วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Xerjoff - Laylati / Sospiro - Afgano Puro


Xerjoff - Laylati / Sospiro - Afgano Puro

จากที่ Sospiro ถูกยุบมารวมเป็นส่วนหนึ่งของ Xerjoff ในการเป็น Velvet Collection ที่ขวดจะหุ้มกำมะหยี่ หนึ่งในกลิ่นสายยาสูบและไม้หอมอย่าง Afgano Puro ก็โดนเปลี่ยนชื่อมาเป็น Laylati ในปัจจุบัน

แต่อยู่ดีๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีก เพราะ Sospiro กลับมาประจำการเช่นเดิม ซึ่งก็ดึงเอากลิ่นต่างๆ กลับไปอยู่ในอ้อมอกอีกครั้งโดยกลับไปใช้ชื่อเดิม และยังคงให้ Xerjoff คงการจำหน่าย Velvet Collection หรือปัจจุบันเป็น V Collection ไปแล้วเช่นกัน (ก็เครือเดียวกัน แค่แยกแบรนด์ในการเจาะตลาด) เช่นนั้น ถ้าว่ากันตรงๆ Afgano Puro กับ Laylati ก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะใช้แบรนด์ไหน

และก็ถึงเวลาที่จะเล่ากลิ่นกันแล้วว่าเนื้อกลิ่นจะเป็นอย่างไรและ Strong ขนาดไหน (โดยจะขอเรียกชื่อกลิ่นว่า Laylati เป็นหลัก)

เปิดต้นกลิ่นมาความเข้มชัดของฐานกลิ่นที่มีกลิ่นยาสูบกับไม้หอมแนวๆ Smoky ที่น่าจะมีโทนของไม้หอมติด Smoky และ Oud เนียนๆ จะชัดเจนเลยทีเดียว แต่ก็จะโดนฉาบด้วยกลิ่นโทนเขียว แต่ไม่ได้มาสายสดชื่นเต็มๆ นัก แม้ว่าจะได้อารมณ์แบบเขียวใบไม้ใบหญ้าแบบสดชื่นในวูบแรกของการฉีดก็จริง แต่มันมีความเขียวแปร่งดาร์กๆ อารมณ์กลิ่นแบบพิมเสนที่ติดเขียวค่อนไปทางดาร์ก แอบมีอารมณ์แบบควันกัญชาด้วยหน่อยๆ ให้รู้สึกสะกิดใจ แต่เพียงไม่นานยาสูบก็มาเทคโอเวอร์ ซึ่งยาสูบจะไม่ได้มาแบบติดหวานแบบสไตล์ใบยาสูบบ่มหอม เพราะพื้นฐานกลิ่นมีความดาร์กและมีความ Smoky เลยจะได้ความรู้สึกแบบควันยาสูบที่ยังมีความเขียวแห้งๆ แกมหวานปลายๆ ที่รวมกับกลิ่นสายดาร์กช่วงเปิดทั้งหมด แต่ไม่ได้ดาร์กเกินไปจนดำมืด ค่อนข้างโปร่งมากกว่าที่คิดแม้กลิ่นจะอบอวลดีเลยทีเดียวก็ตาม และยาสูบนี่แหละที่จะกลายเป็น Center ของกลิ่นไปยาวๆ จนถึงช่วงท้ายเลย 

