วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: Goutal - Bois d’Hadrien

Goutal - Bois d’Hadrien

เมื่อ Annick Goutal ได้มีการ Re-Branding ใหม่ เปลี่ยนชื่อแบรนด์มาเป็น Goutal เพียงอย่างเดียวพร้อมเปลี่ยนรูปลักษณ์ขวดแบบเดิมๆ เป็น Luxury มากขึ้น โดยที่กลิ่นต่างๆ ก็ยังคงเดิม แถมหลายๆ กลิ่นที่เหมือนจะเริ่มเลิกผลิตก็ได้กลับมาประจำการเช่นเดิมด้วยเช่นกัน

แต่รอบนี้จะไม่ได้พูดถึงกลิ่นเดิม แต่จะมาว่ากันในกลิ่นที่เกิดขึ้นหลังมีการ Re-Branding ใหม่แทน ซึ่งนั่นก็คือ Bois d’Hadrien ที่จะเป็นการต่อยอดจากน้ำหอมชายที่เหนือกาลเวลาของแบรนด์อย่าง Eau d’Hadrien มาสู่การเป็นโทนสดชื่นในรูปแบบใหม่กับการจับคู่ระหว่างกลิ่นอายสายไม้สนต่างๆ กับโทน Citrus เช่นนั้น ขอพิสูจน์กันหน่อยว่าเนื้อกลิ่นจะออกมาในรูปแบบไหน

Bois d’Hadrien เปิดตัวได้สดชื่นกับการเป็นกลิ่นมะนาวที่ติดเขียวเคล้ากับกลิ่นสนไพน์ที่ให้ความเขียวแกมออกทางยางไม้สนที่มีเขียวปร่าอะโรม่า + กับกลิ่นออกทางเขียวชะอุ่มหน่อยๆ ของใบสนของแนวสนคริสต์มาส เสริมด้วยกลิ่นออกทางอากาศเย็นๆ มีประปรายอยู่ในเนื้อกลิ่น ซึ่งเพียงแค่นี้ก็ทำให้เราเหมือนไปอยู่ในป่าสนท่ามกลางอากาศเย็นๆ ได้ทั้งความสดชื่นแกมเขียวของกลิ่นชะอุ่มๆ ได้แล้ว เพียงแต่สิ่งที่เด่นจริงๆ ต้องยกให้มะนาวที่ให้ความเปรี้ยววูบสดชื่นได้ดีและเข้ากับกลิ่นสนได้อย่างน่าสนใจมาก ที่สำคัญทำให้รู้สึกได้เลยว่านี่จะเป็นกลิ่น Citrus Woody ที่สบายๆ เรียบหรูแน่นอน แต่

เมื่อเนื้อกลิ่นช่วงกลางเสริมขึ้นมา เนื้อกลิ่นลดบทบาทความเป็นมะนาวออกเป็นเหลือเพียงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ให้ความสดชื่นอยู่ แต่จะดันความเป็นกลิ่นสนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนไพน์ที่ให้ความเป็นกลิ่นแนวยางสนที่ปร่าแกมติดหวานอะโรม่า ผสานกับสน Fir ที่ให้ความเป็นไม้สนกลิ่นปร่าระเรื่อกึ่งการบูรหน่อยๆ และมีกลิ่นของสนไซเปรสที่ให้ความเป็นกลิ่นไม้สนแห้งๆ แกมเขียวชะอุ่มมาเป็นตัวเด่นในการเดินกลิ่น เสริมด้วยความเขียวเจือหวานของใบไอวี่หรือตำลึงฝรั่งอยู่ประปราย แต่ที่ต้องกล่าวถึงให้ได้ คือกลิ่นโทนเครื่องเทศที่ทำให้เนื้อกลิ่นในช่วงนี้เปลี่ยนจากสดชื่นสบายๆ ในช่วงต้น มาเป็นกลิ่นที่มีน้ำหนักให้จับต้องและมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเท่าที่สัมผัสได้เลยคือกลิ่นเปลือกอบเชยที่ให้ความหวานเย้าและกลิ่นของพริกไทยที่ให้กลิ่นมีความเผ็ดนวลแฝง ซึ่งทำให้เนื้อกลิ่นมีความหนาขึ้นจากช่วงต้นมาเยอะกว่าที่คิด แต่ก็ให้ความเป็นกลิ่นอายแบบป่าสนในบรรยากาศช่วงกลางวันที่มีไอแดดแกมสดชื่นได้ชัดเจนมากเช่นกัน เรียกว่าจัดเต็มความเป็นสนจริงๆ

