วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Amouage - Bracken Man

Amouage - Bracken Man

ไม่ใช่เพียงกลิ่นอายโทนลุ่มลึกหนักแน่น และเสริมสง่าราศีผู้ใช้ให้มีพลังออกมาผ่านกลิ่นโดยใช้ความเป็นกลิ่นหรูหราที่ใส่ลายเซ็นความเป็นตะวันออกกลางได้อย่างแนบเนียนเท่านั้น ที่ Amouage ทำได้ดีในแง่น้ำหอมชาย เอาจริงๆ กลิ่นโทนอื่นก็ถือว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน อาทิเช่น กลิ่นอายแบบสุภาพบุรุษภูมิฐาน กลิ่นโทนสงบลุ่มลึกที่มีเสน่ห์ในตัวเอง รวมถึงกลิ่นอายโทนผ่อนคลายอย่างมีระดับ ก็ทำได้ดีมากและใส่ลายเซ็นแบบที่เข้าใจได้ว่ามาจากแบรนด์นี้มาเสมอ

ซึ่งหนึ่งในกลุ่มโทนผ่อนคลายมีระดับ ก็มี Collection - Midnight Flower กับการนำเสนอกลิ่นอายสาย Aromatic มารองรับเพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกทางกลิ่นที่ให้ชีวิตไม่ต้องสร้างออร่ามีพลังและลุ่มลึกอยู่ร่ำไป โดยในปัจจุบันก็มี 3 รุ่น ที่ประจำการอยู่ในนี้ยังไม่ได้มีการเลิกผลิตแต่อย่างใด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี Bracken Man รวมอยู่ด้วยในการเป็นหนึ่งในกลิ่นอายสาย Aromatic Fougere หนึ่งเดียวในตอนนี้ ซึ่งจะมีดีแค่ไหนก็ว่ากันเรื่องกลิ่นกันดีกว่า

Bracken Man เปิดตัวด้วยความเป็นโทนปร่าเผ็ดกันก่อนเลย เพียงแต่จะไม่ได้มาแบบหนักหน่วงเพราะว่ามีโทนกลิ่นออกทาง Earthy ดินหน่อยๆ เจอสมุนไพรที่จับต้องได้ว่าต้องมีกลิ่นโทนปร่าแกมพิมเสนแน่ๆ แต่พิมเสนเป็นแค่ลูกเอื้อนเฉยๆ ยังไม่ได้เปิดออกมาเต็มตัว เพราะตัวจริงในช่วงนี้ต้องยกให้กานพลูกับลาเวนดิน (Lavandin - เป็นลาเวนเดอร์อีกสายพันธุ์หนึ่ง ให้กลิ่นโทนเดียวกับลาเวนเดอร์แต่จะมีความปร่าแบบการบูรแกมสมุนไพรเจืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่โทนลาเวนเดอร์ในน้ำหอมก็มาจากตัวนี้แหละ) ที่จะมาผสมผสานกันได้ความเผ็ดปร่าที่ไม่ฟุ้งคมจัดจ้านเพราะมีความเป็นลาเวนเดอร์แกมสมุนไพรติดการบูรระเรื่อมาเสริม และมีความเผ็ดแกมไม้หอมที่เป็นตัวเกลากลิ่นให้กลมกล่อมมากขึ้นอย่างเม็ดจันทน์เทศ ทำให้ช่วงต้นอารมณ์กลิ่นเลยจะหอมแบบติดปร่าซ่าๆ สมุนไพรที่แอบคมนิดนึง เสริมด้วยโทนออกทางเขียวๆ ที่ติดชื้นๆ อารมณ์แบบกลิ่นเฟิร์นที่แทรกด้วยโทนเย็นๆ เปรี้ยวอ่อนๆ แกมขมหน่อยๆ ของโทน Citrus เลยได้อารมณ์สดชื่นคลอๆ อยู่ตลอดเสียด้วย เรียกว่าเปิดตัวมาก็สร้างโทนสว่างและมีความเป็น Fougere หรือ fern-like ได้ชัดเจนไม่น้อย

การเข้าสู่ช่วงกลางกลิ่นจะเริ่มมีความเป็นโทนไม้หอมติดครีมมี่กึ่งไม้หอมแกมโปร่งที่เป็นเลเยอร์กลิ่นที่ค่อยๆ เสริมเข้ามา เนื้อกลิ่นจะมีโทนติดเขียวแกมปร่าไม้สนที่ให้ความสะอาดของสนไซเปรสเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นตัวนำ โดยจะมีการแจกแจงตัวเสริมความเป็นโทนไซเปรสที่แยกแขนงออกไปในการสร้างมิติกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นโทนเขียวที่จะเป็นเฟิร์นและมีเจอราเนียมที่มีโทนแบบน้ำในแจกันดอกกุหลาบเป็นตัวสนับสนุน + โทนปร่าที่จะไปสอดรับกับกานพลูและเม็ดจันทน์เทศที่ตามมาจากช่วงต้นที่เริ่มเบาลงมาอีกสเต็ปแต่ก็ยังชัดอยู่ และมีความเป็นไม้หอมที่เชื่อมโทนกับไม้ซีดาร์ที่ให้ความโปร่งแกมความนวลครีมมี่ของโทนไม้จันทน์หอม ซึ่งจะมีลูกเอื้อนคล้าย Incense กึ่ง Smoky หน่อยๆ ให้พอจับต้องได้อยู่ด้วย แต่จะมีอีกฝั่งอย่างโทนติดอบอุ่นของอบเชยที่ให้ความหวานหอมอ่อนๆ แกมเปลือกไม้ ซ้อนด้วยกลิ่นคล้ายโทนวานิลลาเข้าทางโทนแป้งแกมกลิ่นลาเวนดินที่ให้โทนสมุนไพรแกมลาเวนเดอร์รวมอยู่ด้วย ทำให้เนื้อกลิ่นจะมีความเป็นลูกผสมที่ได้ความปร่าหอมที่มีแกนกลางคือไม้หอมล้อมด้วยกลิ่นต่างๆ ทำให้นึกถึงกลิ่นแนวคล้ายป่าที่มีความอบอุ่นจากไอแดดแล้วมีกลิ่นผสมผสานกันของพืชล้มลุกและต้นไม้ต่างๆ อยู่พอสมควร รวมถึงทำให้นึกถึงน้ำหอมของ Viktor&Rolf รุ่น Antidote ที่เลิกผลิตไปได้เลย ซึ่งกลิ่นอาจจะไม่ได้ถึงกับตรงๆ มาก แต่ช่วยให้หายคิดถึงได้อยู่ไม่น้อย

เมื่อโทนเขียวเฟิร์นเริ่มหายไป และบทบาทของฝั่งเผ็ดปร่าของกานพลูเริ่มเบาลงจนเหลือปลายกลิ่น คราวนี้พิมเสนที่เหมือนจะเป็นตัวผลุบๆ โผล่ๆ มาตั้งแต่ช่วงต้นก็ได้เปิดตัวออกมาชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ กลิ่นจะมีความปร่าแกมสมุนไพรหน่อยๆ มีความเป็นกลิ่นแนว Earthy ที่ไม่ได้ Dirty แต่อย่างใด เพราะว่าเนื้อกลิ่นเริ่มมีความนุ่มมากขึ้นเพราะมี Musk มาให้จับต้องได้และเป็นตัวเกลากลิ่นให้มีความนวลสะอาดแฝงอยู่ตลอด แต่อีกส่วนหนึ่งคือโทนไม้หอมก็จะเริ่มแข็งขันขึ้นมามากกว่าช่วงกลางด้วย โดยเฉพาะกลิ่นไม้ซีดาร์ที่ให้โทนโปร่งแห้งๆ แกม Smoky Incense ติดธูป ซ้อนด้วยความอบอุ่นแกมหวานของอบเชย และตามด้วยความครีมมี่ของไม้จันทน์หอมที่นวลเนียนรับต่อกับ Musk พอดี และน่าจะมีโทนแนวๆ กึ่งวานิลลากึ่งครีมมี่ถั่วตองก้าให้ความนวลๆ เข้ามาร่วมด้วย โทนกลิ่นเลยจะไล่เรียงจากปร่าพิมเสน → Smoky แกมไม้หอม → หวานอุ่นอ่อนๆ ที่เป็น Effect ของอบเชย → ครีมมี่ไม้จันทน์หอมเคล้ากับ Musk ที่มีความนวลผ่อนคลายกึ่งโทนแป้งอ่อนๆ มีลาเวนดินเนียนในกลิ่นเบาๆ ถือว่าเป็นการปิดท้ายที่ให้ความรื่นรมย์นุ่มนวลและสุภาพบุรุษแบบที่ให้โทนสว่างครีมมี่กำลังดีและมีลายเซ็นความซับซ้อนของแบรนด์เนียนๆ อีกด้วย

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เนื้อกลิ่นถือว่ามีสไตล์แบบ Amouage ที่เสริมความภูมิฐานแบบสุภาพบุรุษที่แตะได้ทั้งความคลาสสิคก็ได้และร่วมสมัยก็ดี และไม่ได้หนักเกินไป ซึ่งเข้ากับยามทางการและทั่วๆ ไปแบบวางตัวดีหน่อย หรือจะชิลล์ๆ อย่างมีระดับก็ได้ แต่ข้ามการใส่เพื่อกิจกรรมลุยๆ หรือว่าออกกำลังกายจะดีกว่า เพราะเนื้อกลิ่นไม่ได้มาสายนี้นัก ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงานหรือโรแมนติคจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังจัดจ้านเท่าไหร่ในการไปปล่อยเสน่ห์ที่ไหนนัก

ความทน - เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเพราะส่วนตัวเจอเป็นประจำที่ 15 ชม. ซึ่งถ้าพื้นฐานสภาพผิวอาจจะไม่เอื้อเช่นเป็นคนผิวแห้งก็น่าจะอยู่ที่ราว 6 - 8 ชม. ได้ไม่ยาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางไปราวๆ 3 ชม. ที่เหลือจะเริ่มกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัว ที่จะเสถียรคงที่กันยาวๆ ไปจนถึงราวๆ 10 ชม. เลย แล้วถึงเป็น Skin Scent ซึ่งอันนี้แอบเกินความคาดหมายที่มักจะเจอพลังทางกลิ่นชัดๆ มาเสมอในความเป็น Amouage แต่กลิ่นนี้ดันไม่ได้มาในสายทรงพลังเท่าไหร่ ถ้าตัดความคาดหวังเรื่องการปล่อยพลังออกไป อีกมุมก็ถือว่าเราได้เห็นความคุมโทนเรื่อยๆ ทางกลิ่นที่ทำได้ดีไม่น้อยเลย 

สรุป - เป็นสาย Lighter ของแบรนด์เลย ที่แตะความเป็น Aromatic Fougere ที่กำลังดี มีลูกเล่นสายเครื่องเทศเด่นเป็นตัวเสริม ก่อนจะเป็นกลิ่นอายนวลๆ สว่างๆ ที่ให้ความเรียบหรู มีระดับ และเป็นสุภาพบุรุษสายสมาร์ทแบบไม่ได้ถึงกับเนี้ยบจัด ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Daily Scent ที่ไม่ต้องปล่อยพลังแต่เอาอยู่ในแง่การสร้างออร่าความมีคลาสได้ครบถ้วน ที่สำคัญกลิ่นนี้ทำให้หายคิดถึง Antidote ไปได้มากเลย (แม้ว่าจะไม่ได้คล้ายมาก แต่มีลูกเอื้อนที่ใกล้เคียงอยู่ก็ตาม)

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.amouage.com/bracken-man.html

 

Review: Coqui Coqui - Tabaco (Eau de Cologne)

Coqui Coqui - Tabaco (Eau de Cologne)

ว่ากันถึงสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในเม็กซิโก ไปท่องเที่ยวก็ไม่ต้องระแวดระวังตัวกลัวอาชญากรรมในทุกฝีก้าว ก็ต้องยกให้แคว้น Yucatan ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยยื่นออกไปในคาบสมุทร (ชื่อเดียวกันกับแคว้น) ของอ่าวเม็กซิโก ซึ่งแคว้นนี้มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ชนเผ่ามายัน จนกระทั่งยุคล่าอาณานิคมสเปนก็ได้เข้าครอบครองพื้นที่แห่งนี้ จนเมื่อจบยุคสเปนจากไปก็มีเหตุการณ์รวมๆ แยกๆ เป็นประเทศกันเรื่อยๆ กับเม็กซิโก จนเมื่อปี 1848 ก็กลายมาเป็นสวนหนึ่งของเม็กซิโกถาวรในที่สุด ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้่เกี่ยวอะไรกับน้ำหอม

