วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Carthusia - Mediterraneo

Carthusia - Mediterraneo 

กลับมาสู่กลิ่นอายของเกาะ Capri กันอีกรอบกับแบรนด์ Carthusia ที่สื่อสารถึงกลิ่นอายสดชื่นที่เรียบหรูและมีระดับแนวๆ
 ตากอากาศกันอีกรอบ ซึ่งคราวนี้ได้เวลาของตัวที่เรียกว่าเรียกเรตติ้งของแบรนด์แล้ว และกลิ่นนี้เป็นอีกหนึ่งกลิ่น Signature ของดาราและนักแสดงที่ยิ่งอายุมากยิ่งหล่อลากมากกกกอย่าง George Clooney เลย เช่นนั้น จะพลาดได้ยังไง ต้องจัดมาลองและเล่ากลิ่นกันซักหน่อยว่าจะออกมาในลักษณะไหน 

Mediterraneo เปิดต้นกลิ่นมาก็ทำให้รู้สึกสดชื่นกันแบบชัดเจนและเต็มๆ โดยจะมีกลิ่นของเลมอนที่ชัดเจนฟุ้งกระจายออกมา มีติดขมเล็กๆ คล้ายๆ โทนของมะกรูด Bergamot ที่นัวเนียอยู่ด้วย และจะเสริมด้วยกลิ่นออกทางเปรี้ยวติดเขียวแนวๆ ใบเวอร์บีน่าหรือใบเลมอน รวมถึงยังไม่พอมีกลิ่นอายแบบตะไคร้จางๆ แทรกอยู่ในเนื้อกลิ่นเสียด้วย กลิ่นเลยจะเป็นโทน Citrus ที่คมเด่นก็จริง แต่จะมีความอะโรม่าทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายไปในตัวมาก ความเป็นเลมอนนี่เรียกว่าชนะเลิศไปเลยเพราะคุมโทนเด่นอยู่ตลอด และเพียงไม่นานกลิ่นอายของชาเขียวจะแทรกเข้ามาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ช่วงกลางกันเต็มๆ ช่วงนี้คิอไฮไลท์กันเลย เพราะเป็นกลิ่นอายแบบชาเขียวเลมอนที่สดชื่นมาก ซึ่งจะลอย On Top ออกมาเลย แต่ในเบื้องหลังจะมีกลิ่นสนับสนุนแบบสร้างบรรยากาศอยู่อย่างสายสมุนไพรสดชื่นอย่างมินต์ กับสายโทนดอกไม้ที่มานวลๆ สบายๆ ได้อารมณ์กลิ่นอายแบบจิบชาเลมอนเย็นท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นติดเขียวและดอกไม้จางๆ รอบตัวมาก ใครที่ชอบกลิ่นชาเลมอนแบบนี้เรียกว่าฟินจัดกันได้ ที่สำคัญกลิ่นโทนชาเลมอนนี้จะตามไปยังช่วงท้ายเลย กลิ่นจะมีอารมณ์แนวๆ สบู่จางๆ ในเนื้อกลิ่น และมีโทนของไม้หอมอ่อนๆ ความเป็น Musk จางๆ ที่ให้ความสะอาดด้วย เพียงแต่เป็นสายสนับสนุนทั้งหมดเลย กลิ่นยังคงเป็นลักษณะของชาเลมอนเย็นอยู่แต่จะมีความแห้งกลิ่นจะยังคงอะโรม่าแบบเลมอนกลั้วชายาวไป มีออร่าของความเรียบหรู สดชื่น และผ่อนคลายจนกว่าจะหายไปจากผิวเลย 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศวัยเรียนประถมขึ้นไปก็สามารถใช้ได้แล้ว กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งใครชอบสายอะโรม่าของกลิ่นชาและฟินกับความเป็น Citrus ที่สดชื่น ตัวนี้อาจจะทำให้ฟินได้เพียงแค่แรกดมได้เลย โดยสามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันได้เลย กวาดหมดครอบจักรวาลชัดเจน ส่วนยามค่ำคืนถ้าอากาศร้อนๆ หรือตากอากาศ หรือทั่วไปรวมถึงออกงานก็ใส่ได้สบายมาก ให้ความผ่อนคลายและสดชื่นจริงจัง แต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีเพราะโดนชาวบ้านกลบหมดแน่นอน 

ความทน - ตัวที่ใช้เป็น EDT ความทนจะอยู่ที่ราวๆ 6 ชม. มีบวกลบประมาณ 2 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง แล้วเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย มีลักษณะการกระจายที่เป็น Safe Scent ในระดับหนึ่ง เน้นให้คนใส่มีความฟินกับกลิ่นประมาณนั้น 

ทิ้งท้าย - ชาเลมอนของข้าาาาาาาาาาาาาาา ข้าชอบเจ้ามากกกกกก 5555555 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://fourseasonsproducts.com/wp-content/uploads/2015/08/cmededt.jpg



วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Carolina Herrera - Good Girl

Carolina Herrera - Good Girl 

เห็นขวดครั้งแรกก็ส้นเข็มกันซะขนาดนี้ กับชื่อรุ่นว่า Good Girl ของ Carolina Herrera แม้จะดู Contrast แต่มันเก๋ไก๋อย่าบอกใคร ยิ่งมีคำโปรยห้อยท้ายมาด้วยว่า “It’s so good to be bad” มันเลยมีความแซ่บอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ เมื่อความเก๋มาเสิร์ฟขนาดนี้ ก็ขอลองกันซักหน่อยว่าความเป็น Good Girl ในนิยามของแบรนด์นี้จะออกมาในลักษณะไหน
 

เปิดต้นกลิ่นมาความรู้สึกแนวๆ ผลไม้ผสมกับเบอร์รี่จะมาแบบวูบแรกให้รู้สึกได้เลย แต่แล้วจะมีกลิ่นอายแบบครีมมี่ติดกาแฟจางๆ ผสมผสานอยู่ข้างใน และยังไม่พอกลิ่นโทน Floral ที่มีความนวลผสมครีมมี่ก็จะดันขึ้นมาเร็วพอสมควร ดึงเข้าสู่ช่วงกลางภายในระยะเวลาไม่นาน และคราวนี้จะชัดเจนเลยนั่นคือกลิ่นอายแบบครีมมี่เย้ายวนของซ่อนกลิ่น และมีกลิ่นอายของมะลิติดข้นนวลหน่อยๆ เสริม แต่สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งคือ กลิ่นอายเป็นโทนดอกไม้ขาวติดหวานก็จริง แต่เพราะการที่มีกลิ่นอายติดกาแฟ และมีกลิ่นอายของโกโก้ที่เสริมขึ้นมา เลยทำให้ดอกไม้ขาวหวานครีมช่วงนี้จะได้อารมณ์ติดดาร์กข้นเข้ามาด้วย กลิ่นเลยจะออกทางโทนสีน้ำตาลนวลหวานเด่นมาเลย มีทั้งความครีมนวลหวานและึความดาร์กเย้ายวนเข้ามากันให้ครบ เพียงแต่ไม่ได้ออกทางขนมนักเพราะมีโทนอับเซ็กซี่ติดแป้งเจืออยู่ตลอด ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้กลิ่นนี้มีลูกล่อลูกชนจะหวานก็ได้ จะยั่วก็สามารถ ซึ่งเนื้อกลิ่นครีมมี่จะเริ่มเปิดตัวมากขึ้นจนจับได้ว่าเป็นกลิ่นของถั่วตองก้า และก็เข้าสู่ช่วงท้ายกันอย่างชัดเจนที่จะมีความครีมมี่ติดโกโก้อบอุ่น เจือวานิลลาหน่อย ตัดทอนด้วยกลิ่นของไม้หอมที่ไม่ทำให้เป็นกลิ่นขนม ทำให้กลิ่นมีความขรึมมั่นเข้าด้วย เลยทำให้เป็นกลิ่นโทนเซ็กซี่เย้ายวนแบบติดดาร์กหวานกำลังดี มีกลิ่นโทนครีมมี่ซ่อนกลิ่นในช่วงกลางยังตามมาจางๆ เลยทำให้ได้อารมณ์ดึงดูดเข้ามาด้วย ซึ่งได้อารมณ์ลักษณะแบบน้ำหอมเซ็กซี่มาดมั่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็เข้าทางตามที่คำโปรยบอกไว้เลยว่า It’s so good to be bad 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้แล้ว เพราะกลิ่นมีความแซ่บที่ไล่เรียงมิติเหมือนจะน่ารักดูดี แต่จริงๆ มั่นและร้ายกว่าที่คิด สร้างมิติให้ตัวคนใส่มีความ Chic ได้ด้วย ซึ่งใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน แบบจำกัดสเปรย์ เพราะถ้ามากไปเดี๋ยวจุกคอหอยตายเสียก่อน กลิ่นอาจจะไม่เหมาะกับการรับแขกบ้านแขกเมืองนัก รวมถึงไม่ควรใส่ออกกำิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายแต่ประการใด แต่ถ้าใส่ทำงาน Office หรือใส่ทั่วๆ ไป อันนี้ได้สบายมาก ดูมาดมั่นดี ที่แน่ๆ ยามกลางคืนตัวนี้พร้อมรบมากอีกตัวที่ทำให้เห็นถึงความเซ็กซี่เย้ายวนแบบที่มีระดับกำลังดี และเรียกร้องความสนใจได้ดีอีกด้วย 

