วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Carthusia - Corallium

Carthusia - Corallium 

ถ้ากล่าวถึงกลิ่นอายแบบตากอากาศที่มาสายสดชื่นบนเกาะกลางทะเลกลั้วสมุนไพร และมีความเรียบหรูแบบผู้ดีคงมองข้าม Carthusia ไปไม่ได้เพราะแบรนด์นี้เขามีดีทางด้านนี้ นอกจากหลายๆ รุ่นที่ผ่านการบอกเล่ามาก่อนหน้านี้ และคงคอนเซปท์การสื่อสารถึงความมีระดับของกลิ่นในแง่มุมต่างๆ ที่มีแรงบันดาลใจหลักมาจากกลิ่นอายของเกาะ Capri แล้ว ก็ยังมีอีกหลายรุ่นที่ยังไม่ได้กล่าวถึง เช่นน
ั้นเลยได้กลับมาเจอแบรนด์นี้อีกครั้งกับน้ำหอมที่น่าสนใจอีกรุ่น ที่อ้างอิงชื่อรุ่นถึงปะการังสีทับทิมในท้องทะเลอย่างรุ่นนี้เลย Corallium 

เพียงแค่ Top Notes ก็ทำเอาประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะกลิ่นของ Bergamot ที่วาบเข้ามาจะให้ความสดชื่นติดเขียวอมเปรี้ยวแห้งๆ แล้วจะวูบเหมือนจะหายไปแต่ทิ้งความเป็นกลิ่นอายสดชืิ่นติดขมเอาไว้ โดยจะมีกลิ่นอายของส้มเสริมเข้ามาพร้อมกับกลิ่นโทนสมุนไพรปร่านวลที่มาเกลากลิ่นให้มีความสดชื่นนุ่มๆ และมีความอะโรม่ากำลังดี แต่สิ่งที่สัมผัสได้เต็มๆ อีกอย่างคือกลิ่นอายทะเลที่ไม่ได้มีโทนคาวๆ เพราะเนื้อกลิ่นมีความเค็มติดโทนเกลือหน่อยๆ กลิ่นเลยจะมีลูกเล่นความสดชื่นที่มี 3 โทนคือ Citrus สมุนไพร และทะเลจางๆ ที่ผสมผสานเนียนกันไป แล้วความเป็นสมุนไพรจะเริ่มกลายเป็นตัวเอกเมื่อเข้าสู่ Middle Notes เพราะกลิ่นอายสดชื่นติดเครื่องเทศโทนโปร่งคล้ายกานพลูแต่มีความนุ่มกว่าติดเขียวนุ่มอมหวานหน่อยๆ ของใบกระวานเคล้ากับกลิ่นของเซจที่ให้ความเป็นโทนเผ็ดปร่ากึ่งพริกไทยนวลๆ กำลังดีจะชัดเจนมากในช่วงนีิ้ โดยที่กลิ่นของ Bergamot ที่คิดว่าน่าจะหายไปแล้วก็ได้กลับมาตีคู่โทนสมุนไพรให้ความเปรี้ยวติดแห้งสดชื่นกลั้วไปตลอด กลิ่นโทนทะเลบางๆ ก็ยังพอให้สัมผัสได้ แต่ในเนื้อกลิ่นจะมีกลิ่นโทนยางไม้เคล้ากลิ่นไม้โปร่งๆ ของไม้ซีดาร์รองพื้นไว้อยู่ เลยจะมีมิติความสดชื่นที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเรียบนิ่งมีระดับของยางไม้กลั้วไม้หอมแบบลงตัว ไม่โฉ่งฉ่างจนเกินไป เมื่อผ่านไปจนถึง Base Notes สิ่งที่ทำให้แปลกใจมากคือ กลิ่นของ Bergamot ยังคงอยู่ ให้ความสดชื่นติดเปรี้ยวแห้งๆ ชัดเจน โดยจะมีกลิ่นไม้หอมโปร่งๆ ของซีดาร์ที่ให้โทนสว่าง และมีความเป็นกลิ่นอายแบบสะอาดติดฉ่ำหน่อยๆ ของ Musk ที่กลั้วกับกลิ่นอายของกุหลาบหินที่กลิ่นออกทางเขียวฉ่ำจางๆ มีความเป็น Aquatic ที่พอให้รับรู้ได้ ได้อารมณ์สะอาด สดชื่น และสว่างแบบไม่ดูเยอะสิ่ง มีความเรียบหรูกำลังดีเข้าถึงได้ง่ายตั้งแต่ต้นยันจบเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้มีความเป็น Unisex ชัดเจน กลิ่นเรียกว่ากวาดหมดในวัยตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถใช้ได้แล้ว เพียงแต่กลิ่นจะมีความเรียบร้อย เรียบนิ่งติดหรู ที่มีความสดชื่นแบบเข้าถึงได้ง่ายและยังไงก็รอด จึงไปได้กับทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ออกกำลังกายยังใส่ได้เลย ส่วนยามค่ำคืน ถือว่าถ้าใส่แบบสบายๆ ผ่อนคลายในวันอากาศร้อนๆ ยังไงก็ผ่าน อย. ด้านกลิ่น ส่วนเที่ยวกลางคืนตัดไปได้เลย สู้ชาวบ้านไม่ได้แน่นอน 

ความทน - เพราะรุ่นนี้เป็น EDP ความทนเลยน่าพึงพอใจมากกับ 8 ชม. ที่เป็นพื้นฐาน และมากกว่านี้ได้ด้วยถ้าจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเหมาะสม ส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. แบบกลิ่นยังคงอยู่ให้รู้สึกตีขึ้นตลอด กับจำนวนสเปรย์ที่ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นนี้เรียกว่ามาสาย Safe Scent แบบเรียบหรู การกระจายเลยออกแนวเรื่อยๆ เสียมาก กระจายดีตอนต้น แล้วลดลงมากระจายกลางๆ ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอผ่านซัก 8 ชม. ไปแล้วจึงเริ่มเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามร่างกายขยับเนื้อตัวให้รู้ว่ากลิ่นยังอยู่ไม่หนีไปไหน 

ทิ้งท้าย - จากใจ รุ่นนี้เป็นน้ำหอม Niche ที่เป็น #ของดีเทคนิคไม่ต้อง และคาดไม่ถึงกับกลิ่นของ Bergamot หรือมะกรูดฝรั่งที่ให้ความรื่นรมย์ตั้งแต่ต้นยันจบได้ดีเกินคาดจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://www.saison.com.au/media/catalog/product/cache/1/image/9df78eab33525d08d6e5fb8d27136e95/c/o/corallium_50_ml_w_.jpg




วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Memo Paris - African Leather

Memo Paris - African Leather

และก็ได้เวลาของที่หมายสุดท้ายของการเดินทางผ่านกลิ่นหนังที่เป็นเหมือนตัวเอกตามภูมิภาคต่างๆ ของแบรนด์ Memo Paris นั่นก็คือ “แอฟริกา” เช่นนั้น กลิ่นหนังของดินแดนแห่งนี้ เมื่อทำออกมาเป็นน้ำหอมจะออกมาในลักษณะไหน ได้เวลาของการท่องเที่ยวผ่านกลิ่นแล้วล่ะ กับรุ่นนี้เลย African Leather   

เปิดต้นกลิ่นมาด้วยความเป็นโทน Spicy อย่างชัดเจนกับเครื่องเทศทั้งโทนเผ็ดปร่าติดโปร่ง เครื่องเทศโทนเย้ายวน และเครื่องเทศโทนอบอุ่น โดยกลิ่นเด่นนำมาก่อนเลยอย่างเม็ดกระวานจะมาเย้าให้ความเผ็ดเจือหวานปลายพุ่งออกมาก่อนเลย แล้วกลิ่นของยี่หร่าแขกจะเสริมขึ้นมาแบบที่เกลากลิ่นให้หวานอมเย้ายวนชัดเจน โดยไม่มีกลิ่นออกทางสาปเครื่องเทศที่มักได้กลิ่นตามกลิ่นตัวแขกแต่ประการใด ตามด้วยหญ้าฝรั่นที่ให้ความขมอมหวานอบอุ่นติดโทนหนังจะเสริมเข้ามา เรียกว่าเป็น 3 ประสานที่ทำหน้าที่เด่นแบบ 3 เลเยอร์โดยเม็ดกระวานพุ่งออกมา ยี่หร่าอยู่ตรงกลาง และหญ้าฝรั่นรองพื้น ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะมีความเป็น Citrus แบบแห้งๆ ติดเขียวบางๆ ของ Bergemot มะกรูดฝรั้่งอยู่แต่เน้นเป็นสายสนับสนุนรห่างๆ ให้มีมิติของความสดชื่นไม่ได้ออกทางเครื่องเทศโทนเดียวแต่อย่างใด และกลิ่นโทนเครื่องเทศนี้จะยังคงตามไปเด่นในช่วงกลางโดยไปผสมผสานกับกลิ่นอายดอกไม้เจือความเขียวกึ่งกุหลาบของเจอราเนียม ซึ่งความเป็นเม็ดกระวานจะเริ่มผสมผสานกับหญ้าฝรั่นและยี่หร่าแขกแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันในระดับหนึ่งให้ความหวานโปร่งปนขมที่เย้ายวนและมีความเซ็กซี่เจือในเนื่อกลิ่นแบบไม่โจ่งแจ้งตลอด ซึ่งเกื้อกูลกับความเป็นเจอราเนียมที่เป็นกึ่งกุหลาบกึ่งเขียวติด Spicy ให้มีความนวลเจือความหวานที่ลอยฟุ้งออกมา แต่สิ่งที่จะเริ่มสัมผัสได้คือกลิ่นโทน Animalic ที่เป็นโทนสาปปลุกเร้าของกลิ่นหนัง จะเป็นตัวรองพื้นที่สร้างความสมดุลของโทนกลิ่นโดยรวมให้มีความเป็นเครื่องเทศ ดอกไม้ และหนังได้อย่างลงตัว กลิ่นจะมีระดับและหรูหราติดโทนแห้งได้แบบงามเลยทีเดียว แล้วกลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนโทนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นอายเริ่มสื่อสารถึงสภาพแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้นเพราะในความเป็นกลิ่นหนังที่ติดโทนหวานเครื่องเทศ จะมีความเป็นหญ้าแฝกที่มาโทนแห้งๆ เคล้ากับกลิ่นไม้หอมจางๆ ดาร์กหน่อยๆ แต่กลิ่นจะมีความนุ่มเจือไปด้วยตลอดจาก Musk ที่ทำให้กลิ่นไม่ได้ออกทางติดสาปแต่อย่างใด ที่สำคัญเนื้อกลิ่นจะล้อมไปด้วยกลิ่นรื่นจมูกแบบตัดโทนดิบออกไปพอสมควรของพิมเสนที่มาสายดึงดูดและน่าค้นหากันเต็มๆ ซึ่งอารมณ์จะได้ความรู้สึกแห้งๆ รื่นจมูกแบบทุ่งหญ้าที่มีความอบอุ่นท่ามกลางกลิ่นหนังติดสาปบางๆ ที่ให้เสน่ห์ตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ซึ่งนี่แหละ African Leather

