วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Atelier Cologne - Cedre Atlas

Atelier Cologne - Cedre Atlas 

เมื่อเห็นว่า Atelier Cologne มีการปล่อยไลน์ใหม่มาได้พักใหญ่มากอย่าง Collection Azur ซึ่งมีหลายตัวน่าสนไม่น้อย ก็เรียกว่าเริ่มซุ่มหามาลองกันหน่อย เพราะว่ามาสาย Cologne Absolue ที่เป็นลักษณะกลิ่นอายสไตล์ Cologne แต่ความเข้มข้นเทียบเท่ากับ EDP เสียด้วย จิ้มมาได้ก็หลายตัวอยู่ ก็เลยเสี่ยงดวงเริ่มทดสอบกับตัวแรกของไลน์นี้กันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง สุ่มได้ตัCedre Atlas มาก็จัดไปหลายยก จนมาบอกได้ว่า 

กลิ่นอายเรียกว่ามาสาย Cologne ที่มีความสดชื่นไล่เรียงกันไปสู่การเป็นกลิ่นอายไม้หอมแบบใช้ง่ายและมหาชนมักชอบได้ไม่ยาก เผลอๆ จะทำให้ประทับใจกันตั้งแต่ต้นเลยทีเดียวกับความสดชื่นที่มาแบบธรรมชาติในช่วง Top Notes ที่กลิ่นจะมีความเปรี้ยวสดชื่นเจือหวานปลายของเลมอนกันเต็มๆ โดยจะมีความเปรี้ยวแหลมติดขมหน่อยๆ และกลิ่นแปร่งๆ ติดผลไม้เปรี้ยวๆ กลิ่นผสมผสานกันเลยจะได้ความรู้สึกสดชื่นกันเต็มๆ ปลุกโสตประสาทให้ตื่นกันได้เลย ซึ่งความเป็น Citrus จะเริ่มลดทอนลงไปในช่วง Middle Notes กับการที่เป็นกลิ่นโทนผลไม้หวานอมเปรี้ยวของแอปริคอต ซึ่งกลิ่นจะมีโทนติดครีมมี่ไม้หอมดันขึ้นมาด้วย เป็นการแบ่งโทนที่ผสมผสานกันอย่าง Citrus Fruity และ Woody ได้พอเหมาะพอเจาะเลย กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมาก ซึ่งความเป็นไม้หอมจะค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นตัวเอกหลักนั่นคือกลิ่นไม้ซีดาร์ ที่จะเด่นออกมาโดยมีตัวรองรับให้กลิ่นมีมิติสดชื่นติดครีมมี่ข้นให้พอรู้สึกได้อย่างโทน Citrus กลิ่นจะเริ่มเป็นโทนลักษณะนี้แบบยาวไปจนแม้ว่าจะเข้าช่วง Base Notes ก็จะยังเป็นลักษณะไม้หอมติดสดชื่นหวานจางๆ แบบนี้อยู่ เพียงแต่ความเป็นไม้หอมแห้งๆ จะชัดขึ้นกว่าเดิม เพราะมีกลิ่นอายหญ้าแฝกเข้ามาเป็นคู่หูกับไม้ซีดาร์ทำให้ได้อารมณ์สะอาดๆ ติด Smoky ไม้แห้งๆ เป็นพื้นฐาน ซึ่งกลิ่นจะเป็นโทนสะอาดสดชื่นกำลังดี On Top ทุมโทนชัดเจนกับความเป็นลักษณะแบบ Cologne และยังมีความอบอุ่นพอให้รู้สึกได้บางๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายไปจากผิว 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลยกลิ่นมาสาย Unisex ชัดเจน กลิ่นเข้าทางการเป็นกลิ่นที่มหาชนได้กลิ่นแล้วไม่ยี้ เข้าถึงง่าย ซึ่งเหมาะกับอากาศบ้านเรามาก รวมถึงใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบกวาดหมด เรียกว่ายังไงก็รอด ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบอากาศร้อนๆ หรืออกแนวเดินช้อปปิ้ง เสริมให้รู้สึกสดชื่นจะเข้าทางมากกว่าใส่ไปเที่ยวร่อนราตรี 

ความทน - แม้ว่ากลิ่นจะมาสาย Citrus ที่มักไม่ค่อนทน แต่ตัวนี้ทำได้ที่ราวๆ 6 - 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวถือว่าไปที่ 8 ชม. ได้สบายๆ กับ 6 สเปรย์ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากสดชื่นกันเลยทีเดียวในช่วงต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนจะเป็นกลิ่นติดผิวแนว Skin Scent 

ทิ้งท้าย - เอาตรงๆ กลิ่นนี้ไม่ได้หวือหวานัก ได้อารมณ์เอา D&G Light Blue ของผู้หญิงที่กลิ่นเป็นลักษณะของ Citrus กับไม้ซีดาร์ มาผสมกับความเป็น Burberry The Beat ของผู้ชายที่เด่นกับ Citrus คมๆ และหญ้าแฝก ออกมาเป็นกลิ่นที่เน้นสายใกล้เคียงธรรมชาติแบบไม่ได้เป็นสายสังเคราะห์หรือปรุงแต่งมากเกินไป โดยที่คงความเป็นสไตล์แบบ Cologne ที่ทนตามสไตล์ EDP เลย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by http://static.iledebeaute.ru/files/images/tag/part_5/103462/pre/500_500sb.jpg

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Pizza Hut - Eau de Pizza Hut

Pizza Hut - Eau de Pizza Hut 

เมื่อยามที่ Pizza Hut ประกาศออกมาว่าจะแจกน้ำหอมกลิ่น Pizza ให้กับแฟนของแบรนด์ตัวเองที่เริ่มจากแคนาดาเป็นที่แรกแล้วค่อยๆ ไล่มาในแต่ละประเทศจนมาถึงประเทศไทย แน่นอนว่าตอนนั้นไม่คิดว่าจะเอาเพราะไม่อยากหิวทั้งวัน แต่พอได้มีโอกาสลองเพราะรับการแบ่งปันมาจากมิตรสหายท่านหนึ่งที่ได้มา ก็เลยเอาวะ เป็นไงเป็นกัน หิวก็หิว เช่นนั้นก็ได้เวลาพิสูจน์ว่ากลิ่นของ Eau de Pizza Hut จะออกมาเป็นยังไง ผลก็คือ 