ความทน - ดีงามมมมม กับ 8 ชม. ขึ้นไปสบายมาก 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น แล้วจะลดระดับลงมากระจายดี เรียกว่ามาสายปล่อยของกันในระดับหนึ่งเลย แต่พอเข้าช่วงท้ายจะลงมาที่การเป็นออร่ารอบๆ ตัว พอพ้นซัก 8 ชม. ไปแล้วจะเริ่มผันเป็น Skin Scent ชัดเจน

ทิ้งท้าย - เอาตรงๆ อันนี้คือกลิ่นสาวมั่น แบบว่า ทำไมเหรอชั้นเป็นเด็กดีที่นุ่งสั้น ใส่ส้นเข็มไง ผิดตรงไหนเหรอที่แน่ๆ แค่ขวดก็กินขาดแล้ว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://www.punmiris.com/himg/o.44147.jpg



วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Chloe Absolu de Parfum

Chloe Absolu de Parfum 

ไล่เรียงกันมาด้วยการเป็นโบว์ต่างสีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โบว์ครีม โบว์ดำ โบว์ขาว โบว์เขียว และโบว์บานเย็น ซึ่งได้รับความนิยมมาไม่หยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้ และ Chloe ยังไม่จบ ปล่อยออกมาอีกเพื่อตอกย้ำความสำเร็จกับรุ่นล่าสุดที่ปล่อยออกมาในปี 2017 โดยระบุว่าเป็น Limited Edition ซะด้วย ซึ่งกลิ่นจะเป็นยังไงนั้น ต้องดมกับรุ่นนี้เลย Chloe Absolu de Parfum 

เปิดมาความรู้สึกบอกเลยว่า ไม่ได้เหมือนกับตัวต้นตระกูลอย่างโบว์ครีมที่จะเป็นโทนโบตั๋นกับกุหลาบใสๆ เคล้าลิ้นจี่คมๆ แต่จะเป็นกลิ่นกุหลาบที่มาแบบกึ่งใสกึ่งนวล ไม่ได้แห้งไป และไม่ได้ฉ่ำไป มีความใสในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้ถึงกับลั่นล้าเริงร่าเท่าไหร่นัก เพราะมีความอบอุ่นเจือๆ ให้รู้สึกได้บางๆ และหลังจากนี้ไปตั้งแต่ต้นจนจบกุหลาบ จะติดตามท่านไปจนกว่าจะหมดแรงไปเองเลย เพราะอยู่ในทุกช่วงของน้ำหอมแบบที่เป็นตัวเอกไปตลอดจริงๆ ซึ่งพอเข้าช่วงกลางความรู้สึกในสไตล์ Chloe โบว์ครีมเริ่มกลับมา กลิ่นจะมีความสดชื่นของกุหลาบกลั้วกับดอกไม้ที่มีความหวานอมเปรี้ยวจางๆ และติดเขียวหน่อยๆ ไปตลอด แต่สิ่งที่เด่นขึ้นมาชัดเจนเลยคือ พิมเสน เพราะจะตีคู่กับความสดชื่นของความเป็นดอกไม้กุหลาบติดดอกไม้หวานอมเปรี้ยวแบบว่าเพราะเราคู่กัน ทำให้กลิ่นช่วงนี้แม้จะคล้ายความเป็นต้นตระกูล แต่ก็จะได้โทนกลิ่นที่มาสาย Eatrhy สไตล์พิมเสน ที่จะเพิ่มมิติพลิ้วๆ รื่นจมูกเสริมความหรูหราให้กลิ่นชัดมากกว่ารุ่นปกติเลย โดยที่จะสัมผัสได้ว่ามีความอบอุ่นนิ่งๆ อยู่เป็นฉากหลัง กลิ่นเลยจะมีความซับซ้อนในระดับที่น่าสนใจคือ มีความนิ่งและรู้จักวางตัวมากขึ้น ไม่ใสหรูหราแบบโบว์ครีม ไม่ห้าวแบบโบว์ดำ และไม่ไปสายลูกสาวกำนันเดินท้องทุ่งแบบโบว์เขียว ซึ่งกลิ่นจะเริ่มพัฒนาเข้าสู่ช่วงท้ายซึ่งแม้ว่ากลิ่นกุหลาบจะยังตามมาเบาๆ เคล้าพิมเสนให้อารมณ์ลักษณะแบบสไตล์โบว์ครีม แต่กลิ่นอายอบอุ่นกำลังดีจะชัดเจนกันซึ่งๆ กับการเป็นวานิลลาซึ่งจะมาแบบนวลๆ อุ่นเบาๆ ในเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นไม้หอมโปร่งๆ ขรึมๆ เสริมเข้ามา มีความครีมอุ่นมากขึ้นทำให้กลิ่นมีระดับหรูหราแบบวางตัวนิ่ง มีความเซ็กซี่เย้ายวนอยู่แต่ไม่โจ่งแจ้ง ภาพรวมบอกได้ชัดเจนเลยว่านี่คือ Chloe โบว์ครีมภาคที่โตขึ้น แบ่งสมดุลระหว่างความ Nice แบบผู้หญิงสดชิื่น และความนิ่งแบบผู้หญิงน่าค้นหาและวางตัวดีมีระดับนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - สาวๆ เลย วัยทำงานขึ้นไปใช้ได้สบายมาก เพราะมันเป็นเหมือนภาคที่โตขึ้นของโบว์ครีม ซึ่งสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นมีความนุ่มและนิ่งมากขึ้น ใส่ออกกลางแจ้งพอได้ แต่ไม่เหมาะกับการใส่เพื่อออกกำลังกายเพราะกลิ่นไม่ได้มาสายสร้างความสดชื่น ส่วนยามค่ำคึืนจัดไป กลิ่นมีระดับไม่ได้ไร้เดียงสาและไม่ได้เปรี้ยวแรดแก่นแตก มีความหรูหราในตัวและมีมาดที่สวยแบบมีอะไรดีๆ ข้างในไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนคุณผู้ชาย เอาจริงๆ ช่วง Base พอจะ Unisex ได้อยู่ ถ้าไม่มายด์ก็จัดไป 

ความทน - อันนี้ถือว่าทำได้ดีมาเสมอ รวมถึงตัวนี้ที่ 8 ชม. ได้สบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กับ 5 สเปรย์ ถือว่าดีงาม 

การกระจาย - ต้องบอกว่า Chloe เขามีดีในการทำไลน์โบว์ต่างๆ นี้ให้เป็น Sillage Scent หรือกลิ่นที่เน้นกระจาย คนฉีดอาจจะได้กลิ่นแบบกำลังดี หรือเบาๆ แต่คนรอบข้างรับกลิ่นชัดเจนราวกับบาเรียรอบตัว และตัวนี้ก็เช่นกัน เพราะเปิดมากระจายดี แล้วจะเปลี่ยนเป็นกระจายดีมากแบบ Sillage Scent ที่ปล่อยของชัดเจน แล้วจะมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย แต่คงความเป็น Sillage เบาๆ อยู่ให้คนอื่นพอรับรู้ได้ 

ทิ้งท้าย - แม้กลิ่นจะไม่ได้แปลกหรือแตกต่างไปจากของเดิม เน้นความเชื่อมโยงในการเป็นโบว์ครีมที่ผู้คนต่างหลงรักกันทั่วโลก แต่สิ่งที่ได้คือ พัฒนาการทางอารมณ์ของกลิ่นที่ทำให้โบว์ครีมโตขึ้นมาอีก 1 สเต็ป ที่มีความน่าสนใจโดยไม่ทิ้งลายเซ็นเดิม

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.kingpower.com/pub/media/catalog/product/7/6/767781-l1.jpg

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Natural Teller - Indulgence

Natural Teller - Indulgence 

ว่ากันด้วยกลิ่นขนมหวาน กลิ่นลักษณะนี้มักจะเป็นที่ชื่นชอบกันมากโดยเฉพาะในหมู่หญิงสาวเพราะกลิ่นมันหอมหวานพาลไปให้คิดถึงว่าใส่น้ำหอมกลิ่นแบบนี้แล้วจะมีความน่ากินได้อีกด้วย ซึ่งจากที่ผ่านมาของ Natural Teller ว่ากันตรงๆ คือ ไม่เห็นกลิ่นแนว Gourmand แบบนี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะทำเสียด้วยซ้ำเพราะเห็นมาสายอาร์ต เช่นนั้นในเมื่อปล่อยกลิ่นนี้มา ก็จัดซะหน่อยว่าจะออกมาในลักษณะขนมหวานแบบไหนกับรุ่นนี้เลย Indulgence 

