วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

Review: Sabon - Ginger Orange

 

Sabon - Ginger Orange 

จากจุดเริ่มต้นในปี 1997 ในกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอลกับการเป็น Brand ที่ส่งต่อการดูแลผิวพรรณด้วย Skincare ต่างๆ และกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นกับ Body Scrub ที่ทำมาจากเกลือของทะเล Dead Sea จนกลายเป็นหนึ่งใน Brand สายประทินผิวที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถเข้ามาเจาะตลาดใน USA ในปี 2003 โดยสร้างกลิ่นอายที่มาจากพื้นเพความทรงจำวันวาน และมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาอย่างมากมายรวมถึงน้ำหอมในทุกวันนี้ 

ในปัจจุบันน้ำหอมของแบรนด์ที่วางจำหน่ายอยู่และเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องทั่วโลกกับกลิ่นอายที่ใช้ง่ายสบายๆ แต่มีเสน่ห์ในความเรียบง่ายย้อนนึกถึงกลิ่นอายที่เคยได้รับจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตอิงตาม Concept ของแบรนด์ ก็ต้องยกให้ Collection: Eau de Sabon ที่ยังครอง Shelf ตั้งแต่เปิดตัวมาในปี 2019 จนทุกวันนี้ เช่นนั้น มาเจอกับแบรนด์นี้ครั้งแรกกับการเขียนบรรยายกลิ่น ก็ขอไปที่กลิ่นที่เรียบง่ายแต่สร้างพลังในแนวกลิ่นส้มกันหน่อย ซึ่งนั่นก็คือ Ginger Orange 

เปิดต้นกลิ่นด้วยความรู้สึกของกลิ่นเปลือกส้มแบบเวลาเราปลอกเปลือกส้มเปลือกร่อนแนวส้มเขียวหวานแล้วน้ำมันใต้ผิวส้มฟุ้งออกมา เนื้อกลิ่นจะมีความขมติดปร่าสะอาดอยู่ รวมถึงมีกลิ่นติดเขียวเปรี้ยวอ่อนๆ แต่กลิ่นมีจะมีลูกผสมความอบอุ่นรองพื้นให้จับต้องได้ชัดเจนมาก เลยทำให้เนื้อกลิ่นแทนที่จะเป็นเปลือกส้มหอมติดเปรี้ยว แต่จะมีความหวานอุ่นคลอดตลอด ถ้าในแง่ความสดชื่นอาจจะไม่ได้ถึงกับเปรี้ยวคมฟุ้ง แต่จะได้ความหอมอะโรม่ากึ่งอบอุ่นของส้มผสมกับโทนแนววานิลลาแอมเบอร์แทน 

เนื้อกลิ่นส้มในช่วงต้นจะอยู่กับผิวในระดับหนึ่ง ให้การปูทางให้มีความรู้สึกผ่อนคลายกับกลิ่น ก่อนที่จะเข้าช่วงกลาง โดยมีโทนลูกผสมระหว่างความเป็นขิงก่อนที่มีความหวานปร่าเบาๆ กับกลิ่นโทนดอกไม้ขาวที่ให้โทนสะอาดกึ่งนวลกึ่งหวานกึ่งสดชื่นเบาๆ ซึ่งคาดว่าจะมีกลิ่นดอกส้มที่สกัดด้วยไอน้ำ (Neroli) ที่ให้ความสดชื่นผสมผสานกับกลิ่นดอกส้มที่สกัดด้วยตัวทำละลาย (Orange Blossom) ที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานนวลๆ แต่เพราะมีขิงมาตัดและมีกลิ่นคล้ายมะลิบางๆ มาเสริม เลยทำให้เนื้อกลิ่นจะไม่ได้รู้สึกถึงความหวานอมเปรี้ยว แต่กลายเป็นดันให้เนื้อกลิ่นมีความโปร่งใสเบาๆ มีเลเยอร์ให้สัมผัสได้ถึงความเป็นกลิ่นเปลือกส้มอ่อนๆ ที่มีกลิ่นขิงกับดอกส้มสบายๆ ที่มีความอบอุ่นให้สัมผัสได้แทน 

แน่นอนว่าความอบอุ่นที่ว่าจะพอมาจับต้องได้ แต่ว่ากลิ่นจะเบาลงไปอีกจนออกทางคลอผิวเสียมากกว่า ซึ่งกลิ่นจะค่อนข้างจมผิว ได้อารมณ์แบบดมที่ผิวแล้วกลิ่นอ่อนๆ คล้ายทาบอดี้โลชั่น ซึ่งนี่แหละคือช่วงท้ายของน้ำหอม ที่จะเริ่มจับได้แล้วว่าความอบอุ่นของกลิ่นจะมาจากวานิลลา แต่เป็นแบบ Lite Version ที่ครีมมี่อบอุ่นเบาๆ มีความเป็น Musk หน่อยๆ ให้รู้สึกแบบผิวกายนวลสะอาด มีความปร่าบางๆ ของพิมเสนให้พอรับรู้ได้ (อารมณ์แบบเล่นซ่อนหากันนิดนึง) ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้ฟุ้ง ไม่ได้พุ่งออกแนวให้ความปลอดภัย นุ่มนวลสะอาด มีปลายกลิ่นติดส้มกับขิงบางๆ ที่ไม่รบกวนใครจนกว่าจะจางไปจากผิว 

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนมาก เพราะว่ากลิ่นมาสายเข้าถึงได้ง่ายทุกเพศและทุกวัย เน้นใช้ยามกลางวันหรือยามที่ไม่ต้องการอะไรมากสิ่ง เน้นผ่อนคลาย ปลอดภัย ซึ่งมาสายคนชอบ Safe Scent ที่เปิดต้นกลิ่นทีความธรรมชาติและชวนยิ้มได้แบบกำลังดี แค่นี้เลย 

ความทน - ไม่เกิน 4 ชม. และสำหรับคนที่ผิวแห้งอาจจะด้อยลงไปอีก 

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในช่วงต้น ให้ความรู้สึกส้มแกมอบอุ่นชวนยิ้มได้ดีราวๆ 15 นาที แล้วจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปซักพักไม่เกิน 1 ชั่วโมง แล้วที่เหลือ คือ Skin Scent เต็มๆ 

สรุป - Eau de Sabon กลิ่นนี้ค่อนข้างที่จะเป็น Eau de Cologne มาก (ในความเห็นส่วนตัว) เพราะเนื้อกลิ่นมาสาย Refreshing ในช่วงแรก เพียงแต่จะเอาความอบอุ่นมาตัดไม่ให้มันคมเกินไป สร้างความผ่อนคลายเสียมากกว่า เอาจริงๆ เหมาะกับวันที่ไม่อยากใส่น้ำหอมให้ฟุ้งเกินเหตุตลอดทั้งวัน เน้นสบายๆ อยู่บ้าน ให้มีออร่ากลิ่นเปลือกส้มแกมสะอาดเบาๆ ซึ่งแน่นอนต้องยกให้ว่าเป็น Safe Scent และมีความสุภาพไม่รบกวนใครกับกลิ่นนี้เลย 

หมายเหตุ: 

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน 

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่าเข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ

Photo Credit - https://www.celes-perfume.com/product/sabon-ginger-orange/ 

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

Review: Moschino - Toy 2 Bubble Gum

Moschino - Toy 2 Bubble Gum

จากน้ำหอมที่เป็นขวดซ่อนอยู่ในตุ๊กตาหมีที่ฉีกการเป็นขวดแบบทั่วๆ ไปในรุ่น Toy สู่การต่อยอดขึ้นมาเป็น Collection Toy ที่มีรุ่นต่างๆ ตามมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า Moschino ประสบความสำเร็จกับ Collection นี้จริงๆ เพราะเจาะตลาดได้ทุกเพศ และที่สำคัญตรงไปตรงมาในการสื่อสารถึงสไตล์ที่โดนใจวัย Trendy อย่างมาก เพราะทุกกลิ่นใน Collection ต่างมีเสน่ห์ในการเรียกเรตติ้งได้ดีทั้งหมดในการเป็นสาย Mass Market เก๋ๆ ชิคๆ

และหนึ่งในนั้นก็คือ Toy 2 Bubble Gum ที่เป็นการต่อยอดมาจาก Toy 2 ที่เจาะตลาดวัยรุ่นหรือวัยไหนก็ตามที่เน้นกลิ่นแนวสดชื่นแกมสะอาดแต่มีความเก๋และความมั่นใจในตัวเอง แต่มาเพิ่มเติมเอาความหวาน Bubble Gum เข้ามาให้ออร่าความเป็นสีชมพูกันให้สุดไปเลย ซึ่งก็มั่นใจได้เลยว่า หวานแน่นอน และมีความลั่นล้า เก๋ไก๋ ชิคๆ เก๋ๆ ตามสไตล์แบรนด์อีกด้วย เพราะกลิ่นสื่อสารออกมาแบบนี้เลย

เปิดมาก็ลูกอมมาเลย กลิ่นอารมณ์แบบ Candy ผลไม้ที่เป็นไซรัปเคี่ยวหลอมกลิ่นฟุ้งก่อนจะมาปั๊มเข้าพิมพ์เป็นเม็ด หรือตัดเป็น Handmade Candy เก๋ๆ ซึ่งมาเต็มทั้งอารมณ์กลิ่นเบอร์รี่สีแดง กลิ่นส้ม กลิ่นลูกแพร์ กลิ่นลิ้นจี่ และอื่นๆ ซึ่งง่ายๆ คือ กลิ่นแบบลูกอมผลไม้ทั้งแบบใสจะฟุ้งกระจายให้เรารู้สึกได้ทันทีไม่มีเม้ม ซึ่งแม้ปลายกลิ่นจะมีอารมณ์เปรี้ยวฉ่ำหน่อยๆ ให้ความสดใสที่น่าจะมาจากแนวๆ เลมอนหรือส้ม แต่บอกเลยกลิ่นมีความสีชมพูหวานฉ่ำใสลูกอมกันแบบเต็มๆ จริงๆ และกลิ่นนี้แหละที่จะอยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายเลย

การเข้าสู่ช่วงกลางเรียกว่ากระพือความหวานเข้าไปอีก แต่จะเป็นกลิ่นแนวเครื่องเทศสายหวานที่มาให้น้ำหนักในเนื้อกลิ่นมากขึ้นแทน นั่นคือ อบเชย ตามด้วยกลิ่นผลไม้อื่นๆ และกุหลาบเข้ามาสำทับ รวมถึงมีเลเยอร์กลิ่นที่เป็นลักษณะกึ่งคาราเมลกึ่งหวานน้ำตาลเกร็ดๆ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งในช่วงนี้อารมณ์กลิ่นจะไล่เรียงกันจากความหวานหอมปร่าหน่อยๆ อารมณ์แบบหมากฝรั่งหรือลูกอมเคี้ยวหนึบจำพวกซูกัส โดยจะมีกลิ่นบลูเบอร์รี่แกมเบอร์รี่สีม่วงหน่อยๆ เสริม มีความหอมหวานนวลของพีช ที่มีกุหลาบแกมวานิลลาหวานคลอบล้อมกรอบตีคู่ไปกับกลิ่นสีชมพูที่ตามมาจากช่วงต้น ซึ่งบอกเลยกลิ่นชัดมาเต็ม โชว์เต็มที่ว่าหวาน Bubble Gum แบบตรงตาม Concept ไม่มีผิดเพี้ยน และที่สำคัญกลิ่นมีความน่ารักรวมอยู่ด้วย แต่ไม่ได้กิงก่องแก้วดูลอยๆ เพราะความปร่าอ่อนๆ และความหวานลึกของเครื่องเทศ เลยทำให้ดูชิคๆ ขึ้นมาแบบเนียนๆ ได้ดีเชียว

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมันอยู่ที่ช่วงท้ายนี่แหละ เพราะอยู่ดีๆ กลิ่นสายหวานต่างๆ ก็ผ่อนลงมาเรื่อยๆ แต่ปรับโทนให้กลิ่นลูกผสมระหว่าง Musk และสารหอมที่มีความเป็นกึ่งโทนแอมเบอร์กึ่งไม้หอมกึ่ง Musk ที่ได้ความรู้สึกแบบผิวกายมนุษย์ที่เป็นสารหอมยอดฮิตในยุคนี้อย่าง Ambroxan จะขึ้นมาแทนที่ เนื้อกลิ่นจะมีกลิ่นไม้สะอาดๆ กึ่งแร่ธาตุหน่อยๆ ให้จับต้องได้ร่วมด้วย ซึ่งกลิ่นออกไปทางแมนมากกว่าที่คิด และที่สำคัญความหวานจากตอนต้นไม่ว่าจะลูกอมหรือ Bubble Gum ก็จะเนียนรวมไปกับกลิ่นสาย Woody Musky นี้ไปเรียบร้อยแล้ว เลยจะได้อารมณ์กลิ่นสะอาดติดออกแนวขาวอมชมพูอ่อนๆ ที่มีกลิ่นไม้หอมประปรายให้จับต้องได้เป็นการปิดท้ายที่กำลังดี โดยบาลานซ์ไม่ให้กลิ่นสาวจ๋าเกินไป มีความหวานแกม Cool หน่อยๆ จากไม้หอมเข้ามาปิดท้ายกลิ่นไปจนกว่าจะจางไป 

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงเน้นๆ ได้ตั้งแต่วัยเรียน ม.ปลาย เป็นต้นไป หรือจะวัยรุ่นตอนอายุเท่าไหร่ก็ตามก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้สบายมาก ยิ่งถ้าพื้นฐานชอบกลิ่นหวานแบบ Candy Bubble Gum บอกเลยว่าฟินตลอดวัน ซึ่งในการใช้งานให้ตัดทิ้งการใช้ในยามทางการไปได้เลย กลิ่นไม่ใช่ทางแม้แต่นิดเดียว แต่ถ้าใช้ทั่วๆ ไป ใส่ไปลั่นล้า ช้อปปิ้งเก๋ๆ หรือจะใส่ทำงาน Office ก็สามารถ รวมถึงใส่กลางคืนแบบลั่นล้าท้าทุกฤดูกาลก็ไม่ติด

ความทน - กลิ่นทนราวๆ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง แต่ใส่มากสเปรย์ไป ก็จะหวานคาที่เกินไปหน่อย ซึ่งถือว่าความทนกำลังดีแล้วในการใช้งานแบบพื้นฐานปกติ

การกระจาย - จัดจ้านในย่านนี้ เพราะว่าช่วงต้นการกระจายที่เรียกว่าดีแล้ว พอเข้าช่วงกลางเรียกว่าขยับขึ้นไปดีมากๆ อยู่พักนึงเลย เรียกว่าเผื่อแผ่ความหวานทั่วกัน พอผ่านไปซัก 3 ชม. กลิ่นจะลดลงมาตามลำดับจนกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 4 - 5 ชม. และเริ่มติดผิวเมื่อผ่านไปซัก 6 ชม. แล้ว

สรุป - ไม่สามารถปฏิเสธใดๆ ได้ว่ากลิ่นนี้คือ ลูกอม และหวานฝรั่งสีชมพูสดใส ให้ความหวานอมเปรี้ยวน่ารักก็ได้ ลั่นล้าก็ดี แต่ก็ไม่ได้กิงก่องแก้วกลวงมาจากไหน เพราะมีอารมณ์ติด Cool ที่แฝงให้จับต้องได้ และที่สำคัญวาง Position ได้ชัดเจนจริงๆ ว่าเจาะตลาดวัยรุ่นและคนชอบกลิ่นหวานเป็นสรณะ ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ผิดหวัง

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.davidjones.com/product/moschino-toy-bubble-gum-50ml-24231763

 

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Review: Cacharel - Noa

Cacharel - Noa

จากที่ห่างหายน้ำหอมของ Cacharel มาอย่างยาวนาน ที่เคยใช้ก็มีเพียงขวดรูปตัว Y อย่าง Nemo เพราะเป็นน้ำหอมชายที่มีความซับซ้อนและมีเสน่ห์อย่างหาตัวจับได้ยาก เพียงแค่นั้นก็ไม่ได้ไปต่อกับแบรนด์นี้อีกเลยเพราะน้ำหอมส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมมักจะเป็นน้ำหอมผู้หญิง ทั้งฝั่งสาย Classic กับโซนยุค 2000 ขึ้นไปที่มีความ Modern เป็ํนเน้นดมเพื่อเรียนรู้กลิ่นมากกว่าจะเจาะลึก

แต่พอเริ่มผ่านประสบการณ์ทางกลิ่นมามากขึ้น เลยเริ่มหันมาสนใจกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงของแบรนด์นี้อยู่ไม่ใช่น้อย ซึ่งมีอยู่ 1 กลิ่นที่เรียกว่าอยู่กึ่ีงกลางระหว่างสาย Classic กับกลิ่นอายสาย Modern ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจนเรียกว่าเป็นหนึ่งใน Timeless Scent อีกหนึ่งกลิ่นเลยก็ว่าได้ของแบรนด์นี้ และที่สำคัญเป็นกลิ่นที่ใช้ง่ายและเป็นหนึ่งใน #ของดีเทคนิคไม่ต้อง เสียด้วย เช่นนั้นจึงมาขอเรียนรู้กลิ่นและลงลึกซักหน่อยว่าเนื้อกลิ่นจะออกมาในรูปแบบใดกับ Noa

Floral เปิดตัวมาเลย แต่เป็นกลิ่นแนวดอกไม้ใสๆ ที่มีความหวานหอมลูกผสมระหว่างดอกไม้ขาวที่ให้โทนหวานใสแกม Spicy จางๆ ซึ่งน่าจะมาจาก Freesia กับกลิ่นแนวหวานดอกโบตั๋นแต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกชมพูในกลิ่นจ๋าเกินไป เสริมด้วยความนวลละมุนแต่ไม่ข้นคลั่กเกินไปของ White Musk ทำให้กลิ่นมีลูกเล่นโทนแป้งกึ่ง Musk มินิมัลประมาณนั้นเลย และไม่พอยังได้ความรู้สึกติดเขียวๆ แบบใบไม้เบาๆ เลยทำให้กลิ่นในภาพรวม คือ Floral Musk ที่มีความหวานใสสู่นวลละมุนขาวอมชมพู ติดสดชื่นเขียวอ่อนๆ ไม่หวือหวา แต่มีเสน่ห์แบบที่ใครดมก็ชอบและไม่ยี้ได้เลยตั้งแต่ต้นกลิ่น

ซึ่งเมื่อช่วงต้นปูทางให้แล้ว ก็จะเริ่มชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางที่แน่นอนว่า White Musk และโบตั๋นยังคงยืนพื้นเหมือนเป็นเวทีที่แข็งแรงในการชูโรงให้สายดอกไม้และความเขียวเป็นผู้โลดแล่นอยู่ด้านบน ซึ่งคราวนี้ความเป็นดอกไม้ขาวใสๆ จะชัดขึ้นมาก และมีความติด Spicy หน่อยๆ ซึ่งจับได้เต็มๆ เลยคือ ลิลลี่ ที่ให้ความปร่าหวาน Spicy แกม Waxy หน่อยๆ และมีดอกกระดิ่งหรือ lily-of-the-valley ที่มาให้ความเป็นโทนกึ่งมะลิแกมเขียวใส และแน่นอนว่ามีมะลิอยู่ด้วย ที่สำคัญมีความเขียวใบไม้ใบหญ้าชัดมากขึ้น ทำให้กลิ่นมีมิติทั้งกลิ่นหวานดอกไม้ใสๆ กลิ่นเขียวสดชื่นบางๆ คลอๆ ไปสู่กลิ่นแป้งละมุนที่มีความหอมหวานสบายๆ แกมนวลที่ชัดเจนมาก แต่ยังมีอะไรซักอย่างที่เป็นฉากหลังนอกเหนือจากแป้งกับ Musk อยู่แต่ยังจับไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นกลิ่นขมเบาๆ ที่มีเสน่ห์ เลยต้องตามกลิ่นกันต่อ 

