วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Review: Ryan Richmond - Rich Mess

Ryan Richmond - Rich Mess

เมื่อเห็นชื่อรุ่นน้ำหอมที่ได้รับเป็น Finalist และเป็นรุ่นที่ได้รับรางวัลน้ำหอมสาย Niche Perfume อย่าง Art & Olfaction Awards ประจำปี 2019 ในส่วนของ Independent Category ซึ่งนั่นก็คือ Ryan Richmond กับรุ่น Rich Mess แน่นอนว่าเป้าหมายต้องมีไว้ในการครอบครองก็มาเต็มเลยทีเดียว เพราะอยากได้น้ำหอมที่มีรางวัลการันตีและอยากที่จะเรียนรู้กลิ่นว่าจะออกมาในรูปแแบบไหน แต่ก่อนจะว่ากันในเรื่องของกลิ่น มาว่ากันที่แบรนด์กันก่อนดีกว่า

Ryan Richmond เป็นแบรนด์น้ำหอมที่กำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2018 จากเจ้าของที่ชื่อเดียวกับแบรนด์ที่เป็น Art & Creative Director ที่เก่งกาจมากเลยทีเดียว และได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ๆ มาก็มาก เมื่อได้เจอกับ Perfumer ที่ชื่นชอบผลงานเป็นการส่วนตัวอย่าง Christophe Laudamiel ก็เลยได้ร่วมงานกันเพื่อสร้างสรรค์น้ำหอมออกมาจนได้เป็นรุ่น Rich Mess ที่เป็นเพียง 1 เดียวของแบรนด์ในตอนนี้ออกมา โดยให้คิดถึงภาพงานปาร์ตี้ยามค่ำคืนแบบเก๋ๆ ดึงดูดให้สนุกสนานแบบมีสไตล์ โดยที่ใส่ในความมั่นใจผ่านกลิ่นได้เลยเพราะตั้งใจมาให้เป็นกลิ่นอายสายสตรองอยู่แล้ว เช่นนั้น มาว่ากันที่กลิ่นนี้กันเลยดีกว่าว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

เปิดตัวมาก็สายสตรองกันอย่างแท้ทรู เพราะกลิ่นจะให้พลังเป็นบาเรียกระจายรอบวงกันเลยทีเดียว ซึ่งจะยืนพื้นที่โทนหนังที่จะตามไปจนถึงช่วงท้ายแบบเป็นตัวเอกหลักไปเลย ซึ่งเปิดมาความเป็นหนังติดอวลปนไม้ติดจืดหอมและมีกลิ่นแนวเครื่องเทศเผ็ดปร่าเนียนๆ รวมอยู่จะฟุ้งออกมาชัดพอสมควร แต่จะมีโทนสนับสนุนที่เป็นตัว on Top ของกลิ่นอย่าง โทน Citrus ติดซ่า Spicy หน่อยๆ ของมะกรูดฝรั่ง เปรี้ยวแปร่งเนียนๆ ของเกรปฟรุตที่ทำให้กลิ่นมีวูบโทนสว่างวิบๆ หน่อยๆ และมีกลิ่นเขียวขมติดหวานปลายกลิ่นและมีความทึบนิดๆ ของลูกมะเดื่อฝรั่งหรือ Fig ซึ่งจะได้อารมณ์แนวๆ เครื่องดื่มค็อกเทลหรือแชมเปญที่มี Fig ประดับอยู่ที่ทำให้การเปิดตัวของกลิ่นไม่ได้ไปสายดาร์กจัดจ้านมากนัก ออกแนวมีความ Mix & Match ที่จะอวลทรงพลังด้วยกลิ่นโทนหนังเคล้าไม้หอมเย้าเร้าใจ มีความทึบอึนแบบน่าค้นหา และก็มีมุมสว่างวิบๆ ให้รู้สึกได้ไปด้วยแบบประปราย ได้อารมณ์แนวๆ อยู่ในปาร์ตี้ชุดหนังที่มีทั้งคนใส่ชุดหนังเท่ห์ๆ หนังรัดรูป หนังแก้วกึ่งลาเท็กซ์วิบวับเซ็กซี่ หรือถ้าไม่ใส่ชุดหนังก็เป็นบาร์ที่มีโซฟาหนังให้นั่งคุยนั่งโยกตามเพลงพลางจิบค็อกเทลอะไรประมาณนั้น ซึ่งช่วงเปิดมีความแปลกเก๋อวลหนักแบบที่ทำให้ตึ้บได้พอสมควร และเป็น Love or Hate Scent ที่ถ้าชอบก็จะฟินไปเลย ถ้าเกลียดจะวางทิ้งไปล้างตัวได้ในทันทีเช่นกัน เพราะกลิ่นไม่ได้ Nice แต่ความมั่นใจนั้นเต็มเปี่ยมเสียมากกว่า 

จนเมื่อกลิ่นโทนหนังเริ่มชัดขึ้นและมีกลิ่นติดขมปนหวานปลายเครื่องเทศที่มีความใกล้เคียงโทนหนังอย่างหญ้าฝรั่นที่เริ่มเปิดตัวออกมาสมทบความอวลที่จะลุ่มลึกดึงดูดเพิ่มขึ้น ความหนักอวลปล่อยพลังในช่วงแรกจะลดลงมาหน่อย และโทน Citrus ต่างๆ จะผันตัวเป็นสายสนับสนุนอ่อนๆ แทน โดยจะได้เลเยอร์กลิ่นในลักษณะกลิ่นเขียวขมทึบของ Fig ที่ชัดขึ้นมาจากช่วงแรก ไล่เลเยอร์ลงไปที่ตัวเชื่อมอย่างกลิ่นหญ้าฝรั่นเจือไม้จืดหอมติดทึบ ตามด้วยกลิ่นหนังเคล้าวานิลลาเล็กๆ ที่ให้ความเย้าเคล้าสาบปลุกเร้า Animalic รองพื้น กลิ่นจะสร้างออร่าติดดาร์กกำลังดี อวลนัวกำลังงาม แต่ยังมีพลังอยู่เต็มไปซักระยะ จนเมื่อเริ่มมีกลิ่นโทนไม้หอมที่ติดปร่าเสริมขึ้นมาอย่างไม้ซีดาร์ กลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนไปในทางโปร่งขึ้นมาอีกนิด แต่พื้นกลิ่นยังคงทึบอวลอยู่ เลยจะได้อารมณ์การแบ่งภาคทางกลิ่นที่มีความเป็นเอกเทศก็ได้ ผนวกผสานรับส่งต่อเสน่ห์กันเป็นอย่างดีก็สามารถ สร้างออร่ากลิ่นอายโทนหนังที่มีความอวลไม้หอมปนเก๋มีเสน่ห์เก๋ๆ เฉพาะไปพอสมควร จึงเปลี่ยนสถานะเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะค่อยๆ ผ่อนตัวลงมา โดยที่กลิ่นจะยังคงมีโทนขมหอมของหญ้าฝรั่น กลิ่นติดโทนเขียวทึบของ Fig และเริ่มมีกลิ่นออกทางแว็กซ์หอม Spicy หน่อยๆ ของดอกลิลลี่เข้ามาร่วมด้วย กลิ่นเลยยังคุมโทนความดึงดูดมีเสน่ห์ติดสายดาร์กกำลังดีอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายพื้นฐานที่ยังมีความเป็นกลิ่นหนังเคล้าไม้หอมที่มีความอวลจืดหอมหน่อยๆ ของไม้จันทน์หอมและมีความโปร่งติดปร่าของไม้ซีดาร์ โดยที่แอบมีโทน Musky เข้ามาร่วมด้วย กลิ่นเลยจะได้ให้อารมณ์กลิ่นผิวกายติดเขียวกึ่งหนังติดเหงื่อหน่อยๆ เคล้าไม้หอมแบบสร้างความเร้าใจปนเซ็กซี่ได้ดีเกินคาด และอยู่ยาวนานกันไปจนกว่าน้ำหอมจะพอใจได้เลย

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่ไพล่ไปทางผู้ชายนิดหน่อย เพราะโทนไม้หอม แต่ก็ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไรนัก ซึ่งกลิ่นนี้อาจจะต้องผ่านน้ำหอมกลิ่นหนังและ Fig มาบ้าง จะทำให้เข้าใจเนื้อกลิ่นได้ดีมากขึ้น และเมื่อผ่านความหนักหน่วงของช่วงแรกไปแล้วที่เหลือจะมีทั้งความ Cool ความเซ็กซี่ ความเย้าเร้าใจ และความดาร์กน่าค้นหาแบบที่มีความ Modern และแปลกเก๋ในเนื้อกลิ่นสูงมาก แน่นอนว่าไม่ค่อยเข้าทางกับการใส่ยามกลางวันเท่าไหร่นัก แต่ถ้าใส่ก็แบบทั่วๆ ไปหรือใส่ทำงาน Office ได้แบบจำกัดจำนวนสเปรย์ไม่งั้นตึ้บรอบทิศเอาได้ ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายไปได้เลย ส่วนยามค่ำคืนแบบปาร์ตี้ หรือท่องราตรี บอกเลยจัดไป ลิ่นนี้เสริมคาแรคเตอร์สายเก๋ปนเซ็กซี่แกม Cool ได้ดีมากจริงๆ

ความทน - มากกกกกก เพราะ 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ อาบน้ำนอนตื่นมากลิ่นก็ยังติดผิวจางๆ ถือว่าความทนเป็นเลิศจริงๆ ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเแลี่ยยังไงก็ 8 ชม. สบายๆ 

การกระจาย - มากที่สุด เรียกว่ามาเต็ม มาชัด มาแบบปล่อยพลังรอบตัวกันจนอาจทำให้มึนกันได้เลย แต่พอไหลผ่านเข้าสู่ช่วงกลาง กลิ่นจะลดลงมากระจายดี จนเมื่อเข้าช่วงท้ายเริ่มจะผ่อนลงมาตามลำดับจนเป็นออร่ารอบๆ ตัวปิดท้ายกันยาวไป

สรุป - กลิ่นนี้สร้างภาพในหัวออกมาได้แบบนี้เลย “นั่งจิบแชมเปญที่ประดับด้วย Fig บนโซฟาหนังในบาร์ลับสลัวกับเพลงแนววาบหวามที่ดังให้ได้ยินอย่าง No Dignity ของ Blackstreet, Dancing with the Stranger ของ Sam Smith & Normani, Electricity ของ Silk City & Dua Lipa และปิดท้ายด้วย Let's Get It On ของ Marvin Gaye” มันเก๋ อบอวล ร่วมสมัย และเซ็กซี่ แบบที่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ 

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - เข็มขัดสั้น

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Review: Atelier Cologne - Trefle Pur

Atelier Cologne - Trefle Pur

ก่อนที่จะได้ลองน้ำหอมอยู่รุ่นหนึ่งที่ให้คำเกริ่นแนวๆ ว่า “เหมือนยืนสดชื่นอยู่ริมลานหญ้าหรือทุ่งหญ้าธรรมชาติหลังฝนตกที่มีวิวตรงหน้าแบบ Landscape กว้างๆ” อย่าง Trefle Pur หรือแปลเป็น Eng ออกมาได้ว่า Pure Clover ของแบรนด์ Atelier Cologne แน่นอนว่าความคาดหวังสูงมาก เพราะมโนไปก่อนแล้วว่าจะได้สัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติที่สร้างความฟินแบบเวลาที่เราตื่นเช้ามาแล้วสูดอากาศสดชื่นบนเนินกว้างสุดลูกหูลูกตาหลังฝนตกที่มีความเขียวเย็นๆ + กลิ่นอายบรรยากาศที่สดชื่น

เช่นนั้น เมื่อใช้จริงกลิ่นจะเป็นอย่างไร?

