วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Atelier Cologne - Philtre Ceylan

Atelier Cologne - Philtre Ceylan

“ชาซีลอน” ชื่อนี้หลายๆ คนที่เป็นสายดื่มชาน่าจะได้เคยลองกันมาพอสมควรแล้วกับการเป็นชาดำที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องอะโรม่าที่ให้รสชาติติดสดชื่นของ Citrus เจือเครื่องเทศปนชอคโกแลต ซึ่งกลิ่นจะให้ความเข้มชัดและมีความเฉพาะตัว  ซึ่งถือเป็นชาที่มีชื่อเสียงมากระดับโลกและมีแหล่งเดียวที่ทำการเพาะปลูกได้นั่นคือ ศรีลังกา

แต่เราไม่ได้มาว่ากันเรื่องการเทสชา เพราะเราจะคุยกันเรื่องของน้ำหอมของ Atelier Cologne ที่ได้เปิดตัว Collection - Orient ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากความเป็นธรรมชาติ ผู้คน ขนบธรรมเนียมต่างๆ อ้างอิงแถบ Asia และตะวันออกกลาง ซึ่งจะเน้นในการชูโรงกลิ่นอายต่างๆ ที่เป็นของล้ำค่าในดินแดนนั้นๆ เมื่อปี 2016 ถึง 5 รุ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีการชูโรงน้ำหอมกลิ่นชาซีลอนเข้ามาร่วมด้วยอย่าง Philtre Ceylan เช่นนั้นใช้แล้วจึงต้องบอกต่อเล่ากลิ่นกันหน่อยว่าการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นชาประเภทนี้สู่การเป็นน้ำหอมจะเป็นอย่างไรบ้าง

เปิดต้นกลิ่นมาอย่างแรกที่มีความชัดเจนมากเลย คือ กลิ่นเครื่องเทศที่จะจับได้ 2 โทนเด่นคือยี่หร่าที่ให้กลิ่นออกแนวติดสาบคล้ายเหงื่อปนเครื่องเทศ อารมณ์กลิ่นคล้ายเครื่องเทศที่ซึมกระจายออกจากผิวกายที่วูบขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นออกแนวเผ็ดเจือหวานหน่วงๆ หน่อยๆ ปนเย้ายวนของกระวาน แต่กลิ่นจะไม่ได้ออกแนวสาบกายจัดจ้านขนาดนั้น เพราะว่ามีโทนปร่าเขียวซ่าเมนทอลของสเปียร์มินต์ที่ไปสายอะโรม่าปร่าติดหวานปลายรื่นรมย์ที่มาตัดทอน พร้อมกับมีโทนเปรี้ยวขมของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่สร้างบรรยากาศเย็นๆ ให้เนื้อกลิ่น เลยทำให้เข้า Concept ลักษณะของการเป็น Cologne ตามที่แบรนด์นำเสนอ โดยอารมณ์กลิ่นจะได้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่ในแถบๆ เอเชียกลางแนวๆ อินเดีย หรือศรีลังกาที่จะมีกลิ่นเครื่องเทศโดดเด่นออกมาเคล้าอากาศดีๆ แบบอยู่ท่ามกลางธรรมชาติประมาณนั้น

เพียงไม่นานตัวเอกของน้ำหอมอย่างกลิ่นชาจะเริ่มเปิดตัวออกมาแหวกทางกลิ่นในช่วงต้นมายืนเด่นเป็นสง่า และนำเข้าสู่ช่วงกลางที่จะได้ออร่ากลิ่นอายของชาซีลอนที่ชัดเจนมาก ซึ่งเนื้อกลิ่นถือว่ามาแบบชามินิมัลที่ตรงไปตรงมาก็จริง แต่จะมีเลเยอร์มิติกลิ่นที่น่าสนใจในความเป็นชา คือ จะได้โทนติด Citrus เจือเขียวนวลสดชื่นก่อนตามด้วยกลิ่นเข้มกึ่งชอคโกแลตโปร่งๆ มีความรื่นจมูก โดยมีกลิ่นออกทางเย็นๆ บรรยากาศสดชื่นของช่วงต้นที่เป็นลูกผสมของมินต์และ Bergamot คลออ้อยอิ่งอยู่ตลอด แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะนอกจากความเป็นชาจะเด่นแล้ว สิ่งที่ตีคู่ขึ้นคือโทนเครื่องเทศของยี่หร่ากับกระวานที่ยังให้อารมณ์ผิวกายติดกลิ่นเครื่องเทศสาบเร้าอ่อนๆ ที่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ทำให้การรับกลิ่นจะตีคู่กันไปสลับบางวูบเราจะได้รับกลิ่นชาซีลอนเต็มๆ บางวูบจะมีกลิ่นเครื่องเทศเต็มๆ บางวูบจะได้ลูกผสมชากึ่งเครื่องเทศที่ติดกลิ่นเร้าแบบสาบผิวกาย เรียกว่าเป็นการเล่นโทนการรับกลิ่นได้น่าสนใจมาก และให้อารมณ์เหมือนอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบสไตล์เอเชียกลางแบบศรีลังกาที่จะมีกลิ่นเร้าใจของเครื่องเทศท่ามกลางความเป็นชาซีลอนเลย

การเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงท้ายจะไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากช่วงกลางเท่าไหร่ เพราะความเป็นกลิ่นอายแบบผิวกายติดเครื่องเทศเคล้ากลิ่นเหงื่อและกลิ่นชาซีลอนยังคงมีอยู่ไม่หนีไปไหน ทำหน้าที่ได้ดีเสมอต้นเสมอปลายที่ให้ทั้งอารมณ์ปลุกเร้าแบบผิวกายกับเหงื่อที่มีกลิ่นชาซีลอนมาตัดทอนให้มีความอะโรม่าเข้ามาร่วมด้วยอย่างมีชั้นเชิง แต่จะมีโทนกลิ่นไม้หอมติดแห้งๆ มีความเข้มกึ่งหนังเล็กๆ และมีความ Smoky หน่อยๆ เข้ามาร่วมด้วยแบบผู้สนับสนุนรองใจดีเท่านั้น ซึ่งจะทำให้กลิ่นมีมิติความอวลของไม้เนียนๆ แต่ก็ไม่ได้กลบตัวหลักที่กำลังปล่อยของแต่อย่างใด ปิดท้ายบนผิวกันไปเรื่อยๆ จนจางไปตามกาลเวลา

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ได้หมดทุกเพศวัยมหาลัยขึ้นไปก็ใช้งานตัวนี้ได้ แต่กลิ่นไม่ได้ง่ายสำหรับคนไทยนัก เพราะว่าการมีกลิ่นออกแนวกลิ่นกายเคล้าเหงื่อปนเครื่องเทศยี่หร่าแบบคนแถวเอเชียกลางอาจจะไม่ได้คุ้นชินกันนักในการมองว่าเป็นกลิ่นแนว Aromatic เลยอาจจะต้องเลือกสถานการณ์ในการใช้งานนิดนึง ซึ่งถ้าลงสเปรย์พอเหมาะกลิ่นจะมีเสน่ห์เร้าใจปนความอะโรม่าได้ดีเลย เช่นนั้นเลยให้ตัดการใส่เพื่องานทางการจัดๆ ที่อาจจะ Sensitive กับคนที่ติดต่อด้วยหรือผู้หลักผู้ใหญ่จะดีที่สุด แต่การใส่แบบทั่วไป จัดได้สบายมาก เอาจริงๆ จะใส่กิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายก็ได้อยู่ ถ้าจะนำเสนอความเร้าใจ ส่วนยามค่ำคืนอันนี้ใส่ได้แบบชิลล์ๆ แล้วกัน เพราะกลิ่นชามันอะโรม่าได้ดีอยู่แม้จะมีกลิ่นสายเร้าใจแซมบ้างก็ตาม

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญและไปต่อได้อีกตามสภาพผิวและจำนวนสเปรย์ ซึ่งส่วนตัวนอกจาขั้นต่ำที่ 6 ชม. แล้ว ไปต่อถึง 8 ชม. ได้สบายมากกับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ที่อาจจะทำให้อึ้งๆ กับกลิ่นยี่หร้าท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นเอาได้ก่อน แล้วจะลดลงมาที่กระจายปานกลางไปซักระยะ แล้วกลิ่นจะเริ่มจมเป็นติดผิวในช่วงท้าย แต่ถ้าฉีดเสื้อที่สวมด้วยกลิ่นจะกระจายบนเสื้อดีพอสมควรเลย ซึ่งอยู่ที่การบาลานซ์ของแต่ละคนว่าจะฉีดยังไง

สรุป - เป็นการเอาความเป็นกลิ่นชาซีลอนมาเจอกับกลิ่นอายสายปลุกเร้าติด Dirty หน่อยๆ ได้อย่างลงตัวและเข้ากันได้ดีมากเกินคาด อารมณ์กลิ่นเลยจะเหมือนกลิ่นกายเคล้าเหงื่อท่ามกลางกลิ่นอะโรม่าของชาแบบตีคู่กันไป ซึ่งใช่เลยเหมือนเราไปอยู่ในโซนที่ผลิตชาซีลอนที่มีกลิ่นเครื่องเทศจากผู้คนแถบนั้น เพียงแต่ไม่ได้หนักหน่วงเกินไปจนตึ้บ เพราะคุมความเป็นสไตล์ Cologne ได้ดีอยู่นั่นเอง 

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pinterest.com/pin/419468152789772683/?nic_v2=1a5WjiiIg

