วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Review: Lorenzo Villoresi - Vintage Collection: Tropicana

Lorenzo Villoresi - Vintage Collection: Tropicana

ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดตัวแบรนด์ Lorenzo Villoresi การนำเสนอน้ำหอมของแบรนด์ช่วงแรกๆ จะเน้นที่การสร้างกลิ่นอายแบบตรงไปตรงมาเน้นที่ Note กลิ่นนั้นๆ เป็นหลักไม่ว่าจะเป็น Ambra (แอมเบอร์), Garofano (คาร์เนชั่น) และ Vetiver (หญ้าแฝก) เป็นตัวเริ่มต้น ก่อนที่จะมีรุ่นอื่นๆ ตามมาอย่าง Ylang Ylang (กระดังงา), Incensi (ธูป Incense) และสุดท้ายคือ Tropicana (ผลไม้เขตร้อน) ซึ่งเมื่อวางจำหน่ายไปซักระยะ ก็ได้เลิกผลิตไป เปลี่ยนรูปแบบน้ำหอมเป็นไลน์หลักที่จำหน่ายมาถึงปัจจุบันนี้แทน

เมื่อแบรนด์ทนเสียงเรียกร้องไม่ได้ เพราะกลิ่นอายที่เลิกผลิตไปต่างก็มีความดีงามมากมาย เช่นนั้นจึงได้นำกลับมาทำใหม่โดยสร้างเป็น Vintage Collection ขึ้น โดยมีกลับมาทั้ง 6 กลิ่นเลย ซึ่งมีจำหน่ายเพียงแค่ที่บูติคของแบรนด์ปละหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์เท่านั้น เช่นนั้นมีโอกาสได้ลองกลิ่นในสายนี้ตัวหนึ่งที่มีความน่าสนใจมากและกลิ่นมีความสนุกสนานในการรับรู้กลิ่นได้ดีมากด้วยเช่นกัน เช่นนั้นไม่พลาดที่จะเอามาเล่าต่อ ก็มาเจอกันเลยดีกว่ากับรุ่นนี้ Tropicana

เปิดต้นกลิ่นมาเรียกว่าสร้างความน่าสนใจมากเลยทีเดียวระหว่างกลิ่นอายโทนออกมาซันแทนโลชั่นที่มีกลิ่นผลไม้รวมต่างๆ ผสมผสานอยู่ในนั้น ซึ่งเมื่อแกะกลิ่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว ก็จะแยกออกมาได้เต็มๆ คือ มะพร้าวที่ติดออกทางกะทินิดๆ กลิ่นสับปะรดที่ให้ความหอมหวานแต่ไม่ได้ถึงกับฉ่ำมาก อารมณ์กลิ่นแนวๆ สับปะรดเนื้อแห้งแบบสับปะรดใต้ กลิ่นพีชที่ให้ความหอทหวานแห้งๆ ละมุนๆ และกลิ่นออกทางคล้ายน้ำผลไม้รวมที่มีความเป็นกลิ่นกล้วยหอมนิดๆ มะละกอบางๆ ส้มหน่อยๆ เลมอนนิดๆ รวมถึงอีกฝากที่ทำให้กลิ่นไม่ได้ตรงทื่อๆ ในการเป็นผลไม้เพียงอย่างเดียวคือโทนดอกไม้ เพราะมีกลิ่นออกทางคล้ายๆ ดอกไม้เจอแอปริคอตที่เป็นกลิ่นของดอกหอมหมื่นลี้ และกลิ่นที่ติดดอกไม้ขาวเปรี้ยวอมหวานหน่อยๆ ของแมกโนเลีย และแอบมีกลิ่นติดตุ่ยดอกไม้ขาวเล็กๆ เนียนๆ อยู่ให้รู้สึกได้อีก ทำให้กลิ่นในช่วงต้นจะเป็นเลเยอร์แบบผลไม้ฟรุตสลัดเจือดอกไม้ที่ผสมกับซันแทนโลชั่นออกมาสร้างคสามลั่นล้ากึ่งนวลแบบอารมณ์พักร้อน Vacation ได้ดีตั้งแต่แรกเลย

เมื่อโทนกลิ่นฟรุตสลัดช่วงแรกเริ่มจางลงไป เหลือความเป็นพีชนวลแห้งกับสับปะรดให้จับต้องได้อยู่ กลิ่นสายผลไม้ที่เข้ามาเสริมคือโทนเปรี้ยวอมหวานติดเอียนอ่อนๆ ของเสาวรสที่ค่อนข้างโดดเด่นนำมาเลย โดยจะมีโทนหวานหอมเมล่อนเข้ามาผนวกร่วมด้วย ทำให้กลิ่นโทนผลไม้จะมีมิติที่น่าสนใจจากเปรี้ยวหอมไปหวานนวลไล่เรียงจากเสาวรส สับปะรด พีช และเมล่อนที่จับได้แบบชัดๆ โดนจะยังมีกลิ่นโทนผลไม้รวมประปรายอยู่บ้าง แต่อีกฝั่งที่มาสร้างความหยินหยางให้กลิ่นคือโทนซันแทนโลชั่นมะพร้าวที่ยังคงเด่นเป็นสง่าอยู่ โดยในนั้นจะมีกลิ่นโทนดอกไม้ขาวเคล้ากลิ่นนมเข้ามาร่วมด้วยซึ่งเมื่อ 2 ฝั่งผสมผสานกันอย่างลงตัว กลิ่นก็จะกลายเป็นกลิ่นโลชั่นผลไม้ที่หอมหวานนวลมีทั้งอารมณ์ที่ลั่นล้าก็ได้ นวลหอมมีเสน่ห์ก็สามารถ เรียกว่าเป็นช่วงที่สร้างอัตลักษณ์กลิ่นที่ลงตัวมากเลยทีเดียวในความเป็นโลชั่นผลไม้ที่มีระดับและมีความละมุนเนียนๆ ไปในตัว

เมื่อกลิ่นโทนผลไม้เริ่มเบาลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงปลายกลิ่น ปล่อยให้กลิ่นสายดอกไม้ขาวขึ้นมาโดดเด่นแทน โดยจับต้องได้ถึงกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นที่ให้ความครีมมี่เคล้าดอกกระดังงาที่ให้ความเย้าหวานยวนๆ ก็เป็นการเปลี่ยนสถานะกลิ่นมาเป็นช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะได้อารมณ์โลชั่นกลิ่นดอกไม้งามๆ นวลๆ ละมุนๆ โดยจะมีกลิ่นอายออกทางอบอุ่นหน่อยๆ ของวานิลลาและกลิ่นนวลสะอาดของ Musk เป็นตัวรองพื้นกลิ่นให้ความเป็นกลิ่นนวลดอกไม้ขาวเย้ามีเสน่ห์และมีจริตปนเรียบหรูส่งกลิ่นอวลออกไปแบบติดปลายกลิ่นผลไม้อ่อนๆ ปิดท้ายการเป็น Tropicana ที่คงตัวบนผิวกันยาวๆ ไป

เหมาะสำหรับ - Unisex แต่ค่อนไปทางผู้หญิงมากกว่าราวๆ 75% ได้เลยเพราะความเป็นกลิ่นอายโทนผลไม้และดอกไม้ขาวที่มีจริตในตัวสูง แต่ยังไงถ้าผู้ชายไม่ได้มายด์ก็ใส่ได้ ยิ่งใส่กับเสื้อผ้าโทนสีสว่างยิ่งลงตัวมาก ซึ่งกลิ่นนี้เข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบที่ไม่ได้ยามทางการ เน้นแบบใส่ทั่วๆ ไปหรือใส่ทำงาน Office ได้อยู่ รวมถึงการใส่พักผ่อนชิลล์ๆ ก็ได้ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายได้เลย ไม่เข้าทางเผลอๆ กลิ่นตีขึ้นจนตึ้บเอาก่อนได้ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปสบายๆ จะดีมาก แต่เอาจริงๆ ถ้าเพิ่มสเปรย์หน่อยก็ใส่ท่องราตรีได้ไม่ยาก เพราะกลิ่นมีโทนที่เรียกร้องความสนใจอยู่ในตัวอยู่แล้ว

ความทน - ดีงาม เพราะ 8 ชม. กลิ่นยังคงอยู่แบบงามๆ เลย แถมลากยาวไปได้สูงสุดที่เจอคือ 15 ชม. กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีคงเส้นคงวามากๆ ตั้งแต่ช่วงต้นยาวไปจนถึงช่วงท้ายเลย ปล่อยบาเรียกลิ่นโลชั่นซันแทนผลไม้กันอย่างเต็มๆ พอผ่านไปราวๆ 6 ชม. ถึงค่อยๆ ผ่อนตัวลงมาปานกลางพอสมควร ถึงได้เป็นออร่ารอบๆ ตัว 

สรุป - สายกลิ่นโลชั่นหรูๆ กลิ่นผลไม้และดอกไม้บอกเลยว่าถ้าใช้มีแนวโน้มโดนตกสูงมาก เพราะกลิ่นมีความสดใสในความละมุนนวลๆ ได้ดีจริงๆ และสมชื่อรุ่นที่สื่อสารถึงกลิ่นอายแนวผลไม้เมืองร้อนได้ดีมากๆ ด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.lorenzovilloresi.it/en/catalogo/8770/tropicana?AspxAutoDetectCookieSupport=1

 

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Review: Aerin Lauder - Hibiscus Palm

Aerin Lauder - Hibiscus Palm

เวลาเราไปเที่ยวเกาะหรือทะเลเขตร้อน เช่น บาหลี เกาะต่างๆ ของไทย หรือเกาะกลางทะเลต่างๆ ที่มีรีสอร์ทหรูหรา เรามักจะได้กลิ่นอะไรที่มีความเป็นพิเศษบางอย่างของสภาพแวดล้อมที่มีมนต์ขลังและเสน่ห์เฉพาะตัวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายสภาพแวดล้อมที่มีความเขียวปนกลิ่นหอมดอกไม้รวยริน หรือกลิ่นเครื่องเทศสายสดชื่นอย่างขิงหรือตะไคร้ กลิ่นโลชั่นซันแทนครีมนวล กลิ่นมะพร้าว และกลิ่นไอเค็มอ่อนๆ ของบรรยากาศ เรียกว่ากลิ่นเหล่านี้ถ้าไม่ได้อยู่กับสถานที่นั้นบ่อยๆ จะเป็นหนึ่งในกลิ่นแห่งความทรงจำได้เลย

แบรนด์น้ำหอมหลายๆ แบรนด์เลยได้สร้างสรรค์กลิ่นอายน้ำหอมที่บ่งบอกถึงความเป็นเกาะเขตร้อนออกมาที่นอกจากกลิ่นจะสร้างเสน่ห์เฉพาะแล้วยังทำให้ผู้ใช้ได้นึกถึงความทรงจำที่ใกล้เคียงในการท่องเที่ยวเกาะเขตร้อนได้อีกด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Aerin Lauder กับการเอาดอกชบาและใบปาล์มมาเป็นตัวชูโรงในการสร้างสรรค์กลิ่น เช่นนั้นมาดมกันผ่านตัวอักษรและตีความกันดีกว่าว่ากลิ่นจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