เปิดตัวหลังสเปรย์ก็สายหวานสุดใจกันอย่างชัดเจนเพราะกลิ่นโทนไซรัปผลไม้หวานๆ จะมากันเต็มที่เลย ซึ่งกลิ่นของพีชและราสเบอร์รี่จะเด่นมาเชียว และมีกลิ่นอายฉ่ำๆ ของลูกพลัมเจือกลิ่นหวานสับปะรดเสริมเข้ามาหน่อยๆ แม้กลิ่นจะหวานแหลมอยู่ แต่ใครชอบกลิ่นหวานๆ จะแบบว่าชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้กันได้เลย ในเนื้อกลิ่นแม้จะเป็นลักษณะแบบไซรัปผลไม้รวมหวานๆ เพียงชั่วขณะ ก็จะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นนมและวานิลลาที่ออกทางขนมดันเข้ามาเรื่อยๆ จนนำเข้าสู้ช่วงกลางที่เรียกว่าจัดเต็มความเป็นขนมที่มีกลิ่นอายแบบไซรัปหวานๆ มีกลิ่นน้ำตาลเจือไปตลอด แบบว่าเหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางของหวานและขนมที่มีส่วนผสมของนม วานิลลา น้ำตาลไซรัป และแยมผลไม้กันในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งคือ กลิ่นไม่ได้มาสายกระจายตัวจัดจ้านปล่อยพลังนัก เลยจะได้อารมณ์ของหวานที่น่ากินกำลังดี ที่สำคัญในเนื้อกลิ่นมีโทนติดดอกไม้หน่อยๆ ด้วย เลยทำให้สื่อความรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงผ่านเนื้อกลิ่นหอมหวานได้ดี กลาเป็นสาวที่ชอบของหวานได้ลงตัว เข้าทางตามภาพที่สื่อสารของรุ่นนี้ชัดเจน เมื่อผ่านไปจนถึงช่วงท้ายกลิ่นความหวานขนมจะเริ่มลดทอนลงไป โดยจะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นไม้หอมโปร่งๆ สว่างๆ สะอาดๆ เคล้ากลิ่นหวานจางๆ ติดผิวกาย ให้มีความหวานเย้ากำลังดีไปตลอด ได้อารมณ์ขนมหวานที่เพียบๆ ตรงหน้านั้นอันตรธานไปหมดเพราะลงท้องไปแล้ว กลิ่นหอมหวานๆ เลยรุมๆ รอบตัวแทน ซึ่งอันนี้ต้องยกนิ้วให้เลย เพราะสื่อสารกลิ่นได้ดีมากกับคำว่า Indulgence ที่หมายถึงการปล่อยเนื้อปล่อยตัว แกมด้วยการไม่แคร์สื่อว่า ชั้นจะกินขนมอ่ะ ก็ชั้นชอบได้แบบชัดเจนมากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมปลาย ขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบายมาก เพียงแต่ต้องเป็นคนที่ชอบโทนหวานด้วยจะอินไม่ยาก โดยกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำกัดจำนวนสเปรย์ เดี๋ยวจะหวานเกินลิมิตชีวิตเกินร้อยไปนิด ให้ข้ามการใส่แบบงานทางการไปจะดีกว่า แต่ถ้าใส่แบบทำงาน Office พอได้ และงดใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายได้เลย เดี๋ยวคนที่มาออกกำลังกายเพื่อ Diet จะหิว บาปกรรม นอกนั้นจัดไปแบบเหมาะสมได้เลย ใส่ท่องราตรีหรือยามกลางคืนเรียกว่าสบายมาก เผลอๆ คนใกล้ตัวได้กลิ่นพากันไปกินบิงซูก่อนนอนได้เลยทีเดียว 

ความทน - เรียกว่าลงตัวมากที่ราวๆ 8 ชม. ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. กับราวๆ 4 สเปรย์ ถือว่าดีงาม 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากกกกกกในช่วงต้นเรียกว่าหวานเจี๊ยบกันมาเลย แล้วจะดรอผลงมากระจายปานกลางในช่วงกลางแบบไม่พุ่งมากจนคนอื่นมีอาการหิว ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายเบาๆ พอพ้นซัก 8 ชม. ก็เป็น Skin Scent 

ทิ้งท้าย - อาจจะหวานเจี๊ยบหน่อยช่วงต้น ถ้าผ่านไปแล้วก็จะเริ่มเข้าใจและเข้าถึง และจะหอมหวานแบบยาวไป 

สรุป - จากทั้งหมดของไลน์นี้ต้องเรียกว่า มีทุกอารมณ์ทั้ง ดาร์กดำมืดดราม่า หม่นหมองเก็บกดแต่สวยงาม ปลอดโปร่งสบายๆ สไตล์ Nice Guy และปิดท้ายที่สายหวานสุดใจ ถือเป็นความหลากหลายที่ทำออกมาได้ชัดและแตกต่างด้วยการเล่าเรื่องได้น่าสนใจมากในทุกตัวเลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.facebook.com/naturalteller/photos/rpp.808828592561385/1080836838693891/?type=3

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Natural Teller - Lumberjack

Natural Teller - Lumberjack 

เมื่อเห็นคำโปรยของรุ่นนี้ที่บอกถึงกลิ่นยามเช้าท่ามกลางป่าสนอันสงบ ความน่าสนใจพุ่งพรวดทันที เพราะกลิ่นอายแบบนี้จะมีความเป็นไม้หอมติดเขียวสด และมีความ Fresh Spicy บางๆ ที่มีความเป็นธรรมชาติของเนื้อไม้สน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโทนที่สร้างภาพในหัวถึงสภาพแวดล้อมได้ดีเลย เช่นนั้น ผ่านโทนดาร์กดำมืด มาสู่สวยงามในความหม่นหมองแล้ว ก็ได้เวลาของความสว่างปลอดโปร่งกันบ้าง ซึ่ง Natural Teller จะทำออกมาอย่างไรนั้น ก็ออกมาเป็นแบบนี้เลย 

Lumberjack ได้อารมณ์ชัดเจนถึงการเล่ากลิ่นกับกลิ่นอายปลอดโปร่งของป่าสนที่มีความเย็นในเนื้อกลิ่นตีคู่ไปตลอด โดยที่จะไม่ได้มาลักษณะแบบเย็นยะเยือกนัก เพราะในเนื้อกลิ่นจะมีความหวานโปร่งสะอาดติดปลายกลิ่นล้อมอยู่ โดยที่กลิ่นของสนไพน์จะได้อารมณ์แบบเขียวสะอาดอมหวานในช่วงต้นเคล้าไปกับกลิ่นของสนไซเปรสที่ให้อารมณ์ไม้หอมสะอาดๆ กลิ่นมีความชื้นบางๆ ให้รู้สึกได้จึงได้อารมณ์แบบไม้สนที่พึ่งโดนตัดแล้วกลิ่นยังมีความชื้นในเนื้อไม้อ้อยอิ่งออกมาท่ามกลางกลิ่นของยางไม้ที่ให้ความสดชื่นติดสบายๆ สไตล์คล้าย Frankincense ล้อมเอาไว้ และกลิ่นโทนไม้สนนี่แหละ จะเป็นกลิ่นหลักที่อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบเลยทีเดียว จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางกลิ่นของโทนสน 2 ประเภทจะผสมผสานกันเป็นกลิ่นอายไม้หอมสะอาดมีความขรึมกำลังดีติดสดชื่นที่มาจากโทนไม้ซีดาร์และ ISO E Super ซึ่งมีความหวานเจือไปตลอด ได้อารมณ์หอมแบบสะอาดอมหวาน ที่สำคัญกลิ่นโทนหวานโปร่งที่เสริมทัพเพิ่มมาอีกคือ กลิ่นยาสูบโปร่งๆ ช่วงนี้จึงเป็นไฮไลท์สำคัญของน้ำหอมรุ่นนี้เลยที่สื่อสารถึงกลิ่นอายหอมหวานเย็นๆ ที่มีไม้หอมลอยอ้อยอิ่งกำลังดี มีความเท่ห์และ Cool แบบสบายๆ ไปตลอด กลิ่นมีความเป็นโทนสว่างและปลอดโปร่งมากโดยยืนพื้นที่กลิ่นไม้หอมเป็นสำคัญ จนเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ช่วงท้ายกับกลิ่นอายลักษณะสะอาดโปร่งๆ กลิ่นไม้หอมเริ่มลดทอนลงไปเป็นโทนเบาสบายมากขึ้น มีกลิ่นติดยางไม้อบอุ่นบางๆ แบบอากาศเริ่มเข้าช่วงสายที่มีแดดมาประปรายแล้ว กลิ่นจะมีความหวานโปร่งสะอาดเย้าบางๆ เสริมมิติให้กลิ่นไม่ใช่สะอาดทื่อๆ และไม้หอมอย่างเดียวไปตลอด ภาพรวมจึงเรียกได้ว่าเป็นกลิ่นที่และสื่อและบอกอารมณ์ถึงสภาพแวดล้อมแบบที่รื่นรมย์ อะโรม่ามีความเป็นธรรมชาติแบบกลิ่นไม้สะอาดโปร่งหวานสดชื่นที่ลอยมาจนรู้สึกได้ มันรื่นรมย์แบบที่ทำให้มีความสุขกับกลิ่นได้ไม่ยากจริง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบาย มันมีความสดชื่นและเท่ห์ในสไตล์ธรรมชาติ แม้กลิ่นมาสาย Niche ก็จริงแต่ใช้ง่าย ไม่เหมือนใคร ยิ่งถ้าพื้นฐานชอบกลิ่นอายแบบไม้หอมอยู่แล้วจะเข้าถึงได้ในแรกฉีดทันทีอาจจะฟินไปได้เลย ซึ่งสามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ไม่เกี่ยงสภาพอากาศ อาจจะมีออกกำลังกายที่รอช่วงกลางๆ หน่อยน่าจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนใส่สบายๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและน่าเข้าใกล้ได้ไม่ยาก แต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีแน่นอน โดนชาวบ้านที่จัดเต็มกว่ากลบหมดไม่เหลือแน่ๆ