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Robert Piguet - Calypso

Robert Piguet - Calypso 

Calypso ชื่อนี้หลายๆ คนคงนึกถึงเรื่อง Pirates of the Caribbean ที่นางคลั่งแล้วตัวใหญ่สุดท้ายแตกตัวเป็นปูไปซะงั้น แต่จริงๆ แล้วชื่อนี้เป็นหนึ่งในเรื่องราวของเทพปกรณัมกรีก ที่เป็นนางไม้บนเกาะแห่งความฝัน ซึ่งหลังจากที่ Odysseus ชนะศึกที่เมืองทรอย ก็โดนเทพเจ้ารังควานทำให้เรือแตกไปติดเกาะนี้ แล้วได้พบกับนางไม้ Calypso เข้าให้ นางก็หลงผู้ชายหัวปักหัวปำ เปย์ทุกอย่าง ยั่วทุกดอก และให้พรทำให้ผู้ชายเป็นหนุ่มไปตลอด และพร้อมจะทำให้เป็นอมตะถ้าตกลงอยู่กับนางถาวร ซึ่งก็อยู่ด้วยถึง 7 ปีเลยทีเดียว แต่เพราะคนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ แม้รักและเปย์แค่ไหน ถ้าผู้ชายเขาไม่เอารั้งไว้ไม่อยู่ก็ต้องจบและจากกัน ซึ่งหลังจากที่จบกับ Odysseus นางก็ตรอมใจจนตายไปในที่สุด

แน่นอนว่าไม่ได้มาวิพากษ์เรื่องปรัมปรากรีก แต่จะมากล่าวถึงน้ำหอมของแบรนด์ Robert Piguet ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยมีแรงบันดาลใจในการบอกเล่าความเป็นนางไม้อย่าง Calypso ซึ่งกลิ่นจะสร้างสรรค์ออกมาอย่างไร และให้อารมณ์แบบไหน ว่ากันได้ตามนี้เลย

เปิดตัวมาวูบแรกก็จับได้ถึงกกลิ่นอายกุหลาบที่ติดทางเขียวเหมือนน้ำแจกันกุหลาบหน่อยๆ ที่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นกลิ่นของเจอราเนียมที่จะให้วูบกลิ่นลักษณะนี้ และแน่นอนมีกลิ่นกุหลาบเจือๆ ที่ให้ความระเรื่อโรแมนติคในเนื้อกลิ่นด้วย รวมถึงมีโทนพิมเสนสร้างออร่ากึ่งพืชล้มลุกที่ให้โทนปร่ากึ่งดินๆ Earthy กำลังดีเสริมแบบเนียนๆ ในเนื้อกลิ่น รวมถึงได้ความรู้สึกกึ่งเปรี้ยวหอมค่อนไปทางกึ่งเปลือกส้มหน่อยๆ ที่จะสร้างบรรยากาศของโทน Citrus เข้ามาร่วมด้วยแบบกำลังดี ที่สำคัญกลฃิ่นพุ่งฟุ้งหน่อยๆ ที่เหมือนมี Aldehydes ให้ลักษณะกลิ่นออกทางกึ่งสบู่คมๆ เนียนๆ อยู่แบบอ่อนๆ สไตล์สายสนับสนุนอยู่ด้วยแบบไม่ได้เด่นนัก อารมณ์ดันดาราเสียมากกว่า ซึ่งอารมณ์กลิ่นจะไม่ได้ออกทางคุณนายเกินไปแบบสไตล์กุหลาบกึ่งพิมเสนที่มักจะเจอ แต่จะให้ความเขียวของเจอราเนียมเข้ามาทำให้กลิ่นมีความสดใสและเยาว์วัยมากขึ้น โดยที่เนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติไม่จงใจให้ดูนางพญากรุยกรายแต่อย่างใด