เมื่อไอความเย็นๆ และความเป็นมะนาวหายไปหมดแล้ว และเนื้อกลิ่นก็แห้งขึ้นตามลำดับ ก็จะเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัวที่ตอนนี้จะเป็นโทนไม้สนแห้งๆ ที่มีความเขียวปร่าประปรายแกมกลิ่นติดเค็มๆ นิดๆ อารมณ์แบบป่าสนติดทะเลในระดับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ความเป็นสนไซเปรสจะเด่นชัดที่สุดเคล้ากับกลิ่นแนวไม้แห้งๆ ที่ไม่ได้สว่างไปหรือดาร์กไปที่จะเป็นตัวเมนกันยาวๆ แบบไม่ได้ซับซ้อน แต่มีความเข้มข้นและชัดเจนในความหนาของกลิ่นที่มีพลังอยู่พอตัว แต่ไม่ได้หนักหน่วงมาก ซึ่งมาจากกลิ่นเครื่องเทศที่ยังตามมาในช่วงนี้ ทำให้ได้อารมณ์กลิ่นไม้สนแห้งๆ ที่มีความปร่าติดเค็มๆ ประปรายคลอผิวที่มีความแปร่งเครื่องเทศแบบติดดิบหน่อยๆ สร้างออร่าแบบธรรมชาติที่ควรจะเป็นแบบไม่ต้องดูประดิษฐ์หรือพยายามทำให้สวยทางกลิ่น ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นได้คุมโทนการเป็น Bois หรือ Wood ได้ครบถ้วน

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพียงแต่อย่างน้อยพื้นฐานต้องชอบกลิ่นโทนไม้สนอยู่เป็นทุนเดิมจะอินกับกลิ่นนี้ได้ไม่ยาก ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่น่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แบบที่มาสายกลิ่นสนที่มีความเป็นไม้หอมแบบที่อาจจะไม่ได้ถึงกับ Nice แต่มีความห่ามกำลังดีแทน ส่วนยามค่ำคืนใส่แบบทั่วไปหรือออกงานได้สบายมาก

ความทน - กลิ่นทนแตะที่ 8 ชม. ได้สบายๆ และไปต่อได้อีกอิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ ซึ่งส่วนตัวก็เจอไปที่ 12 ชม. เป็นเรื่องปกติ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และค่อนข้างคงตัวการกระจายดีกันไปยาวๆ จนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 3 จึงลดลงมาเป็นปานกลางแล้วคงที่ต่อเนื่องไปถึงชั่วโมงที่ 6 ถึงลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ แล้ว Skin Scent ชัดเจนหลัง 8 ชม. ไปแล้ว

สรุป - บางคนอาจจะรู้สึกคุณหลอกดาวกับกลิ่นนี้ เพราะเปิดมากลิ่นสดชื่นหอม Nice มากกับการเล่นโทนกลิ่นมะนาวกับกลิ่นสนต่างๆ แต่พอเปลี่ยนช่วงที่เหลือคือความเป็นป่าสนที่มาทั้งความชัดเจนและความห่ามที่ควรจะเป็น ซึ่งเรียกว่าให้ปูมาให้เรียนรู้กลิ่นชัดๆ กับการเป็นกลิ่นสนหอมต่างๆ ที่ขมวดมารวมกันเหมือนท่องป่าสนที่มีความห่ามๆ ไล่โทนจากเช้าสู่ยามแดดอบอุ่น ถือเป็นอีกมุมหนึ่งของกลิ่นโทนสนที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://hk.goutalparis.com/product/bois-d-hadrien-eau-de-perfum-1

 

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: M. Micallef - Note Vanillee

M. Micallef - Note Vanillee

ส่วนใหญ่เวลาที่เราเจอ Note วานิลลาในน้ำหอม มักจะมาแบบขนม ครีมข้น แน่น หวาน อบอุ่น หรือผ่อนคลาย ซึ่งก็แล้วแต่การตีความในการสร้างสรรค์กลิ่นในแต่ละแบรนด์ แต่ถ้าเอาความเป็นโทนวานิลลามานำเสนอแบบกลิ่นอายสายยั่วและโปรยเสน่ห์ โดยที่ไม่ได้พยายามทำให้เป็นกลิ่นขนมหวานแน่นๆ ล่ะ เรียกว่ามีบ้างแต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับการที่ส่วนใหญ่มักตีความเรื่องเซ็กซี่ของวานิลลาผ่านกลิ่นแนวขนม