Trefle Pur เปิดตัวด้วยกลิ่นอายแบบเวลาเราขยี้ใบไม้ใบหญ้าแล้วมีกลิ่นเขียวๆ ตามธรรมชาติฟุ้งออกมาได้ชัดเจนมาก และมีกลิ่นอายเย็นๆ ติดชื้นๆ มาสร้างความรู้สึกสดชื่นนำหน้าก่อนเลย แล้วจะจับต้องได้ถึงกลิ่นอายสไตล์ Cologne ที่มีโทน Citrus ใสๆ เข้ามาของส้มขมนำทีมมาพร้อมกับกลิ่นสมุนไพรสบายๆ เขียวนวลปร่ากำลังดีของใบโหระพาที่เข้ามาผสานกับกลิ่นโทนเขียวใบไม้ใบหญ้าสดชื่น ทำให้กลายเป็น Green Cologne กันอย่างชัดเจน ซึ่งพอดมเข้าไปติดผิวจะมีกลิ่นเครื่งเทศหวานเจือเผ็ดปนเขียวอ่อนๆ ให้จับต้องได้ด้วย ซึ่งช่วงนี้จะอยู่ให้เราฟินสักครู่ แล้วการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มขึ้นด้วยกลิ่นเขียวเจือหวานใสของต้น Clover ที่จะเริ่มเปิดตัวออกมาเด่นเลยในช่วงกลาง พร้อมกับกลิ่นโทนเขียวกึ่งโทนชื้นๆ ติดหวานนิดๆ ออกกึ่งแตงกวาอ่อนๆ ของใบไวโอเล็ตที่เสริมให้กลิ่นเขียวมีความชัดเจนขึ้นมาอีกระดับ แต่เพราะเนื้อกลิ่นช่วงต้นยังตามมาในช่วงนี้เลยทำให้อารมณ์กลิ่นยังคุมการเป็น Green Cologne อยู่ แต่เพิ่มสิ่งที่เริ่มแทรกตัวมาสร้างออร่าติดเขียวสดชื่นเจือนวลปลายอย่างดอกส้มที่สกัดด้วยไอน้ำอย่าง Neroli กลิ่นเลยจะได้เลเยอร์ความเขียวที่แตกต่างแต่ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวได้ดี ซึ่งอารมณ์กลิ่นจะเริ่มให้ความรู้สึกแนว Traditional Cologne หรือ Cologne แนว Classic ที่สดชื่นเป็นพื้นฐานสำคัญ โดยเสริมด้วยความเขียวที่เป็นธรรมชาติและเข้าถึงได้ง่าย ให้ความสบายและปลอดโปร่งได้ลงตัวมาก

เมื่อกลิ่นเริ่มมีโทนพิมเสนที่ติดเขียว และมีความปร่าใสสะอาดเจือหวานปลายกลิ่น เริ่มเข้ามาพร้อมกับกลิ่นติดเขียวเข้มปนชื้นๆ ของ Oak Moss ที่เปิดตัวออกมามากขึ้นตามลำดับ กลิ่นก็เข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะเริ่มมีโทนเขียวเจือความสะอาด อารมณ์จะได้กลิ่นออกทางสมุนไพรสบายๆ มีเคล้ากับกลิ่นกึ่งสบู่ดอกส้มปนเขียวหวานใสอ่อนๆ ของ Clover ที่ตามมาในช่วงนี้ด้วย ที่เมื่อดมติดผิวจะได้กลิ่น Musk สะอาดๆ บางๆ เป็นฐานของกลิ่นอยู่ ซึ่งกลิ่นจะเรื่อยๆ ไม่โฉ่งฉ่าง ให้ความปลอดโปร่งโล่งสบายและมีความเรียบง่ายโดยที่ยืนพื้นที่กลิ่นอายติดเขียวผ่อนคลายของสมุนไพรกำลังดีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

เหมาะสำหรับ - ทุกเพศวัยตั้งแต่เด็กน้อยเป็นต้นไปก็ใช้ได้สบายมาก (เพียงแต่เด็กๆ ให้ฉีดเสื้อที่สวมก็พอ) เพราะกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติเข้าถึงได้ง่ายมาก แถมมีความเรียบง่ายแต่มีระดับในเนื้อกลิ่นอยู่ตลอด ซึ่งสามารถใส่ได้แบบกวาดหมดในทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วไปคือใส่ไปเถอะ ยังไงก็รอด ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่ทั่วๆ ไปจะดีที่สุด เพราะกลิ่นนี้ถ้าใส่ไปท่องราตรี เรียกเรตติ้ง บอกเลยว่ากริบและโดนกลบมิดแน่นอน

ความทน - อยู่ที่ 4 - 6 ชม. เป็นตัวตั้งต้น ซึ่งกลิ่นแกว่งพอสมควรในเรื่องนี้ ถ้าอากาศร้อนจัดๆ อาจจะ 4 ชม. หรือน้อยกว่านั้นก็ไปหมด แต่ถ้าอากาศไม่ร้อนเกินไป กลิ่นลากไปที่ 6 ชม. ได้สบายๆ แต่สำหรับส่วนตัวเจอยาวสุด คือ 8 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 7 สเปรย์ ซึ่งบอกเลยพกไปเติมระหว่างวันจะดีที่สุด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แต่จะดรอปลงไปที่ปานกลางซักครู่ แล้วจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวครู่ใหญ่ แล้วที่เหลือนั้นคือ Skin Scent ติดผิวกันยาวๆ

สรุป - ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ให้ความเป็นธรรมชาติของโทนเขียวใบไม้ใบหญ้าที่ชัดเจนมากอีกหนึ่งกลิ่น แล้วผนวกเอาความเป็น Cologne สไตล์ Classic ใสๆ ที่ให้ความสดชื่นเป็นหลัก โดยไม่เน้นความหวือหวา แต่เอาความรื่นรมย์และรอดในการใช้งานเป็นสำคัญ เช่นนั้น ผลของกลิ่นที่ออกมาเลยตรงตามที่มโนเอาไว้ครบถ้วนด้วยประการฉะนี้

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.net-a-porter.com/en-gb/shop/product/atelier-cologne/cologne-absolue-trefle-pur-100ml/680343

 

Review: Comptoir Sud Pacifique - Vanille Cafe

 

Comptoir Sud Pacifique - Vanille Cafe

เมื่อ Comptoir Sud Pacifique เลิกผลิตหนึ่งในรุ่นน้ำหอมที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในกลิ่นงามๆ ที่สร้างความอะโรม่าของกาแฟ + วานิลลา ที่มีความครีมมี่ในลักษณะคาปูชิโน่เคล้ามอคค่าอุ่นอย่างรุ่น Vanille Mokha เรียกว่าสร้างความเสียดายสุดติ่งมาก เพราะสร้างสรรค์กลิ่นออกมาได้ดีจริงๆ มีอะโรม่าของกาแฟหอมกรุ่นอุ่นอวล ตามด้วยวานิลลานวลหวานที่รับช่วงต่อได้อย่างสมูธมาก ซึ่งก็ทำได้แต่หันไปสนใจกลิ่นกาแฟแบรนด์อื่นแทน

และพอมาในปี 2019 การเปิดตัวรุ่น Vanille Cafe ที่สื่อสารถึงกลิ่นกาแฟกับวานิลลาก็มาอีกครั้ง ความคาดหวังก็บังเกิดว่า “นี่คือการ Remake แน่ๆ” แม้ว่าที่มาของกลิ่นอาจจะมาจาก บรรยากาศยามเช้าของไร่กาแฟในคอสตาริก้า ที่กลิ่นอะโรม่าของกาแฟที่ลอยอยู่รอบกาย แต่ก็สู้ความอยากพิสูจน์ไม่ได้ว่ากลิ่นจะเหมือนตัวดั้งเดิมที่เราหลงรักหรือไม่ เช่นนั้น ได้มาจัดไป พิสูจน์ให้หนำใจแล้ว ก็เล่าออกมาได้เลยว่า

กึ่งสปอยกันก่อนว่า กลิ่นแม้จะอยู่ในโทนที่คล้ายกัน แต่มีความต่างที่จับต้องได้ชัดเจนพอสมควร ให้ความรู้สึกเหมือนพี่น้องกันเสียมากกว่าที่จะเป็นฝาแฝด ซึ่งการเปิดตัวของ Vanille Cafe จะเริ่มที่โทนบรรยากาศติดเขียวหน่อยๆ ปร่าบางๆ วูบขึ้นมาก่อน แล้วกลิ่นของกาแฟจะตามมาติดๆ แบบที่อารมณ์กาแฟกรุ่นๆ กำลังดีลอยขึ้นมาให้รับรู้ ซึ่งจะมีกลิ่นอายติดเขียวขมกึ่งถั่วอ่อนๆ คลออยู่ด้วย ทำให้กลิ่นอายจะค่อยข้างบาลานซ์กันดีที่ได้อารมณ์บรรยากาศแบบติดเขียวกึ่งสดชื่นเช้าๆ เคล้ากาแฟกรุ่นๆ แต่เพียงไม่นานกลิ่นอายติดวานิลลาหวานคมจะค่อยๆ แทรกตัวมาผสมผสาน ทำให้กลิ่นเริ่มมีลักษณออกทางวานิลลาไซรัปที่อวลแหลมเข้ามาเคล้ากลิ่นติดขมกาแฟที่ค่อยๆ เนียนรวมเข้าด้วยกัน ในการเข้าสู่ช่วงกลาง

กลิ่นอายหวานแหลมวานิลลาจะเริ่มโดดเด่นขึ้นมามากเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนนี่เป็นลักษณะกลิ่นของกำยาน Benzoin ที่ให้โทนประมาณนี้ ทำให้กลิ่นอายบรรยากาศในช่วงต้นเริ่มจางไป โดยที่กาแฟยังคงอยู่ ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะแอบมีความครีมมี่เข้ามาร่วมด้วย อารมณ์กลิ่นจะเริ่มมีความเป็นกาแฟครีมมี่อุ่นรองพื้น Topping ด้วยความหวานติดแหลมดึงดูดกึ่งวานิลลา อารมณ์มีความเป็นลาเต้หวาน 100% เข้ามาให้รู้สึกได้ โดยภายในเนื้อกลิ่นจะมีลักษณะของกลิ่นไม้หอมหน่อยๆ สร้างมิติกลิ่นปลอดโปร่งบางๆ สร้างความผ่อนคลายเนียนๆ ไปเรื่อยๆ จนความเป้นวานิลลาหวานแหลมไซรัปเริ่มบางลงไปเหลือแต่วานิลลาหอมนวลกึ่งแป้งกึ่งหวานขนมอบอุ่น ก็เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงท้ายที่คราวนี้กาแฟจะเหลือเพียงประปราย ปล่อยให้วานิลลากับไม้หอมติดโปร่งปร่าขรึมแนวๆ ไม้ซีดาร์เข้ามาเป็นตัวเอกในการเดินกลิ่นกันแบบยาวๆ ผสมผสานกันเป็นวานิลลาที่มีความเป็นไม้หอมปลอดโปร่ง แต่มีความอบอุ่นให้สัมผัสได้ ซึ่งพื้นกลิ่นจะมีความนุ่มนวลๆ หน่อยๆ รองพื้นอยู่ เลยทำให้อารมณ์กลิ่นจะได้อารมณ์ไอระเหยของไม้หอมและวานิลลาที่โดนไออุ่นแดดโดยที่มีกลิ่นกาแฟบางมากๆ เนียนอยู่ ซึ่งได้อารมณ์กลิ่นแบบสภาพแวดล้อมได้ที่มีทั้งบรรยากาศสว่างอบอุ่นและกลิ่นกาแฟนุ่มอ่อนจางๆ ที่ลงตัวไปเรื่อยๆ จนกว่ากลิ่นจะพอใจที่จะจางไปเอง