เหมาะสำหรับ - กลิ่นตราเอาไว้ว่า Unisex ซึ่งก็เข้าทางได้อยู่ อาจจะมีเอนไปทางสายผู้ชายอยู่บ้างราวๆ 60% แต่ผู้หญิงใส่ได้สบาย ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป กลิ่นถือว่ามีความใช้ง่ายในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับง่ายมากขนาดนั้นเพราะถ้าใครไม่ชอบกลิ่นโทนเครื่องเทศอาจจะเมินไปเลยก็เป็นได้ แต่อาจจะงดใส่เพื่อออกกำลังกายหรือว่ารอช่วงท้ายๆ ของกลิ่นก่อนค่อยว่ากันก็พอได้อยู่ (มันแพงนะ เปลืองตายชัก ถ้าใส่ไปออกกำลังกาย) ส่วนยามค่ำคืน ถือว่ากลิ่นนี้สามารถเรียกร้องความสนใจในเลยทีเดียว เพราะกลิ่นมีโทนเย้ายวนติดสาปปลุกเร้าจางๆ ให้น่าค้นหาเสียด้วย เพียงแต่จะไม่ได้เหมาะกับการใส่ไปเต้นสะบัดช่อลืมตาย แต่เหมาะกับการใส่ไปเท่ห์ๆ และดึงดูดแบบมีระดับมากกว่า

ความทน - เรียกว่าทำได้ดีเลยทีเดียวกับราวๆ 8 ชม. ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไปที่ 5 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 12 ชม. ได้เลยทีเดียว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ความเป็นเครื่องเทศมาเต็มเลยทีเดียว ก่อนจะลดลงไปกระจายปานกลาง แล้วเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอพ้นซัก 8 ชม. ไปแล้วกลิ่นจะเป็น Skin Scent ชัดเจน

ทิ้งท้าย - เป็นอีกตัวที่เรียกว่ากลิ่นดีเกินที่คิดไว้มาก เพราะคิดว่าจะมาแบบสภาพแวดล้อมจัดจ้านแบบหนังติดสาปสไตล์แอฟริกันที่ดิบๆ แต่เอาเข้าจริงเป็นการเล่นโทนเครื่องเทศ โทนแห้งๆ และโทนหนังได้ลงตัวและมีเสน่ห์และมีระดับมากพอโดยที่ไม่ทิ้งความเป็นกลิ่นอายแบบแอฟริกันที่ควรจะเป็นได้ดีทีเดียว ที่สำคัญ ตัวนี้เกลากลิ่นยี่หร่าแขกได้ดีจนทำให้รู้สึกฟินไปเลย

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ”


วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Memo Paris – Italian Leather

Memo Paris – Italian Leather

เรียกว่าเป็นการท่องเที่ยวพร้อมกลิ่นหนังจากแบรนด์ Memo Paris เลยก็ว่าได้จากฝรั่งเศส สู่ไอร์แลนด์เหนือ ตามด้วยรัสเซีย คราวนี้ก็ถึงจุดมุ่งหมายอีกหนึ่งแห่งแล้วนั่นคือ “อิตาลีซึ่งกลิ่นหนังในสไตล์นี้จะมาในลักษณะไหน ได้เวลาเปิดโปงกันแล้วล่ะนะ กับรุ่นนี้เลย Italian Leather

เพียงแค่แรกฉีดความน่าสนใจก็พุ่งขึ้นมาเลยกับการปล่อยของเสน่ห์ 3 โทนกลิ่นที่จะเริ่มกับโทนเขียวติดขมเจือๆ มาแบบพุ่งๆ กลั้วความเป็นสมุนไพรของใบมะเขือเทศ ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นยางไม้ที่ออกแนวเขียวคมของ Galbanum เป็นตัวช่วยให้กลิ่นโทนเขียวพุ่งชัดกว่าเดิมเสียด้วย ที่สำคัญในเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นโทนเผ็ดปร่าโปร่งๆ ติดเขียวของเซจที่ทำให้กลิ่นดูสว่างท่ามกลางความเขียว และมีความสดชื่นแบบเขียวปลอดโปร่งไปตลอด เพียงแต่กลิ่นไม่ได้มาสายสดชื่นนัก เพราะเลเยอร์ที่ 2 อย่างวานิลลา และเลเยอร์ที่ 3 อย่างกลิ่นหนังนวลๆ จะรองพื้นอยู่และรู้สึกได้เลยถึงการเป็นกลิ่นอายหอมหวานนวลแทรกอยู่ในความเขียวติดปร่าพุ่งๆ ไปตลอด จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางกลิ่นโทนเขียวติดขมของใบมะเขือเทศที่มีความพุ่งยังคงอยู่แต่จะเบาลงมาหน่อยนึงให้กลิ่นหนังเจอวานิลลาเด่นขึ้นมา โดยจะสัมผัสได้ถึงโทนอุ่นหอมหวานนวลฟุ้งกระจายขึ้นมา โดยจะมีกลิ่นอายหนังแบบหอมนวลๆ ตีคู่ความหวานอุ่นของวานิลลา ที่สำคัญมีกลิ่นกำยานที่หอมหวานอุ่นชัดมากเป็นตัวเสริมโทนเสียด้วย และจะจับความรู้สึกแบบกลิ่นออกแนวน้ำมันเครื่องจางๆ ซึ่งมันทำให้กลิ่นมันมีความเท่ห์ เล่นโทนเขียวโปร่งปร่าบางๆ นวลเท่ห์กับหนัง และหอมหวานอบอุ่นกำยานและวานิลลาได้ลงตัว จนเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายโทนกลิ่นเริ่มมาเป็นสายวานิลลาที่เด่นขึ้น โดยมีกลิ่นอายของยางไม้อบอุ่นหอมหวานแต่ไม่ได้มาแบบข้นหนักหน่วง แต่มีลูกเล่นกำลังดีทั้งติดโทน Incense หน่อยๆ ติดโทนอับหอม และติดโทนหวานแบบไม่ได้จัดเต็มความแน่นนัก เพราะแม้โทนเขียวในตอนต้นจะบางลงไป แต่ก็ยังมีอิทธิพลให้กลิ่นไม่ไปสายหวานอวลจัดหนัก กลิ่นหนังกับ Musk เบาๆ ยังตัดให้นุ่มนวลมีเสน่ห์ กลิ่นจะหอมนวลอบอุ่นวานิลลาเคล้าหนังและยางไม้คุมโทนให้กลิ่นมีความหรูหราอบอุ่นเย้ายวนกำลังดีไปตลอด อารมณ์เลยจะได้ไม่ต่างจากภาพที่หน้าขวดเลยว่าเป็นความรู้สึกแบบขับรถชมวิวชนบทที่เป็นภูเขาเขียวๆ เตียนๆ พร้อมกลิ่นเขียวๆ สดชืิ่นลอยเข้าจมูกพร้อมกลิ่นหอมหวานอบอุ่นจากน้ำหอมโทนวานิลลาชั้นดีเจือแสงแดดเคล้ากลิ่นหนังเบาะรถที่รื่นรมย์ มันได้ภาพในหัวแบบนี้เลย

เหมาะสำหรับ แบรนด์ตราเอาไว้ว่าเป็น Unisex ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเลย เพราะมันคาบเกี่ยวระหว่างความอบอุ่นและความหวานที่แตะความเป็นผู้ชายก็ได้ หรือเป็นผู้หญิงก็ลงตัว จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไป แบบอากาศไม่ได้ร้อนจัดมากหรืออยู่ในห้องแอร์เป็นหลัก แม้จะใส่ออกกลางแจ้งได้อยู่บ้าง แนวๆ เดินเล่นหรือไปปิคนิคชิลล์ๆ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับกิจกรรมที่ใช้พลังงานหรือแนวๆ ออกกำลังกาย เพราะเดี๋ยวกลิ่นตีขึ้นจนจุกเอาได้ ส่วนยามค่ำคืน จัดไปกลิ่นหอมหวานอบอุ่นลงตัวระหว่างความเป็นวานิลลา หนังและโทนเขียวคมได้ดึงดูดไม่น้อย

ความทน เรียกว่ากลิ่นทนระดับต้นๆ ของไลน์ Cuirs Nomades กันเลยเพราะพื้นฐานคือวานิลลาและโทนยางไม้กำยานต่างๆ กลิ่นเลยเรียกว่ามาสายทนจัดที่ราวๆ 10 ชม. ได้เลย อาจจะบวกลบบ้างนิดหน่อย ก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. กับ 5 สเปรย์ ถือว่าต้องยกนิ้วให้เขาเลย