Hibiscus Palm จะเปิดตัวด้วยกลิ่นโทนเขียวที่มาจากใบปาล์ม ติดดอกไม้จืดหวานอ่อนๆ มีโทนติดนวลเล็กๆ ซึ่งน่าจะเป็นลักษณะกลิ่นของดอกชบา ตามด้วยปร่าปลายกลิ่นของขิงแล้วจะซ้อนลงไปด้วยความหวานเย้าของกระดังงา และความครีมมี่ดอกไม้ขาวอารมณ์กึ่งดอกพุด (Gardenia) และซ่อนกลิ่นที่ไม่ได้หนักหน่วงมาก เลยทำให้ช่วงต้นได้ลักษณะกลิ่นโทนสว่างมีความปร่าเย้าหอมปนครีมมี่กลางๆ ที่ได้อารมณ์แบบกลิ่นดอกไม้เขตร้อนกับอารมณ์ติดสปาหรูหรามาเลยทีเดียวตั้งแต่เริ่มแรก และตอกย้ำเพิ่มขึ้นไปอีกจนเมื่อมีกลิ่นดอกลีลาวดีเสริมขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ดึงเข้าสู่ช่วงกลางที่กลิ่นโทนดอกไม้ขาวครีมมี่จะมาชัดเจนมากเลยทีเดียว และจะจับต้องได้ถึงกลิ่นมะลิที่ให้ความนวล และกลิ่นซ่อนกลิ่นที่ให้ความครีมมี่เย้าๆ ตามด้วยดอกพุดที่ให้ความครีมเจือตุ่นอ่อนๆ โดยที่มีกลิ่นกระดังงาคลอสร้างความเย้ายวนมีจริต และล้อมกลิ่นด้วยความหอมเย็นๆ ของลีลาวดี โดยยังมีความเขียวเจือปร่าสดชื่นของขิงติดกปลายกลิ่นอ่อนๆ ซึ่งตอนนี้จะเริ่มจับต้องกลิ่นดอกชบาไม่ค่อยได้เท่าไหร่แล้ว เพราะโทนดอกไม้ขาวครีมมี่ค่อนข้างเด่นมาก รวมถึงจะจับจับต้องกลิ่นออกทางโลชั่นซันแทนที่มีโทนมะพร้าวแบบกลิ่นสไตล์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาเจือแบบไม่หนักหน่วง ซึ่งทำให้ช่วงกลางคุมโทนการเป็นกลิ่นอายสไตล์สปาหรูๆ ในเขตร้อน โดยที่คุมสมดุลย์กลางๆ กำลังดี ไม่ได้หนักหน่วงหรือแผ่วไป กลิ่นเลยจะได้ความรื่นจมูกนวลครีมหวานหอมมีระดับและหรูหราในโทนสีขาวสว่างไปเรื่อยๆ

การเข้าสู่ช่วงท้ายจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อกลิ่นโทนเขียวของใบปาล์มและกลิ่นปร่าขิงจะจางไป โดยที่กลิ่นดอกไม้ขาวช่วงกลางยังคงเป็นตัวเด่นอยู่แบบทั้งครีมมี่และความหอมเย็นชื่นใจปลายกลิ่นของดอกลีลาวดีที่กลายเป็นตัวเด่นไปเลย พร้อมด้วยกลิ่นที่มาสอดรับต่อเนื่องสร้างให้โทนกลิ่นมีความอบอุ่นปนนวลหอมหวานอย่างโทนวานิลลาและกลิ่นมะพร้าวที่เริ่มเป็นกลิ่นอายติดกะทิหน่อยๆ ที่ชัดเจนพอสมควร โดยมีความนวลสะอาดรองพื้นอยู่ให้จับต้องได้ซึ่งกลิ่นจะมีความหนามากขึ้นมาอีกสเต็ปแต่ก็ไม่ได้ถึงกับข้นคลั่กจนหนักเกินไป ให้กลิ่นหอมหวานสว่างขาวปนครีมหวานเด่นที่คุมโทนกลิ่นหรูหรา มีระดับ และหอมหวานอบอุ่นแบบสมดุลย์กันยาวๆ อารมณ์แบบสปาในรีสอร์ทบนเกาะเขตร้อนที่อบอวลกำลังดีประมาณนั้นเลย

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้ แต่อย่างน้อยพื้นเพชอบชอบโทนครีมมี่ของดอกไม้ขาวและมะพร้าวมาบ้างจะอินกับกลิ่นนี้ได้แบบเต็มที่ ซึ่งสามารถใช้งานได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม ซึ่งอาจจะตัดการใส่เพื่องานทางการกับใส่เพื่อออกกำลังกายไป เพราะกลิ่นครีมมี่มากๆ อาจจะไม่ได้เข้ากับสถานการณ์ดังกล่าว แถมกลิ่นอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์การใส่ในช่วงที่มีความอบอ้าวแบบในเมืองนัก แต่ถ้าใส่ท่องทะเลอันนี้มีความอินเตอร์ดีเลย ส่วนยามค่ำคืนใส่แบบชิลล์ๆ ออกงาน หรือว่าจะใส่ท่องราตรีก็ได้อยู่ กลิ่นไม่เหมือนใครดีเลยล่ะ

ความทน - กลิ่นทนจัดดีแท้ กับพื้นฐานที่ 8 ชม. เป็นหลัก แล้วไปต่อได้อีกถึง 15 ชม. เลยทีเดียว ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม ที่สำคัญกลิ่นติดเสื้อได้ทนทานมากแม้ซักออกไปแล้วกลิ่นครีมมี่ยังมีบางๆ อยู่เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ก่อนจะลดลงมากระจายแบบปานกลางและคงความเสถียรกันยาวๆ ไปจนเมื่อผ่านไปราวๆ 8 ชม. แล้ว กลิ่นจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำหอมจะพอใจ

สรุป - ถ้าจะเอาความเป็นดอกชบาชัดๆ อันนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์นัก แต่กลิ่นสื่อถึงเกาะเขตร้อนและการพักผ่อนในรีสอร์ทหรูพร้อมกับทำสปาอันนี้ใช่เลย กลิ่นมาเต็มให้อารมณ์หรูหรามาเชียว เข้าทางการเป็นกลิ่นสายดอกไม้หรูหรามีระดับแบบที่ Aerin Lauder ปล่อยของในหลายๆ รุ่นมาก่อนหน้านี้เลย

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.aerin.com/17210063.html

 

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Review: Bottega Veneta Eau Legere

Bottega Veneta Eau Legere

จากความสำเร็จของ Bottega Veneta for Women ที่ได้รับคำชมอย่างมากในการสร้างกลิ่นอายสายหนังที่มีเสน่ห์และมีออร่าแตะได้ทั้งโทน Classic หรูหราและโทน Modern ที่ขับ Sex Appeal ออกมาแบบชัดเจนมาก ก็ได้เวลาของการต่อยอดในการสร้างสรรค์ตัวต่อไปของแบรนด์ที่เกิดเป็น Flanker ออกมากับการเปิดตัวในปี 2013 กับรุ่น Bottega Veneta Eau Legere ที่ได้มีการเกริ่นนำไว้ว่า

เป็นการสร้างสรรค์กลิ่นอายใหม่ๆ ออกมา โดยยืนพื้นที่การเอาความเย้ายวนมีเสน่ห์ของรุ่นต้นตระกูลมาใส่ความสว่างในเนื้อกลิ่นและเพิ่มความสดชื่นแบบโทนน้ำเข้าไปด้วย” มาถึงแค่นี้ก็บอกได้เลยว่านี่คือการต่อยอดมาทางสายสดชื่นมากขึ้นกับการเป็นหนึ่งในตระกูล Bottega Veneta for Women เช่นนั้นเลิกเกริ่นมาเล่ากลิ่นกันดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไร

แรกฉีดจะสัมผัสได้ชัดเจนมากถึงกลิ่นแนว Citrus ที่ติด Spicy มีความเปรี้ยวขมเคล้ากับกลิ่นแนวพริกไทยปร่านวลๆ กึ่งฝาดเล็กๆ ที่แอบมีวูบดอกไม้หน่อยๆ แต่เพียงชั่วขณะจะจับต้องได้ถึงกลิ่นอายเขียวสดชื่นกึ่งแตงกวาบางๆ ที่เป็นลักษณะของใบไวโอเล็ตหน่อยๆ ที่เป็นฉากหลังเคล้ากับกลิ่นหนังบางๆ ซึ่งทำให้ช่วงเปิดแม้จะมีความปร่า Spicy ที่มีความเป็นหนังเจืออยู่แบบลายเซ็นตามต้นตระกูล แต่กลิ่นมีความสดชื่นเนียนๆ แบบโทนชื้นๆ ติดเขียวเคล้าความเป็นหนังอ่อนๆ แอบดาร์กเนียนๆ และมีความปร่าเจือความสดชื่นเย้าๆ โดยช่วงเปิดนี้ต้องบอกเลยว่ากลิ่นมีระดับมาก มีความ Feninine ที่กรุยกรายเย้ายวนกำลังดี และมีระดับหรูหราให้จับต้องได้ตลอดแนวเดียวกับรุ่นต้นตระกูลเพียงแต่กลิ่นสว่างกว่า

และเมื่อการเปลี่ยนแปลงเริ่มเข้ามาทีละหน่อย เพราะกลิ่นดอกไม้ขาวแนวมะลิกึ่งเขียวเจือตุ่ยเห็ดอ่อนๆ ของดอกพุด (Gardenia) เริ่มค่อยๆ เปิดตัวออกมาแบบที่ไม่ได้มาสายครีมมี่จัดจ้าน และมีความครีมมี่แบบกำลังดีที่ออกแนวสร้างมิติเสียมากกว่า แต่จะเจอเต็มๆ ที่กลิ่นหนังค่อนไปทางหนังกลับหน่อยๆ แต่มีความเป็นโทนติดเขียวเข้มน่าค้นหาสร้างมิติออกทางโทนดาร์กของ Oak Moss และมีกลิ่นติดอบอุ่นลึกๆ แบบกลิ่นหนังกึ่งแอมเบอร์ที่ไม่ได้อบอวลมากเกินไป แต่ให้ความอบอุ่นเจือหอมเย้ายวนดึงดูดของยางไม้ประเภท Labdanum ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพล แกมกลิ่นพิมเสนที่ให้ความปร่าระเรื่อกำลังดีในช่วงนี้ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของภาษาน้ำหอมถือเป็นช่วงที่บอกกันได้อย่างชัดเจนมากว่าเป็นโทน Chypre Floral ที่ชัดเจนมาก เพราะพื้นฐานของ Chypre จะมี Bergamot, Labdanum, Oak Moss และพิมเสน ที่เป็นกลิ่นอายที่สร้างความหรูหรามีระดับติดกรุยกรายหน่อยๆ โดยมีฝั่งดอกไม้ขาวที่ให้ความครีมมี่แบบกึ่งกลางกึ่งเบาละเลียดกลิ่นคลอไปเรื่อยๆ เจือความเป็นโทนแป้งหน่อยๆ เสียด้วย เลยทำให้อารมณ์กลิ่นมีความหรูหราแกมเซ็กซี่เย้ายวนไล่เลเยอร์กลิ่นจากปร่าหอมพิมเสน แป้งกึ่งหนังที่มีความปร่าอวลเย้าเร้าใจปนโทนสว่างขาวแบบเนียนๆ ของดอกไม้ ตามด้วยและกลิ่นดาร์กน่าค้นหาของ ของ Oak Moss โดยที่ได้อารมณ์น่าค้นหาแบบติดดาร์กในเนื้อกลิ่นก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ปล่อยของมากที่สุดเลยเพราะเสน่ห์มาเต็มจริงๆ