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่แตะได้หมดทุกเพศ เพราะกลิ่นอายมาในโทนกาแฟที่เข้าถึงได้ไม่ยากไม่พอ ยังมีความเป็นกลิ่นอายสภาพแวดล้อมเข้ามาร่วมด้วยเลยยิ่งทำให้อินได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบกาแฟ ชอบโทนหวาน ชอบโทนอบอุ่นได้หมด โดยกลิ่นนี้อาจจะไม่ได้เข้ากับยามทางการเท่าไหร่ เพราะกลิ่นมีโทนหวานเลยไม่ได้เสริมบุคลิกแบบทางการมากนัก รวมถึงการใส่เพื่อกิจกรรมลุยๆ กลางแจ้งหรือออกกำลังกายด้วย เพราะกลิ่นจะตีขึ้นจนตึ้บเอาได้ แต่ถ้าใส่ทำงาน Office หรือใส่แบบทั่วๆ ไป จัดไปได้เลย (แบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม สำหรับอากาศสยามบ้านเรา) ส่วนยามค่ำคืน ใส่ท่องราตรีหรือใส่ออกงานแบบไม่ใช่ทางการได้หมดเลย เป็นอีกกลิ่นที่สู้ชาวบ้านได้และสร้างความอะโรม่าหวานและมีเสน่ห์แบบอบอุ่นปนสว่างได้ดีเลยทีเดียว

ความทน - กลิ่นทนเกินคาดมากกับสิ่งที่เจอคือ 15 ชม. กับการใช้เพียง 4 สเปรย์ ซึ่งถ้าตีค่าเฉลี่ยอิงสภาพผิวที่น้ำหอมทนน้อยที่สุดอย่างผิวแห้งก็พอลากไปที่ 8 ชม. ได้อยู่

การกระจาย - กลิ่นกระจายเรื่อยๆ กลางๆ ในตอนต้น สร้างความรู้สึกแบบเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน แต่พอมี Benzoin เข้ามาเท่านั้นแหละ พลิกเกมมากระจายดีมากซะงั้น จนเมื่อผ่านไปซัก 3 ชม. ถึงลดลงมากระจายดีไปเรื่อยๆ ผ่อนลงมาที่ปานกลางตามลำดับ พอพ้น 8 ชม. ที่เหลือคือออร่ารอบๆ ตัวที่ให้ความอบอุ่นนวลวานิลลาไม้หอมต้องไอแดดไปเรื่อยๆ

สรุป - ตัวพี่อย่าง Vanille Mokha จะมีความเป็นคาปูชิโนกึ่งมอคค่าใส่ไซรัปวานิลลาหอมเจือขนม ที่กลิ่นกาแฟมาชัดมากเหมือนนั่งอยู่ในสถานที่ชงแบบร้านกาแฟดีๆ แต่พอมาที่ Vanille Cafe จะได้อารมณ์แบบนั่งละเลียดกาแฟท่ามกลางบรรยากาศที่ติดธรรมชาติหน่อยๆ แล้วมีความอบอุ่นเสียมากกว่า ซึ่งแม้พื้นฐานกลิ่นจะโทนเดียวกันแต่ต่างความรู้สึกกันพอสมควร ซึ่งถามว่าใช้แทนกันได้ไหม ถ้าเอาความคล้ายทุกเม็ด บอกเลยว่า “ไม่ได้” แต่ถ้าเอาความรื่นรมย์ของกาแฟและวานิลลา อันนี้สิ “ได้” แน่นอน

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/news/Vanille-Caf%C3%A9-Comptoir-Sud-Pacifique-The-Smell-Of-Starbucks--13441.html

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Review: Narciso Rodriguez for Him Bleu Noir Extreme


Narciso Rodriguez for Him Bleu Noir Extreme

หลังจากที่ Narciso Rodriguez ได้สร้างปรากฎการณ์ให้น้ำหอมชายตัวเองกลับมาอยู่ในการเป็นแถวหน้าของสาย Designer อีกครั้งกับรุ่น For Him Bleu Noir ในปี 2015 แน่นอนว่ามีความฮิตตลาดแตกกันขึ้นมาทันทีกับการนำเสนอกลิ่นอายสาย Musky ที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นโทน Woody Spicy ที่มีความ Modern แบบติดเมโทรนิ่งๆ แน่นอนการต่อยอดก็บังเกิดขึ้นกับการสานต่อความฮิตที่รุ่น EDP ในปี 2018 ที่ก็ยังคงอยู่ในแถวหน้าของการได้รับความนิยมอยู่เช่นเดิม และก็ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้

เพราะในปี 2020 นี้ การต่อยอดยังไม่สุด เพราะว่าแบรนด์ได้ปล่อยความเป็น Bleu Noir ออกมาโดยห้อยท้ายด้วยคำว่า Extreme ซึ่ง Concept ของรุ่นคือการสร้างกลิ่นอายสาย Modern และสดชื่นในสไตล์ของ Bleu Noir ที่ต้องมีความน่าค้นหาและความเย้ายวนแบบมีระดับตามสไตล์เมโทรมีของ เช่นนั้น คำโปรยมาซะขนาดนี้ ก็ต้องมาลองซะหน่อยว่ากลิ่นของ Narcison Rodriguez for Him Bleu Noir Extreme นั้น จะมาในรูปแบบที่แปลกและแตกต่างจากต้นตระกูลมากขนาดไหน

เปิดต้นกลิ่นมาความคุ้นเคยแรกสุดของการเป็น Bleu Noir ก็มาทักทายเลยกับโทนกลิ่นนัวติดเครื่องเทศค่อนไปทางคล้ายโทนกระวานเจือไม้หอมอวลหน่อยๆ และมีความปร่ากำลังดีซึ่งจับได้ว่าเป็นโหระพาที่ทำให้กลิ่นมีความนวลปร่าเขียวเข้ามาร่วมด้วย แต่นี่เป็นแค่กลุ่มแรก เพราะในเนื้อกลิ่นจะจับต้องได้ถึงกลิ่นอายโทนสายสดชื่นที่เข้ามาซึ่งจะมีส้มที่แอบมีความขมเจือใสหน่อยๆ พร้อมกับกลิ่นออกทางเย็นๆ อารมณ์ไอเย็นน้ำแข็งที่เป็นตัวล้อมกลิ่นให้มีความเย็นเข้ามา แต่ทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรที่โดดจนแปร่งแต่อย่างใด เพราะโทนกลิ่นมีความสมดุลย์ที่ได้ทั้งความนัวอวลเคล้าความสดชื่นที่มาเจอกันตรงกลางพอดี โดยจะมีกลิ่นอายเย็นๆ คลออยู่ตลอด ซึ่งแม้ว่ากลิ่นจะมีลายเซ็นของความเป็น Bleu Noir ให้จับต้องได้ แต่กลิ่นเริ่มมีความเป็นเอกเทศของตัวเองให้รับรู้ได้ตั้งแต่ช่วงแรกเลย

และเมื่อลายเซ็นหลักกลิ่นที่ต้องมี ไม่มีไม่ใช่ Narciso Rodriguez อย่าง Musk เริ่มเปิดตัวออกมากลิ่นโทน Icy เย็นๆ เคล้าความสดชื่นติดนวลอวลเครื่องเทศอ่อนๆ ก็จะเริ่มมีความนุ่มนวลมากขึ้น ซึ่งต้องบอกตามตรงเลยว่า Musk จะเป็นผู้เล่นหลักในช่วงนี้ที่จะให้โทนนุ่มนวลสะอาด แต่ยังไม่จบความอวลเพราะนอกจากโทนเครื่องเทศอวลอ่อนๆ ที่ตามมาจากจากช่วงต้นแล้ว จะมีกลิ่นโทนไม้หอมอย่างไม้ซีดาร์และกลิ่นออกทางไม้ติดปร่าขมนวลและมีความดาร์กอวลกำลังดีเสริมขึ้นมาด้วย ทำให้ช่วงนี้ถือเป็นคีย์หลักของน้ำหอมรุ่นนี้เลย เพราะกลิ่นจะให้ความนวลก็จริงแต่จะมีอารมณ์อวลดาร์กระเรื่อของโทนไม้หอมติดเครื่องเทศปร่านวลกำลังดีคลอไปอยู่ตลอด สร้างอารมณ์กลิ่นแนวๆ สีน้ำเงินกึ่งเทาที่ไม่ได้ทึบเกินไปในความรู้สึก และมีอารมณ์ออกทางเย้ายวนปนนวลผ่อนคลายได้ดีเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นจะค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้ฉีกเกินไปมาก เพราะกลิ่นไม้หอมจะเริ่มสลับกับ Musk ขึ้นมาเป็นตัวหลักแทนทำให้ช่วงท้ายจะเป็นโทน Woody Musky ที่ให้ความนวลเจือหวานอ่อนๆ ระเรื่อๆ โทนไอเย็นๆ กับความสดชื่นจะเริ่มจางเหลือเพียงวูบอ่อนๆ ให้จับต้องได้ประปราย ซึ่งพื้นฐานของกลิ่นจะเป็นแนวสะอาดเจือดาร์กออกทางสีน้ำเงินเจือเทาแบบซีทรูที่มองเห็นผ่านได้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ซับซ้อน ซึ่งทั้ง 3 ช่วงกลิ่นจะให้อารมณ์เหมือนผู้ชายในชุดสีน้ำเงินที่ไม่ได้ถึงกับขั้นเนี้ยบ แต่ให้ความสมาร์ท นิ่ง Cool สะอาดสะอ้าน มีความน่าค้นหาเย้ายวนเนียนๆ และมีลูกเล่นความสดชื่นแบบที่ไม่ได้ดูพยายาม ให้ความเรื่อยๆ ตามที่ควรจะเป็นในลักษณะโทนออกทางสีน้ำเงินเจือเทาที่ถ้ามีความสดชื่นมันก็ควรเป็นไอเย็นๆ นี่แหละที่เติมเต็มได้ดีที่สุดแล้ว

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปใช้งานตัวนี้ได้สบายมาก กลิ่นให้ความอวลและมีเสน่ห์แบบที่เน้นความซึมลึกเรื่อยๆ มากกว่าจะพยายามเรียกให้ทุกคนหันมอง เลยจะเข้ากับการใส่ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่ออกกลางแจ้งที่พอได้ แต่ถ้าใส่ออกกำลังกายเน้นให้รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนบอกเลยว่า ใส่แบบทั่วๆ ไปหรือออกงานจะเข้าทางที่สุดแล้ว เพราะถ้าใส่ไปท่องราตรี โดนกลบมิดแน่นอน

