วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Hermes - Hermessence: Iris Ukiyoe

Hermes - Hermessence: Iris Ukiyoe 

Ukiyoe เป็นภาพวาดสไตล์หนึ่งของญี่ปุ่นที่เป็นวาดภาพลงบนไม้แล้วแกะสลักออกมาก่อนจะลงหมึกจนเสร็จจึงเอากระดาษมาพิมพ์ภาพแบบสแตมป์ภาพก็จะได้ภาพวาดออกมา ซึ่งมักจะเป็นภาพที่สื่อถึงสภาพแวดล้อม สีสันธรรมชาติ และบางภาพจะถึงความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องได้เสียด้วย ทำให้มองไปแล้วไม่เบื่อง่าย ซึ่งเป็นศิลปะทางจิตรกรรมอีกอย่างของญี่ปุ่นที่มีความงดงามมาก เมื่อ Perfumer ชื่อก้องของ Hermes อย่าง Jean-Claude Ellena เอาตรงนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์น้ำหอมเข้าสู่ไลน์ Hermessence ก็ได้เอาตัวแทนที่จะสื่อสารถึงความเป็นศิลปะแขนงนี้มาชูโรงอย่าง Iris หรือดอกไอริส เช่นนั้นจะพลิ้วไหวและละมุนแค่ไหนต้องพิสูจน์ 

Iris Ukiyoe จะเปิดตัวที่กลิ่นอาย Citrus แบบนวลๆ ที่มีความสดชื่นแบบอมหวานของส้มติดเขียวแบบกึ่งโทน Watery เจือความเป็นกลิ่นโทนแป้งโปร่งๆ บางจากไอริสที่กลิ่นเจือความหวานหน่อยๆ ได้อารมณ์แบบอากาศดีๆ ยามเช้า ที่มีความหอมนวลหวานเข้ามาประปราย ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นไม่ได้มาสายสดชื่นมันเข้าไป เน้นกลิ่นโทนสว่างและมีความพลิ้วไหวละมุนละไมที่มีความหอมหวานโปร่งตามธรรมชาติ เหมือนสวนยามเช้าที่มีความชื้นจากฝนที่ตกในตอนกลางคืน แบบไม่ได้มีกลิ่นอับแต่ประการใด เรียกว่ากลิ่นเปิดก็ทำออกมาได้งดงามเลยทีเดียว เพียงไม่นานจะสัมผัสได้ถึงความเป็นโทนดอกไม้ที่ติดสดชื่นของดอกส้มเข้ามา ก็เข้าสู่ช่วงกลางที่ดอกส้มจะเป็นตัวให้ความสดชื่นแบบนวลๆ เคล้ากับไอริสที่จะเป็นตัวเอกทางด้านโทนแป้งแบบใสๆ กลิ่นจะมีความนวลละมุนกำลังดีจากกุหลาบเบาๆ โดยจะมีกลิ่นติดเขียวโปร่งอมหวานซึ่งอาจจะมาจากไวโอเล็ตที่มาทำให้กลิ่นมีความปลอดโปร่งเข้าลักษณะโทนแป้งสบายๆ ที่รายล้อมด้วยความสดชื่น กลิ่นจะให้ความผ่อนคลายและมีความอะโรม่าได้ดีมาก จนเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายกลิ่นจะเริ่มผันมาเป็นกลิ่นอายที่มีความสะอาดอมหวาน ซึ่งกลิ่นโทนแป้งโปร่งๆ สบายๆ ที่นำทางด้วยไอริสจะยังอยู่เป็นลักษณะ On top แต่กลิ่นที่ติดผิวจะเป็นไม้หอมขรึมๆ สะอาด มีความนุ่มนวลสบายๆ ติดเขียวจางๆ ทำให้กลิ่นมีความเป็นธรรมชาติที่เรียบง่ายและมีความละมุนได้อารมณ์แบบผ่อนคลายหอมแบบเรียบหรูมีระดับนั่นเอง 

ภาพรวมกลิ่นอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นโทน Citrus, Aquatic, Floral และ Powdery ชัดเจน เรียกว่ามีความสมดุลกันพอเหมาะพอเจาะมาก และบอกถึงความเป็นกลิ่นอายนุ่มนวลอ่อนโยน มีลักษณะแบบน้อยแต่ได้มากตามสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งถ้าเทียบกับภาพวาด Ukiyoe ก็ถือว่าสมแล้วที่เป็นภาพวาดดอกไอริสที่เรียบง่าย พลิ้วไหว และสวยงามตามธรรมชาตินั่นเอ 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะกลิ่นมีความเป็นกลางๆ ที่เข้าถึงได้ทุกเพศในระดับหนึ่ง อาจจะมีไพล่ไปทางผู้หญิงซัก 70% จากความเป็นโทนดอกไม้และแป้ง แต่ยังถือว่าผู้ชายใส่ตัวนี้ได้สบายๆ เพราะกลิ่นอายมันมีความเป็นธรรมชาติมากเลยทีเดียว ซึ่งสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือว่าทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายรบกวนใคร ให้ความรู้สึกหอมละมุนเจือหวานโปร่งเสียมากกว่า แต่อาจจะไม่เหมาะกับการใส่เพื่อออกกำลังกายนัก เพราะกลิ่นไม่เหมาะกับลักษณะนี้และอาจจะเทเราได้เมื่อเหงื่อมา รวมถึงมันแพง จะไปใส่ออกกำลังกายทำไมกัน ส่วนยามค่ำคืนเหมาะสำหรับใส่สบายๆ หอมอ่อนโยนละมุนอยู่กับครอบครัว หรือว่าเดินเล่นทั่วไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่เหมาะกับการใส่เผื่อไปท่องราตรีแต่อย่างใด เพราะเบาไปเจอกลบแน่นอน 

ความทน - กลิ่นมีความเป็นธรรมชาติสูง ซึ่งลักษณะนี้โอกาสความแปรผันในเรื่องความทนมันจะเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะความทนจะอยู่ราวๆ 6 ชม. อาจจะน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ที่แน่ๆ อิงตามสภาพอากาศด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 6 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในตอนต้น เรียกว่ากลิ่นทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สว่างและสดชื่นแบบนุ่มๆ กันเลย แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง แล้วจึงเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย

ทิ้งท้าย - กลิ่นอายสวนที่มี Iris เป็นตัวชูโรง มันมักมีความงดงามและเป็นธรรมชาติเสมอ ซึ่งถ้าชอบความใสและสดชื่นแบบแป้งโปร่งๆ Iris Ukiyoe คือตัวที่ตอบโจทย์เพราะเป็น EDT แต่ถ้าชอบความละมุน นุ่มนวลและความสงบในความนุ่มนวลที่กลิ่นชัดเจนเบนไปที่ PRYN PARFUM - Jardin d’Iris ซึ่งมาในลักษณะเดียวกันแต่ซับซ้อนและเข้มข้นกว่าตามลักษณะของการเป็น EDP Intense 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by Hermes - http://media.hermes.com/media/wysiwyg/iris-ukiyo__1.jpg

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Carthusia - Via Camerelle

Carthusia - Via Camerelle

เพราะ Carthusia พึ่งเข้ามาสู่ตลาดน้ำหอม Niche ในประเทศไทย จึงได้ไปลองแบบทะลุปรุโปร่งกันได้เลยทีเดียว ซึ่งเรียกว่ากลิ่นเข้ากับอากาศบ้านเราในแง่การใช้งานในหลายตัวมาก และหนึ่งในนั้นก็คือรุ่น Via Camerelle ที่ลองครั้งแรก ถึงกับประหลาดใจ นี่เราเจอน้ำหอมโทน Citrus Green ที่น่าสนใจอีกตัวแล้วสินะ จัดไปเพราะไม่เคยพลาดอยู่แล้ว 

บอกก่อน - รุ่นนี้จะมีทั้งแบบ Parfum และ EDT ซึ่งตัวที่มาบอกเล่ากลิ่นนี้จะเป็นอย่างหลังนะจ้ะ 

เปิด Top Notes มาก็สดชื่นจัดเต็มกันเลยกับความเป็น Citrus ที่ติดขมนิดๆ น่าจะมาจากมะกรูด มีหวานปลายๆ เจือ จากเลมอน แต่ได้ความรู้สึกสว่างสดชื่นกันเต็มๆ ซึ่งสิ่งที่ตีคู่มาเลยคือกลิ่นเขียวสมุนไพรที่มีความปร่าซ่าสไตล์คล้ายๆ ออริกาโน่ แต่ว่าจะมีติดโทนเขียวปนหวานปลายๆ กลิ่นเลยจะเป็นโทนสดชื่นที่ไม่คมมาก ไม่บาดจมูกและมีความธรรมชาติ แล้วก็จะยกพลไปสู่ Middle Notes ที่ยังคงความสดชื่นติดเขียวธรรมชาติอยู่ แต่จะมีความเป็นสบู่ดอกไม้นวลๆ เบาจากลิลลี่ที่ Spicy อมหวานบางๆ มีความอ้อยอิ่งของมะลิที่เสริมเข้ามา แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวหลัก เพราะกลิ่นโทนสมุนไพรติดเขียวและความสดชื่นของ Citrus ยังคงคุมโทนชัดอยู่ เพียงแต่จะนวลมากขึ้นและกลิ่นเบาลงมาพอสมควรทำให้รู้สึกสะอาดเรียบหรูและติดธรรมชาติ เมื่อผ่านไปถึง Base Notes กลิ่นแบบสะอาดนิ่งๆ ของโทนไม้หอมที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายติดขรึมของซีดาร์เคล้ากับกลิ่นนุ่มนวลสะอาดของ Musk จะมาเป็นตัวหลัก และจะยังพอสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นเขียวบางเบาอยู่ ที่สำคัญจะมีโทนติดเค็มๆ แบบอากาศริมทะเลแบบที่ไม่คาวให้รู้สึกได้ด้วยแกมความอบอุ่นเบาๆ ซึ่งจะได้ความรู้สึกเรียบหรูแบบเหมือนกลิ่นอายพักผ่อนใกล้ทะเลไปตลอด ภาพรวมกลิ่นนี้จะมีลักษณะที่ไล่เรียงความสดชื่นจากยามเช้าสู่ยามสายๆ ที่อากาศสดชื่น มีความเป็นธรรมชาติได้อารมณ์ชิลล์ๆ แบบเรียบหรูที่ได้ทั้งความสดชื่น ผ่อนคลาย และรื่นรมย์กำลังดีไปตลอด เข้าคอนเซปท์ของแบรนด์ที่สื่อถึงการตากอากาศบนเกาะ Capri ชัดเจน 