ความทน - ราวๆ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอไปที่ 8 ชม. ลงตัวกับจำนวนสเปรย์ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป จนเมื่อเข้าช่วงท้ายจะเป็น Skin Scent ที่ไม่รบกวนใคร ให้ความรู้สึกสะอาดโปร่งแบบยาวไปจนกว่าจะจางไปจากผิว 

ทิ้งท้าย - หนึ่งในกลิ่นที่ #น้อยแต่มาก อย่างชัดเจน ไม่มากไม่มายแต่สร้างอารมณ์และความอะโรม่าแบบเท่ห์ๆ สว่างโปร่งไม่ดูประดิษฐ์ให้ดูพยายามเท่ห์แต่ประการใด 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.facebook.com/naturalteller/photos/a.813426948768216.1073741828.808828592561385/1078290588948516/?type=3&theater

Review: Natural Teller - Jade Prison

Natural Teller - Jade Prison 

จากอารมณ์แห่งความดำดิ่งและพังทลายในรุ่น Collapse ก็มาสู่การเล่าเรื่องต่อเนื่องผ่านกลิ่นอื่นๆ ของ Natural Teller กันต่อเนื่องไปเลย ซึ่งคราวนี้เปลี่ยนโทนมาสู่ความเป็นกลิ่นอายสไตล์ผู้หญิงบ้างกับการเอากุหลาบและโบตั๋นมานำเสนอซึ่งจะได้ออกมาในมุมไหนต้องลองกันหน่อยกับรุ่นนี้ Jade Prison
 

สิ่งที่สัมผัสได้เต็มๆ กับอารมณ์ของกลิ่นคือ ความถือตัวและความเก็บกดระทมแต่ไม่แสดงออกโจ่งแจ้ง ที่เป็นเหมือนอารมณ์พื้นฐานที่สำคัญของน้ำหอมตัวนี้เลย โดยกลิ่นอายที่จะเป็นเหมือนศูนย์กลางของน้ำหอมเลยคือ โทนกุหลาบ ที่จะมีทั้งแนวใสๆ ที่เด่นด้วยดอกโบตั๋น Peony และและกุหลาบปกติ แต่กลิ่นจะมีความอบอวลชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกของน้ำหอมที่จะมีกลิ่นออกทางสบู่ติดอวลดอกโบตั๋นที่หอมหวานแต่ติดเจื่อนฝาด อารมณ์ที่ได้เลยคล้ายจะสดใสแต่กลิ่นมีความหม่นแฝงอยู่เลยจะได้ความรู้สึกนิ่งงันเข้ามาร่วมด้วย โดยจะจับได้ถึงกุหลาบที่ติดผิวอยู่จางๆ ก่อนที่จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงกลางที่เป็นตัวจะเด่นนำมีความหวานและนวล อวลกำลังดี กลิ่นจะไม่ได้ถึงกับแห้งแต่มีความทึบๆ ความรู้สึกอ้อยอิ่งเศร้าสร้อยจากโทนยางไม้ที่ค่อนไปทางหวานแบบบางๆ อบอุ่นหน่อยๆ ที่มาแบบอ้อยอิ่ง และกลิ่นเริ่มมีความนวลจากไม้จันทน์หอมจางๆ เสริมเข้ามาด้วย อารมณ์ยังชัดว่าเป็นกุหลาบที่หอมละมุน แต่มีความเศร้าหม่นกำลังดีให้รู้สึกได้ถึงความเป็นจริงว่าในความสวย มันไม่จำเป็นต้องใสและลั่นล้าประกอบตลอด แต่มันจะมีอารมณ์อื่นๆ อย่างกลิ่นอายนิ่งงันเศร้าๆ ที่ทำให้รู้สึกสวยในอีกแง่มุมได้และสะท้อนอารมณ์หนึ่งในอีกเฉดของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือว่าช่วงกลางคือไฮไลท์กันอย่างชัดเจนที่ให้ความรู้สึกแบบกุหลาบที่สวยในความเศร้าสร้อยติดหม่นได้น่าสนใจมาก แล้วเพียงไม่นาน Musk ก็เริ่มที่จะแทรกขึ้นมา แบบติดโทนสาปปลุกเร้า Animalic หน่อยๆ กึ่งค่อนไปทางโทนแป้งที่มีกลิ่นไม้หอมเป็นตัวสนับสนุนแบบขรึมๆ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงท้ายที่จะลากยาวไปเลยกับความรู้สึกที่มีความหม่นปนกลิ่นอายกุหลาบที่ยังมีความสวยในกลิ่นอยู่ให้สัมผัสได้ ซึ่งเมื่อมองที่รูปภาพประกอบกลิ่น มันก็เลยชัดเจนเลยทีเดียวว่าความรู้สึกของดอกไม้ที่อยู่ในแจกันว่ามันเป็นอย่างไร มีความสวยงามที่ถือตัว มีระดับ มองแล้วงดงาม จับต้องได้ผ่านสายตาและจมูกที่ได้รับกลิ่น แต่ก็มีความหม่นเศร้าให้สัมผัสได้จากการโดนจำกัดให้สวยในจุดๆ นั้นเพียงจุดเดียว 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เอาจริงๆ น้องมหาลัยก็ใส่น้ำหอมตัวนี้ได้อยู่ ถ้าผ่านน้ำหอมกุหลาบมาบ้างในระดับหนึ่ง จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ทั้งทางการและทั่วๆ ไป แต่กลิ่นไม่ได้ไปสายลั่นล้ามากนัก เพราะกลิ่นมาสายวางตัวนิ่งแต่มีระดับเสียแบบที่เป็นโทนกลางๆ ให้จับต้องได้แบบไม่ต้องเจาะลึกมากกับความดราม่าของกลิ่น ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายตัดทิ้งได้เลยกลิ่นไม่ได้เข้าทางอะไรนัก ส่วนยามค่ำคืนเป็นกลิ่นที่เหมาะกับการใส่ออกงานหรือทั่วๆ ไปได้อยู่ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีก็ใส่ได้อยู่แต่อาจจะไม่ได้มาสายเรียกแขกนัก เพราะมันมีโทนติดหม่นอยู่ อาจจะทำให้ดูแบบไม่เต็มใจมาลั่นล้าเท่าไหร่นัก 

ความทน - อันนี้ยกนิ้วให้เลยกับราวๆ 8 ชม. สบายๆ กลิ่นจะทนมากกว่านั้นหรือไม่อยู่ที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ


การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และค่อนข้างคงตัว มีลดลงมากระจายปานกลางก็ท้ายๆ ช่วงกลางแล้ว ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอพ้นซัก 8 ชม. กลิ่นจะค่อยๆ จางลงไปเรื่อยๆ 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าผ่านกลิ่นที่มาสาย Niche Perfume แต่ไม่ได้ถึงกับเข้าถึงได้ยากมาก ยิ่งถ้าใครได้ชอบกุหลาบเป็นทุนเดิม Jade Prison เป็นอีกหนึ่งในโทนกุหลาบที่น่าสนใจในการเล่าเรื่องมากเลยทีเดียว

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by https://www.facebook.com/naturalteller/photos/a.813426948768216.1073741828.808828592561385/1078288838948691/?type=3&theater



วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Natural Teller - Collapse

Natural Teller - Collapse 

เมื่อได้ผ่านน้ำหอม 3 ตัวแรกของ Natural Teller ไปก่อนหน้านี้ที่หลากหลายอารมณ์กลิ่นแล้วไม่ว่าจะเป็นความอาลัย ความสดชื่น และความ Mix & Match ที่แปลกเก๋ คราวนี้ก็ได้เวลามาต่อยอดกับอีก 4 ตัวล่าสุดกับการปล่อยสไตล์กลิ่นอายแบบศิลปะน้ำหอมในอีกรูปแบบที่จะสื่อสารตามเรื่องเล่าและภาพวาดในลักษณะของคาแรคเตอร์ต่างๆ มากขึ้น โดยมากันเป็น Series ให้ชัดกันไปข้าง ซึ่งก็ขอเริ่มที่แนวอารมณ์ดำดิ่งกันอย่างรุ่นนี้เลย Collaspe