จนเริ่มสัมผัสได้ว่า Musk เริ่มเข้ามาเกลากลิ่นให้มีความนวลลง ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายตามลำดับ ซึ่งจะได้อารมณ์กลิ่นหนังเจือ Musky ที่มีความครีมนวลเจือแป้งหอมเนียนๆ แต่จะมีความปร่าติดปลายกลิ่นของพิมเสนที่เย้าจมูกคลออยู่ อารมณ์จะมีมิติมากในการสร้างความเซ็กซี่เย้ายวนเพราะมีพื้นกลิ่นเป็น Oak Moss ที่ให้อารมณ์ติดกรุยกรายดาร์กเจือกลิ่นหนังติดอบอุ่นหน่อยๆ สร้างความ Dirty และ Sex Appeal เนียนๆ คลอกลิ่นออกทางโทนแป้งดอกไม้ขาวเย้าติดปร่าระเรื่อที่ให้ความดึงดูดแบบไม่ได้จงใจ อารมณ์กลิ่นจะแบบว่าให้ความสว่างนวลยวนใจดึงเข้ามาก่อน เมื่อเข้ามาใกล้จะได้กลิ่นเย้าเร้าใจที่ค่อยๆ ซึมลึก ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์แบบหยินหยางในความเย้ายวนได้ดีมากเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้งานได้ ซึ่งถ้าผ่านกลิ่นอายแบบหนังมาบ้างบอกเลยว่ากลิ่นนี้สร้างออร่าเย้ายวนแบบที่มีความร่วมสมัยสูงจริงๆ ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการเพื่อสร้างความหรูหรา ทั่วๆ ไปแบบมีจริตเย้ายวนแบบไม่ไก่กาก็ทำได้ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายไปได้เลยไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงาน ออกเดท หรือท่องราตรีที่อัดสเปรย์เพิ่มหน่อย จะสร้างออร่าหรูหรามีระดับได้ดีโดยที่มีความเซ็กซี่เนียนๆ พ่วงมาด้วยได้ไม่ยาก

ความทน - พื้นฐานยังไงก็ 8 ชม. และไปต่อได้อีก เพราะส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. ก็เจอมาแล้วกับการใช้งานที่ 5 สเปรย์  ถือว่ากลิ่นทนจัดดีจริงๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นและมีความเสถียรในการกระจายแบบนี้ยาวพอสมควร จนเมื่อผ่านซัก 4 ชม. ถึงลดลงมาปานกลางก่อนที่จะผ่อนตัวลงมาเรื่อยๆ จนเป็นออรน่ารอบๆ ตัวหลังจากผ่านไป 8 ชม.

สรุป - เอาความเป็นต้นตระกูลมาต่อยอดได้อย่างลงัวและงดงามมากโดยยังคุมโทน Sexy เย้ายวนแบบมีคลาสมีระดับได้อยู่ เพียงแต่จะไม่ได้มีจริตและมีความเชิ่ดเท่า แต่จะหันมาออกแนวเย้ายวนอวลปนนวลสว่างที่มีจริตกำลังดีมากกว่า ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าแบรนด์นี้สร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมได้ไม่ธรรมดาจริงๆ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumo.net/Perfumes/Bottega_Veneta/Bottega_Veneta_Eau_Legere


 

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Atelier Cologne - Philtre Ceylan

Atelier Cologne - Philtre Ceylan

“ชาซีลอน” ชื่อนี้หลายๆ คนที่เป็นสายดื่มชาน่าจะได้เคยลองกันมาพอสมควรแล้วกับการเป็นชาดำที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องอะโรม่าที่ให้รสชาติติดสดชื่นของ Citrus เจือเครื่องเทศปนชอคโกแลต ซึ่งกลิ่นจะให้ความเข้มชัดและมีความเฉพาะตัว  ซึ่งถือเป็นชาที่มีชื่อเสียงมากระดับโลกและมีแหล่งเดียวที่ทำการเพาะปลูกได้นั่นคือ ศรีลังกา

แต่เราไม่ได้มาว่ากันเรื่องการเทสชา เพราะเราจะคุยกันเรื่องของน้ำหอมของ Atelier Cologne ที่ได้เปิดตัว Collection - Orient ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากความเป็นธรรมชาติ ผู้คน ขนบธรรมเนียมต่างๆ อ้างอิงแถบ Asia และตะวันออกกลาง ซึ่งจะเน้นในการชูโรงกลิ่นอายต่างๆ ที่เป็นของล้ำค่าในดินแดนนั้นๆ เมื่อปี 2016 ถึง 5 รุ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีการชูโรงน้ำหอมกลิ่นชาซีลอนเข้ามาร่วมด้วยอย่าง Philtre Ceylan เช่นนั้นใช้แล้วจึงต้องบอกต่อเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นชาประเภทนี้สู่การเป็นน้ำหอมจะเป็นอย่างไรบ้าง

เปิดต้นกลิ่นมาอย่างแรกที่มีความชัดเจนมากเลย คือ กลิ่นเครื่องเทศที่จะจับได้ 2 โทนเด่นคือยี่หร่าที่ให้กลิ่นออกแนวติดสาบคล้ายเหงื่อปนเครื่องเทศ อารมณ์กลิ่นคล้ายเครื่องเทศที่ซึมกระจายออกจากผิวกายที่วูบขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นออกแนวเผ็ดเจือหวานหน่วงๆ หน่อยๆ ปนเย้ายวนของกระวาน แต่กลิ่นจะไม่ได้ออกแนวสาบกายจัดจ้านขนาดนั้น เพราะว่ามีโทนปร่าเขียวซ่าเมนทอลของสเปียร์มินต์ที่ไปสายอะโรม่าปร่าติดหวานปลายรื่นรมย์ที่มาตัดทอน พร้อมกับมีโทนเปรี้ยวขมของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่สร้างบรรยากาศเย็นๆ ให้เนื้อกลิ่น เลยทำให้เข้า Concept ลักษณะของการเป็น Cologne ตามที่แบรนด์นำเสนอ โดยอารมณ์กลิ่นจะได้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่ในแถบๆ เอเชียกลางแนวๆ อินเดีย หรือศรีลังกาที่จะมีกลิ่นเครื่องเทศโดดเด่นออกมาเคล้าอากาศดีๆ แบบอยู่ท่ามกลางธรรมชาติประมาณนั้น

เพียงไม่นานตัวเอกของน้ำหอมอย่างกลิ่นชาจะเริ่มเปิดตัวออกมาแหวกทางกลิ่นในช่วงต้นมายืนเด่นเป็นสง่า และนำเข้าสู่ช่วงกลางที่จะได้ออร่ากลิ่นอายของชาซีลอนที่ชัดเจนมาก ซึ่งเนื้อกลิ่นถือว่ามาแบบชามินิมัลที่ตรงไปตรงมาก็จริง แต่จะมีเลเยอร์มิติกลิ่นที่น่าสนใจในความเป็นชา คือ จะได้โทนติด Citrus เจือเขียวนวลสดชื่นก่อนตามด้วยกลิ่นเข้มกึ่งชอคโกแลตโปร่งๆ มีความรื่นจมูก โดยมีกลิ่นออกทางเย็นๆ บรรยากาศสดชื่นของช่วงต้นที่เป็นลูกผสมของมินต์และ Bergamot คลออ้อยอิ่งอยู่ตลอด แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะนอกจากความเป็นชาจะเด่นแล้ว สิ่งที่ตีคู่ขึ้นคือโทนเครื่องเทศของยี่หร่ากับกระวานที่ยังให้อารมณ์ผิวกายติดกลิ่นเครื่องเทศสาบเร้าอ่อนๆ ที่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ทำให้การรับกลิ่นจะตีคู่กันไปสลับบางวูบเราจะได้รับกลิ่นชาซีลอนเต็มๆ บางวูบจะมีกลิ่นเครื่องเทศเต็มๆ บางวูบจะได้ลูกผสมชากึ่งเครื่องเทศที่ติดกลิ่นเร้าแบบสาบผิวกาย เรียกว่าเป็นการเล่นโทนการรับกลิ่นได้น่าสนใจมาก และให้อารมณ์เหมือนอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบสไตล์เอเชียกลางแบบศรีลังกาที่จะมีกลิ่นเร้าใจของเครื่องเทศท่ามกลางความเป็นชาซีลอนเลย

การเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงท้ายจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากช่วงกลางเท่าไหร่ เพราะความเป็นกลิ่นอายแบบผิวกายติดเครื่องเทศเคล้ากลิ่นเหงื่อและกลิ่นชาซีลอนยังคงมีอยู่ไม่หนีไปไหน ทำหน้าที่ได้ดีเสมอต้นเสมอปลายที่ให้ทั้งอารมณ์ปลุกเร้าแบบผิวกายกับเหงื่อที่มีกลิ่นชาซีลอนมาตัดทอนให้มีความอะโรม่าเข้ามาร่วมด้วยอย่างมีชั้นเชิง แต่จะมีโทนกลิ่นไม้หอมติดแห้งๆ มีความเข้มกึ่งหนังเล็กๆ และมีความ Smoky หน่อยๆ เข้ามาร่วมด้วยแบบผู้สนับสนุนรองใจดีเท่านั้น ซึ่งจะทำให้กลิ่นมีมิติความอวลของไม้เนียนๆ แต่ก็ไม่ได้กลบตัวหลักที่กำลังปล่อยของแต่อย่างใด ปิดท้ายบนผิวกันไปเรื่อยๆ จนจางไปตามกาลเวลา