เหมาะสำหรับ - แบรนด์เขาตราเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมของผู้หญิง แต่เอาจริงๆ Unisex มาก เพราะกลิ่นมันมีความเป็นกลางๆ และมีความเป็นธรรมชาติมากพอที่ทำให้เข้าถึงง่ายในทุกๆ เพศ และสามารถใส่ได้ในทุกๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบกวาดหมดทั้งทางการและทั่วๆ ไป ใส่ออกกำลังกายก็สามารถ ใส่เที่ยวก็สบายๆ กลิ่นมาสาย Safe Scent ด้วย ไม่รบกวนใครเน้นความสะอาดเรียบหรูสดชื่นกำลังดีไปตลอด ส่วนยามค่ำคืนถ้าจะใส่ เน้นแบบใส่สบายๆ พักผ่อนจะดีกว่า เพราะกลิ่นเบาๆ สบายๆ ไม่ได้เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีเต้นเพลงที่มีงูออกมาแน่นอน 

ความทน - กลิ่นนี้เรียกว่ามาสายเบา ความทนเลยออกแนวจะแกว่งไปตามประเภทของผิวกายที่จะเอื้อกับน้ำหอมด้วยส่วนหนึ่ง รวมถึงประเภทของน้ำหอมมาสาย Citrus Aromatic ที่มีความธรรมชาติ ความทนเลยจะราวๆ 4 - 6 ชม. แต่สามารถมากกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุกที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 8 ชม. กับประมาณ 8 สเปรย์ รวมฉีดเสื้อที่สวม 

การกระจาย - เพราะกลิ่นมาสาย Safe Scent เลยจะกระจายปานกลางในช่วงแรก ซึ่งให้ความสดชื่นแน่นอน แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนที่จะเป็น Skin Scent ยาวไปในช่วงท้ายจนหายไปจากผิว 

ทิ้งท้าย - กลิ่นนี้ยังไงก็รอด แม้ว่าอาจจะไม่ได้ถึงกับหวือหวามาก แต่บอกเลยว่าปลอดภัยเพราะใส่แล้วยังไงคนได้กลิ่นก็ไม่ยี้ เพราะมันธรรมชาติ มีความเขียวใสและสว่างลงตัว เหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้ชอบกลิ่นน้ำหอมแรงๆ เน้นใส่เพื่อตัวเองหอมสดชื่นสะอาดและไม่รบกวนใคร ซึ่งสามารถติดตัวไปฉีดเพิ่มระหว่างวันได้ด้วยในการเพิ่มเติมความสดชื่น ที่สำคัญกลิ่นนี้เข้าข่ายกับการเป็น #ของดีเทคนิคไม่ต้อง ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายมาก ในพื้นฐานน้ำหอม Niche ที่ใช้ง่ายนั่นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://www.bigelowchemists.com/media/catalog/product/cache/1/image/9df78eab33525d08d6e5fb8d27136e95/v/i/via_camerelle_both_800.jpg

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Diesel - Bad

Diesel - Bad

วางตลาดได้ระยะหนึ่งกับน้ำหอมชายของ Diesel เมื่อกลางปี 2016 พอเห็นขวดมีความอยากได้ในแรกเริ่มแล้ว ตามด้วยเห็นชื่อรุ่น แหม เข้ากัํ๊น เข้ากัน เพราะอยากเสริมความเป็น Bad ขึ้นมาทันที เพื่อความเป็น Bad Boy ที่ต้องมีคนได้กลิ่นแล้วกรี๊ดกร๊าด (ซึ่งกรี๊ดว่าฉุนหรือว่าหอมก็ว่ากันอีกที) สบโอกาสจัดไปอย่าได้เสีย ต้องมาลองกันหน่อยว่ากลิ่นในสไตล์ความ Bad ของขวดนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

เปิด Top Notes มาก็เรียกว่าขนความเรียกแขกปล่อยของแรงกันมาเลยทีเดียวเพราะความเป็น Citrus กลั้วเม็ดกระวานที่มีกลิ่นอายของลาเวนเดอร์แบบโดนเกลามาจนมีความนุ่มนัวเจือแบบรองพื้นอยู่ ซึ่งกลิ่นจะมีความแน่นจัดเต็มไม่สนสิ่งใด เพราะความเป็นกระวานที่มีความหวานยั่วกับ Citrus ติดขมนิดๆ ของมะกรูดจะมาชัดและนัวกันมาตั้งแต่ต้นแบบเดินมาจะรู้เลยว่าใครใส่น้ำหอม ที่สำคัญจะจับได้ว่าพื้นฐานกลิ่นแน่นๆ ที่ได้รับนั้นจะมีกลิ่นของหนังที่ติดเค็มๆ กับหวานดึงดูดโปร่งๆ ของยาสูบผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ ซึ่งกลิ่นในช่วงต้นนี้จะอยู่ไปต้นถึงช่วงท้ายเลย แต่ลดหลั่นลงมากลายเป็นสายสนับสนุนชั้นดีในช่วงต่อๆ ไป โดยใน Middle Notes กลิ่นของหนังที่เริ่มดันขึ้นมาให้ความรู้สึกแบบเท่ห์ๆ กลิ่นจะไม่ได้มาหนักหน่วงจนมีความเป็น Animalic มากจนเกินไป เจือความเค็มๆ หน่อยๆ เสียด้วย ซึ่งลาเวนเดอร์จะยังคงเป็นตัวช่วยให้กลิ่นมีความแน่น เจือด้วยความเป็นเครื่องเทศโทนหวานอุ่นร้อนเข้ามาเสียด้วย กลิ่นช่วงนี้เลยเป็นช่วงของความนัว เย้ายวนและแสดงความเป็นผู้ชายที่มีความเป็นเมโทรติดห่ามในระดับหนึ่งพร้อมเรียกเรตติ้งผ่านกลิ่นกันชัดเจนเพราะยังคงความปล่อยของกันไม่ยั้ง แล้วจะเริ่มสัมผัสได้ว่ายาสูบค่อยๆ เข้ามาปล่อยของพร้อมกับเอาความเป็นโทนแป้งติดอับเซ็กซี่เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นการนยำเข้าสู่ Base Notes กันอย่างชัดเจน กลิ่นในช่วงนี้จะมาสายเซ็กซี่ดึงดูดให้ชวนซบ เพราะความเป็นโทนเซ็กซี่ของยาสูบเคล้ากับแป้งแน่นๆ เสริมด้วยความเป็นหนังนวลๆ ที่เค็มๆ จะมีกลิ่นไม้หอมที่มาแบบอวลเบาๆ ติดขรึมมาทำให้กลิ่นมีมิติที่มีความเป็นผู้ชายติดอบอุ่นเคล้าเร่าร้อนกำลังดีเลย กลิ่นจะมีความอบอวลรุมๆ ไปตลอดจนกว่าจะหายไปจากผิว 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้สบาย เพราะกลิ่นไม่ได้ถึงกับมาสายผู้ใหญ่จ๋ามาก มาแบบที่มีความเป็นวัยรุ่นที่มีความเป็น Bad Boy กันเลย กลิ่นนี้ถือว่ามาเต็มควรจะต้องใช้จำนวนสเปรย์ที่เหมาะสม ไม่งั้นเดี๋ยวจะจุกคอหอยกันเอาได้ ซึ่งจะเหมาะกับบางสถานการณ์ยามกลางวัน ที่จำกัดสเปรย์ ไม่เหมาะกับงานทางการทุกประเภทกลิ่นหนักไป และร้อนแรงไปหน่อย รวมถึงตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายไปได้เลย ไม่เข้าทางแลจะฆ่าชาวบ้านเอา แต่ถ้าใส่แบบทั่วๆ ไปจำกัดสเปรย์ ดูเท่ห์และเมโทรได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนถ้าใส่เพื่อออกงานแนวๆ งานเลี้ยงจำนวนสเปรย์กำลังดีจะเหมาะมากเผลอๆ มาสายแย่งซีนได้อยู่ แต่ถ้าใส่เพื่อท่องราตรีกลิ่นนี้เรียกว่ามีความพร้อมรบ แสดงตัวชัดเจนว่ามาเพื่อเรียกเรตติ้งให้คนหันมาสนใจเลยล่ะ