กลิ่นนี้เพียงแรกเริ่มสเปรย์แรกก็มาแบบโทนที่มีความดาร์กให้สัมผัสได้ทันที แม้ในเนื้อกลิ่นช่วงต้นจะมีกลิ่นอายของความเป็น Bergamot จางๆ ติดขมให้สัมผัสได้ และกลิ่นมีความพุ่งพอประมาณแบบติดเขียวขมด้วย แต่จะมาในลักษณะเป็นแค่ตัวที่เสริมให้กลิ่นของโทน Incense และไม้หอมนั้นเด่นชัดขึ้นมาเสียมาก เหมือนเสริมมิติความเป็น Citrus ลงไปให้กลิ่นไม่ได้ถึงกับดำดิ่งดาร์กจ๋าๆ ตั้งแต่แรกสเปรย์ โดยที่กลิ่นแนวไม้ซีดาร์จะชัดมากตั้งแต่ตอนต้นซึ่งจะความขรึมอยู่ในเนื้อกลิ่นสูงมาก และมีความอวลของโทนธูป Incense ที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นโทนสีดำที่มีความซีทรูยังพอมองเห็นภาพด้านหน้าออกอยู่บ้าง เพียงไม่นานกับการเปลี่ยนโทนกลิ่นเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นของโทนธูป Incense จะชัดขึ้นโดยรองพื้นที่โทนกลิ่นของไม้ซีดาร์ที่ยิ่งเพิ่มความขรึมขลังจัดเต็มกันในช่วงนี้ มีกลิ่น Oud ที่ไม่อวลบางๆ ให้ความขรึมดาร์กของกลิ่นชัดเจนมากขึ้น และจะมีเครื่องเทศที่เป็นโทนเผ็ดของเม็ดกระวานมาผสมผสานตีคู่เด่นชัดไปด้วย แต่กลิ่นไม่ได้ไปสายหวานเย้าตามปกติที่เรามักเจอในน้ำหอมที่มีเม็ดกระวานเป็นตัวชูโรงเลย มีแต่ความเผ็ดเข้มที่สื่อสารถึงความเข้มข้นในโทนกลิ่นที่ให้ความรู้สึกดุดันแต่ไม่ได้ถึงกับร้ายและแรงดูอาละวาดนักเพราะความขรึมของโทนไม้หอมที่คุมโทนอยู่ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ในเนื้อกลิ่นยังมีตัวเสริมโทนที่ดีอย่างกลิ่นอายแนว Earthy หรือกลิ่นแบบหัวเหง้าใต้ดินที่ติดอับทึบ กลิ่นในช่วงนี้จึงเป็นไฮไลท์สมกับชื่อรุ่นเลยทีเดียวว่Collapse ที่แปลว่า พังทลายเพราะมีทั้งอารมณ์ที่อับทึบ (Earthy) มืดดาร์ก (Woody) ดำดิ่งหม่นหมอง (Incense) และเกรี้ยวกราดในอารมณ์ (Spicy) ที่ประดังประเดเข้ามา แต่ยังคุมโทนกลิ่นได้อย่างพอดี ไม่ได้มาสายฟูมฟายเล่นใหญ่เป็นตัวร้ายละครทีวีที่ Overacting เกินเหตุ จนเมื่อผ่านพ้นไปถึงช่วงท้ายความเข้มข้นของอารมณ์กลิ่นเริ่มลดดีกรีลงมาเป็นความนิ่งงันมากขึ้น แต่ยังคงความดาร์กอยู่แบบประปรายให้สัมผัสได้ โดยมีพื้นฐานของความเป็นไม้หอมติดกลิ่น Incense และยางไม้ที่ให้ความรู้สึกหม่นๆ กลิ่นติดขมฝาดแต่หวานปลายของยางไม้อย่าง Opoponax และ Myrrh ที่อ้อยอิ่ง และมีความนวลจางๆ จากไม้จันทน์หอมเบาๆ อารมณ์กลิ่นเลยจะเปลี่ยนชัดเจนจากพังทลายมาสู่โทน ทำใจได้ตามเวลาที่ที่ผ่านไปผ่านในรูปแบบของกลิ่นที่สื่อสารออกมานั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เอาจริงๆ น้องมหาลัยก็ใช้ตัวนี้ได้ เพียงแต่อาจจะต้องเรียนรู้กันนิดนึง เพราะกลิ่นโทนนี้คือความดาร์กหม่น อาจจะผ่านโทนแนวๆ นี้มาบ้างจะทำให้เข้าถึงและเรียนรู้โทนกลิ่นได้ง่ายขึ้น แม้ว่าเนื้อกลิ่นจะออกทางหม่นหมองก็จริง แต่ถ้าไม่คิดมากและไม่ได้ลงลึกรายละเอียดของเนื้อกลิ่นและอารมณ์ของกลิ่นจริงๆ กลิ่นนี้เป็นโทนไม้หอมและ Incense ที่ลงตัวได้ความดาร์กติดหม่นน่าสนใจมาก มีความภูมิฐานและการวางตัวที่นิ่งงันด้วยความเป็นไม้หอมและ Incense มากเลยทีเดียว จึงใส่ในยามทางการได้อยู่ และใส่ทั่วๆ ไปก็ได้ แต่ไม่เหมาะเลยกับการใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งและการออกกำลังกาย เพราะกลิ่นไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานได้อยู่ ส่วนถ้าจะใส่ไปท่องราตรีก็ทำได้ เพราะเนื้อกลิ่นโทนนี้มีความหม่นก็จริง แต่มันก็น่าค้นหาอยู่ร่วมด้วยเช่นกัน อาจจะหม่นจนน่าดูเข้ามาคุยด้วยก็ได้นะเอออ

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. มีบวกลบบ้างอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงแรก ก่อนที่จะลดลงมากระจายปานกลางที่คนฉีดสามารถรับกลิ่นที่ตีขึ้นชัดเจน และเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - Collapse ถือเป็นหนึ่งในงานศิลปะของการเล่าเรื่องผ่านกลิ่น ที่บอกอารมณ์ลักษณะช่วงเวลาของการประสบเรื่องราวไม่คาดฝันที่ไม่ใช่ในทิศทางที่ดี เริ่มต้นที่ ช่วงช็อคยังเอ๋อๆ กึ่งดาร์กอยู่และนิ่งงัน --> ช่วงเสียใจและเข้มข้นในทุกความรู้สึก --> ช่วงเวลาทำใจไล่เรียงกันไปเป็นสเต็ปของความเป็นจริงที่ควรจะเป็นได้ชัดเจนมาก ยอมมมมม ทำดีงามจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.facebook.com/naturalteller/photos/a.813426948768216.1073741828.808828592561385/1080024245441817/?type=3&theater

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Tom Ford - Fucking Fabulous

Tom Ford - Fucking Fabulous

เพียงแค่ชื่อรุ่นก็เรียกว่าพีค โดยเฉพาะคนที่เล่นน้ำหอมทั้งหลาย เพรา่ะมุมนึงอาจจะมองว่าเก๋ไก๋สไลเดอร์ อีกมุมอาจจะมองว่ามันจำเป็นต้องชื่อแบบนี้ด้วยเหรอ ถ้ามันไม่เลิศสะแมนแตนสมชื่อนี่อายไปจนถึงลูกบวชกันเอาได้ ซึ่งก็แล้วแต่กันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เรียกว่ากินขาดมากคือการสร้างแรงกระเพื่อมทางการตลาดของ Tom Ford กับการปล่อยน้ำหอมกลิ่นนี้ออกมากับราคาที่เรียกว่ากราบ
บบบ เพราะสูงมากราว 310 เหรียญกับ 50 ml เช่นนั้นสบโอกาสยอมจ่ายเพื่อให้ได้มาในรูปแบบที่เพื่อใช้รีวิวและเก็บยาว เช่นนั้น มาพิสูจน์ดีกว่าว่า Fucking Fabulous จะเป็นยังไงบ้าง

เปิดต้นกลิ่นมาความรู้สึกของโทนกลิ่นจะมาแบบติดหวานโปร่งหน่อยๆ ของโทนอัลมอนด์กันก่อนเลย โดยจะมีกลิ่นอายติดอะโรม่าแนวๆ ลาเวนเดอร์ติดสมุนไพรไพล่ไปทางกลิ่นหนังบางๆ สไตล์แบบ Clary Sage ที่ให้โทนลักษณะนี้เจืออยู่ กลิ่นเลยจะได้ความรู้สึกแบบหอมหวานโปร่งมีความอะโรม่านวลๆ เสริม แล้วแว้บต่อมากลิ่นของถั่วตองก้าที่ให้ความครีมมี่นุ่มนมจะเริ่มแทรกเข้ามาผสมผสานและจะเป็นเหมือนกลิ่นที่เป็นศุนย์ของของน้ำหอมตัวนี้เลย เราะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบเต็มๆ โดยเมื่อเข้าช่วงกลางกลิ่นของอัลมอนด์จะเริ่มลดทอนความหวานลงมาเป็นลักษณะแบบโทนแป้งแบบติดอบอุ่นเคล้าไปกับกลิ่นอายครีมมี่ที่หอมนุ่มละมุน โดยในลักษณะของโทนแป้งอัลมอนด์ในช่วงนี้มันมีมิติของโทนอบอุ่นชัดเจน รวมถึงมัน Sexy ด้วยเพราะมีลักษณะแบบแป้งติดอับจางๆ หวานปลาย Sexy ดึงดูดซึ่งน่าจะมาจากหัวเหง้าของต้นไอริส (Orris) และยังไม่พอสิ่งที่เสริมให้กลิ่นมันเซ็กซี่และมีระดับมากขึ้นเต็มๆ เลยคือกลิ่นโทนหนังที่มาแบบนุ่มๆ ไม่ได้หนักหน่วงเพราะมาแบบเซ็กซี่ชวนซุกเสียมาก เป็นเหมือนฐานสนับสนุนให้กลิ่นของถั่วตองก้ามีมิติกลิ่นแบบยั่วเย้าแบบผิวกายหอมแป้งครีมมี่แทน ซึ่งกลิ่นในช่วงกลางนี้จะจตามไปผสมผสานในช่วงท้ายอีกด้วย ที่กลิ่นหนังที่โดนเกลามาแล้วด้วยกลิ่นอายแบบแป้งครีมมี่นุ่มๆ และ Sexy จะได้อารมณ์แบบผิวกายหอมนวลตามธรรมชาติ โดยจะมีกลิ่นออกแนว Musky ติดไม้หอมมาเจือให้มีมิติที่สะอาดและดึงดูดกำลังดีเจือไปตลอด ร่วมด้วยทำให้ได้อารมณ์ผิวกายหอมละมุนนวลๆ ซึ่งกลิ่นมีความเซ็กซี่แบบไม่ได้จงใจ และเป็นโทนดึงดูดแบบละมุนละม่อมชัดเจน ออกแนวก็ได้กลิ่นแล้วเดินมาหาชั้นเองนี่นา ชั้นออกจะ “Fucking Fabulous” ขนาดนี้ อะไรแบบนี้