ถ้าคำโปรยของแคมเปญการแจก คือ กลิ่นเมื่อยามเปิดกล่อง Pizza Hut” ก็ต้องบอกว่า Eau de Pizza Hut สื่อสารตรงนี้ได้ดีมาก เพราะช่วงแรกของการฉีด กลิ่นที่ได้ออกมาคือกลิ่นออกทาง ออริกาโน่กับไรสแมรี่ผสมผสานกับกลิ่นของแป้งโดว์ที่อบเสร็จใหม่ๆ กลิ่นมีความผสมผสานระหว่างความ Spicy ซ่าๆ และมีกลิ่นของแนวๆ อบเชยพุ่งขึ้นมาด้วยแต่ไม่ได้มาสายอบอุ่นติดหวานแบบที่เคยได้กลิ่นจากน้ำหอมทั่วๆ ไปที่จะเน้นกลิ่นแนวนี้มาเป็นสายเย้ายวน แต่นี่จะออกแนวแบบกลิ่นบางๆ จางๆ แบบใส่ไม่เยอะ ให้กลิ่นของโทน Fresh Spicy มันกลบให้กลิ่นความรู้สึกแบบปร่าหอมเคล้ากลิ่นแป้งพิซซ่าอบ กลิ่นจะได้อารมณ์ของการเปิดกล่องพิซซ่าได้กำลังดีเลย แล้วเมื่อเข้าช่วงกลางกลิ่นจะเริ่มทำให้หิวมากขึ้นเพราะกลิ่นที่ฟุ้งกระจายออกมาจะยังคงความเป็นกลิ่นอายแบบเปิดกล่องพิซซ่าอยู่ ความ Spicy ของเครื่องเทศโทนโปร่งยังมีอยู่ แต่กลิ่นที่ดมใกล้ๆ ผิวจะได้ความเป็นชีสและกลิ่นของแป้งตรงกลางพิซซ่าที่เปียกๆ อุ่นๆ แบบเวลาเราปาดหน้าออกทั้งหมดเพื่อกินแป้งก่อนแล้วค่อยมากินหน้าทีหลังประมาณนั้น เรียกว่าอย่าได้ดมใกล้ผิว จะหิวเอาได้ ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะเริ่มมีกลิ่นอายแบบกระดาษกล่องเสริมเข้ามามากขึ้น และนำเข้าสู่ช่วงท้ายที่กลิ่นจะออกแนวเป็นกล่องที่มีกลิ่นชีสจางๆ โดยจะจับได้ว่ามีกลิ่นนุ่มๆ ของ Musk กับไม้หอมอ่อนๆ ผสมผสานอยู่ในนั้น อารมณ์แบบกลิ่นเบาๆ เหมือนกินพิซซ่าหมดกล่องไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ เรียกว่าอิ่มแล้วสินะ ภาพรวมถือว่าสื่อสารถึงกลิ่นตรงตามคำโปรยได้ดี โดยที่ทำให้รู้สึกถึงความรู้สึกอยากกินตอนที่เปิดกล่องพิซซ่าได้เลย ที่สำคัญเป็นเรื่องดีที่ไม่เอากลิ่นเบคอน เปปเปอโรนี แฮม สับปะรด เห็น มะเขือเทศ หอมใหญ่เข้ามาผสมด้วย ไม่งั้นมีแนวโน้มหิวทั้งวันและเป็นพิซซ่าเดินได้อย่างแน่นอน 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย ถ้าอยากมีกลิ่นพิซซ่าติดตัวแน่นอนว่ากลิ่นนี้แม้เป็นโทนที่เข้าถึงได้ง่าย แต่มันไม่ได้จะเข้ากับทุกสถานการณ์นัก เพราะมันจะทำให้คนอื่นรู้สึกว่า แกมาทำร้ายฉันทำไม ฉันหิวเอาได้ซึ่งแน่นอนไม่เหมาะกับการใส่กับงานทางการ หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ออกกำลังกายทุกประเภท เน้นใส่แบบชิลล์ๆ เอาสนุกสนานแบบนี้ถือว่าลงตัวมาก 

ความทน - ถือว่าทำได้ดีไม่น้อยกับราว6 ชม. บวกลบไม่เกิน 2 ชม. ตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนแรก แบบว่าใช่เลยกลิ่นเครื่องเทศที่โรยหน้าพิซซ่าที่โดนความร้อนแล้วฟุ้งออกมาพร้อมกลิ่นกล่องพิซซ่าเวลาเปิดออกมา แล้วจึงลดลงมากระจายแบบออร่ารอบๆ ตัว ก่อนจะเป็น Skin Scent ในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - ไม่เหมาะกับคนที่จะลดความอ้วน แต่ก็ยอมรับเลยว่าทำกลิ่นออกมาได้ดี ได้อารมณ์ของการเปิดกล่องพิซซ่าที่กลิ่นเครื่องเทศ แป้งพิซซ่า และกล่องที่โดนความร้อนฟุ้งกระจายออกมา เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เราพุงกางได้อย่างชัดเจน 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://image.itmedia.co.jp/nl/articles/1212/06/ah_PizzaHut1.jpg

วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: AJMal - Neutron

AJMal - Neutron

เป็นอีกหนึ่งรุ่นหนึ่งของแบรนด์ AJMal ที่เรียกว่าราคาดีชวนให้เสียเงินไม่น้อย แถมมาในระดับความเข้มข้นแบบ Eau de Parfum ตามสไตล์ ซึ่งกลิ่นจะเป็นยังไงเข้าถึงง่าย และแขกหรือไม่ ก็ได้เวลาจัดมาพิสูจน์ตามคำเล่าเสียที ผลออกมาคือ 

Neutron มาในลักษณะของน้ำหอมสดชื่นแมนๆ ที่จะมากับความเป็นโทนผลไม้กลั้วความเป็น Citrus ที่จะจับได้ถึงความเป็นเกรฟฟรุตที่ให้ความสดชื่น แต่จะเจือความหวานคล้ายกลิ่นอายของสับปะรดกับ Blackcurrant เข้ามาด้วย โดยจะมีกลิ่นเขียวโปร่งหน่อยๆ ให้รู้สึกจากใบไวโอเล็ตเสริมให้กลิ่นมีความเขียวโปร่งนวลรองพื้นอยู่ แต่สิ่งที่จะสัมผัสได้กันตั้งแต่ตอนนี้เลยคือ กลิ่นของ Musk ที่จะชัดในระดับหนึ่งทำให้กลิ่นสดชื่นในตอนต้นมีความอวลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับหนักมากเพราะความสดชื่นติดผลไม้เป็นตัวเด่นสุดนั่นเอง จนเมื่อเข้าช่วงกลางความเป็Citrus ติดผลไม้ยังคงเด่นอยู่ แต่สิ่งที่จับได้ในความรู้สึกอวลๆ ที่มาเป็นสายสนับสนุนนั่นคือความเป็นโทนแนวดอกไวโอเล็ตที่ให้ความรู้สึกเป็นดอกไม้โปร่งติดแป้ง มีกลิ่นอายแบบดอกไม้ขาวจางๆ เสริมเข้ามา กลั้วไปกับเนื้อกลิ่นมีความเป็นเครื่องเทศแนว Fresh Spicy ที่มีกลิ่นคล้ายขิงเข้ามาเสริมให้ความสดชื่นเคล้า Citrus ติดหวาน ท่ามกลางกลิ่นนวลอวลๆ ไม่หนัก ซึ่งกลิ่นในช่วงนี้อาจจะทำให้นึกถึง Bleu de Chanel หรือว่า Dior Sauvage กันอยู่บ้าง เพราะมีบางวูบที่ทำให้นึกถึงแต่ว่าไม่ได้คล้ายมากขนาดนั้นเพราะว่ากลิ่น Musk เริ่มที่จะเป็นตัวเอกดันให้กลิ่นมีความนวลขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้มีลักษณะที่แตกต่างชัดออกมาพอสมควร ซึ่ง Musk จะเป็นตัวเด่นที่ดึงเข้าสู่ช่วงท้ายกับกลิ่นอายแบบนวลสะอาดติดเขียวสากแบบ Oak Moss จางๆ มีกลิ่นไม้จันทน์หอมเจือนิดๆ ที่ทำให้กลิ่นช่วงนี้จะเป็นกลิ่นอายแมนๆ ที่เจือความเป็นไม้หอมอ่อนๆ นัวๆ คาบเกี่ยวที่จะเป็นตะวันตกก็ได้ ตะวันออกกลางก็แตะอยู่บางๆ ให้พอรู้สึกได้ โดยที่ความสดชื่นยังมีอยู่ประปรายท่ามกลางความนวลอวลกำลังดีแบบยาวไปนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถแล้วกลิ่นนี้ไม่ได้มาสายแขกตะวันออกกลางแต่ประการใด มีความเป็นโทนสดชื่นสุภาพบุรุษแมนๆ กันพอสมควร เลยใส่ได้สบายๆ กับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ส่วนใส่ออกกลางแจ้งพอได้บ้าง และออกกำลังกายควรรอช่วงท้ายๆ น่าจะดีกว่า ไม่งั้นกระจายจุกคอหอยกันเอาได้ ส่วนยามค่ำคืนจัดได้สบายมาก อัดสเปรย์หน่อยสู้คนอื่นได้แบบเราไปสายกลิ่นอายมาดแมน เรียกว่าเป็นอีกตัวที่ครอบจักรวาลการใช้งานได้ดีเลยทีเดียว 