ความทน - เรียกว่า Diesel ไม่ทิ้งลายเรื่องนี้เลย ทำได้ดีเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ เพราะ 8 ชม. แล้วกลิ่นยังคงปล่อยของอยู่ชัดเจน ซึ่งส่วนตัวเจอลากยาวไปจนถึ12 ชม. เลยกับการใส่ไปที่ 5 สเปรย์

การกระจาย - อันนี้ก็ไม่ทิ้งลายไอ้เสือแต่อย่างใด เพราะว่าจัดเต็มตั้งแต่ยกแรกเลย เพราะกระจายดีและหนักมาก อาจจะคมฟุ่งไปหน่อยถ้าไม่ชินจะเหวอและผงะ ก่อนที่จะลดลงมากระจายดียาวไป แล้วเป็นกระจายปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอพ้นซัก 8 ชม. ไปแล้วเป็นออร่ารอบๆ ตัวชัดเจน 

ทิ้งท้าย - กลิ่นมาเต็มเป็น Bad Boy สมกับชื่อรุ่น ซึ่งแม้ว่ากลิ่นแนวๆ นี้ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรมากถ้าเทียบกับน้ำหอมโทน Bad Boy เจ้าสำราญในแบบที่หลายๆ แบรนด์ทำอย่าง Paco Rabanne หรือว่าน้ำหอมโทนกลางคืนของผู้ชายหลายๆ ตัวกับการเป็น Designer Brand แต่ก็ถือว่า คงลายเซ็นความเป็นน้ำหอมของ Diesel ที่จะมีความเท่ห์แฝงอยู่ในเนื้อกลิ่นได้ดีมาเสมอ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by Diesel - http://bad.diesel.com/images/share.jpg

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Memo Paris - French Leather

Memo Paris - French Leather

ครั้งแรกที่เห็นขวดของแบรนด์นี้ เรียกว่ามีความตาวาวอย่างมาก เพราะขวดสวยจริงอะไรจริงกับลวดลายที่สื่อสารออกมาถึงการใช้ลูกเล่นสีทองกับสีดำ บางรุ่นแม้ขวดจะขาวหรือใสก็ยังดูหรูและดูแพง ซึ่งเมื่อค้นหาข้อมูลดูจึงได้รู้ว่า Memo Paris เป็นแบรนด์ Niche ที่ออกมาในปี 2007 ที่มีที่มาจากการได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ทั่วโลก แล้วมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจเพื่อสร้างกลิ่นหอมๆ ออกมา เช่นนั้นเมื่อได้มีโอกาสได้พบเจอกับกลิ่นแรกของแบรนด์นี้ที่ได้มาจากการแบ่งปัน ก็ขอบอกต่อกันซะหน่อยว่ากลิ่นจะเป็นลักษณะใด 

French Leather เป็นหนึ่งน้ำหอมที่อยู่ในไลน์ดังของแบรนด์นี้ที่เน้นเกี่ยวกับกลิ่นหนังอิงตามประเทศต่างๆ อย่าง Cuir Nomades ซึ่งจะเปิดตัวด้วยกลิ่นอายแบบปร่าสมุนไพรที่มีความเป็น Citrus กลั้ว ผสมกลิ่นอายแบบเขียวติดเหล้าจินที่น่าจะมาจาก Juniper Berry กันก่อน ในวูบถัดมากลิ่นของกุหลาบจะเริ่มเข้ามาผสมผสาน จนรู้สึกได้ชัดเลยว่า กลิ่นนี้กุหลาบน่าจะเป็นตัวเด่น ซึ่งก็ใช่เลยจะเด่นยาวไปจนถึงช่วงท้ายๆ ซึ่งเมื่อเข้าช่วงกลางกลิ่นอายของกุหลาบจะเริ่มชัดขึ้น เคล้ากับกลิ่นโทนพริกไทยที่ติดหวานบางๆ กลิ่นจะมีความละมุนกลั้วความเป็นสมุนไพรติดซ่าปร่าที่มาจากตอนต้นกำลังดี แต่สิ่งที่แทรกเข้ามานั่นคือกลิ่นโทนหนังกลับ (Suade) ที่มาให้ความนุ่มนวลๆ ในเนื้อกลิ่นได้ลงตัว กลิ่นจะได้ 2 ความรู้สึกคือกุหลาบติดปร่ากับนวลหนังกลับได้น่าสนใจ และกลิ่นไม่ได้หนักหน่วง มีความเรียบหรูและมีระดับพอสมควร โดยกลิ่นจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนเมื่อกลิ่นอายของ Musk เริ่มแทรกเข้ามา ก็เข้าสู่ช่วงท้ายที่กุหลาบจะจางลงไป ให้กลิ่นหนังกลับกับ Musk ผสมผสานกันเป็นกลิ่นนุ่มนวลละมุน แต่ยังติดกลิ่นกุหลาบบางๆ จางๆ อยู่ ซึ่งจะมีกลิ่นอายของไม้หอมแห้งๆ มาทำให้เกิดความรู้สึกสะอาดและขรึมกำลังดี ผสมผสานกัันชูโรงให้เป็นโทน Musky แบบนุ่มๆ สะอาดๆ แบบยาวไป ภาพรวมถ้ามองในลักษณะของการเป็น French Leather ที่ตัวนี้นำเสนอ นั่นคือกลิ่นอายของการเป็นหนังกลับนุ่มๆ เคล้าความเป็นกุหลาบที่มีความเป็นโทนสมุนไพรติดเขียวปร่าให้ความรู้สึกแบบสไตล์น้ำหอมฝรั่งเศสที่จะแอบมีโทนนี้ให้รู้สึกเสมอนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้เรียกว่ามีความกึ่งกลางกำลังดี จึงมาสาย Unisex ชัดเจน แม้ว่าจะไพล่ไปทางผู้หญิงบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรที่ผู้ชายจะใช้ เพราะยังมีความเข้าถึงง่ายกลิ่นมีเสน่ห์แบบที่ใช้ไม่ยาก จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นยามทางการที่เข้าทางมาก ใส่ได้หมดทั้งทำงานและพบปะผู้คนสำคัญ รวมถึงใส่แบบทั่วๆ ไป ที่ให้ความรู้สึกมีระดับและมีความภูมิฐานกำลังดี แต่ข้ามเรื่องการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย กลิ่นไม่ได้มาสายนี้ และมันแพง เปลืองตังค์ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้แบบออกงาน พบปะผู้คน เพราะกลิ่นมีระดับมากพอที่สร้างออร่าที่มีเสน่ห์แบบที่แตกต่าง แต่อาจจะไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีหาเหยื่อ เพราะกลิ่นแม้จะมีความเย้ายวนอยู่บ้างแต่เบาไปถ้าจะสู้กับกลิ่นหนักๆ ที่ขนมาเรียกแขกกัน พูดง่ายๆ ให้เน้นเรียบหรูดูดีไรงี้ 

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวใส่แบบอยู่ในห้องแอร์สบายๆ กลิ่นลากยาวไปที่ 12 ชม. ได้ไม่ยากกับจำนวนสเปรย์ 6 สเปรย์แบบกดเต็ม 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าเป็นช่วงที่ทำให้ปรับตัวก่อน แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไป ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอพ้นสัก 6 ชม. ไปแล้วจะเริ่มเป็น Skin Scent นุ่มสะอาด

ทิ้งท้าย - เป็นกลิ่นหนังที่ใช้ง่ายมาก และมันไม่ใช่หนังในแบบที่มาเต็มขนาดนั้น เพราะเน้นความนุ่มนวลแบบโทนMusky เสียมากกว่า ซึ่งอาจจะไม่ได้ถึงกับหวืิอหวามาก แต่ก็เป็น Niche ที่เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะมากกับคนที่จะเข้าสู้การหัดใช้น้ำหอมโทนหนังที่จะทำให้ชอบได้ไม่ยากนั่นเอง ส่วนราคา ก็ตัวใครตัวเผือกอ่ะจ้าาาาา

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by 
https://fimgs.net/images/secundar/o.29085.jpg

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Lattafa Perfumes - Musk Al Ghazal for Men

Lattafa Perfumes - Musk Al Ghazal for Men

กลับมาเยือนแดนตะวันออกกลางอีกครั้งกับการวกกลับมาซึมซับความเป็นน้ำหอมโทน Oud หรือไม้กฤษณาที่มีความเป็นสไตล์เฉพาะในย่านนี้กับแบรนด์ Lattafa Perfumes ซึ่งถือว่าเป็นอีกตัวหนึ่งที่แม้จะเป็นกลิ่นอายเฉพาะ แต่มันเซ็กซี่มากเลยทีเดียว นั่นคือรุ่น Musk Al Ghazal for Men 