และเมื่อยาสูบดึงโทนให้มีความ Smoky กึ่งหวานในระดับหนึ่งจนได้ที่ก็เข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอมเต็มตัว โดยจะเป็นหนึ่งในกลิ่นที่ตีคู่ไปกับกลิ่นของไม้หอมที่ค่อนข้างมีการผสมผสานอยู่หลากหลายโทนไม่น้อย เพราะจะได้ความขรึมๆ ของไม้ซีดาร์ที่ชัดเจนที่สุด ตามด้วยกลิ่นไม้แห้งติด Smoky Nutty หน่อยๆ ที่คาดว่าน่าจะมีหญ้าแฝกอยู่ในนี้ รวมถึงมีความเป็น Oud บางๆ เบาๆ คลอ แกม Incense นิดๆ ที่ให้ความน่าค้นหาเข้ามา แต่ไม่ใช่จบแค่ไม้หอมยังมีพิมเสนที่ให้ความดาร์กแกมกลิ่นไม้ติด Earthy ดินๆ นิดๆ แบบไม่ใช่พิมเสนแห้งที่ให้ความปร่ากึ่งชอคโกแลตหรือว่าพิมเสนสะอาดๆ ใสๆ เลยทำให้ช่วงนี้เป็น 3 ประสาน ยาสูบ ไม้หอม พิมเสนสายดาร์ก ที่ให้ความชัดเจนอบอวล ซึ่งบอกเลยว่ากลิ่นมีความดึงดูดในสไตล์เซ็กซี่ ดาร์ก น่าค้นหา และเย้ายวนแบบเนื้อกลิ่นมีคุณภาพสูงมาก ซึ่งแม้กลิ่นจะทำให้นึกถึง Nasomatto - Black Afgano อยู่พอสมควรในโทนกลิ่นลักษณะนี้ แต่เนื้อกลิ่นมีความ Lighter มากกว่าชัดเจน ซึ่งเป็นข้อดีที่ไม่ทำให้ Deep เกินไปในการส่งต่อความหอมดึงดูดแต่ผู้คนมากนัก

รอยต่อระหว่างช่วงกลางกับท้าย ยาสูบก็ยังเป็นตัวเชื่อมชั้นดีที่ค่อยๆ ดึงเอา Musk และวานิลลาเข้ามาเสริม  ทำให้อารมณ์กลิ่นจะได้โทนลูกผสมระหว่างยาสูบและวานิลลาที่ไม่ได้หวานเกินไป ไม่ได้ข้นเกิน เพราะ Musk ทำให้กลิ่นละมุนขึ้น จนเมื่อเข้าช่วงท้ายเต็มตัว ถึงได้ไล่เลเยอร์ของกลิ่นออกเป็นยาสูบที่ที่ให้ความหวานโปร่งเย้าๆ ตามด้วยไม้หอมกึ่งวานิลาที่มีความ Smoky กึ่งดาร์กของพิมเสนกลางๆ กำลังดี และปิดท้ายด้วย Musk ที่ให้เนื้อกลิ่นมีความกลมกล่อมมากขึ้น กลิ่นจะผสมผสานกันอย่างมีชั้นเชิงและให้ความรู้สึกจับต้องได้ทุกโทนทั้งวูบที่เป็นยาสูบกึ่งวานิลามีความเป็นไม้หอมซ้อนอยู่เจือความ Smoky หน่อยๆ ก่อนจะทิ้งความนุ่มอ่อนๆ ไว้ที่ปลายกลิ่น เรียกว่าเป็นกลิ่นที่มีเสน่ห์และให้โทนกลิ่นสายน่าค้นหา เย้ายวน และมีเสน่ห์แบบที่คงความมีระดับหรูหราในเนื้อกลิ่นได้อย่างครบถ้วน

เหมาะสำหรับ - แม้แบรนด์จะลงไว้ว่า Unisex ไม่ว่าจะทั้ง Xerjoff และ Sospiro แต่กลิ่นไพล่ไปทางผู้ชายแบบชัดเจนมากเลยทีเดียว ซึ่งถ้าผู้หญิงจะใช้ อารมณ์จะออกแนวเท่ห์ๆ ให้ความ Mix & Match กับลุคแนว Gentlewoman นิดนึง ซึ่งกลิ่นเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม เพราะกลิ่นทรงพลังทีเดียวเชียว ซึ่งเข้ากับการใส่แบบทางการ หรือเน้นขับความสมาร์ทมีเสน่ห์แนวๆ Smart Casual มาก แต่ถ้าจะใส่ออกกำลังกายหรือออกแนวลุยๆ ข้ามไปน่าจะดีกว่ากลิ่นไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนที่ไม่ใช่ใส่นอน บอกเลยว่าจัดไป กลิ่นมาสายปล่อยเสน่ห์แบบมีระดับและมีคลาสแบบเต็มๆ 