ความทน - เรียกว่าคุ้มค่ามาก เพราะ 8 ชม. กลิ่นยังทำหน้าที่ได้ดี และลากยาวไปอีกได้สบายๆ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวจัดไป 6 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 12 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น กลิ่นฟุ้งพอสมควร แล้วจะลดลงมากระจายปานกลาง ก่อนจะผันเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย เมื่อพ้น 8 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent ติดผิวชัดเจน 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าเป็นน้ำหอมผู้ชายที่ใช้งานได้ง่ายมาก โดยที่ไม่ได้มาสาย Sport จนเกินไป ให้ความสดชื่นปนนวลอวลแบบที่เป็นอีกหนึ่งใน Daily Scent หรือ Office Scent ได้เลย 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://www.ajmalperfume.com/en/product-details/Neutron/78

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Jo Malone - Orris & Sandalwood

Jo Malone - Orris & Sandalwood 

กลับมายัง Jo Malone อีกครั้ง อันเนื่องมาจากติดใจในการเป็น Cologne Intense ของแบรนด์นี้และอยากลองในหลายๆ ตัวไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นนั้นสบโอกาสได้รับการแบ่งปันมาเพิ่มเติมอีก 1 ตัว เลยต้องมาบอกเล่ากันหน่อยว่ากลิ่นอายของความเป็นโซน Intense กับรุ่น Orris & Sandalwood เป็นอย่างไรบ้าง 

เปิดตัวกันเต็มๆ ด้วยการเป็นกลิ่นของหัวเหง้Orris (ที่เป็นเหง้าของต้นไอริส) กันก่อนเลย กลิ่นจะมาลักษณะแบบติดอับแบบหัวเหง้าใต้ดิน ที่ให้ความรู้สึกเป็นโทนแป้งติดเปียกชื้นๆ วูบมาก็จริง แต่กลิ่นกลับไม่ได้เป็นโทนแป้งแน่นๆ แต่ประการใด เพราะว่ามีกลิ่นโทนแป้งแบบติดเขียวโปร่งจางๆ เสริมเข้ามาจากดอกไวโอเล็ต กลิ่นที่ได้เลยจะได้ความรู้สึกกึ่งความเป็นดอกไอริสและเหง้า Orris โดยที่โปร่งกว่าที่คิด เข้าทางสไตล์การเป็น Cologne ที่ไม่หนักชัดเจน ซึ่งกลิ่นจะเริ่มเดินทางเข้าสู่ช่วงกลางกับการเป็นโทนแป้งของ Orris ที่มาแบบกลางๆ กำลังดี ไม่ได้ติดชื้นเหมือนตอนแรก ซึ่งกลิ่นจะมีความเป็นโทนเครื่องเทศโปร่งๆ ติดสะอาดให้รู้สึกได้ และกลิ่นอายของไม้จันทน์หอมจะเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ แบบไม้หอมอ่อนๆ ไม่ได้มาสายติดครีมมี่ มาแบบเนื้อไม้หอมนวล ซึ่งจะมีความอบอุ่นจางๆ ให้รู้สึกได้เรื่อยๆ กลิ่นในช่วงนี้ถือว่าเป็นการเจอกันที่ลงตัวมากระหว่างความเป็นโทนแป้งและโทนไม้หอมกลิ่นจะค่อนข้างชัดและคงตัวในโทนของตัวเองโโยที่ไม่ขัดแย้งกัน รู้สึกถึง Orris ก็ชัดเจน รู้สึกถึงไม้จันทน์หอมก็มาเต็ม แล้วดำเนินไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงท้ายที่โทนแป้งจะลดบทบาทมาเป็นสายสนับสนุนผลัดเปลี่ยนให้กลิ่นอายของไม้หอมเป็นตัวเด่นขึ้นมา โดยที่จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแบบโทนแอมเบอร์ที่จับได้ถึงกลิ่นอายวานิลลาเบาๆ ไลท์เวอร์ชั่นจางๆ สายโทนแป้งนิดๆ เข้าทางเชื่อมกับความเป็น Orris เบาๆ เคล้ากับไม้จันทน์หอมที่เด่นสุด กลิ่นเลยจะเป็นไม้หอมนวลๆ สะอาดอุ่นๆ กลิ่นชัดแต่ไม่หนักคงความเป็นลักษณะสไตล์ Cologne เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะว่ากลิ่นนี้มีความกลางๆ มากพอที่ทำให้ใช้ได้หมดทุกเพศ แม้ว่าอาจจะทำให้นึกถึงน้ำหอมโทน Orris หรือ Iris ที่มาสายสาวๆ ไปบ้างตามความรู้สึกที่เคยคุ้นชิน แต่มันก็มีมุมผู้ชายแฝงให้จับต้องได้อยู่ จึงเหมาะกับการใส่แทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นยามทางการ ที่กลิ่นโทนนี้เอื้อมากเลยทีเดียว หรือทั่วๆ ไปที่ออกแนววางตัวดีด้วย แต่กลิ่นนี้จะไม่เหมาะกับการใส่ออกกำลังกาย เพราะกลิ่นมันสายแป้งไม่เอื้อกับเหงื่อ และไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีเพราะเบาไป ให้ใส่สบายๆ อยู่บ้าน หรือออกงานก็ได้อยู่แบบอัดสเปรย์ 

ความทน - เป็น Cologne Intense ความทนเลยถือว่าลงตัวกับที่ 8 ชม. อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวจัดไป 7 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 8 ชม. ได้เลยบนผิว และไปที่ 10 ชม. กับกลิ่นที่ฉีดบนเสื้อที่สว 

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางก่อนในตอนต้น และจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงกลาง ก่อนจะปิดท้ายที่ Skin Scent กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ อุ่นๆ จะตีขึ้นยามร่างกายทำความร้อน 

ทิ้งท้าย - เป็นอีกหนึ่งรุ่นน้ำหอมที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ความเป็น Orris ได้ชัดมากขึ้นกับการเป็นโทนที่สามารถเป็นแป้งอับๆ ดึงดูดแบบโปร่งๆ ก็ได้ รวมถึงกลิ่นไม้จันทน์หอมแบบนวลสะอาดก็ชัดเจน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีดีในแง่กลิ่นชัด และจับต้องได้ ใช้งานง่ายตามสไตล์ Cologne ของ Jo Malone เลยล่ะ 

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit by https://www.buro247.ru/thumb/625x1250_0/images/ja-malone-new.jpg

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Chanel - Les Exclusifs de Chanel: Coromandel EDT

Chanel - Les Exclusifs de Chanel: Coromandel EDT

หลังจากวนเวียนในไลน์ปกติขอChanel มาได้พักใหญ่ แอบไปด้อมๆ มองๆ ดมไลน์ Les Exclusifs de Chanel เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นระยะ ก็ได้เวลาของการก้าวเข้ามาจัดเต็มกันซักหน่อย ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่ทำเอาประทับใจมากในการทำออกมาและสื่อสารถึงกลิ่นอายที่พลิ้วไหวดั่งความสุขที่บางเบา โดยที่มาของรุ่นคือความสุขยามได้มองบานพับกั้นห้องแบบจีนของ Coco Chanel เลยดึงเรื่องราวในส่วนนี้ออกมาทำเป็นน้ำหอมที่มีความพิเศษออกมา และเป็นหนึ่งที่คนรักกลิ่นอายของพิมเสนต้องไม่พลาดที่จะลอง นั่นก็คือ Coromadel