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้นกลิ่นพุ่งกันมาเลยทีเดียว ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีในช่วงกลาง ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ เป็นปานกลางในต้นๆ ช่วงท้าย แล้วลงไปเรื่อยๆ จนเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่าน 8 ชม. ไปแล้ว

ทิ้งท้าย ถือเป็นการเล่นโทนผสมผสานกลิ่นหนังกับกลิ่นโทนยางไม้กำยานและวานิลลา โดยมีตัวเสริมมิติความผ่อนคลายสไตล์เขียวติดขมได้น่าสนใจเลยทีเดียว เป็นอีกหนึ่งตัวที่สายวานิลลาน่าจะปลื้มกับกลิ่นได้ไม่ยากเลยล่ะ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://images.neimanmarcus.com/ca/2/product_assets/C/1/V/F/Q/NMC1VFQ_mu.jpg

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Memo Paris - Russian Leather

Memo Paris - Russian Leather 

ผ่านกลิ่นอายหนังในแต่ละภูมิภาคต่างๆ ของแบรนด์ Memo Paris ที่ได้สร้างสรรค์ไลน์ Cuirs Nomades ออกมาแล้วจากฝรั่งเศส ตามด้วยไอริช ก็ได้เวลามาสู่รัสเซียกันบ้าง ซึ่งกลิ่นจะออกมาในลักษณะใดและแสดงความเป็นกลิ่นอายสไตล์ได้ ก็ได้เวลาพิสูจน์แล้วล่ะกับรุ่นนี้เลย Russian Leather
 

เปิดต้นกลิ่นด้วยความเป็นโทนสมุนไพรที่มีความเย็นเคล้ากลิ่นอายเขียวปร่ากันก่อนเลย เพราะกลิ่นของมินต์จะเด่นออกมาผสมผสานกับกลิ่นแนวการบูรกลั้วความเป็นโทนแนวลาเวนเดอร์ ซึ่งจะได้ความซ่าเย็นออกมาชัดเจน ซึ่งนอกจากตัวเด่นทางด้านสมุนไพร 2 ตัวนี้แล้ว สายสนับสนุนอย่างโหระพาที่ให้โทนเผ็ดปร่านวล เม็ดผักชีที่ให้ความเผ็ดปร่าซ่าสดชื่น และเซจที่ให้ความนวลเขียวของกลิ่นแบบลึกๆ ติดโทนหนังหน่อยๆ รวมถึงจะมีกลิ่นอายสมุนไพรนุ่มๆ มาล้อมเป็นบริวารเอาไว้ จะดันให้กลิ่นมีความเป็นโทนสมุนไพรปร่า ซ่า เขียว นุ่มนวล และเย็นแบบแห้งๆ สดชื่นกันอย่างชัดเจน ให้ความรู้สึกแบบดงสมุนไพรในเมืองหนาวกันในระดับหนึ่งเลย และเพียงไม่นานในเนื้อกลิ่นจะเริ่มมีความเป็นกลิ่นโทนหนังที่เริ่มชัดขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นการเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นการผสมผสานโทนกลิ่นหนังกับสมุนไพรในช่วงต้นได้อย่างลงตัว ซึ่งกลิ่นหนังจะเป็นสายรองพื้นแอบปล่อยของเนียนๆ ให้กลิ่นสมุนไพรนวลปร่าเย็นและสดชื่นแบบแห้งๆ เด่นออกมาแบบมีความลึกและนัวหนังกำลังดีในเนื้อกลิ่น และจะมีกลิ่นเอกอีกหนึ่งกลิ่นอย่างสนไพน์ที่ให้ความรู้สึกแบบไม้สนที่สะอาดปร่าติดเขียวนุ่มหน่อยๆ มาผสมผสาน มีความรู้สึกแนวๆ หวานโปร่งไม้หอมนิดๆ จากสนไซเปรส อารมณ์แบบกลิ่นหนังในอากาศเย็นๆ ที่กลิ่นจะไม่ได้มาแบบสาปหนังหรือนุ่มหนังชัดนัก มีให้รู้แบบบางๆ ว่าเป็นกลิ่นหนังเคล้ากลิ่นเนื้อไม้ต้นสนไพน์ท่ามกลางความสดชื่นติิดเขียวเย็น อารมณ์ลักษณะแบบป่าสนเขตหนาวเคล้ากลิ่นหนังเบาๆ เลยทีเดียว และเมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นมีความครีมมี่มากขึ้น นั่นคือการเข้าสู่ช่วงท้ายอย่างชัดเจนโดยที่กลิ่นโทนไม้สนไพน์จะมีความนวลนุ่ม โดยที่กลิ่นโทนสมุนไพรยังมีอยู่จางๆ ให้รู้สึกได้ แต่จะมีกลิ่นของพิมเสนมาทำให้กลิ่นรื่นจมูก และมีกลิ่นไม้หอมติด Smoky บางๆ มาเป็นตัวเสริมทัพให้คุมโทนความเป็นกลิ่นไม้หอมเคล้าอากาศหนาวๆ เย็นๆ ได้อยู่ แน่นอนว่ากลิ่นหนังยังคงอยู่ เพียงแต่ก็ทำหน้าที่เดิมคือ เป็นสายรองพื้นเบื้องหลังไม่ออกหน้านั่นเอง ภาพรวมกลิ่นนี้เลยจะได้อารมณ์เหมือนใส่เสื้อหนังกันหนาวเดินเล่นในป่าสนเขตหนาวที่มีสมุนไพรประปราย อากาศสดชื่นแห้งๆ เข้าทางการเป็นโทนตามสภาพแวดล้อมที่ควรจะเป็นของรัสเซียได้ลงตัวไม่น้อยเลย

เหมาะสำหรับ - แน่นอนว่าแบรนด์ยังคงตราเอาไว้ว่า Unisex ซึ่งกลิ่นนี้ถือว่ากลางๆ ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดชัดๆ นัก แต่ถือว่าเป็นกลิ่นสะอาดใช้ง่ายและดึงให้รับรู้ได้ในระดับหนึ่งถึงกลิ่นอายสภาพแวดล้อมของที่มาน้ำหอมรุ่นนี้ จึงสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป กวาดหมดพอสมควร อาจจะมีเรื่องนึงคือ ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกาย อาจจะรอช่วงท้ายๆ หน่อยเพราะไม่งั้นเดี๋ยวกลิ่นจะปล่อยของจนชาวบ้านมองหน้าเอาได้ ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่าใส่ทั่วไป หรือออกงานได้สบายมาก กลิ่นมีความสะอาดนวลปร่าโล่งจมูก ไม้สนหอมนวลๆ และหนังบางๆ แบบนี้มันสร้างความรู้สึกเย็นๆ น่าค้นหาแต่ไม่ถึงกับเย็นชาได้ดีเลยทีเดียว แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเที่ยวกลางคืนที่เน้นปล่อยพลังนัก ยกเว้นใส่ไปสบายๆ จิบเบาๆ เท่ห์ๆ คูลๆ อันนี้ได้สบายมาก 

ความทน - ถือว่าลงตัวกับราวๆ 8 ชม. อาจจะมีบวกลบไปบ้างราวๆ 2 ชม. ก็อยู่ที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงแรก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไป พอเข้าช่วงท้ายจะเริ่มลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว พ้นซัก 6 ชม. ไปแล้วก็จะเริ่มลดทอนลงไปเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ใช้ง่ายตีคู่กับ French Leather ที่ยืนพื้นที่กลิ่นหนังและเด่นต่างโทนกัน แต่ใช้ง่ายทั้งคู่ ใครชอบกลิ่นกุหลาบและหนังนุ่มๆ ไปฝรั่งเศส ใครชอบความคูลสบายๆ เย็นๆ กับกลิ่นไม้สนก็มารัสเซีย ประมาณนี้เลย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by http://images.neimanmarcus.com/ca/2/product_assets/C/3/U/N/D/NMC3UND_au.jpg

วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Memo Paris - Irish Leather

Memo Paris - Irish Leather 

จากหนึ่งในไลน์ Cuir Nomades ที่ผ่านการบอกเล่าไปแล้ว 1 ตัวอย่าง French Leather ก็ได้เวลาของตัวที่ 2 ที่น่าสนใจมากและกลิ่นไม่เป็น 2 รองใครเสียด้วยของแบรนด์ Niche ขวดงามอย่าง Memo Paris กับการเป็นกลิ่นหนังสไตล์ Irish กันบ้าง ซึ่งจะสื่อสารออกมาอย่างไง ใช้จนหนำใจแล้วก็ต้องบอกว่า 