ความทน - เอาตรงๆ ที่เจอคือ มาเต็มมาก เพราะข้ามคืนกันเลยทีเดียว แม้อาบน้ำแล้วกลิ่นยังติดผิวรุมๆ จนถึงเช้าของวันถัดไป เช่นนั้นยังไงก็เกิน 8 ชม. แน่นอน ทนจัดชัดเจนจริงๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมาก และดีสุดเลยในช่วงต้น และลดลงมาคงตัวการกระจายที่กระจายดียาวๆ ไปจนถึง 5 ชม กันเลย ก่อนที่จะผ่อนลงมาปานกลางยาวๆ ไปอีกจนถึง 10 ชม. ก็จะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ไปจนกว่าน้ำหอมจะพอใจ 

สรุป - ถ้าอย่างที่หลายๆ ผู้ใช้กล่าวว่ากลิ่นนี้คล้าย Nasomatto - Black Afgano อันนี้ก็ไม่เถียง แต่เนื้อกลิ่นจะไม่ได้ Deep และ Dark ขนาดนั้น มีความ Lighter มากกว่า รวมถึงปลายทางของกลิ่นคือการมีวานิลลากับ Musk มาทำให้กลิ่นมีความนุ่มนวลมากขึ้น มันทำให้ยกระดับความหรูหราของกลิ่นได้มากจริงๆ ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์และสร้างเสน่ห์ให้ผู้ใช้ได้ครบเครื่อง ตลอดจนใครก็ตามที่เป็นสายยาสูบ กลิ่นนี้ถือเป็นอีกกลิ่นที่น่าสนใจไม่น้อยในการได้ลอง 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit -

 - https://makeup.ie/product/583166/

 - https://sospirointernational.com/products/afgano 

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Calvin Klein - Eternity Cologne for Men

Calvin Klein - Eternity Cologne for Men

จากการครบรอบ 30 ปี ของ CK Eternity for Men ที่เป็นหนึ่งในกลิ่นอมตะนิรันดร์กาลเหนือกาลเวลาของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1989 สู่การต่อยอดเปิดตัวรุ่น EDP ครั้งแรกในปี 2019 ที่เป็นสายตรงไม่ได้เป็นลักษณะมีคำสร้อยห้อยท้ายอื่นๆ ตามมาแบบที่มีลูกหลายแตกแขนงออกไปหลายรุ่น (ซึ่งได้ผ่านการเล่ากลิ่นไปแล้วก่อนหน้านี้) แต่

ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะในปี 2020 ก็ยังต่อยอดต่อในการสร้างกลิ่นแนว Eternity สายตรง ที่เป็นสไตล์ Cologne เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจากที่ผ่านทั้งต้นตระกูลและ EDP มาแล้วทั้งคู่ มีหรือที่จะพลาดไม่มาลองกลิ่นอายสาย Cologne เช่นนั้นเมื่อใช้จนตกผลึกได้ที่ สิ่งที่บอกต่อจึงเป็นเช่นนี้

ช่วงเปิดบอกกันอย่างชัดเจนในการเป็น CK Eternity for Men ในรูปแบบที่ใสขึ้น ตัดเอาความเป็นลาเวนเดอร์ออกไป เหลือเพียงโทนสมุนไพรติดเขียวหน่อยๆ แกม Citrus ที่ติดขมแกมเขียวให้เห็นลายเซ็นในความเป็นต้นตระกูล โดยที่โดยที่เอาโทนออกทาง Aquatic กึ่ง Ozonic เข้ามาทำให้กลิ่นมีโทนใสขึ้นมีความสดชื่นแบบอากาศฟุ้งๆ เข้ามาซึ่งน่าจะมาจาก Aldehydes ที่มาเสริม แต่ไม่ได้ทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนสบู่แต่อย่างใด และที่สำคัญการมีขิงเข้ามาเสริมพร้อมกับกลิ่นที่ออกทางกึ่งเขียวปร่าที่น่าจะมาจากจูนิเปอร์เบอร์รี่ + กึ่งโทนคล้ายน้ำมะพร้าวหน่อยๆ ที่เข้ามาเสริม ทำให้กลิ่นมีความสดชื่นและมีความแมนๆ แบบที่เป็น Summer หรือ Daily Scent ที่เข้าถึงได้ง่ายและยังไงก็รอดสูงมากตั้งแต่เริ่มต้นเลย 

