วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Gucci Rush for Men

Gucci Rush for Men 

ช่วงที่ Tom Ford ได้ทำงานกับ Gucci ในตำแหน่ง Creative Director นอกจากแฟชั่นที่กลายเป็นหนึ่งในยุคที่รุ่งโรจน์ของแบรนด์จากที่เกือบจะพังทลายไปแล้ว น้ำหอมเองก็มี Masterpiece ออกมามากมายและน่าจดจำเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Gucci pour Homme, Envy ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย, Accenti, Gucci EDP และขาดไปไม่ได้เลยนั่นคือ Gucci Rush ทั้งหลายที่ฝั่งผู้หญิงรุ่นนี้เรียกว่าอยู่ยงคงกะพันปล่อยพลังความ Sexy ได้ใจมากจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ขอชื่นชม Tom Ford เลยที่ทำให้ Gucci เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ติดลมบนมาตลอดจนทุกวันนี้ 

แต่ก็น่าเสียดายมากที่ในสาย Gucci Rush มี 1 รุ่นที่เลิกผลิตไป และเป็นอีกหนึ่งใน Masterpiece ได้เลย อย่าง Gucci Rush for Men ที่เป็นหนึ่งในกลิ่นโทน Sandalwood หรือไม้จันทน์ฺหอมที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในโลก รวมถึงเป็นการเปิดศักราชการนำ Incense เข้ามาสู่น้ำหอมสาย Designer เสียด้วย เช่นนั้นก็ต้องมาบอกเล่าความดีงามของรุ่นนี้กันหน่อยว่าจะให้ลักษณะกลิ่นออกมาอย่างไรบ้าง 

เปิดตัวด้วยกลิ่นอายโทนไม้หอมโทนติดเขียวเจือกลิ่น Spicy แบบกลิ่นอายของเนื้อไม้สนปร่านวลหอมเคล้ากับลาเวนเดอร์ที่นุ่มจมูกเจือหวานนวลไพล่มาทางแป้งอ่อนๆ และยังมีกลิ่นอายคล้ายโทน Incense หรือธูปผงไม้โปร่งๆ สว่างๆ รองพื้นอยู่ด้านหลัง เนื้อกลิ่นจะมีความเป็นน้ำหอมผู้ชายติดไม้นวลปร่านุ่มที่หอมดึงดูดแบบโทนสว่างกันตั้งแต่เริ่มเลยทีเดียว แล้วพระเอกของงานอย่างไม้จันทน์หอมที่มาแบบนวลๆ ละมุนๆ ครีมมี่กำลังดีจะค่อยๆ แทรกขึ้นมาจนเข้าสู่ช่วงกลางที่โทนไม้จันทน์หอมจะให้ความนวลครีมมี่แบบสว่างละมุนๆ เป็นพื้นฐานคลอไปกลับโทน Incesne อ่อนๆ รื่นจมูกแบบกลิ่นเนื้อไม้สีขาวปนครีมและจะมีกลิ่นอายโทนไม้หอมติดปร่าของกลิ่นไม้สนในตอนแรกมาสนับสนุนพร้อมกับลาเวนเดอร์ให้ได้ความเป็นไม้หอมนวลครีมเจือความปร่านุ่มติดโทนแป้งหวานละมุนอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ โดยที่คุมโทนสว่างได้เป็นอย่างดี ไล่เรียงให้ความนวลเย้ายวนแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงท้ายที่จะสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงกลิ่นอายแบบครีมมี่ Incense นวลๆ มีกลิ่นอ้อยอิ่งดึงดูดระเรื่อๆ เจือหวานของพิมเสนที่โดนเกลากลิ่นมาจนกลมได้ที่ รองพื้นด้วยกลิ่นโทน Musky ที่ให้ความนุ่มสะอาดที่เป็นโทนกลิ่นที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันซ่อนความเย้ายวนนวลละมุนอย่างมีระดับในโทนกลิ่นสว่างครีมไปตลอด 

จากที่เล่ากลิ่นเหมือนจะออกไปทางกลิ่นอายไม้หอมนวลๆ สบายๆ อะโรม่า แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโทนกลิ่นแต่ละช่วงคือ จะให้ความรู้สึกแบบกลิ่นอายผิวกายผู้ชายสะอาดติดครีมมี่นวลปนแป้งไม้หอมนุ่มที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาเลย เพราะจะมีความนวลเย้าที่ให้ความรู้สึกน่ากอด น่าเข้าใกล้ น่าซุกซอกคอ น่ากองมันอยู่บนตัวดมกลิ่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ มาก ไล่เรียงความเป็นโทนดึงดูด
เย้ายวน และเซ็กซี่ สมควรแล้วที่สามารถทำให้เกิดอาการ Rush (ความหมายในเชิงทางเพศ) กับคนที่ได้กลิ่นได้โดยง่ายแบบคุมโทนสว่างไปตลอดจนต้องยอมเขาเลย กลิ่นดีมากจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบายๆ เลย เพราะกลิ่นมีให้ความรู้สึกแบบผู้ชายตัวหอมนวลสว่างเย้ายวนไปตลอด แบบที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาในความรู้สึกจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ได้มองในเรื่องความเย้ายวน กลิ่นนี้ก็สามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปก็สามารถ จะมีเพียงการใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายที่ไมMatch นัก ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่แบบทั่วๆ ไปหรือโรแมนติคจะเข้าทางมากกว่าใส่ไปท่องราตรีที่แม้กลิ่นจะสร้างความเย้ายวนก็จริง แต่มันไปสู้กับกลิ่นหวานเลี่ยนจัดเต็มได้ยากพอสมควร 

ความทน - กลิ่นทนราวๆ 8 ชม. อาจจะมีบวกลบบ้างก็อิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นที่มาถึงก็ดึงดูดกันก่อนเลย แล้วจะลดลงมาที่กระจายปานกลางซักระยะ ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - ไม่แปลกใจเลยที่มีแต่คนเรียกร้องให้รุ่นนี้ได้กลับมาผลิต และยอมรับในฝีมือของ Tom Ford อย่างยิ่งเลยที่เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างความเป็น Rush ของผู้ชายออกมา ยกดาวให้กลิ่นนี้ทั้งฟ้าเลย 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://myoriginal.com.ua/product/gucci-rush-for-men/

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Santa Maria Novella - Zagara (Orange Blossom)

Santa Maria Novella - Zagara (Orange Blossom)

ผ่านกลิ่นอายดอกส้มมาก็หลากหลายแบรนด์ ซึ่งต่างก็มีการชูโรงความเป็นดอกส้มไม่ว่าจะเป็นแนว Neroli (ดอกส้มที่สกัดด้วยไอน้ำ ที่ให้ความเขียวติด Citrus ของกิ่งก้านส้มเป็นตัวเด่น)
 กับ Orange Blossom (ดอกส้มที่สกัดด้วยตัวทำละลาย ที่ให้ความนวลดอกไม้ขาวสะอาดติดเปรี้ยวปลายกลิ่น) แต่ก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสมาลองกลิ่นอายดอกส้มของแบรนด์ Niche Perfume จากอิตาลีอย่าง Santa Maria Novella ในการสร้างสรรค์กลิ่นดอกส้มที่บานสะพรั่งท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นบนเกาะ Sicily มาก่อน 

เช่นนั้น มีโอกาสก็ต้องฉวย แล้วก็ลองให้รู้ว่าดอกส้มของแบรนด์นี้อย่างรุ่น Zagara จะเป็นอย่างไร ก็บอกเล่ากันได้แบบนี้เลย 

เปิดต้นกลิ่นมาก็มาเต็มในเรื่องของความเป็นโทน Citrus เด่นคมพุ่งมาก่อนเลย โดยจะมีความเขียวสดชื่นติดเปรี้ยวคมที่จับต้องได้ 2 โทน (ที่นั่งจับกลิ่นกันให้หนำและสนุกเลยทีเดียว) คือ 

1. เปรี้ยวสดชื่นคมๆ กันก่อนเลย ซึ่งจะมีโทนกลิ่นออกทางเปรี้ยวเขียวเลมอนติดออกทางเขียวเจือหญ้านิดหน่อยของใบเวอร์บีน่า ที่จะมีความซ่าคมติด Spicy ของมะกรูดฝรั่ง และความเปรี้ยวติดฉ่ำหน่อยๆ ของมะนาวที่วูบเป็นโทน Airy ออกมาให้สัมผัส แต่กลิ่นจะจับจ้องถึงความเปรี้ยวแปร่งติดคมหน่อยแนวๆ เกรปฟรุต เรียกว่าจะรวมสายของเปรี้ยวคมซ่ากันได้เลย

2. หวานติดเขียวปนสดชื่นรับช่วงปลายกลิ่นต่อจากเปรี้ยว ที่จะมีกลิ่นลักษณะคล้ายดอกส้มที่สกัดแบบไอน้ำอย่าง Neroli และมีกลิ่นของกิ่งก้านส้มที่เขียวเปรี้ยวปนหวาน โดยมีกลิ่นส้มติดฉ่ำบางๆ ที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานเป็นเลเยอร์ที่ค่อนข้างชัดซ้อนเข้ามา 