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นอยู่ตรงกลางที่แตะหมด ซึ่งจะเข้างทางกับวัยมหาลัยเป็นต้นไป กลิ่นเป็นโทนหนังกับแป้งหอมที่ไม่ได้ใช้ยาก มีความเข้าถึงง่ายในระดับหนึ่งเลยทีเดียว แตะได้หมดทั้งทางการและทั่วๆ ไป เพราะมันก็มีความภูมิฐานสไตล์ของ TF และความเซ็กซี่ที่มาแบบไฮคลาสกับเขาไม่น้อย แต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะมันแพงมาก เปลือง และจะใส่กลิ่นแบบนี้ไปเดี๋ยวขาดอากาศหายใจพอดี ส่วนยามค่ำคืนได้หมดกวาดหมด เพราะกลิ่นเรียกว่า Sexy อยู่แล้ว จะออกงานหรือท่องราตรีหรือใส่อยู่บ้านให้คนซุกก็ได้หมดเพียงแต่นะ ราคามันเจ็บ

ความทน - ราวๆ 8 ชม. ที่จะมีกลิ่นให้รับรู้อยู่ แต่จะมากหรือน้อยกว่านี้อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. กำลังดีเลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาที่กระจายปานกลางเรื่อยๆ แล้วผันเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบเซ็กซี่ดีเลยทีเดียว

ทิ้งท้าย - ส่วนตัวมองว่ามันคือ Tuscan Leather ที่ตัดราสเบอร์รี่ออก เติมแป้งหอมละมุนหวานนวลเข้าไปผสมผสานให้เซ็กซี่ดึงดูดได้ดีสมชื่อรุ่นเลยทีเดียว ส่วนราคาอันนี้ตัวใครตัวเผือกนะจ้ะ

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit by https://gl-images.condecdn.net/image/q6eoZzmw2jQ/crop/1620



วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Review: Revlon - Charlie Blue

Revlon - Charlie Blue

แบรนด์เครื่องสำอางที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานคงจะหนีไม่พ้น Revlon ยิ่งสาวๆ นี่คงรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่านอกจากเครื่องสำอางเลื่องชื่อแล้ว น้ำหอมเขาก็มีแถมราคาก็เรียกว่ากราบในความย่อมเยาว์กันก็งานนี้ แถมคุณภาพก็ไม่ใช่เล่นๆ เลยแม้แต่น้อย เช่นนั้น สบโอกาสได้มาเจอกันก็ขอเอารุ่นที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในน้ำหอมที่เหนือกาลเวลามาเล่ากลิ่นดีกว่านั่นคือ Charlie Blue 

บอกก่อน - เอาจริงๆ ตอนแรกสับสน เพราะมีทั้งรุ่น Charlie ปกติ และ Charlie Blue ที่ออกมาปีเดียวกัน แล้ว Charlie ปกติก็ไม่ค่อยเห็นในยุคนี้แล้ว เหลือแต่ Charlie Blue ดันมี Charlie Blue Eau Fraiche มาอีก เอาเป็นว่า ไม่รู้ว่ายุบรวมรุ่น แล้วมาแยกรุ่น หรือรุ่นปกติก็ยังมีหรือไม่ อะไรยังไงหาข้อมูลไม่เจอ เช่นนั้น ก็ขอข้ามมาที่การเล่ากลิ่นของ Charlie Blue ตัวปกตินี้เน้นๆ แทน

เรียกว่าความเป็น Floral Aydehyde นั่นคือความชัดเจนที่สุดของน้ำหอมตัวนี้แล้วจริงๆ เพราะเปิดตัวมากับกลิ่น Aydehydes ที่มาแนวสบู่คมๆ แน่นๆ ติด Spicy นิดๆ มีความเป็นดอกไม้และสดชื่นจัดๆ กันมาก่อน ในเนื้อกลิ่นจะมีกลิ่นโทนดอกไม้นวลๆ ใหเรู้สึกได้ด้วย เรียกว่าความคลาสสิคชัดเจนกันตั้งแต่ช่วงนี้ ที่สำคัญจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสไตล์ Oak Moss ที่ติดสากเขียวและกลิ่นมีความลุ่มลึกแกมหรูหรากันชัดเจนด้วยในระดับหนึ่ง และกลิ่นของ Aldehydes จะเป็นเหมือนตัวหลักที่อยู่ตั้งแต่ต้นไปจนถึงช่วงท้ายๆ เลย โดยในช่วงกลางกลิ่นของโทนดอกไม้จะเริ่มชัดมากขึ้น โดยมีความเป็นดอกกุหลาบเจือ Citrus หน่อยๆ มีความเขียวติด Spicy นิดๆ ในสไตล์ของดอกเจอราเนียม และมีกลิ่นอายแบบเม็ดผักชีที่ให้ความเผ็ดปร่าซ่าๆ โดยที่ความเป็น Aldehydes จะเริ่มผันตัวเป็นตัวรองพื้นที่ให้ความชัดของกลิ่นที่กำลังดี กระจายกำลังงาม โดยที่กลิ่นแนว Oak Moss ยังคงให้กลิ่นที่คงตัวมีความหรูหรามีความคลาสสิคในเนื้อกลิ่นอยู่ แล้วจะเริ่มมีโทนไม้หอมนวลๆ ของไม้จันทน์หอมดันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่ความเป็น Oak Moss จะเด่นที่สุดในช่วงนี้เคล้ากับกลิ่นโทน Musky ที่นุ่มนวลสะอาดและมีความเป็นโทนแป้งที่ติดหรูหน่อยๆ กลั้วกับกลิ่นสบู่คมๆ ที่ตอนนี้เบาลงมาแบบเป็นกลิ่นหอมรุมๆ ที่มีความสะอาดติดคมๆ โดยกลิ่นไม้หอมจะมาแบบอบอุ่นกลางๆ รวมกันเป็นโทนที่คลาสสิค สะอาด และเรียบหรูกำลังดี มีความดาร์กบางๆ ขับโทนสว่างให้เด่น โดยมีความแน่นและมีพลังเพียงแต่กลิ่นจะเรียบง่ายที่ลงตัว โดยยืนพื้นที่ความคลาสสิคสไตล์น้ำหอมยุค 70 เป็นสำคัญ 

เหมาะสำหรับ - จริงๆ ตราเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิง แต่กลิ่นแบบนี้ Unisex ได้เลยทีเดียว ผู้ชายใช้ได้อยู่ อาจจะมีความรู้สึกเป็นโทนดอกไม้ไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นนัยยะสำคัญ โดยสามารถใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่จะเน้นที่ความคลาสสิคแบบที่ยังไงก็ ผ่าน อย. ด้านกลิ่นได้สบายๆ อาจจะมีถ้าไปออกกำลังกาย ควรจะรอช่วงท้ายๆ น่าจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้สบายมาก ยิ่งออกงานยิ่งเข้าที แต่ถ้าไปท่องราตรี กลิ่นนี้อาจจะไม่ได้ตรงกับสมัยนิยมนักก็เท่านั้นเอง 

ความทน - ราว 8 ชม. ได้สบายมาก และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ซึ่งส่วนตัวเรียกว่าขอกราบบบบบบ เพราะว่ากลิ่นทนถึง 15 ชม. ได้สบายมากกับการใช้ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากกกกกในช่วงแรก เรียกว่าง่วงๆ อยู่มีตื่นในความเป็น Aldehydes ที่พุ่งพรวดแน่นออกมา แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - Timeless หรือเหนือกาลเวลา คงต้องยกให้น้ำหอมรุ่นนี้ขอRevlon ที่เรียกว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกใส่ไปเถอะตัวนี้ ยังไงก็รอด แม้ว่ากลิ่นจะออกทางย้อนยุคไปบ้างเพราะผลิตมาตั้งแต่ปี 1973 และมีการปรับสูตร รวมรุ่น และเปลี่ยนแปลงอะไรมาก็ตาม กลิ่นยังคงให้ความคลาสสิคที่ดมแล้วนี่มันของดีงามราคาถูกมากกกกกชัดเจน 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://pbs.twimg.com/media/BUu0Jq5CUAA8tSX.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Clean - Clean Reserve: Blonde Rose

Clean - Clean Reserve: Blonde Rose 

หลังจากได้มาลองลิ้มชิมดมกับไลน์ Exclusive ของแบรนด์ Clean กับการเป็น Clean Reserve ผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้กับรุ่น Sueded Oud ในแบบสไตล์ของแบรนด์ ก็ได้เวลามาสู่ต่อต่อมากับการเป็นกุหลาบกันบ้าง ซึ่งงานนี้แบรนด์จะนำเสนอออกมาในลักษณะไหน และยังคง Concept ของแบรนด์กลิ่นอายแยบบ Safe Scent ไม่รบกวนใครหรือไม่ จัดไปซักหน่อยกับรุ่นนี้เลย Blonde Rose ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน 