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ได้หมดทุกเพศวัยมหาลัยขึ้นไปก็ใช้งานตัวนี้ได้ แต่กลิ่นไม่ได้ง่ายสำหรับคนไทยนัก เพราะว่าการมีกลิ่นออกแนวกลิ่นกายเคล้าเหงื่อปนเครื่องเทศยี่หร่าแบบคนแถวเอเชียกลางอาจจะไม่ได้คุ้นชินกันนักในการมองว่าเป็นกลิ่นแนว Aromatic เลยอาจจะต้องเลือกสถานการณ์ในการใช้งานนิดนึง ซึ่งถ้าลงสเปรย์พอเหมาะกลิ่นจะมีเสน่ห์เร้าใจปนความอะโรม่าได้ดีเลย เช่นนั้นเลยให้ตัดการใส่เพื่องานทางการจัดๆ ที่อาจจะ Sensitive กับคนที่ติดต่อด้วยหรือผู้หลักผู้ใหญ่จะดีที่สุด แต่การใส่แบบทั่วไป จัดได้สบายมาก เอาจริงๆ จะใส่กิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายก็ได้อยู่ ถ้าจะนำเสนอความเร้าใจ ส่วนยามค่ำคืนอันนี้ใส่ได้แบบชิลล์ๆ แล้วกัน เพราะกลิ่นชามันอะโรม่าได้ดีอยู่แม้จะมีกลิ่นสายเร้าใจแซมบ้างก็ตาม

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญและไปต่อได้อีกตามสภาพผิวและจำนวนสเปรย์ ซึ่งส่วนตัวนอกจาขั้นต่ำที่ 6 ชม. แล้ว ไปต่อถึง 8 ชม. ได้สบายมากกับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ที่อาจจะทำให้อึ้งๆ กับกลิ่นยี่หร้าท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นเอาได้ก่อน แล้วจะลดลงมาที่กระจายปานกลางไปซักระยะ แล้วกลิ่นจะเริ่มจมเป็นติดผิวในช่วงท้าย แต่ถ้าฉีดเสื้อที่สวมด้วยกลิ่นจะกระจายบนเสื้อดีพอสมควรเลย ซึ่งอยู่ที่การบาลานซ์ของแต่ละคนว่าจะฉีดยังไง

สรุป - เป็นการเอาความเป็นกลิ่นชาซีลอนมาเจอกับกลิ่นอายสายปลุกเร้าติด Dirty หน่อยๆ ได้อย่างลงตัวและเข้ากันได้ดีมากเกินคาด อารมณ์กลิ่นเลยจะเหมือนกลิ่นกายเคล้าเหงื่อท่ามกลางกลิ่นอะโรม่าของชาแบบตีคู่กันไป ซึ่งใช่เลยเหมือนเราไปอยู่ในโซนที่ผลิตชาซีลอนที่มีกลิ่นเครื่องเทศจากผู้คนแถบนั้น เพียงแต่ไม่ได้หนักหน่วงเกินไปจนตึ้บ เพราะคุมความเป็นสไตล์ Cologne ได้ดีอยู่นั่นเอง 

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pinterest.com/pin/419468152789772683/?nic_v2=1a5WjiiIg

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Robert Piguet - Calypso

Robert Piguet - Calypso 

Calypso ชื่อนี้หลายๆ คนคงนึกถึงเรื่อง Pirates of the Caribbean ที่นางคลั่งแล้วตัวใหญ่สุดท้ายแตกตัวเป็นปูไปซะงั้น แต่จริงๆ แล้วชื่อนี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวของเทพปกรณัมกรีก ที่เป็นนางไม้บนเกาะแห่งความฝัน ซึ่งหลังจากที่ Odysseus ชนะศึกที่เมืองทรอย ก็โดนเทพเจ้ารังควานทำให้เรือแตกไปติดเกาะนี้ แล้วได้พบกับนางไม้ Calypso เข้าให้ นางก็หลงผู้ชายหัวปักหัวปำ เปย์ทุกอย่าง ยั่วทุกดอก และให้พรทำให้ผู้ชายเป็นหนุ่มไปตลอด และพร้อมจะทำให้เป็นอมตะถ้าตกลงอยู่กับนางถาวร ซึ่งก็อยู่ด้วยถึง 7 ปีเลยทีเดียว แต่เพราะคนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ แม้รักและเปย์แค่ไหน ถ้าผู้ชายเขาไม่เอารั้งไว้ไม่อยู่ก็ต้องจบและจากกัน ซึ่งหลังจากที่จบกับ Odysseus นางก็ตรอมใจจนตายไปในที่สุด

แน่นอนว่าไม่ได้มาวิพากษ์เรื่องปรัมปรากรีก แต่จะมากล่าวถึงน้ำหอมของแบรนด์ Robert Piguet ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยมีแรงบันดาลใจในการบอกเล่าความเป็นนางไม้อย่าง Calypso ซึ่งกลิ่นจะสร้างสรรค์ออกมาอย่างไร และให้อารมณ์แบบไหน ว่ากันได้ตามนี้เลย

เปิดตัวมาวูบแรกก็จับได้ถึงกกลิ่นอายกุหลาบที่ติดทางเขียวเหมือนน้ำแจกันกุหลาบหน่อยๆ ที่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นกลิ่นของเจอราเนียมที่จะให้วูบกลิ่นลักษณะนี้ และแน่นอนมีกลิ่นกุหลาบเจือๆ ที่ให้ความระเรื่อโรแมนติคในเนื้อกลิ่นด้วย รวมถึงมีโทนพิมเสนสร้างออร่ากึ่งพืชล้มลุกที่ให้โทนปร่ากึ่งดินๆ Earthy กำลังดีเสริมแบบเนียนๆ ในเนื้อกลิ่น รวมถึงได้ความรู้สึกกึ่งเปรี้ยวหอมค่อนไปทางกึ่งเปลือกส้มหน่อยๆ ที่จะสร้างบรรยากาศของโทน Citrus เข้ามาร่วมด้วยแบบกำลังดี ที่สำคัญกลฃิ่นพุ่งฟุ้งหน่อยๆ ที่เหมือนมี Aldehydes ให้ลักษณะกลิ่นออกทางกึ่งสบู่คมๆ เนียนๆ อยู่แบบอ่อนๆ สไตล์สายสนับสนุนอยู่ด้วยแบบไม่ได้เด่นนัก อารมณ์ดันดาราเสียมากกว่า ซึ่งอารมณ์กลิ่นจะไม่ได้ออกทางคุณนายเกินไปแบบสไตล์กุหลาบกึ่งพิมเสนที่มักจะเจอ แต่จะให้ความเขียวของเจอราเนียมเข้ามาทำให้กลิ่นมีความสดใสและเยาว์วัยมากขึ้น โดยที่เนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติไม่จงใจให้ดูนางพญากรุยกรายแต่อย่างใด

เมื่อโทนกลิ่นสดชื่นออกทางกึ่งเปลือกส้มกึ่งสบู่เริ่มค่อยๆ บางลงไปตามลำดับ สิ่งที่ขึ้นมาแทนที่แบบเต็มๆ เลยคือ กุหลาบ แต่กลิ่นจะไม่ได้มาแบบกุหลาบจ๋าๆ แบบเอาหน้าซุกลงไปที่ช่อกุหลาบหรือยืนในสวนกุหลาบรายล้อมอะไรแบบนั้น แต่จะมาแบบโทนแป้งเสียมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่แป้งหอมกุหลาบที่จดจ้านแต่อย่างใด แต่มาแนวๆ ติดหอมนวลกึ่งเซ็กซี่เย้ายวนมีเสน่ห์นิดๆ ไม่ได้ดูจงใจทำให้โปร่ง แต่ให้อารมณ์แบบแป้งที่มาแบบติดอับหน่อยๆ ของหัวเหง้าใต้ดินของต้นไอริสหรือหัวเหง้าออริส ซึ่งเมื่อมาเจอกับกุหลาบที่ให้ความนวลโรแมนติค จะทำให้ได้อารมณ์แบบแป้งนวลกุหลาบติดอับอ่อนๆ ที่มีเสน่ห์ ตามด้วยกลิ่นที่ตามมาจากช่วงต้นอย่างเจอเราเนียมที่ยังให้ความเขียวติดแบบกลิ่นก้านกุหลาบอ่อนๆ กลิ่นเลยมีมิติที่ให้ความเป็นธรรมชาติของกุหลาบได้ดีเข้ามาร่วมด้วย และแน่นอนว่าพิมเสนยังไม่หนีไปไหนยังอยู่แบบมให้ความระเรื่ออ่อนๆ ประปรายในเนื้อกลิ่นอย่างมีจริตและชั้นเชิงอีกด้วย ซึ่งเมื่อกลิ่นดำเนินไปพอสมควรจนโทนกลิ่นเริ่มมีความนวลอนอบอุ่นเข้ามามากขึ้น จนจับได้ว่าเป็นกลิ่นโทนออกทาง Musky อวลแบบผิวกายสะอาดนวลของหนังกลับ (Suede) ที่เริ่มเข้ามาอิทธิพลในเนื้อกลิ่นจนกลายเป็นตัวหลักของช่วงท้าย กลิ่นจะเริ่มให้อารมณ์กึ่งผิวกายติดแป้งหอมกุหลาบ โดยมีพิมเสนที่จากแอบแผ่วในช่วงกลางกลับมาเป็นตัวที่จับต้องได้และล้อมกลิ่นให้ความระเรื่อปนหวานกึ่งสากปร่าบางๆ แบบกำลังดีเสียด้วย ซึ่งเมื่อสัมผัสกลิ่นเข้าไปใกล้ผิวหนังจะจับได้ถึงกลิ่นกึ่งอบอุ่นของทางแอมเบอร์เนียนๆ เคล้ากลิ่นกึ่งเค็มอ่อนๆ ติดไม้หอมแห้งๆ เบาๆ ให้สัมผัสได้ซึ่งเดาได้อีกต่อเลยว่าในนี้ในสารหอมที่ช่วยทำให้กลิ่นของหนังกลับมีมิติติดเค็มอ่อนๆ คล้ายผิวกายจริงมากขึ้นนั่นคือ Ambroxan ที่ให้ความสมดุลย์แบบสายสนับสนุนที่ดีมากกว่าจะมาแบบเด่นๆ กลบทุกสิ่ง ทำให้ช่วยท้ายอารมณ์กลิ่นจะมีความหรูหรา ระเรื่อ เย้านวลกึ่งหวานปนอบอุ่นกำลังดีให้ความติดกรุยกรายเล็กๆ ที่ให้ความเรื่อยๆ อย่างมีระดับและเรียบหรู ปิดท้ายในการคลอผิวกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้แล้ว กลิ่นไม่ได้ออกทางคุณนายหรือนางพญาอะไร ออกทางกลิ่นให้ความเยาว์วัยแต่มีจริตกึ่งเย้ายวนเนียนๆ เสียมากกว่า ซึ่งสามารถใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่เพื่อออกกำลังกายที่ไม่เข้าทางเท่าไหร่ ส่วนยามค่ำคืน เน้นแบบทั่วๆ ไปหรือออกงานจะดีกว่าใส่ไปม่องราตรี เพราะกลิ่นแม้จะมีโทนเย้ายวนแต่ถ้าไปเจอสายหวานหนักข้นอวลจัดจ้านทั้งหลาย ก็โดนกลบได้เหมือนกัน และที่สำคัญกลิ่นนี้แอบมีความเป็นโทน Unisex มากเลยทีเดียวโดยเฉพาะช่วงท้าย เช่นนั้นถ้าผู้ชายไม่ถือ ใส่ได้ เผลอๆ สร้างเสน่ห์ได้ดีอีกด้วย 