ความทน - ลงตัวที่ค่าเฉลี่ย 8 ชม. ซึ่งสามารถไปต่อได้อีกถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสม ซึ่งที่เจอสูงสุดในการใช้งานคือราวๆ 12 ชม. กับ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะลดลงมาปานกลางซักพักนึง ที่เหลือคืออร่ารอบๆตัวกันยาวๆ ไปตั้งแต่ชั่วโมงที่ 3 - 4 กลิ่นมาสายเรื่อยๆ ระเรื่อๆ ชวนพิศดมมากกว่าจะปล่อยพลังราวกับรมควันให้กลิ่นพุ่งๆ ประมาณนี้

สรุป - ถ้าคาดหวังว่าชื่อ Extreme กลิ่นจะแน่นขึ้นสร้างพลังกระจายรอบทิศมากขึ้น แต่จริงๆ เปล่าเลย อาจจะทำให้รู้สึกเฟลเอาได้เพราะออกแนวให้ความเรื่อยๆ เรียบหรูเสียมากกว่าที่จะปล่อยพลัง (เอาจริงๆ ให้ชื่อว่า L’Eau อาจจะเข้าท่ากว่า) ซึ่งถ้าใครที่ไม่ชอบความเป็นกระวานนัวๆ ของรุ่นปกติ หรือเป็นแป้ง Musk เจือไม้อวลอุ่นไปของรุ่น EDP รุ่นนี้แหละที่อาจจะตอบโจทย์ที่สุดในการใช้งานที่ให้ความเป็นผู้ชายที่มีความสมาร์ท ความสบาย และความน่าค้นหาในเวลาเดียวกันได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://cheezelooker.com/web/article/CHZ200300011


วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Review: Parfums de Nicolai - Angelys Pear


Parfums de Nicolai - Angelys Pear

ลูกแพร์ (Pear) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสายกลิ่นอายผลไม้ที่ให้ความหวานก็ได้ ฉ่ำก็ดี สดชื่นก็สามารถ และมักจะเป็นหนึ่งในกลิ่นยอดฮิตที่น้ำหอมหญิงก็มานำเสนอความหวานหอมฉ่ำ ส่วนฝ่ายน้ำหอมชายก็จะมาเพิ่มโทนผลไม้กึ่งฉ่ำ Aquatic ที่สร้างความสดชื่นแบบคูลๆ และเมื่อแบรนด์ Niche Perfume สายเรียบหรูและมินิมัลอย่าง Parfums de Nicolai นำเอา Note กลิ่นนี้ออกมาชูโรง กับชื่อรุ่นที่สวยทีเดียวเชียวอย่าง Angelys Pear เช่นนั้น ความน่าสนใจก็มาเต็มทันที

และเมื่อได้มาครอบครองและใช้จนเต็มที่แล้ว ก็เล่าต่อได้แบบนี้

ความธรรมชาติแรกเริ่มของกลิ่นช่วง Top Notes จะเรียกว่าสร้างสวรรค์ทางการดมกลิ่น โดยเฉพาะคนที่ชอบกลิ่นอายโทนเขียวสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าเคล้ากับอากาศเย็นๆ ชื้นๆ ยามเช้าได้แบบทันที โดยที่แม้กลิ่นจะได้อารมณ์บรรยากาศก็จริง แต่ในเนื้อกลิ่นเรียกว่าผสมผสานกันอย่างน่าดูชม ดมกลิ่น และมีลูกเล่นน่าสนใจเลย ซึ่งกลิ่นนำเด่นออกมาก่อนเพื่อนเลยคือ โทนเขียวใบหญ้าสดชื่น ที่จะมีความเปรี้ยวออกทาง Citrus สร้างบรรยากาศปนปร่าแบบสมดุลย์กำลังดีของส้มโอมือและมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่ไม่ได้มาแบบแปร่งฉุนคมฟุ้งแต่อย่างใด เพราะในเนื้อกลิ่นมีโทนหวานเจือฉ่ำของลูกแพร์ที่มาตัดทอนและให้โทนหวานเจอชื้นปนฉ่ำ และมีโทนผลไม้ติดโทนเปรี้ยวเจือหวานปร่าแอมโมเนียเล็กๆ อย่างแบล็คเคอแรนท์มาเป็นตัวเชื่อมโทน และสร้างความเป็นธรรมชาติอารมณ์แบบยืนสูดกลิ่นอายธรรมชาติยามเช้าที่มีความสดชื่น ความเปรี้ยวปร่าเจือหวาน ความฉ่ำชื้นในอากาศรอบตัว ทุกอย่างมีความสมดุลย์และลงตัว ถือเป็นอีกหนึ่งในรุ่นที่มีกลิ่นเปิดที่ดีมาก

และเมื่กลิ่นโทนเขียวสดชื่นของบรรยากาศเริ่มลดทอนลงไปและมีกลิ่นอายโทน Aquatic ปนหวานเข้ามามากขึ้น และมีกลิ่นโทนดอกไม้อย่างมะลิที่ให้ความรุ่มรสยในกลิ่นพร้อมกับโทนกุหลาบที่ให้ความนวลโรแมนติคหวานบางๆ เข้ามา ก็เข้าสู่ Middle Notes กับการเปลี่ยนโทนมาเป็นแนว Fruity Floral Aquatic เต็มตัว กลิ่นจะมีความเป็นสายผลไม้ติดฉ่ำนวลน้ำเคล้ากลิ่นดอกไม้ที่ให้ความหอมนวลเป็นธรรมชาติได้อย่างลงตัว โดยที่กลิ่นโทนสดชื่นจากตอนต้นจะกลายเป็นสายสนับสนุนที่ให้ความสดชื่นประปรายไม่พอ ยังเสริมมิติกลิ่นให้มีความเป็นธรรรมชาติติดเขียวบรรยากาศสดชื่นคลอกลิ่นลูกแพร์ฉ่ำเจือดอกไม้ไปตลอดจนเข้า Base Notes ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะกลิ่นจะเริ่มเข้าสู่โทนแห้งมากขึ้นตามลำดับ โดยมีโทนไม้หอมเจือพิมเสน สไตล์พิมเสนติดไม้ใสๆ คล้ายกลิ่นอายของสารหอมอย่าง Clearwood ที่เป็นลูกครึ่งพิมเสนสายสะอาดเจือไม้หอมที่มีความเป็นธรรมชาติและเรียบหรูในเนื้อกลิ่น โดยจะมีโทนกลิ่นที่เด่นออกมาเลยคือ Oak Moss แบบที่ไม่ได้ไปสายกรุยกรายน่าค้นหา หรือเข้มแมนจัดๆ แต่จะให้ความอวลติดน่าค้นหากำลังดี มีความเป็นกลิ่นเขียวติดเข้มเล็กๆ ที่มี Musk มาตัดทอนให้กลิ่นนุ่มมากขึ้น แต่ยังมีความน่าค้นหาเนียนๆ ให้จับต้องได้อยู่ตลอด โดยที่กลิ่นโทนลูกแพร์และโทน Aquatic ในช่วงกลางจะยังตามมาเหลือเพียงประปรายได้อารมณ์โทนผลไม้ติดนวลสดชื่นอยู่ตลอด ซึ่งสร้างความหอมที่เข้าถึงได้ไม่ยากและมีความเป็น Unisex ในสายเรียบหรูโทนกึ่งสว่างแต่มีพลังทางกลิ่นได้อย่างลงตัวมาก

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่เข้ากับทุกเพศวัยเรียน ม.ปลายเป็นต้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้สบายมาก กลิ่นเน้นที่ความเรียบหรูแต่มีพลังเป็นสำคัญ ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย กวาดหมดครอบจักรวาล แต่ถ้าใส่ไปออกกำลังกายแนะนำให้เบามือลงมาหน่อย เดี๋ยวจะตีขึ้นจนมึนเอาได้เพราะช่วงกลางก็ปล่อยพลังพอตัว ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงาน ออกเดท หรือออกแนวจิบสบายๆ จะดีกว่าไปท่องราตรี ที่แม้กลิ่นจะสู้ได้อยู่ แต่เจอโทนหวานอวลหนักๆ ก็โดนกลบเอาได้

ความทน - เกินคาดที่สุดของแจ้ เพราะว่ากลิ่นทนจัดมากเรียกว่าจนนี้คือความดีงามอย่างที่สุดจริงๆ เพราะ 15 ชม. ก็แล้ว อาบน้ำล้างออกก็แล้ว กลิ่นยังติดอยู่ให้จับต้องได้ ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเฉลี่ย ยังไงก็เกิน 8 ชม. แน่นอน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และค่อนข้างเสถียรกันแบบยาวๆ จนถึงช่วงท้ายเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งในความดีงามของน้ำหอมรุ่นนี้

สรุป - อีกหนึ่งกลิ่นสดชื่นที่สร้างอารมณ์กลิ่นไล่เรียงกันได้อย่างลงตัวตั้งแต่กลิ่นอายบรรยากาศไปสู่กลิ่นโทนหรูน่าค้นหาติดอวลมีเสน่ห์ได้อย่างรื่นไหล โดยที่กลิ่นอาจจะไม่ได้หวือหวามาก (เพราะแบรนด์เขามาแนวสายเรียบง่ายอยู่แล้ว) แต่ก็มีเสน่ห์และยกระดับผู้ใช้ได้อย่างดีงาม ซึ่งถ้าใครที่ชอบทั้งกลิ่นอายเขียวบรรยากาศเจือความสดชื่นติดหวานฉ่ำ และโทนผลไม้กึ่ง Aquatic ก่อนจะปิดด้วยความหอมติด Cool มีพลังและความทนเป็นเลิศแล้วล่ะก็ ถ้าลองตัวนี้ก็ระวังโดนตกเอาได้นะนั่น

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/news/Angelys-Pear-Fruit-of-Knowledge-Fruit-of-Joy-13541.html

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Review: Ralph Lauren - Song of America: Sage


Ralph Lauren - Song of America: Sage

เมื่อแต่ละแบรนด์สาย Designer ต่างก็ปล่อยของด้วยการสร้างน้ำหอมสาย Exclusive และ Luxury ต่างๆ เพื่อสร้างความ High-end และความน่าสนใจในการสร้างประสบการณ์กลิ่นต่างๆ มีหรือที่แบรนด์สัญชาติอเมริกันอย่าง Ralph Lauren จะไม่ลงมาจับตลาดนี้กับเขาด้วย ซึ่งก็ได้ออกมาเป็น Luxury Collection ออกมาวางจำหน่ายพร้อมกันในปี 2016 ถึง 6 กลิ่นเลยทีเดียว โดยจะมี Concept และที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์กลิ่นออกมาจะเน้นไปที่ “ประสบการณ์จากการท่องเที่ยว” โดยในแต่ละสถานที่ในการเดินทางไป จะมีกลิ่นน้ำหอม 2 กลิ่นที่สื่อสารออกมาให้เห็นถึงความเป็นจุดหมายปลายทางนั้นๆ ผ่านคำโปรยที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น Riviera Dream, Potrait of New York, Legacy of English Elegance, Treasures of Safari และ Song of America

เช่นนั้นเมื่อได้มาแตะต้องความหรูหรา Luxury ของแบรนด์นี้กับรุ่นแรกที่มีโอกาสได้ครอบครองอย่าง Song of America - Sage ก็ต้องมาเล่าหน่อยว่าจะสื่อสารกลิ่นอายออกมาอย่างไรบ้าง