ซึ่งทั้งหมดจะมีกลิ่นออกทางสมุนไพรนวลปน Spicy กึ่งสบู่บางๆ รองพื้นอยู่ โดยมีเลเยอร์แบ่งกันอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเปรี้ยวสดชื่นคมๆ มีความ Spicy กำลังดี ตามด้วยหวานสดชื่นนวลๆ มีลักษณะแนวๆ Traditional Fresh Cologne ที่กลิ่นอายสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติที่แตะได้ทั้งความสดชื่นสไตล์คลาสสิคก็ได้ จะร่วมสมัยก็ดี ซึ่งกลิ่นเหล่านี้คือมิติในช่วงต้นกลิ่นที่ให้อารมณ์และมิติของการเป็นวันฟ้าใสที่สดชื่นแบบอากาศดีๆ ปนสภาพแวดล้อมแนวสวนโปร่งๆ ได้ชัดเจนมาก แล้วกลิ่นจะเริ่มมีการเปลี่ยนโทนชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลาง เพราะตัวที่เด่นนำขึ้นมาเป็นตัวเอกหลักเลยคือ ดอกส้มสไตล์ Orange Blossom (สกัดแบบตัวทำละลาย) ที่จะให้ความนวลสะอาดติดเปรี้ยวเจือหวานปลายกลิ่นที่รื่นรมย์กำลังดี มีกลิ่นมะลิหน่อยๆ เสริมให้ช่วงกลางคือเป็นโทนดอกไม้ขาวสายสดชื่นเจือหวานกำลังดีได้ลงตัวมากขึ้น ซึ่งโทน Citrus ในช่วงต้นจะเริ่มลดระดับลงมากลายเป็นสายสนับสนุนให้รู้สึกสดชื่นสบายๆ โดยเป็นตัวคุมโทนความสว่างอยู่ แต่จะมีความเป็นโทน Fresh Spicy ติดปร่านวลปนเป็นตัวคุมโทนรองพื้นให้กลิ่นมีความสบายๆ ลดทอนความคมที่เคยฟุ้งในช่วงต้นจนหายไปหมด ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนชั้นดีให้ดอกไม้ขาวให้มีความนวลสะอาดคลอผิวไปเรื่อยๆ ซึ่งโทนกลิ่นที่ผสมผสานกันในช่วงกลางนี้ จะอยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้าย ที่กลิ่นยังคุมโทนความสะอาดสดชื่นนวลตามปกติ เพียงแต่จะมีกลิ่นออกทาง Oak Moss ที่ให้ความเขียวเข้มนวลอ่อนๆ ผสมผสานกับ Musk ที่เบาๆ จนมีลักษณะแบบโทนสบู่ที่ติดผิวตรึงกลิ่นดอกไม้ขาวนวลให้มีความสะอาดสดชื่นอ่อนๆ แต่มีมิติเปรี้ยวอมหวานปลายกลิ่นที่รื่นรมย์และสบายๆ คลอผิวจนกว่าจะจางไปนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน เพราะเป็นกลิ่นโทนสดชื่นที่สร้างบรรยากาศโดยมีความสะอาดและเข้าถึงง่ายเป็นพื้นฐาน ใช้ง่ายได้ตั้งแต่วัยเรียน ม.ปลายขึ้นไปได้เลย แม้ว่าจะมีโทนออกทาง Classic หน่อยๆ แต่แค่ในช่วงแรก ที่เหลือร่วมสมัยสะอาดนวลสดชื่นปนเรียบหรูอย่างชัดเจนเลย ที่สำคัญกวาดหมดทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ใส่ไปเถอะยังไงก็รอด แถมไม่รบกวนใครมากด้วย แต่มียามค่ำคืนที่เน้นใส่ยามอากาศร้อนๆ ให้ความสดชื่นดีกว่า เพราะว่ากลิ่นให้ได้แค่ความสดชื่นรื่นรมย์และผ่อนคลายเท่านั้นเอง ไม่เหมาะเอาไปสู้ชาวบ้านปล่อยพลังแน่นอน 

ความทน - แกว่งพอสมควร เพราะอยู่ที่ราวๆ 3 - 6 ชม. อยู่ที่สภาพผิว สภาพอากาศ และจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็น Eau de Cologne เช่นนั้น ลากยาวไปที่ 6 ชม. ถือว่าชนะแล้ว ซึ่งส่วนตัวกลิ่นติดเสื้อดีกว่าติดผิวมากจริงๆ แต่ก็จบที่ราวๆ 6 ชม. ไม่เกินนี้ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าพุ่ง ฟุ้ง คม สดชื่นมาเต็ม ก่อนจะลดลงมาฮวบที่ออร่ารอบๆ ตัว แล้วเป็น Skin Scent ให้ความรู้สึกสะอาดหอมนวลๆ ดอกส้มอ่อนๆ จนจางไป 

ทิ้งท้าย - ถือเป็นน้ำหอมที่สื่อถึง Concept ได้ชัดและลงตัวมาก เพราะว่าได้ทั้งความสดชื่นวันฟ้าใสอากาศดีๆ แลบะกลิ่นดอกส้มที่บานส่งกลิ่นหอมนวลลงตัวไปตลอด ถ้าจะถือสาว่าทำไมมันไม่ทน อย่างแรกให้นึกก่อน ก็ Cologne อย่างที่ 2 ไม่ทนก็เอาไปเติมระหว่างวันไง สร้างความสดชื่นได้ดีอีกด้วย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit Cosme-DE.com --> https://imgd1.cosme-de.com/b00000732/21222.jpg



วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: L’Artisan Parfumeur - Premier Figuier

L’Artisan Parfumeur - Premier Figuier 

ข้ามช็อตไปใช้งานสาย Extreme มาก่อน ก็ได้เวลาที่จะต้องมาจับต้องรุ่นปกติที่เป็น Original และเป็นน้ำหอมกลิ่นมะเดื่อฝรั่ง (หรือที่เรียนกันง่ายๆ ว่า Fig) ตัวแรกในโลกน้ำหอมเลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากรุ่น
 Extreme หรือไม่ และถ้าเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน เช่นนั้นเข้าเรื่องกันเลยแล้วกันกับ L’Artisan Parfumeur รุ่น Premier Figuier 

เปิดต้นกลิ่นมาความเขียวที่ตีคู่กันระหว่างเขียวออกทางกลิ่นหญ้าสดชื่น กับเขียวติดทึบมีความ Milky ติดขมออกฝุ่นแห้งของใบ Fig ที่กลิ่นให้ความเป็นธรรมชาติมาก กลิ่นได้ความรู้สึกอยู่ในสวน Fig ที่เขียวหอมสดชื่นแบบที่ดมกันแบบใกล้ชิดชัดเจน ไม่ใช่กลิ่นแบบลอยมาตามลมแต่ประการใด อารมณ์เดียวกับขยี้หญ้าพร้อมใบ Fig สดจนกลิ่นฟุ้งกระจายออกมาราวๆ นั้นเลย เนื้อกลิ่นมีโทนหวานปลายเบาๆ แต่ก็ไม่สามารถสู้ความเขียวทั้งสดชื่นและติด Milky ทึบกำลังดีตามธรรมชาติไปได้เลย ให้ความเข้ม ชัด แต่ก็ยังรื่นรมย์และผ่อนคลายในความเขียวต่างเลเยอร์ได้ดีมากจริงๆ และกลิ่นในช่วงต้นนี่แหละที่จะเป็นศูนย์กลางหลักของกลิ่นที่อยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายเลย 

เมื่อกลิ่นเริ่มพัฒนาเข้าสู่ช่วงกลางความเป็นโทนเขียวสดชื่นของกลิ่นหญ้าจะเริ่มเบาบางลงไป แต่จะให้ความเป็นโทน Milky ที่มีพื้นฐานของกลิ่นอายโทนไม้หอมครีมมี่เบาๆ ที่เข้าขากับสาย Fig อย่างไม้จันทน์หอมกับกลิ่นโทนนวลแป้งบางๆ ที่ทำให้กลิ่นมีความแห้ง แต่ก็เจือใสหวานปนเขียวขมที่มาจากลูก Fig เสริมเข้ามาร่วมทีมกับใบ Fig ที่ความเขียวเข้มลดทอนลงมากำลังดี ยังแอบติดโทนมะพร้าวเบาๆ ให้จับต้องได้ ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นเลเยอร์ 2 มิติที่ได้ทั้งกลิ่นอายโทนเขียวปนผลไม้กับกลิ่นอายไม้หอมครีมแห้ง มีความผ่อนคลายสบายๆ มีความกลางๆ กำลังดี โดยที่ยังชูโรงความเป็น Fig อยู่ชัดเจน จนเมื่อกลิ่นอายติดโทนมะพร้าวแบบเนื้อเยื่อหุ้มมะพร้าวขาวๆ ที่หุ้มกะลาที่เวลาเราปอกมะพร้าวลูกเขียวจะมีกลิ่นแนวๆ เขียวปนครีมจืดปนอับหน่อยๆ นี้ค่อยๆ เปิดเผยตัวขึ้นมาทีละหน่อย จนเริ่มได้ที่เป็นตัวหลักในช่วงท้ายตีคู่กับกลิ่น Fig ที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้วเพราะกลิ่นลูก Fig จะมีโทนความเป็นมะพร้าว Creamy Milky อ่อนๆ อยู่แล้วตามธรรมชาติ ซ้อนกับเลเยอร์ที่โทนไม้จันทน์หอมที่ติดครีมสว่างเริ่มเด่นขึ้นมาตีคู่ จนได้ลักษณะกลิ่นโทนแห้งที่มีความนวลปนหวานติดปลายเขียวเสริมด้วยมิติของไม้หอมครีมมี่ที่ให้ความสว่างนวล คุมโทนขาวปนเขียวที่ไม่ข้นไป ไม่หนักไปได้อย่างลงตัว 

เปรียบเทียบ - รุ่นปกติจะให้ความเขียวใสปน Milky แบบกำลังดีสบายๆ แต่รุ่น Extreme จะให้ความเข้มมากขึ้นในทางโทนไม้หอมครีมมี่สว่างๆ ที่ชัดเจนมากกว่า 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะกลิ่นมาแบบบรรยากาศหรือสภาพแวลดล้อมเช่นนั้นได้หมดถ้าสดชื่นแบบเขียวจริงจัง ซึ่งเข้าทางกับวัย ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถใส่ได้แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้เป็นกลิ่นที่เป็นโทนน้ำหอมแบบทั่วๆ ไปนัก ซึ่งก็เป็นความเก๋โดยอิงธรรมชาติเป็นหลักได้เลย ซึ่งเข้าได้กับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน จะมีก็ไม่ค่อยเข้าทางกับการใส่แบบทางการจัดๆ รับแขกบ้านแขกเมืองเท่าไหร่ รวมถึงการใส่เพื่อออกกำลังกายด้วย เพราะกลิ่นมันมีความทึบระดับหนึ่งเลยจะอึดอัดเอาได้ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบทั่วๆ ไปสบายๆ ได้บรรยากาศจะดีกว่าการใส่ไปท่องราตรี ที่แม้ว่าใส่ได้ แต่การปล่อยพลังสู้ตัวอื่นสายหวานแน่นอวลไม่ได้แน่นอน 

ความทน - ลงตัวกับราวๆ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งอ ิงตามสภาพผิวและจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 8 ชม. สบายๆ กับการใช้ที่ 6 สเปรย์ และลากยาวไปที่ 12 ชม.ได้แบบระเรื่อยๆ อ่อนๆ ติดตัวเบาๆ เสียด้วย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาที่ปานกลางซักระยะก่อนเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป พอพ้นไปซัก 8 ชม. แล้วจะกลายเป็น Skin Scent จนกว่าจะจางไป

ทิ้งท้าย - ไม่แปลกใจที่รุ่นนี้เป็นหนึ่งในกลิ่น Fig ที่ดีที่สุดในโลก แถมเป็นต้นตำรับของกลิ่น Fig ที่แจ้งเกิดน้ำหอมโทนนี้มาถึงทุกวันนี้ ยกดาวให้ทั้งฟ้าเลย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://howtospendit.ft.com/womens-style/203072-seven-scents-with-spring-clean-spritz



วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Guerlain - Les Parisiens: Arsene Lupin Voyou

Guerlain - Les Parisiens: Arsene Lupin Voyou 

หนึ่งในคาแรคเตอร์ที่คนหลายๆ คนทั่วโลกต่างต้องเคยได้ยินและรู้จักกันพอสมควรถึงจอมโจรสุภาพบุรุษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกอย่าง Arsene Lupin หรือรู้จักกันในนามว่า จอมโจรลูแปงจากการสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมจากนักเขียนชาวฝรั่งเศส Maurice Leblanc ที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้สำหรับเหล่านักอ่านทั้งหลาย ซึ่งในคาแรคเตอร์ที่น่าจดจำนี้ก็ได้มาเป็
นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์น้ำหอมของแบรนด์ Guerlain ใน Collection: Les Parisiens ด้วยเช่นกัน 

ซึ่งการนำเสนอความเป็นลูแปงผ่านกลิ่นน้ำหอมจะมีอยู่ 2 รุ่นที่สร้างคาแรคเตอร์ที่แตกต่างคือ Arsene Lupin Dandy (หรูหราและร่ำรวย) และ Arsene Lupin Voyou (Bad Boy แบบมีสไตล์) ซึ่งการเล่ากลิ่นจะเน้นมาที่ตัว Voyou เป็นหลัก (ถ้ามีโอกาสจะมาว่ากันในรุ่น Dandy อีกครั้ง) เช่นนั้นความอันธพาลแบบ Bad Boy ที่มีสไตล์ของลูแปงก็ออกมาในลักษณะนี้เลย 

เปิดตัวด้วยความเป็นโทน Citrus กลั้ว Herbal Spice แบบสไตล์น้ำหอมฝรั่งเศสชัดเจนกันก่อนเลย เพราะกลิ่นเปิดขึ้นมาค่อนข้างชัดเจนกับความเป็นกลิ่นส้มออกทางใสๆ ที่จับต้องได้ถึงกลิ่นสไตล์ส้มขม แต่จะติดเปรี้ยวอ่อนๆ เจือหวานปลายแบบเลมอนที่เปิดตัวมาก่อนเพื่อน แล้วจะต่อเนื่องด้วยการสัมผัสได้ถึงกลิ่นโทนสดชื่นแห้งติดขมปนเขียวปร่าหน่อยๆ ของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่มาพร้อมกับกลิ่นเครื่องเทศโทนเผ็ดปร่าสดชื่นแต่ไม่คมเกินไปของเม็ดผักชีกับกลิ่นออกทางเขียวสมุนไพรหน่อยๆ เป็นเลเยอร์ซ้อนเข้ามา กลิ่นจะไม่ได้คมเลย มีความนุ่มปนปร่าที่จับต้องได้โดยรู้สึกถึงความสดชื่นประปรายแบบกำลังดีและมีระดับพอสมควร ซึ่งผ่านไปซักพักจะเริ่มมีกลิ่นอายโทนไม้หอมติดครีมนวลอบอุ่นหน่อยๆ และกลิ่นโทนสมุนไพรที่เริ่มชัดมากขึ้นตามลำดับ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอมที่จะเป็นโทน Aromatic Herbal Spice ค่อนข้างชัดเจน เพราะกลิ่นของเม็ดผักชีจะยังตามมาเด่นอยู่แล้วได้ลูกคู่โทนสมุนไพรอย่างเซจที่ให้ความเป็นโทนปร่านุ่มและมีความเย้ายวนอ่อนๆ ปนเผ็ดปร่าหวานของกระวานเข้ามาเสริม รวมถึงจะมีความเป็นกุหลาบเสริมเข้ามาให้โทน Floral หน่อยๆ ทำให้ได้โทนกลิ่นเป็นกุหลาบ Fresh Spicy กำลังดีไปเรื่อยๆ โดยรองพื้นกลิ่นด้วยความเป็นไม้หอมติดครีมนวลอุ่นๆ เป็นเลเยอร์ซ้อนกัน แบบเวลาดมห่างๆ จะได้กลิ่นโทนเครื่องเทศเผ็ดนวล ดมเข้ามาใกล้จะมีโทนกุหลาบ ดมใกล้ติดผิวจะจับได้ถึงไม้หอมนวลๆ แบบไม้จันทน์หอมติดอุ่นกำลังดี ซึ่งช่วงนี้จะได้อารมณ์แบบสุภาพบุรุษที่มั่นใจในตัวเองพอสมควร มีกลิ่นออกทาง Fierce ดุดันหน่อยๆ ของโทนเครื่องเทศที่ประปรายล้อมกลิ่น เพียงแต่กลิ่นไม่ได้พุ่งจนชัด Fierce จัดอะไรนัก เพราะยังคุมโทนกลิ่นสุภาพบุรุษที่เป็นพื้นฐานได้ดีเสมอ

เมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นอายโทนกุหลาบสมุนไพรจะเริ่มเบาลงกลายเป็นสายสนับสนุนคุมโทนให้กลิ่นมีความปร่าติด Fierce อยู่ในเนื้อกลิ่น โดยให้ไม้จันทน์หอมเป็นตัวเด่นนำ ซึ่งจะมีโทนกลิ่นสไตล์วานิลลาอบอุ่นเจือยางไม้ของกำยานBenzoin พร้อมกับกลิ่นโทน Musk ที่ให้ความนุ่ม เคล้าพิมเสนอ้อยอิ่งดึงดูดเข้ามาเป็นตัวเสริม ทำให้มีความรู้สึกในความนุ่มนวลปนอบอุ่นและมีความปร่าสมุนไพรบางๆ ให้ความดุเบาๆ เจ้าเล่ห์เร้าใจแฝงในเนื้อกลิ่นที่ดึงดูดกำลังดี โดยยังคงคุมโทนความเป็นกลิ่นอายสุภาพบุรุษที่เพิ่มความอุ่นนวลกลั้วความ Fierce ได้ลงตัว 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป กลิ่นมีความร่วมสมัยได้เลยทีเดียว เพราะเอาความ Classic มาผสมผสานกับกลิ่นอายโทน Modern แบบที่มีระดับและมีความเป็นสุภาพบุรุษแบบมีลูกล่อลูกชนความร้าย Bad Boy ในอีกสไตล์ได้เลย โดยกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการก็ได้ ชิลล์ๆ ทั่วไปแบบมีชั้นเชิงก็สามารถ เพียงแต่กลิ่นอาจจะไม่เข้าทางการใส่เพื่อออกกำลังกายนัก ส่วนยามค่ำคึืนถ้าเป็นการใส่เพื่อแบบทั่วๆ ไป อันนี้ได้สบายมาก แต่ถ้าต้องไปสู้กับการอวลแน่นจัดเต็มทั้งหลาย เกรงว่าจะไม่เหมาะ มานั่งคูลๆ เท่ห์ๆ แบบจิบสบายๆ ดูหล่อร้ายง่ายกว่าเยอะ 

ความทน - ราวๆ 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 8 ชม. ได้สบายมาก กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ ให้ความมีชั้นเชิงแบบไม่หนักหน่วง ก่อนจะปิดท้ายที่ออร่ารอบๆ ตัวน่าค้นหาอบอุ่นกำลังดี ผ่านไปซัก 6 ชม. จะเริ่มเป็น Skin Scent ที่กลิ่นจะตีขึ้นยามขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - เอาเข้าจริงๆ กลิ่นนี้สื่อสารถึงลักษณะความเป็น Bad Boy ในอีกรูปแบบที่ไม่จำเป็นต้องพยายามเด่น พยายามนำเสนอความหนักแน่นอวลบอกชาวบ้านรอบทิศไปทั่วว่าข้าเป็น Bad Boy แต่ให้ความเท่ห์ Fierce แบบที่ให้สัมผัสได้ แบบดูสุภาพบุรุษนะ แต่เจ้าเล่ห์และสามารถทำอะไรที่ห่ามๆ ได้แบบที่หน้าเปื้อนยิ้มสุภาพๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องหวือหวาเน้นเรียบง่ายมีระดับอย่างมีชั้นเชิงนั่นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credithttps://www.neimanmarcus.com/en-th/p/guerlain-les-parisiens-arsene-lupin-voyou-eau-de-parfum-3-4-oz-100-ml-prod139860264



วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Guerlain - Champs-Elysees Eau de Parfum

Guerlain - Champs-Elysees Eau de Parfum 

ผ่านความสว่างสดใสน่ารักแบบมีระดับ และหวานโปร่งรื่นรมย์ที่จับต้องได้และ Nice มากเลยทีเดียวในรุ่น Champs-Elysees Eau de Toilette มานานพอสมควร ก็ได้เวลาที่จะกลับมาลองรุ่นนี้ในการเป็น Eau de Parfum หรือ EDP บ้าง ว่า Guerlain จะสร้างความแตกต่างระหว่าง 2 ความเข้มข้นนี้อย่างไร และกลิ่นจะมาในลักษณะไหน ซึ่งหลังจากได้ซึบซับความหอมของ EDP แล้ว ก็เล่าต่อได้อย่างนี้ว่า 

