วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Review: Parallax Olfactory - Nimbis

Parallax Olfactory - Nimbis

เมื่อการประกาศรางวัล The Art & Olfaction Awards ประจำปี 2020 เปิดเผยหนึ่งในกลิ่นที่ได้รับรางวัลในสาย Artisan Category คือ Nimbis ของแบรนด์ Parallax Olfactory เรียกว่าจากเดิมที่มีการประกาศเป็น Finalist ก็ทำให้แบรนด์ Niche ที่เปิดตัวในปี 2019 แบรนดนี้ได้รับความสนใจแล้ว ก็ยิ่งสร้างความน่าสนใจเข้าไปอีกว่าเนื้อกลิ่นจะเป็นอย่างไรที่ทำให้ได้รางวัลที่เรียกว่าทรงเกียรติรางวัลนี้ไปครองในปีนั้น

แต่ก่อนจะมาว่ากันในเรื่องกลิ่น มาว่ากันเรื่องแบรนด์กันซักหน่อย ซึ่ง Parallax Olfactory ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในร่มไม้ชายคาของ Perfume House อย่าง Capsule Parfumerie ที่สร้างสรรค์น้ำหอมแนว Handmade มาตั้งแต่ปี 2012 โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Mike และ Linda Sivrican ที่ร่วมกันสร้างแบรนด์ขึ้นมา ซึ่ง Linda เองก็เป็นสุคนธกรหลักของแบรนด์นี้เต็มตัวเสียด้วย และ Nimbis กับคำจำกัดความทางกลิ่นที่บอกถึง The Scent of Falling Meteors ก็เป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์

อย่างแรกก่อนที่จะมาว่ากันในเรื่องกลิ่นต้องมา Set up ตัว Concept กันก่อนว่า The Scent of Falling Meteors หรือกลิ่นของดาวตกนั้น จะมาจากจินตนาการตามภาพดาวตกที่มีรังสีหรือไอพลังงานเป็นสีออกน้ำเงินม่วงรายล้อม เลยทำให้เนื้อกลิ่นนี้จะมาในโทนสีออกม่วงตั้งแต่ต้นยันจบ และกลิ่นที่สร้างความเป็นสีม่วงได้ดีมากๆ นั่นก็คือ Violet และ Iris แต่ถ้าว่ากันจริงๆ คงต้องยกให้กลิ่นนี้เป็น Scent of Violet มากกว่า เพราะว่า

Violet จะมาในทุกภาคส่วนและทุกความรู้สึกให้จับต้องได้เลย และอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไล่เรียงจากจุดเรื่องต้นนั่นคือ ใบ Violet ที่จะให้ความเป็นโทนออกทาง Aquatic แกมเขียวหน่อยๆ และมีกลิ่นแนวแตงกวาสนับสนุนให้เนื้อกลิ่นมีความชื้นเขียว ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความกึ่งๆ แร่ธาตุ Mineral แกม Metallic นิดๆ ให้สัมผัสได้ โดยที่ไม่ได้อัดความเขียวเข้มจนเกือบจะเป็นใบบัวบกอัดเข้ามาเกินกว่าเหตุ เรียกว่าเปิดมาให้ความสมดุลย์แบบกำลังดีในระหว่างความเป็นโทนชื้นๆ แกมเขียวและ Aquatic คาบเกี่ยวความเป็น Ozonic ที่สามารถตกคนที่ชอบกลิ่นแนวนี้ได้เลย

การปรับตัวเข้าสู่ช่วงกลางจะเริ่มลดบทบาทของใบ Violet ลงมาสู่การเป็นดอก Violet เต็มตัวที่จะให้ความเป็นโทนแป้งกึ่งหวานโปร่งๆ แกมเขียวนิดๆ มีความหอมนวลๆ ละมุนๆ ติดชื้นๆ ที่ตามมาจากช่วงแรก และแน่นอนว่ามี Iris เข้ามาเสริมให้ความเป็นโทนแป้งมีความเด่นชัดมากขึ้น แต่ไม่ได้หนักเกินไปให้อารมณ์กึ่งแป้งกึ่งดอกไม้ที่เบาๆ กำลังดี เนื้อกลิ่นให้โทนสีม่วงละมุนๆ ให้จับต้องได้โดยมีความหวานโปร่งๆ คลออยู่ตลอด รวมถึงแอบจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนดอกไม้แนวดอกไม้ขาวเบาๆ หรือใกล้เคียงกลิ่นแนวกระดังงาอยู่ให้รู้สึกได้ด้วย ซึ่งเข้ากันได้ดีอยู่แล้วกับโทนแป้งมีม่วงละมุนๆ ที่มี Violet เป็นตัวตั้งแบบนี้