พิมเสน หรือ Patchouli เป็นหนึ่งหัวใจสำคัญของกลิ่นนี้แบบชัดเจนซึ่งจะพลิ้วไหวรื่นไหลได้งดงามมากตั้งแต่ต้นยันจบเลย เป็นศูนย์กลางของกลิ่นที่จะเป็นหลักให้กลิ่นต่างๆ มาผสมผสานทำให้กลิ่นมีเสน่ห์ในโทนสีขาวนวลในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงทีละหน่อยๆ จนทำให้เราหลงเสน่ห์ในความเรียบหรูนุ่มนวลกันได้เลยกับการเปิดตัวด้วยกลิ่นอายสดชื่นจากโทนซิตรัสที่แบบแห้งๆ ติดขมเปลือกส้มหน่อยๆ ซึ่งน่าจะมาจากกลิ่นของส้มขม (Bitter Orange) ที่จะชัดเจนขึ้นมา โดยมีกลิ่นอายเป็นโทนสมุนไพรเขียวสากของพิมเสนค่อยๆ เสริมขึ้นมาทีละนิดๆ โดยจะมาเพื่อนมาด้วยอย่างมะลิที่จะมาให้ความรู้สึกใสนวลกำลังดี ไม่ทำให้กลิ่นอายของพิมเสนดิบสากเกินไป โดยจะส่งต่อถึงช่วงกลางที่จะเริ่มเป็นพิมเสนแบบชัดเจนทะลุออกมาที่กลิ่นแม้จะมีความดิบตามธรรมชาติที่ติดกลิ่นแนวๆ ดินเขียวสากหน่อยๆ อยู่บ้าง แต่กลิ่นจะมีความนุ่มนวลแฝงเข้ามาด้วยตลอด เพราะลักษณะของโทนดอกไม้นวลๆ ของมะลิที่ยังตามมาอยู่ และมีกุหลาบจางๆ นวลสะอาดให้รู้สึกได้เสริมเข้ามาพร้อมกับกับโทนแป้งติดอับนิดๆ ที่เป็นเหมือนตัวสนับสนุนชั้นดีตัดทอนให้กลิ่นไม่ได้ออกทางดิบจัดเกินไป ที่สำคัญกลิ่นอายแบบอบอุ่นนวลๆ ของกำยานที่เสริมเสริมเข้ามาอีกตัดทอนให้กลิ่นพิมเสนมีความนุ่มนวลจมูกมากกว่าที่คิด ทำให้ช่วงนี้จึงเป็นกลิ่นอายที่ให้โทนสีขาวพลิ้วไหลนวลสบายและมีเสน่ห์แบบเรียบหรูมากจริงๆ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายกลิ่นอายของความเป็นโทนอบอุ่นเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยที่พิมเสนจะยังคงเป็นตัวเด่นอยู่แต่มาในลักษณะติดโทนแป้งเบาๆ เคล้ากับความรู้สึกติดขาวนวลเป็นหลักให้เราสัมผัสได้ยามที่กลิ่นตีขึ้น แต่พอดมที่ผิวจะจับได้ถึงที่มาความอุ่นที่เป็นตัวสนับสนุนชั้นดีจากไม้หอม กำยานติดหวานนิดๆ และโทนยางไม้ติดธูป Incense สดชื่นจางๆ ที่น่าจะมาจากตัว Frankincense รวมถึงความนวลๆ หอมเย้าๆ ละมุนแบบชอคโกแลตขาวที่ก็ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนเสียด้วย แต่ไม่ได้มาสายขนมแต่ประการใด เสริมให้กลิ่นพิมเสนมีมิติแบบผสมผสานได้ดีมากครอบคลุมหมดทุกอารมณ์ที่จะสื่อออกมาได้ทั้งดิบบางๆ นวลอ้อยอิ่ง ละมุนโปร่งจมูก คุมโทนความขาวนวลพลิ้วไหวได้ลงตัว ให้ความมีระดับ ภูมิฐาน หรูหรา และรื่นรมย์โทนสว่างในได้เวลาเดียวกัน อันนี้ต้องยอมในความเทพของสุคนธกรที่ปรุงกลิ่นนี้ออกมาเลย เพราะทำได้ดีจริงๆ 

เหมาะสำหรับ - กำกับเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมของผู้หญิงก็จริง แต่มีความ Unisex ในเนื้อกลิ่นสูงมากเลยทีเดียว ซึ่งผู้ชายสามารถใช้รุ่นนี้ได้สบายๆ โดยสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ยิ่งยามทางการเรียกว่าเหมาะมาก ให้ความภูมิฐานและสว่างโปร่งได้ดีมาก ส่วนยามทั่วๆ ไปก็สามารถใส่ได้อยู่แบบออกแนววางตัวดีประมาณนั้น แต่กลิ่นนี้ไม่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายแต่ประการใด เพราะว่ากลิ่นมีภูมิในตัวสูง ส่วนยามค่ำคืนก็จัดได้ทั้งการออกงานและใส่เผื่อผ่อนคลายเรียบหรูสบายๆ ของเราไป แต่จะไม่เหมาะเลยกับการใส่ไปเพื่อแดนซ์สะโพกหลุดหรือหาเหยื่อยามราตรี แม้จะมีโทนดึงดูดอยู่พอสมควรก็ตาม แต่กลิ่นมันจะเบรกให้คนใส่ต้องวางตัวดีๆ เสียมากกว่านั่นเอง ไม่งั้นเสียลุคคุณชาย/คุณนายหมด 

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. กำลังดี อาจจะมากกว่านั้นอิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายกลางๆ เป็นบาเรียภูมิฐานเรียบหรูแบบยาวไป จนเมื่อเข้าช่วงท้ายจะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัว และพอผ่าน 8 ชม. ไปแล้วจะเป็น Skin Scent ที่กลิ่นติดผิว ตีขึ้นเบาๆ ยามร่างกายขยับเนื้อตัว 

ทิ้งท้าย - Coromandel EDT ถือเป็นหนึ่งในน้ำหอมพิมเสนที่อยู่ในกลุ่ม Masterpiece เลยก็ว่าได้ เพราะตอบโจทย์และชัดเจนในโทนกลิ่นพิมเสนที่ลงตัวแสดงอารมณ์ของกลิ่นทุกด้านอย่างสมดุลและละมุนมาก ซึ่งต้องบอกว่า#เลิกผลิต ไปเสียแล้ว เพราะ Chanel ปรับตัวนี้ให้เป็น EDP แทน แถมเพิ่มราคา (มีอาการมองบน) ซึ่งถ้ามีโอกาสจะมาว่ากันอีกทีในตัว EDP ครับ 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Photo Credit - https://www.ft.com/__origami/service/image/v2/images/raw/http%3A%2F%2Fs3-eu-west-1.amazonaws.com%2Ffthtsi-assets-production%2Fez%2Fimages%2F2%2F6%2F1%2F9%2F709162-1-eng-GB%2F604e00f8-ff29-4ae5-9b15-dba5e6761826.jpeg?width=620&dpr=1&format=jpg&source=htsi

วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Tauer Perfumes - No.02 L’Air du Desert Marocain

Tauer Perfumes - No.02 L’Air du Desert Marocain

ข้ามไปแตะความเป็น Funville ในโซน Tauerville มาในระยะหนึ่งกับการเรียนรู้ความเป็น Andy Tauer สุคนธกรชื่อดังในอีกมุมของความสนุกสนานด้านกลิ่น ก็ถึงเวลามาแตะความเป็น Andy แบบเต็มๆ ชัดเจนกับฝีมือที่จัดเต็มทุกสิ่งอย่างในไลน์ปกติกันบ้าง ซึ่งก็ขอมาเจอกับรุ่นที่เรียกว่าเป็นตัว Top ของแบรนด์ Tauer Perfumes ที่ถ้าใครสนใจแบรนด์นี้ต้องมีโอกาสได้ลองตัวนี้ไม่งั้นจะถือว่าพลาดกันได้เลยทีเดียวนั่นคือ L’Air du Desert Marocain