ความทน - ลงตัวที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกอิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กลิ่นยังอยู่กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์ ถือว่าเยี่ยม

การกระจาย - กลิ่นกระจานดีในตอนต้นแล้วจะค่อยๆ ลดลงมาที่ปานกลางกันยาวๆ พอเข้าช่วงท้ายจะลดลงมาเป็นออร่าอ่อนๆ ก่อนจะติดผิว

สรุป - กลิ่นไม่ได้มาสายดราม่าเล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของนางไม้ Calypso แต่อย่างใด แต่ให้ลักษณะของความเป็น Calypso ที่ควรจะเป็นแบบยามอยู่เกาะแห่งความฝันกับ Odysseus ที่มีทั้งความสดชื่น ความเย้ายวน และเสน่ห์ตามธรรมชาติปนกรุยกรายเนียนๆ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งที่กลิ่นของ Robert Piguet ที่ทำออกมาได้ลงตัวมากจริงๆ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ 

Photo Credit - https://www.emartja.com/fragrance/calypso-robert-piguet-eau-de-parfum-spray-robert-piguet

 

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Montale - Sweet Peony

Montale - Sweet Peony

ผ่านกลิ่นอายหลากหลายที่ Montale ได้เอามานำเสนอไม่ว่าจะ Oud กุหลาบ วานิลลา และประปรายกับ Note กลิ่นอื่นๆ ไปพอสมควร แต่ก็ยังค้นหากลิ่นอายอื่นๆ ที่นอกเหนือกับรุ่นเมตตามหานิยมของแบรนด์ที่ชูโรงกันน่าดูกับการเป็น Oud และกุหลาบ และเมื่อได้เห็นว่ามีรุ่นหนึ่งที่ออกมาในปี 2017 ที่มานำเสนอความเป็นดอกโบตั๋นหรือ Peony ซึ่งแม้ว่ากลิ่นนี้จะให้อารมณ์คล้ายกุหลาบแบบสดชื่นให้ความสีชมพูในเนื้อกลิ่น แต่ก็อยากรู้อยู่ดีว่า Montale จะสื่อสารอย่างไร เช่นนั้น ได้มาก็ต้องใช้ให้ทะลุปรุโปร่ง

และความเป็น Peony ของ Montale ก็สื่อสารออกมาแบบนี้เลย

เปิดมาก็ให้อารมณ์ดอกไม้สดชื่นฟุ้งมาก่อนเลย กับการเป็นกลิ่นของดอกโบตั๋นที่ให้อารมณ์แบบดอกกุหลาบสีชมพูหวานสดชื่นสว่างซึ่งมีกลิ่นโทน Citrus ติดขมบางๆ สร้างบรรยากาศของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) แทรกอยู่ประปราย แต่กลิ่นที่แทรกตัวขึ้นมาเสริมไวมากและให้ความครีมมี่หน่อยๆ ในเนื้อกลิ่นอย่างพีชเจือโทนออกทางครีม ที่ทำให้กลิ่นเริ่มมีความหนาขึ้นมาอีกสเต็ป แต่ก็ไม่ได้หนักข้นเกินไป สร้างอารมณ์กลิ่นแบบโบตั๋นเคล้าพีชติดครีมเล็กๆ ที่มีกลิ่นอายของบรรยากาศสดชื่นได้ดีเลยทีเดียว และแน่นอนว่ากลิ่นเปิดมาก็ให้ความเป็นน้ำหอมผู้หญิงสาวจ๋ามาแต่ไกลเลย

เมื่อเริ่มสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นมีความครีมมี่มากขึ้นตามลำดับแต่ไม่ได้ถึงกับข้นจนจับได้ว่าตัวที่สร้างความครีมมี่คือกลิ่นมะพร้าวติดกะทิแบบอ่อนๆ กับวานิลลาที่ติดออกทางกึ่งโทนขนมเพราะมีความหอมหวาน กับกลิ่นติดอบอุ่นค่อนไปทางแป้ง เลยทำให้กลิ่นยังไม่ได้ไปสายขนมเต็มตัว แต่เป็นตัวเสริมที่รองพื้นกลิ่นให้มีโทนออกทางแป้งนวลอบอุ่นอ่อนๆ กำลังดีดันให้กลิ่นโทนดอกโบตั๋นที่มีลูกผสมของกุหลาบเข้ามาร่วมด้วยมีความเป็นสีชมพูหอมหวานโปร่งไล่เลเยอร์ลงมาติดหวานอมเปรี้ยวอ่อนๆ ของพีชทีมีความครีมมี่มะพร้าวแทรกตัวอยู่ กลิ่นช่วงกลางเลยเป็นช่วงที่ให้ความหอมหวานแบบดอกไม้ไล่โทนไปครีมมี่หวานนวลที่ไม่ซับซ้อนแต่ให้ความสะพรั่งในความหวานหอมได้ลงตัว และไม่พอตอกย้ำชัดลงไปอีกว่านี่คือน้ำหอมที่เหมาะกับผู้หญิงที่ชอบกลิ่นดอกไม้แนวกุหลาบสีชมพูชัดเจน จนกลิ่นดำเนินไปพอสมควรแล้วความเป็นกลิ่นโทนไม้หอมเริ่มปรากฎให้เห็นพร้อมกลิ่นปร่าเผ็ดอ่อนๆ ทำให้ได้อารมณ์แป้งวานิลลาที่มีความเป็นไม้หอมเจือ แต่ยังมีความหวานหอมนวลครีมอยู่ การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงท้ายก็เริ่มทำหน้าที่ตามลำดับ และคงตัวเมื่อเริ่มมีกลิ่นติดโทนกาแฟขมหอมเสริมเข้ามาแบบอ่อนๆ ทำให้ช่วงท้ายนี้อารมณ์จะได้ประมาณรุ่น Intense Cafe ของแบรนด์นี้ที่ลดความเข้มข้นฟุ้งพุ่งส่งต่อความหวานรอบทิศลง มาเป็นกลิ่นหอมหวานนวลกลั้วกาแฟบางๆ ที่ให้ความพอเหมาะกำลังดี เลยทำให้กลิ่นไม่ได้ตรงทื่อๆ ที่ความอ่อนหวานจนจะเข้าทางการเป็นกลิ่นแบบคุณหนูอยู่อย่างเดียว เพราะเสริมให้กลิ่นมีมิติที่มีความมั่นใจขึ้นมาด้วย เลยทำให้กลิ่นครอบคลุมการใช้งานได้ดีมากขึ้นไปอีกสเต็ป โดยที่ยังมีลักษณะแบบน้ำหอมผู้หญิงที่ชัดเจน อ่อนหวานก็ได้ หอมน่ารักก็ดี หอมมั่นใจเข้าทาง Working Woman ก็สามารถนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้แล้ว เพราะเนื้อกลิ่นให้คตวามเป็นสีชมพูนวลสว่างเลยได้ความอ่อนหวานนวลซึ่งให้ความน่ารักคุณหนูก็ได้ และมีความมั่นใจแบบผู้หญิงสายทำงานก็ได้ แต่ไม่ควรหนักมือ เพราะแบรนด์นี้ขึ้นชื่อเรื่องการปล่อยของกระจายอยู่แล้ว ก็ลงสเปรย์แบบเน้นความเหมาะสมเอา ซึ่งกลิ่นสามารถใช้งานได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่จะมีการใส่เพื่อออกกำลังกายที่ตัดไปจะดีกว่า หรือรอช่วงท้ายๆ ก็ได้อยู่แต่อาจจะตีขึ้นหวานเอาเยอะหน่อยถ้ากลิ่นยังทำหน้าที่ได้ดีมากอยู่ ส่วนรยามค่ำคืนเน้นใส่เพื่อออกงานหรือว่าทั่วๆ ไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้ถึงกับอวลจัดมาก แม้จะใส่ไปท่องราตรีได้ แต่ก็สู้กับกลิ่นหนักๆ ของชาวบ้านได้ยากหน่อย ยกเว้นถ้าไม่ได้คิดจะใส่ไปเพื่อปล่อยของหรือปล่อยเสน่ห์ ก็จัดไป

ความทน - ดีงามตามสไตล์แบรนด์ เพราะ 8 ชม. คือ พพื้นฐานเลย และยาวไปได้อีกแล้วแต่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายที่เอื้อมากพอ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ให้จับต้องได้ตลอด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายดีซักพัก แล้วจะเป็นปานกลางยาวไปซัก 4-5 ชม. ที่เหลือจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวไป จนเมื่อพ้น 10 ชม. กลิ่นจะเริ่มกลายเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - ถ้ามองในแง่ของการเป็นน้ำหอม Niche Perfume กลิ่นนี้จับเข้ามาอยู่ในโซน Niche ใช้ง่ายและมีความเป็นโทนแบบน้ำหอมสาย Floral หวานเจือแป้งหอมแบบสไตล์ Designer ที่เข้าถึงได้ง่ายมาก ซึ่งสามารถให้ตำแหน่ง #ของดีเทคนิคไม่ต้อง สำหรับสาวๆ ที่ชอบกลิ่นดอกไม้หอมหวานได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.voorwinden.nl/montale-sweet-peony-100ml-edp...