ช่วงท้ายจะให้อารมณ์กลิ่นแบบแป้ง Violet อ่อนๆ ที่มีความเป็นกลิ่นออกทางแร่ธาตุติดหินๆ และมีโทน Musk เข้ามาเสริม ซึ่งเนื้อกลิ่นมีความกลางๆ ซ่อนกลิ่นแนวสร้างความแตกต่างเนียนๆ ในมิติที่จะจับต้องได้ คือ แป้งฝุ่นที่มีกลิ่นแนวผงหินหน่อยๆ แต่มีความนุ่มนวลสัมผัสเนียนๆ แบบที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ยังคงให้ความเป็นโทรสีม่วงในเนื้อกลิ่นอยู่ และที่สำคัญสรุปง่ายๆ ตั้งแต่ต้นยันจบเลยว่า กลิ่นมาสาย Minimal อย่างแท้จริง

เหมาะสำหรับ - Unisex แต่จะค่อนไปทางผู้หญิงมากกว่าหน่อยนึง แต่เอาจริงๆ ไม่ได้เป็นนัยยะสำคัญอะไรมาก เพราะกลิ่นแบบนี้ผู้ชายก็ใช้งานได้สบายๆ ซึ่งเข้ากับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่ออกกำลังกายก็ได้ เพราะกลิ่นไม่ได้จัดจ้านอะไรมากอยู่เป็นทุนเดิม รวมถึงใส่ยามราตรีแบบสบายๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าจะใส่ไปปล่อยของปล่อยพลังยามค่ำคืนเกรงว่าจะไม่ตอบโจทย์นัก

ความทน - 4 - 6 ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับสภาพผิวผู้ใช้และจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งฉีดเสื้อที่สวมด้วยเถอะ กลิ่นจะทนขึ้น

การกระจาย - กลิ่นมาสายที่เรียกว่า Safe Scent ก็ย่อมได้ เพราะไม่ได้กระจายจัดจ้านหนักหน่วง แต่จะมาแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ซึ่งแรกๆ จะกระจายกลางๆ ก่อน แล้วจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว จนเป็น Skin Scent ในที่สุด 

สรุป - ต้องยอมรับอย่างนึงว่าเนื้อกลิ่นมีความสวยและสมดุลย์ในตัวสูงในการสร้างความมินิมัลเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่ก็มี Hint ความเก๋แฝงให้พอรู้สึกได้ และตัวเด่นอย่าง Violet ทำหน้าที่ได้ดีมากและสุคนธกรดึงเอาด้านดีของไวโอเล็ตมานำเสนอได้ครบถ้วนจริงๆ ติดอยู่แค่ 2 เรื่อง คือ ความทนและการกระจายนี่แหละ 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fieldandflorist.com/fragrance/parallax-olfactory-nimbis

 

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Review: Jovan - Platinum Musk

Jovan - Platinum Musk

หนึ่งในแบรนด์น้ำหอมที่มีดีและคุ้มค่ากับความย่อมเยาว์ของราคาที่ตอบโจทย์ชัดเจนว่าน้ำหอมที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง เพียงแค่ตอบโจทย์การใช้งานที่ยังไงก็รอดทางกลิ่นและมีเสน่ห์ไปในตัวก็เรียกว่าครบเครื่องได้ และที่สำคัญอยู่ยงคงกระพันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1972 จนถึงปัจจุบัน โดยยังคง Concept - Down to Earth ได้อย่างครบถ้วน นั่นก็คือ Jovan

และจากหนึ่งในกลิ่นที่อยู่ยั้งยืนยงมาอย่างยาวนานอย่าง Jovan - Musk for Men จากเดิมที่มีลูกหลายแยกย้ายกันไป ไม่ว่าจะเป็น White Musk, Black Musk, Tropical Musk และอื่นๆ ก็ได้เวลาของการมาต่อยอดความเป็น Musk แบบเดิมมาสู่แนวทางใหม่ๆ โดยก็ยังคงความเป็น Concept ของแบรนด์อย่างชัดเจน และกลิ่นนั่นก็คือ Platinum Musk ที่เป็นการต่อยอดตรงๆ จาก Note กลิ่นในสไตล์เดียวกันกับต้นฉบับเพียงแต่ปรับโทนให้มีความ Modern มากขึ้น เนื้อกลิ่นจะเป็นอย่างไร มากันได้ตามนี้

กลิ่นเปิดให้อารมณ์ชัดเจแบบเนื้อกลิ่นสไตล์ที่มีความแมนๆ ติดอวลๆ คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นโทน Bad Boy ก็ได้ หรือจะแมนๆ เท่ห์ๆ ก็ได้จากการผสมผสานระหว่างโทน Citrus ที่น่าจะมาจากเลมอนเป็นหลัก โดยมีลูกเอื้อนของกลิ่นโทนพริกไทยและออกทางเขียวเผ็ดแบบกานพลูที่โปร่งๆ นวลๆ หน่อยๆ ที่เป็นลักษณะของดอกคาร์เนชั่น เสริมด้วยกลิ่นที่รองให้เกิดความอวลอย่างลาเวนเดอร์ผสานกับเครื่องเทศซึ่งน่าจะมีกระวานอยู่ในนั้น + กับโทนกลิ่นที่มีความอบอุ่นแฝงชัดเจนจากแอมเบอร์ เรียกว่าเปิดมาก็นี่แหละน้ำหอมผู้ชายแมนๆ อวลๆ ที่ใช้ง่าย เข้าถึงง่าย และเอาตัวรอดทางด้านกลิ่นได้สบายๆ เพราะเป็นกลิ่นสไตล์มหาชนยินดีต้อนรับชัดเจน