เกี่ยวสิ เพราะว่าคาบสมุทรนี้ในช่วงที่สเปนเข้าครอบครอง ก็มีคณะนักบวชมาอาศัยอยู่ที่นี่และได้เห็นว่า Yucatan ได้มีดอกไม้ ไม้หอมต่างๆ และสมุนไพรมากมาย เลยเอามาสร้างสรรค์น้ำหอมจนกลายเป็นแหล่งหลักในการทำน้ำหอมส่งให้กับสเปน แต่เมื่อเวลาผ่านไปศาสตร์นี้ก็เจือจางไปตามกาลเวลาเพราะยุคสมัยเปลี่ยน Nicolas Malleville ที่เป็นทั้งสถาปนิกและสุคนธกร ได้มาท่องเที่ยวที่ Yucatan แล้วพบว่าศาสตร์การทำน้ำหอมแบบโบราณนี้มีคุณค่ามาก เลยได้ทำการวิจัยและต่อยอดในการสานต่อให้คงอยู่ จนก่อตั้งเป็นที่พักและสปาขึ้นมา + ทำน้ำหอมออกมาวางจำหน่ายควบคู่ไปด้วย โดยเอาวัตถุดิบในพื้นที่มาสานต่อด้วยการประยุกต์เอาศาสตร์การทำแบบโบราณของท้องถิ่นมาให้เกิดคุณค่า จึงได้เกิดแบรนด์ Coqui Coqui ขึ้นมาในปี 2003

และเมื่อมาเจอกันครั้งแรกกับแบรนด์นี้ในรุ่น Tabaco ในการเป็น Eau de Cologne (ซึ่งไม่ได้ผลิตแล้ว แต่มีการอัพเกรดให้กลายเป็นรุ่น Eau de Parfum แล้วในปัจจุบัน) ก็อยากรู้ขึ้นมาเลยทันทีว่าจะสื่อสารกลิ่นและจะชูโรงความเป็นยาสูบตามชื่อรุ่นอย่างไรจากการใช้ศาสตร์การทำน้ำหอมแบบโบราณเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งลองแล้ว ก็เล่าต่อได้แบบนี้

Tabaco เปิดต้นกลิ่นมาคือสร้างความประทับใจในการนำเสนอกลิ่นใบยาสูบที่มีความหวานแกมสมุนไพรแบบสดชื่นอารมณ์แบบใบยาสูบบ่มเสร็จใหม่ๆ ที่มีความหอมหวานโปร่งอ่อนๆ + กลิ่นอายของอากาศสดชื่นที่น่าจะมีโทน Citrus กับสมุนไพรมาสนับสนุนแบบไม่ได้ออกตัวแรงได้ดีมาก ซึ่งนี่จะเป็นวูบแรกสุดที่ฟุ้งขึ้นมาทักทายก่อนเลยไม่ถึง 3 วินาที ก่อนที่เนื้อกลิ่นจะมีโทนออกทางสบู่ฟุ้งๆ หน่อยของ Aldehydes เข้ามาเสริม และมีความปร่าสมุนไพรโปร่งๆ เข้ามาร่วมด้วย ทำให้ได้อารมณ์แบบน้ำหอมโทนร่วมสมัยที่แตะความ Classic สไตล์ Traditional Cologne ก็ได้เป็นกลิ่นสไตล์ Soapy Minimal ฟุ้งหน่อยๆ ก็ชัดเจนมาก ง่ายๆ คือ เป็นสบู่ปร่าสมุนไพรกลิ่นใบยาสูบเด่นเลยล่ะ

เอาจริงๆ เนื้อกลิ่นแทบจะไม่มีช่วงกลางกับช่วงท้ายนัก เพราะไม่ค่อยได้มีการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ เลยขอรวมเข้าด้วยกันเป็นช่วง Dry Down แทน ซึ่งความเป็นสบู่สมุนไพรกลิ่นใบยาสูบ ยังคงเด่นอยู่เช่นเดิม ให้อารมณ์สะอาดสดชื่นโดยที่มีความหอมใบยาสูบที่มีโทนแบบใบยาสูบบ่มใหม่หน่อยๆ ที่มีความหวานแกมเขียวสมุนไพรกึ่งโทนติดดินๆ Earthy คลอๆ + กลิ่นใบยาสูบที่บ่มได้ที่กำลังดีให้โทนหวานอะโรม่ากึ่งหญ้าแห้งที่มีลูกผสมของโทนออกทาง Watery หรือ Aquatic เข้ามาเนียนๆ ทำให้ได้อารมณ์แบบสบู่สดชื่นที่มีกลิ่นชื้นเข้าทางโทนสะอาดที่มีความปร่าระเรื่อเครื่องเทศสมุนไพรสายปร่ากึ่ง Classic ซึ่งน่าจะเป็นเม็ดผักชีแกมกลิ่นพริกไทยที่ไม่ได้หนักหน่วงนัก ซึ่งทำให้ได้อารมณ์แนวน้ำหอมสาย Classic Cologne แกม Barber Shop Scent หน่อยๆ ที่ให้อารมณ์แบบสุภาพบุรุษในชุดเชิ้ตขาวที่พึ่งอาบน้ำเสร็จแล้วมีกลิ่นสะอาดแกมเย้าอ่อนๆ ของสบู่กลิ่นใบยาสูบระเรื่อออกมา สร้างความรู้สึกสดชื่นแกมผ่อนคลายไปด้วยอะไรประมาณนั้น

ซึ่งเมื่อโทนสบู่ผ่อนลงมาจะค่อยๆ จับได้ว่ามีโทนไม้หอมอ่อนๆ โปร่งๆ ขรึมๆ แนวไม้ซีดาร์ที่แฝงอยู่ และรับรู้ได้ว่ามี Musk เบาๆ เป็นพื้นกลิ่น ซึ่งเนื้อกลิ่นจะยังให้โทนสะอาดปร่าระเรื่อแกมสบู่กลิ่นายาสูบเช่นเดิมเพียงแต่จะเบาลงคลอผิวแทน ซึ่งถือว่าให้เนื้อกลิ่นแบบสไตล์ Cologne แกมสบู่แบบร่วมสมัย + ใบยาสูบที่ให้ความผ่อนคลายหวานปร่าสมุนไพรอ่อนๆ ที่เรียบหรูและเรียบง่ายอย่างมีชั้นเชิงนิ่งๆ เป็นการปิดท้ายจนกว่าจะจางไปจากผิว

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ได้สบายมาก แต่เพราะว่าเนื้อกลิ่นมีความเป็นสไตล์แบบ Barber Shop Scent อยู่บ้าง เลยจะมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร อารมณ์กลิ่นจะแนว Daddy ร่วมสมัยอะไรประมาณนี้ ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ทั้งทางการและทั่วๆ ไป ที่กวาดหมดพอสมควรในการใช้งาน เพราะกลิ่นไม่หนัก รวมถึงยามค่ำคืนที่เน้นใส่ทั่วๆ ไป โรแมนติคแบบสบายๆ จะลงตัวที่สุด แต่ไม่ควรใส่ไปท่องราตรีหรือออกงาน เพราะโดนกลบจากชาวบ้านได้สูงมาก

ความทน - กลิ่นทนที่ราว 4 - 6 ชม. เพราะเป็น Eau de Cologne ความทนเลยไม่ได้จัดจ้านเท่าไหร่ ซึ่งส่วนตัวก็สุดที่ราวๆ 6 ชม. ไม่เกินนี้ กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในราวๆ 3 นาทีแรก แล้วจะผ่อนลงมาเป็นปานกลางราวๆ ไม่ถึง 30 นาที ที่เหลือคือ ออร่ารอบๆ ตัวล้วนๆ และเป็น Skin Scent เมื่อผ่านไปซักราวๆ 4 ชม. แล้ว จึงค่อยๆ จางลงตามลำดับ

สรุป - เป็นสบู่ใบยาสูบเลย ที่มีความเป็นสไตล์ผู้ชายละตินสายคูลแกมเรียบหรู + ความเป็นสไตล์ Classic Soapy Cologne เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถือว่าสร้างสรรค์กลิ่นได้สดชื่นและแตกต่างเกินคาดมาก จนทำให้อยากจะไปลองต่อที่รุ่นปรับใหม่เป็น EDP เลยว่าจะเป็นอย่างไร ไว้มีโอกาสต้องจัดซักหน่อยแล้ว

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://thegentler.co/products/agua-de-colonia-tabaco-60ml

 

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Comptoir sud Pacifique - Eau des Lagons

Comptoir sud Pacifique - Eau des Lagons

เวลาเราได้กลิ่นอายทะเลหรือที่พักริมทะเลแบบนิ่งๆ อารมณ์เป็นอ่าวเวิ้งที่มีทางเข้าของทะเลอยู่แล้วมีภูเขากันคลื่นลมล้อมอยู่สไตล์ Lagoon แล้วเราพักรีสอร์ทแถวนั้นที่มีดอกไม้ต้นไม้เมืองร้อนต่างๆ ส่งกลิ่นอายหอมแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ แล้วนั่งชิลล์ๆ หน้ารีสอร์ท บอกเลยว่านี่คือความสุขของชีวิตได้ไม่ยากเลย และแน่นอนว่าความทรงจำน่าจะแจ่มชัดเวลานึกกลับไปถึงเวลาเราได้พักผ่อนในสถานที่แห่งนั้น แต่เพราะเราไม่สามารถเที่ยวแบบนี้ได้ตลอด เช่นนั้น การพึ่งพากลิ่นที่ช่วยสร้างบรรยากาศก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีและน่าสนใจมาก 

และหนึ่งในแบรนด์ที่ค่อนข้างจะโดดเด่นกับการทำกลิ่นอายสายขนมหวาน Gourmand วานิลลาจัดเต็มมากกว่าอย่าง Comptoir sud Pacifique เองก็มีโซนน้ำหอมที่สื่อสารถึงกลิ่นอายแบบทะเลหรือเกาะเขตร้อนตามชื่อรุ่นอยู่ไม่น้อย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรุ่น Mage d'Orient หรือ Bois de Filao ที่ก็สื่อสารถึงการตากอากาศพักร้อนริมทะเลได้อย่างลงตัวมาก แต่ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะว่ายังมีอีกรุ่นอย่าง Eau des Lagons ที่จะสื่อสารอารมณ์กลิ่นตามย่อหน้าแรกการกับให้ความรู้สึกพักร้อนริมอ่าวสไตล์ Lagoon ถือเป็นอีกหนึ่งในสาย Fresh Water ของแบรนด์ และกลิ่นที่ได้ก็เป็นเช่นนี้  

เปิดต้นกลิ่นมาก็เริ่มกันที่ความเป็นโทน Aquatic ที่มีความเขียวเลย อารมณ์มีลูกผสมกึ่งแตงกวาหน่อยๆ แต่จะมีความฉ่ำและชุ่มชื้นกว่า อารมณ์น้ำฉ่ำเขียวปลายกลิ่นที่เป็นลักษณะเดียวกับต้นตะบองเพชรที่เราผ่ากลางจะมีเนื้อขาวๆ ติดจืดแกมเขียวแนวๆ นั้น และเนื้อกลิ่นจะมีโทนลักษณะแบบโทน Citrus ขมติดปร่าหน่อยๆ ที่กลิ่นออกทางเขียวซ่าแบบมะกรูดฝรั่งแต่ไม่ได้จี๊ดจ๊าดลงแบบเปรี้ยวมากนัก แต่คุ้นจมูกเพราะมันได้ความซ่าคล้ายๆ มะกรูดไทยนิดๆ ซึ่งเนื้อกลิ่นตอนแรกจะได้วูบของกลิ่นอายแบบบรรยากาศสดชื่นแกมเขียวฉ่ำชัดเจนเลย ก่อนที่จะเริ่มจับได้ถึงรอยต่อในการเชื่อมเข้าสู่ช่วงถัดไปเพราะเนื้อกลิ่นจะมีโทนหวานแกมดอกไม้ที่ยังมีโทนชื้นๆ อยู่ค่อยๆ เสริมเข้ามาทำให้รู้สึกได้ถึงโทนออกทางสีชมพูอ่อนๆ เข้ามาร่วมด้วย 

ในช่วงกลางจะเป็นการ Mix & Match กันอย่างชัดเจน 3 โทน เริ่มที่โทนเขียวแกมฉ่ำน้ำของตะบองเพชรที่ยังตามมาในช่วงนี้ ตามด้วยกลิ่นออกทางดอกไม้ที่มีกลิ่นออกทาง Watery ที่ติดหวานปลายกลิ่นเป็นลักษณะกลิ่นแบบบัวหลวงที่จะมีโทนหวานชื้นอ่อนๆ สอดรับพอดีกับกลิ่นโทนเขียวฉ่ำ และมีกลิ่นติดหวานนวลๆ ค่อนไปทางกุหลาบสดชื่น + โทนที่ให้อารมณ์แบบทั้งความสะอาดโปร่งแกมนวลหน่อยๆ ซึ่งเป็นฝั่งของโทนดอกไม้ที่ให้ความฉ่ำสอดรับพอดีกับกลิ่นที่มาจากช่วงต้น ก่อนจะปิดท้ายด้วยกลิ่นโทนติดไอเกลือที่ให้อารมณ์ทะเลๆ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งพอทุกโทนมาผสมผสานกัน อารมณ์กลิ่นจะได้ลักษณะโทนกลิ่นตอนนี้เลยจะได้ความรู้สึกว่าเป็น Lagoon แบบ Cover ครบทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม แบบทะเลสาบน้ำจืดที่ติดทะเลน้ำเค็ม และมีดอกไม้ประปรายสวยๆ หอมๆ ทั้งดอกไม้ในน้ำและบนบกให้มีความรื่นรมย์แบบตากอากาศในรีสอร์ทเข้ามาร่วมด้วยประมาณนั้น