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Strangers Parfumerie - Les Mauvais Garçons


 Strangers Parfumerie - Les Mauvais Garçons

Bad Boy ในลักษณะของการเป็นน้ำหอมโดยส่วนใหญ่ที่เราจะต้องมีความเย้า อวล ร้าย และมาดแมนสไตล์เพลย์บอย อาจจะมีความอบอุ่นเข้ามาเนียนๆ แต่แน่นอนว่าต้องเรียกร้องความสนใจแม้ว่าหน้าคนใส่จะนิ่งมากก็ตาม ก็ Bad Boy ต้องดูเย็นชากันหน่อย ไม่งั้นจะดูพยายาม ซึ่งบางครั้งถ้าเราได้กลิ่นโทน Citrus ติดขม เช่น Bergamot มาเคล้ากระวาน ตามด้วยลาเวนเดอร์เข้ามาเสริมทัพ ในน้ำหอมผู้ชายส่วนใหญ่ เรียกว่าแทบจะตัดสินได้ไม่ยากว่ากลิ่นนี้น่าจะมีอารมณ์ Bad Boy แน่ๆ ทั้งโจ่งแจ้งและเนียนๆ แต่ความ Bad Boy มันจำเป็นต้องยืนพื้นที่แค่นี้เหรอ

เช่นนั้น เมื่อพบว่าแบรนด์ Strangers Parfumerie มานำเสนอโทนสไตล์ Bad Boy โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก Bad Boy ต่างๆ ที่ปรากฎในภาพยนตร์ฝรั่งเศสในช่วงปลายยุค 50 พร้อมกับอ้างอิงถึงถนนสายหนึ่งที่มีป้ายว่าติดไว้ว่า Rue des Mauvais Garçon หรือแปลว่า The Street of the Bad Boys ที่อยู่ในย่าน La Marais ที่ทั้งเก๋และชิค เป็น SOHO ของปารีสเลยก็ว่าได้ (ซึ่งในถนนสายนี้มีภัตตาคารที่ชื่อ Les Mauvais Garçons อยู่ด้วย) เช่นนั้น ความเป็น Bad Boy จะมาในรูปแบบไหน ตามต่อกันย่อหน้าถัดไปได้เลย

Les Mauvais Garçons เปิดตัวกับกลิ่นอายโทนเขียวหญ้าแห้ง Hay เด่นมาเลย แต่จะมีความฟุ้งคมเขียวหน่อยๆ ที่ดันกลิ่นเขียวหญ้าแห้งเด่นออกมาจากกลิ่นแนวกิ่งก้านส้ม (Petitgrain) ที่ติด Citrus เปรี้ยวเนียนๆ เคล้ายางไม้ที่มาสายเขียวขมอย่าง Gallbanum แต่เพราะความสมดุลย์ของการปรุงกลิ่นที่จับเอากลิ่นที่ควรจะคมและเด่นเกินหน้าเกินตาอย่างสายฟุ้งเขียว 2 ตัวนี้ให้เป็นตัวสนับสนุน และในเนื้อกลิ่นจะจับต้องได้ถึงโทนติดกึ่งพริกไทยกึ่งเลมอนหน่อยๆ ที่เป็นลักษณะค่อนไปทางยางไม้ด้วยเนียนๆ เลยทำให้หญ้าแห้งเขียวที่มีตัวดันกลิ่นที่ดีให้ฟุ้งออกมาสร้างความเป็นโทนเขียวติดแห้งอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเปิดมากลิ่นจะได้ความแมนเข้ามาแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูพยายามยัดเยียดความแมนในเนื้อกลิ่นแต่อย่างใด และมีลูกเล่นความเขียวที่ติด Classic ก็ได้ Modern ก็ดี

และเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นโทนลาเวนเดอร์ที่มาสร้างอารมณ์ติดนวลติด Herbal สมุนไพรเข้ามาในเนื้อกลิ่น และความคมฟุ้งที่เป็นตัวดันดาราในช่วงแรกเริ่มเบาลงไปตามลำดับ ก็ปูทางเข้าสู่สเต็ปถัดไปที่โทนกลิ่นหญ้าแห้งจะยังคุมโทนเป็นตัวเด่นอยู่ แต่จะมีโทนออกทางเขียวหอมนวลของชา และเขียวติดนวลค่อนไปทางสมุนไพรของลาเวนเดอร์เข้ามาเสริมทัพจนปรับโทนกันซักครู่ แล้วจะเริ่มมีโทนกลิ่นแบบคล้ายควันบุหรี่เข้าทางยาสูบติดควันเข้ามา รวมถึงจะจับต้องได้ถึงกลิ่นค่อนไปทางโทนแป้งทึบหน่อยๆ ซึ่งอารมณ์กลิ่นจะได้ความนิ่งแต่มีเสน่ห์ อารมณ์แบบกลิ่นโทนเขียวเจือสมุนไพรที่แห้งติดผิวแล้วมีกลิ่นควันยาสูบอวลรุมๆ กำลังดี ให้เสน่ห์แบบผู้ชายเท่ห์ๆ มาดร้ายนิดๆ ที่มีกลิ่นน้ำหอมติดเขียวสบายๆ เคล้าติดบุหรี่ติดผิวกายแบบพอเหมาะไม่ได้แบบสิงห์รมควันมาจากไหน ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นจะไม่ได้ดูแบบ Bad Boy แบบขนบกลิ่นที่ต้องมาเด่นมาร้ายดูเพลย์บอยอวลจัดหนักจัดเต็มแต่อย่างใด แต่สามารถเอาอยู่เรื่องกลิ่นที่ให้ความเป็นธรรมชาติแบบผู้ชายได้ดีมากเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของกลิ่นที่อยู่กันไปยาวๆ แน่นอนว่ากลิ่นโทนหญ้าแห้งเขียวยังคงมีอยู่ แต่จะเบาลงไปเหลือเพียงประปรายติดปลายกลิ่น แต่ตัวที่โดดเด่นขึ้นมาเลยคือ Oak Moss ที่จะให้ความเขียวติดเข้มสร้างออร่ากลิ่นติดเท่ห์ๆ ซึ่งจะสนับสนุนด้วยกลิ่นโทนติดแป้งทึบเจือวานิลลาอุ่นเย้าหน่อยๆ และที่สำคัญจะมีกลิ่นอายโทน Incense เนียนๆ เข้ามาสร้างความซับซ้อนในเนื้อกลิ่นให้มีความลึกและมีมิติที่ดึงดูดมากขึ้น โดยที่อารมณ์กลิ่นจะไม่ได้แบบโฉ่งฉ่าง ยังคุมโทนอารมณ์กลิ่นแบบผิวกายที่มีโทนเขียวที่เข้มขึ้นและเจือควันบุหรี่อ่อนๆ อยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายกลิ่นอายผู้ชายตามธรรมชาติที่มีพื้นฐานกลิ่นอายที่สะอาด แต่มีกลิ่นติดโทนน้ำหอมสมุนไพรสบายๆ เคล้ากลิ่นบุหรี่ที่สร้างความแมนแบบกำลังดี ติดแอบแสบห่ามเนียนๆ ที่ยังคุมโทนร่วมสมัยทางกลิ่นได้ลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex ซึ่งผู้หญิงใส่ได้ แต่จะดูออกแนวลุคห่ามๆ บอยๆ อะไรประมาณนี้ แต่ถ้าผู้ชายอันนี้เรียกว่าเข้ากันอย่างแรงเพราะว่ากลิ่นเสริมความเท่ห์ ความ Cool และความในแบบที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูพยายามยัดเยียดกลิ่นร้ายๆ กลิ่นแมนๆ ที่ต้องยั่วและอบอวลฟุ้งกระจาย 3 บ้าน 8 บ้าน แต่ให้ความเรื่อยๆ เสริมบุคลิกเสียมากกว่า (เพราะเสน่ห์ของน้ำหอมไม่ไช่เอากลิ่นมาฆ่าและกลบคาแรคเตอร์ผู้ใช้ แต่ต้องเป็นตัวสนับสนุนที่ดีต่อบุคลิกคนนั้นๆ เพื่อสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวต่างหาก) ซึ่งกลิ่นนี้ใช้ได้เลยครอบจักรวาลยามกลางวันทั้งหมด รวมถึงใส่ยามค่ำคืนแบบสบายๆ ชิลล์ๆ ก็ยังได้ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรี ถ้าไม่เน้นเรื่องปล่อยพลังและต้องโดดเด่นเหนือใคร ใส่ได่สบายมาก

ความทน - กลิ่นทนอยู่ที่ 8 ชม. กำลังดี สูงสุดที่เคยเจอคือ 12 ชม. กับการใช้ที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะผ่อนลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป จนเมื่อผ่านไปซัก 6 ชม. กลิ่นจะเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามขยับเนื้อตัว

สรุป - ใส่กลิ่นนี้แล้วได้อารมณ์เหมือนเป็นผู้ชายใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนัง นั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงโต๊ะหน้าร้านกาแฟเล่นมือถือหรืออ่านอะไรอยู่ซักอย่างที่ดึงดูดสายตาคนเดินผ่านไปผ่านมาในความลุค Bad & Cool ซึ่งกลิ่นดูเหมือนจะธรรมดา แต่เอาจริงๆ พอมาอยู่บนผิวมันไม่ธรรมดา มันมีเสน่ห์ตามที่ควรจะเป็นและมีความเป็นธรรมชาติของผู้ชายที่เสริมบุคลิคติดห่ามเท่ห์เนียนๆ ได้ดีมากจริงๆ อันนี้ยอม

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.facebook.com/strangersparfumerie

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Guerlain - L'Homme Ideal Eau de Parfum


 Guerlain - L'Homme Ideal Eau de Parfum

จาก L'Homme Ideal ที่นำเสนอกลิ่นอายครีมมี่ เซ็กซี่ และอบอุ่นด้วยโทรอัลมอนด์ ตามด้วย L'Homme Ideal Cologne ที่ให้ความสว่างสดชื่นมีเสน่ห์รองพื้นด้วยอัลมอนด์นวล คราวนี้ก็ได้เวลาของการมาพบกับอีกขั้นของความเข้มข้นในการเป็น Eau de Parfum ของสายนี้กันซะที ซึ่งในรุ่นนี้ Guerlain จะนำเสนอออกมาแบบไหน และต่อยอดความดีงามออกมาเช่นไร ได้เวลามาจาระไนกันดีกว่า

Guerlain L'Homme Ideal EDP เปิดตัวกับความ Spicy ที่ชัดเจนมากกับความเผ็ดปร่าสายเครื่องเทศที่เด่นวูบมาก่อนเลย กลิ่นจะชัดจัดเต็มพอสมควรซึ่งมีลักษณะคล้ายกระวานกึ่งพริกไทยวูบขึ้นมา โดยจะสัมผัสกลิ่นอายแบบขมเจือเปรี้ยวปร่าของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ปลายกลิ่นที่ทำให้มีมิติความสดชื่นบางๆ เจือเข้ามาร่วมด้วย พร้อมจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นออกทางถั่วอัลมอนด์ที่จะแทรกตัวขึ้นมาเนื้อกลิ่นจะมีโทนติดขมปนถั่วที่มีความนวลหวานคลอพร้อมกับกลิ่นลาเวนเดอร์ที่มาสอดรับสร้างความนวลติดโทนแป้งหน่อยๆ ซึ่งเพียงแต่กลิ่นเปิดต้องบอกเลยว่าเรียกร้องความสนใจในการเป็นกลิ่นอายสายเย้าที่ชัดเจนมาก แต่เพียงชั่วครู่มิตรสหายสายเชอร์รี่ก็ได้เวลาเข้ามาสร้างกลิ่นอายที่บางวูบก็อาจจะคล้ายกลิ่นยาแก้ไอหน่อยๆ เพราะความคุ้นชินกับยาแก้ไอกลิ่นเชอร์รี่ แต่ปรับจมูกให้ทำความคุ้นเคยนิดนึงจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความหอมเจือเปรี้ยวอมหวานเฉพาะแบบที่เชอร์รี่สดกึ่งน้ำเชอร์รี่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว และก็สอดรับได้ดีกับโทนอัลมอนด์ที่กลายเป็นกลิ่นอาย Fruity เจือ Nutty ที่มีเสน่ห์มากขึ้นตามลำดับและปูทางเข้าสู่ช่วงกลางต่อไป

