหร่

ความทน - ดีงามมากกับ 10 ชม. เป็นพื้นฐานในการใช้งาน ซึ่งไปต่อได้อีกเสียด้วยถ้าจำนวนสเปรย์กับสภาพผิวเอื้อมากพอ ซึ่งส่วนตัวเจอไป 15 ชม. เป็นเรื่องปกติ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนแรก และคงที่ไปราวๆ 15 นาทีได้ ก่อนจะลดลงมาเป็นกระจายดีไปพักใหญ่ ถึงลงมาเป็นปานกลางๆผเรื่อยๆ จนเมื่อแตะชั่วโมงที่ 4 ก็จะเริ่อมผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว และพอผ่านไป 8 ชม. แล้ว ก็เข้าสู่การเป็น Skin Scent แบบค่อยเป็นค่อยไป

สรุป - เป็นโทนพลัมเบอร์รี่ Oud ที่ทำออกมาได้ดีมาก เกินความคาดหวังในด้านดีไปเยอะเลยกับเนื้อกลิ่นที่ให้ความหวานลึกในโทนสีม่วงเข้มได้งดงามและหวานเย้าจริงๆ เรียกว่าสมกับชื่อกลิ่นด้วยเช่นกัน เพราะเดาทางกลิ่นมาอีกแบบ พอมาเจอจริงกลายเป็นอีกแบบที่ลงตัวมาก ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่แบรนด์นี้ปล่อยของได้เก๋และมีเสน่ห์มาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ 

Photo Credit - https://www.4160tuesdays.com/becareful.html

 

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Review: Helmut Lang Eau de Parfum (2014)

Helmut Lang Eau de Parfum (2014)

ย้อนกลับไปในช่วงยุค 90 กับกระแสความเป็นแฟชั่นแบบมินิมัลลิสต์ที่กลายเป็น Trend ถ้าบอกวง่าใครเป็นผู้บุกเบิกแน่นอนว่า Helmut Lang จะมาเป็นชื่อต้นๆ แน่นอน กับการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นนำเสนอความมินิมัลเรียบง่ายแต่มีความเก๋ด้วยการเอาวัสดุต่างๆ ที่ไม่ค่อยปรากฎในเสื้อผ้าแฟชั่นมาผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นโลหะผสมกับผ้า หรือว่ายางและอื่นๆ (ในช่วงเวลานั้น) ซึ่งแน่นอนว่าเป็นยุคทองของแบรนด์และตัว Designer เลย ที่ถ้าช่วงนั้นใครมีเสื้อผ้าของ Helmut Lang ไว้ซักตัวก็ถือว่าอวดได้ไม่อายใครจริงๆ

และแน่นอนในเมื่อเป็นแบรนด์แฟชั่น ก็ต้องมีน้ำหอมมาเป็นส่วนหนึ่งให้มีความครบเครื่องในการนำเสนอในความเป็น Helmut Land ซึ่งก็ได้มีการปล่อยออกมาจำหน่ายถึง 3 กลิ่น ในช่วงปี 2000 - 2002 คือ Cuiron, Eau de Cologne และ Eau de Parfum ซึ่ง 2 กลิ่นแรก เป็นของฝ่ายชาย และกลิ่นหลังเป็นของผู้หญิง ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ต่อมามีปัญหาบางประการ รวมถึงตัว Designer เองถอนตัวออกจากวงการแฟชั่นทำให้หยุดผลิตไป แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2014 จึงได้มีการกลับมาผลิตและวางจำหน่ายต่อทั้ง 3 กลิ่น

และเมื่อได้มาเจอกับน้ำหอมของแบรนด์นี้แม้ว่าจะเป็นช่วง Re-launch แต่ก็ขอมาเล่าความดีงามของกลิ่นหน่อยเถอะ และในการกลับมาในครั้งนี้ความเป็น Eau de Parfum เดิมที่เคยเจาะกลุ่มผู้หญิง จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเจาะตลาด Unisex แทน และนี่แหละที่จะเอามาเล่า