และแบรนด์ M. Micallef ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เอาวานิลลามานำเสนอในการเป็นโทนเย้ายวนโดยไม่อิงขนบความเป็นขนม มาสร้างสรรค์ให้เป็นกลิ่นอายสาย Girl Gone Bad ที่เซ็กซี่แบบตรงไปตรงมา โดยที่ยังคุมโทนความมีระดับและเป็นตัวแม่ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือกลิ่น Note Vanillee

การเปิดตัวของกลิ่นจะจับต้องได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยนั่นคือ วานิลลาจะเป็นศูนย์กลางของกลิ่นที่แทบไม่ต้องเดาเลยว่าอยู่กันยาวๆ ตั้งแต่ต้นยันจบ ตามด้วยกลิ่นแนวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรัมและคอนยัคที่จะเป็นสายสนับสนุนตลอดด้วยเช่นกัน โดยที่ให้ความหวานเย้ามีความลึกค่อนทางไซรัปแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการเอาความ Juicy หรือฉ่ำๆ หวานอมเปรี้ยวของส้มจีนที่มีความปร่าหน่อยๆ แกมเปรี้ยวของสาย Citrus ต่างๆ คิดว่าน่าจะมีมะกรูดฝรั่งรวมอยู่ด้วยในนี้เพราะมีความปร่าติดขมเนียนๆ ให้รู้สึกได้ มาเจอกับโทนวานิลลากึ่งเหล้ารัมที่ให้ความหวานเย้า + คอนยัคที่ให้ความเป็นกึ่งไม้โอ๊คปร่าๆ ทำให้เปิดตัวแบบเชื้อเชิญกันตั้งแต่เริ่ม อารมณ์เซ็กซี่กระแทกใจยั่วเย้าเร้าอารมณ์ที่มีความนิ่งวางตัว ไม่ได้ออกแนว “มาค่ะ มาเสยกันให้จบ” ให้นึกภาพได้เลยเหมือนเห็นผู้หญิงนอนเซ็กซี่ในชุดวับๆ แวมๆ หรือชุดนอนพลิ้วๆ แล้วมองมาที่คนดูพลางยิ้มมุมปากแบบไม่ทันตั้งตัวและสตันไปเลย ประมาณนั้น

เมื่อโทน Citrus ต่างๆ ลดลงไป เปิดทางให้กลิ่นดอกไม้เสริมเข้ามาผสมผสานกับโทนวานิลลาแอนด์เดอะแกงค์เหล้า เนื้อกลิ่นเริ่มจะเปลี่ยนไปเป็นโทนแป้งมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นแป้งหอมดอกไม้ที่มีมะลิเป็นแกนนำ กับกลิ่นโทนวานิลลาที่ผันตัวเองเป็นแป้งด้วยโดยยังมีความหวานอบอุ่นอยู่ ซึ่งกลิ่นแกงค์เหล้ารัมแอนด์คอนยัค จะเบาลงไปเนียนอยู่กับโทนแป้งที่ให้ความเย้าเรื่อๆ เซ็กซี่สไตล์หวานกึ่งเย้ากลิ่นเหล้าหน่อยๆ ชวนชิมสไตล์คลุกวงใน ซึ่งช่วงนี้จะเรียกได้ว่าเป็นโทนเย้าเซ็กซี่แบบไม่ต้องเยอะสิ่งชัดเจน ให้ความเป็นแป้งที่นวลอวลชวนซุก โดยมีความหวานเย้าแกมปร่าที่พอเหมาะพอเจาะมาก ซึ่งกลิ่นมาสไตล์หรูหราก็ได้ และมีความเป็นสไตล์ทรงเสน่ห์แบบนางพญาก็ชัดเจนด้วยเช่นกัน