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่น Oud ที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะไม่ได้มาสายอวลแน่นเกินกว่าเหตุ ซึ่งจะเปิดต้นกลิ่นด้วยกกลิ่นอายของความเป็น Citrus ติดกลิ่นแนวแอลกอฮอล์ผสมกับพิมเสนและเครื่องเทศที่ออกหวานแนวๆ หญ้าฝรั่น กลิ่นจะฟุ้งกระจายมากเลยทีเดียวโดยจะรู้สึกได้ถึงความเป็นโทนไม้หอมที่รองพื้นอยู่ด้านหลังนั่นก็คือกลิ่น Oud แบบที่ค่อยๆ ปล่อยของออกมาทีละหน่อย ซึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นพิมเสนและเครื่องเทศโทนหวานอวลที่มาแบบโปร่งๆ ในช่วงต้นจะเริ่มมีความนุ่มขึ้น และมีกลิ่นอายนวลๆ บางๆ ของกุหลาบหน่อยๆ กลิ่นจะมีความเซ็กซี่หน่อยๆ ของ Musk ที่จะให้ความนวล แต่จะไม่ได้เด่นออกมามาก เพราะโทนไม้หอมที่รองพื้นด้านหลังเองก็เริ่มปล่อยของออกมาชัดมากขึ้นเช่นกัน โดยที่มีความ Smoky แจมเข้ามาด้วย เช่นนั้น Musk จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวที่เสริมความนวลเย้าสร้างออร่าแบบนัวๆ กึ่งดาร์กจากพิมเสน กึ่งน่าค้นหาเย้ายวนจากโทนเครื่องเทศและกุหลาบ และดึงดูดจากโทนไม้หอมสูงไม่น้อยเลย ซึ่งกลิ่น Oud จะมาแบบกำลังดีกลิ่นจะสร้างความเซ็กซี่แบบวาบหวามโดนที่ไม่อวลเกินไปเสียด้วย ส่งต่อให้ช่วงท้ายที่กลิ่นอายของไม้หอมจะเป็นตัวเทคโอเวอร์ชัดเจน ซึ่งจะได้กลิ่นของเนื้อไม้สไตล์ Oud ผสมผสานกับกลิ่นของไม้จันทน์หอม กลิ่นจะมีความอบอุ่นแบบเบาๆ จากโทนแอมเบอร์ที่มาให้ความนวลอุ่นติดโทนเนื้อไม้ และจะมีความเป็นธูปหอมที่มาแบบ Smoky ควันไอที่ดึงดูดความวาบหวามยังมีอยู่ ความเซ็กซี่ยังคงจัดเต็มแบบยาวไป ซึ่งภาพรวมกลิ่นนี้มาสายออกทางเจ้าชู้และเย้ายวนแบบสไตล์ตะวันออกกลางที่ไม่หนักหน่วงเกินกว่าเหตุ มีความเซ็กซี่ดึงดูดเป็นพื้นฐาน โดยที่ใช้กลิ่นอายที่ลึกและอวลแบบกำลังดีของ Oud กับกลิ่นอายมีเสน่ห์ของโทนควันธูปไม้หอมที่เป็นกลิ่นเนื้อไม้มาสร้างเสน่ห์เฉพาะตัว เรียกว่า อืมมม กลิ่นยั่วและกระตุ้นความรู้สึกได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้ตราเอาไว้ชัดเจนถึงความเป็น Unisex ที่ใช้ได้ทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ได้แล้ว เพียงแต่ว่ามันจะเซ็กซี่แบบชัดเจนนิดนึง ถ้าไม่ได้มายด์ก็จัดไป ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดจำนวนสเปรย์ โดยเฉพาะงานทางการถ้าใช้ตัวนี้จำนวนสเปรย์กำลังดีทำให้กลิ่นเสริมความเป็นคนน่าค้นหาได้ลงตัว แต่ถ้าใส่มากๆ เดี๋ยวจะออกแนวเผื่อแผ่กลิ่นและเซ็กซี่เกินไป ส่วนยามทั่วๆ ไปสามารถจัดได้ตามสะดวก ให้ข้ามการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย กลิ่นไม่ได้เอื้อกับกิจกรรมแบบนี้ เดี๋ยวจะจุกคอหอยเสียก่อน เผลอๆ จะยั่วคนอื่นจนไม่ต้องออกกำลังกายกันพอดี รวมถึงยามค่ำคืนที่จัดไป เพราะกลิ่นมันไม่ได้ถึงกับอวลจัดมากแม้จะมีความเป็นตะวันออกกลาง จึงสร้างออร่าเย้ายวนเซ็กซี่ได้แบบสบายมาก และสามารถสู้กับโทนหวานตัวอื่นๆ อย่างมีความแตกต่างได้ด้วย 

ความทน - ยอมมมม กลิ่นทนมาก 12 ชม. แล้วกลิ่นยังอยู่ เรียกว่าถึงแม้ผิวจะไม่ได้เอื้อมากนัก ความทนก็ยังไปได้ที่ 8 ชม. สบายๆ อิงตามตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้นเรียกว่า ฟุ้งพุ่งกันมาเต็มๆ ก่อนที่จะลดลงมากระจายปานกลาง แล้วปิดท้ายด้วยออร่าไม้หอมเซ็กซี่รอบๆ ตัว

ทิ้งท้าย - เทส 2 ครั้งแรกก่อนนอน 1 สเปรย์ เรียกว่านอนไม่หลับ กลิ่นมันวาบหวามและฟุ้งตลอดเวลาเกิน จนต้องตื่นมาล้างออก เดี๋ยวไม่ต้องนอนกันพอดี อย่างกับจะโดนปล้ำผ่านกลิ่น 555555 แต่พอเอามาใส่กลางวัน กลิ่นมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด เย้ายวนสไตล์ตะวันออกกลาง แต่ไม่แน่นมากทำให้มีความเซ็กซี่แบบไม่ถอดเสื้อผ้าได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งคิดว่าถ้าใส่กลิ่นนี้ไปเที่ยวแถวตะวันออกกลางอาจจะได้ผัวแขกเมียแขกก็งานนี้แหละ Sex in the Bottle โดยแท้

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://www.ebay.co.uk/itm/Musk-Al-Ghazal-For-Men-100-ml-Eau-De-Parfum-By-Lattafa-Perfumes-/171839569381

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: by Kilian - Flower of Immortality

by Kilian - Flower of Immortality

หลังจากผ่านไลน์ Asian Tales ของ by Kilian มาเรื่อยๆ เน้นเฉพาะที่เข้าไทย ก็เรียกว่ากวาดมาจนเหลือตัวสุดท้าย (ไม่นับตัวที่ไม่เข้าไทยนะจ้ะ) นั่นก็คือ Flower of Immortality ที่เดิมที่ตั้งใจว่าจะผ่านตัวนี้ไป เพราะมาแนวเดียวกับรุ่น Liaisons Dangereuses ที่กลิ่นพีชแบบครีมมี่เด่นนำ แต่ก็ยังวนเวียนกลับมาดมอีกหลายๆ รอบทุกที เช่นนั้นไหนๆ จัดมา ก็ขอมาเล่าเรื่องกลิ่นกันหน่อยว่าเป็นอย่างไร 

ที่มาของน้ำหอมเป็นลักษณะแนวๆ เรื่องราวจากประเทศจีนที่พูดถึงป่าดอกท้อ ที่มีคนหลงเข้าไปค้นพบและเจอผู้คนที่อยู่กันอย่างสงบสุขแบบไม่สน ห สน ต เอ๊ยยย! ไม่รับรู้โลกภายนอกใดๆ และซึมซับความสุขกับกลิ่นอายในสถานที่แห่งนั้น เช่นนั้น 

เพียงแค่แรกฉีดกลิ่นครีมมี่ของพีชจะมาก่อนเลย กลิ่นจะหอมหวานละมุนมาเชียว เพียงแต่ว่าจะไม่ได้มาแบบเต็มเหนี่ยวและไม่ได้มาสายฉ่ำโบ๊ะด้วย จะมาแบบนวลๆ หอมหวานลอยมาตามอากาศเสียมากกว่าและมีความครีมมี่เหมือนมะพร้าวหน่อยๆ เสียด้วย แต่กลิ่นจะไม่ได้เข้าสู่การเป็นสายข้นขนาดนั้น เพราะจะมีกลิ่นอายเจือเปรี้ยวหน่อยๆ บางๆ ออกทางโทนผลไม้ที่ให้ความสดชื่นอยู่บางๆ ให้รับรู้ได้ ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะแอบสัมผัสได้ถึงความครีมมี่และความเป็นโทนแป้งที่จะเริ่มผันกลิ่นพีชให้มีความละมุนมากขึ้นโดยจะปรากฎชัดเจนมากในช่วงกลางที่กลิ่นพีชจะลดความเป็นโทนผลไม้ลง มาให้อารมณ์แบบดอกพีชแทน เพราะจะมีส่วนผสมของการเป็นดอกไม้ที่มีความเป็นโทน Spicy ติดสะอาดอย่างดอกฟรีเซีย และมีกลิ่นอายของกุหลาบเข้ากับพีช กลิ่นเลยจะได้ความรู้สึกแบบดอกพีชนวลๆ หอมหวานเบาๆ กำลังดี เคล้ากับโทนแป้งที่ได้ความรู้สึกออกทางติดจืดอมหวานจางๆ ซึ่งน่าจะมาจากโซนของไอริส แอบมีความหวานติดแครอทนิดๆ เข้ามาแจมไปตลอดเสียด้วย เรียกว่ากลิ่นจะได้อารมณ์เหมือนแป้งหอมดอกพีชติดผิวกายนวลๆ ผ่อนคลายมากเลยทีเดียว จนเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายความเป็นกลิ่นอายของพีชจะเริ่มจางลงไป เหลือให้พอรู้สึกได้แบบบางเบา แต่จะได้อารมณ์นุ่มสะอาด ติดอบอุ่นกำลังดีแบบผิวกายเรื่อๆ จาก White Musk ส่วนความครีมมี่ที่แฝงตัวมาตั้งแต่ตอนแรกจะเริ่มชัดในช่วงนี้อยู่ไม่น้อยกับกลิ่นของวานิลลาแบบไลท์เวอร์ชั่นผสมผสานกับถั่วตองก้า กลิ่นเลยจะได้อารมณ์ผิวกายอบอุ่นสะอาดเจือความละมุนนวลที่มีกลิ่นพีชบางเบา เรียกว่าเนื้อกลิ่นไล่เรียงความหอมแบบสร้างสภาพแวดล้อมในจินตนาการได้เป็นอย่างดีเลย 