ช่วงต้น - เปิดมาคือการผสมผสานระหว่างความเป็นโทนแป้งหอมดอกไม้กับกลิ่นอายแนวสดชื่นเรียบง่ายแกมสะอาด ที่มีความร่วมสมัยกำลังดี เพราะแตะความรู้สึกกลิ่นแนว Soapy Classic ก็ได้ และให้ความเรียบหรูสีโทนขาวสว่างแตะความร่วมสมัยที่ไม่ตกยุคก็เข้าที กลิ่นที่มาทักทายก่อนใครเพื่อนเลย คือ ดอกส้มที่สกัดแบบตัวทำละลาย (Orange Blossom) ที่จะให้ความสะอาดแกมเปรี้ยวอมหวานนวล เสริมด้วยโทนติดกึ่งแป้งกึ่งสะอาดนุ่มอะโรม่าของลาเวนเดอร์ โดยมีความแป้งติดอัลมอนด์เรื่อๆ ของดอกเฮลิโอโทรเป้มาสร้างออร่ากลิ่นค่อนไปทางนุ่มนวล แต่มีความปร่าฟุ้งสดชื่นหน่อยๆ ของโทนสมุนไพรที่ให้ความเขียวเนียนๆ เป็นตัวเสริมแรงอยู่ด้านหลัง กลิ่นเลยถือว่าเปิดมาด้วยความสดชื่นกึ่งแป้งหอมที่ให้ความ Unisex ที่ลงตัวมาก

ช่วงกลาง - จะเป็นการเดินทางเข้าสู่ช่วงแป้งหอมดอกไม้เด่นแล้ว ซึ่งทั้งดอกส้ม ลาเวนเดอร์ และเฮลิโอโทรเป้ก็ยังคงเด่นอยู่ แต่เนื้อกลิ่นจะมีความละมุนมากขึ้นเพราะมีโทนดอกไม้ขาวของมะลิ + กับกลิ่นกุหลาบเรื่อๆ มาทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนแป้งเต็มตัว แต่สิ่งที่เป็นตัวเสริมให้ยังคงรู้สึกได้ถึงกลิ่นโทนสดชื่นติดปร่าหน่อยๆ ที่ไม่ทำให้ดูเป็นแป้งจ๋าๆ เกินไป นั่นคือโทนสมุนไพรที่ยังเป็นตัวเสริมประปรายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นความปร่ากึ่งมินต์หน่อยๆ ของโรสแมรี่ และมีความเขียวตุ่นเข้มที่มาแบบลูกเอื้อนสร้างมิติที่น่าสนใจอย่างโกฐจุฬาลัมพา (Artemisia) แถมยังจับได้ง่ายมากเลยว่ามี Musk เป็นกลิ่นที่รองพื้นอยู่แน่นอน เลยทำให้เนื้อกลิ่นยังคุมโทนตรงกลางได้ดีระหว่างโทนแป้งสาย Classic กับโทนแป้งที่มีความร่วมสมัยได้ชัดเจนและมีเสน่ห์แบบมินิมัลได้ดีเช่นเดิม

ช่วงท้าย - แน่นอนว่าโทน Musk จะเป็นหลักในช่วงท้ายชัดเจน โดยที่มีกลิ่นอายของไม้หอมที่มี 2 มิติให้จับต้องคือครีมนวลที่มาจากไม้จันทน์หอมและความปร่าขรึมสว่างของซีดาร์ผสมผสานอยู่ในนั้น และไม่ใช่แค่นี้ยังมีโทนอบอุ่นของแอมเบอร์แฝงอยู่ เพราะเนื้อกลิ่นมีความอุ่นให้รู้สึกได้ โดยที่โทนแป้งจากช่วงกลางก็ยังตามมาให้ความรู้สึกหอมนุ่มๆ เบาๆ สบายๆ เนื้อกลิ่นมีโทนสีขาวสว่างที่ชัดเจนและมีความมินิมัลสูงมากในการให้ความรู้สึกไม่ต้องเยอะสิ่งแต่มีความหอมนุ่มน่าประทับใจกลิ่นอายร่วมสมัยสายแป้งหอมดอกไม้นุ่มนวลที่แตะได้ทุกเพศ

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะเนื้อกลิ่นมีความเรียบง่ายแต่หอมนุ่มจมูกในความเป็นโทนแป้งที่กำลังดี และยังไงก็ใช้ง่ายแบบมีระดับเสียด้วย ซึ่งเหมาะกับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่เพื่อออกกำลังกายที่อาจจะไม่ได้ Match นัก แต่รอช่วงท้ายๆ ก็ได้สบายมาก ส่วนยามค่ำคืนเน้นการใส่ทั่วไป ออกงาน หรือว่าสบายๆ จะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังเรียกเรตติ้งในการใส่เพื่อไปปล่อยเสน่ห์ท่องราตรีนัก