ความต่อเนื่องของกลิ่นยังคงส่งต่อมาถึงช่วงท้ายที่ตอนนี้จะมีความเซอร์ไพร์สขึ้นมาเพราะตอนนี้จะจับกลิ่นได้แล้วว่าอะไรที่ให้ความขมหอมเบาๆ มีเสน่ห์ นั่นคือ กาแฟ ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้มาสายกาแฟนมต่างๆ เลยแต่จะให้ความเป็นกาแฟบางๆ เคล้ากับ White Musk ที่ยังคงอยู่แต่กลิ่นลดทอความนวลลงไปเยอะมากแล้ว แต่สิ่งที่เสริมขึ้นมาชัดมากขึ้นคือกลิ่นแป้งหอมติดวานิลลาอ่อนๆ ที่มีกลิ่นไม้หอมนวลๆ เบาๆ ของจันทน์หอมและน่าจะมีกลิ่นปร่าๆ ของซีดาร์รวมอยู่ด้วย ที่เป็นตัวเดินกลิ่นที่เคล้าคลอด้วยกลิ่นกาแฟาบางๆ ประปราย แน่นอนว่ายังมีกลิ่นหวานดอกไม้ตามมาอยู่ก็จริง แต่ก็จะเนียนเป็นเนื้อกลิ่นกันกับกลิ่นแป้งเรียบร้อยแล้ว ปิดท้ายผสมผสานกันเป็นกลิ่นแป้งหอมนวลแกมไม้หอมกึ่งโปร่ง Airy ที่มีกลิ่นกาแฟซ่อนอยู่อย่างเนียนๆ ได้อย่างลงตัวมาก

เหมาะสำหรับ - ผู้ญิงทุกเพศ ได้ตั้งแต่เรียน ม.ต้น เลยก็ยังได้ เพราะกลิ่นมีความใสๆ แกมแป้งที่เข้าทางการเป็นกลิ่นที่คุณหนูก็ได้ หรือจะดูเป็นกลิ่นหอมแกมแป้งหวานโปร่งที่ให้ความเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน หรือจะให้ความเป็นกลิ่นสบายๆ ที่ไม่ต้องเยอะสิ่งแต่ยังไงก็รอดแบบน้อยแต่มากก็ได้ และเอาจริงๆ ผู้ชายก็ใช้ได้ เพราะเนื้อกลิ่นหวานหอมจะมาช่วงต้นๆ ก็จริง แต่พอกลิ่นเบาลงก็จะได้ความ Unisex จากกาแฟและโทนแป้งแกม Musk เบาๆ ได้เช่นกัน ซึ่งจะใส่ตอนไหนก็ได้ ยกเว้นใส่ไปท่องราตรี เพราะโดนน้ำหอมกลิ่นหนักทั้งหลายกลบมิดแน่นอน

ความทน - 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ แต่กลิ่นจะติดเสื้อยาวกว่าอีกราวๆ 2 ชม.

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นราวๆ 15 นาที ก่อนที่จะลดลงไปเป็นปานกลางต่ออีกราวๆ 1 ชม. แล้วจะไปคงที่กับการเป็นออร่าอ่อนๆ รอบตัวไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 4 - 5 ก็จะเริ่มเป็น Skin Scent แล้ว

สรุป - เป็นอีกกลิ่นที่ปรามาสไม่ได้ แม้ว่าจะมาสายกลิ่นมหาชนชอบ เข้าถึงได้ง่าย ยังไงก็รอด แต่ยังมีตัวซ่อนอย่างกาแฟที่ให้ลูกเล่นทางกลิ่นที่มีเสน่ห์ในความเรียบง่ายได้ดีและให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปแบบไม่โจ่งแจ้ง เนียนๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก และบอกได้ตรงนี้เลยว่า ยังไงกลิ่นนี้ก็เป็นหนึ่งใน Timeless Scent แน่นอน และยืนอย่างยาวนานอีกด้วย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.central.co.th/en/cacharel-noa-edt-spray-50-ml-cds26366982

 

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

My Favorite Newcomer Fragrances of 2024


My Favorite Newcomer Fragrances of 2024

เมื่อย้อนกลับไปในรอบปี 2024 ที่ผ่านมา ยอมรับกันซึ่งๆ ว่า ไม่ค่อยได้ซื้อน้ำหอมมากนัก + เกิดปัญหาจากโรงงานอุตสาหกรรม (อาหารสัตว์) ที่อยู่ใกล้เคียงกับที่พักปล่อยกลิ่นรบกวนช่วงฤดูมรสุม ทำให้จมูกไม่สามารถพินิจพิเคราะห์กลิ่นได้แม่นยำ เพราะกลิ่นอาหารสัตว์จะรบกวนจนทำให้การรับกลิ่นเพี้ยนไปเยอะจนต้องเบรกการเขียนบรรยายกลิ่นน้ำหอมไป ซึ่งทุกวันนี้ยังรอการแก้ปัญหาจากหน่วยงานรัฐว่าจะจัดการให้โรงงานนี้ปรับปรุงอย่างสมบูรณ์ได้หรือไม่ ซึ่งก็เลยทำให้ซื้อน้ำหอมน้อยลงไปมากเช่นกัน

แต่ยังไงก็ตามก็ยังมีช่วงที่ยังเรียนรู้กลิ่นน้ำหอมได้ และยังสามารถค้นหากลิ่นที่เข้าทางและตรงกับจริตได้อยู่ ซึ่งก่อนที่จะเข้าสู่ 10 กลิ่นของปี 2024 ก็ขออ้างถึงกลิ่นที่จำใจนำออกจาก List อยู่ จึงขอให้เครดิตและ Profile กลิ่นไว้ตามนี้

  • Hince - 03 The Flat Shoes : นอนเล่นในสวนเคล้าใบและลูก Fig
  • Kohshi Parfums - Taian : ชาเขียวมัทฉะทุกมิติ
  • Jul et Mad - Stairway to Heaven : กอดคนรักที่ใส่สเวตเตอร์ผ้าแคชเมียร์จากด้านหลัง
  • Aux Paradis - Grapefruit : Pure Grapefruit ที่สุภาพและสดชื่น
  • Aiam - Chapter 18 : หนุ่มญี่ปุ่นที่มีกลิ่นแป้งสะอาดอ่อนๆ คลอผิวกาย 

และก็ขอเข้าสู่ 10 กลิ่นน้ำหอมโดยไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบและไม่ได้สนใจว่าจะผลิตหรือวางจำหน่ายปีไหนเน้นเฉพาะที่ได้มาในปี 2024 เพียงอย่างเดียวของเข็มขัดสั้น เริ่มที่

-----------------------------------

Osaji - Shogo Sekine × Osaji Eau de Parfum

“Sparkling Citrus > Green Earthy > Clean Earthy Woody” กลิ่นจะไล่เรียงกันเฉกเช่นเดียวกับสีของ Artwork บนขวด โดยเนื้อกลิ่นจะมีศูนย์กลางอยู่ที่หญ้าแฝกเป็น Background ให้จับต้องได้ตั้งแต่ต้นยันจบ และเป็นเสมือนตัวเกลาให้กลิ่นมี Concept สไตล์ Woody Minimal ที่สว่าง สุภาพ แต่มีระดับสูงมาก โดยมีสไตล์แบบญี่ปุ่นที่กลิ่นไม่ตะโกนบอกทุกคนรอบตัวว่าใส่น้ำหอมมา แต่ให้ความมีคลาสหอมสดชื่นแกมไม้หอมสว่างกำลังดีและสมดุลย์ตั้งแต่ต้นยันจบได้อย่างพอเหมาะเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา
-----------------------------------

J-Scent - On A Cloud

“Sweet Icy Creamy Mint > Green Vanilla & Coconut > Milk Ice Cream” สมชื่อกลิ่นชัดเจนมากถึงบอกที่สุด เพราะเนื้อกลิ่นจะมีความครีมมี่ปุยนุ่มนวลแต่ล้อมกรอบด้วยความรู้สึกเย็นๆ แบบไอศครีม โดยความหวานหอมนุ่มจะมาจากกลิ่นนมผสมวานิลลาเป็นตัวตั้งที่จะจับต้องได้ตลอดก่อนจะเข้มชัดขึ้นตามแต่ละช่วงของน้ำหอม แต่กลิ่นกลับไม่ถึงกับหนักข้น มีความสมดุลย์พอดีๆ เพราะความ Icy เย็นๆ และความติดปร่าเขียวของมินต์ ที่สำคัญช่วงท้ายได้กลิ่นโทนไม้หอมแบบไม้แท่งไอศรีมวานิลลาเวลาที่เรากินหมดแล้วดูดไม้จนได้กลิ่นนั่นแหละ ปลื้มจริงอะไรจริง

-----------------------------------

Zara - Popeline Blanche

“Fresh Green Citrus > Fresh Laundry Cologne > Clean & Relaxing” โดยความสดชื่นและน้อยแต่มากสไตล์มินิมัลจะเป็นแก่นหลักของน้ำหอมกลิ่นนี้ ซึ่งจะสัมผัสได้จากช่วงต้นที่เป็นโทน Bergamot และกลิ่นหญ้าสดตัดใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดความสดชื่นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะได้ความเรียบง่ายกับกลิ่นโทนดอกส้มสะอาดๆ เหมือนกลิ่นเสื้อผ้าซักเสร็จใหม่ๆ ตากกลางแจ้งแล้วกลิ่นลอยตามลมมาให้รับรู้ ก่อนจะเป็นกลิ่นสะอาดๆ ติดเขียวอมเปรี้ยวปร่าอ่อนๆ แกม Musk และไม้หอมเบาๆ นี่แหละ Simply the Best ชัดเจนที่สุด

-----------------------------------

Kousaido - Lily of the Valley (Solid Perfume)