การเข้าสู่ช่วงกลางสิ่งที่จับต้องได้ชัดเจนเลยคือความเขียวที่ออกทางน้ำในแจกันกุหลาบ ที่ยังมีความเป็นจูนิเปอร์เบอร์รี่เสริมอยู่แบบเขียวปร่าแบบแมนๆ รวมถึงยังมีความปร่าเผ็ดแกมหวานของขิงที่คุมโทนในช่วงนี้แบบออกทางใสๆ กำลังดี ซึ่งเมื่อดมเข้าไปใกล้ผิวจะจับต้องได้ถึงโทรยางไม้ที่ติดออกทางไม้หอมที่มีความหวานหน่อยๆ กึ่งอบเชยบางๆ เคล้าความหวานเย้าอ่อนๆ จากเม็ดกระวาน ซึ่งช่วงนี้เนื้อกลิ่นจะมีความหนาขึ้นมาในระดับนึง แต่ไม่ได้ถึงกับแผ่ไพศาลสร้างความมาดแมนจัดจ้าน อารมณ์เนื้อกลิ่นมีความหอมแบบแมนๆ ปราเขียวติดหวานปลายกลิ่นที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งยังคุมโทนการเป็นกลิ่นอายสไตล์ Cologne ที่ยังมีลายเซ็นต้นตระกูลได้ดีเช่นเดิม

ช่วงท้ายอันนี้ต้องบอกเลยว่า มันคือกลิ่น Base แบบลายเซ็นของ CK โทนสดชื่นเลยที่จะมีลักษณะประมาณนี้ใกล้เคียงกัน ที่จะเป็นกลิ่นสะอาดแกมเขียวอ่อนๆ มีความหวานนวลๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายมาก โดยมีกลิ่นออกทางผิวกายอบอุ่นกึ่ง Musky กึ่งแอมเบอร์ติด Earthy เขียวบางๆ จากมอสที่มีความหวานระเรื่อนละมุนๆ ติดแมนนิดๆ จากช่วงกลางตามมาในรูปแบบที่ใสขึ้น เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะมีความต่างขึ้นมานิดนึงนั่นคือการมีกลิ่นติดไม้หอมแกมหนังบางๆ มีความอบอุ่นกึ่งแอมเบอร์เบาๆ ซึ่งน่าจะเป็นกลิ่นของสารหอมอย่าง Lorenox ที่เป็นตัวคุมโทนให้กลิ่นมีน้ำหนักมากขึ้น และน่าจะมี Ambroxan หน่อยๆ เข้ามาตรึงให้กลิ่นมีความเป็นไม้หอมแกมอบอุ่นนิดๆ ติดเค็มร่วมด้วย ซึ่งทำให้ช่วงท้ายกลายเป็นน้ำหอมสดชื่นของผู้ชายที่ใส่ความทันสมัยเข้าไปได้สมดุลย์โดยไม่ทิ้งความเป็นสไตล์ CK Eternity for Men นั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยตั้งแต่เรียน ม.ปลายขึ้นไปก็ใช้งานได้สบายมาก เรียกว่าเป็นกลิ่นแนว Daily Scent ที่ยังไงก็รอดสูงจริงๆ ในทุกๆ การใช้งานยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป ลามไปยังกิจกรรมลุยๆ และออกกำลังกาย ง่ายๆ ครอบจักรวาลนั่นแล ส่วนยามค่ำคืน ถ้าใส่แบบทั่วๆ ไปอันนี้สบายๆ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีกะปล่อยของ บอกเลยโดนกลบมิดจากกลิ่นหวานแน่นๆ จัดหนักทั้งหลายแน่นอน

ความทน - อันนี้เป็นอะไรที่ Amazing ไม่น้อยเลย เพราะว่าความทนทำได้ดีมากเกินคาดกับการเป็นกลิ่นอายสไตล์ Cologne โดยอยู่ที่ค่าเฉลี่ยราวๆ 8 ชั่วโมง โดยอาจจะมีบวกลบบ้างราวๆ 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกาย โดยส่วนตัวเจอไปที่ 8 - 10 ชม. เลยในทุกครั้งที่ใช้งาน 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้นราวๆ 30 นาที ก่อนจะไปครองตัวเสถียรในการกระจายกลางๆ ยาวไปประมาณ 3 - 4 ชม. แล้วถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนราวๆ 8 ชม. ถึงลงมาติดผิว 