Sage คือกลิ่นอายหลักที่จะอยู่กันอย่างยาวๆ ไปจนถึงช่วงท้ายของน้ำหอมเลย จะเริ่มต้นกลิ่นด้วยการผสมผสานระหว่างโทนสดชื่นที่มีความเขียวแบบกลิ่นอายคล้ายเวลาเราขยี้ใบไม้หรือใบสมุนไพรแล้วกลิ่นฟุ้งออกมาเคล้าไปกับบรรยากาศที่มีความสดชื่นกึ่งชื้นๆ ในยามเช้า ซึ่งเนื้อกลิ่นจะจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนเขียวติด Stem ที่ให้กลิ่นอายกลิ่นเขียวสดชื่นติดเมือกหน่อยๆ ที่เป็นธรรมชาติ กลิ่นใบหญ้าเขียวหอมสดชื่น กลิ่นสมุนไพรเขียวกึ่งมินต์เย็นๆ มีความชื้นๆ ในไสตล์ของ Sage และกลิ่นบรรยากาศที่มีโทน Citrus ติดขมเปรี้ยวอ่อนๆ ประปราย ซึ่งจะผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ให้ความเป็นธรรมชาติสดชื่นที่เรียบง่าย โดยอิงโทนกลิ่นแบบสายมินิมัล “น้อยแต่มาก” ได้อย่างรื่นรมย์

และเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางก็จะเริ่มจับกลิ่นสายติดเขียวเจือหวานติดเขียวทึบค่อยๆ เปิดตัวออกมาของลูกมะเดื่อ (Fig) พร้อมกับกลิ่นออกทางติดโทน Aquatic ที่ให้ความเป็นกลิ่นอายกึ่งผลไม้เขียวติดหวานกลิ้นโทนน้ำที่มีกลิ่นเขียวๆ ติดเมทัลลิคนิดๆ คล้ายใบไวโอเล็ตเข้ามาร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้ทึบมากนัก แน่นอนว่าความเป็น Sage จะเริ่มมีโทนอะโรม่าสร้างความเป็นโทนสมุนไพรปลอดโปร่งกำลังดี เมื่อมาผสมผสานกัน กลิ่นจะได้ความกึ่งอวลกึ่งนวลกึ่งใสในโทนที่ยืนพื้นด้วยความเขียว ที่มีอารมณ์ติดกลิ่นน้ำที่มีความอวลหวานกำลังดี เข้าทางการเป็นกลิ่นอายแบบ Green Aromatic ที่สร้างความผ่อนคลายสดชื่นและมีความฉ่ำโดยแท้

เมื่อความฉ่ำของเนื้อกลิ่นเริ่มเบาลงไปตามลำดับ และมีกลิ่นอายไม้หอมติดดึ่งยางที่มีความปร่าเขียวมีความหวานนิดๆ ที่เป็นลักษณะของกลิ่นสน Fir เข้ามามากขึ้น กลิ่นเริ่มพัฒนาไปสู่ช่วงท้ายของน้ำหอม กลิ่นของ Sage ที่ยังตามมาในช่วงนี้จะยังมีความเป็นโทนอะโรม่าอยู่แต่จะเริ่มมีลักษณะกึ่งชอคโกแลตเจือเขียวหน่อยๆ ตามธรรมชาติที่ Sage จะมีกลิ่นนี้เนียนๆ ให้จับต้องได้อยู่ ซึ่งเมื่อมาเจอกับโทนเขียวปร่าเจือไม้หอมกลิ่นเลยจะมีความอวลขึ้นมาพอสมควร และเมื่อดมลงไปใกล้ๆ มากขึ้นจะได้อารมณ์กลิ่นของไม้หอมที่ค่อนข้างชัด โดยที่จะมีอารมณ์กลิ่นคล้ายโทนไม้หอมโปร่งๆ ติดขรึมของซีดาร์จากสารหอม ISO E Super และมีโทนกลิ่นติดอวลไม้หอมกึ่งอุ่นผิวกายหน่อยๆ แบบ Ambroxan ที่เสริมโทนกลิ่นออกติดปร่าเขียวของสน Fir โดยที่มี Sage เป็นตัวสร้างออร่าสมุนไพรติดชอคโกแลตอ่อนๆ ประปรายเนียนๆ ในเนื้อกลิ่นให้มีลูกล่อลูกชนทางกลิ่นไม้หอมติดอวลปนสมุนไพรที่เข้ากับโทนน้ำหอมสาย Modern ที่เป็นที่นิยม และหอมแบบเข้าถึงง่ายโดยไม่ซับซ้อนและสามารถสร้างคำชมได้ได้ยาก

เหมาะสำหรับ - Unisex แต่ค่อนไปทางผู้ชายในช่วงท้าย แต่ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเพราะกลิ่นใช้ง่ายเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าเพศไหนก็เอาอยู่ ซึ่งกลิ่นจะกวาดหมดในทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แถมให้ความเป็นธรรมชาติในเนื้อกลิ่นได้ดีมากอีกด้วย ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบสบายๆ ทั่วๆ ไปจะดีกว่า แต่ถ้าจะท่องราตรีเอาจริงๆ อัดสเปรย์หน่อยก็ไปลานเบียร์ได้อยู่ เพียงแต่ถ้าเข้าพวกผับหรือคลับอาจจะโดนสายอวลหวานเข้มหนักต่างๆ กลบเอาเสียเปล่าๆ

ความทน - บอกเลยว่าาเป็นกลิ่นสดชื่นที่ทนมาก มากจนเรียกว่าเกินคาดก็ว่าได้ เพราะสิ่งที่เจอคือ 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์ อันนี้ดีงามจริงอะไรจริง ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเฉลี่ยก็ 8 ชม. ได้เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น สร้างความรื่นรมย์ในโทนเขียวธรรมชาติได้อย่างดงาม แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางแบบยาวๆ ไปจนรถึงช่วงท้ายเลย พอพ้นซัก 8 ชม. ถึงลงไปเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป

สรุป - ต้องยอมรับเลยว่ากลิ่นนี้ให้อารมณ์สมกับการเป็น Song of America ที่สื่อเพลง Country กึ่งบ้านไร่ชายทุ่งธรรมชาติ แต่มีความ Modern สูงและร่วมสมัยได้ดีมากเลยทีเดียว

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumo.net/Perfumes/Ralph_Lauren/Song_of_America__Sage


วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Review: Ferrari - Bright Neroli



Ferrari - Bright Neroli

บางครั้งก็มีคำถามว่า ถ้าอยากได้กลิ่นดอกส้มที่ให้ความรู้สึกสดชื่นในความเป็น Citrus ติดเขียว กึ่งดอกไม้ขาวที่ให้ความสะอาดปนนวลและมีความเป็นธรรมชาติ ในราคาที่ไม่ได้รุนแรงมากนักจะหันไปทางไหนได้?

ก็อยากให้หันมามองที่แบรนด์ Supercar อย่าง Ferrari ซักหน่อย เพราะนอกจากหลายๆ รุ่นในสาย Collection ทั้ง Essence ที่เน้นโทนสายเข้ม กับ Ferrari Essence ที่เน้นสายสว่าง ต่างก็ดึงเอากลิ่นอายความเป็น Note เด่นๆ ในโลกน้ำหอมออกมานำเสนอได้ดีจนเกินราคาไปมาก และอยู่ในโซนที่ปลอดภัยสำหรับการจับจ่ายใช้สอยเลยทีเดียว (ซึ่งถ้าอยากรู้ราคา อันนี้แนะนำไปเคาน์เตอร์ตามห้างได้เลย) และหนึ่งในกลิ่นโทนสว่างสดชื่นที่ดึงความเป็นกลิ่นเด่นๆ ออกมานั้น ก็มีรุ่นที่สื่อสารถึงดอกส้มด้วยเช่นกัน เช่นนั้นมาดูกันหน่อยว่ารุ่นนี้จะมีดีอย่างไร

Bright Neroli เปิดตัวด้วยความสดชื่นปนสว่างมาเลยกับโทน Citrus ที่มีความธรรมชาติพอสมควรเลย และได้อารมณ์สไตล์ Cologne ชัดเจนมาก เพราะกลิ่นที่เป็นดาวเด่นออกมาเลย คือ ส้มขม ที่จะให้อารมณ์กลิ่นแบบน้ำส้มใสๆ สดชื่นปนฉ่ำสว่าง ที่จะเสริมโทนด้วยเลมอนที่ให้ความเป็นกลิ่นเปรี้ยวแปร่งติดหวานปลายกลิ่นที่จะฟุ้งออกมาก่อน แต่ในวูบถัดมาความปร่าติดซ่าเจือฉุนนิดๆ แต่ไม่หนักมาก อารมณ์แบบเปลือกผลไม้สาย Citrus ที่มีน้ำมันหอมระเหยในเปลือกมากจนกลิ่นฟุ้งออกมา ซึ่งเดาได้ไม่ยากนั่นก็คือ ส้มโอมือ หรือ Citron ซึ่งแม้ว่ากลิ่นนี้จะค่อนข้างเป็นตัวแย่งซีนให้ความเปรี้ยวซ่าปร่าฉุนในน้ำหอมหลายๆ ตัว แต่สำหรับ Bright Neroli ส้มโอมือที่ควรจะฟุ้ง กลับกลายเป็นโดนเกลากลิ่นออกมาเป็นสายสนับสนุนที่ทำให้มีความซ่าแบบติดปลายกลิ่นได้อย่างลงตัวและชูโรงกลิ่นส้มขมใสๆ ให้สว่างขึ้นไปอีก ซึ่งแน่นอนฉากหลังของกลิ่นจะจับต้องได้ถึงกลิ่นดอกส้มที่ให้ความเปรี้ยวเจือเขียวปร่าแกมนวลที่รองพื้นอยู่ อารมณ์กลิ่นจะมีความเป็นกึ่งโทนสบู่กึ่งสะอาดให้จับต้องได้ และจะค่อยๆ เริ่มแทรกตัวออกมาจนกลายเป็นตัวเด่นที่เดินกลิ่นและนำเข้าสู่ช่วงกลางที่จะอยู่กันยาวไปจนถึงช่วงท้ายเลย

ในช่วงกลางความเป็นดอกส้มจะกลายเป็นผู้นำกลิ่นเต็มตัว ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นในช่วงต้นในการเป็นกลิ่นอายสไตล์ Cologne ยังคงมีอยู่ รวมถึงจะเริ่มมีพรรคพวกอย่างสายสมุนไพรที่ให้อารมณ์ปร่าติดเปรี้ยวเล็กๆ อารมณ์กลิ่นแบบพริกหมาล่าหรือพริกไทยเสฉวนและกลิ่นสมุนไพรที่มีโทนเขียวอวลปร่าแกมมินต์บางๆ ของโรสแมรี่ เข้ามาร่วมเป็นตัวสนับสนุนชั้นดีให้กลิ่นเป็นสไตล์ Cologne ผู้ชายกึ่งสบู่ที่มีความกึ่งนวลกึ่งใส ดันดาราให้ดอกส้มเป็นตัวให้ความรื่นรมย์ชัดเจนมาก ซึ่งสิ่งที่จับต้องได้ชัดพอสมควรในความเป็นดอกส้มคือ จะมีโทนเขียวเจือเปรี้ยวสดชื่นแบบดอกส้มที่สกัดด้วยไอน้ำหรือ Neroli วูบมาก่อนจะตามด้วยกลิ่นดอกไม้ขาวนวลสะอาดมีความเปรี้ยวอมหวานหอมของดอกส้มที่สกัดด้วยตัวทำละลายหรือ Orange Blossom ถือว่าเป็นการผสมผสานและสร้างมิติความเป็นดอกส้มเคล้ากลิ่นอาย Cologne กึ่งสบู่สดชื่นที่เรียบง่ายปนเรียบหรูได้น่าสนใจมาก ซึ่งในช่วงกลางถ้าจับไปรวมได้ก็สามารถจับไปรวมกับตัวแพงอย่าง Tom Ford - Neroli Portofino ได้ไม่ยากเลย เพียงแต่ Ferrari จะมีจุดเด่นที่กลิ่นอายสดชื่นเรียบหรู มากกว่าจะใส่ความเซ็กซี่เนียนเข้าไปในความเป็น Cologne แบบ Tom Ford