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเต็มตัวช่วงนี้เรียกว่าเป็นไฮไลท์ที่ให้ความเซ็กซี่เจ้าเสน่ห์ได้เกินคาดมากกลิ่นไม่ได้ถึงกับครีมมี่นวลแบบตัวต้นตระกูล และก็ไม่ได้สดชื่นแบบตัว Cologne แต่จะค่อนไปทางการเป็นเหล้าเชอร์รี่กึ่งโค้กเชอร์รี่หน่อยๆ ที่จะเป็นตัวเด่นวูบขึ้นมาให้ความกรุ้มกริ่มได้ลงตัวมาก ซึ่งจะมีกลิ่นนวลกุหลาบเนียนๆ ประปราย โดยมีตัวเชื่อมโทนตรงกลางด้วยกลิ่นติดโทนธูปกึ่งติดเปรี้ยวกึ่งปร่า Spicy ที่มีโทนไม้สนหน่อยๆ อารมณ์มาแบบเดียวกับ Frankincense ที่สร้างสร้างมิติน่าค้นหาต่อทอไปยังตัวรองพื้นด้วยกลิ่นโทนถั่วอัลมอนด์ที่นอกจากจะให้ความขมเจือหวานหอมแล้ว ยังเริ่มจับต้องได้ถึงโทนอบอุ่นติดวานิลลาเข้ามาร่วมด้วยมากขึ้นตามลำดับที่จะไม่ได้มีแค่นี้ เพราะเมื่อกลิ่นดำเนินไปพอสมควรจะเริ่มมีโทนกลิ่นออกทางครีมมี่ติดอวลแมนเจือยาสูบปนเขียวหญ้าแห้งเล็กๆ หน่อยๆ ของถั่วตองก้าบีนค่อยๆ แทรกตัวมาเนียนๆ ที่สอดรับพอเหมาะพอเจาะกับอัลมอนด์และวานิลลา รวมถึงจะค่อยๆ เด่นขึ้นเรื่อยๆ ลดทอนความเป็นเชอร์รี่ลงมาแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็กลายเป็นตัวหลักที่คุมเกมในการสร้างเย้ายวนเซ็กซี่อบอุ่นอวลเต็มตัวในช่วงท้าย ที่เชอร์รี่จะลดทอนลงมากลายเป็นสายสนับสนุนสร้างเลเยอร์ฟรุตตี้เย้าๆ อ้อยอิ่งที่ดึงดูดและมีเสน่ห์สะกิดจมูกอยู่เช่นเดิม แต่กลิ่นถั่วตองก้าที่ให้ความอวลอุ่นครีมมี่เจือหวานวานิลลาก็จะมีโทนที่สร้างความเร้าใจในเนื้อกลิ่นขึ้นมาอีกสเต็ปนั่นคือกลิ่นหนังที่จะมาสร้างความรุมๆ เย้าๆ และมีกลิ่นไม้หอมนวลๆ ครีมมี่เข้าร่วมด้วยอย่างไม้จันทน์หอมที่สร้างโทนไม้ติดจืดครีมมี่หอมเนียนๆ รวมถึงยังมีความปร่าติดเครื่องเทศเจือโทนธูปสว่างหน่อยๆ ประปรายในเนื้อกลิ่นอยู่ด้วย ทำให้ช่วงนี้จะเป็นโทนเซ็กซี่เจืออบอุ่นที่มีลูกล่อลูกชนที่ผสมผสานกันเป็นอย่างดี โดยเน้นที่ความอวลที่มีความอบอุ่นเจือเย้าเร้าใจและมีความกรุ้มกริ่มติดปลายกลิ่น ให้ความเซ็กซี่ดึงดูดแบบมีระดับและมีชั้นเชิงแบบที่เบลนด์กลิ่นออกมาได้สมดุลย์และลงตัวมากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป ซึ่งกลิ่นค่อนข้างมาในลักษณะหนุ่มเจ้าเสน่ห์แบบผ่านอะไรมาในระดับหนึ่งแล้วและเรียนรู้ที่จะใช้เสน่ห์ดึงดูดโดยที่ไม่ต้องดูจงใจ แต่กินขาดประมาณนั้น ซึ่งกลิ่นนี้อาจจะไม่ได้เข้ากับยามทางการมากนักเพราะมาสายเย้าเซ็กซี่ แต่ถ้าใส่แบบเบามือก็ถือว่าได้อยู่ นอกนั้นจะใส่แบบทั่วๆ ไปทำงาน Office อะไรแบบนี้ก็ได้หมด จะมีก็แต่การใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ และออกกำลังกายที่ข้ามไปเถอะ เดี๋ยวจุกเอาได้เวลากลิ่นตีขึ้นหนักๆ ส่วนยามค่ำคืนที่เรียกว่าเป็นกลิ่นมีระดับ มีคลาส และมีเสน่ห์ที่ชัดเจนมาก ไม่ได้ตูมตาม แต่เรียกร้องความสนใจได้ดีมาก ซึ่งจัดได้ไม่ว่าจะทั้งออกงานหรือว่าท่องราตรี บอกเลยว่าเอาอยู่

ความทน - ลงตัวกับราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกถ้าจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายเอื้อพอ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กับการใช้งานที่ 5 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่ามาแบบเครื่องเทศเจืออัลมอนด์ฟุ้งๆ เลย แล้วจะลดลงมากระจายดีในช่วงกลาง ก่อนจะผ่อนลงมาเรื่อยๆ จนเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พ้นไปซัก 8 ชม. ถึงเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - เป็นการต่อยอดที่ดีและลงตัวมาก สร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงเป็นลายเซ็นเฉพาะในความเป็น L’Homme Ideal ได้ดีกับการเป็นโทนอัลมอนด์ที่มีเนื้อกลิ่นสื่อสารออกไปในทิศทางเดียวกัน เพิ่มเติมคือความเจ้าเสน่ห์ที่ใส่เข้ามามากขึ้นนี่แหละ L’Homme Ideal EDP ล่ะ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.guerlain.com/.../lhomme-ideal-eau-de-parfum

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Avon - Prima Noir

Avon - Prima Noir

ผ่านการเล่ากลิ่นอายกุหลาบใสๆ ให้อารมณ์สีชมพูอ่อนจากการสร้างสรรค์ของ Avon ในรุ่น Prima มาก่อนหน้านี้พอสมควร กับการเป็น Day Time Scent ที่ใช้ง่ายและเข้าถึงง่ายแบบยังไงก็สวย ก็ได้เวลามาจับต้องกลิ่นอายที่ต่อยอดมาเป็น Night Time Scent กันบ้างอย่าง Prima Noir

ซึ่งกลิ่นจะมาในมุมใด คุมโทนความเป็นกุหลาบอยู่หรือไม่ ว่ากันเลยดีกว่า เพราะกลิ่นออกมาในรูปแบบนี้เลย

แป้งหอมอบอุ่นอวลวานิลลา จะกลายเป็นตัวหลักของน้ำหอมกลิ่นนี้โดยมีกลิ่นอายสายดอกไม้เป็นตัวสนับสนุน ซึ่ง Prima Noir จะเปิดตัวที่กลิ่นอายสายครีมมี่แป้งนวลที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นในช่วง Top Notes เลยซึ่งจะเริ่มที่การเป็นโทนแป้งหอมติดโปร่งเจือเขียวอ่อนๆ ของดอกไวโอเล็ตที่จะมีกลิ่นอายสายฟรุตตี้ผลไม้แฝงอย่างพลัมและความเปรี้ยวเจือขมของกลิ่นแนว Citrus บางเบาซ้อนอยู่ที่ทำให้กลิ่นช่วงนี้จะมีอารมณ์วูบแรกเป็นแป้งโปร่งเจือหอมผลไม้ที่หวานอมเปรี้ยวนัวกันค่อนข้างชัด แต่ในวูบถัดๆ มาจะเริ่มสัมผัสได้มากขึ้นถึงกลิ่นโทนแป้งหอมดอกไม้ขาวที่มีความครีมมี่เสริมขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ช่วงต้นจะได้โทนกลิ่นหลักๆ คือ แป้งหอมครีมมี่นวลเจือผลไม้หวานอมเปรี้ยวเย้าที่ให้ความดึงดูดเย้ายวน แต่สิ่งที่ดีคือ กลิ่นไม่ได้หนักหน่วงหรือมาเพื่อฆ่า เลยให้ความเย้าแบบกำลังดีอารมณ์โทนสีครีมมี่ไล่เฉดจากชมพูไปม่วงพลัมได้ดีเลยทีเดียว

แต่เพราะ Signature ของ Avon คือ โทนดอกไม้ขาว แน่นอนว่าจะต้องมีโทนนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง และก็มาจริงๆ กับการเข้าสู่ Middle Notes ที่จะได้ความเป็นกลิ่นดอกไม้ขาวครีมมี่เคล้าแป้งหอมอวลอุ่นที่มีดอกมะลิเป็นตัวเด่น แต่ในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้เพิ่มถึงกลิ่นที่มีความเป็นดอกไม้ขาวสายข้นคล้ายดอกพุดหรือซ่อนกลิ่นที่เนียนอยู่ด้วย และกุหลาบที่ตามหาก็มีให้สัมผัสได้อ่อนๆ ในช่วงนี้เช่นกัน แต่จะมาแบบเป็นตัวเลเยอร์ให้กลิ่นมีลักษณะออกทางสีชมพูหน่อยๆ เบาๆ ทำให้กลิ่นช่วงกลางมีความเป้นกลิ่นโทนแป้งหอมดอกไม้ขาวที่มีความครีมมี่อวลนวลแต่ยังคุมโทนเฉดสีออกทางนัวของม่วงเหลือบชมพูอยู่เพราะยังจับต้องได้ถึงกลิ่นออกทางพลัมอยู่หน่อยๆ ทำให้มีโทนเย้ากรุ้มกริ่มนิดๆ มีเสน่ห์กำลังดี กลิ่นจะไม่ได้ไปทางสายสว่างนวลแต่อย่างใด แต่เน้นที่ความเย้ายวนอวลหวานครีมมี่กำลังดีแทน ซึ่งกลิ่นอายโทนแป้งในช่วงนี้จะเริ่มมีกลิ่นโทนวานิลลาให้จับต้องได้ด้วย และจะเริ่มเด่นชัดมากขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นตัวเดินกลิ่นหลักในที่สุดของ Base Notes เพียงแต่จะไม่ได้เป็นโทนขนมจ๋าๆ แต่อย่างใด ให้อารมณ์โทนแป้งวานิลลาอบอุ่นนวลหวานเจือความครีมมี่ปนดอกไม้ขาวที่มีลูกผสมของโทน Musky อ่อนๆ ทำให้มีความนวลสะอาดเข้ามาร่วมด้วย กลิ่นจะไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด ให้ความนวลอุ่นที่หวานครีมเข้าถึงง่ายคลอผิว โดยที่ลดทอนความนัวลงมาเป็นโทนกลางๆ ไม่สว่างไป ไม่ดาร์กไป จนกว่าจะจางไปในที่สุด