Irish Leather เป็นอีกหนึ่งกลิ่นหนังที่ผสมผสานกันได้อย่างน่าสนใจมากระหว่างความเป็นโทนเขียวกับหนังได้อารมณ์ราวกับกลิ่นอายของหนังที่หอมมีชั้นเชิงท่ามกลางทุ่งหญ้าอากาศเย็นๆ ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อถึงสภาพแวดล้อมของไอร์แลนด์เหนือได้ชัดเจนและน่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งจะเปิดตัวด้วยกลิ่นอายของโทนเหล้าจิน ที่จะมีความเขียวเจือซ่าแน่นๆ มาจากจูนิเปอร์เบอร์รี่ โดยจะมีกลิ่นอายเขียวติดแห้งๆ ของหญ้าเขียวค่อนแห้งมาผสมผสานในความเป็นกลิ่นเขียวซ่าของจูนิเปอร์อยู่ และจะสัมผัสได้ชัดในระดับหนึ่งเลยว่าในเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นไม้โปร่งๆ สะอาดๆ ให้รู้สึกได้และมีความเป็นโทนเผ็ดปร่าประปรายให้รู้สึกได้เจืออยู่ในนั้นด้วย อารมณ์เลยจะได้แบบกลิ่นอายทุ่งหญ้าอากาศเย็นๆ โปร่งๆ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นของหนังจะเริ่มเปิดตัวออกมาแบบกำลังดีที่มีกลิ่นอายความเป็นสมุนไพรแห้งจากชาสมุนไพรแบบชามาเตที่จะมีกลิ่นเขียวๆ ติดขมอะโรม่าเจือตีคู่กับกลิ่นของจูนิเปอร์ล้อมเอาไว้ ที่สำคัญกลิ่นของไอริสจะชัดขึ้นมาแบบติดโทนแป้งจืดๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับมีกลิ่นแนวหัวเหง้าใต้ดินชื้นๆ ขนาดนั้นเสริมให้กลิ่นหนังมีเสน่ห์แบบกลิ่นหนังที่หอมนวลติดจืดกำลังดี ซึ่งยังไม่ได้หมดแค่นั้น กลิ่นโทน Smoky กลั้วไม้หอมก็จะเป็นหนึ่งในสายสนับสนุนให้กลิ่นหนังในช่วงนี้มีความรู้สึก 3 โทนผสมกันอยู่ นั่นคือ สดชื่นติดเขียวทุ่งหญ้า หอมนวลติดจืดเย้ายวน และดิบเจือไม้หอมควันไอบางๆ ได้น่าสนใจเลยทีเดียว และเมื่อได้เวลาของช่วงท้าย กลิ่นของหนังจะเริ่มมีความครีมมี่มากขึ้นและมีความอบอุ่นผสมผสานอยู่ข้างในเนื้อกลิ่นตลอด โดยความเขียวแบบกลิ่นสมุนไพรและหญ้าแห้งๆ ยังคงมีอยู่ประปราย ได้อารมณ์แบบอากาศในทุ่งหญ้าที่เริ่มสายมากขึ้นและมีแสดงแดดให้ความอบอุ่นนวลๆ เคล้ากลิ่นหนังและไม้หอมแบบ Airy ลอยมาตามลมได้ดีเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงเอาไว้ว่า Unisex แต่จะค่อนข้างไพล่ไปทางหนุ่มๆ มากกว่าสาวๆ ซัก 65 - 70% ซึ่งจะเข้ากับวัยทำงานขึ้นไป อาจจะผ่านกลิ่นอายน้ำหอมโทนหนังมาบ้างจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการที่เหมาะสมอยู่ในแง่การสร้างความมีระดับและความภูมิฐานแบบที่กลิ่นอายมีความเป็นโทนอะโรม่านำทางด้วยหนัง หรือจะใส่ทั่วๆ ไปบ่งบอกรสนิยมคนใส่ก็ย่อมได้ ใส่ออกกลางแจ้งพอได้แบบสเปรย์เหมาะสม แต่ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกายงดจะดีกว่า กลิ่นไม่ได้มาสายนี้นัก ส่วนยามค่ำคืนจัดไป กลิ่นลงตัวมีมาดมีของแบบที่มีความเท่ห์เป็นตัวยืนพื้นชัดเจน 

ความทน - กลิ่นทนลงตัวมากที่ราวๆ 8 ชม. ซึ่งอยู่ที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ อาจจะมากกว่านี้ได้ด้วยซ้ำ เพราะส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. สบายๆ เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายกลางๆ ค่อนไปทางออร่ารอบๆ ตัวเสียมาก แล้วจะปิดท้ายที่ออร่ารอบๆ ตัวแบบเบาๆ กำลังดี 

ทิ้งท้าย - ในไลน์ Cuir Nomades ถือว่าตัวนี้โดดเด่นและชอบมากกว่าตัวอื่นๆ ในไลน์ทั้งหมดเลย เพราะสื่อสารถึงกลิ่นอายที่บ่งบอกสิ่งแวดล้อมได้ดีมากโดยเอาหนังเป็นตัวยืนพื้น ถือว่าไม่เสียดายเงินเลยที่ได้มาครอบครอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://images.neimanmarcus.com/ca/6/product_assets/C/1/V/F/P/NMC1VFP_au.jpg

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Ormonde Jayne - Qi

Ormonde Jayne - Qi

ได้ยินแบรนด์นี้เพราะเมืองนอกเขาพูดกันเยอะมากว่ากลิ่นอายงามงดและมีระดับมาก จนต้องไปหาข้อมูลดูว่าแบรนด์นี้เป็นยังไง จึงทำให้รู้ว่า Ormonde Jayne เป็นแบรนด์ UK ที่ก่อตั้งขึ้นและมี Perfumer ที่มาร่วมสร้างสรรค์อย่าง Geza Schoen ผู้สร้างแบรนด์ Escentric Molecule มาทำน้ำหอมสไตล์ Luxury ให้เสียด้วย เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาครอบครอง เลยขอเปิดซิงแบรนด์นี้กับการ Review ัวแรกที่ได้รู้ว่าเป็นยังไงซะเลย

Qi เป็นหนึ่งในไลน์ The Four Corners of the Earth ที่บอกเล่าถึงกลิ่นอายในลักษณะต่างๆ ที่มาจากภูมิภาคที่เจ้าของแบรนด์ได้เคยไปเยือน ซึ่ง Qi จะเป็นตัวแทนของภูมิภาคฝั่งเอเซียเน้นที่เมืองจีนเป็นสำคัญ โดยคำว่า Qi จะหมายถึง Breath of Life หรือลมหายใจแห่งชีวิต ที่บ่งบอกถึงความละเอียดอ่อนและความสว่างของกลิ่นในสไตล์แบบจีน โดยกลิ่นเปิดจะเริ่มจากความเป็นกลิ่นอายดอกไม้ใสๆ นวลๆ มีความเป็นโทนเขียวติดพริกไทยติดสบู่หน่อยๆ จากดอกฟรีเซีย ล้อมไปด้วยกลิ่นดอกไม้ขาวใสๆ ของดอกส้ม มีความเขียวแบบโปร่งๆ ช่วงนี้กลิ่นจะไม่หนักเลย มีความสบายๆ นวลๆ ติดสะอาด และมีความเป็น Citrus โทนเลมอนที่ติดนุ่มหวาน รวมถึงมีความเป็น Fresh Spicy ที่ชัดเจน ผ่านไม่เพียงไม่นานกลิ่นชาจะเริ่มดันขึ้นมาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ช่วงกลาง ซึ่งกลิ่นในช่วงต้นจะยังคงอยู่เสริมให้กลิ่นชามีความสดชืิ่นนวลๆ ตีคู่กับกลิ่นอายหวานหอมนวลสบายติดกลิ่นผลไม้หวานนิดๆ ของหอมหมื่นลี้ มีความหวานโปร่งติดเขียวกำลังดีออกทางแป้งหวานนวลสบายๆและมีกลิ่นที่ติดดอกมะลิใสๆ และนุ่มทำให้กลิ่นมีกึ่งโทนAquatic กึ่งดอกไม้จากสารหอมที่ชื่อว่า Hidione เป็นตัวเสริม ช่วงนี้เลยเรียกว่าเป็นไฮไลท์ของกลิ่นเลยที่จะได้กลิ่นชาหอมดอกไม้ลงตัวมาก กลิ่นมีระดับและมีความละมียดละไมอารมณ์แบบอากาศดีๆ ติดสดชื่น Spicy หน่อยๆ แล้วกลิ่นหอมหมื่นลี้ลอยเข้ามายามจิบชาจีนยามเช้าได้ดีมากมายจริงๆ จนเมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นอายของชาจะยังคงอยู่ เพราะเสริมทัพเข้าไปด้วยอย่างกลิ่นของชามาเตที่เป็นชาสมุนไพรแห้งๆ อีกประเภทที่ให้กลิ่นเขียวติดขมชื่นใจ รองพื้นด้วยกลิ่น Musk สะอาดนุ่มนวล มีความเป็นกลิ่นอาย Oak Moss จางๆ อยู่ด้านใน และมีโทนกำยานวานิลลาจางๆ ให้พอรู้สึกเบาๆ กลิ่นจะละมุนชวนฝันกันในระดับหนึ่งเลยทีเดียว โดยที่ยังคุมโทนความเป็นกลิ่นอายรื่นรมย์ ผ่อนคลาย ละมุน ละเมียดละไม และอะโรม่าเล่นโทนระหว่างชาดอกไม้ และกลิ่นนวลสะอาดสไตล์เอเซียได้ชัดเจนตลอดนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้ Unisex ตามที่แบรนด์บอกไว้ทุกประการ อาจจะไพล่ไปทางผู้หญิงบ้างแต่ยังไงผู้ชายก็ใส่กลิ่นนี้ได้สบายมากเพราะมันเน้นความละมุนอะโรม่ารื่นจมูกเป็นหลัก และมีระดับแบบไม่ต้องบิลด์ ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ได้หมด กลิ่นสร้างออร่าความเป็นผู้ดีละมุนไปตลอด อาจจะไม่เหมาะกับการใส่เพื่อออกกำลังกายนัก เพราะกลิ่นออกจะงามใส่ไปให้เหงื่อชะล้างทำไมกัน ส่วนยามค่ำคืน ถ้าใส่แบบอากาศร้อนๆ อยู่กับบ้านให้มีความรื่นรมย์ หรือออกไปเดินห้าง กินข้าวหรืออยู่กับแฟน อันนี้สร้างความรู้เสึกอ่อนโยนได้ดีมาก แต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรี คนเขาจะคิดว่ามาผิดงานหรือเปล่า แกจะไปปาร์ตี้น้ำชาไม่ใช่หรือ มาก๊งเหล้ากลบกลิ่นน้ำหอมเพื่ออะไรมิทราบ 

ความทน - ลงตัวมากที่ราวๆ 8 ชม. และไปได้มากกว่านั้นด้วย ซึ่งอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในตอนต้น แล้วจะหักมุมมากระจายดีในช่วงกลางแบบยาวไป กลิ่นไม่ได้เน้นปล่อยพลังแต่กระจายให้รู้สึกถึงความรื่นรมย์แทนจนไปจนถึงกลางๆ ช่วงท้ายเลยทีเดียว ก่อนจะลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัว เมื่อผ่านซัก 6 ชม. ไปแล้วแบบกลิ่นชาหอมสะอาดติดหวานนวล