ช่วงกลางยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ ถึงกลิ่นอายแมนๆ อวลๆ ที่ให้ความเย้ายวนก็ได้ ให้ความเท่ห์แมนๆ ก็ดี และให้ความอบอุ่นกำลังดีก็เหมาะ เพราะเนื้อกลิ่นจะมาแบบ 4 เกลอประสานคือ Citrus ลาเวนเดอร์ เครื่องเทศ และแอมเบอร์ที่ทำให้กลิ่นมีความอวลแมนแบบติดเปรี้ยวหอมของเลมอนแกมเย้าอวลของกระวาน ที่มีลาเวนเดอร์มาตัดทอนให้มีความนวลอวลๆ คลอ และมีความอบอุ่นล้อมกรอบเนื้อกลิ่นไว้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงไปตรงมามาก กลิ่นแมนๆ อบอุ่นเย้าๆ กำลังดี แต่ความดีของกลิ่นนี้คือ ไม่ได้ไปสายกลิ่น Bad Boy หนักๆ ที่แผ่ไพศาล เพราะนอกจากพื้นฐานเป็น EDC อยู่เดิม ก็ยังมีตัวเอกของแบรนด์อย่าง Musk มากล่อมให้กลิ่นนุ่มขึ้นนั่นเอง

เมื่อ Musk เริ่มเทคโอเวอร์ความชัดเจนของกลิ่นก็จะเริ่มลดทอนความแมนๆ ลงมาเป็นกลิ่นอายนุ่มๆ อบอุ่นมากขึ้น ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายที่เริ่มจะเป็นกลิ่นอาย Musk แกมไม้หอมโปร่งๆ แบบไม้ซีดาร์ กับโทนอบอุ่นของแอมเบอร์ที่ตามมาจากช่วงกลางแบบกำลังดี คลอๆ รุมๆ ผิว ซึ่งแน่นอนว่ายังมีกลิ่นแบบโทนสะอาดนุ่มๆ แบบ Musk ให้จับต้องได้แบบเบาๆ ตีขึ้นมาอ่อนๆ อยู่ให้รู้สึกได้ ทำให้ภาพรวมช่วงท้ายเป็นกลิ่นโทนสะอาดแกมอบอุ่นที่มีความหอมติดไม้หอมแกมหวานเย้าเครื่องเทศเบาๆ ไปตลอด

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศ วัยตั้งแต่เรียน ม.ปลายเป็นต้นไปก็สามารถใช้งานกลิ่นนี้ได้สบายมาก ได้หมดทั้งในทางการหรือทั่วๆ ไป เป็นกลิ่นที่อาจจะไม่ได้ว้าวใจสาย Niche แปลกไม่เหมือนชาวบ้าน แต่เข้าถึงมหาชนได้ง่ายมาก ซึ่งจัดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพียงแต่ถ้าใช้ยามราตรีอาจจะต้องเพิ่มสเปรย์หน่อย และกลิ่นกลิ่นอาจจะไม่ได้ทนจัดจ้านเทียบเท่ากลิ่น EDT แน่นๆ ต่างๆ เท่าไหร่ ก็ EDC น่ะนะ 

ความทน - อยู่ที่ประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง ซึ่งส่วนตัวก็เจอราวๆ นี้เสมอ และบางครั้งยาวไปถึง 12 - 15 ชม. ก็มีบ้าง เพราะกลิ่นค่อนข้างติดเสื้อผ้าที่สวมและรุมๆ ที่ผิวแบบผิวกายหอมติดหวานแกมไม้นุ่มเบาๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนแรก แล้วจะผ่อนไปปานกลางราวๆ 1 - 2 ชั่วโมง แล้วก็จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงราวๆ 4 - 5 ชั่วโมงก็เริ่มเป็น Skin Scent

สรุป - กลิ่นเป็นโทนมหาชนนิยมแบบยาสามัญประจำบ้านที่ได้กลิ่นแล้ว ใช่เลย น้ำหอมผู้ชายอวลๆ เย้าๆ เท่ห์ๆ ที่ทำให้เกิดความคุ้นเคยได้ไม่ยาก ไม่ได้มีลักษณะแบบร่วมสมัยที่แฝงสมุนไพร Vintage อะไร ซึ่งตรงๆ บอกเลยว่านี่คือ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง และเป็นน้ำหอมที่เอาตัวรอดด้านกลิ่นได้สบายในการเป็นกลิ่นอายแบบผู้ชายเท่ห์ๆ อวลๆ แบบไม่ปล่อยพลังเกินกว่าเหตุ 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.walmart.com/ip/Jovan-Musk-Duo-Platinum-Musk-Mens-Cologne-Spray-3-oz-and-Black-Musk-Women-s-Cologne-Concentrate-Spray-3-25-oz/287976261

 

วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Review: Jacques Bogart - Silver Scent Pure