เมื่อกลิ่นโทนแป้งเริ่มผ่อนตัวลง และเริ่มมีความอบอุ่นเสริมเข้ามาแบบกำลังดี ในลักษณะที่ไม่หนักเกินไป อารมณ์มีความอวลๆ มากกว่าที่จะฟุ้งพุ่งกระจาย ให้ลักษณะกลิ่นแบบลูกผสมระหว่างวานิลลากึ่งแอมเบอร์ที่จะมีความหนักในเนื้อกลิ่นมากขึ้นและมีกลิ่นค่อนไปทางยางไม้ที่มีความหวานแกม Smoky เนียนๆ รวมถึงมีกลิ่นออกทางโปร่งหวานคล้ายยาสูบหน่อยๆ และมีความครีมมี่อ่อนๆ จากไม้จันทน์หอมที่สร้างให้เนื้อกลิ่นมีความนวลๆ ค่อนไปทางไม้หอมมากขึ้นและยังเชื่อมโยงไปกับโทนแป้งกึ่งปร่าคอนยัคแกมกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ที่ตามจากช่วงกลางด้วย ทำให้ช่วงท้ายออกจะเป็นกลิ่นที่น่ากินน่าซุกมากขึ้นและมีความเย้ายวนชัดเจนโดยที่ยังคงเป็นลักษณะคลุกวงในอยู่เช่นเดิม ปิดท้ายลักษณะเนื้อกลิ่นที่ให้ความเซ็กซี่ เย้ายวน และมีความเป็นตัวแม่งามเมืองที่ไม่ต้องเยอะสิ่งแต่อย่างใด

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป แต่ถ้าเป็นน้องๆ มหาลัยใช้งานก็ได้อยู่แต่กลิ่นจะออกแนวทรงเสน่ห์เย้ายวนมากหน่อย ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม ไม่ว่าจะทั่วไป ใส่ทำงาน Office หรือว่าใส่ออกงาน แต่ถ้างานทางการจัดๆ หรือออกกำลัง แนะนำให้ข้ามไปจะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคืนเหมาะมากกับการใส่ไปท่องราตรีแบบมีระดับ เน้นแบบจิบหรูๆ เพราะกลิ่นมีโทนที่ปล่อย Sex Appeal อวลออกมาสูงมากก็จริง แต่ไม่ได้แผ่ไพศาลรอบทิศขนาดนั้น ถ้าเจอโทนหวานเยิ้มแวลแน่นจัดจ้านมากๆ ก็สู้ยากอยู่ไม่น้อย หรือถ้าจะใส่แบบโรแมนติคก็ได้ มีแนวโน้มเกิดการคลอเคลียได้สูงแบบไม่ต้องพยายามอะไรมาก นอกจากนี้กลิ่นนี้มีโทนที่ Unisex อยู่เกือบครึ่งๆ ได้เลย เช่นนั้นผู้ชายก็ใส่ได้ เพียงแต่ความเย้ายวนจะไม่ได้ชัดเท่าผู้หญิงก็เท่านั้นเอง แต่ได้ความอบอุ่นแกมหวานเย้าๆ มีเสน่ห์มาแทนที่แนวๆ นั้น

ความทน - อยู่ที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบราวๆ 1 - 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. อยู่เสมอในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าอารมณ์เหมือนมาปะทะแรกพบที่มาเต็มก่อนเลย แต่ไม่เกิน 5 นาที กลิ่นจะเริ่มลงมาที่กระจายดี ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับโทนมาเป็นกระจายปานกลางไปเรื่อยๆ ราวๆ 3 ชม. ถึงลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 6 ก็ค่อยๆ ลงมาเป็น Skin Scent  

สรุป - กลิ่นยั่วยวนแบบมีชั้นเชิงมาก อารมณ์เหมือนเราเห็นสาวบอนด์ฝั่งร้ายที่มาแบบเซ็กซี่มาเลย อารมณ์ Sophie Marceau ประมาณนั้น เพราะกลิ่นไม่ได้แค่เซ็กซี่ยั่วยวน แต่มีความเป็นนางพญาสวยร้ายที่มีชั้นเชิงแบบไม่โจ่งแจ้งร่วมด้วยประมาณนั้น ถือว่าเป็นการสื่อสารความเป็น Girl Gone Bad ออกมาด้วยโทนวานิลลาได้อย่างลงตัวและไม่ธรรมดา

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumsmicallef.com/fr/jewel-collection/156-note-vanillee-3760231011950.html

 

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: Parfum Fuji

Parfum Fuji

Fuji-san หรือภูเขาไฟฟูจิ หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งตระหง่านอย่างเข้มแข็งและสวยงาม ซึ่งไม่ว่าจะมุมไหนก็มีความสวยงามอย่างมากในการได้สัมผัสไม่ว่าจะทั้งเห็นภาพถ่ายหรือดีที่สุดนั่นก็คือ การได้เห็นในสถานที่จริง และได้สัมผัสบรรยากาศต่างๆ ในทุกๆ สัมผัสของเรา ณ จุดนั้น และหนึ่งในสัมผัสที่มากกว่าการมองเห็นอย่างกลิ่น ที่เคยแอบคาดหวังอยู่ไม่น้อยว่าถ้ามีน้ำหอมที่ถอดเอากลิ่นบรรยากาศของความเป็น Fuji-san ออกมาได้ จะดีใจมากและคงไม่พลาดที่จะหามาครอบครองให้ได้