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีบวกลบได้อีกจากเวลาที่เฉลี่ยไว้นี้ ซึ่งตรงนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวเจอเป็นประจำที่ 8 ชม. มีเลยไปบ้างนิดหน่อยแบบที่เป็นกลิ่นที่ติดเสื้อที่สวมอ่อนๆ เสียมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้นราวๆ 10 - 15 นาที แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางยาวๆ ไปราวๆ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะลงมาแตะในความเป็นออร่ารุมๆ รอบตัว จนเมื่อแตะชั่วโมงที่ 6 ถึงลงมาเป็น Skin Scent ชัดเจนกันยาวๆ ไป

สรุป - ร่วมสมัย ไม่ตกยุค ให้ความหอมแบบเข้าถึงง่ายในลักษณะที่เป็นโทนแป้งแบบมินิมัล แต่ไม่ได้ไก่กาในเรื่องความหอมที่นุ่มนวลและสร้างโทนสว่างขาวมีเสน่ห์แบบไม่ต้องพยายาม ซึ่งแน่นอนว่าเข้ากับความเป็นเสน่ห์ทางมินิมัลน้อยแต่มากของแบรนด์ไม่พอ ยังตอบโจทย์การใช้งานที่เข้าข่ายกลิ่นอาย Timeless ได้สบายมากด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.helmutlang.com/parfum/883389442216.html

 

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Review: Nobile 1942 - Estroverso

Nobile 1942 - Estroverso

จากการส่งต่อประเพณีภายในครอบครัวตั้งแต่ต้นตระกูล ที่จะสร้างสรรค์น้ำหอมให้กับภรรยา (อารมณ์แบบกลิ่นเดียวในโลกเพื่อภรรยาประมาณนั้น) สู่การมาเป็นแบรนด์น้ำหอมที่รวบรวมทั้งของเดิมและเพิ่มเติมการสร้างสรรค์ของใหม่ต่างๆ กับการนำเสนอความหรูหรามีระดับในสไตล์แบบอิตาเลี่ยน โดยเอาชื่อของต้นตระกูลอย่าง Umberto Nobile กับปี 1942 ที่มีการสร้างสรรค์น้ำหอมออกมาเพื่อภรรยาที่รักขวดแรกมาเจอกัน รวมออกมาเป็น Nobile 1942 ในที่สุด

และนอกจากที่กลิ่นอายต่างๆ จะนำเสนอความเป็นอิตาเลี่ยนแล้ว ทั้งขวด ฝาโลหะ และป้ายโลหะ Label แปะขวดต่างก็เป็นงานแฮนด์เมดด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าสร้างสรรค์ออกมาได้งามกันเลยทีเดียว และเมื่อได้เวลาในการเดินทางตามกลิ่นมาเจอกับแบรนด์นี้ มีหรือที่จะไม่แวะที่จะลองและซึมซับกลิ่น จนต้องเอามาถ่ายทอดต่อ เช่นนั้นมาว่ากัยที่กลิ่นแรกของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสได้ลองอย่าง Estroverso กันหน่อยว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

เปิดตัวด้วยการเป็นโทน Citrus ที่ไม่ได้มาแบบเปรี้ยวคมๆ พุ่งๆ แต่มีความเปรี้ยวหอมแกมขมสดชื่นที่กำลังดีมีความปร่าๆ Sparkling สว่างๆ เสียมากกว่า ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความเขียวติดเปรี้ยวขมของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) วูบขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นออกทางกึ่งชื้นค่อนไปแตะฉ่ำที่ให้อารมณ์ได้กลิ่นแบบเลมอนฝานมากกว่า โดยไม่ได้เปรี้ยวปรี๊ดแบบมุดน้ำเลมอนมาจากไหน และมีกลิ่นของส้มแฝงอยู่เพราะมีความอมหวานหอมของส้มให้จับต้องได้ด้วย แต่แทนที่เนื้อกลิ่นจะปูไป Citrus จ๋าๆ ดันไม่ใช่ เพราะว่าการมีโทนสมุนไพรรองพื้นด้านหลังที่ให้ความปร่าสดชื่นแกมเขียวขมตุ่นหน่อยๆ ทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นลูกครึ่ง Citrus - Herbal เสียมากกว่า และให้อารมณ์แบบกลิ่นอาย Cologne แนว Classic แกมร่วมสมัยที่ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม แถมยังได้อารมณ์อิตาเลี่ยนในแบบที่มีระดับแบบไม่ต้องจงใจใส่เต็มอีกด้วย