เมื่อกลิ่นดำเนินไปจนถึงช่วงท้าย การเปลี่ยนแปลงจากช่วงกลางที่มีกลิ่นโทนฉ่ำๆ ของ Citrus เริ่มจะจางไปในที่สุด โดยที่กลิ่นโทนดอกส้มยังคงเป็นตัวหลักอยู่ และจะเริ่มมีกลิ่นโทนไม้หอมแห้งๆ โปร่งๆ จะเริ่มเข้ามาพร้อมกับกลิ่นแนวๆ พิมเสนที่สะอาดๆ มีความเบาและใส อารมณ์แนวเดียวกับกลิ่นสารหอมที่พัฒนาขึ้นมาจนได้อารมณ์กลิ่นพิมเสนสะอาดและสบายอย่าง Clearwood ที่เข้ามาทำให้กลิ่นมีความสบายๆ รื่นรมย์คุมโทนความเป็นน้ำหอมสไตล์สดชื่นและสว่างที่มีกลิ่นเรื่อจมูกเย้าอ่อนๆ ซึ่งในเนื้อกลิ่นเมื่อดมติดผิวนอกจากกลิ่นของ Orange Blossom ที่ยังคงเกาะผิวได้ดีอยู่ จะมีความอวลติดอุ่นเคล้ากลิ่น Musk + ไม้หอมบางๆ ให้จับต้องได้ด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นกลิ่นของ Ambroxan ที่ใส่มาเพื่อทำให้กลิ่นมีมิติในโทนอบอุ่นเบาๆ ในเนื้อกลิ่น โดยยังคุมโทนสว่างได้อย่างลงตัว

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็ใส่ตัวนี้ได้แล้ว เพราะกลิ่นมาสายสะอาดสดชื่นเป็นหลัก ได้อารมณ์สบายๆ เข้าถึงได้ง่ายแบบไม่โฉ่งฉ่าง ซึ่งบอกเลยว่ากวาดหมดกับการใส่ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป จนถึงใส่เพื่อออกกำลังกายก็จัดไปได้เลย ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบทั่วๆ ไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายหนักหน่วงและไม่มีความเย้ายวนอะไรออกมานัก ใส่ไปท่องราตรีได้แค่ความเรียบหรูสบายๆ แต่โดนคนอื่นกลบหมดแน่นอน

ความทน - บอกเลยว่าเกินคาดมาก เพราะกลิ่นโทนแบบนี้มักจะไม่ได้มีความทนเป็นเลิศนัก แต่กลับกลายเป็นว่า 12 ชม. กลิ่นยังคงติดผิวอยู่ให้ออร่าความสะอาดวูบขึ้นมาอ่อนๆ เป็นระยะ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แต่จะดรอปลงมาปานกลางซักพักถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงช่วงท้ายที่จะเป็น Skin Scent ติดผิวกันยาวๆ

สรุป - Bright Neroli เป็นอีกหนึ่งกลิ่นดอกส้มที่ทำออกมาได้ลงตัว เข้าถึงง่าย มีความ Safe Scent มนการใช้งานแบบครอบจักรวาล โดยที่ไม่ทิ้งความรื่นรมย์และเรียบหรูแบบที่ดอกส้มพึงทำได้ และไม่ทิ้งความสดชื่นสไตล์ Cologne ผู้ชายที่ยังไงก็รอดได้ดีมาก เอาไปเลยดีกว่า #ของดีเทคนิคไม่ต้อง

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumo.net/Perfumes/Ferrari/Bright_Neroli


วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Review: Tauerville - He Left His Cologne in My Bedroom


Tauerville - He Left His Cologne in My Bedroom

ให้นึกภาพตามง่ายๆ ว่า “เวลาที่เราได้กลิ่นแม่เราใช้แป้งหอมหรือน้ำหอม ในช่วงเวลานั้นเราอาจจะไม่ชอบเท่าไหร่ แต่พอเราโตมากขึ้นแล้วเราได้กลิ่นแป้งหอมหรือน้ำหอมที่แม่เราใช้ แน่นอนว่าเราจะคิดถึงแม่ทันที” หรือ “เวลาเราเดินผ่านใครซักคนที่เราประทับใจแล้วได้กลิ่นน้ำหอมจากเขาจนเราเหลียวหลังมองตาม พอเวลาผ่านไป เราได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง เราก็จะเหลียวหันมองทันทีว่าใช่คนที่เราเคยประทับใจหรือเปล่า” นี่แหละเสน่ห์ของกลิ่นที่เชื่อมโยงกับความทรงจำที่มันจะยาวนานและประทับตราตรึงกว่าการมองเห็นด้วยสายตาแล้วจดจำ

และเมื่อ Andy Tauer เจ้าของแบรนด์ Tauer Perfumes และ Tauerville ได้ Capture เอาความทรงจำของเรื่องงราวในห้วงเวลาต่างๆ มานำเสนอเป็น Collection น้ำหอมแบบ Limited Edition ที่คง Concept จำหน่ายแพร๊พๆ ให้ตราตรึงเพราะหาใหม่แทบไม่ได้อีกแล้วให้กับช่วงเวลาครบรอบ 15 ปีของเว็บไซต์ Luckyscent แน่นอนว่าทำทุกทางจนได้มาครอบครอง และก็ได้จับเอากลิ่นแรกที่น่าสนใจที่สื่อสารถึงความทรงจำที่มีความวี้ดวิ้วก็ได้ ประทับใจก็ดี อาวรณ์ก็ด้วย และคาดหวังก็โดนก็ใช่เต็มๆ กับเรื่องราวยามเช้าที่กลิ่น Cologne ของผู้ชาย (แปลกหน้า) ที่มาอยู่ด้วยเมื่อคืน ฟุ้งหอมสดชื่นค้างอยู่ในห้อง แล้วเหลือบไปเห็นว่าเขาลืม Cologne ขวดนั้นทิ้งเขาไว้ คำถามคือ “เขาจะกลับมาไหมหนอ?”

กลับมาหรือไม่? ไม่รู้ แต่สิ่งที่รู้ คือ He Left His Cologne in My Bedroom จะได้ความรู้สึกแบบ Traditional Cologne แบบที่เป็นเป็นสไตล์เข้าถึงง่าย มีความเป็นโทน Citrus สมุนไพร และโทนเขียวใบไม้ที่สดชื่น ซึ่งแตะความเป็นโคโลญจน์แบบผู้ชายที่ดูสะอาดสะอ้านได้เลย เพียงแต่ มันมีความต่างที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางความเรียบง่ายของกลิ่น โดยในช่วงเปิดจะสร้างกลิ่นอายที่โดดเด่นมาก่อนเลยจากโทนเขียวใบไม้ปนกลิ่นสมุนไพรที่มีความเป็นโทนอะโรม่าแบบไม่ได้คมพุ่งนักจากโรสแมรี่ ให้กลิ่นโทนเขียวปร่าเจือหวานนิดๆ ปนโทนมินต์หน่อยๆ ที่เป็นธรรมชาติพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งจะมีกลิ่นอายตัวสร้างบรรยากาศด้วยโทน Citrus ติดเขียวปนขาซ่าอ่อนๆ อย่างมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) และมีโทนเลอนนิดๆ ที่สร้างกล่นอายให้เป็นลักษณะสไตล์ Citrus Cologne เข้ามาร่วมทำให้กลิ่นมีความสดชื่น แต่ความพิเศษของกลิ่นคือ ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะเนื้อกลิ่นจะมีโทนติดอับชื้นหน่อยๆ อารมณ์แนวๆ ผิวกายฉาบโคโลญจน์ที่มีกลิ่นเหงื่ออ่อนๆ ปะปน อารมณ์แบบได้ความเซ็กซี่เนียนๆ ที่น่าพึงใจเข้ามาเป็นเสมือนฐานกลิ่นที่เป็นลูกเล่นได้อย่างมีชั้นเชิงมาก

การเปลี่ยนแปลงจะมีขึ้นในการเข้าสู่ช่วงท้ายหรือ Dry Down เลย โดยที่กลิ่นจะผ่อนความเขียวลงมาเป็นโทนสะอาดที่มีกลิ่นอาย Musk เจือไม้หอมโปร่งๆ เข้ามารับช่วงต่อ โดยที่กลิ่นอายโทนเขียวสมุนไพรของโรสแมรี่และอื่นๆ ที่แอบจับได้เหมือนมีกลิ่นพิมเสนใสๆ ระเรื่อๆ เนียนๆ อยู่นิดๆ ด้วย ยังตามมาในช่วงนี้โดยผสมผสานกับกับอายสาย Musk จนเป็นกลิ่นสะอาดติดสดชื่นอ่อนๆ และเมื่อดมเข้าใกล้ผิวจะได้กลิ่นอายไม้แห้งๆ โปร่งๆ แนวๆ หญ้าแฝกที่สร้างอารมณ์กลิ่นแบบโคโลญจน์ผู้ชายเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งเนื้อกลิ่นจะให้ความเรียบง่ายแบบเรื่อยๆ โดยยังมีกลิ่นแบบโคโลญจน์สะอาดติดผิวกายเนียนๆ ไปจนกว่าจะจาง ซึ่งถ้าให้ว่ากันตามจริง กลิ่นสะอาดแบบนี้มีแรงดึงดูดเองตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่ว่าจะเพศไหน ก็ลองคิดถึงเวลาซบคนที่เราพึงใจแล้วเขากลิ่นสะอาดติดโคโลญจน์สดชื่นสบายๆ จางๆ ดูสิ แล้วควรไหมที่จะซบต่อหรือเลิกซบทำหน้ายี้ อันนี้ผู้อ่านหาคำตอบให้ตัวเองได้เลย

เหมาะสำหรับ - กลิ่นตราไว้ว่า Unisex แต่เอาจริงๆ กลิ่นไพล่ไปทางผู้ชายพอสมควร แต่ถ้าผู้หญิงนำมาใช้เอาจริงๆ ก็ถือว่าใส่ได้ ได้ความรู้สึกสดชื่นและสะอาดในความเรียบง่ายได้ดีเลย โดยกลิ่นมีความครอบจักรวาลในการใช้งานยา่มกลางวัน กวาดหมดทั้งทางการและทั่วๆ ไป รวมถึงกิจกรรมลุยๆ และออกกำลังกาย เพราะกลิ่นเข้าถึงง่าย เรียบง่าย และใช้ง่ายที่ยังไงคนได้กลิ่นก็ไม่รู้ แต่เพิ่มความดีงามเข้าไปตรงกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติสูงนี่แหละ ส่วนยามค่ำคืนใส่แบบทั่วๆ ไป ชิลล์ๆ จะดีที่สุด เพื่อกลิ่นไม่ได้เหมาะสำหรับใส่ไปเรียกเรตติ้งนัก ยกเว้นคลุกวงในแล้วอีกฝ่ายชอบ นั่นก็อีกเรื่อง