เปิดตัวด้วยความเป็นโทนผลไม้สายหวานที่รองพื้นด้วยโทนดอกไม้เจือกันอย่างชัดเจน ซึ่งกลิ่นของเมล่อนกับพีชจะเด่นออกมาให้ความหวานหอมเคล้ากลิ่นถั่วอัลมอนด์ที่ให้ความเป็นโทนนวลกึ่งแป้งเป็นตัวเด่นนำ แต่กลิ่นไม่ได้ถึงกับนวลแน่นจัดจ้านเพราะมีความเป็นแป้งโทนโปร่งหวานของดอกไวโอเล็ตมาตัดทอน ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีมิติของโทนเปรี้ยวหอมปลายออกทางฟรุตตี้ค่อนไปทางเบอร์รี่สีโทนม่วงให้พอรู้สึกได้กำลังดี เพียงชั่วครู่ความเป็นโทนดอกไม้เข้าโทนหวาน ทั้งหวานใสดอกไม้ขาวของดอกกระดิ่ง (Lily-of-the-valley) หวานเจือเขียวใสๆ ของ Mimosa หรือกระถินดอกเหลือง หวานนวลโรแมนติคให้โทนสีชมพูแนวๆ กุหลาบ และหวานสะอาดนวลติดโทนน้ำผึ้งของดอกไลแลค จะเริ่มเข้ามาผสมผสานกับโทนผลไม้หอมในตอนต้น แล้วจะกันตัวเองให้เด่นกว่าในช่วงกลาง ซึ่งกลิ่นดอกไม้ที่เด่นเป็นสง่าเลยคือไลแลคที่จะให้ความนวลติดครีมของกลิ่นที่ชัดเจนมาก สนับสนุนด้วยกลิ่นของ Mimosa ที่ให้ความใสปนเขียวหวานโปร่งของกลิ่น โดยโทนดอกไม้อื่นๆ จะเป็นลูกคู่ให้ความเป็นโทนดอกไม้หอมหวานเข้าทางสีโทนกึ่งชมพูกึ่งครีมนวลเคล้ากลิ่นผลไม้ที่ลดหลั่นลงเป็นสายสนับสนุนความหอมหวานโปร่งในอีกโทนที่เข้าขากันได้ดีกับโทนดอกไม้ได้เป๊ะ! มากที่สุด โดยคุมโทนกลิ่นได้ดีมากเพราะไม่หนักเกินไป และไม่ใสเกินไป มีความนวลๆ ครีมๆ กลางๆ กำลังดีกลั้วความหวานละมุนที่ลงตัวมาก และจะเริ่มสัมผัสได้ว่ากลิ่นมีความเป็นโทนแป้งนวลเจืออบอุ่นที่ค่อยๆ เนียนแฝงขึ้นมาในกลิ่นมากขึ้น จนนำเข้าสู่ช่วงท้ายกับการเป็นโทนวานิลลาออกทางแป้งนวลอบอุ่นกำลังดีเป็นตัวรองพื้นเจิอกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ โปร่งๆ เบาๆ ซึ่งทำให้โทนดอกไม้ที่ตามมาจากช่วงกลางเป็นโทนแป้งหอมดอกไม้หวานโปร่งปนนวล มีกลิ่นผลไม้หอมติดปลายกลิ่นจางๆ ที่ให้ความรื่นรมย์และนวลหวานละมุนแบบกำลังดี เย้ายวนกำลังงาม ไม่หนักเกินไป มีระดับและหรูหราในทีไปตลอดนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นการอ้างอิงกับสถานที่อย่าง Champs-Elysees ก็เข้าทางอยู่ไม่น้อยเหมือนเห็นผู้หญิงสวยมาก มีความอ่อนโยน และสง่างามวางตัวดีคนหนึ่งเดินรับอากาศหอมหวานสดใสริมถนนสายนี้พร้อมดึงสายตาผู้คนให้หันมามองในความสว่างนวลหวานหอมมีคลาสและหรูหราประมาณนี้เล

EDT vs EDP - รุ่น EDT จะมีความใสของกลิ่นที่ชัดเจนกว่า เป็นโทนสว่างหวานใสแบบมีระดับและเข้าถึงได้ง่าย เหมือนผู้หญิงสวยมากคนหนึ่ง ที่มีทั้งความหวานสดชื่น สดใส มีความสุข แกล้มความเย้ายวนและจริตผู้หญิงเข้าถึงง่ายแบบมีรอยยิ้มสดชื่น แต่ EDP จะให้ความนวลของกลิ่นมากกว่า มีความเป็นแป้งติดครีมที่ชัดกว่า โดยคุมโทนสว่างนวลไล่โทนระหว่างชมพูและครีมได้อย่างมีคลาสชัดเจน เหมือนผู้หญิงที่มีความสวยหวาน นุ่มนวล และอ่อนโยนน่าทะนุถนอม แต่ก็ยังมีความมั่นใจ และความเย้ายวนแฝงอยู่ตลอด 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นจะให้ความหวานโปร่งของดอกไม้และผลไม้อย่างมีระดับและมีคลาสมาก ซึ่งเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นช่วงทางการหรือทั่วๆ ไป ที่อาจจะต้องวางตัวออกทางเป็นสุภาพสตรีที่หวานอ่อนโยนปนเย้ายวนกำลังดี โดยให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย กลิ่นไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนให้ใช้ยามออกงานหรือว่าดินเนอร์โรแมนติคจะดีกว่า กลิ่นให้จริตความเป็นผู้หญิงหวานอย่างมีชั้นเชิงได้ดีมากจริงๆ 

ความทน - ยกให้เลย 10 ชม. สบายๆ และมากกว่านั้นได้ด้วย ถ้าจำนวนสเปรย์ลงตัว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลงมากระจายดีในช่วงกลาง ก่อนจะผ่อนลงมาเรื่อยๆ เป็นกระจายปานกลางในช่วงท้าย และผ่อนลงไปเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านไปแล้วราว 8 ชม. 

ทิ้งท้าย - ใครชอบโทนสว่างความน่ารัก ปนสดใส และมีความหวานเจือขี้เล่น เย้ายวนเซ็กซี่แบบกำลังดี ไป EDT ถ้าใครชอบหวานหอมนวล แต่ยังมีความโปร่งอยู่ โดยจะเป็นสาวหวานเรียบร้อยมากขึ้นก็มา EDP แทน ซึ่งทั้ง 2 กลิ่นความทนไม่ได้หนีกันไปเท่าไหร่นัก แต่สิ่งสำคัญที่จะบอกคือ ขวดทรงนี้ไม่ได้มีจำหน่ายแล้ว เพราะเปลี่ยนเป็นขวดรังผึ้งทั้งหมดแล้ว ใครมีขวดทรงนี้อยู่เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้เลย เพราะน่าจะหายากมากแล้ว  

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://www.pricerunner.com/pl/55-3129431/Fragrance/Guerlain-Champs-Elysees-EdP-75ml-Compare-Prices

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Guerlain - Mahora

Guerlain - Mahora

Mahora ถือเป็นน้ำหอมอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวมาช่วงต้นปี 2000 กับการนำเสนอโทนกลิ่นสายครีมมี่ดอกไม้ขาวแบบเกาะเขตร้อนและความเย้ายวนเซ็กซี่ที่มีจริตกรุยกรายมีระดับตามสไตล์ของ Guerlain โดยมีแรงบันดาลใจมากจากเกาะ Mayotte เล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เกาะ Madagasca โดยเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ออกมาไม่นานก็เลิกผลิตไปแต่ปรับปรุงใหม่กลายเป็นรุ่น Mayotte ที่อยู่ในไลน์ Les Parisiennes ขวดลายผึ้งขายเฉพาะที่ Paris (ในราคาที่สูงมากขึ้นกว่าเดิมอีก) เช่นนั้น รุ่นนี้ต้องมีความดีงามอะไรหลายๆ อย่างแน่นอน ถึงมีการยกระดับให้กลายเป็นสาย Exclusive จึงต้องมาเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าจะมาในลักษณะไหน 

เปิดต้นกลิ่นด้วยกลิ่นอายหอมติดเย็นๆ มีความครีมมี่นวลๆ ปน Citrus แบบแห้งๆ มีความเขียวแต่ไม่ฉ่ำ และมีโทนสมุนไพรเจือหวานโปร่งกำลังดี ซึ่งจะจับต้องได้ถึงกลิ่นของดอกลีลาวดีที่ให้ความเป็นโทนดอกไม้ขาวหอมเย็นๆ กลั้วไปกับความครีมมี่รองพื้นของดอกซ่อนกลิ่นที่นวลปนเซ็กซี่เย้ายวนอ่อนๆ แฝงอยู่ โดยมีความสดชื่นติดเขียวกำลังดีปนโทนดอกไม้ขาวติด Citrus สดชื่นของดอกส้มที่สกัดแบบไอน้ำ (Neroli) ที่ให้ความเขียวสดชื่นเคล้ากับกลิ่นออกทางสมุนไพรเขียวแห้งเจือหวานหน่อยๆ และมีกลิ่นออกทางส้มเจือกลิ่นคล้ายพีชที่ทำให้ได้ความรู้สึกเป็นกลิ่นออกทางครีมมี่ติดผลไม้ร่วมด้วย ทำให้ช่วงต้นกลิ่นเปิดตัวมาได้อย่างงดงามกับการเป็นกลิ่นโทนครีมมี่ดอกไม้ขาวเจือผลไม้ที่ชัดเจน แต่มีความสดชื่นเคล้าคลอไปด้วยอย่างลงตัว

กลิ่นในช่วงต้นจะให้ความประทับใจกันไม่นาน โทนกลิ่นก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยความเป็นโทนเขียวเจือ Citrus จะเริ่มจางลงไป จนกลายเป็นช่วงจัดเต็มของโทนดอกไม้ขาว ที่จะมีลักษณะของความเป็นครีมมี่แบบเกาะเขตร้อน แตะความเป็นกลิ่นมะพร้าวครีมกึ่งซันแทนอยู่หน่อยๆ แต่ไม่หนักหน่วงเคล้ากับกลิ่นโทนครีมกึ่งแป้งอบอุ่นของวานิลลากับไม้จันทน์หอมที่เป็นตัวรองพื้่น โดยให้ความเป็นครีมมี่เย้ายวนของซ่อนกลิ่นขึ้นมาโดดเด่นสลับที่กับดอกลีลาวดีที่จะลดลงไปเป็นสายสนับสนุนให้ความรู้สึกหอมเย็นดึงดูดอย่างมีชั้นเชิง แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ กลิ่นโทนกระดังงา ที่ให้ความนวลเย้าเซ็กซี่และมีจริตที่เพิ่มความเย้ายวนเข้าไปอีกขั้น ตามด้วยความกรุยกรายติดหวานนวลกึ่งใสมีความตุ่ยบางๆ ของมะลิเสริมขึ้นมาให้ความลุ่มลึกเข้าไปอีก ซึ่งในช่วงนี้เรียกว่าเป็นการผสมผสานที่มีมิติของกลิ่นอายครีมนวลเป็นพื้นฐาน แต่มีความเย้ายวน ลุ่มลึก หรูหรา มีระดับ ดึงดูด ที่สลับกันอย่างมีมิติ และให้อารมณ์แบบพักผ่อนในแถบเกาะเขตร้อนที่ไม่ได้ตะยี้ตะบันอัดความครีมมี่แนวกลิ่นสปาซันแทนจัดๆ ได้อย่างน่าชื่นชมมากเลยทีเดียว 