เหมาะสำหรับ - แบรนด์เตราเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอม Unisex แต่เนื้อกลิ่นสไตล์นี้ไพล่ไปทางผู้หญิงถึง 70% ได้เลย แต่ผู้ชายก็ใส่ได้ เพราะกลิ่นมาสายอะโรม่า ไม่ได้มาสายปล่อยพลังมากนัก ใส่แล้วอาจจะฟินมากก็ได้ ซึ่งกลิ่นนี้เข้าได้กับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน อาจจะยกเว้นงานทางการจัดๆ แบบรับแขกบ้านแขกเมือง เพราะกลิ่นมันดูผ่อนคลายสบายๆ ไปนิด นอกนั้นใส่ทำงาน ใส่ทั่วไป หรือใส่ชิลล์ๆ ได้หมด รวมถึงการใส่ออกกลางแจ้งก็พอได้ แต่ไม่ควรใส่เพื่อออกกำลังกาย กลิ่นไม่เข้ากับเหงื่อ และคงไม่มีใครมาผ่อนคลายอะโรม่าตอนบึ้ดจ้ำบึ้ดแน่นอน ที่สำคัญมันแพง เปลือง ส่วนยามคำคืนเน้นใส่แบบสบายๆ ผ่อนคลาย ให้มีความเป็นกลิ่นอายธรรมชาติเรียบหรู แบบกินย้างหรือเดินช้อปปิ้งแทนจะดีกว่า แต่อย่าใส่ไปแดนซ์ยามราตรีเลย เพราะกลิ่นเบาไป โดนชาวบ้านกลบแน่นอน 

ความทน - ตัวนี้ความทนเรียกว่ามีความแกว่ง แม้กลิ่นจะดีมาก เพราะถ้าอยู่ในที่อากาศร้อน4 ชม. ก็เรียกว่ากลิ่นจะเทกันซึ่งๆ เอาได้ แต่ถ้าอยู่ในห้องแอร์ก็สามารถลากไปที่ 6 ชม. ได้ไม่ยาก ทุกอย่างอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด รวมถึงสภาพผิวด้วยส่วนหนึ่ง 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นเรียกว่าหอมมากและฟินมากเลยทีเดียว ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว แบบแป้งหอมกลิ่นดอกพีช แล้วค่อยเป็น Skin Scent ในช่วงท้ายจนกว่าจะหายไปจากผิว 

ทิ้งท้าย - กลิ่นบอกวิธีลักษณะแบบเอเซียได้ดีมาก ซึ่งทำให้รู้สึกได้ถึงสภาพแวดล้อมที่ต้นพีชเต็มไปหมด อากาศดีๆ และความหอมหวานที่รื่นรมย์ไปตลอด แม้ความทนอาจจะไม่ค่อยคงที่ แต่กลิ่นดีจริงๆ อันนี้ยอมรับและยอมใจ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by http://www.osmoz.fr/Public/Files/perfume/flower_of_immortality_kilian_cbceaa230a.jpg

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Lacoste - Eau de Lacoste L.12.12 Yellow (Jaune)

Lacoste - Eau de Lacoste L.12.12 Yellow (Jaune)

ผ่านการบอกเล่าเรื่องกลิ่นของ Lacoste มาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในโซนไลน์ L.12.12 ทั้งสีขาวและดำมาแล้ว ก็ได้เวลาของสีเหลืองกันบ้าง นอกจากขวดที่สีสวยสะดุดตาแล้ว ที่มาก็อิงกับเสื้อโปโลของ Lacoste สีเหลืองเสียด้วย ซึ่งกลิ่นจะมาในลักษณะโทนสปอร์ตและสบายสดชื่นแบบไหน ก็ต้องพิสูจน์ ซึ่งผลออกมาก็คือ 

Eau de Lacoste L.12.12 Yellow ได้อารมณ์แบบกลิ่นซาบซ่าสว่างไสวแบบน้ำอัดลมแนวเดียวกั7 อัพหรือสไปรต์เลย เพราะ Top Notes เปิดตัวแบบ Sparkling ซ่าๆ มาสไตล์แบบ Tonic Water ที่จะมีกลิ่นอายสดชื่นติดเปรี้ยวเจือหวานปลายของเลมอน ที่สำคัญกลิ่นจะมีความเป็นเครื่องเทศติดหวานสดชื่นเจือพอให้รู้สึกได้ ซึ่งเพียงไม่นานจะเข้าสู่ Middle Notes กลิ่นที่ความซ่าจะยังมีอยู่แต่จะลดทอนลงมาบ้าง โดยจะมีหวานมากขึ้นหน่อยเพราะมีกลิ่นติดแอปเปิ้ลแดงแทรกเข้ามา เพียงแต่ว่าความเป็นลักษณะแบบสไปรต์ยังคงอยู่ให้อารมณ์สดชื่นสว่างเจือหวานสบายๆ ออกแนวเหมือนน้ำอัดลมที่ลดความซ่ามาเป็นหวานสดชื่นประมาณนั้นเลย ซึ่งในช่วงนี้จะเริ่มมีกลิ่นอายแบบโทนไม้หอมแห้งๆ สะอาดๆ เสริมเข้ามาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ Base Notes ที่ความซ่าจะเหลือจางๆ ให้กลิ่นไม้หอมกลายเป็นตัวเด่นให้ความแห้งสะอาด อบอุ่นเบาๆ เจือความหวานบางๆ กลิ่นจะได้ความรู้สึกสะอาดๆ แห้งๆ สบายๆ แบบยาวไป ซึ่งภาพรวมได้อารมณ์กลิ่นอายแบบซ่าๆ ไล่เรียงเปลี่ยนโทนกันแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบลดโทนลงมาเรื่อยๆ คุมโทนที่ความเป็น Sport และสบายสดชื่นไปตลอดจนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนประถามขึ้นไปก็ใส่ได้แล้ว คือ กลิ่นเข้าถึงง่ายมาก เอาจริงๆ มีความเป็น Unisex มากมายเสียด้วยเพราะกลิ่นอายสดชื่นแบบน้ำอัดลม 7 อัพหรือสไปรต์ มันกลางๆ ที่เข้าถึงได้ทุกเพศอยู่แล้ว สาวๆ ที่ชอบกลิ่นสดชื่นซาบซ่าก็มาใช้ได้สบายๆ ซึ่งกวาดหมดและครอบจักรวาลมากในการใช้งานยามกลางวัน ได้หมดทั้งทางการและทั่วๆ ไป เพราะว่ากลิ่นไม่ได้รบกวนใครมากด้วย แถมเข้าถึงได้ง่ายสดชื่นอมหวานนั่นเอง ใส่ออกกำลังกายได้สบายๆ เลย ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบสดชื่นๆ อากาศร้อนๆ เดินเล่น หรือสบายๆ ดีกว่า ถ้าใส่ไปท่องราตรี กลิ่นโดนกลบแน่นอน เบาไป 

ความทน - ประมาณ 6 ชม. จะมากหรือน้อยกว่านี้ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ราวๆ เกือบ 8 ชม. ได้อยู่กับจำนวนสเปรย์ 7 สเปรย์ โดยมาสายกลิ่นติดผิวเสียมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายกำลังดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาแบบออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ปิดท้ายด้วย Skin Scent ตีขึ้นยามขยับเนื้อตัวร่างกายทำความร้อน

ทิ้งท้าย - สดชื่นและกลิ่นสบายจมูกมาก อากาศร้อนๆ ตัวนี้ทำให้ผ่อนคลายสบายๆ เลยทีเดียว กลิ่นสว่างมากด้วยเข้าทางสไตล์แบบน้ำอัดลม เช่นนั้นเอาไปเลยดีกว่าตำแหน่งนี้ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://static1.lacoste.com/aaqm_prd/on/demandware.static/Sites-GB-Site/Sites-master/en/dw2a992a4c/mod-l1212-fragrance-big-3.jpg

วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Krigler - Oud Azur 75212

Krigler - Oud Azur 75212

ยามเมื่อ Oud เข้าสู่ช่วงรุ่งโรจน์ในทุกหัวระแหงที่ไม่ว่าแบรนด์ไหนก็ตามทั้ง Designer และ Niche ต่างก็ต้องมี Oud เป็นตัวชูโรงแน่นอนว่า Krigler เองเขาก็มีกลิ่น Oud มาตั้งแต่ปี 1975 ด้วยซ้ำไป เรียกว่าล้ำหน้ามาก่อน เพียงแต่ว่าทำออกมาแล้วหยุดไป ก่อนจะเอากลับมาอีกครั้งยามที่เทรนด์ของ Oud มาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่รุ่นที่เราจะกล่าวถึง เพราะ Krigler มี Oud ชูโรงเลยถึง 3 ตัว รวมทั้งเก่าออกใหม่และใหม่กิ๊งมาตีตลาด ดังเช่นรุ่น Oud Azur 75212 หนึ่งในของใหม่ที่ออกมาเมื่อปี 2012 แตกตัวมาจากรุ่นเก่าเมื่อปี 1975 ซึ่งกลิ่นจะเป็นยังไงก็ขอพิสูจน์กันหน่อย