สบู่กลิ่นกุหลาบ ถือว่าเป็นคำจำกัดความได้อย่างชัดเจนมากของรุ่นนี้เลย เพราะเปิดตัวกันเต็มๆ กับกลิ่นอายของ Aldehydes ที่มาแบบติดโทนสบู่คมๆ แต่เพราะในเนื้อกลิ่นมีโทนของดอกไม้อย่างกุหลาบที่มาเจือตั้งแต่ต้นเลย โดยในช่วงนี้จะได้ความรู้สึกสดชื่นแบบโทนน้ำสดชื่นล้อมเนื้อกลิ่นด้วยแบบกำลังดี ได้อารมณ์ชัดเจนถึงการอาบน้ำด้วยสบู่กลิ่นดอกไม้ชัดเจนมาก เพียงไม่นานกลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนโทนเข้าสู่ช่วงกลางที่จะยังคงคุมโทนความเป็นสบู่กลิ่นกุหลาบอยู่ ซึ่งในความเป็นกุหลาบจะมีทั้งความนวลและความใสผสมผสานกัน ท่ามกลางความเป็น Aldehydes ที่ลดระดับลงมาไม่ได้คมเกินไป ออกแนวเหมิือนกลิ่นอายยามอาบน้ำเสร็จแล้วกลิ่นสบู่ยังคงคลุ้งอยู่ในห้องน้ำและติดผิวกาย โดยมีความรู้สึกนุ่มสะอาดคลอไปตลอด ความเป็นโทนสดชืิ่นในตอนต้นเริ่มจางลงไป จนเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะเริ่มชัดเจนมากขึ้นถึงกลิ่นอายสะอาดนุ่มนวลของ Musk ที่รับช่วงต่อโทนสบู่กุหลาบที่ยังอยู่บางๆ ติดผิว โดนในเนื้อกลิ่นจะมีความนวลติดไม้หอมจางๆ ที่มีความอบอุ่นเบาๆ คลอเคลียในเนื้อกลิ่นไปตลอด ได้อารมณ์แบบอาบน้ำเสร็จกลิ่นสบู่กุหลาบจางๆ ติดผิวกายที่มีความอุ่นนวลสะอาดนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ กลิ่นนี้ตราเอาไว้ว่าเป็น Unisex ซึ่งถือว่าได้อยู่แม้ว่าจะเป็นกลิ่นกุหลาบ ซึ่งกลิ่นเข้าถึงได้ง่ายตามสไตล์แบบกลิ่นสบู่หอมนวลสะอาด ซึ่งสามารถใส่ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แม้กระทั่งออกกลางแจ้งก็สามารถ เพราะกลิ่นแบบนี้คนได้กลิ่นมักเดาได้ไม่ยากว่ากลิ่นสบู่กุหลาบสะอาดแบบนวลๆ ที่ส่วนใหญ่มักคุ้นชินมาอยู่แล้ว ส่วนถ้าใส่เพื่อออกกำลังกายก็ใส่ไปได้ แต่ให้รอช่วงกลางๆ กึ่งท้ายจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบทั่วๆ ไปจะเข้าทางมาก แต่ไม่เข้าทางการใส่ไปท่องราตรีนัก เพราะว่ากลิ่นไม่ได้เน้นปล่อยของหรือปล่อยพลังแต่อย่างใด 

ความทน เรียกว่าทำได้ดีเลยทีเดียวกับราวๆ 8 ชม. อิงตามสภาพผิวกายและจำนวนสเปรย์ 

การกระจาย กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนปิดท้ายที่ Skin Scent ที่มีวูบตีขึ้นของความสะอาดเป็นช่วงยามขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย – Safe Scent มากมายสำหรับคนที่อยากได้กลิ่นแนวสบู่กุหลาบนวลๆ จนบางทีคิดไปถึงกลิ่นอายแบบสบู่ Lux ที่เด่นที่กุหลาบเลย เพียงแต่กลิ่นไม่ได้คมมาก มีความสมดุลที่ลงตัวเน้นความสะอาดและไม่รบกวนใครตามสไตล์ของแบรนด์อย่างชัดเจนนั่นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://www.thewhaleandtherose.com/wp-content/uploads/2016/04/CleanReserve_BlondeRose_2016.jpg

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Review: Jean Paul Gaultier - Le Male Essence de Parfum

Jean Paul Gaultier - Le Male Essence de Parfum 

เมื่อความนิยมไม่เคยมีคำว่าเสื่อมคลายกับมนต์ขลังของความเป็น Le Male การต่อยอดจึงมาแล้วมาเล่าเพื่อให้มีความแตกต่างไปได้เรื่อยๆ ในพื้นฐานของความเย้ายวนอย่างมีพลังที่มีมาเสมอ (แต่ก็ไม่เห็นมีรุ่นไหนเทียบชั้นตัวต้นตระกูลได้เลยนะนั่น) ซึ่งคราวนี้ก็ได้เวลาของตัวใหม่ที่ออกมาเมื่อปี 2016 กับการต่อยอดสู่การเป็นรุ่น
 EDP กับการเป็น Le Male Essence de Parfum กับรูปลักษณ์ขวดเป้าตุงกล้ามแน่นแบบฮีโร่มาร์เวล ซึ่งกลิ่นจะเป็นยังไง จัดแล้วต้องบอกต่อแบบนี้ว่า 

เอาความเป็น Le Male ที่เป็นทุ่งลาเวนเดอร์คมๆ ก่อนจะเป็นโทนป๋าอบอุ่นวานิลลามาเต็มมาปรับโทนใหม่ให้กลิ่นอายมีความแตกต่างในพื้นฐานความเย้ายวนจัดเต็มแบบที่เป็นอยู่ แต่ไม่ได้ป๋าแบบตัวพ่อ เพราะลูกจะมาสายกลิ่นเครื่องเทศและโทนหนังที่ฉาบความเป็นต้นตำรับแบบตัวพ่อเอาไว้ได้น่าสนใจมาก โดยที่ Top Notes กลิ่นอายของเม็ดกระวานจะมาชัดและมาเต็มเลยทีเดียว โดยจะมีกลิ่นโทน Citrus ติดขมและมีความแห้งของ Bergamot เป็นตัวสนับสนุนให้กลิ่นมีมิติความสดชื่นเสริมความเย้ายวนที่ชัดเจนของกระวานให้มีความหวานนัวติดเผ็ดโปร่งหน่อยๆ จากเครื่องเทศแนว Fresh Spicy ที่ทำให้กลิ่นพุ่งและฟุ้งมีความ Bad Boy กันตั้งแต่ต้นในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพียงไม่นานกลิ่นอายของลาเวนเดอร์แบบที่ผสมผสานกับกลิ่นหนังจะดันขึ้นมาเรื่อยๆ นำเข้าสู่ Middle Notes ที่จะเป็นกลิ่นหนังกลั้วลาเวนเดอร์ที่มีความเป็นกลิ่นอายของเม็ดกระวานที่ลอยอยู่ด้านบน ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความอบอุ่นติดเครื่องเทศหวานร้อนอย่างอบเชยที่มาเสริมความเย้ายวนเข้าไปอีกดอก เลยทำให้เล่นโทนความเซ็กซี่ดึงดูดแบบอุ่นนัวได้ดีเลยทีเดียว แบบที่มีลายเซ็นตัวพ่อแฝงไปตลอดแบบเนียนๆ 

จนเมื่อมีกลิ่นอายแนวๆ Musk เสริมเข้ามา และมีความติดโทนสาปปลุกเร้า Animalic ที่มีความนัวนิดๆ ค่อยๆ โผล่เข้ามาผสมผสาน ก็เริ่มเข้าสู่ Base Notes กันอย่างชัดเจนกับกลิ่นหนังกลั้วลาเวนเดอร์ที่มีความหวานอุ่นเย้าของเครื่องเทศยังคงตามมาและยังคงคุมโทนความเด่นอยู่ แต่จะสัมผัสได้ว่าเนื้อกลิ่นที่นอกจากจะอบอุ่นมากขึ้นแล้ว ยังมีกลิ่นอายนวลๆ วานิลลาติดครีมมี่หน่อยๆ เสริมเข้ามาด้วย โดยจะมีเจือกลิ่นไม้หอมอุ่นๆ จางๆ ให้มีมิติเท่ห์ๆ เข้ามาหน่อยๆ ด้วย กลิ่นในช่วงนี้เลยจะนวลอวลแบบดึงดูดและเซ็กซี่ชัดเจน กลิ่นจะคุมโทนเย้ายวนตั้งแต่ต้นยันจบได้ดี แบบที่ไม่เน้นความป๋าแบบตัวพ่อนัก ออกแนวเอาพ่อมาเป็นลายเซ็นแล้วเดินเกมในแบบตัวของลูกเองดังที่กล่าวไปข้างต้นเลย 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้แล้ว กลิ่นเรียกว่าเป็นสากลนิยมโทนเย้ายวนแบบผู้ชาย Modern ได้ดี ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์ที่เหมาะสมกับผู้ฉีด จะทำให้กลิ่นลงตัวไม่มากไปหรืิอน้อยไป พูดง่ายๆ แสดงความเซ็กซี่นัวอุ่นแบบบุรุษเพศไม่ว่าจะยามทางการหรือทั่วๆ ไป แต่งดใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกาย เพราะไม่เช่นนั้นกลิ่นตีขึ้นจนหายใจไม่ออกไม่พอ ซึ่งถ้ารอช่วงท้ายๆ ก็พอได้อยู่บ้าง ปล่อยเสน่ห์ไปออกกำลังกายไป จะได้เพศเดียวกันหรือต่างเพศกลับบ้านไหมอันนี้ตัวใครตัวเผือก ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ยังไงก็มาเต็ม ยังไงก็ชัด คงสไตล์ตามรอยต่อได้ดีเลยทีเดียว 