Jacques Bogart - Silver Scent Pure

สำหรับ Silver Scent ถือเป็นหนึ่งใน Collection ที่ได้รับความนิยมมาอย่างสม่ำเสมอในการนำเสนอกลิ่นอายสายดอกส้ม (Orange Blossom) มีเสน่ห์ที่ดึงดูดอย่างมีชั้นเชิงมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2006 ที่มีรุ่นต่อยอดมาอย่างต่อเนื่องและคุมโทนการนำเสนอกลิ่นอายดอกส้มที่เป็น Signature Scent ของสายนี้ได้ดีเสมอต้นเสมอปลาย

แต่เพราะว่าความเป็น Silver Scent พื้นฐานของกลิ่นค่อนข้างจะมีความเมโทรสูง โดยหลายๆ รุ่นที่ต่อยอดออกมาใน Collection ก็จะมาในเฉดของความเมโทรที่แตกต่างกันออกไปซึ่งอาจจะมีทั้งเซ็กซี่มากขึ้น เจ้าสำราญมากขึ้น หรืออวลชัดจัดเต็มมากขึ้น แต่มีอยู่หนึ่งรุ่นที่เริ่มฉีกความเป็นกลิ่นแนวเมโทรมาสู่การเป็นโทนสดชื่นแทน โดยยังคงกลิ่นอายพื้นฐานอย่างดอกส้มอยู่เช่นเดิม เช่นนั้น มาว่ากันที่รุ่นที่ฉีกมาสายสดชื่นดีกว่า ว่าจะออกมามีเนื้อกลิ่นอย่างไรบ้างกับ Silver Scent Pure

เพียงแค่กลิ่นเปิดจากใจคนที่เคยใช้ Silver Scent เป็นประจำ ถึงกับ เออ! ใช่เลย นี่แหละความเป็น Signature ของ Silver Scent กับดอกส้มที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานบางๆ แต่มีความเปรี้ยวอมหวานยั่วๆ ให้รับรู้ แต่สิ่งที่เสริมนี่สิที่ทำให้กลิ่นแม้อยู่ในกรอบของการเป็นดอกส้มสไตล์ Silver Scent เดิม แต่เพิ่มเติมคือความสดชื่นที่มีความแน่นพอสมควรจากการผสมผสานระหว่างโทนกึ่งเปรี้ยวหอมของแอปเปิ้ลเขียวที่ให้ความเป็นฟรุตตี้ชัดๆ ในเนื้อกลิ่นสอดรับกับดอกส้มแทนที่ลิ้นจี่ในรุ่น Original เสริมด้วยความเปรี้ยวแกมขมของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) และสำคัญมากเลยคือกลิ่นของเพพเพอร์มินต์ที่ทำให้มีความเขียวเผ็ดที่มีน้ำหนักเข้ามาทำให้กลิ่นมีสไตล์แมนๆ ชัดเจน ทำให้ภาพรวมช่วงต้นกลายเป็น Silver Scent ในรูปแบบที่สดชื่นแมนๆ อย่างชัดเจนมาก

กลายเข้าสู่ช่วงกลางคือการกลับไปสู่การเป็น Silver Scent แบบแบบที่คุ้นเคยในการเป็นดอกส้มที่มีความเปรี้ยวอมหวานยั่วๆ แกมอวลนวลของลาเวนเดอร์มาเสริมน้ำหนักของเนื้อกลิ่น โดยมีสายเครื่องเทศตัวเย้าต่างๆ อย่างกระวานที่มาให้ความหวานกับกลิ่นแนวสมุนไพรปร่าๆ ของโรสแมรี่ เกลาให้กลิ่นมีความกลมกล่อมมากขึ้นด้วย แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นเพพเพอร์มินต์กับแอปเปิ้ลเขียวที่ตามมาแบบกำลังดี ทำให้ช่วงนี้แม้จะเป็น Silver Scent ก็จริง แต่มีความสดชื่นประปรายให้รับรู้ได้ และทำให้เนื้อกลิ่นมีความสว่างและสะอาดนวลๆ ไม่ได้เมโทรอย่างมีสไตล์แบบต้นตระกูล

ก่อนจะเข้าช่วงท้าย สิ่งที่เสริมมาค่อนข้างชัดมากนั่นคือความเป็น Musk กับไม้หอมที่ให้ความดาร์กนิดๆ ที่เสริมให้เนื้อกลิ่นยังคงความแมนอยู่ ซึ่งแอบจับต้องได้ว่ามีกลิ่นติดหญ้าแห้งแกมขมอัลมอนด์ที่เสริมอยู่ ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นถั่วตองก้า ทำให้กลิ่นปูทางเข้าสู่ความอวลโดยที่มีดอกส้มเป็นตัวหลักอยู่เช่นเดิม แต่เพิ่มเติมความปร่าระเรื่อพิมเสนที่เข้ามาทำให้กลิ่นมีความหวานระเรื่ออ่อนๆ ฉาบหน้าความอวลกึ่งไม้กึ่ง Musk ที่อบอุ่นก็ได้ สะอาดนวลก็ดี มีความทันสมัยแบบไม่ได้โฉ่งฉ่างก็เหมาะ แต่แน่นอนว่าเพราะความหอมเปรี้ยวอมหวานนวลของดอกส้มที่แทรกตัวลงไปใน Musk ทำให้กลิ่นยังมีความเย้าๆ แกมสว่างให้จับต้องได้อยู่ตลอดเป็นการปิดท้ายกันยาวๆ ไปบนผิว