และเมื่อมีกลิ่นอายของโทนไม้หอมติดครีมนวลของไม้จันทน์หอมกับโทนวานิลลาค่อนไปทางแป้งอบอุ่นละมุนเริ่มเทคโอเวอร์ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่ความครีมมี่นวลเย้ายวนของดอกไม้ขาวปนเหลืองจะเริ่มลดทอนลงไป แต่ยังคงมีความครีมมี่เย้ายวนของซ่อนกลิ่นกับเซ็กซี่มีระดับของกระดังงาที่พอจับต้องได้อยู่ แต่จะเพิ่มความครีมสว่างหรูหราเข้ามาจากโทนไม้จันทน์หอมและกลิ่นอวลอบอุ่นเจือแป้งที่ไม่หนักหน่วงเกินไปของวานิลลาเข้ามา ทำให้กลิ่นช่วงท้ายยังคงความมีจริต เย้ายวน เซ็กซี่แบบมีระดับ และมีความคุณนายกรุยกรายอย่างมีชั้นเชิง ให้ลองนึกภาพแบบผู้หญิงอาบแดดริมรีสอร์ทหรู ที่กลิ่นผิวกายจากซันแทนกลั้วดอกไม้ขาวครีมเย้าเคล้ากลิ่นไม้หอมเจืออบอุ่นอ่อนๆ ลอยมาสิ นั่นแหละ Mahora ล่ะ 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นค่อนข้างมีจริตและเสริSex Appeal ของตัวเองผ่านความครีมมี่เย้ายวนมีระดับได้เป็นอย่างดีมาก ซึ่งกลิ่นอาจจะไม่ได้เข้ากับงานทางการจัดๆ นัก แต่ถ้าใส่แบบทั่วๆ ไป เช่น ทำงาน Office หรือชิลล์ๆ ก็ทำได้ กลิ่นเข้ากับเสื้อผ้าโทนสว่างสีครีมหรือขาวได้ดีมาก แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย เพราะกลิ่นไม่เข้าทาง เดี๋ยวตีขึ้นจนจุกเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืน เอาจริงๆ กลิ่นนี้ใส่ได้สบายมาก เหมาะกับแนวๆ ชิลล์ๆ ก็ยังได้ หรือใส่ไปปาร์ตี้กลางแจ้งหรือริมหาดแบบมีระดับ ไม่ใช่มาแบบงานวัดเต้นรากแตกแหกมันทุกทางจนเสียลุคทั้งตัวเองและน้ำหอม 

ความทน - กลิ่นทนมากเลยทีเดียว กับค่าเฉลี่ยที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. ได้สบายมาก กับการใช้ที่ 5 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง เรื่อยๆ เย้าๆ ก่อนเป้นออร่ารอบๆ ตัวครีมมี่นวลหรูหราในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - กลิ่นมีของและมีระดับหรูหรามาก แบบที่ทุกโทนสมดุลย์ในความเป็นกลิ่นอายครีมมี่เย้ายวนแบบมีระดับชัดเจน ไม่แปลกใจที่โดนขยับขึ้นไปเป็นไลน์ Exclusive แสนแพงในทุกวันนี้ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://parfumerieeternelle.com/products/guerlain-br-mahora-eau-de-parfum-spray-1

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Guerlain - Jardins de Bagatelle (Vintage)

Guerlain - Jardins de Bagatelle (Vintage) 

จากที่ผ่านการเล่ากลิ่นอายสไตล์สวนที่มีดอกไม้ขาวนวลนำเด่นของ Guerlain ในรุ่น Jardins de Bagatelle ที่มีแรงบันดาลใจมาจากสวน “Bois de Boulogne” ที่เป็นสวนขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส มาก่อนหน้านี้แต่เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงหรือ Reformulation ใหม่ ก็ได้เวลาของการกลับมาที่รากเหง้าอย่างรุ่น Vintage กันบ้างว่าจะสร้างสรรค์ออกมาโดยถ่ายทอดความเป็นน้ำหอมในยุค 80
อกมาในความ Classic เหนือกาลเวลาอย่างไรบ้าง 

เปิดตัวช่วงแรกกลิ่นมีความลุ่มลึกที่แบ่งเค้กกันเป้นอย่างดี และก็ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวของกลิ่นโทนดอกไม้ขาวเด่นที่ความเป็นโทนดอกไม้ขาว 2 สเต็ปกลิ่นคือ มะลิที่ให้ความนวลกึ่งรื่นรมย์ละมุน และซ่อนกลิ่นที่ให้ความครีมมี่ติดเขียวหน่อยๆ ซึ่งจะรองพื้นด้วยโทนแป้งหอมหวานโปร่งๆ เจือเขียวของดอกไวโอเล็ต และโทนออกทางสบู่ของ Aldehydes ที่ทำให้กลิ่นมีลูกเล่นของความเป็นกลิ่นโทนดอกไม้ขาวโปร่งเขียวนวล รองพื้นด้วยความเป็นโทนแป้งเจือสบู่กันตั้งแต่เริ่มต้น เพียงแต่จะมีโทนออกทางแห้งๆเจือ Citrus ติดโทนขมปร่าบางๆ ของมะกรูดฝรั่ง (ฺBergamot) ที่มาตัดทอนทำให้กลิ่นมีมิติของการเป็นโทนโปร่งเจือแห้งติด Herbal หน่อยๆ ที่ได้อารมณ์สไตล์น้ำหอมฝรั่งเศสชัดเจนตั้งแต่เริ่มเลย 

เพียงชั่วครู่กลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงกลางเพราะโทนดอกไม้จะเริ่มมีความโดดเด่นมาขึ้นตามลำดับซึ่งกลิ่นอายของโทนดอกไม้ขาวยังคงเด่นเป็นสง่าอยู่และตีคู่ไปอย่างรื่นรมย์ของมะลิและซ่อนกลิ่น แต่ละมีโทนกลิ่นอายติดเขียวตุ่นอ่อนๆ เจือหวานของดอกนาร์ซิซัส หรือดอกดารารัตน์ กับกลิ่นของดอกพุดซ้อนที่ให้ความเป็นโทนกลิ่นตุ่ยๆ เจือเห็ดปนหวานนวล และดอกส้มแบบสกัดด้วยตัวทำละลาย (Orange Blossom) ให้ความนวลสะอาดเจือเปรี้ยวอมหวานปลาย เข้ามาทำให้กลิ่นในช่วงกลางมีความเป็นดอกไม้ขาวแบบรวมตัวกันที่มีความลุ่มลึกและมีมิติกลิ่นอายที่ธรรมชาติ ค่อนไปทางคลาสสิคชัดเจน เนื้อกลิ่นจะมีโทนเย้ายวนดึงดูดของกระดังงาและมีกุหลาบอ่อนๆ เข้ามาประปรายทำให้ได้ความรู้สึกมีจริตกำลังดี โดยโทนดอกไม้ต่างๆ จะรองพื้นด้วยกลิ่นอายโทนแป้งเจือสบู่ของ Aldehydes ที่ยังจับต้องได้ กับกลิ่นอายโทนแป้งที่มาจากหัวเหง้าออริส ดอกกล้วยไม้และดอกไวโอเล็ต ทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนดอกไม้หวานโปร่งเจือความเป็นแป้งหอมดอกไม้สว่างนวลชัดเจน จนกระทั่งเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นโทนไม้หอมเจือ Musk และติด Animalic สาปอ่อนๆ ที่โดนเกลากลิ่นแล้วของชะมดเช็ด (Civet) ที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาสร้างความ Classic ในเนื้อกลิ่นที่น่าค้นหาและกรุยกรายอ่อนๆ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่กลิ่นโทนดอกไม้ต่างๆ จะลดทอนลงไปเป็นสายสนับสนุนกำลังดี เจือด้วยพิมเสนที่เปิดตัวอ้อยอิ่งให้ความหวานปลายเจือความดึงดูด แต่กลิ่นโทนหลักที่เด่นขึ้นมาเลยคือ ความเป็นไม้หอมติดแห้งๆ ของหญ้าแฝกกับโปร่งขรึมๆ ของไม้ซีดาร์เคล้ากับกลิ่นโทน Musky กับ Civet ที่ทำให้กลิ่นมีความน่าค้นหาเย้ายวนในโทน Classic โดยจะมีความอบอุ่นกำลังดีในเนื้อกลิ่นให้ความกรุยกรายกำลังดี 

ซึ่งภาพรวมมีความเป็นโทนขาว ให้ความเป็นโทนกลิ่นอายสวนที่มีดอกไม้สะพรั่ง เน้นที่ดอกไม้ขาว เจือความ Classic ที่น่าค้นหาในสไตล์น้ำหอมโทนยุค 80 ที่มีระดับ หรูหราติดกรุยกรายกำลังงามได้อย่างยอดเยี่ยมมาก 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป กลิ่นมีความ Classic ที่มีความลุ่มลึกและมีจริตติดกรุยกรายในลักษณะที่กำลังดีพอเหมาะพอเจาะไปตลอด ซึ่งสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งแบบไม่ได้ลุยๆ นัก เน้นเดินเล่นเดินเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ได้ไปสาย Sport หรือเอาไปออกกำลังกายเพราะว่ากลิ่นไม่เข้าทางทุกกรณี ส่วนยามค่ำคืน กลิ่นนี้ใส่ออกงานได้เลย เพราะมีความหรูหรามีระดับมีคลาสแบบโทนสว่างที่ซอ่นเความเย้ายวยมีจริตพองามมากจริงๆ แต่ตัดการใส่ไปท่องราตรีได้เลย เพราะกลิ่นไม่ได้เย้ายวนชัดเจนปล่อยของหนักแบบเรียกเรตติ้งแบบน้ำหอมกลางคืนในยุคปัจจุบันนัก ส่วนคุณผู้ชายเอาจริงๆ ใส่กลิ่นนี้ได้สบายมาก เพราะแม้ช่วงแรกๆ จะออกทางผู้หญิงไปหน่อย แต่ช่วงท้ายนี่เป็นโทน Unisex ได้ชัดเจนมาก ใส่กับสูทหวีผมเรียบแปล้ก็ให้อารมณ์ Vintage เจือ Modern ได้อย่างดีมากเลยทีเดียว 

ความทน - ดีงามมาก 12 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ให้รู้สึกได้ตลอด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แต่ไม่ได้พุ่งคมมากเกินไป สมดุลย์กำลังดี แล้วจะลดลงมากระจายดีในช่วงกลางให้ความ Classic และความนวลหวานละมุนดอกไม้ขาวอย่างลุ่มลึก และจะดรอปลงไปเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายในความเป็น Classic ที่น่าค้เนหาและมีระดับ

ทิ้งท้าย - รุ่น Vintage กลิ่นจะมีความลุ่มลึกน่าค้นหาในความเป็นดอกไม้ขาวเคล้าจริตที่กรุยกรายมีคลาสมีระดับมาก ซึ่งแน่นอนว่า Vintage อาจจะหาไม่ได้แล้วถ้าได้ก็แพงมาก เช่นนั้นสามารถไปที่รุ่นที่มีการปรับสูตรแล้ววางขายในปัจจุบันก็ยังได้อยู่ เพราะจะมีความเป็นดอกไม้ขาวเคล้า Aldehydes ที่คมพุ่งมากกว่า แล้วเจือความเป็นโทนร่วมสมัยเข้าไปจนความลุ่มลึกบางอย่างในความเป็นโทน Classic จางไปพอสมควร แต่ก็ยังคุมโทนการเป็นกลิ่นอายสไตล์สวนดอกไม้ขาวและมีลายเซ็นของเดิมได้ดีมาก แบบที่ผู้ใช้น้ำหอมรุ่นใหม่ๆ ก็ใช้งานได้อย่างลงตัว 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - Overstock - https://ak1.ostkcdn.com/images/products/5131664/Guerlain-Jardins-de-Bagatelle-Mens-3.4-ounce-Eau-de-Parfum-Cologne-Spray-99cba2bf-8bab-4221-a898-e426e2af8829_600.jpg



วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Van Cleef & Arpels - Collection Extraordinaire: Orchidee Vanille

Van Cleef & Arpels - Collection Extraordinaire: Orchidee Vanille

อีกหนึ่งในแบรนด์ที่ก็ไม่น่อยหน้าในเรื่องของการน้ำหอมสาย Exclusive หรือ High-end ยกระดับความหอมที่นอกเหนือจากสไตล์เดิมที่แบรนด์มี ให้มาสูสีกับตลาด Niche Perfume นั่นก็คือ Van Cleef & Arpels ซึ่งก็ได้นำเสนอ Collection Extraordinaire ที่เน้นวัตถุดิบที่มีความเป็นธรรมชาติและราคาสูง ซึ่งเช่นนั้นราคาขายเองก็ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสูงขนาดไหน เช่นนั้น เมื่อได้ก้าวเข้าสู่ความพิเศษของน้ำหอมแบรนด์นี้กับรุ่นแรกในไลน์อย่าง Orchidee Vanille ก็ต้องมาเล่ากันหน่อยว่าจะออกมาในลักษณะใด

เปิดตัวกันที่โทนกลิ่นที่ชัดเจนและจับต้องได้อย่างวานิิลลากันก่อนเลย ซึ่งจะเป็น Center Note ที่จะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบ เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละโทนที่เข้ามาผสมผสานและสนับสนุน ซึ่งในช่วงต้นจะเป็นวานิลลาจะเป็น Background ให้จับต้องได้แต่ให้โทน Citrus เจือหวานด้วยความเป็นส้มที่มาแบบพอเหมาะพอดี เสริมด้วยโทนผลไม้ติดสดชื่นฉ่ำอ่อนๆ มีความเปรี้ยวเจือจืดหน่อยๆ ของลิ้นจี่ที่เปิดทางกลิ่นนี้ แต่จะมาแค่วูบเดียวแล้วจะมีกลิ่นโทนอัลมอนด์ที่ให้ความเป็นแป้งติดถั่วเจือความขมติดปลายหวานเข้ามาแท็คทีม พร้อมกับกลิ่นของโทนโกโก้ชอคโกแลตที่มาแบบนวลๆ ไม่ได้ดาร์กเกินไป และไม่ได้เป็นชอคโกแลตขาว ออกแนวมาแบบเบาๆ กำลังดี ทำให้ช่วงต้นนี้จะถ่ายทอดกลิ่นออกมาเป็น 2 สเต็ป คือ สดชื่นด้วยผลไม้และส้ม ตามด้วยแป้งนวลอบอุ่นวานิลลาเจือโกโก้และอัลมอนด์ แบบที่ไม่ได้หนักหน่วงเกินไป ซึ่งถ้าใครชอบโทนลักษณะนี้ก็ตีหัวเข้าบ้านกันได้ตั้งแต่ต้นกลิ่นเลย เพราะหอมหวานเจือสดชื่นอ่อนๆ มีมิติที่ลงตัวมากจริงๆ แถมกลิ่นไม่ได้ไก่กาเสียด้วย เพราะมีความเป็นธรรมชาติที่พอเหมาะพอดีเลย

แล้วกลิ่นจะเริ่มมีการปรับโทนมาเป็นโทนแป้งหอมเจือวานิลลาที่มีความนวลกำลังดี เพราะกลิ่นโทนสดชื่นเปรี้ยวเจือหวานของส้มกับกลิ่นลิ้นจี่ติดฉ่ำอ่อนๆ จะเริ่มเบาบางลงไป ส่งไม้ต่อให้โทนดอกไม้ออกทางแป้งเป็นตัวเดินเรื่อง ซึ่งช่วงนี้จะทีของตัวเอกหลักอย่างกล้วยไม้ที่จะให้โทนจืดติดแป้งนวล แถมยกพวกอย่างดอกไวโอเล็ตที่จะให้ความเป็นแป้งหวานโปร่งเจือเขียวอ่อนๆ ทำให้วานิลลาที่เป็นตัวรองพื้นจะมีลักษณะที่เป็นโทนสะอาดเจือหวานแต่ยังมีความน่าค้นหาดึงดูดแบบกำลังดีของโทนชอคโกแลตเลยทำให้ช่วงนี้มีลักษณะที่ชัดเจนถึงความเป็น Gourmand หรือโทนขนมกันพอสมควร เพียงแต่กลิ่นจะไม่ได้ข้นเกินไป เพราะมีกลิ่นโทนไม้หอมโปร่งๆ มาตัดทอนให้กลิ่นมีความอวลแต่โปร่งนวลจมูกกำลังดีไปตลอด ไม่ได้กระจายเต็ม มาหนักอวลแน่นมากแต่ประการใด จนเมื่อกลิ่นเริ่มพัฒนาไปสู่ช่วงท้ายที่จะกลายเป็นโทนสีครีมนวลอวลกำลังดีที่สมดุลย์ของโทนวานิลลาค่อนมาทางแป้งหอมหวานกำลังดีมากขึ้น เพราะจะมีกลิ่นโทนครีมมี่กึ่งวานิลลากึ่งนมของถั่วตองก้าเข้ามาเสริมทัพ พร้อมกับกลิ่นสะอาดนุ่มของ White Musk ที่มาตัดทอนความแน่นของวานิลลาลง ทำให้ได้กลิ่นลักษณะแป้งวานิลลาสะอาดๆ มีความเป็นดอกไม้เบาๆ เย้ายวนด้วยชอคโกแลตบางๆ และโปร่งสบายๆ ติดสว่างด้วยโทนไม้ซีดาร์ ซึ่งโทนกลิ่นที่ผสมผสานกันจะยังมีความแต่อบอุ่นนวลพลิ้่วเจือหอมหวานกำลังดีที่มีความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐานอยู่ไปตลอด

เหมาะสำหรับ - แบรนด์ลงไว้ว่า Unisex ซึ่งก็ถือว่าตรงตามที่ระบุ แต่ช่วงกลางอาจจะไพล่ไปสายโทนแป้งดอกไม้ที่ออกทางผู้หญิงไปบ้าง แต่เพราะว่ากลิ่นไม่ได้หนักหน่วง เลยไม่ได้สาวจ๋าจนเป็นตราประทับอะไรนัก ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะยามทางการหรือทั่วๆ ไป แต่สายลุยๆ แบบกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกาย ตัดออกไปได้เลยไม่เข้าทางอย่างแรง ส่วนยามค่ำคืน กลิ่นเน้นกับการใส่ออกงานหรือโรแมนติคเสียมากกว่าในความเป็นโทนขนมมีชั้นเชิงหรูหราและมีระดับแนวคลุกวงใน แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรี เอาจริงๆ กลิ่นนี้ไม่ได้เน้นปล่อยพลัง อาจจะต้องอัดสเปรย์หน่อย ก็น่าจะพอได้

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. กำลังดี อาจจะมีบวกลบบ้างราวๆ 1 - 2 ชม. ซึ่งก็อิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวเจอที่ 10 ชม. ได้เลยกับการใช้ที่ 6 สเปรย์ (แบบไม่ได้ฉีดเสื้อ)

การกระจาย - กลิ่นกระจายกำลังดี ไปได้พุ่งจัดหรือเบาไป ออกแนวกลางๆ ในตอนต้น ก่อนจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงช่วงท้าย พอพ้นซัก 6 ชม. จะเริ่มเป็น Skin Scent ไปเรื่อยๆ  

ทิ้งท้าย - ไม่ใช่ไก่กาและเป็นสาย Designer เลย มีความก้าวข้ามมาเป็น Niche Perfume ในคราบ Exclusive High-end Perfume ที่ชัดเจนมาก ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นวานิลลาที่ดีอีกหนึ่งตัวในตลาดน้ำหอมเลยก็ว่าได้  

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่าเข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ



วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Jo Malone - Ginger Biscuit

Jo Malone - Ginger Biscuit 

จุดเริ่มต้นของการเป็นหนึ่งใน Limited Edition ใน Sugar & Spice Collection เมื่อปี 2013 ก็กลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่มีคนชอบกันอย่างมากมายก่ายกองของ Jo Malone เลยทีเดียว เพราะเป็นกลิ่นอายที่สื่อถึงบิสกิตขนมปังขิงที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างมีความรื่นรมย์
 และกลายมาเป็นหนึ่งในรุ่นที่กลับมาเป็น Limited Edition ตามเทศกาล เช่น X’Mas ให้ได้จับจองเสมอ เช่นนั้นก็ต้องมาว่ากันที่ความดีงามของรุ่นนี้ซะหน่อยว่าจะให้ความเป็นบิสกิตขนมปังขิงที่หอมละมุนขนาดไหน 

Ginger Biscuit เปิดตัวกับกลิ่นอายโทนอบอุ่นชัดเจนตั้่งแต่เริ่มต้น โดยจะมีกลิ่นออกทางอวลแน่นเคล้ากับกลิ่นบิสกิต/คุกกี้อบร้อนที่มีกลิ่นเครื่องเทศของขิงและอบเชยเคล้ากับวานิลลาเจือกลิ่นหวานติดคาราเมลฟุ้งขึ้นมา โดยกลิ่นจะไม่ได้คมแน่นจัดแบบเอาหน้าอังกับบิสกิตขนมปังขิงแต่อย่างใด เพราะกลิ่นจะกลมกล่อมกำลังดีจากการเกลาให้กลิ่นมีความนวลติดปร่านุ่มของเม็ดจันทน์หอม ทำให้ได้อารมณ์แบบได้กลิ่นขนมลอยมาหอมหวานอบอุ่นกันตั้งแต่แรกเลย ซึ่งลักษณะโทนกลิ่นในช่วงนี้จะเป็นศูนย์กลางที่อยู่ตั้งแต่ช่วงต้นยันจบได้เลย เพียงแต่จะลดหลั่นกันไปตามแต่ละช่วงน้ำหอม