เรียกว่าเป็นกลิ่น Oud ชูโรงเลยอาจจะไม่ได้ถึงขั้นนั้น เพราะกลิ่นที่เป็นตัวเอกหลักกลายเป็นโทน Fresh Spicy เสียมากกว่า โดยที่ Oud เป็นแค่หนึ่งในฉากหลังที่เป็นสายดันดาราให้กลิ่นโทนอื่นมารายล้อมแบบดูดีมีบริวารอะไรประมาณนั้น โดยที่กลิ่นเปิดอาจจะอึ้งกันพอสมควรเพราะว่ากลิ่นของพริกไทยจะมาเต็มพุ่งขึ้นมาเลย โดยในเนื้อกลิ่นจะเคล้าความหวานปนเผ็ดโปร่งจากขิง และมีกลิ่นโทนเขียวคมให้รู้สึกได้ ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้จะเผ็ดปร่าสดชื่นกันแบบมาเต็มเลยทีเดียว ซึ่งกลิ่นใกล้เคียงความเป็น Dzongkha ของ L’Artisan Pafumeur ในแว้บแรกที่ดมกันเลย แต่แล้วเพียงไม่นานกลิ่นของไม้แห้งที่เก่าๆ แห้งจัดๆ ของปาปิรัส จะแทรกขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นออกโทนอวลแบบแห้งๆ อมหวานนิดๆ ของ Oud จะเป็นตัวดึงเข้าสู่ช่วงกลาง ซึ่งต้องบอกกันเลยว่า ไม่สามารถคาดหวังความเป็น Oud แบบตะวันออกกลางได้ เพราะไม่มีความรู้สึกแบบนั้นมาเลย Oud จะมาแบบโทนไม้แห้งๆ ที่กลิ่นจะออกอวลเบาๆ แบบที่ออกแนวเป็นตัวรองพื้นเสียมากกว่า เพราะกลิ่นของไม้แห้งเก่าๆ ของปาปิรัสจะผสมผสานกับความเป็นเครื่องเทศโทนโปร่งจัดเต็มที่ตามมาในช่วงแรกจะเป็นตัวที่ปล่อยของออกมาตลอดไม่หยุดไม่หย่อนเลย กลิ่นจะมีความสดชื่นตีคู่กับไม้หอมตลอด ออกแนวไม้หอมแห้งๆ เผ็ดๆ ประมาณนั้น จนเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายกลิ่นโทนเครื่องเทศเผ็ดสดชืิ่นจะเริ่มจางลงไป ให้ไม้หอมในช่วงกลางจะเริ่มมีตัวช่วยให้ปล่อยของกันบ้างนั่นคือกลิ่นของ Amber ในเนื้อกลิ่นจะมีโทนไม้หอมหลายประเภทให้พอรู้สึกได้นอกจาก Oud และปาปิรัส นั่นคือกลิ่นไม้ซีดาร์ที่มาแบบขรึมๆ มีมาดกับกลิ่นของไม้จันทน์หอมที่มานุ่มๆ นวลๆ กลิ่นไม้หอมจะผสมผสานกันออกมาติดผิวรุมๆ แห้งๆ Smoky เล็กๆ ให้มีความอบอุ่นกำลังดี กลิ่นจะมีความนุ่มของ Musk แบบเบาๆ มาเป็นตัวช่วยให้กลิ่นนวลจมูกไปตลอดเสียด้วย เข้าทางลักษณะการเป็นสไตล์ Oud และไม้หอมแบบคุณชายชัดเจน

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย มาสาย Unisex ชัดเจน ซึ่งกลิ่นนี้อาจจะต้องผ่านกลิ่นโทนเครื่องเทศเผ็ดโปร่งปร่ากันมาบ้างจะอินกับมันได้ง่ายขึ้น โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ยิ่งออกงานหรืองานทางการต่างๆ กลิ่นยิ่งเข้าทาง เพราะมีความภูมิฐานและมีระดับในเนื้อกลิ่นชัดเจนมาก ซึ่งอาจจะจำกัดสเปรย์กันให้เหมาะสมเพราะกลิ่นมันพุ่งพอสมควรในช่วงแรก ส่วนในยามทั่วๆ ไป สามารถใส่ได้อยู่ แต่งดใส่ออกกลางแจ้งและออกกำลังกายจะดีกว่า กลิ่นแบบนี้อาจจะทำให้ฉุนได้เพราะเครื่องเทศตอนแรกแม้จะเหลาให้กลิ่นมันมีมิติและมีระดับที่ไม่คมจัด แต่ถ้าคนไม่ชิน ฮัดชิ่ว! ได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืน ใส่ออกงานได้อย่างสบายมาก แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรี ก็ใส่ได้อยู่ แต่กลิ่นอาจจะไม่ได้มาสายหวานก็เท่านั้นเอง

ความทน - กราบบบบบบ 12 ชม. กลิ่นยังอยู่ ซึ่งค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ 8 ชม. ได้ถ้าสภาพผิวอาจจะไม่ได้เอื้อมาก ทั้งนี้ก็ยังคงอิงที่จุดที่ฉีดและจำนวนสเปรย์เป็นสำคัญด้วยส่วนหนึ่ง 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นเรียกว่ามาเต็มจมูกกันเลย ก่อนที่จะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไป ก่อนจะปิดท้ายด้วยออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - ภาพรวมของกลิ่นต้องเรียกว่า ชื่อ Oud แต่ออกแนวให้ Oud เป็นตัวกลางที่ชูกลิ่นโทนอื่นๆ ให้เด่นและมีเสน่ห์มากขึ้นเสียมากกว่า กลิ่นจะให้ความเผ็ดโปร่งที่ชัดมาก เรียกว่ามาโทนสไตล์ Oud คุณชายที่ไม่แขกตะวันออกกลางเลยแบบ Creed - Royal Oud แต่กลิ่นจะชัดจัดเต็มในเรื่องเครื่องเทศมากกว่า ข่มกันชัดๆ ก็งานนี้แหละ ><

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by Krigler’s Website - https://image.jimcdn.com/app/cms/image/transf/none/path/sff80de15f2c7507c/image/i1d20c7712db9442f/version/1450642813/image.jpg

วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Krigler - Manhattan Rose 44

Krigler - Manhattan Rose 44

เข้าสู่ตัวที่ 3 ของแบรนด์หรูหราจัดเต็ม Luxury มากอย่าง Krigler ซึ่งเมื่อผ่านมวลมหาดอกไม้ และมีแยกมาแตะที่ความเป็นมะลิกันไปแล้ว ก็ได้เวลาของความเป็นราชินีแห่งดอกไม้อย่างกุหลาบกันบ้าง กับการปลดปล่อยความโรแมนติคผ่านกลิ่นที่เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งในความเหนือกาลเวลา เพราะกลิ่นไม่ได้ล้าสมัยเลยแม้ว่าจะวางขายมาตั้งแต่ปี 1944 ก็ตาม นั่นคือรุ่น Manhattan Rose 44

เรียกได้ว่ากุหลาบคือจุดศูนย์กลางของกลิ่นนี้เลย จะอยู่ลากยาวตั้งแต่ต้นยันจบ เมื่อเปิดต้นกลิ่นมาก็ทำเอาทึ่งมาก เพราะว่ากลิ่นของกุหลาบแบบติดเปรี้ยวสดชื่นมีโทนที่ได้ทั้งความเป็นกุหลาบสดและแห้งที่กลิ่นชัดและมาเต็ม โดยจะมีกลิ่นอายติดเขียวโปร่งหน่อยๆ ตามด้วยกลิ่นอายของ Aldehydes กับโทนสบู่ที่จะไม่ได้มาแบบแน่นๆ คมๆ จนกลายเป็นสบู่กุหลาบแน่นๆ แต่จะมาแบบเหมือนอากาศโปร่งคมๆ ที่มีความเป็นสบู่แบบไม่หนักหน่วงคล้ายๆ สบู่กลีเซอรีนใสๆ เสียมาก ดันให้กลิ่นของกุหลาบนั้นสดชื่นมากมายโดยมีความโปร่งเคล้าคมคมพุ่งกำลังดี กลิ่นให้โทนสีแดงของกุหลาบแบบไม่ได้เข้มจัดนักในความรู้สึกและไม่แหลมจัดๆ แบบกุหลาบแห้งนัก แอบจับได้ถึงกลิ่นดอกไวโอเล็ตที่เริ่มเข้าสู่โทนแป้งแบบโปร่งๆ และก็นำเข้าสู่ช่วงกลางที่กลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนลงมาเป็นโทนแป้งมากขึ้น แต่ความเป็นกุหลาบแบบสดชื่นติดเปรี้ยวนิดๆ ยังคงอยู่ ซึ่งยังคุมโทนความโปร่งของกลิ่น ไม่ได้รู้สึกอับจมูกแน่นๆ แต่ประการใด ทำให้กลิ่นช่วงนี้เป็นลักษณะของแป้งหอมกุหลาบที่ยังมีความสดชื่นเป็นพื้นฐาน กลิ่นมีความธรรมชาติและมีความหรูหรา ให้ความเป็นโทนสีออกทางแดงปนชมพูหอมสบายๆ ไม่คมไม่แหลม มีความอะโรม่าติดโรแมนติคลงตัวมาก จนเมื่อมีกลิ่นอายนวลๆ และไม้หอมสะอาดๆ เจือเข้ามา ก็เดินทางเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอม กลิ่นจะมีลักษณะติดความเป็นโทนย้อนยุคแบบเบาบางเพราะจับได้ถึงกลิ่น Oak Moss จางๆ และมีพิมเสนนิดนึง แต่เป็นสายสนับสนุนเสียมาก โดยจะมีกลิ่นอายของ Musk ที่ให้ความนุ่มสะอาดจะเคล้ากับกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ มาเป็นมือซ้ายมือขวาของกลิ่นกุหลาบที่ติดโทนแป้งที่ลดทอนลงมาจากช่วงกลางแต่ยังชัดเจนให้จับต้องได้ ภาพรวมของกลิ่นเลยจะได้อารมณ์ของความเป็นกุหลาบสดชื่น กุหลาบแป้งหอมธรรมชาติ และกุหลาบนวลเบา ซึ่งจะมีความโรแมนติคและมีความเรียบหรูไปตลอด แถมแตกต่างจากน้ำหอมกุหลาบทั่วไป แบบที่ไม่ได้มาสายเบาเกินและแรงเกินได้ดีงามมากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เอาจริงๆ น้องๆ มหาลัยก็ใส่ตัวนี้ได้ แบบจำกัดสเปรย์จะกลิ่นน่ารักเหมือนเดินเล่นในสวนกุหลาบยามเช้าได้ดีมาก ซึ่งสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน กลิ่นให้ความเป็นผู้หญิงที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นออกงาน ทำงาน ทั่วๆ ไป เรียกว่าสื่อสารความเป็นหุหลาบที่สดใสและโรแมนติคตามสไตล์แต่ละบุคคลได้ชัดเจนมาก ส่วนออกกำลังกายงดจะดีกว่า กลิ่นไม่เข้ากับเหงื่อนัก ส่วนยามค่ำคืนออกงานหรือดินเนอร์ หรือว่าสบายๆ ใส่ได้หมด ใส่ไปท่องราตรีก็พอได้ แต่อาจจะไปเจอกลิ่นแน่นๆ แล้วออกแนวอ่อนแอก็อาจจะแพ้ไป เพราะกลิ่นนี้ไม่ได้มาสายแน่นมากนั่นเอง 