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใช้งานกลิ่นนี้ได้ เพียงแต่อย่างน้อยต้องผ่านน้ำหอมแนวดอกส้มแบบ Orange Blossom ที่เริ่มเข้าโทนดอกไม้ขาวมาบ้างจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งกลิ่นเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกาย แนะนำเบามือจะดีที่สุด เพราะกลิ่นทรงพลังอยูู่พอตัว ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่าใส่ไปชิลล์ๆ ออกงาน หรือท่องราตรีได้สบายมาก เพียงแต่ว่ามันจะมาสายสดชื่นมากกว่าจะเย้ายวนโต้งๆ ก็เท่านั้นเอง

ความทน - จัดจ้านในย่านนี้ เพราะว่ากลิ่นทนดีงามมากกับพื้นฐานที่ 8 - 12 ชม. เป็นเรื่องปกติที่เจอในการใช้งาน และลากยาวไปมากกว่านั้นอีก เพราะเจอถึง 15 ชม. จนอาบน้ำนอนกลิ่นก็ยังติดผิวอ่อนๆ อยู่เลย เช่นนั้นหายห่วงในเรื่องนี้

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น และค่อนข้างลากยาวไปราวๆ 1 ชม. ถึงลดลงมากระจายดีคงตัวกันยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 4 จึงลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 8 ก็จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว ก่อนจะลดลงไปตามลำดับตามแต่ละสภาพผิวกายผู้ใช้

สรุป - แน่นอนว่ามีความเป็นดอกส้มที่ดีงามในแบบ Silver Scent ต้นตระกูล แต่เพิ่มความสดชื่นสว่างแมนๆ เข้าไป ทำให้เนื้อกลิ่นฉีกออกมาเป็นสายสดชื่นที่มีเสน่ห์แกมสะอาดได้ดี เช่นนั้นถือว่าเป็นรุ่นที่ต่อยอดออกมาได้ครบเครื่องในการใช้งานและไม่ทิ้งลายความเมโทรทางกลิ่นแต่อย่างใด

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://makeup.uk/product/345911/

 

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Review: Trussardi - The Black Rose

Trussardi - The Black Rose

เพราะว่าแบรนด์ต่างๆ ก็ต่างมุ่งสู่การเจาะตลาดฝั่งตะวันออกกลางกันมาตั้งแต่ช่วงปี 2005 ที่ทยอยๆ ปล่อยน้ำหอมเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานในโซนนั้นที่ถือว่าเป็นกลุ่มที่ต้องมีน้ำหอมในชีวิตประจำวันกันเลยทีเดียว รวมถึงเป็นตลาดที่ใหม่ในช่วงเวลานั้นอีกด้วยสำหรับ Designer Brand ซึ่งเมื่อแต่ละแบรนด์เริ่มทำตลาดได้ดี มีหรือที่แบรนด์อื่นๆ จะไม่เข้าไปแชร์ส่วนแบ่งการตลาด และหนึ่งในนั้นก็มีแบรนด์สายยีนส์ชั่วดังอย่าง Trussardi ที่เข้าไปร่วมกับเขาด้วย

และแน่นอนว่าการปล่อยของเพื่อเจาะตลาดฝั่งนั้นจะทำแบบทั่วไปไม่ได้ จึงได้เกิด Exclusive Collection ขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2016 จนตอนนี้หยุดที่ปี 2018 กับ 3 กลิ่น ที่มีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไปในการชูโรง Concept เช่นนั้น เลยขอซักหน่อยกับการได้ลอง 1 ใน Collection นี้ที่มานำเสนอกลิ่นกุหลาบแบบ Unisex ให้ได้ลอง ซึ่งนั่นก็คือ The Black Rose (ส่วนกลิ่นอื่นไว้มีโอกาสค่อยว่ากัน)