การเปลี่ยนแปลงในเนื้อกลิ่นจะเริ่มลดทอนความชื้น Aquatic ลงไปเรื่อยๆ ในการเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะเปลี่ยนโทนเด่นมาเป็นกลิ่นอายไอเกลือที่สะอาดๆ ไม่ได้มีกลิ่นคาวทะเล ให้อารมณ์แบบกลิ่นสบายๆ ริมทะเลที่มีลมพัดอ่อนๆ มีความเค็มเบาๆ เสียมากกว่า และจะมีลูกเล่นกลิ่นไม้หอมติดเค็มอารมณ์แบบไม้หรือท่อนไม้ริมทะเลที่มีไอเค็มติดหน่อยๆ ฉาบหน้าพื้นกลิ่นที่เป็นโทนกลิ่นสีขาวแกมอบอุ่นนวลๆ จาก Musk กับโทนแอมเบอร์อ่อนๆ ที่มีกลิ่นดอกไม้หวานเบาๆ ในช่วงกลางเนียนๆ อยู่ ในตอนนี้แหละที่จะไม่ได้มีความรู้สึกแบบ Lagoon แนวทะเลสาบแล้ว เพราะจะมาแบบ Lagoon แบบอ่าวเงียบสงบแทน เข้าทางใส่เสื้อผ้าสีขาวนั่งชิลล์ๆ บนขอนไม้ริมทะเลในวันฟ้าใสแดดอบอุ่นกำลังดีสบายๆ ได้ความเป็นกลิ่นอายริมทะเลจริงๆ ปิดท้ายอย่างผ่อนคลายและเป็น Happy Scent ได้โดยไม่ต้องยัดเยียดให้เป็นกลิ่นทะเลแบบจัดจ้านจนดูพยายามแต่อย่างใด    

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย เพราะเนื้อกลิ่น Unisex มาก ซึ่งเข้าได้กับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ยิ่งใส่ไปทะเลยิ่งเข้ากั๊น เข้ากัน จะยกเว้นก็แต่ยามทางการจัดๆ ที่มันอาจจะดูชิลล์เกินไป ส่วนยามค่ำคืน ถ้าใส่แบบทั่วๆ ไปอันนี้ลงตัว แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีก็โดนกลบเปล่าๆ

ความทน - กลิ่นทนลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ แต่จะไปต่อได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้เป็นสำคัญ โดยส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. เป็นเรื่องปกติกับการใช้งานที่ 6 - 7 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะค่อยๆลดลงมาเรื่อยๆ ตามลำดับตามเวลาที่ผ่านไป จนกลายมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวเื่อตอนเข้าช่วงท้าย จนเมื่อแตะชั่วโมงที่ 8 - 9 ก็จะเป็น Skin Scent เต็มตัว

สรุป - ช่วงต้นกับกลางอาจจะไม่ได้สื่อสารถึง Lagoon ริมทะเลตามที่ย่อหน้าแรกสุดเกริ่น (และแอบมีความคาดหวังเอาไว้) ซึ่งจะมาเข้าทางเอาตอนช่วงท้ายพอดีที่ชัดเจนถึงอารมณ์ริมทะเลจริงๆ ซึ่งภาพรวมจะได้อารมณ์แบบเหมือนท่องเที่ยวที่ไล่เรียงจากกลิ่นสดชื่นแกมเขียวฉ่ำเป็นธรรมชาติแบบริมทะเลสาบ -> รีสอร์ทที่มีดอกไม้ส่งกลิ่นหอมระเรื่อที่อยู่กึ่งกลางพอดีระหว่างทะเลสาบกับทะเล -> ชิลล์ริมหาดรับลมทะเลที่เงียบสงบและผ่อนคลาย ซึ่งนี่แหละชัดเจนจริงๆ ในการเดินทางของกลิ่นนี้ 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.ideabellezza.it/comptoir-sud-pacific/124127-eau-des-lagons-eau-de-toilette.html

 

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Neela Vermeire Creations - Ashoka

Neela Vermeire Creations - Ashoka

จุดเริ่มต้นจากการเป็นชาวอินเดียที่ได้รับวัฒนธรรมทางกลิ่นที่หลากหลายจนกลายเป็นความหลงใหลในเรื่องกลิ่นหอมต่างๆ ของ Neela Vermeire ตั้งแต่เด็ก จนเมื่อเติบโตขึ้นและมีความก้าวหน้าทางอาชีพในการเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จที่ฝรั่งเศส ก็สนใจที่จะสานต่อใน Passion ของตัวเองในเรื่องความหอม โดยการสร้างแบรนด์น้ำหอมเป็นของตัวเองขึ้นมา โดยมี Partner คนสำคัญในการเป็น Perfumer สร้างสรรค์กลิ่นต่างๆ และคร่ำหวอดในสายน้ำหอม Niche Perfume มาอย่างโชกโชนอย่าง Bertrand Duchaufour (L’Artisan Parfumeur, Acqua di Parma และ Penhaligon’s เป็นต้น) ซึ่งเจ้าของแบรนด์เองเปิดทางเต็มที่ในการสร้างสรรค์และใช้ส่วนผสมทางกลิ่นแบบจัดเต็ม เพื่อให้ได้กลิ่นที่ถ่ายทอดความเป็นอินเดียในแง่มุมต่างๆ ทั้งบุคคล สถานที่ พิธีกรรม และวัฒนธรรมต่างๆ แบบตะวันตกบรรจบกับตะวันออก สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ Niche คุณภาพกลิ่นระดับ Top Class และงดงามเป็นระดับต้นๆ ในทุกวันนี้

ซึ่งในแบรนด์ก็มีน้ำหอมอยู่รุ่นหนึ่งที่มีความน่าสนใจมากกับการ Tribute หนึ่งในจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของอินเดียอย่างพระเจ้าอโศกมหาราช ที่แม้จุดเริ่มต้นอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายกย่องจากการเป็นกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมในการศึกสงคราม แต่เมื่อ Timing ได้จากการสลดสังเวชในศึกที่แคว้นกาลิงคะแล้วเห็นผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เลยมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น บวกกับการได้พบนิโครธสามเณรที่ได้แสดงธรรมจนเปลี่ยนมาเป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่มาก รวมถึงการส่งสมณะทูตเผยแพร่ศาสนาพุทธทั้งในและนอกอินเดีย และอื่นๆ อีกมาก เช่นนั้นในความยิ่งใหญ่นี้ Neela Vermeire Creations จะสร้างสรรค์น้ำหอมออกมาอย่างไร เพื่อคารวะและยกย่องมหาราชพระองค์นี้ ก็ขอถ่ายทอดเรื่องราวของกลิ่นออกมาแบบนี้เลย

Ashoka จะเปิดตัวด้วยกลิ่นแบบโหมโรงให้เรารู้ก่อนในราวๆ 30 วินาทีแรกว่าเนื้อกลิ่นจะปูทางเป็นลักษณะใด ซึ่งในช่วงโหมโรงนี้จะได้อารมณ์กลิ่นครีมมี่กึ่งฟรุตตี้หอมหวานคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นดอกไม้กึ่งแอปริคอตที่เป็นลักษณะกลิ่นของดอกหอมหมื่นลี้ และกลิ่นคล้ายโทนหนังค่อนไปทางหนังกลับแกมกลิ่นไม้จันทน์หอมครีมมี่แกมมิลค์กี้ติดเขียวหน่อยๆ ฟุ้งขึ้นมา เนื้อกลิ่นมีความคมติดเขียวแทรกปลายกลิ่นให้รู้สึกได้ด้วย แต่ภาพรวมให้ความรู้สึกสว่างวาบหวานหอมกำลังดีติดคมนิดๆ แต่ไม่ได้บาดหรือว่าดูจงใจเล่นใหญ่แต่อย่างใด

แต่พอเข้าสู่ช่วงต้นเนื้อกลิ่นจะเริ่มแสดงออกมาถึงความเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลยกับการนำเสนอกลิ่นมะเดื่อฝรั่ง (Fig) ที่จะมี 2 โทนให้รู้สึก คือ กลิ่นออกทางเขียวขมทึบแกมดาร์กหน่อยๆ ที่เป็นสไตล์ของใบ ตามด้วยกลิ่นมิลค์กี้ของผล Fig ที่ให้นึกภาพเวลาเราตัดขั้วลูก Fig แล้วมันจะมีน้ำขาวๆ ไหลออกมา ซึ่งจะมีกลิ่นเขียวปร่าซ่านิดๆ มีความเขียวแกมขมอ่อนๆ ซึ่งจะมาแบบนี้เลยทำให้ประทับใจมากในการนำเสนอกลิ่น Fig ที่มีความเป็นธรรมชาติและพอเหมาะสุดๆ โดยไม่ได้หนักไปข้นไปแต่อย่างใด และเนื้อกลิ่นจะมีความสดชื่นติด Watery น้ำๆ ชื้นๆ หน่อยแกมหวานค่อนจืดที่เป็นเอกลักษณ์ของดอกบัวหลวงเสริมอยู่ เลยได้ภาพแบบกลิ่นอายบรรยากาศชัดเจนแบบสถานที่ในพระพุทธศาสนาที่มีต้นมะเดื่อ มีลานบัว มีความเขียวของต้นไม้ และมีบรรยากาศธรรมชาติโทนสว่าง โดยที่มีความรู้สึกถึงกลิ่นที่ตามมาจากช่วงโหมโรงว่าเหมือนจะหายไป แต่จริงๆ เตรียมตัวอยู่ เพราะจะเป็นหนึ่งในโทนที่น่าจดจำในช่วงถัดไป

เมื่อเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นโทนครีมมี่ Floral แกมวานิลลาจะเสริมขึ้นมา และช่วงโหมโรงของกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ก็จะกลับมาให้สัมผัสได้ในช่วงนี้ ซึ่งเนื้อกลิ่นจะเริ่มมีความอบอุ่นแกมนวลสว่างที่จะได้อารมณ์กลิ่นแบ่งออกเป็น 4 โทนหลักๆ คือ

   1. โทนครีมมี่วานิลลากึ่งแป้งนวลที่น่าจะมีถั่วตองก้ารวมอยู่ด้วย

   2. โทนดอกไม้ที่จะให้กลิ่นอายโทนหวานออกทางสีเหลืองสว่าง ซึ่งจับต้องได้ชัดเจนถึงกลิ่นของหอมหมื่นลี้ที่ให้ความหวานอมเปรี้ยวแกมแอปริคอต กลิ่นออกทางหวานเย้ากึ่งกล้วยอ่อนๆ ของกระดังงา และกลิ่นหวานแกมเขียวออกทางแป้งโปร่งๆ ของดอกกระถินเทศ ที่บางวูบมีความรู้สึกหวานนวลๆ ของมะลิมาให้รู้สึกบ้าง

   3. โทนเขียวขมทึบของใบ Fig และโทนมิลค์กี้ของลูก Fig ที่ก็ยังตามมาอยู่

   4. โทนไม้หอมที่เด่นกับไม้จันทน์หอมและมีกลิ่นโปร่งๆ แบบไม้สว่างๆ ของ ISO E Super แถมหญ้าแฝกที่ให้ความ Earthy แบบไม้แห้งๆ กึ่งดินสะอาดๆ

ซึ่งทั้งหมดจะผสมผสานกันอย่างมีมิติและมีเลเยอร์สอดรับช่วงกันได้อย่างรื่นไหลมาก โดยจะยืนพื้นที่กลิ่นแนวอบอุ่นแกมแป้งนวลแล้วมีกลิ่นต่างๆ เข้ามาผสมผสานอย่างลงตัวและมีชั้นเชิง จนกลายเป็นกลิ่นแป้งไม้หอมครีมมี่ที่มีความหวานสว่างๆ แกมเขียวแทรกประปรายได้อย่างเหนือชั้นและผ่อนคลายมาก อันนี้ยอมในความหอมมากจริงๆ

การส่งต่อระหว่างช่วงกลางไปช่วงท้าย ตัวเด่นหลักเลยจะเป็นโทนไม้หอมที่จะเป็น ISO E Super ที่ให้โทนไม้ซีดาร์สว่างโปร่งๆ ที่เรียกว่าคุมสมดุลย์ได้ดีมากเพราะไม่ได้รู้สึกรบกวนกลิ่นอายธรรมชาติที่ควรจะเป็นในเนื้อกลิ่นนี้เลย (อันนี้สุคนธกรเก่งมาก) และเป็นตัวเชื่อมกับสายไม้หอมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