ความทน - ยอมรับเลย 10 ชม. แล้วกลิ่นยังอยู่ ถือว่าความทนดีงาม ซึ่งก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญด้วยส่วนหนึ่ง 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่ากุหลาบฟุ้งทั้งห้องเลย ให้ความสดชื่นและไม่ได้ถึงกับเป็นกุหลาบที่แห้งข้นแน่นจนมึนนัก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง ก่อนจะปิดท้ายด้วยออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบน้ำหอมกลิ่นกุหลาบนัก ยิ่งกุหลาบแห้งๆ มักจะอึนๆ บางครั้งจะแอบเวียนหัว เพราะมันแห้งและแน่นไป แต่ตัวนี้ทำเอาประทับใจในความสดชื่นและเป็นกลิ่นอายแบบแป้งกุหลาบที่มีความธรรมชาติสูงได้ดีและลงตัวมาก เรียกว่าแม้จะกลิ่นสาวแค่ไหน ก็ขอใส่เพื่อฟินกับกลิ่นหน่อยแล้วล่ะ เพราะเข้าข่าย Masterpiece กันอย่างชัดเจนจริงๆ สมแล้วที่ดังมายาวนานจนถึงทุกวันนี้

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by http://2.bp.blogspot.com/-oCPzJGbVrJg/VJh4BO-BVdI/AAAAAAAALjI/V1PbBscmho0/s1600/44_Manhattan%2BRose.jpg

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Krigler - Juicy Jasmine 30

Krigler - Juicy Jasmine 30

หลังจากผ่านตัวมวลมหาดอกไม้ที่มากับโทนสบู่เรียบหรูดูผู้แพงไปแล้ว ก็มาลองกลิ่นอายดอกไม้เด่นๆ ของแบรนด์ Krigler ตัวอื่นกันกันบ้าง ซึ่งก็ถึงคราวของมะลิที่จะเป็นตัวเอกและจะมาให้ความรู้สึกบานฉ่ำซะหน่อยกับรุ่นที่ผลิตและได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี 1930 เช่นนั้น จัดไปเลยดีกว่ากับรุ่น Juicy Jasmine ซึ่งจะออกมาในรูปแบบไหน 

อันนี้ต้องยอมใจ กลิ่นเปิดมาให้อารมณ์ในลักษณะกลิ่นดอกมะลิธรรมชาติที่มีความเขียวเจือกลิ่นหอมนวลหวานติดใสนิดๆ คือเหมือนเวลาเราดมดอกมะลิจากดอกที่จะมาแบบไม่หนักหน่วงเหมือนพวกน้ำมันหอมระเหยและจะมีกลิ่นเขียวแปร่งๆ ตามธรรมชาติมาผสมผสาน ซึ่งกลิ่นเขียวๆ ที่ว่าน่าจะมาจากดอกไฮยาซินท์ที่ให้ความเขียวแบบเฉพาะคล้ายเมือกเขียวๆ หรือกลิ่นเขียวติดน้ำมัน บางคนอาจจะนึกถึงกลิ่นน้ำลายเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าเพราะการเบลนด์ที่ดี ทำให้กลิ่นเขียวๆ มันมาแบบธรรมชาติ ไม่ได้มาแบบแรงหนักหน่วง ทำให้กลิ่นกลายเป็นมะลิที่มีความนวลเบาหอมลงตัวธรรมชาติยาวไปโดยที่กลิ่นไม่ได้มาแบบฉ่ำโบ๊ะ มาแบบกลางๆ กำลังดี ที่สำคัญกลิ่นมะลิจะเป็นตัวหลักที่อยู่ไปจนถึงช่วงท้าย แต่จะลดหลั่นความเด่นลงไปทีละหน่อย โดยเริ่มที่ช่วงกลางกลิ่นจะเริ่มมีความติดเย้ายวนติดนัวเคล้าดอกมะลิจากกลิ่นของกระดังงา (Ylang Ylang) ที่จะมาแบบนวลๆ นัวๆ ยั่วยวนพอประมาณ เพราะเหมือนพื้นฐานของกลิ่นแบรนด์นี้คือ ผู้ดีมีระดับ กลิ่นเลยจะไม่ได้มาสายยั่วแบบพร้อมรบคาเตียง แต่จะออกแนวมีจริตจะก้านแบบยังวางตัว ให้โทนกลิ่นอายแบบธรรมชาติเสียมากกว่า ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นดอกไม้ขาวติดสดชื่นนิดๆ จากดอกส้มเข้ามาด้วย เลยเป็นลักษณะที่มาสายดอกไม้เหลืองผสมกับขาวที่ยังมีกลิ่นเขียวตามธรรมชาติอยู่ กลิ่นจะมีความสะอาดให้สัมผัสได้ตลอดและมีความแห้งไม่ได้มาสายฉ่ำแล้ว เพียงไม่นานกลิ่นจะเริ่มมีโทนไม้หอมติด Smoky เสริมเข้ามา ซึ่งมาผสมผสานกับกลิ่นของกระดังงาและมะลิ จนเป็นกลิ่นที่ได้ความรู้สึกแบบมีมิติของดอกไม้ผสมควันไม้ ซึ่งอาจจะทำให้นึกถึงธูปกลิ่นมะลิหรือกระดังงาไปบ้าง แต่กลิ่นยังมีความสะอาดนวลเป็นที่ตั้งเลยไม่ได้ไปสายธูปจัดๆ ขนาดนั้น ซึ่งกลิ่นไม้หอมติด Smoky แบบนี้จะเป็นตัวนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นจะลดทอนลงเป็นเป็นไม้หอมอ่อนๆ ที่มีมิติติดควันบางๆ แต่ Musk จะเป็นตัวที่เด่นขึ้นมาให้ความสะอาดนวลของกลิ่น ซึ่งแน่นอนขาดไปไม่ได้กลิ่นมะลิกับกระดังงาจะยังมีอยู่จางๆ คูู่กับกระดังงาที่มาแบบนวลๆ รับช่วงต่อกันเป็นอย่างดีให้กลิ่นช่วงนี้เป็นกลิ่นสะอาดที่มีความเซ็กซี่เย้ายวนแบบมีจริตเคล้าความสะอาดมีภูมิมีมาดและนิ่งหรูนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป กลิ่นมีความเป็นธรรมชาติและมีระดับ ผสมผสานโทนดอกไม้กันอย่างลงตัวที่จะได้ทั้งอารมณ์ผ่อนคลาย เย้ายวน มีจริต และสะอาดเป็นตัวหลักแบบยาวไป จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็น ทางการ ออกงานหรูและทั่วๆ ไป ได้หมดกลิ่นแบบนี้เข้าถึงง่ายและมีความเป็นธรรมชาติสูง บ่งบอกถึงคุณภาพของน้ำหอมได้ดีมาก ออกกลางแจ้งพอได้บ้างแบบไม่ต้องอัดสเปรย์เยอะ เพียงแต่ให้ข้ามการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย กลิ่นไม่ได้เอื้อกับเหงื่อมากขนาดนั้นและมันแพง ส่วนยามค่ำคืนแบบออกงานหรู หรือว่าดินเนอร์จัดไป มันมีจริตของมันอยู่ที่ทำให้คนได้กลิ่นรู้สึกถึงความเย้ายวนแบบไม่โจ่งแจ้ง แต่ถ้าใส่ไปเที่ยวกลางคืน เดี๋ยวคนอาจจะงงเอาได้ เพราะกลิ่นบางช่วงมันใกล้เคียงธูปในระดับหนึ่ง เดี๋ยวเขาจะหาว่าใครขี่คออยู่หรือเปล่าเอา นอกจากนี้คุณผู้ชายสามารถใส่กลิ่นนี้ได้อยู่ เพราะมันมีความเป็น Unisex ในระดับหนึ่งจากความเป็นธรรมชาติของกลิ่นนี่แหละ 