กุหลาบจะเป็นศูนย์กลางของกลิ่นที่อยู่กันตั้งแต่ต้นยันจบแบบเป็นตัวเมนและตัวตึงในด้านดีกันอย่างชัดเจน ซึ่งกุหลาบที่ทำหน้าที่หลักในการนำเสนอกลิ่นนั่นก็คือ Taif Rose ที่เนื้อกลิ่นจะไม่ได้จัดจ้านในความเป็นกุหลาบจ๋าสไตล์ Classic แต่จะมาในแบบที่มีลูกเอื้อนกลิ่นคล้ายชาที่ให้ความเบาๆ เรื่อยๆ แต่มีความชัดเจนให้รู้สึกได้ว่านี่แหละกุหลาบ เพราะตัวฐานกลิ่นของ Taif Rose จะมีความเป็นออกทางแป้งติดหวานนวลๆ อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นกุหลาบที่แตะได้ในการใช้งานในโทนกลิ่นแบบร่วมสมัยคาบเกี่ยวไปสาย Modern ได้ชัดเจนมาก ซึ่งกลิ่นเปิดจะเริ่มที่การเป็นกุหลาบกลั้วกลิ่นปร่าฝาดเผ็ดนวลของพริกไทยที่ชมพูที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีลูกเอื้อนกึ่งเครื่องเทศกึ่งสมุนไพรอ่อนๆ ที่กำลังดี และมีความขมแกมเปรี้ยวเบาๆ ของโทน Citrus แห้งๆ เบาๆ ที่สอดรับกับกลิ่นกุหลาบได้อย่างงามๆ สร้างให้กลิ่นมีความเป็นสีชมพูอ่อนๆ แกมเผ็ดพริกไทยหน่อยๆ ได้อย่างลงตัว และไม่พอยังจับต้องได้ถึงกลิ่นที่ออกทางกึ่งไม้หอมแห้งๆ ดาร์กๆ อยู่ด้วยเป็น Background ซึ่งนี่แหละที่ทำให้นึกถึงโทนสีสลับเฉดแบบ Black & Pink กันได้เลย

ช่วงกลางเรียกว่าต้องหลีกให้ตัวตึงเขาล่ะ เพราะว่ากุหลาบเฉิดฉายจริงจังมากๆ ในการนำเสนอตัวเองแบบกลิ่นกุหลาบหวานนวลระเรื่อแกมฝาดชาที่มีความปร่าเผ็ดหน่อยๆ และมีความเป็นแป้งนวลหวานอ่อนๆ รองพื้น แน่นอนนี่คือฝั่ง Pink แต่สิ่งที่สัมผัสได้มากกว่าการเป็นตัวตึงปล่อยกลิ่น นั่นคือ โทนที่สนับสนุนอยู่คือไม้หอมติดดาร์กๆ ก็เริ่มที่จะชัดขึ้นด้วยซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความอบอุ่นให้จับต้องได้ในลักษณะแบบโทนแอมเบอร์ + วานิลลาเบาๆ ที่มีความความปร่าระเรื่อของพิมเสนทำให้กลิ่นมีความหอมที่แตะโทนความร่วมสมัยระหว่างกลิ่นอายแบบ Classic ก็ได้ และร่วมสมัยก็ดี ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยังเล่นเฉดความเป็น Black & Pink อยู่ เพียงแต่จะมีความอบอุ่นและปร่าเย้าเข้ามาทำแต้มสร้างมิติในเนื้อกลิ่นมากขึ้นในการเสริมให้กุหลาบปล่อยเสน่ห์ความโรแมนติคได้อย่างเต็มที่และสร้างการรับรู้ตามชื่อกลิ่นได้เลย เพราะได้ความเป็นกุหลาบโทนสีชมพูสลับดำได้ชัดเจนมาก โดยไม่ได้หนักหน่วงหรือเข้มข้นเกินไป 

เมื่อกุหลาบเริ่มผ่อนโทนกลิ่นลงให้เนื้อกลิ่นโทนอบอุ่นที่มีวานิลลาเป็นหลักเข้ามาร่วมด้วยช่วยเป็นตัวตึง โดยมีแอมเบอร์แกมปร่าพิมเสนเสริมโทนได้อย่างพอเหมาะ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะให้อารมณ์กลิ่นที่เป็นกุหลาบหอมหวานโปร่งๆ ระเรื่อๆ แกมนวลๆ ที่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่วานิลลาแล้ว แต่มี Musk เข้ามาเสริมด้วย และที่สำคัญยังคงมีกลิ่นอายแบบไม้แห้งๆ แกมยางไม้ที่มีความดาร์กหน่อยๆ เป็นฐานกลิ่นอยู่เช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือกลิ่นมีความชัดเจนมากขึ้นทำให้จับต้องได้ถึงความอวลๆ แบบโทนไม้หอมแกมอบอุ่นแห้งๆ คล้ายสาย Amberwood ที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีความทันสมัยมากขึ้น โดยภาพรวมก็ยังคุมโทนความเป็นกุหลาบแบบ Blackpink ได้อยู่ครบถ้วนและสร้างเสน่ห์ในการใช้งานทางกลิ่นและมีชั้นเชิงด้านความหรูหรามีระดับได้อย่างลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน แม้จะมีกลิ่นอายที่จะไพล่ไปทางผู้หญิงเพราะกุหลาบอยู่บ้าง แต่ยังไงผู้ชายก็ใส่ได้ เผลอๆ สร้างความน่าค้นหาและโรแมนติคได้ดีอีกด้วย ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วไป แต่ให้ตัดการใส่แบบกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายไปได้เลย เพราะไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนเหมาะมากกับการใส่ไปแนวๆ โรแมนติคหรือว่าออกงานหรู เนื้อกลิ่นมีเสน่ห์จริงๆ แถมยิ่งเข้ากับชุดสีดำที่ทำให้ลุคดูมีความเย้ายวนน่าค้นหาได้ดีอีกด้วย

ความทน - 8 - 10 ชม. เป็นเรื่องปกติพื้นฐานของกลิ่นนี้ และสามารถไปต่อได้อีกจนถึง 15 ชม. ก็เจอเป็นประจำ