เมื่อโทนกลิ่นสดชื่นออกทางกึ่งเปลือกส้มกึ่งสบู่เริ่มค่อยๆ บางลงไปตามลำดับ สิ่งที่ขึ้นมาแทนที่แบบเต็มๆ เลยคือ กุหลาบ แต่กลิ่นจะไม่ได้มาแบบกุหลาบจ๋าๆ แบบเอาหน้าซุกลงไปที่ช่อกุหลาบหรือยืนในสวนกุหลาบรายล้อมอะไรแบบนั้น แต่จะมาแบบโทนแป้งเสียมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่แป้งหอมกุหลาบที่จดจ้านแต่อย่างใด แต่มาแนวๆ ติดหอมนวลกึ่งเซ็กซี่เย้ายวนมีเสน่ห์นิดๆ ไม่ได้ดูจงใจทำให้โปร่ง แต่ให้อารมณ์แบบแป้งที่มาแบบติดอับหน่อยๆ ของหัวเหง้าใต้ดินของต้นไอริสหรือหัวเหง้าออริส ซึ่งเมื่อมาเจอกับกุหลาบที่ให้ความนวลโรแมนติค จะทำให้ได้อารมณ์แบบแป้งนวลกุหลาบติดอับอ่อนๆ ที่มีเสน่ห์ ตามด้วยกลิ่นที่ตามมาจากช่วงต้นอย่างเจอเราเนียมที่ยังให้ความเขียวติดแบบกลิ่นก้านกุหลาบอ่อนๆ กลิ่นเลยมีมิติที่ให้ความเป็นธรรมชาติของกุหลาบได้ดีเข้ามาร่วมด้วย และแน่นอนว่าพิมเสนยังไม่หนีไปไหนยังอยู่แบบมให้ความระเรื่ออ่อนๆ ประปรายในเนื้อกลิ่นอย่างมีจริตและชั้นเชิงอีกด้วย ซึ่งเมื่อกลิ่นดำเนินไปพอสมควรจนโทนกลิ่นเริ่มมีความนวลอนอบอุ่นเข้ามามากขึ้น จนจับได้ว่าเป็นกลิ่นโทนออกทาง Musky อวลแบบผิวกายสะอาดนวลของหนังกลับ (Suede) ที่เริ่มเข้ามาอิทธิพลในเนื้อกลิ่นจนกลายเป็นตัวหลักของช่วงท้าย กลิ่นจะเริ่มให้อารมณ์กึ่งผิวกายติดแป้งหอมกุหลาบ โดยมีพิมเสนที่จากแอบแผ่วในช่วงกลางกลับมาเป็นตัวที่จับต้องได้และล้อมกลิ่นให้ความระเรื่อปนหวานกึ่งสากปร่าบางๆ แบบกำลังดีเสียด้วย ซึ่งเมื่อสัมผัสกลิ่นเข้าไปใกล้ผิวหนังจะจับได้ถึงกลิ่นกึ่งอบอุ่นของทางแอมเบอร์เนียนๆ เคล้ากลิ่นกึ่งเค็มอ่อนๆ ติดไม้หอมแห้งๆ เบาๆ ให้สัมผัสได้ซึ่งเดาได้อีกต่อเลยว่าในนี้ในสารหอมที่ช่วยทำให้กลิ่นของหนังกลับมีมิติติดเค็มอ่อนๆ คล้ายผิวกายจริงมากขึ้นนั่นคือ Ambroxan ที่ให้ความสมดุลย์แบบสายสนับสนุนที่ดีมากกว่าจะมาแบบเด่นๆ กลบทุกสิ่ง ทำให้ช่วยท้ายอารมณ์กลิ่นจะมีความหรูหรา ระเรื่อ เย้านวลกึ่งหวานปนอบอุ่นกำลังดีให้ความติดกรุยกรายเล็กๆ ที่ให้ความเรื่อยๆ อย่างมีระดับและเรียบหรู ปิดท้ายในการคลอผิวกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้แล้ว กลิ่นไม่ได้ออกทางคุณนายหรือนางพญาอะไร ออกทางกลิ่นให้ความเยาว์วัยแต่มีจริตกึ่งเย้ายวนเนียนๆ เสียมากกว่า ซึ่งสามารถใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่เพื่อออกกำลังกายที่ไม่เข้าทางเท่าไหร่ ส่วนยามค่ำคืน เน้นแบบทั่วๆ ไปหรือออกงานจะดีกว่าใส่ไปม่องราตรี เพราะกลิ่นแม้จะมีโทนเย้ายวนแต่ถ้าไปเจอสายหวานหนักข้นอวลจัดจ้านทั้งหลาย ก็โดนกลบได้เหมือนกัน และที่สำคัญกลิ่นนี้แอบมีความเป็นโทน Unisex มากเลยทีเดียวโดยเฉพาะช่วงท้าย เช่นนั้นถ้าผู้ชายไม่ถือ ใส่ได้ เผลอๆ สร้างเสน่ห์ได้ดีอีกด้วย 

ความทน - ลงตัวที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกอิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กลิ่นยังอยู่กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์ ถือว่าเยี่ยม

การกระจาย - กลิ่นกระจานดีในตอนต้นแล้วจะค่อยๆ ลดลงมาที่ปานกลางกันยาวๆ พอเข้าช่วงท้ายจะลดลงมาเป็นออร่าอ่อนๆ ก่อนจะติดผิว

สรุป - กลิ่นไม่ได้มาสายดราม่าเล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของนางไม้ Calypso แต่อย่างใด แต่ให้ลักษณะของความเป็น Calypso ที่ควรจะเป็นแบบยามอยู่เกาะแห่งความฝันกับ Odysseus ที่มีทั้งความสดชื่น ความเย้ายวน และเสน่ห์ตามธรรมชาติปนกรุยกรายเนียนๆ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งที่กลิ่นของ Robert Piguet ที่ทำออกมาได้ลงตัวมากจริงๆ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ 

Photo Credit - https://www.emartja.com/fragrance/calypso-robert-piguet-eau-de-parfum-spray-robert-piguet

 

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Montale - Sweet Peony

Montale - Sweet Peony

ผ่านกลิ่นอายหลากหลายที่ Montale ได้เอามานำเสนอไม่ว่าจะ Oud กุหลาบ วานิลลา และประปรายกับ Note กลิ่นอื่นๆ ไปพอสมควร แต่ก็ยังค้นหากลิ่นอายอื่นๆ ที่นอกเหนือกับรุ่นเมตตามหานิยมของแบรนด์ที่ชูโรงกันน่าดูกับการเป็น Oud และกุหลาบ และเมื่อได้เห็นว่ามีรุ่นหนึ่งที่ออกมาในปี 2017 ที่มานำเสนอความเป็นดอกโบตั๋นหรือ Peony ซึ่งแม้ว่ากลิ่นนี้จะให้อารมณ์คล้ายกุหลาบแบบสดชื่นให้ความสีชมพูในเนื้อกลิ่น แต่ก็อยากรู้อยู่ดีว่า Montale จะสื่อสารอย่างไร เช่นนั้น ได้มาก็ต้องใช้ให้ทะลุปรุโปร่ง