ความทน - กลิ่นทนมากกกกก ทนจนน่าตกใจเพราะว่า 12 ชม. กลิ่นยังอยู่ อันนี้ยอมใจจริงๆ ซึ่งถ้าผิวพรรณไม่ได้เอื้อ อาจจะได้ราวๆ 8 ชม. 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะกระจายแบบออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไปจนถึงช่วงท้าย พอผ่านไปซัก 8 ชม. จะเริ่มเป็น Skin Scent ติดผิวให้ความรู้สึกสะอาดนวลๆ มะลิกระดังงา 

ทิ้งท้าย - ส่วนตัวเป็นคนกลัวโทนดอกไม้ขาวในระดับหนึ่ง ถ้าข้นไปจะสาวแตกทุกที แต่พอมาใส่ตัวนี้กลิ่นอ้อยอิ่งออกมาได้แบบงดงามมาก ไม่แรงเกินไป มีความเป็นธรรมชาติมากเสียด้วย ต้องยอมใจและยกนิ้วให้เลยว่าทำกลิ่นออกมาได้เรียบหรูมีระดับและคุมโทนกลิ่นได้ดีจริงๆ โดยที่อาจจะไม่ได้ถึงกับ Juicy เท่าไหร่ก็ตาม

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://pimages.parfumo.de/720/11231_xngiy2_juicy_jasmine_30_720.jpg

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Review: Krigler - Ultra Chateau Krigler 212

Krigler - Ultra Chateau Krigler 212

Krigler เป็นแบรนด์เก่าแก่และมีชื่อเสียงในเรื่องของการทำน้ำหอม Luxury ที่เน้นความหรูหราและมีระดับมาตั้งแต่ช่วงปี 1879 จากยุโรปสู่อเมริกา ซึ่งน้ำหอมของแบรนด์ได้รับความนิยมในหมู่ดารานักแสดงชื่อดังรวมถึงราชวงศ์ต่างๆ มาเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงปัจจุบันอย่างเจ้าหญิงเคท มิดเดิลตัน พระชายาของเจ้าชายวิลเลี่ยม แห่งราชวงศ์อังกฤษที่มีน้ำหอมที่เป็นกลิ่นหลักของตนเองจากแบรนด์นี้ด้วยเช่นกัน เช่นนั้น มีโอกาสก็ต้องลองสิ จึงได้ขอมาจัดเต็มกับแบรนด์นี้แบบรวดเดียว 4 รุ่น โดยเริ่มที่ตัวแรกอย่าง Ultra Chateau Krigler 212 

บอกก่อน - กลิ่นนี้เรียกว่าเป็นการนำเอากลิ่นเดิมชื่อดังอย่าง Chateau Krigler 212 ที่ผลิตออกมาเมื่อปี 1912 และยังเป็นน้ำหอมประจำตัวขอGrace Kelly เจ้าหญิงแห่งโมนาโค มาปรับใหม่เสริมคำว่า Ultra เข้าไป จนกลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่ต่อยอดออกมานั่นเอง ซึ่งในรีวิวจะไม่ได้บอกเล่าว่ากลิ่นต้นตำรับเป็นอย่างไร เน้นที่ Ultra Chateau Krigler 212 เป็นสำคัญ 

เปิดต้นกลิ่นมาแบบที่ทำให้นึกถึงความสวยงามและหรูหราในสไตล์น้ำหอม Old-Fashioned วันวานยังหวานและหรูมาก เพราะกลิ่นอายโทนติดคลาสสิคที่เด่นกับความเป็น Aldehydes ที่ให้ความเป็นสบู่คมๆ โปร่งฟุ้งกระจายจัดเต็มมาแบบชัดเจนตีคู่กับโทนดอกไม้รายล้อมกันก่อนเลย แต่กลิ่นจะไม่ได้มาสายฉ่ำ เน้นเป็นการฟุ้งกระจายติดแน่นๆ แต่มีความแห้งในเนื้อกลิ่นที่สัมผัสได้ โดยจะจับได้ถึงความเป็นดอกไวโอเล็ตที่ให้ความเป็นกลิ่นหอบติดแป้งอมเขียวโปร่ง ตีคู่กับดอกฟรีเซียที่จะมีความสะอาดติดโทนพริกไทย นอกนั้นจะรู้สึกได้ถึงกุหลาบบางๆ ที่มาแว้บเดียว แล้วก็จะเข้าช่วงกลาง โดยที่โทนสบู่คมๆ ยังคงอยู่ แต่จะลดระดับกลายเป็นสายนับสนุนที่ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายสบู่ดอกไม้อยู่ โดยที่ช่วงนี้จะเป็นทีของดอกไม้ขาวและเหลืองแล้วที่จะมาให้ความหอมละมุนกลั้วความใส ฝั่งขาวจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมะลิที่จะมาตีคู่กับฟรีเซียที่ยังคงปล่อยของต่อเนื่องจากช่วงต้นโดยให้กลิ่นดอกไม้ติดเครื่องเทศโปร่งสะอาดปนใส ส่วนฝั่งเหลืองจะให้ความนวลครีมและติดเย้ายวนพอประมาณจากกระดังงาและกลิ่นหอมหวานอุ่นโทนกลิ่นคล้ายชาหอมนวลอย่างจำปี ซึ่งกลิ่น 2 โทนจะผสมผสานกันเป็นเหมือนกลิ่นสบู่ดอกไม้รวมหรูๆ ที่มีความสะอาดและความนวลมีระดับหอมแบบติดผิวกายกำลังดี และในเนื้อกลิ่นมีโทนแป้งที่พอสัมผัสได้แบบนวลๆ ที่ได้ความรู้สึกมีมิติแบบกลิ่นสบู่ติดผิวกายผสมกลิ่นแป้งหอมดอกไม้โปร่งอ่อนๆ ละมุนยาวไปจนเข้าช่วงท้ายกับการเป็นกลิ่นอายนวลของ Musk เป็นพื้นฐาน โดยมีกลิ่นอายนิ่งๆ ของโทนไม้หอมอ่อนๆ ที่น่าจะมาจากไม้ซีดาร์มาผสมผสานกัน ทำให้กลิ่นดูมีความสะอาดและมีความนิ่งมีระดับไปในตัว โดยที่ยังมีความละมุนอ่อนหวานจากกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ในช่วงกลางตามมาอยู่ กลิ่นจะให้ความรู้สึกผู้ดี มีระดับ นุ่มนวลและอ่อนโยน เหมือนใส่ชุดกึ่งทางการกึ่งลำลองที่เรียบหรูโทนสีอ่อนๆ รื่นรมย์เลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นนี้มีความเป็นโทนย้อนยุคเคล้าความร่วมสมัยอยู่ เลยทำให้สร้างบุคลิกผ่านกลิ่นด้านความเรียบหรูดูแพงและวางตัวดีควบคู่กันไปประมาณนั้น เลยจะเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป แบบที่ต้องวางตัวกันหน่อย ไม่ได้เน้นสายลั่นล้าหรือว่ากี๊ซก๊าซวี้ดว้าย ผู้ชายคนนั้นชั้นจอง เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายเพิ่มดีกรีความแรง มีแต่ทำให้เราดูนิ่งและวางตัวดีมีความละมุนเสียมากกว่า กิจกรรมกลางแจ้งพอได้บ้าง แต่ไม่ได้หมายถึงใส่ไปขุดดินทำสวนเต้นกวาดลาน ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย กลิ่นไม่ได้เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานหรือดินเนอร์ได้เลยจ้า กลิ่นบ่งบอกชัดเจนถึงความเป็นผู้หญิงที่มีความละมุนและดูเข้าถึงได้ง่ายเป็นผู้ดีที่ไม่ถือตัว อะไรประมาณนั้น งดใส่ไปท่องราตรีเต้นผู้สาวขาเลาะเด็ดขาด กลิ่นไม่ได้ ไม่เอื้อและเสียลุคทันควันเลยล่ะ 

ความทน - เป็น EDP ที่เรียกว่าความทนลงตัว อยู่ราวๆ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดด้วย ส่วนตัวจัดไปที่ 6 สเปรย์ พร้อมฉีดเสื้อที่สวมด้านหน้า กลิ่นอยู่ถึง 8 ชม. ได้สบายๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าสบู่ดอกไม้ฟุ้งกระจายเลยทีเดียว แล้วจะลดลงมากระจายคาบเกี่ยวระหว่างปานกลางและออร่ารอบๆ ตัว แล้วก็ยาวไป จนพ้น 6 ชม. ไปแล้วจะเริ่มเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - มีความเป็นสบู่ดอกไม้หรูหราจริงๆ และดีงามไม่น้อยกับการไล่โทนการเป็นสบู่ดอกไม้ แป้งหอม กับผิวกายหอมละมุนจางๆ แม้ว่าจะแตะความเป็นกลิ่นอายย้อนยุคก็จริงแต่มันก็ไม่นาน ที่เหลือจะกลายเป็นความ Modern ที่สร้างออร่าเรียบหรูดูแพง โดยที่มีความเรียบร้อยวางตัวดีเป็นพื้นฐาน เหมือนกับที่ผมเห็นจากบุคลิกของ คุณเชอร์รี่ เข็มอัปสรยังไงยังงั้นเลย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/originals/c5/81/65/c58165891de2116e55828dafb0040c57.jpg