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางความเป็น Citrus - Herbal ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ เพราะว่าคราวนี้จะจับกลิ่นปร่าหอมสมุนไพรที่มีความปร่าคล้ายมินต์ + ความตุ่นเขียวที่มีเสน่ห์ของโรสแมรี่ กับกลิ่นเขียวขมที่ให้ความแปร่งเขียวของโกฐจุฬาลัมพาที่เข้ามาทำให้กลิ่นเป็นโทนสมุนไพรเต็มตัว โดยที่กลิ่นช่วงต้นก็ยังตามมาทั้งหมด และแอบได้กลิ่นมะนาวที่เป็นโทนเปรี้ยวคมๆ ประปรายอีกด้วย ซึ่งช่วงนี้แอบมีความเป็นโทนสบู่สมุนไพรแกม Citrus หน่อยๆ ที่กำลังดีให้ความสดชื่นเข้ามาให้รู้สึกได้เพิ่มเติม ทำให้ทุกอย่างคุมโทนความเป็นกลิ่นแนว Traditional Cologne แกมสบู่ที่มีมิติสว่างแฝงสมุนไพรที่ให้ความ Dirty อ่อนๆ น่าค้นหาและมีความเป็นธรรมชาติได้พอเหมาะอีกด้วย

ก่อนที่จะเป็นพาร์ทของช่วงท้าย สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นมาตามลำดับเลยคือโทน Woody กับ Earthy ที่จะเปิดตัวออกมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้จับต้องได้ชัดเจนมากขึ้นว่ามีหญ้าแฝกเป็นหนึ่งในกลิ่นที่จะกลายเป็นกลิ่นหลักแน่นอนในช่วงท้าย และก็เป็นเช่นนั้น เพราะว่ากลิ่นจะกลายเป็นโทนไม้หอมแกมกลิ่น Earthy ดินๆ ที่มีความสว่างและสะอาดแบบกำลังดี แต่มีลูกเอื้อน Dirty ให้น่าค้นหาเนียนๆ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเนื้อกลิ่นสายไม้หอมจะจับได้ถึงไม้ซีดาร์ที่ให้ความโปร่งขรึมๆ กำลังดีเข้าขากับหญ้าแฝกที่มีความเป็นไม้แห้งติดดาร์กนิดๆ โดยที่มี Musk เบาๆ สร้างอารมณ์สะอาดๆ และมีความปร่าหน่อยๆ ของพิมเสนที่ไม่ได้มาสายถึงกับปร่าระเรื่อเย้าจมูกหวานๆ ใสๆ แบบที่เจอในน้ำหอมพิมเสนสะอาดๆ อื่นๆ แต่เป็นพิมเสนที่ติดเขียว Earthy เล็กๆ แทน ซึ่งทำให้ช่วงท้ายเป็นกลิ่นอายสบายๆ ที่มินิมัลที่มีเสน่ห์แบบเรียบง่ายในสไตล์อิตาเลี่ยนที่เรียบหรู มีความเป็นธรรมชาติกำลังดี และมีความร่วมสมัยแอบมีความ Unique ในกลิ่นแต่ก็เข้าถึงได้ไม่ยาก

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex แต่ค่อนไปทางผู้ชายราว 70 - 80% ได้เลย ซึ่งถ้าผู้หญิงไม่มายด์ก็ใส่ได้อยู่แบบอารมณ์เชิ้ตขาวสบายๆ อะไรประมาณนี้ ซึ่งกลิ่นนี้เข้าได้กับทุกสถานการณ์แบบครอบจักรวาลในการใช้งานได้เลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วไป แต่จะมียามค่ำคืนที่ไม่เหมาะการใส่ไปท่องราตรีเพื่อกะจะใช้กลิ่นเรียกเรตติ้ง อันนี้น่าจะสู่โทนหนักๆ หวานๆ แน่นๆ ทั้งหลายไม่ได้แน่นอน

ความทน - ความทนอยู่ที่ 6 - 8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้งาน ที่สำคัญกลิ่นติดเสื้อได้ทนยาวกว่า 8 ชม. แน่ๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางไปราวๆ ถึงชั่วโมงที่ 2 - 3 ถึงกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวไป ก่อนปิดท้ายที่ Skin Scent ตอนเข้าสู่ชั่วโมงที่ 5 เป็นต้นไป 

สรุป - เป็นกลิ่นอายแบบ Traditional Cologne ที่มีความเป็นสไตล์อิตาเลี่ยน แต่มีกิมมิคที่แฝงความ Dirty เนียนๆ เข้ามาสร้างความน่าค้นหาจากโทนสมุนไพรและสายพืชติดดินหรือ Rooty หญ้าแฝก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นลูกเล่นที่สร้างความแตกต่างจากน้ำหอมในสายนี้ได้ดีเลยทีเดียว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่เสิร์ฟความเป็นอิตาลีได้อย่างพอเหมาะและมีเสน่ห์แบบไม่ต้องเยอะสิ่งได้ลงตัว