ความทน - เรียกกว่า มันอาจจะสู้พ่อไม่ได้เท่าไหร่ เพราะอยู่ราวๆ 8 ชม. กำลังดี เน้นความเข้มข้นของโทนกลิ่นมากกว่า แต่กลิ่นอาจจะลากไปมากกว่านี้ได้ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนแรก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง แล้วจะค่อยๆ ลดทอนลงมาเป็นออร่าอุ่นเย้ายวนนัวๆ นวลๆ ก่อนจะเริ่มจางไปจากผิว 

ทิ้งท้าย - กลิ่นนี้บางทีมันจะได้อารมณ์การผสมผสานเอา YSL La Nuit de L’Homme, Nuit d’Issey, Christian Audigier Villian for Men และ CH Men มารวมๆ กัน โดยเอาความเป็น La Male เป็นตัวตั้งพื้นฐาน กลิ่นเลยจะออกแนวเมโทรตามสไตล์น้ำหอมผู้ชายโทนเซ็กซี่ตามยุคสมัย ซึ่งมันก็ถือเป็นการชูโรงความเป็น Le Male ในรูปแบบที่่มากกว่าความเป็นป๋าพร้อมเปย์ มาเป็นผู้ชาย Metro ติด Bad Boy จะเป็นทิศทางใหม่ของ Le Male หรือไม่ ต้องติดตามซะแล้วแบบนี้ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ” 

Photo Credit by http://cdn1.feelunique.com/img/products/69691/Jean_Paul_Gaultier_Le_Male_Essence_de_Parfum_Eau_De_Parfum_Intense_75ml_1487597566.png



Review: Gallagher Fragrances - Carpe Cafe

Gallagher Fragrances - Carpe Cafe

Gallagher Fragrances เป็นหนึ่งในน้ำหอม Niche สัญชาติ USA ที่เปิดตัวมาใหม่ใสกิ๊งในกลางปี 2016 โดยเริ่มจากการทำน้ำหอมเป็นงานอดิเรกก่อนของ Daniel Gallagher จนเมื่อสุกงอมได้ที่จึงได้ทำเป็นแบรนด์ของตัวเองออกมา และเริ่มเป็นที่รู้จักของนักเล่นน้ำหอมมาเรื่อยๆ จนถือว่าเป็นหนึ่งในคลื่นลูกใหม่ของวงการน้ำหอมในปี 2017 นี้ได้เลยทีเดียว เมื่อรู้คร่าวๆ ในเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์แล้ว ก็มาถึงการเล่ากลิ่นกันบ้างโดยการเปิดศักราช Review ตัวแรกของแบรนด์นี้เลย นั่นคือรุ่น Carpe Cafe 

กาแฟหวานชัดๆ เลย เพราะเปิดมาก็อารมณ์นี้อย่างชัดเจน กับความเป็นกาแฟดำที่วูบขึ่้นมาบางๆ แต่สิ่งที่มาเด็ดดวงกว่ามากคือ กลิ่นของวานิลลาที่มาลักษณะของการเป็นไซรัปที่หวานเชื่อมมาก่อนเลย อารมณ์ได้กลิ่นแบบคาเฟ่ของหวานที่เคี่ยวไซรัปวานิลลาฟุ้งกระจายออกมาแบบคมๆ เลย กลิ่นในช่วงนี้เรียกว่า อาจจะทำให้คนที่ไม่ชอบกลิ่นโทนหวานคมผงะกันได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว จนเมื่อกลิ่นเริ่มเซทตัวเข้าสู่ช่วงที่ 2 ที่จะเริ่มมีกลิ่นอายโทนไม้หอมแนวไม้สนไพน์ที่จะให้ความโปร่ง และมีความเขียวสไตล์สดชื่นแบบติด Spicy หน่อยๆ อารมณ์แบบเขียวสะอาดโปร่งสบายติดกลิ่นเนืิ้อไม้หน่อยๆ แบบเวลาเราขูดต้นสนแล้วมีกลิ่นไม้กับยางสนออกมา ซึ่งจะมาทำให้กลิ่นกาแฟที่บางๆ มีโทนหอมปนขมสะอาดปนเขียวเด่นขึ้นมา โดยความหวานจะเริ่มลดทอนลงไปไม่คมจัดเท่ากับตอนแรก แต่ยังความความหวานแบบกลางๆ ตีคู่กับกาแฟและไม้สนหอมอยู่ กลิ่นยังคงอารมณ์แบบคาเฟ่อยู่ เพียงแต่ลดความหวานมาเป็นความโปร่งหอมติดขมปนสบายมากขึ้น ซึ่งเพียงไม่นานกลิ่นของ Incense หรือยางไม้ของ Myrrh หรือชื่อไทยว่ามดยอบ จะเริ่มเสริมเข้ามาชัดเจนมากขึ้น กลิ่นจะมีความครีมมี่หน่อยๆ แต่ไม่ใช่ครีมมี่แบบขนมซึ่งจะมาจากกลิ่นไม้จันทน์หอม กลิ่นจะยังคงความขมเจือๆ ผสมความหวานอยู่ เคล้ากลิ่นไม้ขมๆ ผสมถั่วนิดๆ ครีมมี่หน่อยๆ และจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นตัวเด่นในช่วงท้ายของน้ำหอมที่กลิ่นกาแฟจะเบาบางลงไปจนเกือบหมด มีบางๆ ให้รู้สึกได้อยู่ ให้กลิ่นของโทน Incense โปร่งติดไม้หอมขมๆ เคล้าความครีมมี่ที่รองพื้นให้รู้สึกได้ของไม้จันทน์หอม โดยกลิ่นวานิลลาที่ค่อยๆ หายไปในช่วงกลางจะกลับมา แต่มาในรูปแบบความเป็นแอมเบอร์ที่ติดกลิ่นวานิลลาผสมไม้หอมเสียมาก กลิ่นในช่วงนี้เลยจะได้ความรู้สึกเท่ห์ๆ ติดอบอุ่น มีความเป็นไม้หอมติดขมๆ หน่อยๆ แต่ครีมปนหวาน อารมณ์แบบ Bittersweet กำลังดีแบบยาวไปนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - แบรนด์ลงไว้ว่าเป็นน้ำหอม Unisex กวาดทุกเพศ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเลย เพียงแต่จะแบ่งภาคกันพอสมควรคือช่วงต้นกับกลางเป็นโทนออกทางผู้หญิง ส่วนช่วงกลางกับท้ายเป็นโทนที่มาสายแมนๆ เรียกว่ากลิ่นมันกลางๆ พอที่จะใส่ได้ โดยไม่ได้ออกทางแต่งหญิงทีนึงแล้วฉีกเปลี่ยนมาทำตัวแมนๆ อีกทีนึงแต่ประการใด ซึ่งสามารถใส่ได้ในบางสถานการณ์ยามกลางวัน เพราะกลิ่นมาสายปล่อยของและเต็มเหนี่ยวกันในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมกลิ่นจะลงตัว มากไปหวานจุกคอขออ๊อกซิเจนกันได้ ซึ่งเข้ากับงานทางการบ้าง แต่อย่าถึงขั้นรับแขกบ้านแขกเมืองเพราะกลิ่นมันหวานไปหน่อย นอนกนั้นจัดไป ใส่ได้ยิ่งถ้าวันอากาศเย็นๆ ยิ่งลงตัว ส่วนยามค่ำคืนถ้าใส่ไปท่องราตรีได้เลย กลิ่นเรียกร้องความสนใจได้ดี ใส่ออกงานก็ได้ ใส่หวานแล้วมาอบอุ่นคูลๆ กับครอบครัวก็จัดไป 

ความทน - ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวกับราวๆ 8 ชม. กำลังดี จะมากหรืิอน้อยกว่านี้อยู่ที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไปที่ 4 สเปรย์ ได้ที่ี 8 ชม. สบายๆ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีเกิ๊นนนนในช่วงแรก แล้วจะดรอปมากระจายปานกลางค่อนไปทางออร่ารอบๆ ตัว พอเข้าช่วงท้ายจะค่อยๆ ลดจากความเป็นออร่าไปเรื่อยๆ จนเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามร่างกายขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - มันคือคาเฟ่ขนมไซรัปหวานเลย ตอนแรกแบบ โหยยยย หวานแหลมมาเชียว แน่นอนว่าน้ำหอม Niche ช่วงต้นอาจจะไม่ได้ทำให้รักแรกพบนัก แต่พอเข้าช่วงอื่นๆ ถือว่าทำออกมาได้ดีกลิ่นลงตัว เป็นอีกกลิ่นกาแฟที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by Gallagher Fragrances - https://gallagherfragrances.com/wp-content/uploads/2016/06/Carpe_Cafe_Front_1-667x1000.jpg