   1. ไม้แห้งๆ ติดเขียวสะอาดติด Smoky นิดๆ ที่เป็นลักษณะของหญ้าแฝกแบบ Haitian Vetiver

   2. กลิ่นยางไม้แกมปร่าเขียวหน่อยๆ ของสน Fir กลิ่นยางไม้มดยอบหรือ Myrrh ที่ให้โทนกึ่งไม้หอมกึ่งยาที่มาจากเนื้อไม้หน่อยๆ

   3. กลิ่นยางไม้กำยาน Styrax ที่ให้ความหวานกึ่งปร่าค่อนไปทางแอมเบอร์ กลิ่นโทนธูปผงไม้หอมอ่อนๆ คิดควันเบาๆ และสุดท้าย

   4. กลิ่นไม้จันทน์หอมที่ให้โทนครีมมี่นวลสว่าง สอดรับพอดีกับโทนแป้งครีมมี่จากช่วงกลางที่ลงมาเป็นสายสนับสนุน

โดยมีกลิ่นโทนหนังที่กลับมาให้จับต้องได้เสริมขึ้นมาแบบเหมาะสมให้ลูกเล่นในเนื้อกลิ่นหนังเบาๆ เคล้าความอบอุ่นที่มาจากกลิ่นอายของอำพันปลาวาฬ (Ambergris) ที่ให้โทนคล้ายผิวกายติดเค็มตามธรรมชาติ ทำให้เนื้อกลิ่นจะมีความเป็นโทนไม้หอมสว่างๆ มีความรื่นรมย์ และมีลูกเล่นในความสว่างทั้งโทนหวานระเรื่อ กลิ่นไม้แห้งที่ขรึมโปร่งมีความสะอาดติดเขียวนิดๆ และกลิ่นไม้หอมครีมมี่เรียบหรูที่มีลูกเล่น Smoky Incense เนียนๆ ซึ่งเรียกว่าให้เนื้อกลิ่นที่มีความหรูหราและสูงศักดิ์ในการเป็นไม้หอมที่มีหลากอารมณ์ทั้งอ่อนโยน พลิ้วไหว อะโรม่า ที่แฝงความหนักแน่นแบบไม่จงใจ ถือเป็นการปิดท้ายความเป็น Ashoka ที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน เป็นกลิ่นที่ให้ออร่าโทนสว่างนวลเสริมด้วยกลิ่นเขียวธรรมชาติเคล้าความมีระดับอย่างผ่อนคลายไม้หอมที่ให้ความรู้สึกเหมือนคนใจดีแต่มีออร่าที่สูงศักดิ์มาเลย เลยเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการ หรือทั่วๆ ไปแบบวางตัวดีหน่อย แต่ถ้าจะใส่แบบลุยๆ หรือว่าออกกำลังกายข้ามไปจะดีกว่า เนื้อกลิ่นไม่ได้ไปทางแบบนั้น ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงาน หรือเสริมออร่าความมีระดับอย่างมีชั้นเชิงจะดีที่สุด

ความทน - 8 ชม. คือพื้นฐาน และไปต่อได้อีกตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้เลย เพราะส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. กับการใช้ที่ 6 สเปรย์ เรียกว่าสร้างความประทับใจตลอดวันลามไปยังกลางคืนเลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนเปิดตัว ก่อนจะลดลงมาปานกลางที่ให้ความเป็นธรรมชาติ แล้วจะขยับขึ้นมากระจายดีอีกทีในช่วงกลาง ก่อนจะผ่อนลงไปเรื่อยตามเวลา สิ้นสุดที่ Skin Scent เมื่อผ่านไปประมาณ 8 - 10 ชม. ไปแล้ว

สรุป - ความคิดเห็นส่วนตัวในแง่การ Tribute นี่คือช่วงที่พระเจ้าอโศกมหาราชเริ่มศรัทธาในพุทธศาสนาจนไปสู่การเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งชัดเจนจริงๆ เพราะไล่เรียงจากความสว่างวาบชัดเจนในความคิด กลับมาสู่ความเป็นธรรมชาติ และพัฒนาความนวลสว่างเรืองรอง จนมีความอ่อนโยนและแข็งแกร่งในแง่ความเป็นบุคคลที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา คือ ภาพในหัวมาเป็นสเต็ปเลยในการใช้งาน แต่ถ้าไม่ได้มองในเรื่อง Tribute กลิ่นนี้คือความเป็นธรรมชาติสู่ความอ่อนโยน ความอบอุ่นที่มีระดับและมีความสูงศักดิ์ชัดเจนมาก ที่สำคัญคุณภาพเนื้อกลิ่นคือที่สุดจริงๆ ยกดาวให้ทั้งฟ้าเลยว่ายอดเยี่ยมมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://perfumesociety.org/putting-on-the-spritz-discovery-box-neela-vermeire-creations-ashoka/

 

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Fort & Manle - Suleyman Le Magnifique

Fort & Manle - Suleyman Le Magnifique

ถ้าว่ากันในเรื่องของประวัติศาสตร์โลกที่เจาะจงไปที่จักรวรรดิออตโตมัน (อิสตันบูล ประเทศตุรกี) บุคคลสำคัญที่ถือว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยคงหนีไม่พ้น “สุไลมานผู้เกรียงไกร” ที่เป็นหนึ่งในสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมันที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด และมีพระบรมราชนุภาพในหลากหลายด้านทั้งการทหาร เศรษฐกิจ กฎหมาย ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆ แม้ว่าจะมีเรื่องราวภายในเกี่ยวกับเฮอร์เรมสุลต่าน (พระชายาเอก) ของสุลต่านพระองค์นี้ที่เข้มข้นมาก ในการเป็นหนึ่งคนที่มีบทบาทแบบผู้อยู่เบื้องหลังของสุลต่านทั้งด้านการเมืองและกิจการรัฐ รวมถึงการแย่งชิงด้านการสืบราชบังลังก์ที่เรียกว่าแซ่บไม่น้อย แต่ยังไงก็ตามในยุคที่สุลต่านพระองค์นี้ครองราชย์ถือว่าเป็น “ยุคทอง” ของจักรวรรดิออตโตมันอย่างแท้จริง

และสุไลมานผู้เกรียงไกรพระองค์นี้ ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นของแบรนด์ Niche Luxury Perfume จากออสเตรเลียอย่าง Fort & Manle ที่มี Concept ในการสร้างสรรค์กลิ่นอายต่างๆ โดยมีที่มาที่ไปจากประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงเจาะจงไปที่เรื่องราวของจักรวรรดิโบราณและบุคคลสำคัญด้วย เช่นนั้น การ Tribute ทางกลิ่นให้กับสุลต่านที่ยิ่งใหญ่พระองค์นี้จะออกมาในลักษณะใด ว่ากันได้ตามนี้เลย

Suleyman Le Magnifique เปิดต้นกลิ่นมาก็ให้อารมณ์ลูกผสมของกลิ่นโทนผลไม้อย่างแอปเปิ้ลแดงที่ไม่ได้มาสายฉ่ำน้ำแอปเปิ้ล แต่มาแบบแอปเปิ้ลแดงที่เนื้อกลิ่นมีความแห้งให้ความหวานหน่อยๆ กำลังดีในวูบแรกสุด แต่ใน 2 วินาทีถัดมาอบเชยจะเข้ามาแบบเต็มตัวทำให้กลิ่นกลายเป็นโทน Spicy ที่มีความเผ็ดคมชัดเจน เพราะว่ามียางไม้อย่าง Galbanum ที่เป็นหนึ่งในตัวที่สร้างความคมและชัดในเนื้อกลิ่นแกมกลิ่นติดเขียวหน่อยๆ และมีลูกผสมของกลิ่นไม้หอมแห้งๆ ที่น่าจะเป็นหญ้าแฝกแกมกลิ่นแนว Amberwood เพราะมีกลิ่นติดไม้แห้งแกมอวลหน่อยๆ รองพื้นแบบไม่ได้ถึงกับชัดมากแต่เป็นตัวตรึงและเสริมกลิ่นให้ผู้เล่นหลักอย่างอบเชยมีความเผ็ดชัดออกมาจนกลายเป็นแอปเปิ้ลชินนามอนที่แหลมได้อย่างน่าสนใจมาก

เมื่อเริ่มจับทางได้มากขึ้นและเริ่มสัมผัสได้ชัดกว่าเดิมว่าแอปเปิ้ลชินนามอนนี่แหละที่จะเป็นแกนกลางหลักของกลิ่นและน่าจะอยู่กันยาวพอสมควรเพราะโดดเด่นชัดเจนมากแบบสายเผ็ดเครื่องเทศเลย แต่เนื้อกลิ่นจะเริ่มมีความเป็นโทนยางไม้กึ่งแอมเบอร์เข้ามาเสริมโทนสร้างความอบอุ่นในเนื้อกลิ่นแบบสมดุลย์ ไม่ได้ถึงกับอุ่นหนักเกินเหตุ ซึ่งจะจับต้องได้ถึงความเป็นไม้หอมครีมมี่หน่อยๆ ของไม้จันทน์หอมกับกลิ่นออกทางติด Smoky ไม้หอมดาร์กเย้าที่น่าจะเป็น Oud ที่ไม่ได้มาสายอวลที่มาสอดรับกับโทนไม้หอมที่เป็นตัวรองพื้นตั้งแต่ต้น เลยจะได้โทนไม้หอมติดครีมมี่แกมอวลโปร่งดึงดูดเป็นโทนเสริมที่ 1 ตามด้วยกลิ่นออกทางแอมเบอร์แกมยางไม้ที่ให้ความลุ่มลึกและสร้างโทนอบอุ่นสีทองเป็นโทนเสริมที่ 2 และมีความหอมเย้านวลระเรื่อกำลังดีมีความโรแมนติคเนียนๆ แฝงของกุหลาบเป็นโทนเสริมที่ 3 ซึ่งทั้งหมดนอกจากจะเป็นสายสนับสนุนให้กลิ่นแอปเปิ้ลชินนามอนเผ็ดเด่นอย่างมีชั้นเชิงและมีมิติเสริมที่เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาแล้ว กลิ่นดันมีความเบามากกว่าที่คิด เพราะไม่ได้มาสายปล่อยพลังหนักหน่วงแต่อย่างใด เลยอารมณ์จะอวลอ่อนๆ รอบตัวเสียมากกว่า

ในการเข้าสู่ช่วงท้ายจะเริ่มที่การเปลี่ยนแปลงตัวเอกในการเดินกลิ่นแทนนั่นคือ แอมเบอร์ แต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงมากออกจะมีความนุ่มเข้ามาเสริมของ Musk เสียด้วย เลยทำให้ได้ความอบอุ่นแบบรุมๆ กำลังดี และเนื้อกลิ่นจะมีโทนแบบคล้ายผิวกายติดเค็มอ่อนๆ ตามธรรมชาติที่น่าจะเป็น Ambergris หรืออำพันปลาวาฬมาเป็นตัวตรึงกลิ่นให้รู้สึกได้ถึงความหรูหรา + มีความสะอาดนวลที่ติดโทนแป้งหน่อยๆ ของวานิลลาที่เป็นทั้งวานิลลาในตัวของมันเองกับ Effect โทนวานิลลาติดหวานแหลมของกำยาน Benzoin ที่มีความครีมมี่ไม้จันทน์หอมเบาๆ มาร่วมด้วยและเนียนไปกับแอมเบอร์ ที่ยังมีความเป็นแอปเปิ้ลชินนามอนที่มีลูกผสมของไม้หอมในช่วงกลางเหลือให้จับต้องได้อยู่แบบปลายกลิ่น โดยจะมีกลิ่นระเรื่อมีเสน่ห์ของพิมเสนประปรายที่ให้อารมณ์ปร่าหวานอ่อนๆ ฟุ้งขึ้นมาสร้างความรื่นรมย์แบบกำลังดียามขยับเนื้อตัว เลยทำให้ช่วงท้ายจะเป็นโทนแป้งแกม Ambery Musky ที่เรื่อยๆ มาเรียงๆ กำลังดี ให้ความผ่อนคลายและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกันแบบไม่ต้องปล่อยพลังก็เอาอยู่

เหมาะสำหรับ - เนื้อกลิ่นลงไว้ว่า Unisex แต่จะค่อนไปทางผู้ชายมากกว่าราวๆ 70% เพราะความเข้มแข็งของโทน Spicy จากอบเชยนี่แหละ แต่เอาจริงๆ ผู้หญิงก็ใส่ได้ ถ้าพื้นฐานชอบกลิ่นแนว Exotic Spicy เผ็ดเด่นอะไรประมาณนี้ ซึ่งกลิ่นเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปแบบวางตัวดีหน่อย เพราะกลิ่นมันมีอารมณ์สร้างออร่ามีภูมิและมีของแบบที่ไม่ต้องโฉ่งฉ่าง แต่ถ้าจะใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายรอตั้งแต่ช่วงกลางเป็นต้นไปจะน่าสนใจที่สุด ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่แบบโรแมนติคหรือออกงานจะดีที่สุด เพราะกลิ่นไม่ได้ทรงพลังมากในการเรียกแขก แต่ถ้าคลุกวงในอยู่ใกล้ๆ อันนี้ก็อีกเรื่อง 