และเมื่อได้พบ Parfum Fuji กับการได้ไปเยือนที่ญี่ปุ่น พร้อมกับการดูข้อมูลน้ำหอมที่บอกเล่าการถอดเอากลิ่นอายความเป็นบรรยากาศรายรอบไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ อากาศที่เยือกเย็น กลิ่นอายป่าต่างๆ ที่รายล้อมรอบ Fuji-san โดยการไล่เรียงโทนกลิ่นจากยอดเขาไล่เรียงลงมาสู่เชิงเขา ที่จะทำให้เราเสมือนเป็นภาพพีระมิดของกลิ่นเสมือนเป็นภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งแน่นอนจัดไปอย่าได้เสียโอกาส เพราะถ้าเนื้อกลิ่นทำออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ นั่นคือ ความทรงจำที่เราเคยสัมผัสไม่ว่าจะผ่านประสาทสัมผัสส่วนใดก็ตามจะกลับมาสร้างความประทับใจเสมอแน่นอน และผลที่ได้จากการใช้งานคือ 

เนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก และให้โทนกลิ่นที่ไล่เรียวตามสเต็ปการมองภูเขาไฟฟูจิได้อย่างครบถ้วนจริงๆ โดยเริ่มจากยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมซึ่งจะให้กลิ่นอายเย็นๆ ในโทนสว่างขาววูบมาก่อนเลยกับการกลิ่นโทนอากาศเย็นๆ ที่เป็นการผสมผสานโทน Ozonic กับกลิ่นออกทางเย็น Icy หน่อยๆ และมีความเป็น Citrus ที่น่าจะเป็นแนวๆ มะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่มีความสมดุลย์มากโดยไม่มีกลิ่นแบบแนว Ozone สังเคราะห์ที่ให้อารมณ์แบบน้ำกลั่นติดเอียนเล็กๆ มาให้รำคาญใจเลย เนื้อกลิ่นจะให้ความเป็นอากาศเย็นโทนสว่างขาวแบบธรรมชาติวูบขึ้นมาสร้างความสดชื่นกันเต็มๆ ซึ่งได้อารมณ์ทางกลิ่นที่ผนวกกับความประทับใจแรกพบก่อนในการมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ นั่นก็คือยอดเขาที่เป็นหมวกหิมะสีขาว เรียกว่าเปิดมาก็ตีหัวเข้าบ้านกันได้เลย แม้ว่ากลิ่นช่วงนี้จะอยู่เพียงราวๆ 2 นาทีก็ตาม

รอยต่อในการเข้าสู่ช่วงกลางต้องยกให้ 3 โทนกลิ่นที่ให้ความเป็นธรรมชาติมากเลยนั่นคือ โทนใบไม้เขียว โทนไม้สน และกลิ่นสดชื่นของช่วงต้นที่ตามมาในช่วงนี้ ที่จะเป็นแกนหลักของกลิ่นเลย โดยพื้นกลิ่นจะมีความเป็นกลิ่นอายไม้สนแนวสนไซเปรสที่จะมีความเป็นกลิ่นไม้ชื้นๆ ติดเขียวชะอุ่ม ที่มีความปร่ายางสนให้จับต้องได้ ฉาบทับผสมผสานด้วยกลิ่นใบไม้เย็นๆ ที่ให้ความเขียวแกมเปรี้ยวอ่อนๆ ของโทน Citrus อยู่ แต่ไม่ใช่แค่นั้นเพราะจะพ่วงกลิ่นออกทางติดนวลหน่อยๆ มีความหวานอ่อนๆ ของดอกไม้ขาวซึ่งน่าจะเป็นสายน้ำผึ้งมาทำให้กลิ่นไม่ได้มีแค่มิติเขียวเพียงอย่างเดียว ทำให้เนื้อกลิ่นช่วงนี้คือกลิ่นอายเย็นๆ แกมเขียวสดชื่นที่ให้อารมณ์ของความเป็นป่าเย็นๆ อารมณ์แบบป่าบนภูเขาที่มีทั้งต้นสนและต้นไม้ที่มีกลิ่นอายสดชื่นคลออากาศเย็นๆ เพียงแต่กลิ่นเขียวใบไม้อาจจะชัดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศของเนื้อกลิ่นเสียไปแต่อย่างใด แต่ให้ความเป็นธรรมชาติแบบสวยๆ ที่ชัดเจนขึ้นมาแทน