เปิดต้นกลิ่นมาก็มาเต็มกับความรู้สึกเขียวติดไม้หน่อยๆของกิ่งก้านส้มที่คมพุ่งขึ้นมา พร้อมเครื่องเทศโทนเผ็ดปร่าสดชื่นที่มาเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนำทางกันอย่างชัดเจนด้วยเม็ดผักชี มีกลิ่นของยี่หร่ากับหญ้าฝรั่น และเหล่าเครื่องเทศเผ็ดปร่าจางๆ เสริมเข้ามาแบบไม่ได้เด่นจนทำให้รู้สึกถึงความเป็นแขกจัดๆ ในเนื้อกลิ่นเลย มีบ้างให้พอรู้สึกได้ถึงสภาพแวดล้อม แต่จะมาลักษณะแบบเครื่องเทศแห้งๆ รุมๆ เสียมาก กลิ่นจะได้อารมณ์แบบเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องเทศแห้งๆ ที่เป็นแบบคล้ายๆ เพิงไม้ กลิ่นมีความซับซ้อนในระดับที่สัมผัสได้ท่ามกลางความแห้งระหว่างกลิ่นไม้หอมกับเครื่องเทศ จนเมื่อเข้าช่วงกลางความเป็นกลิ่นโทน Fresh Spicy ของเม็ดผักชียังคงเด่นหรา เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะมีความแห้งมากขึ้นเพราะเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นแนว Incense ที่มาแบบอ้อยอิ่งเคล้าความเป็นดอกไม้จางๆ คล้ายมะลิที่มีความนวลทำให้กลิ่นของเครื่องเทศไม่คมจัดจ้านเกินไป กลิ่นปร่าซ่าเลยออกแนวให้ความรู้สึกแห้งนวลสบายจมูก แต่จะรู้สึกได้ว่ามีความอุ่นกำลังดีแทรกเข้ามาเรื่อยๆ แบบอากาศอุ่นๆ ปร่าแห้ง ติดไม้หอม ซึ่งจะชัดขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะกลายเป็นกลิ่นอายอบอุ่นแบบไม่ได้มาสายอวลหวานนัก เพราะแม้จะกลิ่นเครื่องเทศปร่าเผ็ดแห้งจะยังคงอยู่ และลดระดับมาเป็นสายสนับสนุน แต่ความเป็นแอมเบอร์ติดวานิลลาจางๆ ที่ให้ความอบอุ่นจะชัดขึ้นมาก เคล้ากับกลิ่นไม้หอมแห้งๆ ของไม้ซีดาร์ติดกลิ่นอายแบบเรซิ่นยางไม้ที่ให้ความขรึมรับช่วงต่อจาก Incense ได้ชัดเจนมาก รวมถึงมีความ Smoky จางๆ แต่มาสายไม้แห้งจัดๆ ของหญ้าแฝกจะมาเด่นเทียบเคียง ผสมผสานกันเป็นโทนไม้หอมอบอุ่นเคล้าความเป็นเครื่องเทศปร่าชัดเจน กลิ่นมีความ Dirty แบบแห้งๆ สากๆ ติดฝุ่นอ้อยอิ่งของพิมเสนที่มีความดิบเท่ห์แบบที่ไม่หนักหน่วงเสียด้วย ผสมผสานกันออกมาจนได้ลักษณะที่เป็นกลิ่นแนวสภาพแวดล้อมที่มีความอุ่นแห้งติดฝุ่นหน่อยๆ ซึ่งตอบโจทย์ของน้ำหอมตัวนี้อย่างชัดเจนที่อ้างอิงถึงกลิ่นอายแบบโซนขายเครื่องเทศริมทะเลทรายที่จะมีอากาศแห้งๆ อุ่นร้อนผสมผสานกับเครื่องเทศเทศเผ็ดปร่าได้อย่างลงตัว 

เหมาะสำหรับ - กลิ่นนี้มาสาย Unisex ที่ตอบโจทย์ทุกเพศ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องผ่านน้ำหอมที่เป็นโทนเครื่องเทศกับโทนแห้งติดฝุ่นมาบ้าง จะเข้าถึงกลิ่นนี้มากขึ้น เพราะกลิ่นมันไม่ได้มาสายสภาพแวดล้อมที่เราคุ้นชินแน่นอน ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นยามทางการ ออกรับแขกบ้านแขกเมือง หรือว่าใส่ทำงานได้อยู่ เพียงแต่จำกัดจำนวนสเปรย์ เพื่อให้มีความเหมาะสมและกลิ่นให้ความขรึมขลังอย่างมีระดับโดยไม่หนักเกินไป ที่เหลือจักได้ตามความเหมาะสมและความชอบของคนใส่ที่อยากซึบซับกลิ่นอายแนวเครื่องเทศและทะเลทรายแบบนี้ แต่ไม่เหมาะเลยกับการใส่เผื่อออกกำลังกายเพราะกลิ่นมันอุ่นรุมแม้จะโปร่งแต่เดี๋ยวจะจุกคอหอยเอาเสียก่อนได้ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้สบายมาก กลิ่นให้ความรู้สึกมีภูมิและดึงดูดแบบเก๋ๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่จะไม่ได้มาแบบสายเย้ายวนมากเกินไปก็เท่านั้นเอ 

ความทน - กราบบบบบบ กลิ่นทนจัดมากกับประมาณ 12 ชั่วโมงได้อย่างสบายๆ และมากกว่านั้นด้วยซ้ำ อิงตามจำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีดเป็นสำคัญ ส่วนตัวเจอไป 15 ชม. แบบที่ฟินไปข้างนึงเลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น พอเข้าช่วงกลางถึงลดระดับมากระจายปานกลางให้ความรู้สึกแบบเครื่องเทศกลั้วความอุ่นแห้ง ก่อนจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวกึ่ง Skin Scent แบบยาวไป จนกว่าจะหายไปจากผิวอิงตามประเภทผิวของคนนั้่นๆ 

ทิ้งท้าย - สมแล้วที่เป็นหนึ่งในตัว Top และ Masterpiece ของ Andy Tauer ที่ทำกลิ่นออกมาด้วยการจำลองสถานการณ์ได้ชัดเจนมากจริงๆ ข้าน้อยขอคารวะ (-/\-) 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://tauerperfumes.com/media/catalog/category/Classic_3.jpg

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: The Body Shop - Mango / Mangue

The Body Shop - Mango / Mangue 

ยามเมื่อเห็นน้ำหอมกลิ่นนี้ของ The Body Shop สิ่งแรกคือ ทำไมไม่เคยเห็นที่ไทย ก็มาบางอ้อว่าเมืองไทยเอาเข้ามาไม่กี่ตัวซึ่ง Mango หรือมะม่วงกลิ่นนี้ไม่ได้นำมาขาย เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาจาก US งานนี้ต้องลองเพราะอยากรู้ว่ากลิ่นมะม่วงจะเป็นยังไง ฉ่ำมากขนาดไหน ผลออกมาก็คือ 

มะม่วงจ๋ามาเลย แต่จะไม่ใช่กลิ่นแนวๆ มะม่วงไทยแบบอกร่องหอมฉ่ำหรือน้ำดอกไม้หวานคม แต่กลิ่นจะมาแนวคล้ายๆ มะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูที่เวลาสุกลูกจะเป็นสีแดงกลิ่นหอมมากกว่า และจะมาลักษณะที่เป็นน้ำมะม่วงเข้มข้น 100% ที่ตามร้านสมูตตี้เอามาเจือจางปั่นผสมน้ำผลไม้ต่างๆ ซึ่งจะปรุงแต่งให้ความหวานและกลิ่นมาเต็มกันพอสมควรหรืออกแนวไซรัปมะม่วงเสียส่วนมาก ซึ่งกลิ่นแรกฉีดนี่ชัดเจนเลย เพราะเป็นกลิ่นของมะม่วงที่เข้มข้นแบบซอสหรือไซรัปฟุ้งกระจายออกมา ราวกับกำลังเอาน้ำมะม่วงเข้มๆ หวานๆ มาทาตัว ซึ่งกลิ่นจะได้ความหวาน หอม แบบติดผลไม้เมืองร้อน มีความเป็น Citrus จางๆ ให้พอรู้สึกได้ตามสไตล์ของมะม่วง ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นจะค่อนข้างเป็นโทนเดียวตั้งแต่ต้นยันจบ เพียงแต่จะลดระดับลงมาเรื่อยๆ จากมะม่วงเข้มข้นแบบจัดเต็ม จะลงมาเป็นกลิ่นมะม่วงกลางๆแบบหอมหวานแบบอ้อยอิ่ง แบบที่เราจะได้กลิ่นมะม่วงฉ่ำหวานลอยมา แบบไม่ใช่เอาหน้าไปคลุกหรือน้องแช่น้ำมะม่วงเข้มข้นขนาดนั้น ซึ่งจะจับได้ถึงกลิ่นอายของวานิลลานวลๆ กับ White Musk สะอาดๆ จางๆ เป็นสายสนับสนุนให้กลิ่นของมะม่วงนวลมากขึ้น โดยยังคงความเบาๆ กึ่งใสหวานอยู่แบบได้กลิ่นน้ำมะม่วงแบบห่างๆ ซึ่งภาพรวมของกลิ่นไม่มีความซับซ้อนอะไร มาเป็นไซรัปมะม่วงแบบไหนก็ยาวไปแบบนั้นเพียงแต่จางและเบาลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายไปจากผิวนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - เขาตราเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิงเพราะมาสาย Fruity Citrus แต่เอาเข้าจริงๆ ก็พอ Unisex ได้อยู่ ที่สำคัญกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลัง เช่นนั้นผู้ชายก็สามารถใช้ได้สบายๆ เพราะมันไม่ได้ทำร้ายใคร จึงสามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน แต่อาจจะข้ามงานทางการไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นมันผลไม้ตรงตัวเกินไป เดี๋ยวจะทำให้หิวกันเสียก่อน นอกนั้นยามชิลล์ๆ สบายๆ หรือออกกิจกรรมกลางแจ้งทั่วไปก็ใส่ได้เลย เพียงแต่ว่าถ้าจะใส่ไปออกกำลังกาย เดี๋ยวจะหิวอีกเช่นกัน พาลเดินเข้ากินข้าวเหนียวมะม่วงแถวไหนไปเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่สบายๆ ลั่นล้าดมกลิ่นมะม่วงยาวไปแบบอยู่กับแฟน เดินเล่นชิลล์ๆ หรือช้อปปิ้งจะดีกว่าที่จะใส่ไปท่องราตรี เพราะกลิ่นมันเบาไป แม้จะหอมมะม่วงแค่ไหน ถ้าเจอตัวอื่นที่หนักและหวานกว่าโชยมา ก็โดนชาวบ้านกลบหมดอยู่ดี 