“Japanese Classic Powder : Fruity Floral & Powdery All in One Place” เพียงแค่ได้กลิ่นครั้งแรกภาพลอยขึ้นมาในหัวเลยถึงผู้หญิงหรือผู้ชายที่ใส่กิโมโนหรือยูกาตะที่มีกลิ่นแป้งหอมคลาสสิคสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งกลิ่นจะผสมผสานความเป็นโทนผลไม้หวานอมเปรี้ยวกับกลิ่นดอกไม้แนวมะลิและดอกกระดิ่งที่ติดเขียวโปร่งอ่อนๆ แต่เพราะมีความเป็นแป้งหอมหวานโปร่งของไวโอเล็ตทำให้เนื้อกลิ่นมีมิติความหวานลึกนิ่งเฉพาะตัวที่มีเสน่ห์มาก เพียงแค่น้ำหอมแห้งสำหรับแต้มกระปุกเล็กๆ แต่สามารถบอกเล่าถึงภาพความเป็นกลิ่นอายแป้งหอมสไตล์ญี่ปุ่นได้ครบถ้วน บอกเลย “ไม่ธรรมดา”

-----------------------------------

Hermes - Un Jardin à Cythère

“Olive & Herb Garden with the Brighter Day” แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ในการไปเยือน Kythira Island ที่ Greece มาก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีเวลาที่ใช้กลิ่นนี้คือ กลิ่นต้นและลูกมะกอกกับกลิ่นถั่วพิสตาชิโอที่มีความสดชื่นของเลมอนมาเสริม ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนเดินผ่านสวนต้นมะกอกและสมุนไพรที่มีกลิ่นเขียวเฉพาะตัว ตามด้วยความอวลคล้ายกลิ่นนมอัลมอนด์ผสมอาหารแนวธัญพืช ก่อนจะเป็นกลิ่นไม้หอมแกม Musk ที่มียังมีความเขียวมะกอกเบาๆ สร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจในเนื้อกลิ่นทันที เพราะมันได้บรรยากาศผ่านกลิ่นจริงๆ

-----------------------------------

Roger & Gallet - Fleur de Figuier

“All about Fruity Fig: Fresh > Ripe > Sweet Syrup” เป็นการนำเสนอความเป็น Fig หรือมะเดื่อฝรั่งที่เน้นไปทางด้านความเป็นโทนผลไม้แบบชัดๆ เต็มๆ ซึ่งแต่ละช่วงจะได้ความเป็นโทนผลไม้จริงๆ โดนช่วงเปิดอาจจะไม่ได้มาถึงก็ Fig จ๋าก่อน เพราะจะมาแบบโทน Fruity Citrus ที่มีความเป็นส้มแกมเครื่องเทศหน่อยๆ ที่ทำให้เนื้อกลิ่นดึงดูดให้น่าสนใจก่อน แล้วก็จะมาแบบกลิ่น Fig สุกหอมหวานเคล้ากลิ่นส้มคลอเป็นฉากหลัง ก่อนจะปิดท้ายด้วยไซรัป Fig ที่ชัดเจนมาก แม้เนื้อกลิ่นจะค่อนไปทางน้ำหอมผู้หญิง แต่มันแตกต่างอย่างมีเสน่ห์จนดมแล้วดมอีกวนไป

-----------------------------------

Kitowa - Kusunoki

“Kindness People: Polite, Nice & Warm” ต้องบอกเลยว่ากลิ่นไม้การบูรที่เป็นแก่นหลักในน้ำหอมขวดนี้คือที่สุดในแง่ของการวางตำแหน่งกลิ่นระหว่างความเยือกเย็นและความอบอุ่น โดยฟากที่เป็นโทน Citrus ไม้สน เกล็ดการบูร คือ ฝั่งเยือกเย็น และโทน Musk วานิลลา และกลิ่นแนวผ้าแคชเมียร์ที่เป็นลูกผสมระหว่าง Musky & Woody ทำให้เรารู้สึกอบอุ่น เนื้อกลิ่นส่งต่อกันอย่างดีเป็นผืนเดียวที่เปลี่ยนแปลงโทนทีละนิดๆ เหมือนให้เราเจอและทำความรู้จักคนใจดีคนหนึ่งผ่านกลิ่นน้ำหอม บอกตรงๆ ว่า “ตกหลุมรักในทุกๆ สโตรกกลิ่นเลย”

-----------------------------------

Moresque - Al Andalus

“Seductive Saffron > Rich Amber & Oud > Smoky Amber” เพียงแค่เปิดต้นกลิ่น ก็สามารถจับต้องได้เลยในคราวเดียวถึงกลิ่นอายโทน Amber ที่เป็นศูนย์กลางของกลิ่น ยิ่งมีหญ้าฝรั่น กับ Oud เข้ามาเสริมแบบกำลังดี ไม่ได้มาถึงก็สำแดงฤทธิ์เดชกลบทุกสิ่ง แต่มาแบบลักษณะกลิ่นไม้หอมเย้าลึกเสริมให้โทน Amber มีความลุ่มลึกมากขึ้น และเชื่อมโยงกับโทน Smoky ไหม้ๆ แกมกลิ่นหนังที่จะเข้ามาเสริมในช่วงท้ายแกมกลิ่นหวานยางไม้ ซึ่งทำให้อารมณ์กลิ่นดึงดูดและมีเสน่ห์เฉพาะตัว อาจจะไม่ได้ถูกใจคนที่ไม่ได้อินกับ Amber แต่ส่วนตัวเหมือนรักแรกพบในทุกรอบที่ใช้งานเลยจ้ะ
-----------------------------------

Roja Parfums - Elysium Eau Intense

“Icy Fresh > Modern Timeless > Smooth & Smart Gentleman” ไม่นึกว่าตัวเองจะชอบกลิ่นนี้ เพราะพื้นฐานเฉยๆ กับสาย Elysium แต่พอได้ใช้งานกลายเป็นประทับใจในความเป็นกลิ่นสไตล์ Modern ที่มีความเปรี้ยวหอม Rhubarb และความ Icy เย็นๆ ให้สัมผัสได้ตั้งแต่ต้นยันจบ เนื้อกลิ่นมีความซับซ้อนที่ใส่ลูกเล่นทั้งความเป็นโทน Citrus, Green, Floral และ Woody ที่ทำให้ภาพรวมกลิ่นมีความ Fresh และอวลทันสมัย แต่ซ่อนความคลาสสิคเนียนๆ ในเวลาเดียวกันและกลิ่นถูกใจเกินกว่าที่คิดไปมาก ตรงๆ กลิ่นนี้สดชื่นกว่า และหวานน้อยกว่ารุ่น Parfum Cologne

-----------------------------------

Hunq - # 005 Mechanic

“Unique > Dirty > Uncompromising” บอกเลยว่าครั้งแรกได้กลิ่น คือ สตันไปเลย! เพราะเถื่อนได้สะใจมากกับกลิ่นโทน Dirty ต่างๆ ทั้งกลิ่นแนวน้ำมันเครื่อง โลหะ ยาง ที่มีโทนหนังแบบดิบเถื่อน Animalic แกมเหงื่อรองพื้นให้กลิ่นมีความหนาอวล และมีโทน Smoky ติดไหม้ควันเผาๆ เคล้ายาสูบ กำยาน และพิมเสน ที่ขุดด้านดิบออกมาชัดเจน แต่ดันมีความเซ็กซี่แกมหวานโปร่งจากไวโอเล็ตที่สร้างโทนแป้งมาตัดทอนความเถื่อน ภาพที่เห็นคือ หนุ่มฝรั่งล่ำหุ่นเซี๊ยะทำงานอู่ซ่อมรถที่ตัวเปื้อนจากการทำงานมีกลิ่นเหงื่อเคล้ากลิ่นแป้งติดหวานเย้า เออ! ไปสุดมากๆ ชอบ

-----------------------------------

ทั้งหมด ถือเป็นสมาชิกใหม่ของเข็มขัดสั้นในปี 2024 ที่สร้างความประทับใจในเนื้อกลิ่น และดีใจที่ได้มาครอบครองเพื่อเติมเต็มสีสันของชีวิตในแต่ละวันมาเสมอ และสุดท้าย Happy New Year 2025 ขอให้มีความสุขกับกลิ่นหอมรายล้อมรอบตัวกันตลอดทั้งปีนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567

Review: Kousaido - Sandalwood (Solid Perfume)


Kousaido - Sandalwood (Solid Perfume)

จากจุดเริ่มต้นในปี 1994 ที่ Kousaido เริ่มเปิดตัวขึ้นในการเป็นธุรกิจธูปหอม (Incense) ต่างๆ ที่ผลิตและจำหน่ายให้กับวัด ศาลเจ้า และบุคคลทั่วไป ที่นำไปใช่แบบทั่วไปและพิธีสำคัญต่างๆ ในเมือง Kyoto โดยมีการสอดแทรกเรื่องราวต่างๆ ผ่านกลิ่นที่ทำให้คนที่ได้กรุ่นกลิ่นนั้น จะรับรู้ได้ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นกลิ่นอายที่สื่อสารออกมาถึงคำว่า Kyoto แบบที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เออ ภาพขึ้นมาในหัวเลยทั้งๆ ที่อาจจะไม่เคยไปเยือนเลยก็ตาม

ซึ่งนอกจากที่จะมีธูปหอมในหลากหลายรูปแบบที่เป็นแก่นหลักของผลิตภัณฑ์แล้ว แบรนด์ยังได้มีการต่อยอดเรื่องราวทางกลิ่นต่างๆ ออกไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะน้ำหอมที่จะมีพื้นฐานในการเป็น Solid Perfume หรือน้ำหอมแห้งเป็นสำคัญ ซึ่งเข้าทางการเป็นน้ำหอมในลักษณะรูปแบบเครื่องประทินผิวแบบญี่ปุ่นที่เหนือกาลเวลาและคลาสสิคไม่ใช่น้อย เช่นนั้น มาลองกันซักหน่อยดีกว่าว่ากลิ่นอายของแบรนด์นี้จะออกมาเป็นรูปแบบไหน