สรุป - Eternity Cologne เป็นการเอาความเป็น Eternity ปกติมาลดทอนความเป็น Herbal แต่ใส่ความสดชื่นเข้าไปมากขึ้น ซึ่งความเป็นโทนผู้ชายสบายๆ มีความ Aquatic แกมสะอาด โดยยังคงความเป็นกลิ่นอายแบบ Eternity ที่ปิดท้ายด้วยความสะอาดแกมหวานนุ่มในสไตล์ CK เรียกว่าเป็นกลิ่นที่ยังไงก็รอดสูงมาก และที่สำคัญ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง ชัดเจน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://ro.calvinklein.com/eternity-cologne-for-him-100-ml-eau-de-toilette-9350077359mul


 

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Parfum d’Empire - Iskander

Parfum d’Empire - Iskander

Iskander เป็นภาษาเปอร์เซียที่เมื่อแปลออกมาแล้วจะเท่ากับ Alexander ซึ่งแน่นอนว่า Link ไปยังกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Alexander the Great ในการยาตราทัพเดินทางรบทัพจับศึกยึดครองประเทศต่างๆ ในฝั่งเอเชีย บางส่วนของอาหรับ จนถึงชายขอบชมพูทวีป ในราว 350 ปี ก่อคริสตกาล

แน่นอนว่าความคาดหวังในกลิ่นหลังจากรู้ว่าสื่อถึงใครในประวัติศาสตร์ มันจะต้องมีความใหญ่ในกลิ่นประมาณหนึ่ง แต่ พอได้มาศึกษาก่อนลงเนื้อกลิ่นจริง Parfum d’Empire ที่เน้นการสร้างสรรค์จากจักรวรรดิ วัฒนธรรม แและกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ ในอดีต กลับตีความออกมาเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่แตกต่างที่ดึงเอาของดีจากโซนฝั่งทางเอเชียต่างๆ มาผนวกกับความเป็นเมดิเตอร์เรเนียน อารมณ์แบบเก็บเกี่ยวความรื่นรมย์ทางกลิ่นจากการยกทัพไปยึดครองประเทศต่างๆ แล้วนำมารวมกันให้เห็นถึงอาณาเขตที่กษัตริย์พระองค์นี้ได้ครอบครองประมาณนั้น ซึ่งกลิ่นจะสื่อสารออกมาอย่างไรและทำให้เห็นภาพได้มากขนาดไหน ว่ากันได้ตามนี้

เปิดตัวมาก็บอกโทนกลิ่นกันได้เลยว่านี่คือกลิ่นโทนร่วมสมัยที่มีพื้นฐานความเป็นสไตล์ Classic Citrus แบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีองค์ประกอบของกลิ่นโทนสมุนไพรเข้ามาร่วมด้วย แน่นอนว่าความ Sparkling ก็มากันเต็มๆ กับตัวเด่นเลยคือ Citron หรือส้มโอมือที่ให้ความเปรี้ยวแห้งๆ ผสมผสานกับกลิ่นออกทางเลมอนที่มีความ Splash เบาๆ แต่เน้นความหอมเปลือกเลมอนมากกว่า และมีความแปร่งเปรี้ยวสดชื่อของเกรปฟรุตที่เข้ามาทำให้กลิ่นมีความสว่างมากขึ้น โดยที่มีความหวานฉ่ำหน่อยๆ คลอๆ ของส้มรวมอยู่ในเนื้อกลิ่นด้วย แต่สิ่งที่เรียกว่ามาตัดทอนไม่ให้เนื้อกลิ่นมีความนิ่ง ไม่ได้ Citrus ลั่นล้าไปนั่นก็คือทาร์รากอน ที่มาให้ความเขียวนวลกึ่งโหระพาที่มีความหวานเนียนๆ รวมอยู่ด้วย ทำให้ให้เป็น Classic Citrus Herb ที่มีมิติและมีระดับ ภาพในเนื้อกลิ่นเลยใช่เลย นี่แหละเมดิเตอร์เรเนียนเต็มๆ