และความเป็น Peony ของ Montale ก็สื่อสารออกมาแบบนี้เลย

เปิดมาก็ให้อารมณ์ดอกไม้สดชื่นฟุ้งมาก่อนเลย กับการเป็นกลิ่นของดอกโบตั๋นที่ให้อารมณ์แบบดอกกุหลาบสีชมพูหวานสดชื่นสว่างซึ่งมีกลิ่นโทน Citrus ติดขมบางๆ สร้างบรรยากาศของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) แทรกอยู่ประปราย แต่กลิ่นที่แทรกตัวขึ้นมาเสริมไวมากและให้ความครีมมี่หน่อยๆ ในเนื้อกลิ่นอย่างพีชเจือโทนออกทางครีม ที่ทำให้กลิ่นเริ่มมีความหนาขึ้นมาอีกสเต็ป แต่ก็ไม่ได้หนักข้นเกินไป สร้างอารมณ์กลิ่นแบบโบตั๋นเคล้าพีชติดครีมเล็กๆ ที่มีกลิ่นอายของบรรยากาศสดชื่นได้ดีเลยทีเดียว และแน่นอนว่ากลิ่นเปิดมาก็ให้ความเป็นน้ำหอมผู้หญิงสาวจ๋ามาแต่ไกลเลย

เมื่อเริ่มสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นมีความครีมมี่มากขึ้นตามลำดับแต่ไม่ได้ถึงกับข้นจนจับได้ว่าตัวที่สร้างความครีมมี่คือกลิ่นมะพร้าวติดกะทิแบบอ่อนๆ กับวานิลลาที่ติดออกทางกึ่งโทนขนมเพราะมีความหอมหวาน กับกลิ่นติดอบอุ่นค่อนไปทางแป้ง เลยทำให้กลิ่นยังไม่ได้ไปสายขนมเต็มตัว แต่เป็นตัวเสริมที่รองพื้นกลิ่นให้มีโทนออกทางแป้งนวลอบอุ่นอ่อนๆ กำลังดีดันให้กลิ่นโทนดอกโบตั๋นที่มีลูกผสมของกุหลาบเข้ามาร่วมด้วยมีความเป็นสีชมพูหอมหวานโปร่งไล่เลเยอร์ลงมาติดหวานอมเปรี้ยวอ่อนๆ ของพีชทีมีความครีมมี่มะพร้าวแทรกตัวอยู่ กลิ่นช่วงกลางเลยเป็นช่วงที่ให้ความหอมหวานแบบดอกไม้ไล่โทนไปครีมมี่หวานนวลที่ไม่ซับซ้อนแต่ให้ความสะพรั่งในความหวานหอมได้ลงตัว และไม่พอตอกย้ำชัดลงไปอีกว่านี่คือน้ำหอมที่เหมาะกับผู้หญิงที่ชอบกลิ่นดอกไม้แนวกุหลาบสีชมพูชัดเจน จนกลิ่นดำเนินไปพอสมควรแล้วความเป็นกลิ่นโทนไม้หอมเริ่มปรากฎให้เห็นพร้อมกลิ่นปร่าเผ็ดอ่อนๆ ทำให้ได้อารมณ์แป้งวานิลลาที่มีความเป็นไม้หอมเจือ แต่ยังมีความหวานหอมนวลครีมอยู่ การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงท้ายก็เริ่มทำหน้าที่ตามลำดับ และคงตัวเมื่อเริ่มมีกลิ่นติดโทนกาแฟขมหอมเสริมเข้ามาแบบอ่อนๆ ทำให้ช่วงท้ายนี้อารมณ์จะได้ประมาณรุ่น Intense Cafe ของแบรนด์นี้ที่ลดความเข้มข้นฟุ้งพุ่งส่งต่อความหวานรอบทิศลง มาเป็นกลิ่นหอมหวานนวลกลั้วกาแฟบางๆ ที่ให้ความพอเหมาะกำลังดี เลยทำให้กลิ่นไม่ได้ตรงทื่อๆ ที่ความอ่อนหวานจนจะเข้าทางการเป็นกลิ่นแบบคุณหนูอยู่อย่างเดียว เพราะเสริมให้กลิ่นมีมิติที่มีความมั่นใจขึ้นมาด้วย เลยทำให้กลิ่นครอบคลุมการใช้งานได้ดีมากขึ้นไปอีกสเต็ป โดยที่ยังมีลักษณะแบบน้ำหอมผู้หญิงที่ชัดเจน อ่อนหวานก็ได้ หอมน่ารักก็ดี หอมมั่นใจเข้าทาง Working Woman ก็สามารถนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้แล้ว เพราะเนื้อกลิ่นให้คตวามเป็นสีชมพูนวลสว่างเลยได้ความอ่อนหวานนวลซึ่งให้ความน่ารักคุณหนูก็ได้ และมีความมั่นใจแบบผู้หญิงสายทำงานก็ได้ แต่ไม่ควรหนักมือ เพราะแบรนด์นี้ขึ้นชื่อเรื่องการปล่อยของกระจายอยู่แล้ว ก็ลงสเปรย์แบบเน้นความเหมาะสมเอา ซึ่งกลิ่นสามารถใช้งานได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แต่จะมีการใส่เพื่อออกกำลังกายที่ตัดไปจะดีกว่า หรือรอช่วงท้ายๆ ก็ได้อยู่แต่อาจจะตีขึ้นหวานเอาเยอะหน่อยถ้ากลิ่นยังทำหน้าที่ได้ดีมากอยู่ ส่วนรยามค่ำคืนเน้นใส่เพื่อออกงานหรือว่าทั่วๆ ไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้ถึงกับอวลจัดมาก แม้จะใส่ไปท่องราตรีได้ แต่ก็สู้กับกลิ่นหนักๆ ของชาวบ้านได้ยากหน่อย ยกเว้นถ้าไม่ได้คิดจะใส่ไปเพื่อปล่อยของหรือปล่อยเสน่ห์ ก็จัดไป