ช่วงท้ายของน้ำหอมจะเป็นกลิ่นโทนสะอาดติดสดชื่นแบบ Watery แกมกลิ่นสะอาดๆ ของ Musk และโทนไม้หอมอ่อนๆ อารมณ์กลิ่นในช่วงกลางก็ยังตามมาอยู่แบบระเรื่อๆ ซึ่งทำได้การผสมผสานจะออกแนวแบบกลิ่นธรรมชาติแบบน้ำใสไหลเย็นกับกลิ่นสะอาดจากผิวกายและธรรมชาติรอบๆ ที่มีกลิ่นเขียวแกมไม้เบาๆ ซึ่งภาพในหัวออกมาเลยว่า อารมณ์นั่งเล่นริมลำธารในพื้นที่สีเขียวธรรมชาตินั่นเลย ถือเป็นการปิดท้ายที่ได้อารมณ์แบบเชิงเขามีลำธารเย็นๆ ไหลท่ามกลางกลิ่นโปร่งๆ รอบกายที่สบายๆ สร้างความรื่นรมย์และพึงใจแบบที่ไม่ต้องพยายามอะไรมาก และที่สำคัญครบถ้วนจริงๆ กับการเป็นกลิ่นอายที่ไล่เรียงความเป็นภูเขาไฟฟูจิตั้งแต่ยอดที่มีเป็นหมวกหิมะสู่เชิงเขาที่เป็นพื้นที่สีเขียวและลำธารน้ำแร่ธรรมชาติอันรื่นรมย์

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนมาก เพราะเป็นกลิ่นอายแนวธรรมชาติที่ไม่ว่าเพศไหนก็เข้าถึงได้ง่ายสุดๆ และที่สำคัญเป็นกลิ่นที่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูงมาก เข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงจะใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายก็ไม่ติด (แต่จะติดที่ว่ามีจำหน่ายขนาดเดียวคือ 8 ml ซึ่งจะเปลืองเอาเปล่าๆ) รวมถึงจะใส่ยามค่ำคืนแบบทั่วๆ ไปก็สามารถ เพราะยังไงก็สะอาด สดชื่น และรอดสูง เพียงแต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีแน่นอน เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายล่าเหยื่อเช็คเรตติ้งน่ะ

ความทน - อยู่ระหว่าง 6 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งถือว่าความทนดีเกินคาดกับน้ำหอมกลิ่นอายธรรมชาติมากๆ ขนาดนี้

การกระจาย - กลิ่นดูจะเบาๆ ไม่ได้กระจายจัดจ้านเท่าไหร่ในช่วงต้น แต่ว่าจะได้อารมณ์กลิ่นแบบเย็นๆ สีขาวมากกว่าในช่วง 2 นาทีแรก ก่อนที่จะวูบขึ้นมากระจายดีในตอนเข้าข่วงกลางราวๆ 30 นาที ถึงผ่อนลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ และเป็นออร่ารอบๆ ตัวจนถึงชั่วโมงที่ 5 ถึงลงมาเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามขยับเนื้อตัว แล้วค่อยๆ จางไปตามเวลา  

สรุป - สมชื่อ Parfum Fuji เล่ากลิ่นอายจากยอดภูเขาสู่เชิงเขาได้ลงตัวมากๆ โดยที่คุมโทนกลิ่นแบบธรรมชาติได้ดีและมีความสะอาดสะอ้านใช้งานได้ง่าย แต่มีข้อเสียอย่างเดียวเลยนั่นคือ มีจำหน่ายแค่ 8 ml เท่านั้น ซึ่งขวดเล็กเกินไป และใช้งานไม่ได้นาน พอขนาดไม่ได้เข้าทาง ก็เหลือแค่การซื้อเป็นของสะสมหรือเป็นของฝากเพื่อให้ซึมซับโทนกลิ่นแทน มันจี๊ดตรงนี้แหล่ะ ทำไมไม่มีขวดใหญ่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://mtfuji.gift/products/detail/8

 

วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: BeauFort London - Terror & Magnificence