ความทน - กลิ่นทนราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดที่ด้อยพอสมควรเลยของน้ำหอม กับคุณภาพกลิ่นที่มีความดีงามสูงแบบนี้ แต่ถ้าสภาพผิวเอื้อมากพอในการเก็บกักน้ำหอมได้ดี ก็สามารถไปต่อได้ถึง 8 - 10 ชม. ก็ได้อยู่  

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีตอนต้น คือมีความชัดเจนมากในความเป็นแอปเปิ้ลชินนามอนที่เผ็ด Spicy เด่น ก่อนจะเริ่มเบาลงมาปานกลางราวๆ 30 นาที แล้วก็จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันแบบยาวไปจนถึงช่วงท้ายที่คงที่ในการเป็น Skin Scent ชัดเจนมาก แต่เมื่อขยับร่างกายกลิ่นก็จะดีขึ้นให้รับรู้ได้อยู่

สรุป - มองในแง่การ Tribute จากการคาดการณ์ส่วนตัว เนื้อกลิ่นให้โทนร้อนแรงพอสมควรในการเป็นสุลต่านที่เกรียงไกร และแผ่พระบรมราชานุภาพที่ชัดเจนในหลากหลายสาขาในช่วงเริ่มต้น ก่อนจะมาอิงกับคาแรคเตอร์จริงๆ ที่ในประวัติศาสตร์กึ่งตำนานได้ลงไว้ว่า ตัวสุลต่านสุไลมานเองจะดูไม่ได้แบบเป็นชายร่างบึกบึนและดูน่าเกรงขาม แต่ซ่อนความเก่งกาจที่หลากหลายเอาไว้ในรูปร่างผอมสูงผิวซีด เลยทำให้เนื้อกลิ่นมันดูเหมือนจะซ่อนรูปที่มีความหลากหลายมิติกลิ่นเสริมอย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะปิดท้ายด้วยโทนกลิ่นนุ่มนวลอวลอุ่นกำลังดีแบบผู้ชายที่นิ่งสุขุม ซึ่งถ้ามองแบบนี้เรียกว่าเข้าทางได้อยู่ แต่ถ้าไม่ได้สนใจเรื่องการ Tribute กลิ่นนี้ถือเป็นหนึ่งในโทนแอปเปิ้ลชินนามอนที่ชัดเจน แต่มีความซ่อนลึก หลากหลายอารมณ์ และนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ไม่ธรรมดาในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://fortandmanle.com/

 

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: John Varvatos - Artisan Pure

John Varvatos - Artisan Pure

ในเรื่องความโดดเด่นของขวดที่มีไม้สานหุ้มเป็นเอกลักษณ์จนใครๆ เห็นก็สะดุดตา ต้องยกให้ Jogn Varvatos เลยที่สามารถสร้างภาพจำและความประทับใจแรกพบแบบที่ยังไม่ได้จับต้องกลิ่นก็รู้สึกว่าขวดแบบนี้น่ามีไว้ครอบครองและใช้งานมาก

และถ้าพูดกันในแง่ของกลิ่น ก็ถือว่าเป็นหนึ่งน้ำหอมสาย Designer Perfume ที่ทำกลิ่นแนวสดชื่นร่วมสมัยที่เน้นความเป็นโทน Citrus กับ Herbal เด่น ทั้งยังสอดรับกับขวดแนวไม้สานได้ดีมาเสมอตั้งแต่รุ่นตั้งต้นอย่าง Artisan for Men และมีเป็นรุ่นที่ขวดเป็นเชือกสานหุ้มแทนไม้บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในตระกูลเดียวกัน จนมาถึงปี 2017 ที่ก็ได้มี Flanker ออกมาอย่าง Artisan Pure กับขวดหุ้มไม้สานสีขาวงดงาม โดยเอาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นมาจากภูเขา Xalapa ที่เม็กซิโก เช่นนั้น การสื่อสารความสดชื่นที่ Collection นี้ทำมาได้ลงตัวเสมอจะส่งต่อถึงรุ่นนี้หรือไม่ ก็ได้เวลาพิสูจน์

Artisan Pure เปิดต้นกลิ่นมาก็ให้อารมณ์กลิ่นอายโทน Citrus คลุกเคล้าเข้าด้วยกันโทน Herbal Green เลย ซึ่งจะมีลายเซ็นชัดเจนถึงรุ่นต้นตระกูลที่เน้นที่ความเป็นส้ม เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะไม่ได้มีความนวลรองพื้นและปูทางเข้าโทนสบู่เท่า แต่จะมีความคมหน่อยๆ ที่เรียกว่ามาเจอกันตรงกลางได้ลงตัวพอดีและสนับสนุนกันเป็นอย่างดี โดยฝั่ง Citrus จะมีส้มจะเป็นแกนหลักในการเดินกลิ่นที่จะออกลักษณะแบบเปรี้ยวขมอะโรม่าเด่นโดยมีลูกเอื้อนกลิ่นหวานปลายๆ นิดหน่อยเสียมากกว่า เพราะว่ามีเลมอนและมะกรูดฝรั่งมาเป็นตัวเสริมที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีความเปรี้ยวเจือขมสว่างสดชื่นชัดเจน และฝั่งเขียวจะมีกิ่งก้านส้มที่ให้ความเขียวเจือเปรี้ยวกับสมุนไพรที่เติมเต็มความปร่าหอมพอเหมาะจากใบไทม์กับออริกาโน่ เลยทำให้การเจอกันของ 2 โทนนี้ สร้างกลิ่นอายสไตล์ Cologne ที่ให้ความสดชื่นชัดเจน ซึ่งบางวูบอาจจะทำให้นึกถึงโทนกลิ่นลักษณะคล้ายกับ CK1 อยู่บ้าง แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เข้าถึงง่ายในเนื้อกลิ่นมีโทนที่ปลอดโปร่งสดชื่นเปรี้ยวเขียวปร่าหอมรวมกันเป็นหนึ่งได้ลงตัว

การเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงกลางเรียกว่าเป็นแค่ Minor Change น่าจะเข้าทางมากกว่า เพราะว่ากลิ่นในช่วงต้จะตามมาทั้งหมดไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด แต่จะเสริมความปร่าหอมและมีลูกเอื้อนความหวานเผ็ดประปรายในกลิ่นของขิง ทำให้เนื้อกลิ่นมีความหนาขึ้นอีกสเต็ป แต่ก็ยังเป็นตัวเสริมที่เป็นสายป๋าดันเสียมากกว่าให้เนื้อกลิ่นมีมิติของสาย Fresh Spicy มากขึ้นด้วย และที่จับต้องได้ทีละหน่อยนั่นก็คือกลิ่นอายโทนไม้หอมแห้งๆ อ่อนๆ ที่แฝงเข้ามาประปราย ทำให้ได้อารมณ์สะอาดและผ่อนคลายแบบไม่ซับซ้อนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งช่วงนี้จะได้โทนสว่างชัดเจนในการใช้งานโดยที่ความสดชื่นและเข้าถึงง่ายยังมาครบถ้วน แต่การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มชัดเจนหลังจากนี้ เพราะว่า

ในการเข้าสู่ช่วงท้ายจะมีโทนออกทางกึ่งแป้งกึ่งแอมเบอร์ที่ไม่ได้หนักข้นจนเข้มไป เพราะมีโทนออกทางสะอาดของ Musk มาทำให้กลิ่นมีโทนสว่างนวลอยู่ และมีกลิ่นโทนไม้หอมที่น่าจะเป็นลูกผสมของกลิ่นแนวไม้ซีดาร์หับหญ้าแฝกที่มาแบบสะอาดๆ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งโทนสมุนไพรแกมปร่าขิงในช่วงกลางจะเหลือเพียงเรื่อๆ กำลังดีแบบสายสนับสนุนให้เนื้อกลิ่นยังมีความสดชื่นให้จับต้องได้อยู่ แล้วจะมีการขยับของโทนกลิ่นจนกลายเป็นโทนแป้งไม้หอมสว่างมีความอบอุ่นอ่อนๆ แต่ปลายกลิ่นมีมิติติดสดชื่นอยู่เบาๆ และมีความสะอาดเป็นพื้นกลิ่น ถือเป็นการปิดท้ายที่สบายๆ ผ่อนคลายไม่ซับซ้อนแบบที่ยังไงก็เป็นโทนกลิ่นที่เข้าถึงแต่ง่ายและยังไงก็รอดสูงในการใช้งาน

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ต้น ขึ้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้สบายมาก เพราะเป็นกลิ่นที่สดชื่นที่ยังไงก็รอดสูงมาก และเนื้อกลิ่นไม่ได้ทั่วไป เพราะการผสมผสานทางกลิ่นคุมสมดุลย์ได้ดีและไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นโทนสังเคราะห์มาจากไหนด้วย ซึ่งครอบจักรวาลการใช้งานยามกลางวันทุกช่วงที่สะดวกเลย รวมถึงยามค่ำคืนที่เน้นการใส่เพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรีปล่อยของเรียกแขก แนะนำให้คิดใหม่ เพราะยังไงก็แพ้โทนหวานแน่นๆ ทั้งหลายแน่ๆ

ความทน - เพราะสิ่งที่เจอใน Artisan for Men รุ่นต้นตระกูลไม่ได้เด่นในเรื่องนี้ ก็เลยไม่ได้คาดหวังว่ากลิ่นจะทนมาก แต่กลับทิศกันซะงั้น เพราะ Artisan Pure อยู่บนผิวกันยาวๆ จนถึงราว 12 ชม. ได้เลย ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเฉลี่ยก็แตะ 8 ชม. ได้ไม่ยาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะผ่อนตัวลงมาเป็นปานกลางราวๆ 3 ชม. แล้วค่อยๆ ลงเป็นออร่ารอบๆ ตัวอ่อนๆ ไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 5 - 6 แล้วจะเริ่มลงเป็น Skin Scent

สรุป - เนื้อกลิ่นคุมโทนการเป็นสไตล์ Artisan ได้ดีและชัดเจนในการสร้างกลิ่นอายสดชื่นสำหรับผู้ชายที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเสน่ห์แบบไม่ต้องเยอะสิ่งในรูปแบบแนว Cologne ได้ดี และความทนดีขึ้นกว่ารุ่นต้นตระกูลมากทีเดียว ซึ่งแม้ว่าเนื้อกลิ่นอาจจะไม่ได้มาสายหวือหวาหรือดูแตกต่างมากนักกับน้ำหอมโทนสดชื่นหลายๆ กลิ่นในท้องตลาด แต่ความชัดเจนของเนื้อกลิ่นและการสร้างความสมดุลย์ที่เน้นขับเสน่ห์ตามธรรมชาติของผู้ใช้ที่ให้ความรู้สึกแบบพักผ่อนในวันฟ้าใส อันนี้แหละที่มีดีในตัวสูงเลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.johnvarvatos.com/artisan-pure-4.2-oz/A0109856-NA.html

 

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: UNUM - But Not Today


UNUM - But Not Today 

ถ้าพูดถึงหนึ่งในภาพยนตร์จิตวิทยาระทึกขวัญที่ดีที่สุดตลอดกาล แน่นอนว่าคอหนังหลายๆ คนต้องนึกถึง The Silence of the Lambs ที่ทำให้ทุกคนรู้จัก Sir Anthony Hopkins กับการเป็น Hannibal Lecter ที่ตราตรึงใจมากๆ กับความน่ากลัวผ่านรังสีอำมหิตในการเป็นฆาตกรอัจริยะที่มาช่วยเหลือตัวเอกอย่าง Clarice Starling (Jodie Foster) ในการวิเคราะห์ฆาตกรโรคจิตรายหนึ่ง ซึ่งแน่นอนซึ่งแน่นอนภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรางวัล Big 5 Oscar ในปี 1992 ทันทีทั้ง Best Picture, Best Actor, Best Actress, Best Director และ Best Adapted Screenplay

ซึ่งหนึ่งในฉากที่สำคัญมากช่วงต้นเรื่องกับการพบกันครั้งแรกของ Hannibal และ Clarice ที่เป็นฉากที่ถ้าดูเผินๆ อารมณ์เป็นการพูดคุยกัน แต่รังสีความน่ากลัว ความนิ่ง และความฉลาดเฉลียวที่สื่อสารทางคำพูดที่มีจิตวิทยาและชั้นเชิงนั้นไม่ธรรมดาอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อ Hannibal สูดอากาศแล้วบอกถึงพฤติกรรมของ Clarice ว่า “You use Evian skin cream, and sometimes you wear L'Air du Temps*, but not today” (*น้ำหอมรุ่นดังมากของ Nina Ricci) ซึ่งอันนี้ไม่ธรรมดา บ่งบอกถึงจิตวิทยาการหยั่งรู้คู่สนทนาผ่านกลิ่นที่สร้างความน่าเกรงขามมาก และประโยคนี้และสถานการณ์ในฉากนี้แหละที่เป็นที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์น้ำหอมของ Filippo Sorcinelli ศิลปินสายศิลปะในส่วนของแบรนด์ UNUM ที่ดึงเอาความเป็น Hannibal และ Clarice มาผสมผสานกันสื่อสารถึงสถานการณ์ในฉากนั้น ซึ่งกลิ่นจะเล่าออกมาอย่างไร ก็ถอดออกมาได้ตามนี้เลย