Sandalwood คือ กลิ่นแรกที่มีโอกาสได้สัมผัส ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมี 2 ช่วงคือ ช่วงต้นและ Dry Down โดยจะเริ่มที่กลิ่นเข้นข้นของกลิ่นไม้หอมติดอวลหนักระดับหนึ่ง มีความแปร่งแกมลูกเอื้อนเมทัลลิคนิดๆ มีความอุ่นอวลในเนื้อกลิ่นชัดเจน อารมณ์แบบน้ำมันหอมระเหยไม้จันทน์หอมที่มีความเข้มข้นพุ่งมาก่อนเลย ซึ่งถ้าคนไม่ได้เห็น Packaging ก่อนอาจจะคิดว่านี่เป็นน้ำหอมแนวตะวันออกกลางเอาได้ ซึ่งพื้นฐานของ Solid Perfume จะเป็นสไตล์ Oil ผสม Wax อยู่เป็นทุนเดิม เลยจะทำให้กลิ่นมีความเข้มชัดตั้งแต่แรกในลักษณะนี้

เมื่อเนื้อกลิ่นจะลดทอนความเข้มข้นลง เหลือเป็นกลิ่นอายติดครีมมี่ที่มีความอบอุ่น มีความหวานค่อนไปทางสีครีมนวลให้สัมผัส ซึ่งเนื้อกลิ่นไม่ได้มีแค่นี้ เพราะจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์กึ่งแป้งหอมกรุ่นกำจาย เพราะมีความเป็นแป้งหอมดอกไม้รองพื้นกลิ่นไม้จันทน์หอมในทุกๆ สเต็ป จนกลิ่นเริ่มคงที่ในการเป็นไม้จันทน์หอมที่มีความครีมมี่อบอุ่น ให้ความอวลๆ กำลังดี มีความละมุนแต่คงความมีจริตกลิ่นไม้หอมแกมแป้งหอมที่มีเสน่ห์แบบคลาสสิคได้ครบถ้วน

สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนมากคือ ไม่ได้มีกลิ่นอายสไตล์คลาสสิคแบบตะวันตกที่เป็นสาย Aldehydes ฟุ้งๆ หรือ Oakmoss เข้มๆ มาให้รับรู้เลยแม้แต่นิดเดียว จะมีแต่กลิ่นอายกรุ่นกลิ่นแป้งหอมรวยรินเคล้าคลอพะนอไม้จันทน์หอมอยู่ตลอด ทำให้เหมือนเดินผ่านย่านวัฒนธรรมของ Kyoto ที่มีเกอิชาแต่งตัวสวยจัดเต็ม หรือผู้คนที่แต่งกายด้วยกิโมโนทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีระดับ ที่จะสัมผัสถึงกลิ่นแป้งหอมสไตล์คลาสสิคของญี่ปุ่นที่มีความหอมเฉพาะตัว 

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่จะค่อนไปทางผู้หญิงพอประมาณ เพราะว่าเนื้อกลิ่นติดโทนแป้งหอมกรุยกรายสไตล์ญี่ปุ่น แต่ยังไงผู้ชายก็ใส่ได้สบายมาก เพราะมีความคลาสสิคที่เข้ากับผู้ชายในสไตล์วางตัวดีและมีระดับได้อีกด้วย เนื้อกลิ่นจะไม่เหมาะกับการใส่ไปกิจกรรมลุยๆ ทุกกรณี เน้นใส่แบบทางการหรือทั่วไปที่เน้นความคลาสสิคในการแต่งตัวจะลงตัวมากที่สุด รวมถึงสามารถใส่ออกงานทั้งกลางวันและกลางคืนได้ลงตัวด้วยเช่นกัน

ความทน - พื้นฐานคือ 8 ชม. โดยสามารถไปต่อได้อีก จนถึง 12 ชม. เลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีมากๆ อยู่เดิมของการเป็น Wax ที่จะตรึงกลิ่นอยู่บนผิวได้นาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้นราวๆ 15 นาที ก่อนที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไปจนถึงราวชั่วโมงที่ 7 - 8 เลย ซึ่งค่อนข้างคงที่กับการกระจายตัวของกลิ่นในลักษณะนี้และเป็นสไตล์แบบญี่ปุ่นได้ดีมาก แล้วจะค่อยๆ เป็น Skin Scent

สรุป - แบบที่ถ้าเคยมีประสบการณ์ในการเดินสวนกับเกอิชาแบบที่แต่งหน้าแต่งกายสวยงามเต็มตัว หรือจะชายญี่ปุ่นแบบผู้ดีที่แต่งกายด้วยกิโมโนของผู้ชายที่หวีผมเรียบแปล้ มีเสน่ห์แบบสไตล์ผู้ใหญ่หน่อยๆ กรุ่นกลิ่นจะมีความคลาสสิคออกมาในลักษณะประมาณนี้เลย เพราะทั้งมีความรุ่มรวย สวยงาม สง่างามแบบค่อนไปทางกลิ่นอายสายคลาสสิคสไตล์ญี่ปุ่นย้อนยุคที่ยังมีความร่วมสมัย ซึ่งนี่แหละที่เป็น Hint สำคัญมากในการบอกเล่ากลิ่นแบบ Kyoto อย่างชัดเจนจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://tealao.com/en/teaware/japanese-solid-perfume-sandalwood

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Review: Shiro Fragrance - Cheer Apple

Shiro Fragrance - Cheer Apple

สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความน่าสนใจเสมอในฝั่งของแบรนด์น้ำหอมญี่ปุ่นสาย Mass Market โดยเฉพาะการวางจำหน่ายในประเทศ คือ การมี Limited Edition ที่มักจะออกมาตาม Season ต่างๆ โดยบางแบรนด์อาจจะออกมาทุกฤดูกาลเลย หรือบางแบรนด์อาจจะเน้นเฉพาะฤดูร้อน หรือเป็นการร่วมมือกับแบรนด์อื่นๆ ในการสร้างสรรค์น้ำหอมที่วางจำหน่ายจนกว่าจะหมดก็มี และ Shiro Fragrance ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะในกลุ่มของ Collection - Shiro Classic

สิ่งหนึ่งของการเป็น Limited Edition ของ Shiro Classic มักจะออกมาวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนในแต่ละปี โดยจำหน่ายเฉพาะแค่ภายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น (ยกเว้น Collection - Shiro Perfume ที่เป็นสาย Exclusive ที่ถ้ามี Limited Edition ก็จะมีวางจำหน่ายในหลายๆ ประเทศ) และในปี 2024 นี้ กลิ่นที่ได้เป็น Limited Edition และได้วางจำหน่ายจนกว่าจะหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ Cheer Apple ซึ่งเนื้อกลิ่นจะเป็นอย่างไรนั้น จะเล่าให้อ่านตามนี้เลย

สิ่งแรกต้องขอชื่นชมก่อนเลย คือ การทำกลิ่นช่วงต้นให้มีลักษณะใกล้เคียงความเป็นแนวแอปเปิ้ลกรอบฉ่ำหอมหวานติดเปรี้ยวอ่อนๆ แนวๆ เดียวกับแอปเปิ้ลฟูจิ หรือแอปเปิ้ลเนื้อกรอบฉ่ำหอมหวานแบบแอปเปิ้ลญี่ปุ่น ซึ่งต้องยอมรับในการผสมกลิ่นของแอปเปิ้ล ส้ม และลิ้นจี่ของแบรนด์นี้เลยที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนผลไม้หวานฉ่ำ Juicy ใกล้เคียงกลิ่นของแอปเปื้ลญี่ปุ่นได้มากขนาดนี้ ไม่พอกลิ่นยังชัดเจนมากเสียด้วย

การปรับตัวเข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอมจะปรับโทนด้วยการเอาโทน Floral เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันทำให้กลิ่นกลายเป็น Floral Fruity เต็มตัว ซึ่งเมื่อกลิ่นโทนมะลิกับกุหลาบและมีความติดเขียวแกมหวานใสๆ หน่อยๆ ซึ่งพอดอกไม้เจอผลไม้ สิ่งที่ได้คือ กลิ่นหญิงผมหอมมาเลย อารมณ์เนื้อกลิ่นจะมีความเป็นกลิ่นแนวแชมพูกลิ่นดอกไม้ผลไม้ที่เด่นกับแอปเปิ้ลฉ่ำสวยๆ กำลังดี ได้ความรู้สึกแบบเดินผ่านหญิงงามที่ผมสยายตามลมแล้วเราได้กลิ่นหอมออกมาแนวๆ นั้นเลย แต่แม้ว่ากลิ่นจะให้อารมณ์แบบแชมพูหอมๆ ใสๆ แต่ก็ไม่ได้ดูไก่กาจากไหน ยังมีความสดชื่นและหวานระรวยรินแบบกลิ่นชัดไปเรื่อยๆ ซึ่งบอกกันอย่างชัดเจนเลยว่าช่วงนี้คือ Feminine เต็มตัวมาก

เมื่อกลิ่นโดทนแชมพูหอมหวานใส เริ่มเบาลง และมีกลิ่นโทนสะอาดนวลของ Musk แกมกลิ่นอบอุ่นติดครีมมี่บางๆ ของไม้จันทน์หอมที่คาดว่าน่าจะมีกลิ่นแอมเบอร์เนียนๆ รวมอยู่ด้วย เริ่มเข้ามาเทคโอเวอร์ตามลำดับ จนกลิ่นจะเปลี่ยนเป็นช่วงท้ายเต็มตัวที่เป็นกลิ่น Musk สะอาดๆ แกมไม้หอมโปร่งครีมมี่บางๆ ที่มีกลิ่นของดอกไม้แกมผลไม้เจืออ่อนๆ เนื้อกลิ่นเมื่อดมใกล้ๆ จะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเนียนๆ รวมอยู่ในเนื้อกลิ่น ถือว่าเป็นการปิดท้ายที่ให้ความสะอาด สบาย นวลและหวานระเรื่อได้ลงตัว และไม่ซับซ้อบให้ต้องปีนบันไดดมแต่อย่างใด 