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.frmoda.com/en_us/nobile-1942-estroverso-eau-de-parfum-75-ml-man-fes101-fes101bianco-000087080043

 

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Review: Paul Smith - Essential

Paul Smith - Essential

ห่างหายจากน้ำหอมของแบรนด์ Paul Smith มานานมากเลยทีเดียว แม้ว่าทุกวันนี้น้ำหอมแบรนด์นี้จะเด่นไปที่การสายผู้หญิงเสียมากกับการเป็น Paul Smith Rose ที่ถือว่าเป็นกลิ่นฮอตท็อปฮิตมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แต่การเป็นน้ำหอมชายก็ยังคุมโทนได้ดีอยู่ แม้จะไม่ค่อยได้มีกลิ่นใหม่ออกมามากนัก แต่ของเดิมๆ ก็ถือว่าเดินทางมาได้เรื่อยๆ โดยเฉพาะน้ำหอมผู้ชายกลิ่นแรกอย่าง Paul Smith for Men ที่ยังเป็นหนึ่งในกลิ่นที่มีเสน่ห์มากมาจนถึงทุกวันนี้

และในปี 2015 การเปิดตัวน้ำหอมชายของแบรนด์ก็มีกลิ่นใหม่ออกมากับการนำเสนอกลิ่นอายผู้ชายที่ได้ทั้งมีเสน่ห์ สมาร์ท และสบายๆ สนุกสนาน แต่มีกิมมิคที่เป็นลูกเล่นแบบเอาความหอมสไตล์ร่วมสมัยเพิ่มความเก๋ให้มีเสน่ห์ซึ่งเป็น Concept ของแบรนด์มาอย่างช้านาน ซึ่งเนื้อกลิ่นจะสื่อสารออกมาอย่างไร มาเจอกันซักหน่อยดีกว่ากับ Paul Smith Essential

กลิ่นเปิดเมื่อมาทักทายก็กลิ่นที่เด่นมาเลยต้องยกให้ดอกส้มแบบสกัดด้วยตัวทำละลายหรือ Orange Blossom ที่จะเป็นเสมือนแกนหลักให้จับต้องได้ โดยที่จะมีกลิ่นโทน Citrus ติดเปรี้ยวหอมของ Yuzu ฉาบหน้า เสนริมด้วยโทนกลิ่นที่ปร่ากึ่งการบูรกึ่งมินต์ของโรสแมรี่ที่สร้างความเป็นโทนสมุนไพรเจ้ามาร่วมด้วย + กับกลิ่นลาเวนเดอร์ที่มาเสริมให้ความนวลอวลของกลิ่น ซึ่งถ้ามาแค่นี้ก็จะเป็นกลิ่นโทน Citrus แกมสะอาดปร่าสมุนไพรที่มีความนวลไปเสียก่อน แต่สิ่งที่สุคนธกรเสริมเข้ามาทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนสมัยนิยมเข้ามาด้วยนั่นคือการใส่กลิ่นโทนสดชื่นอารมณ์แนว Ozonic Note กึ่งกลิ่นอากาศแกมทะเลเข้ามาเสริมด้วย เลยทำให้ช่วงต้นมีความเป็นโทนสดชื่นแมนๆ และมีความเย้ายวนเสริมเข้ามา ซึ่งบอกกันตรงๆ เลยว่ากลิ่นเปิดทำให้นึกถึง Gucci Guilty pour Homme ในรูปแบบที่มีกลิ่น Ozonic หรือกลิ่นอากาศสดชื่นแกมทะเลนิดๆ มาผสมผสานประมาณนั้น

การเข้าสู่ช่วงกลางเรียกว่ายกกระบิช่วงต้นมาทั้งหมดเลย เพียงแต่ลดทอนการเป็น Citrus แกมปร่าเคล้ากลิ่นสดชื่น Ozone ลงไปพอสมควร ซึ่งดอกส้มจะยังคงเด่นตีคู่กับลาเวนเดอร์และมากขึ้นมาอีกสเต็ปโดยที่จะมีกลิ่นกึ่งแอมเบอร์ Musky ที่มีความเป็นสมุนไพรติดหวานอวลของ Clary Sage ทำให้ภาพรวมคือ กลิ่นอวลที่มีความเปรี้ยวอมหวานของดอกส้มเคล้าความแมนๆ สมุนไพรติดอวลๆ กึ่งแอมเบอร์ โดยให้ความเป็นโทนผู้ชายแมนๆ แบบที่ไม่ได้หนักหน่วงหรือตะบี้ตะบันอัดความแมนในเนื่้อกลิ่นหนักๆ จนเกินไป ครอบคลุมการใช้งานทั้งสบายๆ และใส่แบบ Daily Scent ได้ชัดเจนมาก 