ทิ้งท้าย - ถ้า by Kilian Imperial Tea เป็นกลิ่นอายชามะลิชั้นสูงหรูหราและผ่อนคลายอย่างมีระดับ Qi จะเป็นกลิ่นอายหอมชาและลมที่หอบเอากลิ่นดอกไม้หอมหวานมาให้รู้สึกรื่นรมย์กับชีวิตแบบละเมียดละไมนั่นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.ormondejayne.com/media/catalog/product/cache/1/image/400x500/9df78eab33525d08d6e5fb8d27136e95/o/j/oj-edep-120ml-qi-variation_1.png

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Perfumer’s Workshop - Parfum Tea Rose

Perfumer’s Workshop - Parfum Tea Rose

Tea Rose เป็นหนึ่งในชื่อรุ่นน้ำหอมที่เหล่าคนเล่นน้ำหอมน้อยคนมากจริงๆ ที่จะไม่รู้จัก เพราะว่าเป็นหนึ่งใมนน้ำหอมที่ราคาไม่แพงแต่ทำกลิ่นกุหลาบได้ดีงามเกินราคา ถือว่าของถูกแต่ดียังมีอยู่จริง และยังเป็นหนึ่งในความเป็นกุหลาบแดงที่มาทั้งดอกและก้านท่ามกลางความคลาสสิคที่ทำให้คนชอบกุหลาบต่างต้องมีตัวนี้ไว้ในครอบครองกันได้เลย เมื่อตัวต้นตระกูลนั้นยังความนิยมมายาวนานขนาดนี้ Perfumer’s Workshop เลยได้ต่อยอดกับการสร้างกลิ่น Tea Rose ในอีกรูปแบบหนึ่งออกมากับการเพิ่มความเข้มข้นเป็น EDP (ที่มีความ Rare Items กันในระดับหนึ่งได้เลย) เช่นนั้นกลิ่นจะมาในลักษณะไหน ได้เวลาพิสูจน์ 

Parfum Tea Rose เรียกว่าเปิดมาก็เจอกุหลาบกันเต็มๆ ตรงไปตรงมามาก แต่ในความที่เป็นกุหลาบนี้จะมาสายโทนออกทางสีชมพูพอสมควร ไม่ได้เป็นกุหลาบแดงคลาสสิคนัก เพราะกลิ่นจะมีความสดชิื่นท่ามกลางความเป็นกุหลาบที่ติดแห้งเด่นมาก่อนเลย ได้อารมณ์แนวดอกโบตั๋นสีชมพูอ่อนที่มาเสริมความเป็นกุหลาบก็จริง แต่ก็ลดทอนความเป็นกุหลาบที่ควรจะเข้มข้นลงมาเป็นแนวสว่างสดชิื่นได้ด้วย เสริมไปด้วยความเป็นโทนผ่อนคลายกำลังดีมีกลิ่นอายติดเขียนให้จับต้องได้ เพียงไม่นานความเป็นกุหลาบจะมาชัดและจัดเต็ม ซึ่งจะเป็นหัวใจหลักของน้ำหอมตัวนี้ที่เป็นกลิ่นอายของกุหลาบที่มาแบบลงตัว ไม่เข้มจนเป็นกุหลาบแดงเกินไป มีความเป็นกุหลาบสีชมพูเด่นสลับสีแดงและจะชัดเจนแบบเด่นเดี่ยวยาวไปเลย โดยทีไม่ได้ไปสายความเป็นกุหลาบแดงจัดๆ ที่ติดคลาสสิคเพียงอย่างเดียว ยังมีความเป็นโทน Modern มาผสมผสานแบบกุหลาบที่มีความอ่อนโยนและน่ารักเข้าไปด้วย ในเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นโทนเครื่องเทศจางๆ พอให้จับได้ เสริมให้กลิ่นกุหลาบชัดเจนมากขึ้นด้วยเช่นกัน และกลิ่นจะคงตัวเป็นลักษณะทางเดียวยาวไปจนถึงช่วงท้าย ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มมีความเป็นกลิ่นอายแบบเขียวอมหวานของใบไวโอเล็ตจะเสริมเข้ามาก็จริง และมีกลิ่นอายไม้หอมสะอาดๆ บางๆ ให้รู้สึก แต่ก็โดนเทคโอเวอร์ไปหมดจากกลิ่นกุหลาบที่ยังคงเด่นอยู่เสมอต้นเสมอปลาย ภาพรวมรุ่น EDP มีความแตกต่างที่ชัดเจนจากรุ่น EDT Classic มากเลยทีเดียว เพราะมาสายกุหลาบที่อ่อนโยนมีความสดชืิ่นเข้าไป ไม่ได้มาสายกุหลาบแดง 9,999 ดอก แบบกุหลาบ Classic ที่มีความอวลเป็นตัวตั้งนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - แม้ว่ากลิ่นจะตราเอาไว้ว่า Unisex แต่ไปทางผู้หญิงเต็มๆ ทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ขึ้นไปมากกว่าที่ผู้ชายจะใส่แล้วดูไม่สาว (ยกเว้นหนุ่มคนนั้นไม่มายด์ก็จัดไป) กลิ่นใช้ง่ายมีความเป็นกุหลาบเต็มๆ ชัดๆ แบบที่มีความอ่อนโยนในมุมของกุหลาบชมพูแทรกเข้ามาตลอด ทำให้ดูแตะได้ในหลายๆ วัย และสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป ยกเว้นใส่เพื่อออกกำลังกาย อันนี้ให้ตัดไปได้เลย เพราะกลิ่นไม่เอื้อกับเหงื่อและกิจกรรมหนักแบบนั้น ส่วนยามค่ำคืน เอาจริงๆ ถือว่าใส่ได้สบายมาก แต่ถ้าต้องการเรียกแขกอัดสเปรย์หน่อยก็เป็นกุหลาบให้คนมาดมได้แล้ว 

ความทน - อันนี้ถือว่าทำได้ดีไม่ต่างจาก EDT ที่ทำได้ กับราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีมากหรือน้อยกว่านี้ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจึงลดลงมาเป็นกระจายปานกลาง ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย จนเมื่อผ่านราวๆ 6 - 8 ชม. ไป กลิ่นจะเริ่มมีความเป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - แน่นอนมันหายาก เป็นของ Rare Item อยู่พอสมควร ที่สำคัญ กลิ่นมีความเป็นกุหลาบสดชื่นที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น ไม่ได้จำเป็นต้องมาสายตีกระบังผมทรงสูงแล้วถึงจะเหมาะกับการใส่น้ำหอมกลิ่นนี้แต่ประการใด ถือว่าเป็นการแตกไลน์ออกมาได้ดีเลยทีเดียวกับน้ำหอมที่ราคาไม่แพงเลยของแบรนด์นี้ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.punmiris.com/himg/o.30845.jpg

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Prada L’Homme

Prada L’Homme

ได้เวลากลับมาหา Prada อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน ซึ่งมาถึงก็มาเจอน้ำหอมชายรุ่นใหม่ที่เหมือนจะมาบ่งบอกทิศทางของน้ำหอมแบรนด์นี้ในอนาคตเลยทีเดียว และออกมาแบบแพ็คคู่ทั้งฝั่งชายหญิงเลยทีเดียว ในเมื่อมีของใหม่ฝั่งน้ำหอมชายก็ได้ฤกษ์มาพิสูจน์เช่นนั้นต้องมาบอกเล่ากันหน่อยว่ากลิ่นจะเป็นเช่นไร ผลออกมาก็คือ 

Prada L’Homme เรียกว่าเปลี่ยนโทนไปจากน้ำหอมชายของแบรนด์ที่มักจะมีลายเซ็นความเป็นโทนสบู่ให้รู้สึกได้ มาเป็นโทนแป้งเด่นบ้างแล้ว ซึ่งโทนกลิ่นจะมีความเป็นเมโทรมากขึ้นชัดเจน โดยเปิดตัว Top Notes ที่ความเป็นกลิ่นอายแบบสดชื่นที่แตกต่างไปเลยเพราะจะเด่นนำที่กลิ่นของดอกส้มที่มาแบบใสๆ ไม่ข้นหรือติดเปรี้ยว Citrus อะไรนัก เพราะกลิ่นโดนเกลาไปในระดับหนึ่งทั้งจากโทนเครื่องเทศสดชื่นเผ็ดปร่าอย่างพริกไทยที่ให้ความสะอาดติดปร่า และยังมีกลิ่นโทนแป้งของไอริสที่ติดเซ็กซี่และกลิ่นของดอกไวโอเล็ตที่เป็นโทนแป้งแบบโปร่งติดหวานจางๆ เสริมเข้ามาผสมผสาน กลิ่นเลยจะได้ความสดชื่นที่แปลกออกไป แต่มีความเท่ห์และแมนติดเซ็กซี่คล้ายกับผิวกายสะอาดหลังอาบน้ำแล้วทาแป้งที่มีกลิ่นแบบจืิดๆ ติดอับนิดๆ แต่มันมีเสน่ห์แบบที่มีความน่าค้นหาให้จับต้องได้ ซึ่งกลิ่นของไอริสและดอกไวโอเล็ต 2 สหายโทนแป้งที่แตกต่างจะนำไปสู่ Middle Notes ซึ่งแน่นอนว่าดอกส้มและพริกไทยในตอนต้นจะลดระดับลงมาให้ความรู้สึกความสดชื่นติดสะอาดโดยดันให้กลิ่นดอกไม้ที่มีความสดชืิ่นติดเครื่องเทศเจือกุหลาบหน่อยๆ ของเจอราเนียมเด่นขึ้นมาแบบให้ความนวลนุ่มแตะความร่วมสมัยที่มีความคลาสสิคที่มีเสน่ห์เสริมเข้ามาสอดรับกับโทนแป้งของ 2 สหายจะผสมผสานกันเป็นกลิ่นโทนแป้งที่อยู่ระหว่างความติดอับเบาๆ เซ็กซี่กับเย้ายวนโปร่งๆ ตามสไตล์ของไอริสและไวโอเล็ต ที่สำคัญจะเริ่มสัมผัสได้ว่าเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นเจือชัดเจนมาก ช่วงนี้เลยเป็นหัวใจที่ชัดเจนสื่อสารถึงความเซ็กซี่แบบผู้ชายที่มีความความเย้ายวน อบอุ่น และแมนสุภาพบุรุษแบบทันสมัยเจือความคลาสสิคบางๆ ได้ลงตัวมาก แล้วเมื่อเริ่มผันเข้าสู่ Base Notes กลิ่นโทนแป้งอบอุ่นและมีเสน่ห์ จะเริ่มมีความอบอุ่นเคล้าความขรึมของโทนไม้หอมมาแทนที่ กลิ่นจะเป็นผู้ชายอบอุ่นแบบกำลังดี มีความนิ่งขรึมน่าค้นหาแบบยาวไปจนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้่นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้สบายๆ กลิ่นได้อารมณ์ผู้ชายหวีผมเรียบแปล้แบบใส่โพเมดก็แต่แต่งตัวเนี้ยบก็ได้ หรือจะปล่อยผมสบายๆ ใส่เสื้อผ้า Casual ทั่วไป แต่มีเสน่ห์น่ามอง ที่สำคัญกลิ่นมีความแตกต่างจากโทนน้ำหอมสดชืิ่นทั่วไป เรียกว่าเราสร้างความแตกต่างได้แบบไม่ต้องเหมือนใคร โดยกลิ่นนี้สามารถใส่ได้แทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป มีความเป็น Office Scent ที่แตกต่างจากชาวบ้านสูงและสร้างออร่าความมีระดับน่าค้นหาให้คนใส่ได้ดีมาก แต่ให้ข้ามการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายนี้ ส่วนยามค่ำคืนสามารถใส่ได้แบบออกงานหรือว่าอยู่กับแฟน มันทำให้ดูเป็นผู้ชายทันสมัยที่อบอุ่นได้เลย แต่ถ้าจะเอาไปท่องราตรีคงต้องอัดสเปรย์กันน่าดูชมหน่อย และอาจจะสู้โทนหวานที่คนอื่นมาประชันกันยากพอสมควร 