BeauFort London - Terror & Magnificence

ลองนึกถึงโบสถ์คาทอลิกเก่าๆที่เป็นสไตล์กึ่ง Baroque กึ่ง Gothic มีความขลัง ขรึม ดาร์ก แบบอารมณ์กึ่งปราสาทโบราณใหญ่ๆ หน่อยท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืนที่มีแสงไฟน้อยๆ รู้สึกถึงความดาร์กกันแบบทั้งน่ากลัวและน่าค้นหาในเวลาเดียวกันไหม? ถ้าใช่ เรียกมาปูทางความรู้สึกกันก่อนเลยว่ามีแบรนด์น้ำหอมจากอังกฤษอย่าง BeauFort London ได้สร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่มาในสไตล์กอธิคแบบนี้ออกมาให้สัมผัสความดาร์กกันเต็มๆ กับกลิ่นที่ชื่อว่า Terror & Magnificence

ที่มาที่ไปมาจาก Concept ของแบรนด์ที่มักเอา Element ด้านความดาร์กมาสร้างสรรค์และสื่อสารในการเป็นน้ำหอม และเมื่อ Creative Director ของแบรนด์อย่าง Leo Crabtree ได้แรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรมแบบโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าและมืด ที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวและสร้างความรู้สึกในหลากหลายรูปแบบในความรู้สึกดาร์กๆ ได้เป็นอย่างดี เช่นนั้นจึงได้เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกับสุคนธกรออกมาในการเป็น Terror & Magnificence นั่นเอง

การเปิดตัวของ Terror & Magnificence เรียกว่าถ้าไม่คุ้นชินกับกลิ่นแนว Smoky ดารก์เข้มๆ อาจจะตึ่งโป๊ะ! กันได้ เพราะจะมากับกลิ่นออกทางเขม่าของ Birch Tar ที่ชัดเจนมาก มีทั้งกลิ่นแบบ Smoky อวลๆ ที่ไม่ได้ควันจ๋า แต่มีอารมณ์กลิ่นสีดำเข้มๆ แบบถ่านที่มีความเป็น Incense หรือโทนธูปติดปร่าๆ ของ Frankincense เข้ามาผสมผสาน เลยจะได้ความเป็นโทนดาร์กเข้มปร่าๆ ที่วูบขึ้นมาพร้อมกับลูกเอื้อนที่ให้ความหนาในเนื้อกลิ่นชัดเจนมากขึ้น + ให้ความเผ็ดนวลอย่างพริกไทย และมีความหวานแปร่งเย้าหน่อยๆ ของหญ้าฝรั่นที่มาทำให้กลิ่นมีลักษณะดึงดูดแกมหวานกึ่งขมเนียนๆ แฝง แต่ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะเนื่้อกลิ่นทำให้นึกถึงกลิ่นหินหรือก้อนอิฐเย็นๆ แนวแร่ธาตุหน่อยๆ อีกด้วย ซึ่งทุกอย่างพอผสมผสานเข้าด้วยกัน เนื้อกลิ่นให้ความดาร์กทะมึนมาเลย และมีความชัดเจนในความมืดของกลิ่นสมกับ Concept ของแบรนด์ได้ชัดเจนมาก

การเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางจะจับต้องได้ถึงความเป็นยางไม้กึ่งยาสูบที่ค่อยๆ เสริมเข้ามาทีละหน่อยๆ โดยที่ไม่ละทิ้งความดาร์กของกลิ่นโทนเขม่าสีดำแกมธูปย่างไม้ติดปร่า ซึ่งกลิ่นจะมีความหวานลึกและหวานโปร่งผสมผสานกันเข้ามาอย่างพอเหมาะ ทำให้กลิ่นดาร์กเข้มที่แอบดูมืดไปหมดในช่วงต้น มีมิติความหวานที่ดึงดูดมากขึ้น และที่สำคัญอารมณ์กลิ่นโทนธูปยางไม้กึ่งไม้หอมในช่วงนี้ ให้อารมณ์แบบติดควันอ้อยอิ่งหน่อยๆ ที่ทำให้นึกถึงกลิ่นธูปในโบสถ์คริสต์ขึ้นมาทันที ซึ่งทำให้กลิ่นมีทั้งความลึกลับและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน ซึ่งเรียกว่าตรงกับ Concept ที่ควรจะเป็นกับการเย้าความรู้สึกในการได้รับกลิ่นที่ได้ทั้งความดาร์ก ลึกลับ และน่าค้นหา แบบให้เรานึกถึงเวลาเราเข้าโบสถ์คริสต์เก่าๆ มืดๆ ทั้งน่ากลัวและอยากรู้อยากเห็นต่อว่ามีอะไรแนวๆ นั้นเลย