ก่อนที่จะเข้าช่วงท้ายจะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นไม้หอมโปร่งๆ ขรึมๆ สบายๆ ติดหวานนิดๆ ที่น่าจะมาจาก Clary Sage ค่อยๆ แทรกตัวออกมา แล้วก็จะกลายเป็นตัวเด่นในช่วงท้ายเพราะจะป็นกลิ่นไม้ซีดาร์จะเป็นตัวหลักในการให้ความเป็นโทนไม้หอมโปร่งสะอาดๆ และมีความหวาน 2 มิติคือหวานปร่าระเรื่อของพิมเสนที่มีลูกเอื้อนติดเปรี้ยวหอมอ่อนๆ ของดอกส้มเนียนๆ รวมอยู่ และความอวลกึ่งลาเวนเดอร์ที่มีความอบอุ่น โดยพื้นกลิ่นจะมี Musk ที่ให้ความสะอาดนุมๆ อยู่ เรียกว่าภาพรวมเป็นกลิ่นไม้หอมติดสดชื่นสบายๆ ที่มีความหวานเย้ากำลังดีประปรายก็ย่อมได้

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบายมาก เป็น Daily Scent ที่ให้ความเซ็กซี่เบาๆ กำลังดี ทำให้ใช้งานได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่ออกกำลังกายที่รอช่วงท้ายจะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่ทั่วไป หรือออกแนวใส่ท่องราตรีแบบไม่ได้ไปแออัดกับผู้คน อารมณ์กินเบียร์สบายๆ อันนี้ก็เข้าที

ความทน - ทำได้ดีเกินคาด เพราะกลิ่นแตะที่ 8 - 10 ชม. ได้สบายๆ และสามารถไปต่อได้อีก ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์เป็นสำคัญ เพราะส่วนตัวใช้ไป 6 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 12 ชม. ได้เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีไปเรื่อยๆ จนแตะชั่วโมงที่ 2 ถึงลดลงมาปานกลางยาวไปถึงจนถึงชั่วโมงที่ 6 ถึงลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ก่อนติดผิวเมื่อผ่านไปซัก 8 ชม. แล้ว

สรุป - เนื้อกลิ่นคือน้ำหอมผู้ชายที่ครอบคลุมการใช้งานทั้งทั่วไปในยามกลางวันที่จะให้อารมณ์ผู้ชายทันสมัยก็ได้ ผู้ชายแมนๆ ที่มีเสน่ห์ก็ดี แอบเซ็กซี่เย้ายวนก็โอเค เรียกว่าเป็นโซนยังไงก็รอดในการเป็นน้ำหอมผู้ชายที่มีโทนกลิ่นแบบสมัยนิยมได้แบบไม่ได้ขาดตกบกพร่องตรงไหน แม้ว่ากลิ่นจะใกล้ความเป็น Gucci Guilty pour Homme ไปบ้าง แต่ก็ยังมีความแตกต่างตรงความสดชื่นที่โดดเด่นมากกว่าแทน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.freshfragrance.com.au/paul-smith-essential-by-paul-smith.html

 

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Review: Histoires de Parfums - 1969 Parfum de Révolte

Histoires de Parfums - 1969 Parfum de Révolte

จากเดิมในช่วงยุค 60 ในสหรัฐอเมริกาที่ Concept ของการแบ่งเพศยังคงมีแค่ชายและหญิง และมีกฎหมายที่บังคับชัดเจนว่าทุกคนต้องแต่งกายตามเพศสภาพของตนเอง ทำให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศนั้นถูกกดขี่อย่างรุนแรงและไม่สามารถแสดงตนออกมาได้ จนทำให้มีการเปิดเป็นสถานที่เฉพาะหรือบาร์เกย์ลับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาๆ และการจ่ายสินบนต่างๆ ร่วมด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Stonewall Inn ที่ถือเป็นแหล่งนัดพบของเหล่าเพศทางเลือกต่างๆ ในการมาปลดปล่อยความเป็นตัวเองและมีความสุขให้มากที่สุดก่อนกลับไปเจอโลกใบเดิม