ช่วงกลางเริ่มทำให้ภาพขยายออกไปมาขึ้นในเนื้อกลิ่นมากขึ้น เพราะนอกจากความเป็นโทน Citrus Herb ที่ตามมาตั้งแต่ช่วงต้นทั้งหมด เพียงแต่ลดทอนความเปรี้ยวในเนื้อกลิ่นลงเป็นกลิ่นเปรี้ยวหอมแห้งๆ เฉพาะตัว ก็จะมีตัวเสริมฝั่ง Herb เข้ามามากขึ้นอย่างเม็ดผักชีที่ทำให้กลิ่นมีความปร่าซ่า + มีความเป็นเผ็ดนวลพริกไทยเนียนๆ รับช่วงสร้างความแข็งแกร่งให้สาย Herbal ได้อย่างสมดุลย์ และไม่พอกลิ่นที่มาสร้างความเป็นโทนสดชื่นกึ่งขาวนวลของดอกส้ม (African Orange Blossom) ก็เริ่มมีบทบาทกันอย่างชัดเจนที่มาให้ความขาวนวลสะอาดกำลังดี มีความสดชื่นติดเปรี้ยวอมหวานอ่อนๆ ให้กลิ่นมีความรื่นรมย์ก็ได้และมีความร่วมสมัยมากขึ้นด้วยของดอกส้ม ตลอดจนยังสัมผัสได้อีกว่าเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นเนียนๆ ในลักษณะของโทนแอมเบอร์รวมอยู่ด้วย ถือว่าสร้างมิติทางกลิ่นที่ครอบคลุมการรับรู้ได้ครบถ้วน

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนเขียวแห้งๆ เข้มหน่อยๆ กึ่งหมึกแบบไม่หนักหน่วงของ Oak Moss ที่ชัดขึ้นตามลำดับ และเนื้อกลิ่นเริ่มมีความนุ่มนวลแกมอบอุ่นกำลังดีเข้ามาเทคโอเวอร์มากขึ้น ก็จะเป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่ตอนนี้ชัดมากว่ากลิ่นนี้คือความเป็น Citrus Chypre เต็มๆ (เพราะองค์ประกอบสาย Chypre ครบถ้วนมากทั้ง Citrus ที่มาตอนต้นลดหลั่นมาเจอความอบอุ่นของแนวแอมเบอร์ และมี Oak Moss กับพิมเสนที่สร้างความ Earthy และรื่มรมย์ในเนื้อกลิ่น) ซึ่งจะมีตัวเสริมที่ดีให้ความนวลสะอาดมากขึ้นจาก Musk ที่จะมาแนนนุ่มนวลแกมหวานที่จับต้องได้ว่ามีโทนออกทางผิวกายอบอุ่นติดเค็มอ่อนๆ ที่เป็น Effect ทางกลิ่นแบบอำพันปลาวาฬ (Ambergris) ให้รับรู่ได้ + มีความปร่าระเรื่ออ่อนๆ ของพิมเสนที่ให้ความรื่นรมย์ ซึ่งภาพรวมของโทนกลิ่นไม่ได้ซับซ้อน เป็น Minimal Classic ที่ใส่ความร่วมสมัยในการใช้งานได้ดีและสมดุลย์มาก โดยไม่ทิ้งความ Sparkling ความสว่างนวล และความเรียบหรูในกลิ่นแต่อย่างใด

เหมาะสำหรับ - เนื้อกลิ่นจะเหมาะกับวัยทำงานขึ้นไปและเป็นโซน Unisex ถ้าใส่แบบทั่วไปชิลล์ๆ แต่ถ้าใส่ทำงาน กิจกรรมกลางแจ้ง หรือว่าออกงานทางการ โทนกลิ่นจะค่อนไปทางผู้ชายมากกว่าพอสมควร ซึ่งถ้าจะใส่ไปท่องราตรีหรือปล่อยเสน่ห์เย้ายวนอวลซูเปอร์ไซย่า บอกเลยว่าไม่เข้าทาง เพราะกลิ่นนี้เน้นสมาร์ทรื่นรมย์

ความทน - กลิ่นทนลงตัวมากๆ ที่ 8 ชม. แต่อาจจะมีดรอปลงมาที่ 6 ชม. บ้าง หรือเลยไปแตะ 10 - 12 ชม. อยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเจอที่ 8 - 10 ชม. เสมอกับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นไปราวๆ 15 นาที แล้วจะลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนเมื่อผ่านไปราวๆ 4 ชม. ก็จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว แล้วจบที่ Skin Scent เมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 6 - 8 ชม.