But Not Today เปิดต้นกลิ่นมาก็ทำเอาอึ้งไปเลย เพราะมันเป็นกลิ่นโทนหนังติดเปียกตุ่นๆ กับกลิ่นออกทางคล้ายเลือดที่มีลูกโทนเมทัลลิคความเฝื่อน ซึ่งรวมๆ กันอารมณ์แบบหนังที่ชุ่มด้วยเลือด แบบที่สร้างความรู้สึกอึดอัดก็ได้ รู้สึกเอ๋อไปเลยก็ดี และรู้สึกแบบว่าอะไรกันเนี่ยก็ด้วย ซึ่งเมื่อกลับไปมองที่มาที่ไปของการสร้างสรรค์กลิ่น มันก็ใช่มันคือความรู้สึกของการมาเจอกันเพื่อขอคำปรึกษาระหว่าง 2 ตัวเอกเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่ง ที่มันมีความแปลกแยก ความอึดอัด ความพยายามที่จะจูนเพื่อให้ได้ตามสิ่งที่ต้องการ ความอำมหิตแบบนิ่งที่ส่งออกมาแบบว่า Hannibal เป็นคนที่ไม่ธรรมดา เพราะมือเปื้อนเลือดมานักต่อนัก ซึ่งช่วงเปิดนี่แหละที่เรียกเอาความรู้สึกแบบ Triller ออกมาได้ชัดเจนมาก

การเข้าสู่ช่วงกลางเปรียบเสมือนเป็นการแบ่งภาคที่ชัดเจนมากระหว่างสาย Animalic กับสาย Floral โดยเนื้อกลิ่นจะตีคู่กันไป และใช่เลยเห็นภาพตามเนื้อเรื่องที่เป็นการนั่งคุยกันระหว่างคน 2 คน ที่มีกระจกคั่นกลางอยู่ ฝั่งนึงจะเป็นโทนสาบหนังกับสาบสัตว์ที่ไม่ได้ถึงกับอำมหิตปล่อยความดิบมาจากไหน แต่ออกแนวให้ความรู้สึกแบบเป็นโทนสาบที่มีการเกลาและกดทับไม่ได้แสดงอาการออกมาอย่างเต็มที่มากกว่า คือ มันก็มีโทนที่ดูข่มอยู่บ้างแต่ก็ไม่ดูกระโชกโฮกฮากเกินไป อารมณ์แบบซุ่มรอจังหวะแบบมีชั้นเชิงอะไรประมาณนี้ ส่วนฝั่ง Floral อันนี้จะเสมอโทน Animalic อยู่พอสมควรเพียงแต่จะไม่ได้ออกแนวตีคู่ ค่อนข้างจะแผ่วกว่าหน่อย สิ่งที่เด่นเลยจริงๆ คือ คาร์เนชั่นที่จะให้ความเป็นโทนปร่าแกมเขียวอ่อนๆ เข้าทางโทนแป้งเพราะมีไอริสมาเสริมนิดๆ แต่จะมีลูกเอื้อนเป็นโทนครีมมี่ดอกไม้ขาวหน่อยๆ ที่ได้วูบของมะลิที่หวานแว๊กซ์นิดๆ ซึ่งน่าจะเป็นลิลลี่ อารมณ์กลิ่นภาพรวมเลยจะแบ่งภาคชัดเจนของ 2 ฝั่ง แต่ฝั่ง Animalic หรือเทียบได้ง่ายๆ ว่า Hannibal จะเด่นกว่า เพราะมีลักษณะแบบคุมเกมพอสมควร แต่ก็ยังมีความปราณีอยู่แบบที่สัตว์ร้ายเห็นลูกแกะแบบใสๆ เลยจ้องดูแบบไม่วางตาและทำทีมีอารีด้วย เพื่อปล่อยให้ลูกแกะมีชีวิตไปก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลังประมาณนั้น

เมื่อโทน Animalic เริ่มจะลดน้อยถอยลง และความเป็นโทน Floral ออกทางดอกไม้ขาวจะเริ่มมีความนวลแกมสะอาดมากขึ้นและมีโทน Musky มาเสริม + โทนเมทัลลิคในช่วงต้นก็ได้กลับมาแบบเบาๆ อีกครั้ง หลังจากโดนกลบไปพักนึง ก็จะเป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัว ซึ่งจะเริ่มมีโทนกลิ่นที่เป็นกลิ่นไม้หอมติดดาร์กหน่อยๆ ที่จับต้องได้ว่าน่าจะเป็นกลิ่นแนวไม้ซีดาร์หรือสารหอมอย่าง ISO E Super ติดโทนคล้ายหญ้าแฝกเล็กๆ ที่สอดรับพอดีกับ Oak Moss ที่เป็นตัวเสริมสร้างความดาร์กน่าค้นหาติดกรุยกรายเล็กๆ ในเนื้อกลิ่น ทำให้มีความแปลกใจสูงมากเพราะว่ากลิ่นไม่ได้โหดเลย มีความมินิมัลที่แฝงลูกเล่นติดโทนแป้งอ่อนๆ กึ่งไม้หอมที่มีความดาร์กเนียนรวมอยู่ ซึ่งถ้าเอาตามความเข้าใจกับเนื้อเรื่อง การคุยกันเป็นนิมิตรหมายที่ดีและเป็นการเข้ากันได้อย่างดีความอารีของ Hannibal เลยมีให้กับ Clarice มากขึ้นแบบไม่ใช่เชิงชู้สาว เนื้อกลิ่นเลยมีความผ่อนคลายลงมา โดยที่ยังมีความนิ่งในเนื้อกลิ่นที่ให้ความรู้สึกน่าค้นหาเนียนๆ อยู่บ้างแนวๆ นั้น ปิดท้ายการเป็น But Not Today บนผิวกันไปเรื่อยๆ นั่นเอง

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่พื้นฐานการใช้น้ำหอมต้องผ่านน้ำหอมกลิ่นแนว Niche Perfume หรือ Indie Art Perfume รวมถึงรับได้กับกลิ่นอายโทน Animalic ได้จะเรียนรู้กลิ่นนี้ได้ไวมากขึ้น ซึ่งแน่นอนไม่ได้ใช้งานได้ง่ายและไม่ได้ Nice นัก จึงเหมาะกับบางสถานการณ์ยามกลางวันแบบทั่วๆ ไป ที่เน้นความแปลก ความเก๋ และความไม่เหมือนใครเสียมากกว่าที่จะไพล่ไปทางการ รวมถึงตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายไปได้เลย ส่วนยามค่ำคืนก็พอใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์​ เพราะเนื้อกลิ่นมีโทน Animalic ติดสาบอาจจะทำให้คนรอบข้างที่ได้รับกลิ่นเกิดความรู้สึกน่าค้นหา ซึ่งก็พอไปในทาง Sexy Dirty ได้บ้างถ้าไม่คิดอะไรหรือไพล่ไปเทียบกับภาพยนตร์เรื่องนี้

ความทน - อันนี้ยาวไปได้เลยที่ราวๆ 12 - 15 ชม. เพราะว่าความเข้มข้นสูงมากในการเป็น Pure Perfume แบบว่าติดทนกันยาวๆ ได้เลย

การกระจาย - ช่วงเปิดคือกระจายดีทำเอาสตันไปเลย อารมณ์โชกเลือดมาแบบชัดเจน แล้วจะผ่อนลงมากระจายแบบปานกลางไปเรื่อยๆ แบบที่เราจะได้กลิ่นสาบ Animalic ตีคู่กับกลิ่นโทน Floral แล้วจะแผ่วลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัวเอาเมื่อผ่านไปซัก 4 - 6 ชม. พอเลย 8 ชม. ไปแล้วก็ Skin Scent กันยาวๆ ไป

สรุป - งานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจและไม่เหมือนใครในการดึงเอาสถานการณ์ที่ค่อนข้างมีความแปลกแยกและความตึงเครียดไม่น่าไว้วางใจมาเล่นได้ดี สื่อสารถึงความเป็น Triller ได้อย่างเหมาะสม ก่อนจะส่งต่อมาสู่กลิ่นอายที่มินิมัลเพราะจูนกันติด ถือว่าทำให้เรามีอารมณ์ร่วมกับฉากนี้ในภาพยนตร์ได้มากขึ้นนอกเหนือจากการดูและฟัง แต่ถ้าไม่ได้สนใจในเรื่องภาพยนตร์ กลิ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งที่มีความแปลกมาก อย่างน้อยตั้งรับช่วงต้นกับกลางได้ในครั้งแรกๆ ที่ใช้ ครั้งต่อๆ ไปคือความเก๋และไม่เหมือนใครแกมมีรังสีอำมหิตเนียนๆ สู่ความเมตตาแบบที่ก็ยังไม่ได้น่าไว้ใจได้เกินร้อยก็จะมาเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ทางกลิ่นให้กับผู้ใช้ได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://noseparis.com/en/but-not-today

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Hugo Boss - Boss Sport

Hugo Boss - Boss Sport

การสร้างสรรค์น้ำหอมชายที่มีพ่วงท้ายรุ่นว่า Sport ในแต่ละยุค ใช่ว่าแม้จะมีความสดชื่นเป็นแกนหลักในการนำเสนอกลิ่นก็จริง แต่ในความสดชื่นนั้นกลับแตกต่างกันไปอย่างชัดเจนมาก เช่น ถ้าตีความในยุค 80 ก็จะเป็นสดชื่นแบบสไตล์เขียวสมุนไพร + Oakmoss แต่ถ้าเป็นยุค 90 ก็จะเข้าสู่ช่วงของโทนสะอาดกึ่ง Aquatic และพอมาในยุค 2000 ก็จะเริ่มเป็นโทน Citrus กึ่ง Aquatic และถ้าเป็นช่วงปี 2010 ถึงปัจจุบันก็จะเริ่มมีความอวลแกม Spicy เข้ามาสร้างเสน่ห์ในความเป็นโทน Sport มากขึ้น ซึ่งก็จากที่ผ่านๆ มาแทบไม่เคยได้ไปจับต้องกลิ่นอายโทน Sport ในช่วงยุค 80 มาก่อนเลย

และเมื่อค้นไปค้นมาก็ได้เจอสิ่งที่เก็บไว้ เพราะเคยได้น้ำหอมโทน Sport ในยุค 80 มาอยู่ 1 ขวดกับฝีมือการสร้างสรรค์กลิ่นโดย Hugo Boss ในยุคนั้นกับขวดเดียวฝาแดง (หรือจะฝาสีอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามการผลิตในแต่ละช่วง) อย่างรุ่น Boss Sport เช่นนั้นได้เวลามาเรียนรู้กลิ่นกันหน่อยแล้วว่าจะให้เนื้อกลิ่นรและอารมณ์กลิ่นสื่อถึงความ Sport ของยุค 80 ออกมาอย่างไรบ้าง และต่อจากนี้คือคำตอบ

Boss Sport เปิดตัวมาได้เกินคาดมากกับการนำเสนอกลิ่นอายโทนเขียวต่างมิติความหอมแต่ยืนพื้นในความเป็นสมุนไพรที่ให้ความเขียวแห้งๆ เป็นเมนหลัก ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้ดอกดาวเรืองที่จะให้โทนเฝื่อนเขียวติดออกทางแห้งๆ ชัดเจนออกมาก่อนเพื่อนเลย แล้วจะสัมผัสได้ถึงโทนเขียวขมๆ ของโกฐจุฬาหรือ Wormwood ที่มาเสริมให้มีมิติของความเขียวมีมากกว่าความเป็นสมุนไพรแห้งๆ เสริมด้วยความปร่าเขียวของจูนิเปอร์เบอร์รี่ที่ให้ความปร่าเขียวกำลังดี แกมสอดแทรกด้วยความเป็นโทน Citrus ที่ค่อนไปทางขมของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ซึ่งกลิ่นมีความสดชื่นแบบเขียวแห้งขมแกมชื้นอ่อนๆ ที่มีความปร่าฟุ้งกำลังดีมีเสน่ห์ก็จริง แต่ก็จะเริ่มจับความเป็นสมุนไพรแห้งๆ ที่มีลูกโทนสะอาดแต่ไม่ถึงกับนวลจัดๆ ของลาเวนเดอร์ที่มี Oak Moss ให้ความเขียวเข้มผสานอยู่ทำให้เป็นสายสมุนไพรมากกว่าจะเป็นสายนุ่มสะอาดเข้ามาสอดรับเป็นพื้นกลิ่นอีก เลยทำให้ช่วงต้นเป็นโทนเขียวสมุนไพรต่างเลเยอร์ที่ผสมผสานกันได้อย่างดีและมีความเป็นธรรมชาติมาก สมกับเป็นน้ำหอมยุคเก่าที่คุณภาพกลิ่นยังเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้สารสังเคราะห์ในปัจจุบัน

ในการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะเข้าช่วงกลาง จะเริ่มสัมผัสกลิ่นอายติดเขียวปร่าหน่อยๆ กึ่งดอกไม้ และมีกลิ่นสมุนไพรที่เป็นโทนเขียวแกมหวานนิดๆ ของแทรากอนเข้ามาผสมมากขึ้น และแอบจับต้องได้ถึงกลิ่นคล้าย Stem เขียวๆ แกมกลิ่นน้ำในแจกันกุหลาบที่เป็นลักษณะเด่นของเจอราเนียมเข้ามาเสริมด้วย เรียกว่ามิติโทนเขียวมีความซับซ้อนมากขึ้น และเบลนด์กันได้อย่างลงตัวกับกลิ่นในช่วงต้นที่ตามมาทั้งหมดในการเข้าสู่ช่วงกลาง โดยจะมีเนื้อกลิ่นโทนอื่นๆ มากกว่าโทนเขียวเข้ามาเสริมอย่างสายดอกไม้ต่างๆ ที่มาแบบไม่หนักไม่แย่งซีน ออกแนวเป็นสายเกลากลิ่นให้ลงตัวมากขึ้น ซึ่งจะจับได้ชัดๆ เลยคือกุหลาบ และความปร่าเขียวกึ่งดอกไม้ก็ชัดเจนเลยว่าเป็นคาร์เนชั่น รวมถึงแน่นอนว่าลาเวนเดอร์ก็ยังตามมาแต่คราวนี้จะให้ลูกผสมที่เป็นทั้งแนวสมุนไพรแห้งก็ได้และมีความอบอุ่นหน่อยๆ แบบแอมเบอร์เล็กๆ ซึ่งน่าจะมาจากตัว Clary Sage ที่เป็นกลิ่นลักษณะนี้ แต่ทั้งหมดยังคุมโทนความเขียวได้มีเสน่ห์และมีความเท่ห์แบบ Retro กำลังดีเลย

และเมื่อเริ่มจับต้องได้ว่า Oak Moss เริ่มกลายเป็นตัวหลักในการเดินกลิ่น และมีโทนไม้หอมกับกลิ่น Musk แบบติด Animalic นิดๆ เสริมเข้ามา และมีกลิ่นพิมเสนปร่าระเรื่อคลออยู่ให้รู้สึกได้มาร่วมด้วย กลิ่นก็เริ่มเดินเครื่องเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัว โดยที่โทนเขียวจะเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ เหลืองคงค้างไว้ 2 ความรู้สึกคือ ความเขียวเข้มกึ่งหมึกเท่ห์ๆ ของ Oak Moss และความเขียวอ่อนๆ แบบ Mix รวมเป็นปลายกลิ่นจากช่วงกลาง แต่พื้นฐานกลิ่นที่เหลือคือเปลี่ยนไปทั้งหมด เพราะจะเป็นโทนลูกผสมระหว่างไม้หอม Musk และแอมเบอร์ ที่ให้ความอบอุ่นกึ่ง Dirty นิดๆ เพราะ Musk มีโทน Animalic หน่อยๆ และกลิ่นไม้หอมต่างๆ ก็จะมีความแห้งๆ เริ่มจากหญ้าแฝก + ไม้ซีดาร์ที่เป็นโทนไม้แห้ง 2 ผสาน เสริมด้วยจันทน์หอมที่มีโทนเหมือนครีมมี่เล็กๆ + ปร่าพิมเสน ทำให้ฝั่งไม้หอมจะได้ความกลางๆ กำลังดีมีความสะอาด รวมถึงมีความอบอุ่นจากแอมเบอร์ที่มีความแปร่งยางไม้มากกว่าจะเป็นวานิลลา เลยทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนหยินหยางกำลังดีได้ทั้งความสะอาดติด Dirty น่าค้นหาเข้ามาร่วมด้วย โดยชัดเจนกับกลิ่นอายโทนแมนๆ คูลและเท่ห์ในสไตล์ Retro ที่เหนือกาลเวลา

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใช้งานได้แล้ว เนื้อกลิ่นจะให้ทั้งอารมณ์แบบเขียวแห้งๆ ธรรมชาติเข้มชัดที่ร่วมสมัย และแบ่งเค้กกับกลิ่นสไตล์ Classic ได้กำลังดี เลยเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ลามไปกิจกรรมลุยๆ ก็ยังได้ เพราะโทนเขียวเอื้อกับสาย Activity รวมถึงมีความ Sport อยู่แล้ว รวมถึงใส่ช่วงเย็นหรือค่ำคืนได้สบายมาก เพียงแต่อาจจะไม่ได้มาสายอวลจัดหนักแบบน้ำหอมในช่วงปี 2020 ซักเท่าไหร่

ความทน - อันนี้ยอมให้เขาเลย ที่เจอสูงสุดคือ 15 ชม. แต่ถ้ามองที่ค่าเฉลี่ยยังไงก็ผ่าน 8 ชม. ได้สบายมาก

การกระจาย - ดีตั้งแต่เริ่มต้น และเสมอต้นเสมอปลายมากในการกระจายดีที่ยาวไปจนถึงต้นๆ ช่วงท้ายเลย แล้วจะค่อยๆ แผ่วลงตามลำดับจนสุดที่ Skin Scent เอาเมื่อผ่านไปซัก 8 ชม. ไปแล้ว 

สรุป - ซึ่งถ้าคุณใช้งาน CK Eternity for Men EDT ได้ ตัวนี้คือ Advance ในการเข้าโทนเขียวที่เข้มชัดกว่า สมุนไพรกว่า และมีความ Retro กว่า โดยที่มีความเป็นธรรมชาติในเนื้อกลิ่นของส่วนผสมสูงมาก ซึ่งถือว่าเป็นกลิ่นเหนือกาลเวลาของ Hugo Boss อีกหนึ่งกลิ่นที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างลงตัว ได้อารมณ์ The Guy Next Door ยุค 80 เท่ห์ๆ มีเสน่ห์ ซึ่งถ้าจะมีปัญหาอะไรกับน้ำหอมตัวนี้ ก็จะมีแค่ปัญหาเดียวนั่นคือ “จะไปหาจากไหนได้อีก เพราะเลิกผลิตไปนานมากแล้ว” นี่แหละ ที่เป็นปัญหาใหญ่

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumo.net/Perfumes/Hugo_Boss/Boss_Sport_Eau_de_Toilette

 

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Bottega Veneta - Illusione for Him

Bottega Veneta - Illusione for Him

หลังจากที่ Bottega Veneta ได้สร้างสรรค์ Collection น้ำหอมผู้ชายที่ตรงไปตรงมาอย่าง Bottega Veneta pour Homme จนได้รับความนิยมสูงมากกับกลิ่นอายที่คาบเกี่ยวทั้งความเป็นผู้ชายสไตล์ Classic ก็ได้ แต่มีความสมาร์ทแบบสาย Modern ทันสมัยควบคู่ไปด้วยกับการนำเสนอกลิ่นอายหนังและสนไพน์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ปี 2013 และก็มีการต่อยอดไปเรื่อยๆ ทั้งแบบ Extreme –> Essence Aromatic (Cologne) –> Parfum ที่เป็นรุ่นสุดท้ายในปี 2017 แล้วปิด Job ไม่ได้มีการต่อยอดอีก จนเริ่มมีข่าวเลิกผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วแบบนี้จะมีตัวไหนมารับช่วงต่อหรือว่าจะจบลงเพียงเท่านี้

แต่ในปี 2019 แบรนด์ก็ได้เปิดตัวน้ำหอมแบบแพ็คคู่ชายหญิงออกมา กับการนำเสนอ Concept ที่ออกแนวกึ่งๆ แฟนตาซีอยู่บ้างอย่าง Illusione เพราะว่าเป็นการดึงเอาความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ระหว่างความฝันกับความเป็นจริงอะไรประมาณนั้น ซึ่งตัดเรื่องที่มาในการสร้างสรรค์น้ำหอมออกไป มาสนใจกันดีกว่าว่าการนำเสนอทางกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่แบรนด์จะให้เป็นเสมือนตัวเอกใหม่หรือตัวเอกควบคู่กับรุ่น pour Homme จะเป็นอย่างไร สิ่งที่ได้ก็เป็นเช่นนี้เลย  

Illusione for Him เปิดตัวมาได้ชัดเจนมากว่าแกนหลักของกลิ่นคือกลิ่นยางไม้สนที่มีความเขียวปร่าแกมสะอาดเคล้ากลิ่นไม้ติดปร่าขรึมหน่อยๆ เป็นฉากหลัง แต่จะมีโทน Citrus เป็นตัวฉาบหน้ากลิ่นกันก่อนอย่างโทน Citrus ที่จะไม่ได้ มีความเปรี้ยวนำ แต่เป็นความเป็นกลิ่นออกทางกึ่งส้มใสๆ ที่มีความหอมเฉพาะของส้มขม + กับกลิ่นออกคล้ายน้ำเลมอนที่มีความฉ่ำหอมแบบตัดลดทอนความเปรี้ยวแหลมออกไป จนเหลืออารมณ์เปรี้ยวหอมอ่อนๆ แกมขมเจือหวานปลายกลิ่น โดยแอบมีความรู้สึกแบบโทนสมุนไพรหน่อยๆ ที่มีความปร่าเกือบจะเข้าโทนมินต์แต่มีความเขียวระเรื่อกำลังดีของโรสแมรี่นิดๆ มาทำให้เนื้อกลิ่นมีความสมดุลย์พอดี ไม่เปรี้ยวสดชื่นจ๋าเกินไป ไม่ใสเบาโหวงเกินไป เป็นเลเยอร์กลิ่นจากสดชื่นซ้อนความปร่าหอม ตามด้วยมิติความเป็นโทนยางสนเขียวปร่าแกมไม้แห้งติดขมที่ให้ความแมนๆ แบบธรรมชาติ ไม่จงใจ ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์สไตล์นิ่งๆ สดชื่นได้ดีเลยทีเดียว

เมื่อกลิ่นเข้าช่วงกลาง เหล่าสายสดชื่นอย่าง Citrus ทั้งหลายเริ่มลดทอนตัวเองลงไปเป็นสายสนับสนุนที่ให้ลูกเอื้อนทางกลิ่นที่มีความสดชื่นประปราย แล้วให้กลิ่นหลักอย่างโทนยางสนและไม้หอมที่มีความปร่าสมุนไพรเข้ามาเสริม จนทำให้เนื้อกลิ่นมีลักษณะโทนกลิ่นแบบป่าสนที่มีสน Fir เป็นตัวหลัก ซึ่งมีความเป็นโทนเขียวอะโรม่าแกมปร่าที่มีความหวานเนียนๆ แฝง โดยจะมีโทนไม้หอมติดปร่าขรึมๆ ของไม้ซีดาร์ที่มีความโปร่งปร่าขรึมเข้ามาทำให้กลิ่นมีความอวลมากขึ้น และแอบมีกลิ่นออกทางสนอื่นๆ เข้ามาเสริมหน่อยๆ เลยทำให้ได้ลูกเอื้อนแบบสนไพน์ติดเขียวนิดๆ มีความสะอาดแบบสนไซเปรสเบาๆ ผสมรวมอยู่ด้วย ที่สำคัญมีความรู้สึกกึ่งกลางหยินหยางระหว่างความเป็นโทนเย็นๆ แบบบรรยากาศ ก่อนจะตามด้วยโทนอวลติดอบอุ่นที่มีความปร่าหวานแกมสะอาดกึ่งสบู่ และมีความรู้สึกว่าต้องมีกลิ่นแนวสารหอมอย่าง Ambroxan อยู่ด้วยเป็นแน่ เพราะมันจับลูกผสมระหว่างความอบอุ่นและไม้หอมได้ชัดพอสมควร แต่กลิ่นก็จะไม่ได้เล่นใหญ่เล่นโตอะไร เน้นให้ความอวลแบบเรื่อยๆ ค่อนไปทางมินิมัลแบบเรียบหรูแบบผู้ชายนิ่งๆ ทันสมัย ที่มีความเท่ห์ก็ได้ ผ่อนคลายก็ดีในเวลาเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงของเนื้อกลิ่นเมื่อเริ่มลดทอนความอวลลงมา และโทนแบบคล้ายสบู่เริ่มเบาลงไป + กับ Citrus ทั้งหมดได้โบกมือลาไปแล้ว โดยจะมีกลิ่นสน Fir อ่อนๆ เป็นปลายกลิ่นสนับสนุนให้โทนไม้หอมอย่างไม้ซีดาร์ค่อนข้างชัดเจนและเป็นโทนเด่นเต็มตัว ซึ่งตอนนี้ก็เต็มๆ เลยว่ามีกลิ่นสารหอมอย่าง Ambroxan รวมอยู่ด้วย เพราะเนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนอบอุ่นแบบผิวกายรุมๆ นวลๆ แกมไม้แห้งๆ ที่เป็นตัวเสริมให้กลิ่นมีความอวลแบบกำลังดี และมีกลิ่นหญ้าแฝกที่ให้ความเป็นกึ่งไม้แห้งๆ กึ่งถั่วที่มีความ Smoky หน่อยๆ ซึ่งถือว่าช่วงท้ายจะเป็นสไตล์มินิมัลที่ยืนพื้นกับการเป็นโทนไม้หอมเป็นหลัก ให้ความเป็นสุภาพบุรุษแบบที่มีความทันสมัย ไม่เยอะสิ่ง แต่มีเสน่ห์และมีความเท่ห์ Cool กำลังดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่แผ่ไพศาลก็เอาอยู่ได้สบายๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้สบายมาก เนื้อกลิ่นเป็นสไตล์ Daily Use กันอย่างตรงไปตรงมา เลยเหมาะกับการใช้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย รวมถึงใส่ออกกำลังกายก็ได้อยู่ เพียงแต่ถ้ารอให้ผ่านช่วงกลางไปก่อนน่าจะลงตัวกว่า ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงานหรือทั่วๆ ไปจะลงตัวมาก เพราะกลิ่นมีระดับอยู่แล้วรวมถึงไม่เหมือนใคร แต่ถ้าใส่เพื่อไปท่องราตรี ก็จะกริบมากหน่อยเพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังจัดจ้านประมาณนั้น 