ในช่วงกลางความเป็นบิสกิตขนมปังขิงอบร้อนจะยังคงอยู่ โดยจะจับต้องได้หมดไม่ว่าจะเป็นกลิ่นโทนเครื่องเทศอุ่นๆ อย่างอบเชยและขิง กับกลิ่นอายหวานนวลคาราเมลกับวานิลลา แต่จะได้กลิ่นโทนถั่วอบที่เจือไม้หอมหน่อยๆ มีความขมอ่อนๆ ปนหวาน ซึ่งจับได้ไม่ยากว่าเป็นกลิ่นสไตล์ถั่วฮาเซลนัทที่เข้ามาผสมผสาน ซึ่งกลิ่นยังคงให้ความอบอุ่นอยู่ แต่จะไม่ได้พุ่งชัดเจนแบบช่วงต้นแล้ว โดยยังคงความเป็นบิสกิตขนมปังขิงที่ทำให้รู้สึกรื่นรมย์ปนอบอุ่น เป็นภาพออกมาในความรู้สึกได้เลยเหมือนบิสกิตขนมปังขิงที่อบเสร็จมาวางที่โต๊ะแล้วเริ่มคลายความร้อนฉุยลงไปให้คนในครอบครัวเริ่มทานกันอย่างแฮปปี้ได้เลย กลิ่นสื่อถึง X’Mas ชัดเจนกันเต็มๆ ก็ช่วงนี้ แล้วก็ต่อเนื่องไปที่ช่วงท้ายซึ่งความหวานหอมกับโทนเครื่องเทศจะลดลงมาเหลือเป็นโทนอ้อยอิ่งให้พอจับต้องได้ โดยให้กลิ่นโทนวานิลลาเป็นตัวเด่นขึ้นมา โดยกลิ่นจะได้ความรู้สึกแบบขนมก็ได้ ติดแป้งอบอุ่นก็ดี โดยมีกลิ่นโทนนวลกึ่งแป้งนมหน่อยๆ ของถั่วตองก้าที่คลอไปตลอด ทำให้กลิ่นมีความรื่นรมย์สบายๆ คล้ายลักษณะกลิ่นบิสกิตวานิลลาที่คงค้างอยู่ในห้องอวลเบาๆ กำลังดี ซึ่งจะอยู่ไปเรื่อยๆ เป็นการปิดท้ายแบบรื่นรมย์และอบอุ่นได้อย่างลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นสไตล์ Gourmand ขนมอบอุ่นแบบนี้เป็นกลิ่นโทนบรรยากาศลักษณะนี้เข้าได้กับทุกเพศเลย ที่สำคัญมาสไตล์ Cologne ด้วยกลิ่นเลยจะไม่หนักแน่นเกินไปนัก ทำให้มีความรื่นรมย์กำลังดีให้รู้สึกได้ไปตลอด ซึ่งเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันในยามทั่วๆ ไปเรียกว่ากวาดได้หมด ยิ่งอากาศเย็นๆ ยิ่งลงตัวมาก เพียงแต่อาจจะไม่เข้ากับการใส่แบบทางการจัดๆ หรือกิจกรรมกลางแจ้งกับออกกำลังกาย (แต่ใส่ทำงาน Office ได้อยู่ เผลอๆ ทำให้คนอื่นหิวขนมได้ด้วย) และยามค่ำคืนอันนี้ใส่ได้สบายมากกับกิจกรรมสบายๆ ในครอบครัวหรือว่าโรแมนติคกับคนรัก ชิลล์ๆ ทานข้างอะไรแบบนี้ก็ได้ รวมถึงจะใส่ไปท่องราตรีหรือปาร์ตี้ก็ได้ แต่กลิ่นอาจจะไม่ได้ไปสายเย้ายวนอะไรนัก เพราะเน้นหวานอบอุ่นเสียมากกว่า 

ความทน - เป็น Eau de Cologne ที่ความทนดีงามเลยทีเดียว กับราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบบ้างราวๆ 2 ชม. ซึ่งก็อิงตามจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเจอไปที่ 8 ชม. กำลังดี กับการใช้ 6 สเปรย์ รวมฉีดเสื้อที่สวมด้วย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ให้ความเป็นบิสกิตขนมปังขิงอบอุ่นมาเต็มกันก่อนเลย แล้วจึงลดลงมากระจายแบบปานกลางซักพักจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นออร่ารอบๆ ตัวกำลังดียาวไป พ้นไปซัก 5 ชม. กลิ่นจึงเริ่มเป็น Skin Scent ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายไปจากผิว 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งในกลิ่นขนมปังขิงที่สร้างความรื่นรมย์ ความสุข และความอบอุ่นในการรับรู้อะโรม่าของโทนขนมของกลิ่นขนมประเภทนี้ที่ทำกลิ่นออกมาได้ดีมาก ที่สำคัญทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศ X’Mas ในครอบครัวแบบเมืองหนาวได้ดีมาก อันนี้ยกนิ้วชื่นชมให้สุคนธกรผู้ปรุงอย่าง Christine Nagel เลย ของเขาดีจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credithttps://www.holtrenfrew.com/en/Products/Designers/Jo-Malone-London/JO-MALONE-LONDON-Ginger-Biscuit-Cologne---Limited-Edition/p/4310991502



วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Parfums Dusita - Oudh Infini

Parfums Dusita - Oudh Infini 

โดยส่วนใหญ่ในสายน้ำหอม Oud หรือไม้กฤษณา เรามักจะได้กลิ่นแล้วไปทางสายตะวันออกกลาง หรือไม่ก็เป็นสายลูกครึ่งที่มีทั้งความเป็นโทนแขกเคล้ากับไปความ Modern แบบตะวันตก ซึ่งแน่นอนมันมีเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างมาก ซึ่งหลายๆ ครั้งเรามักจะเจอโทน Oud ที่มักจะไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน และมีโครงสร้างกลิ่นพื้นฐานที่ไม่ได้ต่างกันมากนัก น้อยครั้งที่จะเจอ Oud ในลักษณะอื่นๆ ที่น่าสนใจและมีมิติอื่นๆ ให้จับต้องได้ 

แต่ในความน้อยครั้งนี่แหละ ที่ทำให้ได้เจออีกหนึ่งเพชรเม็ดงามสาย Oud ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและมีลูกเล่นมิติกลิ่นที่แปลกและแตกต่างอย่างมีความดีงาม หรูหรา และมีระดับมากด้วยการสร้างสรรค์ของแบรนด์ Parfums Dusita เช่นนั้นเมื่อซึมซับกลิ่นต่างๆ จนสุกงอมก็ได้เวลาของการเล่ากลิ่นแล้วว่าทิศทางความเป็Oud ที่แตกต่างนี้จะเป็นในลักษณะไหน กับรุ่นนี้เลย Oudh Infini 

เสน่ห์อย่างหนึ่งของกลิ่นที่แม้ว่าจะมาจากวัตถุดิบประเภทเดียวกัน แต่ต่างสถานที่ในการเติบโต กลิ่นก็จะแตกต่างกันไปด้วย เพียงแต่กลิ่นเมนหลักที่ควรจะเป็นยังคงมีตามธรรมชาติอยู่ ซึ่ง Oud หรือไม้กฤษณาก็เช่นกัน และ Oudh Infini ก็เป็นการสื่อสารถึง Laotian Oud หรือไม้กฤษณาที่มาจากประเทศลาว ซึ่งจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ กลิ่นอายโทน Cheese ที่จะเจืออยู่ในความเป็น Oud และกลิ่นนี้แหละที่เปิดตัวตั้งแต่แรกเริ่มเลยกับการเป็นโทน Oud ที่มีความลุ่มลึกอวลกำลังดีปนโทนกลิ่นแนวๆ Cheese ที่จะมีมิติซ้อนเข้ามาจากโทAnimalic ติดสาปหน่อยๆ ที่มาจากชะมดหรือ Civet ทำให้กลิ่นที่ผสมผสานกันออกมาจะมีลักษณะที่เหมือนเราอุ้มแพะอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ไปสายสาปสัตว์จ๋ามากขนาดนั้น เพราะสิ่งที่มาตัดทอนคือ กุหลาบ ที่ไม่ได้มาสไตล์แบบแห้งๆ แต่มีความกำลังดี มีความสดชื่นปนหวานโรแมนติค และมีความเข้มกำลังดี ที่เป็นลูกคู่ในการทำหน้าที่กล่อมเกลากลิ่นให้มีความนวลและมีมิติของโทนดอกไม้เข้ามาเสริม ทำให้ภาพรวมในช่วงต้นจะมีความ Unique ที่มีลูกเล่นกลิ่นทั้งความอวล Oud ติด Cheese หน่อยๆ เค็มนิดๆ ความติดสาปเร้าดึงดูดแบบแปลกเก๋ และความรื่นรมย์จากกุหลาบที่เกลาให้กลิ่นมีเสน่ห์เฉพาะตัวได้อย่างดีงามได้เลยทีเดียว ที่สำคัญกลิ่นในช่วงนี้จะอยู่ยาวพอสมควรเสียด้วยกว่าจะเข้าช่วงกลางของกลิ่น 

และเมื่อเริ่มมีกลิ่นอายโทนไม้หอมติดนวลครีมอ่อนๆ จากโทนกลิ่นของไม้จันทน์หอมเสริมขึ้นมา กลิ่นเริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย เพราะกลิ่นโทน Animalic กับ Oud ติด Cheese ในช่วงต้นจะเริ่มลดทอนลงมาในระดับหนึ่ง และมาสอดรับไปกับกลิ่นโทนไม้หอมติดครีม มีความนวลสว่างๆ รวมถึงมีความอวลของโทนกำยาน Benzoin ที่ให้กลิ่นค่อนไปทางวานิลลาหน่อยๆ ซึ่งจะเป็นกลิ่นหลักที่มีมิติของไม้หอมปนโทน Animalic ติดกรุยกรายเบาๆ แบบมีระดับเป็นพื้นฐาน ซึ่งจะมีกลิ่นอายโทนดอกไม้ที่นำโดยกุหลาบและมีความสะอาดติดเปรี้ยวปลายอ่อนๆ ของดอกส้มคลอเคลียอ้อยอิ่งให้กลิ่นในช่วงกลางมีมิติที่มีระดับ ลุ่มลึก และหรูหรามีเสน่ห์ดึงดูด แต่ยังคงความแตกต่างและมีเสน่ห์เฉพาะตัวของโทน Oud ที่มีมิติกลิ่นอายอื่นๆ มาผสมผสานได้อย่างลงตัวและอยู่อย่างยาวนานเลยทีเดียว 

การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปในการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยกลิ่นอายของวานิลลาที่เข้าโทนแป้งติดอบอุ่นพร้อมกับกลิ่นอายโทน Musky ที่ให้ความนุ่มในกลิ่นเป็นตัวสนับสนุนเสริมเข้ามา กลิ่นโทน Oud จะดรอปลงไปเหลือเพียงเบาบางอ้อยอิ่ง แต่ความ Animalic ยังคงอยู่ เพียงแต่โดนเกลากลิ่นจนกลายเป็นนวลนุ่มที่เย้ายวนอย่างติดเซ็กซี่มีระดับและมีจริตกำลังดีพอเหมาะ แต่จะมีความเค็มนิดๆ แบบผิวกายตามธรรมชาติเสริมอยู่ด้วย ซึ่งจะได้ลักษณะกลิ่นอายเป็นโทนแป้งนวลกึ่ง Musk ชัดเจน โดยจะมีความเป็นโทนกึ่งธูปอ่อนๆ เคล้าไปกับกลิ่นไม้จันทน์หอมเสริมให้กลิ่นมีความน่าค้นหา คลอไปกับกลิ่นดอกไม้บางๆ ที่ยังพอให้รับรู้ได้ให้ความรื่นรมย์กำลังดีไปเรื่อยๆ โดยคุมโทนความหรูหรามีระดับและมีลูกล่อลูกชนอย่างยอดเยี่ยมมากไปตลอดนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - Unisex ได้ทุกเพศเพราะกลิ่นอายมีความเป็นกลางๆ กำลังดี อาจจะมีค่อนไปทางผู้หญิงบ้างนิดหน่อย เพราะว่าโทนดอกไม้ค่อนข้างชัด แต่ยังไงผู้ชายก็ใส่ได้สบายมาก ซึ่งกลิ่นนี้จะค่อนข้างมีความ Unique พอสมควรในการใช้งาน ซึ่งอาจจะอยู่ที่จำนวนสเปรย์ด้วยว่าจะให้ชัดหรือกำลังดี ซึ่งถ้ากลิ่นนี้เข้ากับผู้ใส่ มันจะมีพลังและความน่าค้นหาปนเย้ายวนได้อย่างมีระดับมากจริงๆ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายหรือว่ากิจกรรมกลางแจ้งไปได้เลย ส่วนยามค่ำคืนกลิ่นนี้จะเข้าทางกับการออกงานเพื่อสร้างออร่าความน่าค้นหา มีคลาส หรูหรากรุยกรายแบบพอเหมาะพอดี (แต่อาจจะผ่านช่วงต้นไปหน่อยก่อนถึงค่อยออกไปงาน ในกรณีถ้าเป็นเมืองไทย) หรือว่าจะใส่มาตลอดวันแล้วไปต่อกลางคืนแบบมีระดับหน่อยก็ได้เลย 

ความทน - บอกเลยว่ามาก เพราะกลิ่นทนจัดจริงๆ 12 ชม. กลิ่นยังตีขึ้นให้รับรู้ตลอด และลากยาวไปที่ 15 ชม. ได้สบายๆ อาบน้ำแล้วกลิ่นยังติดผิวอ่อนๆ อยู่ด้วยซ้ำ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่ามาเต็มและชัดเจนมากในความ Unique ของกลิ่น แล้วจะลดลงมากระจายดีไปเรื่อยๆ ระยะหนึ่ง ก่อนจะเป็นปานกลางแบบยาวไปถึงช่วงท้าย พอพ้นซัก 8 ชม. กลิ่นจะเริ่มเป้นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - นี่ไม่ใช่ Oud แบบขนบที่เวลาเจอกุหลาบแล้วจะต้องอวลจะต้องแขก แต่เป็นโทนกลิ่นที่มีลูกล่อลูกชนและวางตัวเอาดีมากในความแตกต่างอย่างมีระดับและไม่ธรรมดา ซึ่งแน่นอนกลิ่นในช่วงนี้ถ้าคนที่ไม่ได้พิสมัยในความเป็น Oud อยู่แล้ว แถมไม่ได้อินกับโทน Animalic มีแนวโน้มที่จะมองผ่านและข้ามรุ่นนี้ไปสูงมาก แต่ถ้าลองติดตามต่อมีสิทธิ์ที่จะเจอความดีงามที่เราหลงรักกลิ่นอายแบบนี้ไปตลอดก็ย่อมได้

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://www.lessenteurs.com/products/oudh-infini

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

Review: Christian Dior - Midnight Poison (2011)

Christian Dior - Midnight Poison (2011) 

Midnight Poison เป็นหนึ่งใน Masterpiece สาย Poison ของ Christian Dior ที่อยู่ดีๆ ให้ความหอมตั้งแต่ปี 2007 มาปรับสูตรกันซักหน่อยในปี 2011 พอปี 2013 ก็หายแซ่บหายสอยเลิกผลิตไปซะงั้น เรียกว่าทำเอาคนรักกลิ่นนี้ต่างก็งงและเรียกร้องให้ Dior เอากลับมาผลิตใหม่เสียที ของดีๆ ทำไมเลิกผลิตกันจัง เช่นนัั้นกลิ่นนี้มีดีจริงแบบไหน ก็ต้องมาเล่ากลิ่นกันหน่อย

บอกก่อน - ก่อนหน้าที่บอกว่ารุ่นนี้มี 2 ช่วง คือ Original ตอนปี 2007 และปรับสูตรตอนปี 2011 ที่ขวดเองก็มีการปรับสีตัวอักษรและโลหะรอบคอขวดให้จากเดิมเป็นสีเงินให้เป็นสีทอง ซึ่งส่วนตัวไม่เคยได้ลองรุ่น Original มาก่อน เช่นนั้นในการเล่ากลิ่นครั้งนี้จะเน้นที่รุ่นปรับสูตรปี 2011 เป็นสำคัญ 

เริ่ม Start กันด้วยความเป็นโทนกลิ่นอาย Citrus เคล้าไปกับความโดดเด่นของพิมเสนที่มีความ Smooth as Silk กันตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งกลิ่นของ Citrus จะมีความแห้งเจือความเป็นโทน Spicy ติดขมบางๆ มีความซ่าเบาๆ ซึ่งจับได้ไม่ยากว่าเป็นลักษณะของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่เปิดตัวตีคู่กับกลิ่นพิมเสนที่ให้ความสะอาดๆ มีความหวานเจือดาร์กน่าค้นหาและอวลกำลังดี เปิดทางการเป็นโทนดึงดูดตั้งแต่แรกเริ่มกันเลย

เพียงไม่นานกลิ่นโทนกุหลาบจะแทรกเข้ามาไวพอสมควร พร้อมกับความอบอุ่นนวลนัวกำลังดีที่เป็นสายสนับสนุนอยู่ฉากหลัง ก็ปูทางเข้าสู่ช่วงกลางที่โทนกลิ่นจะเป็นการตีคู่เคล้าคลอกลั้วไปมากันอย่างน่าดูชมและดมกลิ่นของกุหลาบและพิมเสนที่มีความเย้ายวน ดึงดูด มั่นใจ กรุยกรายมีจริตนางพญากำลังดี Modern หวานลึก และดาร์กแบบลึกลับน่าค้นหา โดยกุหลาบแม้จะมาแบบติดโทนแห้ง แต่ไม่ได้ไพล่ไปทางสายคลาสสิคนัก ทำให้กลิ่นมีความอวลเย้ากึ่งโรแมนติคก็ได้ ลึกลับก็ลงตัว ซึ่งโทน Citrus ในตอนต้นจะเบาลงไปแต่ยังพอมีให้รู้สึกได้ถึงความขมปน Spicy แห้งๆ ซ่าบางๆ อ้อยอิ่งอยู่ ซึ่งกลิ่นจะดำเนินไประยะหนึ่ง ก็จะมีความอุ่นเข้ามาให้สัมผัสมากขึ้นจะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนแอมเบอร์เคล้าไปกับกลิ่นโทนวานิลลาที่ค่อยๆ เปิดตัวมาทีละหน่อยจนเต็มที่ในช่วงท้าย ซึ่งจะกลายเป็น 3 โทนกลิ่นผสมผสานกันได้อย่างลงตัวมากระหว่างพิมเสนที่ให้ความดาร์กดึงดูด กุหลาบที่ให้ความหวานเย้ายวน และแอมเบอร์เคล้าวานิลลาที่ให้ความอบอุ่นอวลกรุ่นไปตลอด โดยจะมีลักษณะของโทนไม้หอมเคล้ากับกลิ่นโทน Musk ให้จับต้องได้อยู่ในลักษณะรองพื้นกลิ่นไว้ไม่ได้ออกเป็นตัวเอกที่ทำให้กลิ่นมีความนวลพลิ้วเจือเซ็กซี่ระเรื่อๆ เสริมให้กลิ่นกลายเป็นกุหลาบพิมเสนเคล้าความอบอุ่นนวลเนียนไปกับผิวกายที่มีเสน่ห์ดึงดูดที่ลงตัวและดีงามมากเลยทีเดียว 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นมีมุมของน้ำหอมผู้หญิงที่ทั้งมั่นใจ ลึกลับ น่าค้นหา มีจริตนางพญา และมีความเซ็กซี่เย้ายวนแบบที่ไม่ดูพยายาม รวมถึงมีคลาสมีระดับครบเลยในขวดเดียว ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ได้ทั้งทางการ (แบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม) และทั่วๆ ไปที่เน้นสร้างลุคมั่นใจและมีเสน่ห์เป็นหลัก ยิ่งถ้าใส่กับชุดสีโทนเข้มๆ กลิ่นจะเข้ากันได้อย่างดีมาก แต่ให้ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมลุยๆ กลางแจ้งต่างๆ รวมถึงออกกำลังกายไปได้เลย เดี๋ยวกลิ่นตีขึ้นจนจุกเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืน ไม่ว่าจะออกงาน ปาร์ตี้ หรือท่องราตรี จัดไปได้เลย นางพญาชัดๆ บอกเลย 

ความทน - มีความจัดจ้านในย่านนี้ เพราะทนลากยาวไปที่ 12 ชม. ได้สบายมาก 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น แล้วจะลดลงมากระจายดีในช่วงกลาง คงความเสถียรไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงท้ายที่จะกระจายปานกลางซักระยะ ถึงปรับเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านไปซัก 6 - 8 ชม. ยาวไป 

ทิ้งท้าย - ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนเขาถึงเสียดายรุ่นนี้กัน เพราะกลิ่นลงตัวและดีงามในการเป็นน้ำหอมผู้หญิงที่สร้างออร่านางพญาที่มีเสน่ห์มาก เช่นนั้นก็ขอเป็นหนึ่งที่อยากให้รุ่นนี้กลับมาทำใหม่โดยไม่ได้ปรับสูตรจนเพี้ยนไปจากเดิมด้วยอีกคนนึง เพราะของดีแบบนี้ไม่ควรหายไปเลยจริงๆ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ

Photo Credit - https://christiandiorperfumebottles.blogspot.com/2015/04/midnight-poison-by-christian-dior-c2007.html