จนกระทั่งในวันที่ 28 มิถุนายน 1969 เกิดกรณีบุกเข้าตรวจค้นและจับกุม โดยมีการใช้กำลังและบังคับทางกฎหมายในช่วงเวลานั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ทางหน้าประวัติศาสตร์ขึ้น นั่นก็คือ เหตุการจราจลสโตนวอลล์ หรือ Stonewall Riots ที่ยาวนานถึง 6 วัน ในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมและปกป้องสิทธิ์ของตนเองในการจะเป็นเพศใดก็ได้สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ที่สร้างอิมแพคอย่างมากในระดับโลกจนทำให้เดือนมิถุนายนของทุกปีกลายเป็น Pride Month มาจนถึงทุกวันนี้

และหน้าประวัติศาสตร์นี้ก็ได้มาเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์กลิ่นที่ดึงเอาพลังของการเป็นมนุษย์ที่มีความสวยงามในความหลากหลายทางเพศของแบรนด์ Histoires de Parfums ด้วยเช่นกัน

1969 Parfum de Révolte เปิดตัวมาก็สร้างความเป็นพีชแบบเข้มข้นและเต็มๆ ซึ่งกลิ่นพีชจะมีมิติให้จับต้องได้พอสมควรทั้งการเป็นพีชสดไล่ไปสู่พีชที่ออกทางไซรัปกลิ่นพีช แถมไพล่ไปทางแอปริคอตแห้งๆ ที่ออกเปรี้ยวอมหวานเนียนๆ แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ ในเนื้อกลิ่นจะมีกลิ่นออกทาง Citrus รวมๆ ที่ให้อารมณ์สีส้มสดใสกึ่งเข้มข้นรวมอยู่ด้วย อารมณ์กลิ่นออกแนวส้มแกมเสาวรสมาเสริมอยู่ด้วย ซึ่งเรียกว่าช่วงต้นคือความโดดเด่นของการเป็นโทน Fruity เต็มๆ แบบที่กลิ่นจะสร้างความหวานสดใสสู่เย้าลึกได้เลย จนเมื่อผ่านไปซักครู่ ถึงจะเริ่มจับต้องตัวสนับสนุนที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีความหนาได้ชัดเจนมากขึ้นนั่นก็คือโทนเครื่องเทศต่างๆ ที่จะเป็นตัวนำเข้าสู่ช่วงต่อไปของน้ำหอมนั่นเอง

ช่วงกลางคือการผสมผสานระหว่าง 4 โทนที่น่าสนใจมากนั่นคือ โทนผลไม้ที่ยังคงชัดเจนอยู่ เสริมด้วยโทนเครื่องเทศ พิมเสน และดอกไม้เด่นที่กุหลาบ ทำให้มีความน่าสนใจในการผสมผสานกลิ่นอย่างมาก เพราะว่ากลิ่นจะให้ความหวานอุ่นเย้าที่มีความร้อนแรงในความรู้สึกก็ได้ ให้ความอบอุ่นมีเสน่ห์ก็ได้ หรือให้ความหวานอุ่นอวลก็ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการผนวกกันได้เป็นอย่างดีของกระวานที่ให้ความหวานเย้าเร้าเสน่ห์ โดยมีกลิ่นออกทางยี่หร่าบางๆ ที่ให้อารมณ์เหงื่อนิดๆ มาสร้างความเร้าใจหน่อยๆ + กับกลิ่นแนวเดียวกับอบเชยที่ให้ความหวานร้อนกับกลิ่น ตามด้วยกุหลาบที่ให้ความหวานโรแมนติค เคล้าดอกไม้ขาวที่ให้ความระเรื่ออวลๆ ก่อนที่ฉากหน้าที่ฟุ้งกระจายออกมาจะมีพิมเสนที่ให้อารมณ์สไตล์ฮิปปี้แบบพิมเสนแห้งเคล้ากลิ่นชอคโกแลต ทำให้เนื้อกลิ่นมีความอบอวลอุ่นเย้าหวานเร้าและมีความ Earthy ที่ให้ความติดดินเนียนๆ ในเนื้อกลิ่นด้วย เรียกว่ามีความซับซ้อนพอสมควรเลยทีเดียว และที่สำคัญกลิ่นไม่เม้มในแง่ของการเปิดเผยถึงความอุ่นเย้าและร้อนแรงในเนื้อกลิ่นที่ยังคุมโทน Smooth ได้ดีจริงๆ 