ความทน - เพราะกลิ่นมันโทนเดียวด้วยส่วนหนึ่ง แม้จะเป็น EDT ก็ตาม ความทนจะอยู่ที่ไม่เกิน 4 ชม. จากการฉีดที่ผิวเป็นสำคัญ แต่กลิ่นสามารถทนไปได้มากกว่านี้ ถ้าฉีดที่เสื้อผ้าที่สวมใส่ด้วย ซึ่งความทนที่เจอลากไปที่ 8 ชม. โดยกลิ่นที่ติดเสื้อรุมๆ เบาๆ ได้เลยดีทีเดียว 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวให้คนใส่ได้กลิ่นมะม่วงเต็มๆ คนรอบข้างอาจจะได้เบาๆ ก่อนจะเป็น Skin Scent ชัดเจนแบบยาวไป ที่พอร่างกายขยับก็จะตีขึ้นมาให้รับรู้ได้

ทิ้งท้าย - ถ้ามองในแง่ของกลิ่นมะม่วงที่ธรรมชาติ เหมือนเราได้กลิ่นมะม่วงสุกเวลาที่ดมจากลูกหรือกินในปากนั้น อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกลิ่นมะม่วงแบบน้ำผลไม้หรือไซรัปข้นๆ ที่เป็นเหมือนซอสมะม่วง หรือน้ำมะม่วงเข้มข้น 100% ก่อนมาเจือจางอันนี้เรียกว่าได้อยู่ และกลิ่นแบบนี้ใครได้กลิ่นก็ทักว่ามะม่วงทุกคนแน่นอน และขวดจะมี 2 แบบคือฝาอะลูมิเนียม ที่จะเขียนว่า Mango/Mangue กับฝาดำที่จะเขียนว่า Mango อย่างเดียว ซึ่งกลิ่นเดียวกัน เพียงแต่วางขายคนละโซนประเทศเท่านั้นเอง 

หมายเหตุ: 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://assets.thebodyshop.com/medias/mango-eau-de-toilette-4-640x640.jpg?context=product-images/h0c/h70/11152099606558/mango-eau-de-toilette_4-640x640.jpg

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Parfums de Marly – Herod

Parfums de Marly – Herod

วนไปเวียนมาแบบว่าจะเอาดีไม่เอาดีมาหลายครั้งแม้ว่าจะได้ยินชื่อเสียงมานานว่าน้ำหอมแบรนด์ Parfums de Marly มีความเด็ดดวงและเป็นแบรนด์ที่ทำน้ำหอมเพื่อสดุดีถึงยุคสมัยที่รุ่งเรืองช่วงศตวรรษที่ 18 รวมถึงเพื่อระลึกถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน แต่ก็ข้ามมาตลอด จนเมื่อได้รับการแบ่งปันมาเพื่อที่จะให้พิสูจน์ว่ามันดีแค่ไหนกับรุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งน้ำหอมกลิ่นยาสูบที่ทำได้ดีมากเลยทีเดียว ก็จัดให้หนำจนได้รู้ว่า

Herod จะเปิดตัวที่ความเป็นยาสูบแบบให้สัมผัสได้แต่ยังไม่ถึงกับเด่นทะลุแป้งออกมานัก เพราะจะชูโรงที่ความเป็นอบเชยซึ่งจะไม่ได้มาหนักเกินไปแบบผงอบเชยที่จะฟุ้งออกมายามเราเอามาโรยขนมหรือสูดดมโดยตรง กลิ่นจะมีความหวานอุ่นแบบโปร่งๆ เพราะมีพริกไทยมาทำให้กลิ่ยมันโปร่งมากขึ้นโดยที่ไม่ได้ถึงกับทำให้คมมาก จนเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางกลิ่นอายของยาสูบจะเริ่มเป็นพระเอกแบบหวานเย้าเคล้าอบเชยที่ลดทอนความเด่นลงไปเป็นสายสนับสนุนให้ความหวานอบอุ่นกำลังดี แต่กลิ่นที่มาเสริมแบบโปร่งๆ ติดโทนพีชและดอกไม้หอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้ที่ทำให้กลิ่นมีความใสและรื่นจมูก ช่วงนี้เลยจะเป็นกลิ่นอายยาสูบหอมโปร่งอมหวานใสได้ลงตัวมาก แต่ก็จะพอสัมผัสได้ถึงความเป็นโทนธูปที่ติดสดชื่นและ Smoky จางๆ แฝงอยู่ในกลิ่นให้รู้สึกว่ามีภูมิและมีความขรึมแบบนิ่งๆ น่าค้นหา มีโทนอบอุ่นขอวานิลลาแบบเบาๆ ค่อยๆ ดันขึ้นมา และนำเข้าสู่ช่วงท้ายกับการเป็นกลิ่นอายของวานิลาที่ให้ความอบอุ่นนวลๆ ไม่หนักหน่วง เพราะจะมีกลิ่นอายหวานโปร่งเย้ายวนของยาสูบกับหอมหมื่นลี้ที่ผสมผสานความ Smoky ที่ตามมาจากช่วงกลางเป็นสายสนับสนุนลดทอนลงไปแต่ยังจับกลิ่นได้อยู่ และจะมีกลิ่นอายแบบไม้หอมแห้งๆ เป็นตัวทำให้กลิ่นมีความแมนแบบสุภาพบุรุษมีระดับอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งภาพรวม Herod จะเป็นกลิ่นอายที่มีความดีงามตามคำบอกเล่าจริงๆ เพราะกลิ่นอายจะแบ่งเป็น 3 สหายเด่นกันคนละช่วง อย่างอบเชยเป็นพระเอกช่วงต้น ยาสูบเป็นพระเอกช่วงกลาง และวานิลลาแบบไลท์เวอร์ชั่นเป็นพระเอกช่วงท้าย ซึ่ง 3 สหายนี้นอกจากจะเด่นแล้ว ยังจะผลัดกันเป็นสายสนับสนุนที่ดีให้กันแต่ช่วงต่างๆ ที่ตนเองไม่ได้เป็นตัวเด่น โดยที่จะมีกลิ่นอายอื่นๆ อย่างโทนติดพีช โทนไม้หอม และโทนโปร่งของเครื่องเทศมาเป็นตัวเสริมให้กลิ่นมีมิติที่ลงตัว ซึ่งแม้ว่าจะมาสายยาสูบแบบเดียวกับตัวดังๆ หลายๆ ตัวไม่ว่าจะเป็น Tom Ford – Tobacco Vanille, by Kilian – Back to Black, หรือ Serge Lutens – Chergui แต่ตัวนี้ถือว่าฉีกออกมาได้ดีและลงตัวสื่อคาแรคเตอร์ได้ชัดมาก ถ้าให้มองกลิ่นนี้เป็นผู้ชายหนึ่งคนก็จะมองเห็นคุณชายที่มีระดับนิ่งขรึมวางตัวดีมีออร่าความอบอุ่น หวานหอมนวล และเข้าถึงได้แบบที่เรายังคงความรู้สึกเกรงใจคนนี้อยู่เพราะออร่าความภูมิฐานและความมีระดับมันออกมาให้รับรู้ได้นั่นเอง 