การกระจาย - กลิ่นจะมาแบบกระจายดีในช่วงต้นราวๆ 20 นาที ถึงจะผ่อนลงมาที่กระจายปานกลางไปเรื่อยๆ จนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 4 จึงลงมาคงที่กับการเป็นออร่ารอบๆ ยาวๆ จนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 10 ถึงค่อยๆ ลงมาเป็น Skin Scent เรียกว่าคุมการกระจายที่เหมาะสมได้สม่ำเสมอมาก 

สรุป - Blackpink (Rose) in your area! เนื้อกลิ่นเล่นโทนสีและความหอมที่ได้ทั้งความเป็นโทนสีชมพูของกุหลาบและโทนสีดำแบบไม่ได้หนักข้นให้ความดาร์กแบบกำลังดี ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกินได้ไม่ยากเลยกับกลิ่นนี้ และที่สำคัญเป็นกลิ่นกุหลาบผู้ชายใช้งานได้ มันเด็ดตรงนี้นี่แหละ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/news/Trussardi-The-Black-Rose-9289.html

 

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Review: Rogue Perfumery - Fougere L’Aube

Rogue Perfumery - Fougere L’Aube

เพราะเน้นส่วนผสมต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติและไม่แคร์ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการในสร้างสรรค์น้ำหอมแต่อย่างใด เลยทำให้แบรนด์ Rogue Perfumery กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมต่างๆ ในการสร้างสรรค์กลิ่นที่มีเสน่ห์และสร้างความร่วมสมัยในการใช้งานน้ำหอมโดยที่จับต้องได้ถึงคำว่า “กลิ่นจริงๆ และของจริง” มาอย่างต่อเนื่อง และทุกวันนี้ก็ยังปล่อยเสน่ห์ทางกลิ่นออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

แต่สิ่งหนึ่งคือ ส่วนตัวไม่เคยได้ลองกลิ่นอายของโทน Fougere จากแบรนด์นี้มาก่อนเลย ทั้งๆ ที่พื้นฐานเป็นคนชอบโทนเขียวแบบ Fern-Like อยู่มาก เช่นนั้นวกไปเวียนมาตัดสินใจอยู่หลายรอบ ก็ได้มีโอกาสในการได้เจอซักทีกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าไม่ธรรมดาและสร้างสรรคกลิ่นที่มีระดับออกมาได้เกินคาดในการเป็น Fougere เช่นนั้น จัดไปผลที่ได้ในการใช้งานจึงออกมาเป็นเช่นนี้

Fougere L’Aube เปิดต้นกลิ่นมากับความเป็นลูกผสมระหว่างโทน Citrus ที่มีความปร่าขมแต่แกมเปรี้ยวอ่อนๆ ที่สดชื่นซึ่งน่าจะมาจากมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) และมีวูบที่เป็นโทนออกทาง Splash สดชื่นของเลมอนให้จับต้องได้ เพียงแต่กลิ่นจะไม่ได้มาสายเปรี้ยวสดชื่นแบบนั้น เพราะว่ามีโทนกลิ่นของลาเวนเดอร์ที่ไม่ได้มาแบบสมุุนไพรติดเขียวเกินไป แต่มาแบบกลิ่นลาเวนเดอร์ที่นวลๆ มีลูกเอื้อนสมุนไพรหน่อยๆ มากล่อมให้กลิ่นมีความสดชื่นแกมนวลให้จับต้องได้ตั้งแต่ 15 วินาทีแรก แต่แล้วก็จะเริ่มมีโทนเขียวที่น่าสนใจมากๆ เสริมเข้ามาซึ่งนั่นก็คือ Hay หรือหญ้าแห้งที่ติดเขียว เคล้ากับยางไม้ที่ให้ความเขียวติดขมที่มีความเข้มแบบกำลังดีของ Gallbanum ทำให้ช่วงต้นสร้างความรู้สึกที่สมดุลย์ได้พอเหมาะจริงๆ ในการเป็นโทนเขียวที่มีความเขียวแบบธรรมชาติแบบกลิ่นหญ้าแห้งที่มีความหวานแกมลาเวนเดอร์นวล และมีความเข้มแบบกลิ่น Stem เขียวๆ ในใบไม้ใบหญ้า ที่มีความสดชื่นของ Citrus สว่างๆ ที่คมไม่เปรี้ยวจัดจ้าน เปิดมาก็ตกได้เลย โดยเฉพาะคนที่ชอบกลิ่นแนวเขียวธรรมชาติและกลิ่นแนวป่าเขียวชื้นๆ หรือทุ่งหญ้าเขียวๆ โปร่งๆ อะไรแนวนี้