ความทน - กลิ่นทนราวๆ 8 ชม. ที่ถือเป็นค่าเฉลี่ยที่กำลังดีเลย อาจจะมีบวกลบบ้างก็ว่ากันตามสภาพผิวกายผู้ใช้และจำนวนสเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในตอนต้น แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นกระจายดีแบบอวลๆ ขึ้นมาเลยในช่วงกลาง พอผ่านไปซักราวๆ 4 ชม. ก็จะเริ่มผ่อนตัวลงมาตามลำดับ จนเป็นออร่าเบาๆ กึ่ง Skin Scent ไปจนถึงราวๆ 8 ชม. ที่เหลือก็ Skin Scent กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

สรุป - เป็นการก้าวเข้าสู่การเป็นน้ำหอมผู้ชายที่มีความ Modern เป็นหลักและจับตลาดผู้ใช้ที่หลากหลายมากขึ้นด้วย โดยที่ไม่ได้มีโทนหนังที่เป็นพระเอกหลักในการเป็นสายแฟชั่นของแบรนด์มาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบ เพียงแต่เอาความเป็นสน Fir หรือต้น Christmas มาเป็นตัวเดินกลิ่น โดยเน้นกลิ่นอายสบายๆ แต่มีความเรียบหรูแกมเท่ห์ที่ไม่โฉ่งฉ่าง และมีเสน่ห์ในโทนมินิมัลยืนพื้นที่กลิ่นสนที่มีความสดชื่นและสะอาด แฝงด้วยความลุ่มลึกสไตล์สุภาพบุรุษนิ่งๆ ที่ไม่ธรรมดาเลย ต้องยอมเขาล่ะว่าแบรนด์วางตำแหน่งของกลิ่นที่แตกต่างจากรุ่น pour Homme โดยมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นลำดับ และมีทิศทางการสร้างสรรค์กลิ่นที่น่าสนใจให้ครอบคลุมการใช้งานของน้ำหอมชายได้ดีเลยทีเดียว 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/news/Bottega-Veneta-Illusione-12309.html

 

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2565

Review: Shanghai Tang - Black Iris for Men

Shanghai Tang - Black Iris for Men

ยอมรับอย่างนึงเลยว่า ช่วงที่แบรนด์ Shanghai Tang ทำการตลาดระดับโลกในสายแฟชั่นกับการประยุกต์เอาความเป็น Chinese Traditional มา Mix & Match กับแฟชั่นสาย Modern และมีพ่วงในเรื่องการทำน้ำหอมเข้ามาร่วมด้วยนั้น ออกแนวจะผลัดวันประกันพรุ่งว่า “เดี๋ยวก่อน ไว้ค่อยว่ากัน” อยู่ตลอด จนเมื่อมารู้ภายหลังว่าแบรนด์หยุดทำการตลาดระดับโลก เปลี่ยนมาเจาะที่ตลาดเดิมคือภายในประเทศจีน ทำให้น้ำหอมเองก็หยุดไปด้วยโดยปริยาย กลายเป็นว่าตามเก็บไม่ทันและเป็นของ Rare Items ไปในทันที จากที่บอกว่าเดี๋ยวก่อนเลยกลายเป็น “อ้าว หาไม่ได้ล่ะสิทีนี้ รู้ตัวเมื่อสายไปเสียแล้ว”

แต่อย่างน้อยก็ยังพยายามต่อในการหาเข้ามาเพื่อเติมเต็มการเรียนรู้ทางกลิ่น จนได้น้ำหอมฝั่งผู้หญิงอย่าง Oriental Pearl ที่มีความหรูหราสไตล์เอเชียอินเตอร์กับการเล่นโทนพิมเสนและแอมเบอร์แบบไม่โฉ่งฉ่างแต่คมคายมาเป็นรุ่นแรกก่อน (ที่ได้ผ่านการเล่ากลิ่นไปแล้วก่อนหน้านี้) และก็ตามมาในไม่นานกับน้ำหอมผู้ชายที่ถือว่าเป็นรุ่นท้ายๆ ในการผลิตออกมาวางจำหน่ายในระดับโลกอย่าง Black Iris for Men (ส่วนที่เหลือที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัส ก็ว่ากันตามวาสนาว่าจะได้เจอกันหรือไม่) เช่นนั้นก็ต้องมาว่ากันในฝั่งน้ำหอมผู้ชายบ้างว่าการสื่อสารทางกลิ่นจะออกมาในรูปแบบใด และผลที่ได้ คือ 

Black Iris for Men เปิดต้นกลิ่นมาก็มีความเป็นสไตล์ Modern สูงมาก เพราะตัวหลักอย่างหนังและไอริสจะเป็นศูนย์กลางของกลิ่นตั้งแต่เริ่มต้นเลย แต่จะมีกลิ่นที่ให้โทนออกทางน่าค้นหาค่อนไปทาง Bad Boy นิ่งๆ อวลๆ หน่อยๆ มาเป็นตัวเรียกแขกก่อน ซึ่งจะมีความเป็นโทน Spicy หวานเย้าแนวเดียวกับเม็ดกระวานแท็คทีมกับโทน Citrus ที่ติดขม เสริมด้วยกลิ่นออกทางคล้ายแอมเบอร์ลึกๆ แบบไม่ได้หนักหน่วงมาก ซึ่ง 3 โทนนี้พอรวมกันจะได้โทนออกทางแมนแฮนซั่มเย้ายวนออกทางร้ายๆ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่มาทำให้เนื้อกลิ่นไม่ได้ไปสาย Bad Boy เลยคือ เม็ดจันทน์เทศ ที่เรียกว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลเลย เพราะเป็นโทนหลักที่มาเกลากลิ่นทั้งหมดให้กลมมากถึงมากที่สุด ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นโทน Spicy ที่สมดุลย์มากปรับโทนให้กลายเป็นโทนออกทางสุภาพบุรุษในชุดสมาร์ทสีดำและมีลูกเล่นสไตล์แบบเอเชียที่ไม่ได้เน้นเล่นใหญ่แต่มาแบบหล่อนิ่ง ที่ทุกอย่างฉาบความเป็นหนังและไอริสที่เป็นเสมือนตัวรองพื้นในช่วงต้นให้มีความน่าค้นหาไปอีก มาแบบสไตล์ Issey Miyake กลุ่ม Nuit d’Issey แต่ไม่ได้เข้มเท่าและไพล่ไปทางเยือกเย็นเสียมากกว่า

เมื่อกลิ่นไอริสเริ่มที่จะเป็นตัวเทคโอเวอร์ ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงกลาง ที่จะเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าเนื้อกลิ่นจะมีโทนแป้งที่ติดแป้งฝุ่นสไตล์ไอริสและมีความอับทึบแบบกึ่งแป้งเนื้อเนยหน่อยๆ ที่เป็นลักษณะของหัวเหง้าออริสที่มาเสริมให้ความเป็นโทนแป้งทึบให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยมีโทนหนังที่ติดเข้มหน่อย แต่ไม่ได้ไปสาย Animalic ที่มีโทนสาบมาเสริม อารมณ์แผ่นหนังสีดำหรือสีเข้มมาทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็น Black Iris สมชื่อมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะว่าโทนกลิ่นในช่วงต้นความ Spicy กลมๆ กับการเป็นเม็ดจันทน์เทศยังคงตามมาให้ความเผ็ดติดปร่าเจือค่อนไปทางไม้หอมขรึมๆ แกมกลิ่นอบอุ่นเย้าหน่อยๆ ของเครื่องเทศหวานเย้าเล็กๆ ผสมกับแอมเบอร์เข้ามาด้วย เลยทำให้ช่วงกลางกลายเป็นโทนนิ่งที่มีเสน่ห์แบบติดดาร์กแบบกำลังดี ไม่หนัก คุมโทนการเป็นสุภาพบุรุษในชุดดำแบบสายสมาร์ทได้ดีและมีเสน่ห์ในความมาดแมนแบบลงตัว

ช่วงท้ายจะมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อไอริสเริ่มลดทอนบทบาทลงให้หนังเด่นขึ้นมาและมีความ Animalic หน่อยๆ เข้ามาแทนที่ แต่เนื้อกลิ่นจะมีความอบอุ่นของโทนแอมเบอร์ที่ติดแปร่งยางไม้แกมหวานเข้ามาเสริม + โทนแป้งยังมีอยู่เย้าๆ ให้มีเสน่ห์ดึงดูดและมีความลึกลับมากขึ้น ง่ายๆ คือเสริมความร้ายน่าค้นหาให้กลิ่นเข้ามาเพิ่มประมาณนั้น แต่ก็ไม่ได้จงใจและโฉ่งฉ่าง เพราะว่ากลิ่นโทนไม้ซีดาร์ที่ให้ความขรึมโปร่งๆ มาเกลาให้กลิ่นมีความนิ่งและสมาร์ทอยู่ อารมณ์ยังคงคุมโทนแบบที่เราเห็นพระเอกหนังจีนยุคใหม่สายเท่ห์ต่างๆ ในชุดสมาร์ทสวมสูทสีดำที่มีทั้งความหล่อน่าค้นหาและแอบขบถร้ายเนียนๆ ในตัวก็ได้ด้วย ถือเป็นการปิดท้ายในการสร้างเสน่ห์ทางกลิ่นที่ได้ความเป็นอินเตอร์แฝงความเป็นโทนสไตล์เอเชียเบาๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบาย เนื้อกลิ่นจะมาสายแมนๆ หน่อย ไม่ได้แบบมินิมัลจ๋าๆ นัก แบบใส่แล้วใช่เลยแมนน่าค้นหาจริงๆ โดยไม่ได้เล่นใหญ่ปล่อยพลังมากจนดูพยายาม ซึ่งเข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไป แต่จะไม่เข้าทางกับการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายแน่ๆ ข้ามไปได้เลย ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงาน ยามโรแมนติค หรือท่องราตรีแบบคูลๆ น่าจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายจัดเต็มเผื่อแผ่ชาวบ้านแบบชัดเจนมากนัก

ความทน - 8 ชม. อันนี้เป็นพื้นฐานเลย แต่สามารถไปต่อได้อีกว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ ซึ่งส่วนตัวเจอสูงสุดที่ 15 ชม. ได้เลย กับการใช้ที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนถึงประมาณชั่วโมงที่ 4 แล้วจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ จนเป็น Skin Scent เมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 8 - 10 ชม.

สรุป - เนื้อกลิ่นมีการผสมผสานที่ดีและสมดุลย์เลยกับการนำเสนอความ Modern แฝงสไตล์ผู้ชายเอเชียสายสมาร์ท และมีความหล่อร้ายกลายๆ ได้อย่างดี เรียกว่าเนื้อกลิ่นสร้างความรู้สึกยกระดับได้อีกขั้นในการใช้งานว่าไม่จำเป็นต้องแผ่ไพศาลจนกลบคาแรคเตอร์ผู้ใช้ แต่ให้ความเป็นสุภาพบุรุษที่น่าค้นหาโดยที่กลิ่นเสริมลุคเราให้ครบถ้วนในการมีเสน่ห์ดึงดูดแทน นี่แหละที่ถือว่าไม่ธรรมดา

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/Shanghai-Tang/Black-Iris-Men-65408.html