ความทน - ความทนค่อนข้างแกว่ง เพราะบางครั้ง 3 ชม. กลิ่นก็จางไปแล้ว บางครั้งลากมาที่ 6 ชม. ก็ได้ ซึ่งก็ว่ากันตามสภาพอากาศและจำนวนสเปรย์ โดยส่วนตัวเจอไปสูงสุดที่ 6 ชม. กลิ่นจะเริ่มจางแล้วกับการใช้ที่ 6 สเปรย์ (ก็กลิ่นสไตล์ Cologne ความทนก็จะประมาณนี้แหละ)

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วกลิ่นจะผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปซักครู่ ที่เหลือจะเป็น Skin Scent ติดผิวกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

สรุป - ถ้าไม่สนเรื่องราว กลิ่นนี้อาจจะไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นน้ำหอมที่หวือหวา เพราะกลิ่นเป็นลักษณะแบบโคโลญจน์ผู้ชายทั่วๆ ไป แต่ถ้าดมเข้าไปเรื่อยๆ เราจะสัมผัสได้ถึงธรรมชาติของกลิ่นและความเซ็กซี่เนียนๆ ที่กลิ่นซ่อนเอาไว้ แต่ถ้ามาสนกันที่เรื่องราว อันนี้บอกเลยว่ามีความรู้สึกและอารมณ์อยู่ในทุกๆ ช่วงกลิ่นจริงๆ ว่ากลิ่นอายคนที่เราพึงใจ ถ้าค้างฟุ้งอยู่ในห้อง เราจะจำได้และย้อนความทรงจำไปได้ว่าทำอะไรร่วมกันไปบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย แต่สร้างอารมณ์ที่หลากหลายได้น่าสนใจมากจริงๆ

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/Tauerville/He-Left-His-Cologne-In-My-Bedroom-47412.html

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Review: Roja Parfums - Amber Aoud


Roja Parfums - Amber Aoud

เมื่อไม้กฤษณาหรือ Oud กลายเป็นหนึ่งใน Note ยอดฮิตที่ทั้ง Designer และ Niche Brand ต่างก็เอามาเป็นหนึ่งในตัวชูโรงสร้างสรรค์กลิ่นอายตามสไตล์และ Concept ของตัวเอง และหนึ่งในสาย Luxury Niche Brand ที่น้ำหอมนั้นแพงจัดจ้านได้ที่อย่าง Roja Parfums เองก็ไม่พลาดที่จะนำเอาความเป็น Oud มานำเสนอด้วยเช่นกัน โดยออกมาถึง 3 รุ่น คือ Aoud, Amber Aoud และ Musk Aoud รุ่นละ 2 แบบ คือ Pure Parfum กับ Absolute Pure Parfum ที่แตะความเป็น Attar หรือ Oil ที่เข้มข้นสูงสุด

ดังนั้นเมื่อมาแตะความเป็น Oud ตัวแรกสุดของสายนี้อย่าง Amber Aoud ที่เป็น Pure Parfum ก็ต้องมาเล่าต่อกันหน่อยว่า Roja Dove จะทำออกมาในสไตล์อย่างไร และแตกต่างจากท้องตลาดสาย Oud หรือไม่

เปิดตัวมาก็เรียกว่าเป็นโทนกลิ่นที่เรียกแขกตามสไตล์กุหลาบ Oud และหญ้าฝรั่นที่สร้างความเป็นกลิ่นอายสไตล์อาระเบียนโดดเด่นออกมาชัดเลย เพียงแต่กลิ่นจะไม่ได้หนักหน่วงแบบน้ำหอมแนวนี้ที่ล่อกระจายรอบทิศขนาดนั้น กลิ่นค่อนข้างมีความกำลังดี มี Rich Tone ที่ให้ความนุ่มนวลหรูหรามีระดับแบบไม่บาด ไม่พุ่ง ไม่คม สร้างความสมดุลย์ในการรับรู้กลิ่นได้ดีและจับต้องได้ถึงคุณภาพของกลิ่นที่มีความดีงามมาเลยทีเดียว โดยที่กล่นของหญ้าฝรั่นจะให้ความหวานปนขมติดเครื่องเทศแปร่งได้อารมณ์แบบอาระเบียนเคล้ากับกุหลาบหอมนวลหวานหอมแบบเป็นธรรมชาติ ซ้อนด้วย Oud ที่ให้ความเป็นไม้หอมลุ่มลึกอวลกลางๆ ติด Smoky ปนสาบ Animalic หน่อยๆ ที่ไม่ได้ถึงกับชัดเจนนัก แค่นี้ก็หรูหรามีระดับลุ่มลึกกันตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ช่วงนี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะว่าจะมีกลิ่นอายของโทน Citrus ประปรายร่วมอยู่ด้วย เป็นอีกมิติที่ทำให้กลิ่นมีความเป็นสายตะวันตกแทรกเข้ามาเนียนๆ โดยเฉพาะกลิ่นของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่มีความเปรี้ยวขมปร่าซ่าบางๆ และมีวูบของมะนาวเล็กๆ แว้บนึงก่อนหายไป กลิ่นเลยจะมีลูกเล่นสดชื่นอ่อนๆ เนียนๆ อยู่ให้จับต้องได้ด้วย ถือว่าเป็นการเอาความเป็นตะวันออกกลางมาเกลาให้เรียบหรูผู้ดีมีระดับเคล้าความเป็นตะวันตกเนียนๆ ได้ลงตัวมากเลยทีเดียว

แน่นอนว่าความเป็น 3 สหายอย่างกุหลาบ Oud และหญ้าฝรั่น จะยังเป็นตัวเอกกันยาวๆ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงให้รู้สึกได้โดยเฉพาะกุหลาบที่จะเริ่มมีโทนกึ่งแยมผลไม้เข้ามาติดเปรี้ยวปลายกลิ่นเลมอนนิดๆ ที่มีความอะโรม่าดึงดูดเฉพาะตัว อารมณ์คล้ายแยมกุหลาบกึ่งผลไม้สีม่วงนิดๆ ที่จะมีกลิ่น Smoky ซ้อนอยู่ตลอดแบบอ่อนๆ ซึ่งเริ่มชัดเจนว่ามาจาก Effect ของ Birch Tar ที่ให้โทน Smoky ดาร์กติดเขม่า แต่ไม่ได้มาแบบหนักหน่วงมาแบบสร้างออร่าโทนดาร์กดึงดูดน่าค้นหาแทน และจะมีความแปร่งเครื่องเทศหญ้าฝรั่นที่ให้ความขมหอมเจือหวานลึกเป็นลูกคู่สร้างความเย้าๆ อยู่ตลอด แต่ไม่ได้จบแค่นั้นเพราะเมื่อจับโทนกลิ่นไปเรื่อยๆ ตัวที่สร้างออร่ากึ่งแยมผลไม้ที่มีความหวานกึ่งโทนน้ำผึ้งเล็กๆ จะเริ่มชัดขึ้นมาพอสมควร นั่นก็คือ ลูกมะเดื่อ (Fig) ที่จะไม่ได้มาแบบลูกเขียวๆ แต่มาแบบลูกสุกที่จะมีกลิ่นหวานหอมเจือน้ำผึ้งปนเขียวทึบอ่อนๆ ที่เอาไปทำเป็นแยมมะเดื่อได้ และมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ สร้างมิติที่ลุ่มลึกเนียนๆ เคล้ากับพิมเสนที่ให้ความปร่าหวานระเรื่ออ่อนๆ โดยที่จะมีกลิ่นออกทางนวลกึ่งผิวกายติดเค็มนวลคล้ายโทน Ambergris หรืออำพันปลาวาฬและมีกลิ่นเขียวดาร์กเข้มเบาๆ ที่สร้างความน่าค้นหาสไตล์แบบตะวันตกของ Oakmoss ที่สร้างกลิ่นอายแบบลุ่มลึกติดนวลดาร์กแบบกำลังดีเข้ามาเป็นพื้นหลังติดผิวร่วมด้วย ซึ่งช่วงกลางนี้เรียกว่าเป็นไฮไลท์เลยจะดีกว่า เพราะว่าจะได้อารมณ์ฝั่งอาระเบียนเจอความเป็นตะวันตกที่ชัดเจนมาที่สุด และสัมผัสได้ชัดเจนมากว่า สุคนธกร เอาความเป็นโทน Rose Oriental Woody แบบอาระเบียนมาเจอกับ Chypre ทางตะวันตกได้อย่างสมดุลย์พอดิบพอดีเลย กลิ่นเลยมีออร่าความหรูหรา Rich Tone มีระดับที่ชัดเจนมาก

เมื่อกลิ่นจะดำเนินไปเปลี่ยนสถานะเข้าสู่ช่วงท้าย โทนกุหลาบ Oud และหญ้าฝรั่นเริ่มเบาลงไป กลายเป้นสายสนับสนุนที่ให้ความน่าค้นหาแบบประปราย สิ่งที่กลายเป็นตัวเดินกลิ่นหลักเลยจะเป็นกลิ่นอายสาย Base ของโทน Chypre ที่จะมี Oakmoss เป็นตัวนำเคล้าโทนไม้หอมปน Smoky หน่อยๆ และมีมีพิมเสนที่อ้อยอิ่งอยู่รอบๆ โดยที่จะจับต้องได้ถึงโทน Animalic ที่หายไปจากช่วงกลางและกลับมาอีกครั้งแบบเป็นพื้นกลิ่นที่ไม่ได้ออกทางสาบจ๋า แต่จะเป็นโทนเย้าๆ ที่เกลากลิ่นมาเป็นอย่างดีของชะมดเช็ด โดยมี Ambergris ผสมผสานอยู่ด้วย กลิ่นจะมีความหรูหราแบบสไตล์ตะวันตกที่แทรกตัวเด่นออกมา ซึ่งพื้นฐานกลิ่นช่วงนี้จะได้อารมณ์เดียวกับ Base ของน้ำหอมสาย Classic สร้างออร่าสูงศักดิ์และน่าค้นหาปนอบอุ่นแบบไม่หนักหน่วง แต่เพิ่มเอาความเป็นตะวันออกกลางของโทนกุหลาบและ Oud กับหญ้าฝรั่นเข้ามาด้วยแบบเป็นตัวเสริมฉากหลังให้กลิ่นมีความหรูหราเข้าไปอีกขั้น แต่กลิ่นจะให้ความเรื่อยๆ คุมโทนความสมูธที่สร้างออร่ามีภูมิและสูงศักดิ์กึ่งจะค่อนไปทางเรียบหรูที่สนับสนุนกันได้ดีมากในความเป็นโทนตะวันตกที่มีเสน่ห์ลึกล้ำของโทนตะวันออกกลางเนียนๆ ได้อย่างดีงาม

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่ได้หมดทุกเพศ เพราะกลิ่นไม่ได้เจาะจงไปเพศใดเพศหนึ่งแต่ออกแนวสร้างออร่าสูงศักดิ์ Luxury ที่น่าค้นหาและหรูหราแบบไม่โฉ่งฉ่าง แต่เดินผ่านแล้วได้กลิ่นก็บอกได้เลยว่าออร่าไม่ธรรมดา ซึ่งเข้าทางกับการใส่ยามทางการและทั่วๆ ไป ที่เน้นเสริมบุคลิกเป็นสำคัญ แต่ให้ข้ามการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายไปได้เลย ปิดประตูตายเรียบร้อย เพราะกลิ่นไม่เข้าทางทุกประการ ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่ออกงานจะลงตัวมากถึงมากที่สุด และเอาจริงๆ ใส่ท่องราตรีได้อยู่ เพียงแต่ต้องเพิ่มสเปรย์หน่อย อาจจะสู้กลิ่นอบอวลจัดจ้านของคนอื่นไม่ได้มาก แต่อย่างน้อย ออร่าสูงศักดิ์หรูหรามีระดับน่าค้นหามันก็ดึงดูดได้อยู่