สรุป - ส่วนตัวไม่ได้นึกถึงคาแรคเตอร์ของ Alexander The Great เลย แต่ออกแนวได้ความเป็นกลิ่นอายสไตล์ร่วมสมัยที่ให้ความสดชื่นที่มีความเป็น Italian Classic สูงมาก คือ ใส่ยังไงก็สมาร์ทและดูหล่อแบบ Classic แนวๆ นี้ แต่ถ้าจะว่ากันที่แรงบันดาลใจที่หยิบเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาจากแผ่นดินที่อยู่ภายใต้อาณัติของกษัตริย์พระองค์นี้ เช่น สมุนไพร + Citrus จากแถบเมดิเตอร์เรเนียน Oak Moss ที่เมซิโดเนีย ดอกส้มจากฝั่งแถบ African (อียิปต์) แอมเบอร์หรือ Ambergris จากฝั่งเปอร์เซีย และ Musk จากโซนจีนแลอินเดีย ก็ถือว่าตอบโจทย์ที่สื่อถึงอาณาจักรทั้งหมดรวมกันของกษัตริย์ที่เป็นแม่ทัพที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาตร์โลกได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว   

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://parfumdempire.com/en/parfums/iskander/

 

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Sucreabeille - Cream Tea

Sucreabeille - Cream Tea

การจิบชายามบ่ายที่ถือว่าเป็นต้นตำรับจริงๆ ก็คงต้องยกให้ประเทศอังกฤษที่ถือเป็นวัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนาน และได้ส่งต่อไปยังประเทศทางตะวันตกต่างๆ ที่แม้จะมีการบิดให้แตกต่างในเมนูอาหารหรือว่าประเภทของชาไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายเซ็นที่มีรากเหง้าและ Pattern ในความเป็นชายามบ่ายของอังกฤษแต่อย่างใด และที่สำคัญวัฒนธรรมนี้เป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ช่วยคลายความรู้สึกเฮงซวยหรือเหนื่อยล้าของชีวิตมาตลอดวันขนาดไหน เมื่อถึงเวลาจิบชายามบ่าย มันช่วยผ่อนคลายระหว่างวันได้เป็นอย่างดีเสมอด้วยเช่นกัน

และแบรนด์ Sucreabeille สายอินดี้เก๋ๆ จาก US ก็เอาความเป็นการจิบชายามบ่ายที่ประยุกต์มาเป็นสไตล์อเมริกันมาเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์น้ำหอม โดยแน่นอนว่ายืนพื้นกลิ่นอายสไตล์ชาใส่นม + ของว่างยามบ่ายพื้นฐานที่ไม่ต้องเยอะสิ่งจนดูหรูหรา แต่เข้าคู่แน่นอนกับการรับประทานพร้อมชาและรับอะโรม่ากลิ่นต่างๆ ได้ เช่นนั้นจึงได้เวลาในการมาพิสูจน์กันหน่อยว่า เนื้อกลิ่นจะสร้างสรรค์ออกมาเป็นอย่างไร และสร้างความรู้สึกในการรับกลิ่นออกมาในลักษณะไหนกับกลิ่นนี้ Cream Tea

เปิดกลิ่นมาความหวานติดเปรี้ยวคมหน่อยๆ ที่ให้อารมณ์สีแดงสไตล์แยมเบอร์รี่แกมน้ำตาลไหม้หอมจะมาทักทายก่อนใครเพื่อนเลย ก่อนที่จะมีลูกผสมของกลิ่นชาที่เป็นสไตล์แบบชานมอินเดียหรือ Chai Tea ที่จะมีลูกเอื้อนเครื่องเทศหน่อยๆ คลออยู่ในเนื้อกลิ่นร่วมด้วยแบบเนียนๆ และมีกลิ่นออกทางขนมอบแนวๆ คล้ายพวกฟรุตเค้กผสมกับพวกบิสกิตหรือสโคนแฝงอยู่ เรียกว่าช่วงเปิดอารมณ์กลิ่นจะออกแนวขนมเด่นมากกว่าชาอยู่พอสมควร