ความทน - เรียกว่าลงตัวและมีความดีงาม เพราะอยู่ระหว่าง 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไปที่ 6 สเปรย์รวมฉีดเสื้อด้านหน้า เลย 8 ชม. ไปแล้วกลิ่นยังอยู่ให้รู้สึกได้ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และลดลงเป็นระดับไปที่ปานกลาง และปิดท้ายด้วย Skin Scent ในช่วงท้ายอย่างชัดเจน 

ทิ้งท้าย - แม้ส่วนตัวจะแอบเสียดายว่าความเป็นโทนสบู่ที่มีเสน่ห์ของ Prada มันหายไป แต่สิ่งที่ได้ทดแทนกลับออกมาคือความเรียบแต่มีระดับอย่างแตกต่างเสียด้วย ซึ่งอย่างน้อยรุ่นนี้ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่เปิดโลกน้ำหอมผู้ชายที่มีทั้งความอบอุ่นและความแมนเย้ายวนแบบไม่ได้หนักมาก ให้แก่คนที่เจอแต่โทนสดชื่นจัดๆ มาตลอดสามารถเปลี่ยนมาสัมผัสกลิ่นอายลักษณะนี้ได้ไม่ยากด้วยเช่นกัน ปรบมือให้ Prada เลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.highlifeshop.com/Content/images/products/5909/FM753_800x600.jpg

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Giorgio Armani - Code Colonia

Giorgio Armani - Code Colonia 

หลังจากที่ Code Profumo ออกมาตีตลาดและเป็นหนึ่งในน้ำหอมที่ผู้ใช้และเหล่าคอลัมม์นิสต์ของเว็บ Frgarantica ต่างโหวตว่าเป็นรุ่นที่ท็อปฟอร์มทางฝั่งน้ำหอมฝ่ายชายประจำปี 2016 เช่นนั้น Armani ก็เลยมีการต่อยอดความความสำเร็จกันอีกกับการเปิดตัวรุ่นใหม่เมื่อต้นปี 2017 อย่าง Code Colonia ซึ่งงานนี้จะทำออกมาในรูปแบบไหนจะเป็นตัวท็อปอีกหรือไม่ ใช้แล้วต้องบอกแบบนี
้เลย 

เป็นการเอา Code Profumo มาปรับให้เป็นโทนที่สว่างมากขึ้น โดยที่ยังคงลงลายเซ็นการเป็นกลิ่นแบบสไตล์ Code ได้อยู่ไม่มีผิดเพี้ยน โดยมีความเชิื่อมโยงที่สร้างความครีมมี่เย้ายวนของกลิ่นถั่วตองก้าเป็นตัวเด่น และมีความอบอุ่นสไคล์ Code Profumo มาผสมผสาน โดยจะเปิดตัวกันก่อนที่กลิ่นอาย Citrus ของ Bergamot (มะกรูดฝรั่ง) ที่เด่นออกมาลักษณะเปรี้ยวติดขมแห้งๆ พุ่งคมออกมาก็จริง แต่ในเนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนเครื่องเทศที่ติดเผ็ดปนหวานหอมอย่างพริกไทยสีชมพูเคล้าความเป็นส้มที่ให้โทนหวานกำลังดี กลิ่นในช่วงนี้จะเปิดตัวแบบสไตล์สดชื่นที่มีความแน่นของเครื่องเทศติดเย้ายวนแบบเต็มๆ กลิ่นมีความครีมมี่อบอุ่นบางๆ ให้รู้สึกได้ เพียงไม่นานกลิ่นของดอกส้มจะเริ่มมารับช่วงต่อนำเข้าสู่ช่วงกลาง ที่คราวนี้กลิ่นจะมีความเป็นโทนดอกไม้ที่สดชื่นติด Citrus จะเป็นตัวเด่นตีคู่กับกลิ่นหวานสดชื่นปนเย้ายวนดึงดูดจากช่วงต้น โดยจะมีกลิ่นเขียวๆ และสมุนไพรซ่าๆ ให้สัมผัสได้ เรียกว่ากลิ่นมีความเป็น Code Profumo ในแบบที่เพิ่มความสว่างและสดชื่นในเนื้อกลิ่นให้โปร่งมากขึ้น แต่สิ่งที่เริ่มมาผสมผสานในสเต็ปต่อมาคือ กลิ่นอายอบอุ่นครีมมี่ที่เพิ่มมากขึ้นทีละหน่อย จนเป็นตัว Take Over ที่ชัดเจน กับการเข้าสู่ช่วงท้ายด้วยกลิ่นของถั่วตองก้าที่มาแบบอบอุ่นครีมมี่กำลังดี มีกลิ่นอายแบบแป้งติดอัลมอนด์นวลๆ เสริมเข้ามาแต่ไม่ได้หนักมาก และสิ่งที่สัมผัสได้คือกลิ่นอายของโทนหนังจะหายไป มีลักษณะไม้หอมติดอบอุ่นเป็นตัวรองพื้นให้กลิ่นครีมมี่นุ่มๆ มีกลิ่นไม้หอมอบอุ่นเจือไปตลอด ภาพรวมเลยเป็นโทนกลิ่นที่ประยุกต์มาอย่างชัดเจนจากรุ่นดัง และใช้ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ได้ทิ้งลายเซ็นที่ควรจะเป็นและไม่ได้ถึงกับหวือหวามากนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้สบายๆ กลิ่นใช้ง่ายก็จริง แต่อย่างน้อยต้องรับความแน่นได้ในระดับหนึ่งจะอินได้มาก ซึ่งสามารถใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันในจำนวนสเปรย์ที่เหมาะสม เพราะกลิ่นมันแน่นเย้าพอสมควร แม้จะเบาลงจาก Profumo ก็ตาม โดยไม่ว่าจะเป็นยามทางการหรือทั่วๆ ไปก็สามารถ แต่ถ้าใส่ไปเพื่อออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้ง ให้รอช่วงท้ายๆ ของกลิ่นน่าจะดีกว่า หรือข้ามงดการใส่ไปเลยก็ได้ เพราะมันก็ไม่ได้มาสายนี้นัก ส่วนยามค่ำคืน เรียกว่าจัดได้สบายมาก เพราะว่ากลิ่นลงลายเซ็นรุ่นก่อนหน้าได้ดีจึงเรียกแขกได้อยู่ไม่มีผิดเพี้ยนและไม่หนักเข้มเท่านั่นเอง 

ความทน - ลงตัวราวๆ 8 ชม. กำลังดี อาจจะมีบวกลบนิดหน่อย ประมาณ 2 ชม. ก็อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - มาเต็มกระจายดีมากในช่วงแรก ก่อนจะลดลงไปกระจายดีในช่วงกลาง แล้วลดลงตามลำดับเป็นปานกลาง พอเข้าช่วงท้ายถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบครีมมี่ไม้หอมนุ่มๆ 

ทิ้งท้าย - สิ่งหนึ่งคือ Code Profumo คือตัวจุดประกายให้ไลน์นี้มามีความดีงามและวี้ดวิ้วให้เราลุ้นในตัวใหม่ๆ ที่จะตามมา แต่น่าเสียดายที่ Code Colonia ไม่สามารถทำให้รู้สึกแบบนั้นได้นัก เหมือนเขาปูทางมาดีแล้วได้ใบบุญในการเดินไปต่อ ซึ่งจะไปได้มากแค่ไหนอันนี้ไม่รู้ แต่รู้อย่างนึงคือ เป็นกลิ่นที่ถ้าใครคิดว่า Profumo หนักไป Colonia ช่วยท่านได้

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://www.giorgioarmanibeauty-usa.com/dw/image/v2/AANG_PRD/on/demandware.static/-/Sites-gab-master-catalog/default/dw6581334a/products/A2020/armani-ac_Colonia-3614270692420-125ml.jpg?sw=620&sh=620&sm=fit&sfrm=png



วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Review: Miller Harris - Feuilles de Tabac

Miller Harris - Feuilles de Tabac

Miller Harris เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่แม้ว่าจะรู้จักมาในระดับหนึ่งว่าเป็นแบรนด์น้ำหอม Niche จาก UK ที่ได้รับความนิยมและมีส่วนผสมของการเป็นน้ำหอมแนวฝรั่งเศสกับอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างลุ่มลึกและเป็นศิลปะที่งดงามมาในหลายๆ ตัวเลยทีเดียวจากเจ้าของแบรนด์ที่ควบตำแหน่งเป็น Perfumer ด้วยอย่าง Lyn Harris แต่ส่วนตัวกว่าจะได้ลองน้ำหอมแบรนด์นี้จริงๆ ก็มาสไตล์มาช้าดีกว่าไม่มาพอสมควร จนเมื่อมีโอกาสได้ลองหนึ่งรุ่นที่ยอดนิยมอย่าง Feuilles de Tabac เท่านั้นแหละถึงกับบอกตัวเองว่าเราพลาดไปได้อย่างไร เช่นนั้น สิ่งที่ได้รับจากกลิ่นนี้ คือ

การชูโรงความเป็นยาสูบในรูปแบบที่มีความลุ่มลึกและความดึงดูดที่มีมิติของนุ่มนวลดึงดูดน่าค้นหาแบบที่หาตัวเลียนแบบได้ยากจริงๆ โดยที่จะเปิดตัวกันด้วยความชัดเจนของกลิ่นอายของยาสูบที่จะให้อารมณ์แบบยาที่มีกลิ่นไม้ติดโปร่งผสมผสานกับโทน Spicy ที่มีความโปร่งแบบเครื่องเทศโซนสดชื่นเผ็ดปร่าและมีความเป็น Citrus สดชื่นแต่แห้งๆ มาก่อนเลย แต่จะมีความเป็นกึ่งๆ เหล้าจินซ่าๆ แบบจูนิเปอร์และกับกานพลูแต่ไม่แรงเท่ามาผสมผสาน โดยเป็นลักษณะแบบกลิ่นพริกหวานหรือแนวๆ ออลสไปซ์ เพียงไม่นานกลิ่นแนวไม้หอมติดยางไม้ที่ออกแนวเหมือนไม้ที่ตัดใหม่ๆ ที่มีความอะโรม่าเจือในนั้นแบบกลิ่นของสนไพน์จะดันขึ้นมาเป็นตัวดึงเข้าสู่ช่วงกลางของกลิ่น ซึ่งในช่วงนี้จะมาในลักษณะที่กึ่งโปร่งติดขมของเครื่องเทศโทนเผ็ดปร่าที่ให้ความสดชื่นแบบที่พอให้รับรู้ว่ามีกับโทนยาสูบที่ผสมกลิ่นโทนไม้หอมที่มีความแห้งในเนื้อกลิ่นแบบชัดเจน กลิ่นจะได้ความหวานนวลหอมดึงดูดอยู่ระหว่างความโปร่งกับความนวลติดดาร์กหน่อยๆ มีความหวานในเนื้อกลิ่นให้รับรู้ได้ไปตลอด และปล่อยของชัดเจนให้รับรู้ได้ตลอดเรียกว่าแรงดีไม่มีตกเลยทีเดียว จนเมื่อมีความครีมมี่เริ่มเข้ามาในเนื้อกลิ่นให้ความนุ่ม กลิ่นจะเริ่มเข้าสู่อีกหนึ่งไฮไลท์กันเลย เพราะโทนสดชื่นตอนต้นจะเริ่มเบาบางลง แต่ให้ความนวลนุ่มของโทนไม้หอมของสนไพน์เคล้าความเป็นถั่วตองก้าที่เข้มนวลดึงดูดเป็นตัวรองพื้นชัดเจน แต่ล้อมด้วยกลิ่นอายของยาสูบที่ติดโทน Smoky ให้รู้สึกได้ มีกลิ่นอายคล้ายหญ้าแฝกบางๆ และมีความรื่นนวลติดสะอาดของพิมเสนอ้อยอิ่ง กลิ่นช่วงนี้จะมีความสะอาดนวลรองพื้นแต่เคล้าความหวานครีมมี่มีความอบอุ่นเจือตลอดแบบที่ ยาสูบลอยหอมดึงดูดออกมาแบบที่มีความลุ่มลึก ติดภูมิฐานที่มีความดึงดูดน่าค้นหา มีระดับ และแหมเย้ายวนลงตัวให้รู้สึกได้ตลอด นี่แหละ Feuilles de Tabac

เหมาะสำหรับ - แบรนด์เขาตราเอาไว้ว่าเป็น Unisex เอาจริงๆ กลิ่นไพล่มาทางผู้ชายราวๆ 60 - 70% เลยทีเดียว แต่เพราะมีความหวานติดครีมมี่ผู้หญิงเลยใช้ได้อยู่ ซึ่งเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน แบบที่จำนวนสเปรย์เหมาะสม เพราะกลิ่นชัดและมาเต็มไม่น้อย โดยได้ทั้งแบบทางการและทั่วๆ ไป เพราะเสริมออร่าแบบมีความภูมิฐานก็ได้ มีความดึงดูดก็ชัด มีความอบอุ่นเจือหวานครีมก็สามารถ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งไปได้เลยเพราะว่ากลิ่นมาเต็มไป เดี๋ยวจุกคอหอยเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่ากับอากาศบ้านเราใส่ได้สบายมาก กลิ่นมีเสน่ห์มากเพราะดึงดูดได้ดีและมีความอบอุ่นครีมมี่ที่ลงตัวเรียกร้องความสนใจได้ไม่ยากเสียด้วย

ความทน - ดีงาม เพราะเฉลี่ยที่ 8 ชม. ขึ้นไปสบายๆ อิงกับจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กับ 6 สเปรย์ที่จุกกับการกระจายของกลิ่นไม่น้อยเพราะคิดว่ากลิ่นจะเบา

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากและชัดมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายดีแบบคงตัวยาวไปในช่วงกลางจนถึงช่วงท้าย พอพ้นซัก 6 ชม. กลิ่นจะลดลงมากระจายปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัว จนเมื่อผ่าน 12 ชม. กลิ่นจะเริ่มเป็น Skin Scent ชัดเจน

ทิ้งท้าย - จากที่บอกเล่าไป กลิ่นนี้ไม่ใช่เบา มีความชัดในการกระจายดีมากเลยทีเดียว ให้ระวังจุกในช่วงกลางถ้าสเปรย์เยอะ แต่ยังไงก็ตามกลิ่นมีความดีงามมากกับการนำเสนอกลิ่นยาสูบกับสนไพน์ที่ลุ่มลึกและมีความครีมมี่อบอุ่นแบบที่ลงตัวมาก ถือเป็นน้ำหอมกลิ่นแนวยาสูบที่ดีมากมายอีกตัวนึงของโลกเลยทีเดียว

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่าเข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ


วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

Review: Victorinox Swiss Army - Forest

Victorinox Swiss Army - Forest

ได้เวลากลับมาหาน้ำหอมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่สื่อสารถึงบรรยากาศและกลิ่นอายสดชื่นตามแบบฉบับของการเป็นดินแดนที่อากาศงามๆ อย่างแบรนด์ Victorinox Swiss Army กันอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้กลับมาเจอแบรนด์นี้เพราะมีความอยากรู้อยากเห็นและว่ากลิ่นอายที่เล่าถึงความเป็น ป่าของแบรนด์นี้จะเป็นอย่างไร และที่สำคัญกลิ่นนี้หาในละแวกแถวบ้านเราไม่ค่อยได้เสียด้วย เช่นนั
้น ก็จัดมาครอบครองสินั่นเพราะขวดสวยเป็นทุนเดิม ซึ่งกลิ่นจะเป็นอย่างไรต้องพิสูจน์ 

Forest ในความเป็นน้ำหอมตัวนี้ มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรานึกถึงป่าในแบบที่เราคุ้นชิน เช่น ป่าในเขตร้อนชื้นในไทยแน่ๆ เพราะกลิ่นที่สื่อสารจะมาลักษณะกลิ่นอายป่าในแทบยุโรป ที่มีความชื้นบางๆ แห้งๆ เสียมาก ออกแนวป่าที่มีต้นสนกับต้นไม้สลับกันประมาณนั้น เพราะ Top Notes เปิดตัวออกมาด้วยกลิ่นอาย Citrus ของเลมอนกลั้วกับกลิ่นออกทางเขียวทึบๆ แปร่งๆ วูบคล้ายเหล้าจินที่มาจากจูนิเปอร์ และติดปร่านุ่มๆ ของโทนไม้หอมผสมเครื่องเทศนวลโปร่ง ได้อารมณ์แบบกลิ่นกึ่งแห้งกึ่งชื้นแบบติดสดชื่นปนเขียวติดทึบมีความรู้สึกเย็นๆ กำลังดีเลยทีเดียว เพียงไม่นานกลิ่นของโทนไม้หอมที่มีความสะอาดโปร่งสบายๆ จะเริ่มเข้ามาผสมผสานและดึงเข้าสู่ Middle Notes ที่กลิ่นจะมีความโปร่งมากขึ้น ความเขียวติดทึบจางๆ ในตอนแรกจะบางลงไปเป็นสายสนับสนุน เสริมโทนเขียวโปร่งเจือหวานจางๆ ที่ดันขึ้นมาของใบไวโอเล็ตที่ทำให้กลิ่นหอมติดเขียวสบายๆ เคล้ากับกลิ่นโทนไม้หอมสะอาดของซีดาร์ที่เริ่มเด่นขึ้นมาแบบสว่าง ซึ่งจะสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายไม้หอมแนวๆ ต้นสนที่ติดเผ็ดโปร่งจมูก เคล้าความเป็นกลิ่นอายแบบเหล้าจินจางๆ ของจูนิเปอร์กับสมุนไพรปร่าซ่าทำให้ได้อารมณ์กลิ่นอากาศสดชื่นสะอาดเย็นๆ แห้งๆ มากขึ้น โดยกลิ่นยางสนนี้จะเริ่มบอกชัดเจนว่าเป็นตัวเอกของกลิ่นและนำเข้าสู่ Base Notes ที่จะเป็นกลิ่นไม้หอมสะอาด สบาย เด่นที่ความเป็นสนไพน์นำอยู่ มีความเขียวเจืออมหวานจางๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความขรึมกำลังดี กลิ่นจะยังคงความสดชื่นแบบอากาศของความเป็นป่าแห้งๆ อากาศเย็นๆ อยู่แบบเรื่อยๆ อ้อยอิ่งไปเรื่อยจนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ต้นขึ้นไป ก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบายๆ กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมาก และมีความเป็นโทนสะอาดติดเขียวแบบเดินเล่นในป่าสนแห้งๆเย็นๆ ตลอด คนได้กลิ่นมักไม่ยี้ มหาชนชอบได้ไม่ยาก ซึ่งจะกวาดหมดทุกสถานการณ์ยามกลางวันในเรื่องของการใช้งาน เพราะกลิ่นมาสายปลอดภัยสูงมาก และมีความธรรมชาติระดับหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนยามค่ำคืนถ้าเน้นใส่สบายๆ หลังอาบน้ำเสร็จเสริมความสดชื่นและผ่อนคลาย หรือใส่ไปเดินเล่นเดินเที่ยวคืนที่อากาศร้อนๆ จะลงตัวมาก แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรี ไม่แนะนำ เพราะโดนกลบไม่เหลือแน่นอน 