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน และมากกว่านี้ได้สบายมาก ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. สบายๆ ในการใช้งานแต่ละครั้ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนที่จะลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนเมื่อเข้าช่วงท้ายถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัว จนพ้น 8 ชม. ไปแล้วจะเริ่มเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - เป็นการเอาโทนตะวันออกกลางยอดฮิตเมื่อช่วงที่ไม้กฤษณาเป็น Note ที่เนื้อหอมสุดในวงการมาต่อยอดได้ดีมาก เพราะเป็นการเจอกันของโทนตะวันออกกลางที่เกลากลิ่นจนละมุน กับโทนตะวันตกที่มีความ Classic มีสกุลในการสร้างเสน่ห์ทางกลิ่นให้ผู้สวมใส่ที่มีคุณภาพทางกลิ่นสูงมากและหรูหราเป็นนางพญา/คุณชายน่าค้นหาได้อย่างชัดเจน

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.vipbrands.us/roja-amber-aoud-50-ml-unisex-perfume-original-tester-perfume-211565-en

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Review: Hermes - Un Jardin Sur La Lagune


Hermes - Un Jardin Sur La Lagune

เมื่อเข้าสู่ช่วงของการปลดเกษียณตัวเองจากการเป็น Perfumer ประจำแบรนด์ Hermes ของ Jean-Claude Ellena หนึ่งในผลงานส่งท้ายที่ทำให้กับ Collection กลิ่นอายสไตล์สวนอย่าง Un Jardin อย่าง Le Jardin de Monsieur Li ก็ทำให้หลายๆ คนคาดกันว่าคงจบกันที่แค่ตัวนี้ เพราะเมื่อเปลี่ยน Perfumer หลักของแบรนด์มาเป็น Christine Nagel อาจจะไม่ได้มาเล่นที่ความเป็นสวนแน่ๆ เพราะ Nagel ก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองพอที่จะสร้างทิศทางใหม่ให้ Hermes อยู่มากเลยทีเดียว

แต่ Perfumer คนนี้ก็ไม่ได้ดับฝันปิดตายความเป็นกรุ่นกลิ่นหอมของความเป็นสวน ยังคงมาต่อยอดให้กับ Un Jardin ต่อ (ซึ่งแน่นอนว่าผู้เขียนดีใจมากกกกก) ซึ่งจาก 4 รุ่นก่อนหน้าที่ต่างมีเอกลักษณ์ในความเป็นสวนที่แตกต่างกันไป แต่ยืนพื้นที่ความเป็นกลิ่นอายบรรยากาศสีเขียวของสวน โดยอิงที่ความมินิมัลน้อยแต่มากเป็นหลัก แล้วเมื่อมาเป็นฝีมือของหัวหอกในการสร้างสรรค์น้ำหอมคนล่าสุดของแบรนด์ล่ะ Nagel จะสร้างสรรค์ออกมาอย่างไร มาว่ากันที่รุ่นนี้เลย Un Jardin Sur La Lagune

ที่มาที่ไปของการสร้างสรรค์กลิ่น คือ Venetian Garden หรือการจัดสวนในสไตล์ของเวนิช ที่จะมีบรรยากาศหลักอย่างกลิ่นอายทะเลที่รายล้อมและความเป็นสวนต้นไม้ ดอกไม้ รูปปั้น และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เป็นสไตล์แบบโรมันอิตาลี ซึ่งการถ่ายทอดกลิ่นออกมาถือว่าสามารถสร้างภาพการนั่งอยู่ในสวนได้ดีไม่น้อยเลย โดยจะเริ่มจากกลิ่นโทนดอกไม้ขาวที่มีความกึ่งนวลกึ่งสดชื่นที่มีลูกเล่นกลิ่นเขียวเบาๆ กลิ่นออกทางตุ่ยบางๆ ตามธรรมชาติของดอกไม้ขาวที่ควรจะเป็น และมีโทนออกทาง Citrus คล้ายโทนเลมอนเป็นตัวสนันสนุน แล้ววูบถัดไปคือการเอาโทนบรรยากาศเข้ามาบวกเพิ่มจากกลิ่นออกทางกลิ่นอายทะเลติดไอเค็ม ตีคู่กับกลิ่นโทนดอกไม้ขาวได้อย่างลงตัวและมีมิติในการดมจากกลิ่นอายนวลติดเขียวบางๆ ที่มีความสดชื่นของดอกไม้ที่จับได้ไม่ยากว่าเป็นแมกโนเลียที่จะให้โทนนวลกึ่งสดชื่นติดเลมอนเย้าๆ และตระกูลดอกส้มกึ่งมะลิที่ให้ความขาวนวลติดสะอาด รวมถึงจะมีกลิ่นหวานติดปร่ากึ่งแว๊กซ์จากลิลลี่เข้ามาร่วมด้วย และมีกลิ่นซ้อนลงไปอีกสเต็ปกับการเป็นไม้หอมเนียนๆ ซึ่งทำให้กลิ่นตอนต้นเป็นดอกไม้ขาวเคล้ากลิ่นไอทะเลติดเค็มนิดๆ สร้างบรรยากาศอารมณ์แบบสวนดอกไม้ขาวกับทะเลได้ลงตัวและไม่หนักหน่วงเลยทีเดียวในการแบ่งภาคและสร้างมิติในการได้รับกลิ่นลักษณะนี้

การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นจะไม่โฉ่งฉ่างหรือหักมุมอะไรนัก แต่จะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า เพราะเนื้อกลิ่นที่ชัดๆ ในช่วงต้นของการเป็นดอกไม้ขาวนวลหอมหวานระเรื่อ จะเริ่มมีโทนเขียวกึ่งผักติดเค็มอ่อนๆ ขึ้นมาร่วมด้วยทำให้กลิ่นเริ่มมีมิติที่ชัดเจนของการเป็นสวนที่ติดทะเลแบบใกล้ชิด ซึ่งดอกไม้ขาวที่มีความหอมนวลหวานเจือสะอาดยังคงเป็นโทนเด่นตีคู่กับกลิ่นอายทะเลอยู่ เพียงแต่กลิ่นจะมีอารมณ์ลักษณะแบบ Sea Breeze ที่ลดทอนไอเค็มลงมาหน่อย ทำให้ได้บรรยากาศแบบกลิ่นอายสวนดอกไม้เคล้ากลิ่นพืชพรรณลอยมาตามอลมทะเลโกรกที่ได้ความนวลหอมเจือหวานอ่อนๆ เคล้าความสดชื่นเนียนๆ จนเมื่อกลิ่นโทนไม้หอมโปร่งๆ เคล้าโทน Musky เริ่มค่อยๆ เปิดตัวออกมาเรื่อยๆ จนเปลี่ยนสถานะช่วงน้ำหอมเป็นช่วงท้ายที่จะเป็นกลิ่นอายติดอบอุ่นกำลังดีเคล้ากลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีโทน Musky กึ่งไม้หอม ที่มีลักษณะแบบโทนแอมเบอร์ติดเค็มเบาๆ (คล้ายโทนของสารหอมอย่าง Ambroxan หรือ Cetalox) เลยทำให้ได้อารมณ์ผิวกายติดเค็มสบายๆ เคล้ากลิ่นไม้หอม + ดอกไม้ขาวเจือโทนทะเลเบาๆ ที่สร้างบรรยากาศให้กลิ่นยังคุมโทนแบบบรรยากาศใกล้ชิดทะเลได้อยู่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถือว่าเป็นกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้ความรู้สึกจากชัดเจนสู่สบายๆ อารมณ์เดียวกับนั่งในสวนโปร่งโล่งติดทะเลที่กลิ่นดอกไม้ กลิ่นต้นไม้ เคล้ากับกลิ่นไอทะเลได้อย่างน่าสนใจ และสื่อสารภาพยามได้รับกลิ่นออกมาได้ดี โดยที่ปรับเอาความเป็น Signature โทนเขียวมาใส่ดอกไม้ขาวและทะเลได้อย่างลงตัวมาก

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่ค่อนไปทางผู้หญิงมากกว่านิดนึง เพราะโทนดอกไม้ขาว แต่เอาจริงๆ ยังไงผู้ชายใส่ได้สบายมาก ซึ่งกลิ่นเข้าถึงได้ง่ายและมีลักษณะที่ให้ความหอมที่มีระดับแบบเรียบหรูแบบไม่ได้หนักหน่วงเกินไปนัก ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป ออกกำลังกายอาจจะรอช่วงกลางเป็นต้นไปน่าจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่เพื่อความรื่นรมย์และผ่อนคลายแบบอยู่สวนริมทะเลแนวช่วงชิลล์ๆ จะดีกว่าใส่ไปท่องราตรี เพราะชาวบ้านโดนกลบมิดแน่นอน

ความทน - กลิ่นทนลงตัวที่ราวๆ 6 - 8 ชม. อาจจะมีบวกลบบ้างก็ว่ากันไปตามจำนวนสเปรย์ที่ใช้ ซึ่งส่วนตัวใช้ไปที่ 6 สเปรย์ 8 ชม. ได้สบายมาก แต่พอพ้นไปแล้วจะติดผิวอารมณ์แบบผิวสะอาดติดเค็มปนไม้หอมอ่อนๆ บางๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานปลางซักครู่ ที่เหลือคือออร่ารอบๆ ตัวอ่อนๆ กันยาวๆ ไป พอพ้นซัก 6 ชม. จะเปลี่ยนสถานะเป็นติดผิวจนกว่าจะจางไปในที่สุด

สรุป - เป็นการต่อยอดกลิ่นอายสไตล์สวนได้ดีโดยที่เอารากฐานเดิมในความเป็นโทนเขียวแบบที่เป็นโทนกลิ่นสวนมาเสริมดอกไม้ขาวเข้าไปแบบมินิมัล ที่ให้ความเรียบหรูและจับต้องได้ถึงบรรยากาศที่รื่นรมย์ได้ดี โดยที่ไม่หนักไป ซึ่ีงถ้าไล่เรียงประเภทสวนก็จัดได้แบบนี้เลย

Un Jardin en Mediterraneeสวนสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว
Un Jardin Sur Le Nil – สวนผักผลไม้ริมแม่น้ำหรือบึงบัวที่สดชื่นและผ่อนคลาย
Un Jardin Apres la Moussonสวนอันเงียบสงบหลังฝนตกกับเมล่อนแสนชื่นใจ
Un Jardin Sur Le Toit สวนบนดาดฟ้าตึกที่สดใสท่ามกลางแสงแดดและไอดิน
Le Jardin de Monsieur Li - สวนแบบจีนยามเช้าและไอหมอกที่สดชื่นนุ่มนวล
Un Jardin Sur La Lagune - สวนสวยติดทะเลที่เรียบหรูและรื่นรมย์

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.hermes.com/us/en/product/un-jardin-sur-la-lagune-eau-de-toilette-V100082V0/