ความทน - ดีงามตามสไตล์แบรนด์ เพราะ 8 ชม. คือ พพื้นฐานเลย และยาวไปได้อีกแล้วแต่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายที่เอื้อมากพอ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ให้จับต้องได้ตลอด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายดีซักพัก แล้วจะเป็นปานกลางยาวไปซัก 4-5 ชม. ที่เหลือจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวไป จนเมื่อพ้น 10 ชม. กลิ่นจะเริ่มกลายเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - ถ้ามองในแง่ของการเป็นน้ำหอม Niche Perfume กลิ่นนี้จับเข้ามาอยู่ในโซน Niche ใช้ง่ายและมีความเป็นโทนแบบน้ำหอมสาย Floral หวานเจือแป้งหอมแบบสไตล์ Designer ที่เข้าถึงได้ง่ายมาก ซึ่งสามารถให้ตำแหน่ง #ของดีเทคนิคไม่ต้อง สำหรับสาวๆ ที่ชอบกลิ่นดอกไม้หอมหวานได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.voorwinden.nl/montale-sweet-peony-100ml-edp...

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Strangers Parfumerie - Les Mauvais Garçons


 Strangers Parfumerie - Les Mauvais Garçons

Bad Boy ในลักษณะของการเป็นน้ำหอมโดยส่วนใหญ่ที่เราจะต้องมีความเย้า อวล ร้าย และมาดแมนสไตล์เพลย์บอย อาจจะมีความอบอุ่นเข้ามาเนียนๆ แต่แน่นอนว่าต้องเรียกร้องความสนใจแม้ว่าหน้าคนใส่จะนิ่งมากก็ตาม ก็ Bad Boy ต้องดูเย็นชากันหน่อย ไม่งั้นจะดูพยายาม ซึ่งบางครั้งถ้าเราได้กลิ่นโทน Citrus ติดขม เช่น Bergamot มาเคล้ากระวาน ตามด้วยลาเวนเดอร์เข้ามาเสริมทัพ ในน้ำหอมผู้ชายส่วนใหญ่ เรียกว่าแทบจะตัดสินได้ไม่ยากว่ากลิ่นนี้น่าจะมีอารมณ์ Bad Boy แน่ๆ ทั้งโจ่งแจ้งและเนียนๆ แต่ความ Bad Boy มันจำเป็นต้องยืนพื้นที่แค่นี้เหรอ

เช่นนั้น เมื่อพบว่าแบรนด์ Strangers Parfumerie มานำเสนอโทนสไตล์ Bad Boy โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก Bad Boy ต่างๆ ที่ปรากฎในภาพยนตร์ฝรั่งเศสในช่วงปลายยุค 50 พร้อมกับอ้างอิงถึงถนนสายหนึ่งที่มีป้ายว่าติดไว้ว่า Rue des Mauvais Garçon หรือแปลว่า The Street of the Bad Boys ที่อยู่ในย่าน La Marais ที่ทั้งเก๋และชิค เป็น SOHO ของปารีสเลยก็ว่าได้ (ซึ่งในถนนสายนี้มีภัตตาคารที่ชื่อ Les Mauvais Garçons อยู่ด้วย) เช่นนั้น ความเป็น Bad Boy จะมาในรูปแบบไหน ตามต่อกันย่อหน้าถัดไปได้เลย

Les Mauvais Garçons เปิดตัวกับกลิ่นอายโทนเขียวหญ้าแห้ง Hay เด่นมาเลย แต่จะมีความฟุ้งคมเขียวหน่อยๆ ที่ดันกลิ่นเขียวหญ้าแห้งเด่นออกมาจากกลิ่นแนวกิ่งก้านส้ม (Petitgrain) ที่ติด Citrus เปรี้ยวเนียนๆ เคล้ายางไม้ที่มาสายเขียวขมอย่าง Gallbanum แต่เพราะความสมดุลย์ของการปรุงกลิ่นที่จับเอากลิ่นที่ควรจะคมและเด่นเกินหน้าเกินตาอย่างสายฟุ้งเขียว 2 ตัวนี้ให้เป็นตัวสนับสนุน และในเนื้อกลิ่นจะจับต้องได้ถึงโทนติดกึ่งพริกไทยกึ่งเลมอนหน่อยๆ ที่เป็นลักษณะค่อนไปทางยางไม้ด้วยเนียนๆ เลยทำให้หญ้าแห้งเขียวที่มีตัวดันกลิ่นที่ดีให้ฟุ้งออกมาสร้างความเป็นโทนเขียวติดแห้งอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเปิดมากลิ่นจะได้ความแมนเข้ามาแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูพยายามยัดเยียดความแมนในเนื้อกลิ่นแต่อย่างใด และมีลูกเล่นความเขียวที่ติด Classic ก็ได้ Modern ก็ดี

และเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นโทนลาเวนเดอร์ที่มาสร้างอารมณ์ติดนวลติด Herbal สมุนไพรเข้ามาในเนื้อกลิ่น และความคมฟุ้งที่เป็นตัวดันดาราในช่วงแรกเริ่มเบาลงไปตามลำดับ ก็ปูทางเข้าสู่สเต็ปถัดไปที่โทนกลิ่นหญ้าแห้งจะยังคุมโทนเป็นตัวเด่นอยู่ แต่จะมีโทนออกทางเขียวหอมนวลของชา และเขียวติดนวลค่อนไปทางสมุนไพรของลาเวนเดอร์เข้ามาเสริมทัพจนปรับโทนกันซักครู่ แล้วจะเริ่มมีโทนกลิ่นแบบคล้ายควันบุหรี่เข้าทางยาสูบติดควันเข้ามา รวมถึงจะจับต้องได้ถึงกลิ่นค่อนไปทางโทนแป้งทึบหน่อยๆ ซึ่งอารมณ์กลิ่นจะได้ความนิ่งแต่มีเสน่ห์ อารมณ์แบบกลิ่นโทนเขียวเจือสมุนไพรที่แห้งติดผิวแล้วมีกลิ่นควันยาสูบอวลรุมๆ กำลังดี ให้เสน่ห์แบบผู้ชายเท่ห์ๆ มาดร้ายนิดๆ ที่มีกลิ่นน้ำหอมติดเขียวสบายๆ เคล้าติดบุหรี่ติดผิวกายแบบพอเหมาะไม่ได้แบบสิงห์รมควันมาจากไหน ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นจะไม่ได้ดูแบบ Bad Boy แบบขนบกลิ่นที่ต้องมาเด่นมาร้ายดูเพลย์บอยอวลจัดหนักจัดเต็มแต่อย่างใด แต่สามารถเอาอยู่เรื่องกลิ่นที่ให้ความเป็นธรรมชาติแบบผู้ชายได้ดีมากเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของกลิ่นที่อยู่กันไปยาวๆ แน่นอนว่ากลิ่นโทนหญ้าแห้งเขียวยังคงมีอยู่ แต่จะเบาลงไปเหลือเพียงประปรายติดปลายกลิ่น แต่ตัวที่โดดเด่นขึ้นมาเลยคือ Oak Moss ที่จะให้ความเขียวติดเข้มสร้างออร่ากลิ่นติดเท่ห์ๆ ซึ่งจะสนับสนุนด้วยกลิ่นโทนติดแป้งทึบเจือวานิลลาอุ่นเย้าหน่อยๆ และที่สำคัญจะมีกลิ่นอายโทน Incense เนียนๆ เข้ามาสร้างความซับซ้อนในเนื้อกลิ่นให้มีความลึกและมีมิติที่ดึงดูดมากขึ้น โดยที่อารมณ์กลิ่นจะไม่ได้แบบโฉ่งฉ่าง ยังคุมโทนอารมณ์กลิ่นแบบผิวกายที่มีโทนเขียวที่เข้มขึ้นและเจือควันบุหรี่อ่อนๆ อยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายกลิ่นอายผู้ชายตามธรรมชาติที่มีพื้นฐานกลิ่นอายที่สะอาด แต่มีกลิ่นติดโทนน้ำหอมสมุนไพรสบายๆ เคล้ากลิ่นบุหรี่ที่สร้างความแมนแบบกำลังดี ติดแอบแสบห่ามเนียนๆ ที่ยังคุมโทนร่วมสมัยทางกลิ่นได้ลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex ซึ่งผู้หญิงใส่ได้ แต่จะดูออกแนวลุคห่ามๆ บอยๆ อะไรประมาณนี้ แต่ถ้าผู้ชายอันนี้เรียกว่าเข้ากันอย่างแรงเพราะว่ากลิ่นเสริมความเท่ห์ ความ Cool และความในแบบที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูพยายามยัดเยียดกลิ่นร้ายๆ กลิ่นแมนๆ ที่ต้องยั่วและอบอวลฟุ้งกระจาย 3 บ้าน 8 บ้าน แต่ให้ความเรื่อยๆ เสริมบุคลิกเสียมากกว่า (เพราะเสน่ห์ของน้ำหอมไม่ไช่เอากลิ่นมาฆ่าและกลบคาแรคเตอร์ผู้ใช้ แต่ต้องเป็นตัวสนับสนุนที่ดีต่อบุคลิกคนนั้นๆ เพื่อสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวต่างหาก) ซึ่งกลิ่นนี้ใช้ได้เลยครอบจักรวาลยามกลางวันทั้งหมด รวมถึงใส่ยามค่ำคืนแบบสบายๆ ชิลล์ๆ ก็ยังได้ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรี ถ้าไม่เน้นเรื่องปล่อยพลังและต้องโดดเด่นเหนือใคร ใส่ได่สบายมาก