เหมาะสำหรับ - แม้ว่าตอนซื้อมาพนักงานขายจะบอกว่า Unisex ซึ่งอันนี้ไม่เถียง เพราะมีโทน Unisex อยู่ในช่วงต้นและช่วงท้าย เพียงแต่มัน Unisex น้อยไปหน่อย เช่นนั้นกลิ่นจะเข้าทางกับสาวๆ แน่นอนมั่นใจได้ แต่ถ้าหนุ่มๆ จะใช้ก็ไม่ติด เพราะถ้าชอบกลิ่นแนวแอปเปิ้ลฉ่ำๆ แบบแอปเปิ้ลฟูจิ อันนี้ตอบโจทย์ ซึ่งเนื้อกลิ่นเข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป แต่ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกายอาจจะไม่ได้ตรงตัว เพราะกลิ่นมาสายสวย แนะนำรอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่แบบทั่วไปหรือออกงานเพื่อสร้างออร่าความหวานใสสวยๆ อันนี้เหมาะ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรี ชนแก้วคัมไป หรือยั่วยวนผู้คน ข้ามจะดีกว่า คนละลุคกัน  

ความทน - พื้นฐานอยู่ที่ราวๆ 6 ชม. แต่ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมจะยืดไปถึง 10 - 12 ชม. ได้เลย ซึ่งก็ยอมรับเลยว่ากลิ่นนี้ถือเป็นกลิ่นที่ทนดีงามเป็นลำดับต้นๆ ของสาย Shiro Classic นี้ (ส่วนตัวใช้ไป 6 สเปรย์ ลากยาวไปที่ 12 ชม. ได้สบายมาก)

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น กลิ่นชัดเจน และจะลดลงมากระจายปานกลางในช่วงกลางของน้ำหอมไปซักพัก พอผ่านชั่วโมงที่ 4 ก็จะผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ก่อนเป็น Skin Scent เมื่อผ่านไปราวๆ 6 - 7 ชม. ไปแล้ว 

สรุป - กลิ่นสวย และเป็น EDP ในสาย Shiro Classic ที่แม้กลิ่นจะไม่ได้ดูหวือหวาแตกต่าง เพราะพื้นฐานน้ำหอมญี่ปุ่นมักจะเน้นสายมินิมัลหรือซับซ้อนเชิงลึก แต่ทำกลิ่นได้ดีและมีความหวานหอมฉ่ำแอปเปิ้ลญี่ปุ่นได้น่าประทับใจมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://shiro-shiro.jp/item/13068.html

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2567

Review: Britney Spears - Prerogative Ego

Britney Spears - Prerogative Ego

นอกจากสาย Fantasy ที่ได้รับความนิยมมาอย่างสม่ำเสมอในการเป็นน้ำหอมสาย Celebrity ซึ่งแน่นอนว่าจับตลาดฝั่งน้ำหอมผู้หญิงชัดเจน แต่ Britney Spears เอง ก็ใช่ว่าจะไม่มีน้ำหอมที่เจาะตลาด Unisex ที่ให้ผู้ชายทุกเพศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรับรู้ถึงความเป็น Britney ผ่านน้ำหอม และ Collection นั้นก็คือ Prerogative

แน่นอนว่าชื่อ Prerogative มาจากเพลง My Prerogative ที่เป็น Single เปิดตัวอัลบั้ม Greatest Hits: My Prerogative เมื่อปี 2004 ซึ่งถือว่าเป๊ะเลยทีเดียวกับการเอาคำนี้มาเป็น Collection น้ำหอมที่สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องความมั่นใจ ความมีพลังเชื่อมั่นในตัวเอง และความเฟียซที่แต่ละคนพึงมี แม้ว่าจะมาในปี 2018 แต่ก็เข้าทางและใช้งานกับความรู้สึกแบบนี้ได้เสมอโดยเจาะตลาด Unisex ให้ครบถ้วนในการใช้งาน ไปเลยถึง 2 ใน 3 ของน้ำหอมในไลน์นี้

และในครั้งนี้จะมาเล่ากลิ่นกันซักหน่อยว่า 1 ใน 2 น้ำหอม Unisex ของ Britney จะมีกลิ่นอายแบบไหน ก็ขอมาว่ากันที่กลิ่นนี้เลย Prerogative Ego (รุ่นล่าสุดของ Collection นี้)

เปิดมาก็กลิ่นวิปครีมกันเลยทีเดียว ซึ่งในความเป็นวิปครีมจะมีพื้นกลิ่นที่เป็นวานิลลาแกมครีมมี่นมๆ อยู่ชัดมาก ซึ่งนี่แหละจะเป็นฐานกลิ่นที่อยู่กันยาวๆ ไปจนถึงช่วงท้าย โดยช่วงเปิดแม้ว่าวิปครีมจะเด่น แต่จะมีความปร่าขมปนเปรี้ยวที่เป็นตัวทำให้กลิ่นพุ่งอวลขึ้นมาอยู่ทางโทน Citrus แต่เพราะว่าเป็นตัวเสริมเลยจะไม่ได้เด่นเกินหน้าวิปครีมแกมวานิลลาเท่าไหร่ ให้อารมณ์ติดเปรี้ยวอวลๆ เนียนๆ ไปกับกลิ่นสายครีมแทน

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเนื้อกลิ่นจะมีความเป็นลูกครึ่งระหว่างโทน Gourmand กับ Floral อยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนช่วงนี้คือความเป็น Celebrity Scent ที่เอาใจสายหวานแกมขนมได้ครบถ้วนและทั่วถึง โทนวานิลลาจะเด่นขึ้นมามีความหวานแนวแหลมนิดๆ ซึ่งน่าจะมีจากกำยาน Benzoin ที่ให้โทนเสริมลักษณะนี้ โดนมีความเป็นวิปครีมสร้างความครีมมีเป็นฉากหลัง แต่จะมีกลิ่นดอกไม้สายหวานแบบใสๆ เข้ามาตัดทอน ซึ่งจะมีกลิ่นออกทางมะลิใสๆ แกมเขียวของดอกกระดิ่ง lily-of-the-valley กับกลิ่นค่อนไปทางดอกแอปเปิ้ลที่ให้อารมณ์แอปเปิ้ลติดหวานใสแกมกลิ่นน้ำผึ้งใสๆ ที่ถ้าไม่ได้มาจากดอกลินเดนก็น่าจะ Mimosa ที่มาแบบกลางๆ สมดุลย์ ดูสวยๆ ให้กลิ่นมีมิติมากกว่าความเป็นครีมมี่วานิลลา และที่สำคัญเริ่มจับต้องได้ถึงโทนไม้หอมโปร่งๆ ที่มาตัดทอนไม่ให้ความเป็นโทนวานิลลาแผ่ไพศาลเกินไป ซึ่งตรงนี้ถือว่าทำได้ดีมากเพราะแตะความ Unisex ได้กลางๆ พอดีเลย

การเข้าสู่ช่วงท้ายซึ่งคราวนี้จะมีความเป็นโทนลูกผสมเลย เพราะจะจับได้ทั้งความเป็นโทน Gourmand ที่ยังยืินพื้น ซึ่งวานิลลาจะยังคงให้ความอบอุ่นในเนื้อกลิ่นอยู่ แต่มีโทนออกทางคล้านผิวกายซึ่งน่าจะเป็นโทน Musk แกมสารหอมแนว อื่นๆ ทำให้กลิ่นมีความเป็นวานิลลากึ่งอวลผิวกายที่มีความเป็นไม้หอมโปร่งๆ ซึ่งถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็น ISO E Super ที่มาทำให้เกิดกลิ่นอายไม้หอมแห้งโปร่ง ทำให้เนื้อกลิ่นมีทั้งความอวลอบอุ่นกำลังดี และมีความอวลโปร่งไม้หอมสะอาดๆ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ให้ความผ่อนคลายแกมอบอุ่นหวานอวลอ่อนๆ ปิดท้ายได้สมดุลย์แต่พอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่ค่อนไปทางผู้หญิงพอตัว แต่ถ้าผู้ชายใส่ก็ไม่ได้ติดอะไร เพราะช่วงกลางค่อนท้ายคือ Unisex ชัดเจนมากในสายของโทนขนมแกมหวานวานิลลา ซึ่งเข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบทั่่วๆ ไป หรือใส่ทำงาน Office ก็กำลังดี แต่ให้ข้ามการใส่แบบทางการหรือว่าออกกำลังกายจะดีที่สุด เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายนี้ (ยกเว้นใส่เต้น Concert ใน Hall อันนี้จัดไป) ส่วนยามค่ำคืน จัดได้ในแทบทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะโรแมนติค ท่องราตรี หรือใส่ทั่วไปก็ได้เลย เพียงแต่อาจจะไม่ได้ถึงกับทรงพลังรอบทิศนัก ถ้าอยากได้แน่นๆ ก็เพิ่มสเปรย์พอช่วยได้ 

ความทน - กลิ่นทนลงตัวเลยที่ราวๆ 8 ชม. อาจจะมีไปต่อได้อีกราวๆ 2 ชม. เพราะส่วนตัวเจอที่ 8 - 10 ชม. เป็นเรื่องปกติกับการใส่ที่ 5 - 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีตอนต้น ให้ความอวลวิปครีมชัดเจนมาก ก่อนที่จะลดลงมาเป็นปานกลางยาวๆ ไปจนถึงประมาณชั่วโมงที่ 3 ก็จะค่อนๆ ผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว แล้วติดผิวชัดเจนเมื่อแตะราวๆ 6 ชม. ไปแล้ว

สรุป - ส่วนตัวถือว่าเกินคาดในแง่ของการเป็นน้ำหอมโทน Celebrity ที่ีมาสายขนมก็จริง แต่ไม่ได้เอะอะก็ใส่พลังจัดเต็ม ยังให้อารมณ์ที่พอเหมาะกำลังดีจนไม่อึดอัดเกินไป แถมยังมีความอวลเซ็กซี่ก็ได้ หรือจะเย้าแต่ผ่อนคลายก็ดี ซึ่งถ้าพื้นฐานชอบกลิ่นวิปครีม บอกเลยกลิ่นนี้ตอบโจทย์จริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://labelleperfumes.com/products/prerogative-ego-3-3-oz-edp-for-women


วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2567

Review: Penhaligon’s - Brilliantly British

Penhaligon’s - Brilliantly British

Brilliantly British เปิดตัวออกมากับการเป็นหนึ่งในน้ำหอม Limited Edition ที่เฉลิมลองการครบรอบ 150 ปีของแบรนด์น้ำหอมคู่บ้านคู่เมืองประเทศอังกฤษอย่าง Penhaligon’s ซึ่งมาแบบชัดเจนมากว่า นอกจากฉลองให้แบรนด์แล้ว ยัง Tribute ในความเป็นสไตล์อังกฤษโดยการเอา Note กลิ่นที่เรียกว่าสื่อถึงความเป็นอังกฤษมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการสร้างสรรค์อีกด้วย นั่นคือ ลาเวนเดอร์ กับ ท็อฟฟี่คาราเมล

ซึ่งกลิ่นจะสร้างสรรค์ไล่เรียงกันออกมาอย่างไรนั้น ว่ากันได้ตามนี้

ต้องยกความยอดเยี่ยมให้ช่วงเปิดเลย เพราะสามารถสื่อสารถึงความเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ได้เป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนเราเดินเล่นในสวนลาเวนเดอร์แบบอังกฤษแบบชัดเจนมากในทุกๆ สโตรกกลิ่น เพราะจะได้กลิ่นลาเวนเดอร์ธรรมชาติแกมเขียวหน่อยๆ เคล้ากับกลิ่นบรรยากาศสดชื่นอ่อนๆ ของโทน Citrus ที่มีความขมจางๆ เดาว่าน่าจะเป็นมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่เป็นตัวสร้างบรรยากาศสดชื่น ซึ่งเนื้อกลิ่นไม่ได้มีอะไรมากเน้นความมินิมัลที่มีความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก

ในการเข้าสู่ช่วงกลาง จะมีรอยต่อของกลิ่นในการส่งต่อกันก่อนระหว่างความเป็นโทนลาเวนเดอร์ธรรมชาติ ที่จะเริ่มมีความหวานของคาราเมลติดเค็ม (เดาว่าค่อ Salted Caramel) ผสมผสานกับโทนวานิลลาที่มีความหวานแหลมๆ ที่เป็นลักษณะของกำยาน Benzoin เข้ามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นตัวหลักทำให้เนื้อกลิ่นจะมีความหวานแหลมแบบลักษณะของกลิ่นระหว่างการทำ English Toffee ที่ฟุ้งกระจายออกมาแบบชัดเจน ซึ่งตอนนี้เหมือนลาเวนเดอร์จะหายไป แต่จริงๆ ไม่ได้หายไปไหน เพราะจะรวมอยู่ในเนื้อกลิ่นโทนหวานแหลมให้จับต้องได้ สร้างความหนาในเนื้อกลิ่นโทนหวานได้ดีอีกด้วย

เมื่อโทนกลิ่นหวานแหลมของ Toffee เริ่มคงที่และผ่อนตัวลงเปิดทางให้โทนอบอุ่นกึ่งนวลเสริมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกผสม 3 โทนระหว่างกลิ่นโทนอบอุ่นกึ่งแอมเบอร์แกมหนังเคล้า Musk ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลแกมอบอุ่น + ความหวานหอมของ English Toffee ที่ลดความแหลมลงมาเป็นกลิ่นอายแบบ Toffee ที่ตัดมาแล้วพร้อมรับประทาน เสริมด้วยความประปรายของลาเวนเดอร์ที่เนียนรายล้อมเบาๆ ให้พอจับต้องได้ สร้างโทนกลิ่นที่ให้ความผ่อนคลายเคล้าความหวานอบอุ่นแกมลาเวนเดอร์ที่จับคู่กันได้อย่างลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex ได้หมดทุกเพศ ยิ่งถ้าพื้นฐานชอบกลิ่นของลาเวนเดอร์และกลิ่นโทนหวานคาราเมลท็อฟฟี่อยู่ทุนเดิม บอกเลยว่าฟินสุด ซึ่งเข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันและกลางคืนแบบทั่วๆ ไป เอาจริงๆ ก็พอใส่ยามทางการได้แบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม เพราะกลิ่นจะให้ความสุขุมแกมหวานคมนิดๆ กำลังดีได้ด้วย รวมถึงใส่แบบโรแมนติตก็ยังได้ ให้ความดึงดูดกำลังดีอีกด้วย แต่ให้ตัดไปได้เลยคือใส่ออกกำลังกาย เพราะกลิ่นหวานตีขึ้นแน่นๆ ตอนวิ่งมีเป็นลมนะเออ หรือใส่ไปท่องราตรีเพื่อเรียกแขก บอกเลยว่าไม่น่าไม่ปัง เพราะเจอกลิ่นแน่นๆ รอบทิศจากคนอื่นก็อาจจะกริบได้

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบได้แน่ๆ ที่ 2 ชม. ซึ่งหลายๆ ครั้งใส่กลิ่นนี้อยู่ในห้องแอร์เป็นหลักก็ยาวไปที่ 10 ชม. เสมอ

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในตอนต้น เพราะเนื้อกลิ่นให้อารมณ์ธรรมชาติ เลยไม่ได้เอะอะก็ยัดความพุ่งฟุ้งกระจายมากนัก แต่กลิ่นจะเปลี่ยนมาเป็นกระจายดีในช่วงกลางไปราวๆ 2 ชม. แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางสู่ออร่ารอบๆ ตัว ไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 6 ก็จะเริ่มกลายเป็น Skin Scent ตามลำดับ 

สรุป - ให้นึกภาพเหมือนเราเดินเล่นในสวนลาเวนเดอร์ แล้วเดินผ่อนคลายกลับเข้ามาในพื้นที่พักผ่อนพร้อมกับกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ติดกายมาผสมกับกลิ่นคาราเมลหอมหวานลอยมาให้ได้กลิ่นชวนยิ้ม แล้วเราเดินเข้าไปในครัวเห็นว่าเชฟหรือใครซักคนกำลังทำ English Toffee ด้วยการกวน Salted Caramel กับเนยกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วอยู่ แล้วเรายืนดูก่อนจะหยิบออกมาจากครัว มานั่งเคี้ยวกินอย่างมีความสุขกับความอบอุ่น แกมกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ติดผิวกายเรา + ลอยมาตามลมบางๆ เคล้ากับกลิ่นความหวานหอมอย่างสบายอารมณ์ นี่แหละคือทั้งหมดของการเป็น Brilliantly British ขวดนี้ 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.harrods.com/en-gb/shopping/penhaligons-brilliantly-british-eau-de-parfum-100ml-15997779

 

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Review: Technique Indiscrete - Monarchy

Technique Indiscrete - Monarchy

จากการเห็นภาพวาดที่สื่อสารถึงความเป็นเขตชนบทของประเทศเบลเยี่ยม แล้วมาต่อยอดพระราชวังหรือปราสาทต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้น และมีพระราชวงศ์อยู่อาศัยตามปกติโดยมีรั้วรอบขอบชิดเป็นต้นไม้หนาทึมห้อมล้อมพื้นที่ภายในกันกว้างขวางและมีพื้นที่สีเขียวรายล้อม เพื่อมาเป็นน้ำหอมที่สื่อสารถึงคำว่า Monarchy = สถาบันกษัตริย์ และถ่ายทอดออกมาเป็นกลิ่นอายที่บ่งบอกถึงชีวิตประจำวันของพระราชวงศ์เหล่านั้น

นี่ก็คืออีกหนึ่งในผลงานของแบรนด์ Niche จากฝรั่งเศสอย่าง Technique Indiscrete ที่ดึงดูดให้เกิดความสนใจไม่น้อยว่าจะถ่ายทอดกลิ่นออกมายังไงจากแรงบันดาลใจในการสื่อความถึงคไว่า Monarchy เช่นนั้น เมื่อลอง แล้วรู้ จึงเล่าต่อแบบนี้ว่า

เป็นกลิ่นที่เล่นโทนระหว่างความสดชื่นเรียบง่าย ความหอมละมุนแบบสวยแบบนิ่งๆ กับความอบอุ่นให้ความผ่อนคลายแบบขรึมๆ ที่ไล่เรียงกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากช่วงต้นที่จะให้ความสดชื่นของความปร่าแกมเขียว ซึ่งหลักที่จับต้องได้เลยคือ กลิ่นของใบ Clover ที่จะให้ความเขียวติดหวาน ที่จะแซมด้วยมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่ให้ความเปรี้ยวขมสร้างบรรยากาศสดชื่นในยามเช้า แต่จะมีความปร่าซ่าแกมสะอาดของตะไคร้เข้ามาคลอให้มีความรู้สึกสดชื่น ซึ่งช่วงเปิดจะได้ความรู้สึกแบบความเขียวแนวสวนที่มีกลิ่นเขียวยามเช้าที่ลอยมาได้พอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียว

เมื่อกลิ่นช่วงต้นเริ่มเบาลงไปตามลำดับ ก็เข้าสู่ช่วงกลางที่จะปรับให้กลิ่นโทนลาเวนเดอร์ที่ติดนวลสะอาดเด่นขึ้นมาเคล้ากับกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ นวลหวานละมุนแกมสะอาดเข้าทางโทนแป้งแบบชัดเจน โดยมีความเขียวกึ่งกุหลาบของเจอราเนียมเสริมให้รับต่อมาจากช่วงต้นอยู่แบบกำลังดี แต่สิ่งหนึ่งคือ พื้นฐานกลิ่นมีความอวลๆ สูงมาก และมีลูกผสมระหว่างโทนไม้หอมแกม Musk อวลๆ ที่ทำให้กลิ่นโทนแป้งดอกไม้มีความหอมละมุนๆ ไล่โทนสีกึ่งม่วงอ่อนแกมชมพูบางๆ ที่มีความเขียวเบาๆ แบบบรรยากาศคลอ และที่สำคัญแอบจับได้ถึงกลิ่นวานิลลาหน่อยๆ ที่เป็นฉากหลังอีกด้วย ซึ่งเป็นการปูทางที่ดีไปสู่ช่วงท้ายนั่นเอง