เหมาะสำหรับ ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป กลิ่นเสริมบุคลิกให้ภูมิฐาน แบบที่มีความหวานโปร่งรื่นจมูกของยาสูบเป็นตัวดึงดูด โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน โดยเฉพาะงานทางการนี่เข้ากันมากมายไม่ว่าจะรับแขกบ้านแขกเมืองหรือว่าพบปะผู้คน โดยสเปรย์ตามความเหมาะสม ส่วนยามทั่วๆ ไปก็สามารถใส่ได้อยู่ เพียงแต่จะไม่เหมาะเลยกับกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายเพราะเดี๋ยวจะตีขึ้นจนจุกเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืนแน่นอนออกงานเป็นของตายเสริมลุคชัดเจน และยามโรแมนติคนี่ก็เป๊ะจริงอะไรจริง เพราะมันเอื้อให้เกิดความรู้สึกหวานอบอุ่นได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่ได้เหมาะกับการใส่ไปเต้นแร้งเต้นกาอะไรนัก เพราะกลิ่นมันจะไม่ไปกับลุครั่วๆ แบบนั้นน่ะนะ 

ความทน กลิ่นทนมากเพราะ 8 ชม. แล้วกลิ่นยังคงอยู่ไม่หนีไปไหน และจะอยู่ยาวนานเสียด้วยถ้าจำนวนสเปรย์และจุกที่ฉีดเหมาะสม โดยส่วนตัวเจอที่ไป 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ให้รู้สึกได้

การกระจาย กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวไปเรื่อยจนถึงกลางๆ ช่วงท้ายๆ ที่จะเริ่มลดเป็นออร่ารอบๆ ตัวให้มีความรู้สึกหวานหอมอบอุ่นเวลาอยู่ใกล้

ทิ้งท้าย เรียกว่าเป็นหนึ่งใน Masterpiece เลยก็ว่าได้ของ Parfums de Marly ที่ทำกลิ่นออกมาได้ดีจริงๆ และฉีกออกมาให้รู้สึกถึงความเป็นยาสูบในสไตล์ที่ภูมิฐานและหรูหราในคราวเดียวกัน คนรักกลิ่นยาสูบมีโดนตัวนี้กันได้แน่ๆ 

หมายเหตุ:
 
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://www.punmiris.com/himg/o.47060.png

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Calvin Klein - CK One Summer 2015

Calvin Klein - CK One Summer 2015 

แม้ว่า CK One เองจะมีลูกหลานแตกแยกย่อยตามมามากมายเต็มไปหมดจนปัจจุบันรวมร่างกับ CK Be จนกลายเป็น CK All ไปแล้วก็ตาม ซึ่งสดชื่นขนาดนี้ ก็ยังมีลูกสายตรงอย่างรุ่น Summer ที่จะมาจัดเต็มกันให้หนำใจรับความร้อน เสริมความสดชื่นกันให้หนำไปข้างซึ่งก็ออกมาทุกปีกันเลยทีเดียว เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสได้ลองหนึ่งในกลุ่มลูกสายตรง ก็ต้องมาบอกเล่ากันหน่อย ว่าเป็นอย่างไรบ้างกับ CK One Summer 2015 

อย่างแรกคือขวดสวยเชียว มาในลายคลื่นกระเพื่อมบนผิวน้ำได้รู้สึกสบายและและอยากได้มาครอบครองอย่างบอกไม่ถูก และแน่นอนว่าจะต้องมีความเชื่อมโยงกับ CK One ตามปกตินั่นคือ กลิ่นอายแบบ Aquatic ที่ชัดมากมายและรวมถึงกลิ่นช่วงท้ายที่จะเป็นสไตล์เดียวกันนั่นคือสะอาดและสดชื่นตามสเต็ป ซึ่งรุ่น Summer 2015 จะเปิดตัว Top Notes ที่ความเป็นโทนสดชื่นของความเป็น Citrus ที่เด่นกับความเป็นเลมอน ติดโทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่าง Gin Tonic ที่จะติดเปรี้ยวซ่าๆ กันเลย ได้ความสดชื่นกันเต็มๆ แถมได้ความเป็นจูนิเปอร์เบอร์รี่เสริมเข้ามาด้วยให้กลิ่นมีความแน่นแต่โปร่งจมูกสดชื่นกันไปข้าง เข้าทางคำว่า Summer ชัดเจน แถมมีความ Aquatic เสริมเข้ามาในเนื้อกลิ่นเรื่อยๆ จนเข้า Middle Notes พอดีกับการที่กลิ่น Gin Tonic ติดเปรี้ยวจะลดลงมาเป็นตัวสนับสนุนที่กลิ่นอายยังชัดอยู่ แต่จะผันเป็นสายสนับสนุนให้กลิ่นแตงกวาเด่นทะลุขึ้นมาจนได้ความ Aquatic เต็มมากขึ้น แจมด้วยความหวานโปร่งติดปร่านิดๆ บางๆ ของขิงที่มาเสริมทัพ กลิ่นในช่วงนี้เรียกว่าชิลล์ๆ สดชื่น มีความบางใส ได้อารมณ์แนวๆ Polo Blue ที่มีความใส ซึ่งกลิ่นนี้จะลากยาวไปยัง Base Notes ให้ความสดชื่นในเนื้อกลิ่นอยู่ แต่จะเบาลงไปเป็นสายสนับสนุนคุมโทนตามความเป็นน้ำหอมโทSummer ให้รับรู้ได้ไปตลอด โดยที่กลิ่นรองพื้นจะมี Musk และไม้หอมอ่อนๆ มาให้ความรู้สึกสะอาดนุ่ม ซึ่งมาในลักษณะเดียวกันกับ CK One รุ่นปกติ ที่ใส่กลิ่นสดชื่นแบบค็อกเทลแอลกอฮอล์ลงไปนั่นเอง 

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศเลย กลิ่นเข้าถึงได้ง่ายมาก อารมณ์มันได้แบบจิบ Gin Tonic ใส่น้ำเลมอนลงไปแล้วชิลล์ๆ ริมพวกทะเลหรือทะเลสาบได้อยู่ เลยเหมาะกับทั้งสภาพอากาศบ้านเรา และทุกสถานการณ์ยามกลางวัน แบบทางการก็ใส่ได้ เพราะกลิ่นไม่ได้ทำร้ายใครและไม่ถึงกับลั่นล้าเกินเหตุ นอกนั้นจัดไป ยกเว้นยามกลางคืนที่ถ้าอากาศร้อนๆ หรืออยู่ริมทะเลก็ได้อยู่ แต่ถ้าเน้นใส่ไปเพื่อเรียกเรตติ้ง เกรงว่าจะเบ๊าเบาจนหายต๋อมน่ะสิ 

ความทน - เพราะมาสาย Citrus Aromatic แถมเป็นน้ำหอม Summer เช่นนั้นความทนถือว่ากำลังดี ระหว่าง 4-6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะน้อยกว่านั้น อิงที่จำนวนสเปรย์และจุดที่ฉีด ส่วนตัวเจอที่ 6 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 7 สเปรย์และอยู่ในห้องแอร์ตลอด  