เมื่อเข้าช่วงกลางความเป็นชาติดเครื่องเทศและมีความครีมมี่จะชัดขึ้น แต่จะมีความหวานคลอๆ แบบน้ำผึ้งกึ่งน้ำตามไหม้อ่อนๆ ให้จับต้องได้ด้วย และกลิ่นของขนมอบที่เป็นโทนที่นุ่มๆ ติดกลิ่นนมจะตีคู่กำลังดี ไม่ได้หวานแหลมชัดแบบช่วงต้น แต่ให้ความหวานหอมนุ่มนวลที่มีลูกเอื้อนเบอร์รี่สีแดงหรือฟรุตเค้กประปรายรายรอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มรับรู้ได้มากขึ้นตามลำดับคือเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นมากขึ้น มีความอวลๆ นุ่มๆ สะอาดๆ ที่สอดรับกับทั้งกลิ่นแยมเบอร์รี่แบบเกลาให้กลิ่นลดความหวานแหลมลงและเชื่อมกับกลิ่นขนมอบซึ่งน่าจะเป็นสโคน และเชื่อมกับกลิ่นชาใส่นมให้กลิ่นมีความอะโรม่าสบายๆ ร่วมด้วย

และตัวที่ให้ความนุ่มๆ ก็เฉลยเอาในช่วงท้าย นั่นคือ White Musk ที่ทำให้กลิ่นมีความนวลสะอาดแกมนุ่มผ่อนคลายรองพื้นกลิ่นอยู่ ซึ่งโทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาใส่นมหรือกลิ่นแนวขนมอบ หรือกลิ่นหวานต่างๆ จะมีความเบาลงและมีความเป็นโทนโปร่งมากขึ้นทำให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลายแบบกลิ่นชาที่มีความหวานของเครื่องเทศอ่อนๆ เจือจาง ตามด้วยความนุ่มของกลิ่น Musk และนมที่มีความอบอุ่นคลอเคลียอ้อยอิ่งไปตลอด ถือเป็นการปิดท้ายที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและรื่นรมย์ในความรู้สึกโดยไม่หนักหน่วงได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นโทนหวานแยมฟรุตตี้ในช่วงแรกอาจจะทำให้เข้าใจไปว่ากลิ่นน้ำหอมผู้หญิงแต่จริงๆ ไม่นานก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างเสน่ห์ของสภาพแวดล้อม จึงถือว่ากลิ่นนี้มีความเป็น Unisex ที่ครอบคลุมการใช้งานทุกเพศ ซึ่งเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบไม่ได้ทางการจัดๆ นัก เช่น ใส่ทำงาน Office หรือไม่ทั่วๆ ไป สบายๆ ส่วนถ้าจะไปออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ ของน้ำหอมจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ชิลล์ๆ สบายๆ ผ่อนคลาย จะเข้าทางมากๆ

ความทน - กลิ่นทนอยู่ที่ราวๆ 8 ชม. ประมาณนี้ อาจจะน้อยกว่านี้ราวๆ 2 ชม. ซึ่งกว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากราวๆ 5 นาทีแรก ก่อนจะลดลงมากระจายดีไปราวๆ 20 นาที ถึงผ่อนลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ แบบคงตัว พอแตะราวๆ 4 ชม. แล้วก็จะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวและลดลงเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - กลิ่นไม่ได้ให้อารมณ์แบบจิบชายามบ่ายแบบพื้นฐานที่ไม่ได้ไฮโซหรูหรา แต่ให้อารมณ์ที่ชวนให้ยิ้มและผ่อนคลายกับกลิ่นขนม กลิ่นแยม กลิ่นหวานๆ แบบไม่หนัก และกลิ่นชาที่มีความนุ่มนวลสร้างความพึงใจเสียมากกว่า เอาจริงๆ เพียงแค่นึกภาพตามว่ายามบ่ายที่เราเริ่มเบื่อโลก มีชาร้อนใส่นมติดหวานนวลๆ กับสโคนหรือขนมปังอบที่ทาแยมหรือน้ำผึ้งหอมๆ แค่นี้ก็ทำให้เราปลดปล่อยความเบื่อออกพ้นตัวแล้ว ซึ่งกลิ่นนี้ก็เป็นเช่นนั้นเลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://sucreabeille.com/products/cream-tea