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้งานตัวนี้ได้สบายมาก ยิ่งถ้าพื้นฐานไม่มายด์กับโทนแป้งหรือโทนครีมมี่ จะยิ่งเข้าถึงได้ง่ายและ Happy ได้เลยทีเดียว โดยสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ก็ยามทางการก็ได้ เพียงแต่จะไม่เข้าทางกับเวลารับแขกบ้านแขกเมืองทางการจัดๆ เท่าไหร่ แต่ถ้าใส่ทำงาน Office หรือใส่เรียน (แบบจำนวนสเปรย์พอเหมาะ) แบบนี้สบายมาก รวมถึงใส่แบบทั่วๆ ไป ออกงาน ก็ผ่านฉลุย จะมีก็แค่ที่ควรข้ามคือการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ และออกกำลังกาย ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานได้เลย เพิ่มสเปรย์หน่อยพร้อมทุกงานได้ไม่ยากและเข้าทางกับชุดสีเข้มได้ดีอีกด้วย แต่สำหรับการใส่เพื่อท่องราตรี เอาจริงๆ กลิ่นนี้ใส่ได้เลยล่ะ แต่เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายโฉ่งฉ่างเท่าไหร่ เลยต้องอัดสเปรย์หน่อย ในการไปสู้กับคนอื่นๆ ที่มาหนักแน่นอวลทั้งหลาย

ความทน - ตีค่าเแลี่ยที่ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ ไปต่อได้อีกถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมราวๆ 8 - 10 ชม. อิงตามสภาพผิวด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาที่ปานกลางซักพัก ก่อนจะกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ พอพ้นซัก 5 - 6 ชม. แล้ว ถึงค่อยๆ เข้าสู่การเป็น Skin Scent

สรุป - ความเด่นของกุหลาบใน Prima ไม่ได้ตามมาเป็นตัวหลักในน้ำหอมรุ่นนี้ แต่ส่งพลัมที่เป็นตัวรองมาแทน ซึ่งก็มาสร้างความนัวให้กลิ่นได้ดีเลยทีเดียว และถึงแม้ว่ากลิ่นจะนำเสนอตัวเองเป็น Night Time Scent แต่บอกเลยว่าใช้ยามกลางวันได้สบายมาก ให้ความครีมมี่โทนสีม่วงที่น่าค้นหาและกรุ้มกริ่มเบาๆ ได้ดีนักแล

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://shopavongh.com/product/prima-noir-eau-de-parfum/


 

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Avon - Velvet

Avon - Velvet

ในแต่ละปีถ้าให้พูดถึงแบรนด์ที่ออกวางจำหน่ายน้ำหอมใหม่ๆ แบบมาให้รึ่ม มาให้เต็มและมาให้เยอะ หนึ่งในนั้นต้องมี Avon รวมอยู่ด้วยเป็นแน่แท้ เพราะช่วงหลังๆ Avon ออกน้ำหอมรัวสุดจริงจังมากในแต่ละปี เช่นในปี 2018 ตลอดปีก็ล่อเข้าไปราวๆ 40 รุ่นกว่าๆ เลย แต่เห็นออกน้ำหอมเยอะๆ แบบนี้แต่ละรุ่นต่างมีความเป็น Avon ที่น่าสนใจและใช้ง่ายเข้าถึงง่ายอยู่เป็นทุนเดิมแน่นอน

และในปี 2018 ท่ามกลางน้ำหอมมากมายของแบรนด์ ก็มีน้ำหอมรุ่นนึงที่โดดเด่นออกมาจนได้รับคำชื่นชมล้นหลามไม่น้อยเลย กับการนำเสนอกลิ่นโทนกุหลาบ พิมเสน และ Fig ที่ให้โทนสีแดงกำมะหยี่ เช่นนั้นมาทำความรู้จักและเรียนรู้กลิ่นกันดีกว่าว่ามีดีอย่างไร กับรุ่นนี้เลย Velvet

เปิดต้นกลิ่นความเป็นสีแดงที่ติดออกทางเหลือบค่อนไปม่วงก็ชัดเจนออกมาทันที เพราะกลิ่นที่ได้จะมีเลเยอร์ความใส ความหวาน ความนวล และความอวลที่ซ้อนกันกับการเล่นโทนสีแดงแบบแดงอ่อนอย่างราสเบอร์รี่ที่จะมีความหวานหอมอมเปรี้ยวนิดๆ ตามติดด้วยเปรี้ยวอมหวานหอมแบบเฉดสีแดงเข้มของทับทิมที่จะให้ความเปรี้ยวติดกึ่งทึบกึ่งใส มีความปร่าเย้าดึงดูดหน่อยๆ และมีกลิ่นกุหลาบที่ออกทางกุหลาบแดงติดแยมเล็กๆ ที่มาสร้างความนวลเจือเปรี้ยวอมหวาน แถมได้กลิ่นออกทางคล้ายหนังที่มีความขมเจือหวานลึกกึ่งเครื่องเทศหน่อยๆ ที่ให้โทนสีแดงเข้มลึกอย่างหญ้าฝรั่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยความอวลติดปร่าเจือครีมมี่ Milky ที่เป็นลักษณะกลิ่นของลูกมะเดื่อฝรั่ง (Fig) ซึ่งบอกเลยว่ากลิ่นเปิดคือการเล่นโทนสีแดงที่ไล่เฉดไปยังม่วงกับมิติกลิ่นของผลไม้และกุหลาบที่ซ้อนและสนับสนุนกันอย่างดี และแอบจับได้ถึงกลิ่นปร่าซ่าหวานระเรื่อของพิมเสนนิดๆ เสียด้วยกลิ่นเลยมีความหรูหราเคล้าจริตกรุยกรายเล็กๆ ที่ดึงดูดกันตั้งแต่ต้นเลย

ช่วงกลางก็เป็นอีกหนึ่งในไฮไลต์ของน้ำหอมที่จะชูโรงความเป็นกุหลาบติดแยมเย้ายวนหอมนวลเปรี้ยวอมหวานที่ชัดเจนมาก เพราะกลิ่นโทนผลไม้ในช่วงต้นจะกลายเป็นตัวสนับสนุนแทนที่ ซึ่งแน่นอนว่าความครีมมี่ของ Fig ยังชัดเจนอยู่ และมีกลิ่นออกทางติดขนมหน่อยๆ แนวๆ วานิลลาเคล้ากลิ่นแป้งหอมอัลมอนด์ติดดอกไม้ซึ่งเป็นลักษณะกลิ่นของดอกเฮลิโอโทรเป้ เลยทำให้ช่วงนี้อารมณ์กลิ่นจะคาบเกี่ยวความเป็นกุหลาบแยมติดหวานอมเปรี้ยวปลายกลิ่นด้วยโทนผลไม้เคล้าขนมหวานหอมเจือครีมมี่ Fig แบบไม่หนัก มีความอวลลึกขมปนหวานเย้าของหญ้าฝรั่นและมีความระเรื่อกรุยกรายพลิ้วๆ ของพิมเสนที่ชัดเจนมากขึ้น เรียกว่ากลิ่นมีความพอเหมาะพอดีแบบไม่หนักไปและไม่เบาไป ให้ความเป็นสีแดงเข้มเหลือบม่วงค่อนไปทางสีเลือดหมูแบบกำมะหยี่ที่หรูหรามีระดับชัดเจนมาก ซึ่งกลิ่นจะดำเนินไปยาวพอสมควรจนกลิ่นในช่วงกลางค่อนๆ ผ่อนลงมาเรื่อยๆ และแทนที่ด้วย Musk ที่กลายมาเป็นตัวเด่นแทนในช่วงท้ายโดยจะให้โทนสะอาดนุ่มนวลผ่อนจากความหวานนุ่มครีมมี่หอมเปรี้ยวอมหวานในช่วงกลางมาเป็นสายนวลสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย และช่วงนี้นอกจาก Musk พิมเสนก็ยังไม่หนีไปไหน ให้ความระเรื่อเจือสะอาดหวานอ่อนๆ คลออยู่ตลอด บางวูบในช่วงนี้จะได้โทนกุหลาบเจือกลิ่น Fig ที่ลดความครีมมี่เป็นกลิ่นออกทางไม้หอมที่เนียนๆ อยู่ในความเป็น Musky ในช่วงนี้พอให้รู้สึกได้ถึงความเป็นสีแดงนวลนุ่มอารมณ์ Velvet ได้อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าช่วงทางหรือกลิ่นสายมินิมัลที่มาแบบเรียบหรูสะอาดและเข้าถึงง่ายเต็มๆ นั่นแล

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้สบายมาก กลิ่นมีความกลางๆ กำลังดีให้อารมณ์กรุยกรายแบบมีจริตได้แบบไม่หนักหน่วง จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่ออกกำลังกายที่ให้ข้ามไปจะดีกว่า ไม่เข้าทางซักนิด ส่วนยามค่ำคืนอัดเสปรย์หน่อยออกงานได้สบายมาก รวมถึงท่องราตรีก็ใส่ไปได้อยู่ แต่อาจจะไม่ได้จัดจ้านในย่านนั้นนัก ถ้าเจอกลิ่นหนักๆ อวลๆ แรงๆ จากคนอื่นมากลบ

ความทน - ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีไปต่อได้อยู่บ้างจนถึง 8 ชม. ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมรวมถึงถ้าสภาพผิวเอื้อด้วยอาจจะอยู่กันต่อได้อีกพอสมควร

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วผ่อนลงมาปานกลางซักพัก เมื่อพ้นไปซัก 3 ชม. เริ่มจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวหอมกุหลาบหวานขนมครีมมี่กลางๆ แล้วจะเป็น Skin Scent ให้โทนสะอาดเจือกุหลาบเคล้าพิมเสนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

สรุป - ไม่แปลกใจว่าทำไมโดดเด่นมากในปี 2018 และมีแต่คนชม เพราะกลิ่นมีลูกเล่นและความหรูหราในโทนสีแดงไล่เฉดไปม่วงได้ดีมาก โดยที่คุมสมดุลย์ทางกลิ่นให้มีความกลางกำลังดี และผสมผสานความเป็นกุหลาบ พิมเสน และ Fig ได้ลงตัวมากจริงๆ ถือเป็นหนึ่งในกลิ่นเพชรเม็ดงามของ Avon นอกเหนือจากสายดอกไม้ขาวได้เลย

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pinterest.com/pin/303007881176065875/