ความทน - กลิ่นทนกำลังดี และลงตัวที่ราวๆ 6 ชม. ซึ่งอาจจะบวกลบราวๆ 2 ชม อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวใส่แล้วอยู่ในห้องแอร์ประมาณ 7 สเปรย์กลิ่นลากยาวไปที่ 8 ชม. ได้สบายๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะลดลงมาปานกลางกึ่งออร่ารอบๆ ตัว แบบที่สร้างกลิ่นอายสะอาดหอมติดปร่าปนไม้หอมได้ดีมาก ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเป็น Skin Scent ชัดเจน 

ทิ้งท้าย - มาสาย Safe Scent ได้ดีมาก และเป็นกลิ่นสดชื่นที่มีความแตกต่างจากน้ำหอมโทนสดชื่นทั่วๆ ไป ได้อารมณ์แบบ Fresh Woody ได้ดีเลยทีเดียว สุดท้าย Swiss Army ก็ยังคงทำกลิ่นนี้แล้วได้อารมณ์แนวๆ อากาศดีๆ ที่เข้าถึงง่ายยังไงก็หอมอยู่เช่นเคย ดังนั้น เอาตำแหน่งนี้ไปเลยดีกว่า #ของดีเทคนิคไม่ต้อง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://cdn.shopify.com/s/files/1/0216/7720/products/7640131395588_3630659191214509821_1024x1024.png?v=1497999855



วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560

Review: Penhaligon’s - Bayolea

Penhaligon’s - Bayolea 

ถ้าพูดถึงน้ำหอมที่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษในสายน้ำหอมเรียบหรูมีระดับมักจะขาดแบรนด์ป้าเพ็ญอา ลีกรส์: Penhaligon’s ไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตามก็เก็บหมดใน Theme ของความเป็นผู้ดีอังกฤษชัดเจนมาเสมอ เรียกว่าลงลายเซ็นกันเต็มๆ ซึ่งเมื่อเล่ากลิ่นผ่านไปในหลายๆ รุ่นแล้ว ก็ได้เวลาของการมาแตะกลิ่นอายแบบสุภาพบุรุษอีกกลิ่นที่น่าสนใจกันหน่อย นั่นก็คือรุ่น Bayolea นั่นเอง 

Concept ชัดตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว กับการเป็นกลิ่นสุภาพบุรุษแบบอังกฤษที่มีความสดชื่นเคล้าความเรียบหรูไปในตัว โดยมีความเป็นธรรมชาติแบบที่เข้าถึงได้ไม่ยากเสียด้วย เพราะเปิดตัว Top Notes กับการเป็นโทน Spicy Herbal Citrus ที่ไม่ได้มาแบบสดชืิ่นจัดๆ เว่อร์ๆ เพราะกลิ่นอายที่เด่นจัดชัดเจนและยังเป็นกลิ่นหลักที่ตามติดไปจนถึงช่วงท้ายๆ อย่างตะไคร้ จะชัดและเด่นมาก แต่จะไม่ได้มาแบบตะไคร้หอมตามสปาหรือตามห้องน้ำโรงแรมที่เขาไว้ดับกลิ่นแต่ประการใด เพราะกลิ่นของส้มที่มาแบบสดชื่นอมหวานกลิ่นอยู่ค่อนไปทางสายแห้งมากกว่าจะฉ่ำหน่อยๆ และพริกไทยที่โปร่งๆ สะอาดๆ จะเป็นตัวเสริมให้กลิ่นมีความสดชื่นและอะโรม่าติดเขียวสมุนไพรแบบลงตัวกำลังดี ไม่ได้ไปสายคลาสสิคจัดๆ นัก มีความร่วมสมัยอยู่พอสมควร ที่สำคัญจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นๆ ท่ามกลางความอะโรม่าที่ได้รับเสียด้วย ซึ่งเมื่อเข้า Middle Notes กลิ่นในช่วงต้นทั้งหมดจะยังตามมาในช่วงนี้ เพียงแต่จะลดระดับความเข้มลงมา เพราะกลิ่นอายดอกไม้กลั้วสมุนไพรสะอาดนวลจะเริ่มมาผสมผสานจากกลิ่นของลาเวนเดอร์ที่จะมาแบบเรียบๆ สบายๆ อมหวานติดเขียวหน่อยๆ และจะมีกลิ่นใสๆ คาบเกี่ยวโทนสดชื่นของดอกไม้ขาวเจือให้รู้สึกได้กลั้วกับกลิ่นไม้หอมขรึมๆ ของไม้ซีดาร์ที่มาแบบบางๆ กำลังดี ทำให้ได้กลิ่นสดชื่นจะมีความนุ่มกึ่งใสเจือๆ แต่จะยังไม่ทิ้งโทนกลิ่นหลักที่เป็นสายอะโรม่าและธรรมชาติจากโทน Citrus และสมุนไพรไป กลิ่นเลยได้ได้ความเรียบหรูและมีความสดชื่นร่วมสมัยแบบวางตัวดีไปตลอด จนเมื่อกลิ่นโทนไม้หอมจากซีดาร์เริ่มที่จะดันขึ้นมาเด่นและมีกลิ่นอายเขียวติดสากๆ มีมิติของ Oak Moss เข้ามาแจม นั่นคือการเข้าสู่ Base Notes กันอย่างชัดเจน กลิ่นจะเริ่มมีความแมนแบบสุภาพบุรุษสะอาดสะอ้านมากขึ้นจนรู้สึกได้ และมี Musk นวลๆ ให้รู้สึกอยู่บ้างแม้จะโดนกลบจากโทนเขียวสมุนไพรและไม้หอมไปพอสมควรอยู่บ้าง ความอะโรม่าของกลิ่นที่มีตะไคร้เด่นยังคงอยู่บางๆ มีพิมเสนอ้อยอิ่งให้รื่นจมูกนวลๆ สร้างความรู้สึกเรียบหรูไปตลอด ทุกอย่างลงตัวตามลายเซ็นและ Concept ของแบรนด์นี้ เป๊ะ! และชัดเจนอย่างมีเสน่ห์จริง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใส่ได้แล้ว กลิ่นมีความอะโรม่าและธรรมชาติเป็นสำคัญ แม้อาจจะทำให้รู้สึกถึงความสะอาดแบบคลาสสิคไปบ้าง แต่เพราะความเรียบหรูตามที่ควรจะเป็นมันก็ทำให้หอมมีระดับอยู่ดี ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวัน เรียกว่ากวาดหมด แม้กระทั่งออกกำลังกายก็ใส่ได้ (ถ้าไม่กลัวเปลือง) มีเพียงยามค่ำคืนที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เท่าไหร่ ถ้าเน้นใส่ช่วงอากาศร้อนๆ เน้นสบายๆ อยู่กับครอบครัวหรือพักผ่อนจะทำให้รื่นรมย์มากเลยทีเดียว ที่สำคัญใส่ออกงานกลางคืนก็ได้ กลิ่นสุภาพเลยล่ะ ส่วนเที่ยวกลางคืนน่ะเหรอ ตัดไปได้เลย โดนชาวบ้านกลบมิดแน่นอน

ความทน - เป็นรุ่นที่คาดไม่ถึงพอสมควรเลย เพราะความทนดีงามมากกับราวๆ 8 ชม. ขึ้นไป ทั้งๆ ที่โทนกลิ่นมาสาย Citrus Aromatic ที่กลิ่นดีสดชื่นเป็นธรรมชาติแต่ความทนมักจะด้อย ซึ่งตรงนี้ต้องปรบมือให้เลยป้าเพ็ญทำตัวนี้ในเรื่องนี้ได้ดีจริงๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายแบบออร่ารอบๆ ตัว แล้วเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - นี่คือหนึ่งในน้ำหอมของ Penhaligon’s ที่ส่วนตัวผมชอบมากที่สุด เพราะใส่ยังไงก็รอด และมีความอะโรม่าที่ทำให้รื่นรมย์ท่ามกลางการเป็นกลิ่นสุภาพบุรุษที่เรียบหรูได้ลงตัว แค่นี้ก็เพียงพอให้ดูแลรักษาไว้อย่างดีต่อไปแล้วล่ะ 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.penhaligons.com/images/categories/BAYOLEA.jpg