ช่วงท้ายกลิ่นจะชัดเจนมากในการเป็นโทนวานิลลาแบบ Lite Version ติดหวานแบบสมดุลย์มีความเป็นแป้งลาเวนเดอร์กุหลาบเบาๆ ผสมนวลเนียนในเนื้อกลิ่นที่ไม่ข้นเกินไปและไม่หนักเกินไป + มีความเป็นไม้หอมสีครีมนวลเข้ามาเป็นตัวเด่นในการเดินกลิ่นร่วมด้วย นั่นก็คือ ไม้จันทน์หอม รวมถึงการมีไม้ซีดาร์เข้ามาผสมผสานทำให้ได้อารมณ์กลิ่นโปร่งสะอาดกึ่งกระดาษสีถนอมสายตาคลอไปกับวานิลลา โดยมีความอบอุ่นและนุ่มนวลสะอาดของ Musk ที่มีความโปร่งเบาๆ กำลังดี ติดเขียวหน่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็น Ambrette ที่เป็น Musk ที่มาจากพืชมาเป็นตัวเชื่อมโทนให้มีกลิ่นเขียวบางๆ รวมถึงกลิ่นมีคล้ายหญ้าแห้งกึ่งหวานที่มาจากสารหอมที่สกัดจากถั่วตองก้าอย่าง Coumarin ร่วมด้วย ซึ่งเป็นการช่วงต่อมาสร้างมิติให้มีความเขียวคลอๆ ทำให้การปิดท้ายของกลิ่นจะได้ความอบอุ่น แกมหวานนวลอ่อนๆ ติดกลิ่นออกทางกระดาษที่มีความเขียวแห้งบางเบาในบรรยากาศ สร้างความเรียบหรูและผ่อนคลายได้ลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่กลางๆ ครอบคลุมการใช้งานทุกเพศได้กำลังดี และยังครอบคลุมการใช้งานยามกลางวันแบบเก็บเกือบหมดอีกด้วย จะมีนิดหน่อยคือถ้าใส่ออกกำลังกาย ก็อาจจะไม่ได้เข้าทางเท่าไหร่ เพราะกลิ่นมีความนิ่งและสุขุมอยู่พอตัว เลยไม่ได้มาสาย Activity สลายพลังงานจ๋าๆ นัก ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปหรือออกงานจะดีกว่า เพราะกลิ่นมีความนิ่งเรียบหรูที่ส่งเสริมให้ดูมีการวางตัวที่ดีตามคาแรคเตอร์กลิ่นได้ไม่ยาก   

ความทน - กลิ่นทนได้น่าพึงพอใจที่เฉลี่ย 8 ชั่วโมงในการใช้งานได้สบายมาก และไปต่อได้อีกด้วยจนถึงราวๆ 12 ชม. ก็บ่อยครั้งที่ใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะลดลงมาปานกลางไปซักราวๆ 3 ชม. ก่อนที่คงตัวที่ออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 8 ก่อนจะเป็๋นกลิ่นอวลๆ ไม่หอมแกมวานิลลาสุขุมนุ่มลึกติดผิว

สรุป - แตะคำว่า Monarchy ไหม ก็ได้อยู่แง่ของการเป็นกลิ่นที่เป็นสถานที่ตากอากาศหรือพักผ่อนของพระราชวงศ์อะไรแบบนี้ ซึ่งกลิ่นให้ความเป็นธรรมชาติที่ดีเลยทีเดียว ก่อนจะค่อยๆ ปรับจากธรรมชาติเข้าสู่ความสุขุมนุ่มลึกและเรียบหรูแบบกำลังดี ใช้ง่ายและมีคลาส

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://techniqueindiscrete.com/en/fragrance/8-144-mug-today-is-a-good-day.html

 

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Review: 4711 - Acqua Colonia Myrrh & Kumquat

4711 - Acqua Colonia Myrrh & Kumquat

ก่อนที่จะใช้ Cologne ของ 4711 ถ้าไม่ใช่สาย Intense ก็มักจะทำใจก่อนเสมอว่าเราเน้นแค่ Refreshing ไม่ได้เน้นว่าความทนจะต้องจัดจ้านในย่านไหน และเน้นสบายๆ ในวันอากาศร้อนๆ อยากเติมเมื่อไหร่ก็เติม แต่ถ้ากลิ่นนั้นดันทนขึ้นมาเกินคาดนั่นคือ ผลพลอยได้ ที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้นในการซื้อหากลิ่นที่ว่ามาใช้งาน

และในครั้งนี้ก็ได้เวลาของการที่มาเจอกับกลิ่นที่ส่วนตัวมองว่าความทนเกินคาดในการเป็น 4711 สายปกติอีกหนึ่งกลิ่น ที่เรียกว่าไม่ธรรมดา ซึ่งนั่นก็คือ Acqua Colonia Myrrh & Kumquat และเนื้อกลิ่นจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นก็ว่ากันได้ตามนี้

จุดเปิดคือการเป็นโทน Citrus ที่มีวูบติดเปรี้ยวหอมที่ใสนิดๆ ชื้นหน่อยๆ ที่พุ่งมาพร้อมกับกลิ่นที่คาบเกี่ยวโทนกึ่งแป้งกึ่งยางไม้ที่มีอารมณ์ติดฝุ่นทึบปร่าหน่อยๆ แต่มีความหวานลึกในเนื้อกลิ่นทีเรียกว่ามาครบกันตั้งแต่แรกในการเป็น Myrrh & Kumquat (ส้มจี๊ด) ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ได้เป็นกลิ่นที่ใสกิ๊งกระจ่าง เพราะเป็นยางไม้ที่เป็นพื้นกลิ่น แต่ก็ยังมีความเป็นสไตล์ Cologne อยู่ เพราะความเป็น Citrus ที่ทำหน้าที่ในการเป็น Part ของตัวเองได้ดี ให้ความสดชื่นแบบที่ Cologne ควรจะเป็นได้ลงตัว

แต่ความเป็น Citrus ของส้มจี๊ดไม่ได้อยู่นานนัก เพราะกลิ่นในช่วงกลางจะกลายเป็นกลิ่นอายแบบที่มีความคุ้นแคยในลักษณะที่มีความเป็นลูกผสมคาบเกี่ยวระหว่างการเป็น Dior Homme รุ่นปี 2011 ที่เด่นด่วยโทนแป้งกึ่งลิปสติกกับกลิ่นของ Dior Homme Eau ที่เป็น Citrus Iris เข้ามาให้จับต้องได้ โดยไม่ได้หมายว่าเป็นการถอดกลิ่นมาแบบทั้งดุ้น อารมณ์โทนกลิ่นใกล้เคียง แต่จะมีตัวเสริมชั้นดีเป็นกลิ่นของยางไม้ที่ให้ความปร่าแกมหวานทึบของ Myrrh เป็นตัวเสริม ทำให้กลิ่นตอนนี้จะเป็นกลิ่นโทน Cologne ที่มีความเป็นโทนแป้งแกมยางไม้กึ่งแอมเบอร์ที่มีความกำลังดี ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป โดยมีลักษณะกลิ่นที่อารมณ์เป็นสไตล์ยางไม้รองพื้นที่ชัดเจน

ช่วงท้ายโทนแป้งจะเป้าลงไปเหลือเพียงเบาบางจนแทบจับต้องไม่ได้ แต่จะให้ลักษณะความเป็นโทนกึ่งยางไม้กึ่งแอมเบอร์ที่ติดผิวอวลอ่อนๆ เบาๆ มีความเป็นโทนไม้หอมหน่อยๆ ที่ยังมีความหวานอวลๆ แกมปร่าบางๆ เป็นตัวปิดท้ายไปเรื่อยๆ แบบไม่ซับซ้อนแต่ให้ความอบอุ่นแบบมีเสน่ห์กำลังดีจนจางไปในที่สุด 

เหมาะสำหรับ - Unisex แบบเต็มขั้น ไม่ว่าจะเพศไหนก็ใช้กลิ่นนี้ได้สบายมากและไม่หนักเกินไปเพราะเป็น Eau de Cologne อาจจะมีวูบแน่นๆ แค่ช่วงฉีดแรกๆ บ้าง แต่เดี๋ยวก็ลดลงเป็นกลิ่นกลางๆ เรื่อยๆ ไม่พีค ซึ่งเข้ากับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วไป แต่ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกายแนะนำรอช่วงท้ายๆ จะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบชิลล์ๆ หรือโรแมนติคก็ได้ แต่ไม่เหมาะกับการใส่เพื่อเน้นปล่อยเสน่ห์ร้อยแรงม้านัก เพราะก็ Cologne น่ะ มันไม่ได้มาสายซูเปอร์ไซย่ารอบทิศอยู่แล้ว

ความทน - 8 ชม. มีบวกลบราว 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และประเภทผิวกายผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง แต่ส่วนตัวยอมรับเลยว่าทนเกินคาดมากจริง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาเป็นปานกลางซักพักราว 30 นาที ที่เหลือก็ออร่ารอบๆ ตัวยาวไป พอเข้าชั่วโมงที่ 5 ก็เริ่มเป็น Skin Scent

สรุป - ไม่ธรรมดา กับการสร้างกลิ่นอาย Cologne ที่มีระดับและทันสมัยในเวลาเดียวกัน โดยเอาความเมโทรในเนื้อกลิ่นมาเสริมให้มีน้ำหนักในกลิ่นของโซนยางไม้อย่าง Myrrh และใส่ความเป็น Citrus เปรี้ยวหอมที่ลงตัวในช่วงต้น และที่สำคัญเด่นในเรื่องความทนที่เกินกว่าการเป็น EDC โดยทั่วไป 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.worten.es/productos/perfume-4711-acqua-colonia-eau-de-cologne-mirrakumquat-170-ml-mrkean-4011700747443