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น เรียกว่า Sparkling กันเลยในตอนต้นสดชื่นแบบไม่เกินกว่าเหตุด้วย แล้วจะลดลงมาแบบออร่ารอบๆ ตัว แล้วเป็น Skin Scent ติดผิวในช่วงท้าย 

ทิ้งท้าย - เรียกว่าถ้าไม่สนเรื่องความซับซ้อนของกลิ่นอะไรมาก เน้นสดชื่นแบบไม่คมจัดๆ และชอบกลิ่น Aquatic ยังไงก็ผ่าน อย. ด้านกลิ่นได้สบาย แถมด้วยเอาความดีงามของต้นตระกูลมาในระดับหนึ่ง จนต้องให้ตำแหน่งนี้เลย#ของดีเทคนิคไม่ต้อง 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - https://fimgs.net/images/secundar/o.32185.jpg

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Review: Sonoma Scent Studio - Incense Pure

Sonoma Scent Studio - Incense Pure 

เมื่อเป็นแบรนด์ที่เรียกว่า Rare Items กันน่าดูชมแถมคุณภาพจัดเต็มขนาดนี้ การได้มาเป็นเรื่องที่เรียกว่าไม่ง่าย และพอได้มาหลังจากซึมซับกันเต็มๆ ไปแล้วกับรุ่นที่บอกถึงความเป็นสวนท่ามกลางต้นมะเดื่อฝรั่งอย่าง Fig Tree ก็ได้เวลาของรุ่นอื่นๆ ของ Sonoma Scent Studio กันบ้าง และคราวนี้ขอมาสาย Smoky กันหน่อย ซึ่งเป็นกลิ่นที่เรียกว่ายอดนิยมมากของแบรนด์นี้ เช่นนั้นกลิ่นจะเป็นอย่างไรต้องพิสูจน์กัน นั่นคือ Incense Pure 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย - Incense Pure เป็นรุ่นที่มีการปรับปรุงจากรุ่นที่เลิกผลิตไปอย่าง Encens Tranquille ของแบรนด์นี้เพราะมีส่วนผสมต้องห้าม เรียกว่า เสียดาย แต่ก็ยังมีเรื่องดีเกิดขึ้นมาแทนเพราะกลิ่นถือว่าสื่อสารเอกลักษณ์ได้อย่างดีมาก เพราะ

ธูปกันเต็มๆ ไล่เรียงความรู้สึกของการเป็นธูปไม้หอมที่สื่อสารถึงความสว่างเสียมาก ไม่ได้มาสายดาร์ก ดำดิ่ง ขรึมขลัง จนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเข้าถึงเสียขนาดนั้น โดยกลิ่นหลักของตัวนี้ที่จะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจบคือ Frankincense ที่เป็นยางไม้ในมีลักษณะติดเปรี้ยวสดชื่นที่จะได้ความรู้สึกสว่างกลั้วสดชื่น แต่จะมีความนิ่งสงบแทรกซึมไปด้วยตลอด ซึ่งเปิดต้นทางจะมีกลิ่นอายสมุนไพรซ่าๆ ของโสมตังกุยวาบเข้ามาผสมผสานกับ Frankincense ที่จะได้กลิ่นโทนธูปที่สดชื่น และมีกลิ่นอายแบบติด Smoky กำลังดี ไม่ได้เข้มจัดของโทน Amber ให้รู้สึกได้ แล้วพอเข้าช่วงกลางความเป็น Incense จะเริ่มมีโทนสะอาดโปร่งของพริกไทยมาเจือ และมีกลิ่นยางไม้ที่ออกทางขรึมๆ แทรกเข้ามาอย่าง Myrrh แต่จะไม่ได้มาแบบแย่งซีนมากนัก และมีกลิ่นอายติดแป้งอับๆ อย่างหัว Orris มาให้ความเป็นโทนแป้งกำลังดีเสริมความเป็น Incense แบบให้โทนสว่างกลั้วความรู้สึกนิ่งสงบตีคู่ให้กลิ่นมีภูมิมากขึ้นกลิ่นจะไม่ได้ถึงกับเต็มเหนี่ยวเกินไปและมีความเป็นกลิ่นอายตามธรรมชาติได้ดีเลยทีเดียว ก่อนที่จะเริ่มมีความอบอุ่นในเนื้อกลิ่นเข้ามาผสมผสานเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่หนัก นำไปสู่ช่วงท้ายที่ความเป็นไม้จันทน์หอมนวลๆ เด่น ซึ่งมาเสริมให้มีความเป็นโทนไม้หอมติด Incense มากขึ้นและมีไม้ซีดาร์รับช่วงต่อความขรึมกำลังดี กลิ่นจะเป็นธูปไม้หอมที่ติดเปรี้ยวหน่อยๆ ที่สำคัญจะมีกลิ่นสนับสนุนอย่างพิมเสนที่ไม่ดิบห้ามจัดๆ มีความเขียวติดดินกำลังดีมาเจือและมีความสากจางๆ จาก Oak Moss ที่เสริมเข้ามาให้ความมีระดับในเนื้อกลิ่นที่เป็นธรรมชาติอยู่เป็นทุนเดิมเข้าไปอีก ทั้งหมดทั้งมวลกลิ่นนี้จะให้ความรู้สึกแบบ Frankincense ที่มีความสดชื่น สว่าง สงบ และอบอุ่นจางๆ กำลังดี แบบไม่หนักหน่วงแต่ประการใด แถมมีความรื่นจมูกทั้งๆ ที่กลิ่นชัด ตามด้วยความขรึมแบบโปร่งได้เป็นอย่างดี 

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นนี้ได้หมดทุกเพศ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องเป็นคนชอบโทน Incense หรือธูปกันหน่อย จะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและฟินกับความเป็น Incense เต็มๆ ของตัวนี้ ซึ่งกลิ่นมาสายมีภูมิและภูมิฐานแบบสว่างและสงบ จึงสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ยิ่งออกงานทางการกลิ่นยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือแบบไม่มีความดาร์กให้เสียเวลา นอกนั้นถ้าใส่แบบทั่วๆ ไปก็จัดได้ กลิ่นให้ความรู้สึกสงบแกมสดชื่นขรึมๆ ได้ดี แต่งดใส่เพื่อออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งจะดีที่สุดยกเว้นจะเดินจงกลมหรือนั่งสมาธิแบบไม่ได้รับศีล 8 อันนี้ช่วยให้สงบผ่อนคลายได้ ส่วนยามค่ำคืนใส่ได้เลย สบายมาก เพียงแต่ออกแนวใส่เพื่อให้ความอะโรม่ากับตัวเองจะดีกว่าใส่ไปท่องราตรี เพราะจะมีคนทักแน่ๆ ว่า แกได้กลิ่นธูปไหมอ่ะ 

ความทน - กลิ่นทนมากกกกก เรียกว่าอึดถึกกันสุดๆ กับ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ แถมติดเสื้อดีมาก ซักแล้วกลิ่นยังอยู่จางๆ กับเสื้ออยู่เลย 

การกระจาย - กลิ่นกระจายกำลังดี ไม่ได้ถึงกับหนักหน่วงจนเป็นลานจุดธูปไหว้พระเดินได้ มีความรู้สึกแบบกลิ่นอายโปร่งสว่างเรื่อยๆ กระจายดีในช่วงต้น ก่อนจะลดลงมากระจายปานกลาง แล้วค่อยเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป 

ทิ้งท้าย - มีคนทักเรียบร้อยว่า ได้กลิ่นธูปไหมมาเบาๆ บอกไม่ถูก 5555555555 น้ำหอมหนูเองฮ่ะ แต่มันหอมมากตรงที่มันไม่ใช่ธูปแบบทั่วไป มันมีความสดชื่น ความนวล ความรื่นไหล และความสงบสว่างเจอไปตลอดนี่แหละ ของเขาดีจริงๆ 

หมายเหตุ: 

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ไม่เช่นนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ 

Credit ภาพ - http://3.bp.blogspot.com/_kZ-NdSRhKmo/S9Uq11qwCFI/AAAAAAAABAY/0PMEvPFIizY/s1600/IncensePure.jpg