ในช่วงกลางเนื้อกลิ่นเริ่มมีความนวลๆ แกมกลิ่นกุหลาบและกลิ่นเขียวแบบน้ำในแจกันกุหลาบที่มีความมินต์หน่อยๆ ของเจอราเนียม ที่ให้อารมณ์แบบกลิ่นกุหลาบที่มีความเขียวจะมาสมทบกับกลิ่นที่มาจากช่วงแรกทั้งหมด เนื้อกลิ่นจะมีความเขียวแกมหวานนวลและมีความเป็นธรรมชาติเช่นเดิม เพิ่มเติมความนวลแกมกุหลาบและไม้หอมแนวนวลๆ เข้ามาซึ่งคาดว่าจะเป็นไม้จันทน์หอม แต่เนื้อกลิ่นจะมีความลึกของโทนเขียวเข้มๆ เป็นฉากหลังให้รู้สึกได้ ซึ่งพอโทนเขียวต่างๆ มาผสมผสานกันจะมีมิติที่เป็นกลิ่นออกแนวคล้ายอยู่ในสถานที่ธรรมชาติที่มีทั้งความสดชื่น ความนุ่มนวล ความเป็นสมุนไพรติดปร่าๆ ความเขียวแกมหวานหอม ความเขียวเข้มที่ให้ความขรึมสมาร์ท และความเขียวแกมโรแมนติคที่ติดกุหลาบหน่อยๆ ซึ่งช่วงนี้ทำให้นึกถึงกลิ่นอายเขียวมีเสน่ห์และสมาร์ทแบบนี้อย่าง Green Irish Tweed ของ Creed  ในความเขียวรื่นรมย์และมีเสน่ห์สไตล์ Old School ที่มีเสน่ห์ สุภาพบุรุษ สดชื่น และหรูหราในที โดยไม่อัดความคมสบู่ฟุ้งๆ เรียกว่าเอาความเป็นกลิ่นอายแนว Fougere ฉาบหน้าความเป็น Cologne Classic ที่ลงตัวและไม่ธรรมดามาก 

การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงท้ายต้องยกให้ความ Smooth ของกลิ่นที่มีความค่อยเป็นค่อยไปสูงมาก เพราะความเป็น Oak Moss จะค่อยๆ ชัดเจนออกมาท่ามกลางความเขียวที่เริ่มเฟดตัวเองลงไม่ ตัดทอนด้วยความนุ่มนวลของ Musk และมีไม้จันทน์หอมที่ยังตามมาในช่วงนี้แบบติดนวลกุหลาบอ่อนๆ และที่สำคัญความเป็นกลิ่นออกทางเขียวที่เป็นหญ้าแห้งแต่มีความหวาน ทำให้กลิ่นมีความ Smooth และมีเสน่ห์มากขึ้น โดยยังคุมโทนความ Classic มีความเป็นสุภาพบุรุษที่ครบถ้วน และที่สำคัญมีเสน่ห์ในความเป็นธรรมชาติในเนื้อกลิ่นสูงมาก ปิดท้ายได้อย่างดงาม

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป ก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้สบายมาก แถมมีความสมาร์สดชื่นและหรูหราเป็นธรรมชาติมาเลย ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบกวาดหมด เพียงแต่ว่าถ้าเอาไปใส่ออกกำลังกาย จะแอบเสียของเวลามันละลายไปกับเหงื่อ แต่ถ้าใส่แบบทางการล่ะก็ ยังไงก็ได้รับคำชมได้ไม่ยาก ส่วนยามค่ำคืนเน้นทั่วๆ ไปหรือว่าจะใส่ออกงานจะดีที่สุด เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายเที่ยวกลางคืนอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสู้กลิ่นแนวหวานแน่นๆ ต่างๆ ไม่ได้แน่ๆ 

ความทน - อันนี้คือแม้ส่วนผสมจะมีความเป็นธรรมชาติสูง แต่ความทนไม่ได้แปรผันตามการเป็นกลิ่นอายธรรมชาติเลย เพราะความทนคืออยู่ตั้งแต่ 8 ชม. ขึ้นไปสบายมาก และที่เจอสูงสุดคือ 15 ชม. ก็ยังจับต้องกลิ่นได้อยู่ นี่สิไม่ธรรมดา

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นและอยู่ราวๆ 10 นาที ก่อนที่จะลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ ราวๆ 4 ชม. ก็จะลงไปที่การเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 10 เลย ถึงจะค่อยๆ ลงเป็น Skin Scent  

สรุป - Fougere L’Aube ทำให้นึกถึงกลิ่นอายสาย Fougere ที่ยอดเยี่ยมต่างๆ ที่เปรียบเสมือนเป็น Background เช่น Green Irish Tweed ที่ค่อนข้างชัดเจนว่ากลิ่นนี้น่าจะเป็น Reference ที่ชัดเจน + สไตล์สะอาดนวลแบบแนวๆ Classic Cologne แนวแบบกลิ่นสะอาดๆ ไม่ใช่เอะอะก็ฟุ้งก็คม กันจนกลายมาเป็นกลิ่นนี้มีความหอมที่ยังไงก็สมาร์ท เรียบหรู และสุภาพบุรุษ แถมยังมีความเป็นธรรมชาติเนื้อกลิ่นสูง โดยให้ความเขียวที่มีมิติรื่นรมย์มากในการจับต้อง ซึ่งนี่แหละที่ยอดเยี่ยมมาก 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://rogueperfumery.com/products/fougere-l-aube