ในการเข้าช่วงท้ายเนื้อกลิ่นโทนหวานต่างๆ เริ่มจะลดบทบาทลงแต่กลิ่นที่จะโดดเด่นขึ้นเลยคือกลิ่นโทนชอคโกแลตที่มีความเป็นพิมเสนแนว Earthy แห้งๆ หวานแบบสไตล์ฮิปปี้ที่มีเสน่ห์อยู่ ซึ่ง 2 โทนนี้ต่างสอดรับกันได้ดีอยู่เป็นทุนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ กลิ่นออกทางกาแฟที่ให้กลิ่นโทนกึ่งเข้มหอมแกมไม้หน่อยๆ ที่เนียนกริบไปกับ Musk ที่น่าจะมีวานิลลาผสมผสานอยู่ด้วยหน่อยๆ ทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็น Sensual Musk ที่มีความหวานแกมเย้า Sexy ในสไตล์ที่มีความฮิปปี้ในยุค 60s ที่ยังไม่ได้แพร่หลายและค่อนข้างจะเฉพาะกลุ่ม (ก่อนที่จะเป็นยุคบุปผาชนเมื่อเข้ายุค 70s ที่อิสระเสรีมากขึ้นและพิมเสนมีบทบาทเด่นมากขึ้นในน้ำหอมยุคนั้น) ซึ่งถือว่าสร้างกลิ่นอายที่มีความอบอุ่นเย้ายวนหวานและมีเสน่ห์ได้แบบไม่ต้องปิดบังได้อย่างลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่มาในโทนหวาน บางคนอาจจะรู้สึกว่ากลิ่นไปทางผู้หญิงมากกว่าเพราะมีความหวานและเกือบจะเป็นโทนขนม Gourmand อยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้วความเป็นชอคโกแลต พิมเสน และเครื่องเทศนี่แหละที่ทำให้กลิ่นนี้เป็น Unisex เต็มตัว ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะใส่ทั่วไปหรือทำงาน Office แต่ถ้าเป็นได้กลิ่นไม่ได้เข้ากับทางการเท่าไหร่เพราะมันมีความ Sexy เย้ายวนค่อนข้างชัด รวมถึงไม่เหมาะกับการใส่ออกกำลังกายเพราะกลิ่นจะตีขึ้นจนตึ้บเอาได้ แต่ในยามค่ำคืนไม่ว่าจะใส่ทั่วไป ออกงาน หรือท่องราตรี กลิ่นนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีแน่นอนและมั่นใจได้

ความทน - 12 ชม. คือพื้นฐานที่เจอจากกลิ่นนี้และไปต่อจนสิ้นวันอาบน้ำล้างตัวที่ราวๆ 15 - 18 ชม. ก็เจอเป็นเรื่องปกติ เช่นนั้นยังไงก็แตะที่เกินค่าเฉลี่ย 8 ชม. ได้สบายมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น คือไม่ต้องเขียมเลย ปล่อยความเป็นพีชหวานมาเลย ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีไปราวๆ 1 ชม. หลังจากนั้นถึงเป็นปานกลางยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 5 - 6 ถึงค่อยๆ ลดลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัว แล้วคงที่ไปยาวๆ ซึ่งรู้ตัวอีกทีว่าเป็น Skin Scent ก็เลย 12 ชม. ไปแล้ว

สรุป - จึงถือว่าถ้ามองในแง่ยุคสมัยกลิ่นนี้นำเสนอความเอกเทศเปิดตัวออกมาได้ชัดเจนมากในการสร้างความแตกต่างในแง่น้ำหอมบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่แฝงความเย้ายวน อบอุ่น และมีเสน่ห์ เพราะเนื้อกลิ่นถ้าตีความไปในช่วงยุค 60s ไม่น่าจะมีกลิ่นแนวๆ นี้ ซึ่งกลิ่นไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบประท้วงหรือจราจลแต่ให้ความตรงไปตรงมาในการแสดงออกถึงความหวานเย้าและเสน่ห์เฉพาะบ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่เปิดเผยให้รับรู้ถึงความหลากหลายผ่านกลิ่นกันเต็มๆ และที่สำคัญการที่กลิ่นนี้แตะคำว่า Unisex ต้องยกเครดิตให้ความเป็นชอคโกแลตที่เป็นตัวเชื่อมที่ดีมากๆ ไม่ได้มาข้นหนักออกจะพิมเสนเสียด้วยซ้ำ แต่สร้างความเป็นเนื้อเดียวกันที่เชื่อมต่อการใช้งานกับทุกเพศจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.histoiresdeparfums.com/products/perfume-1969