ช่วงท้ายของน้ำหอมแกนหลักของกลิ่นจะเปลี่ยนเป็นกลิ่น Incense ที่ชัดเจนมาก ซึ่งแน่นอนว่ายังเป็น Frankincense ที่จะให้ความเป็นยางไม้ติดปร่าแกม Smoky แบบกำลังดี แต่สิ่งที่มาเสริมชัดเจนมากขึ้นคือ โทนอบอุ่นของแนวแอมเบอร์แต่มีความลึกกว่าซึ่งน่าจะเป็น Labdanum รวมถึงมีกลิ่นกำยานที่ค่อนไปทางวานิลลาแบบ Benzoin เข้ามาร่วมด้วย เลยทำให้กลิ่นมีวูบความหวานอุ่นให้รู้สึกได้ และไม่พอความรู้สึกของโทนออกทางแร่ธาตุแบบหินเย็นๆ ติดชื้นๆ แบบ Earthy ดินๆ ที่น่าจะมาจากหญ้าแฝกก็มาให้จับต้องได้ด้วยเช่นกัน โดยมีเคล้ากับกลิ่นติดเขียวเข้มๆ คล้าย Oak Moss อยู่ประปราย ที่ซ้อนอยู่ในกลิ่นติดหวานแกมอบอุ่นในโทนแอมเบอร์กำลังดี อารมณ์เลยได้แบบความเป็นกลิ่นอายแบบโบสถ์ลึกลับมืดๆ กับกลิ่นธูปติดควันในโบสถ์ที่อวลแกมอุ่นเนียนท่ามกลางความเป็นโทนดาร์กมืดได้อย่างพอเหมาะเป็นการปิดท้าย

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะกลิ่นมาแนวสภาพแวดล้อมเลยไม่ว่าจะเพศไหนก็ใช้งานได้ แต่อย่างน้อยต้องผ่านน้ำหอมสาย Incense หรือสายดาร์กที่กลิ่นจะให้ความรู้สึกลึกลับมืดๆ มาบ้างจะเข้าถึงกลิ่นนี้ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งกลิ่นนี้เข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบใส่ทั่วๆ ไป ที่สร้างความแนวและขรึมขลังในตัวเอง และพอไปได้กับการใส่ยามทางการ แต่ก็จะดูดาร์กไปหน่อย ต้องเบามือนิดนึง แต่จะไม่เข้ากับการใส่กิจกรรมลุยๆ กลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายเลย ส่วนยามค่ำคืน มาสายเก๋ไม่เหมือนใครก็จัดไป กลิ่นให้ความรู้สึกลึกลับได้ดีมาก และมีความดาร์กเป็นออร่ารอบๆ ตัวได้ด้วยเช่นกัน

ความทน - 8 ชม. คือพื้นฐานของกลิ่นนี้และไปต่อได้อีกจนถึง 15 ชม. ก็เจอมาแล้ว เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง

การกระจาย - ช่วงต้นเป็นการกระจายที่ดีมาก เรียกว่าถึงกับอึ้งในความดาร์กและมืดของกลิ่นที่ชัดเจนมาก เพียงแต่กลิ่นไม่ได้ทึบจนทำให้อึดอัด แล้วถึงจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นกระจายดีไปราวๆ 1 ชม. แล้วลดลงมาเป็นปานกลางต่อไปอีกถึง ชั่วโมงที่ 4 จึงค่อยๆ ลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว และค่อนข้างคงตัวกันยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 10 ก่อนที่จะค่อยๆ ลดลงเป็นติดผิว

สรุป - กลิ่นดาร์กจริงอะไรจริง อะไรแบบเอา Birch Tar มาจัดให้เต็มๆ เพียงแต่เพราะว่าการมี Frankincense เลยทำให้กลิ่นมีความโปร่งและเป็นสภาพบรรยากาศมากขึ้น ซึ่งเวลาใช้กลิ่นนี้ทีไร โดนถามทุกทีว่ากลิ่นดูมืดๆ ดำๆ ชอบกล และมีอารมณ์เหมือนถ่านดำๆ ที่มีความอวลมาเลย ซึ่งอันนี้ ถือว่าน้ำหอมทำหน้าที่ในการสื่อความตามที่สร้างสรรค์กลิ่นได้อย่างครบถ้วนและชัดเจนมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.sensuniqueparis.com/en/beaufort-london/11-terror-magnificence-beaufort-london.html