ความทน - กลิ่นทนอยู่ที่ 8 ชม. กำลังดี สูงสุดที่เคยเจอคือ 12 ชม. กับการใช้ที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะผ่อนลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป จนเมื่อผ่านไปซัก 6 ชม. กลิ่นจะเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามขยับเนื้อตัว

สรุป - ใส่กลิ่นนี้แล้วได้อารมณ์เหมือนเป็นผู้ชายใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ และสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนัง นั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงโต๊ะหน้าร้านกาแฟเล่นมือถือหรืออ่านอะไรอยู่ซักอย่างที่ดึงดูดสายตาคนเดินผ่านไปผ่านมาในความลุค Bad & Cool ซึ่งกลิ่นดูเหมือนจะธรรมดา แต่เอาจริงๆ พอมาอยู่บนผิวมันไม่ธรรมดา มันมีเสน่ห์ตามที่ควรจะเป็นและมีความเป็นธรรมชาติของผู้ชายที่เสริมบุคลิคติดห่ามเท่ห์เนียนๆ ได้ดีมากจริงๆ อันนี้ยอม

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.facebook.com/strangersparfumerie

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Guerlain - L'Homme Ideal Eau de Parfum


 Guerlain - L'Homme Ideal Eau de Parfum

จาก L'Homme Ideal ที่นำเสนอกลิ่นอายครีมมี่ เซ็กซี่ และอบอุ่นด้วยโทรอัลมอนด์ ตามด้วย L'Homme Ideal Cologne ที่ให้ความสว่างสดชื่นมีเสน่ห์รองพื้นด้วยอัลมอนด์นวล คราวนี้ก็ได้เวลาของการมาพบกับอีกขั้นของความเข้มข้นในการเป็น Eau de Parfum ของสายนี้กันซะที ซึ่งในรุ่นนี้ Guerlain จะนำเสนอออกมาแบบไหน และต่อยอดความดีงามออกมาเช่นไร ได้เวลามาจาระไนกันดีกว่า

Guerlain L'Homme Ideal EDP เปิดตัวกับความ Spicy ที่ชัดเจนมากกับความเผ็ดปร่าสายเครื่องเทศที่เด่นวูบมาก่อนเลย กลิ่นจะชัดจัดเต็มพอสมควรซึ่งมีลักษณะคล้ายกระวานกึ่งพริกไทยวูบขึ้นมา โดยจะสัมผัสกลิ่นอายแบบขมเจือเปรี้ยวปร่าของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ปลายกลิ่นที่ทำให้มีมิติความสดชื่นบางๆ เจือเข้ามาร่วมด้วย พร้อมจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นออกทางถั่วอัลมอนด์ที่จะแทรกตัวขึ้นมาเนื้อกลิ่นจะมีโทนติดขมปนถั่วที่มีความนวลหวานคลอพร้อมกับกลิ่นลาเวนเดอร์ที่มาสอดรับสร้างความนวลติดโทนแป้งหน่อยๆ ซึ่งเพียงแต่กลิ่นเปิดต้องบอกเลยว่าเรียกร้องความสนใจในการเป็นกลิ่นอายสายเย้าที่ชัดเจนมาก แต่เพียงชั่วครู่มิตรสหายสายเชอร์รี่ก็ได้เวลาเข้ามาสร้างกลิ่นอายที่บางวูบก็อาจจะคล้ายกลิ่นยาแก้ไอหน่อยๆ เพราะความคุ้นชินกับยาแก้ไอกลิ่นเชอร์รี่ แต่ปรับจมูกให้ทำความคุ้นเคยนิดนึงจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความหอมเจือเปรี้ยวอมหวานเฉพาะแบบที่เชอร์รี่สดกึ่งน้ำเชอร์รี่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว และก็สอดรับได้ดีกับโทนอัลมอนด์ที่กลายเป็นกลิ่นอาย Fruity เจือ Nutty ที่มีเสน่ห์มากขึ้นตามลำดับและปูทางเข้าสู่ช่วงกลางต่อไป

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเต็มตัวช่วงนี้เรียกว่าเป็นไฮไลท์ที่ให้ความเซ็กซี่เจ้าเสน่ห์ได้เกินคาดมากกลิ่นไม่ได้ถึงกับครีมมี่นวลแบบตัวต้นตระกูล และก็ไม่ได้สดชื่นแบบตัว Cologne แต่จะค่อนไปทางการเป็นเหล้าเชอร์รี่กึ่งโค้กเชอร์รี่หน่อยๆ ที่จะเป็นตัวเด่นวูบขึ้นมาให้ความกรุ้มกริ่มได้ลงตัวมาก ซึ่งจะมีกลิ่นนวลกุหลาบเนียนๆ ประปราย โดยมีตัวเชื่อมโทนตรงกลางด้วยกลิ่นติดโทนธูปกึ่งติดเปรี้ยวกึ่งปร่า Spicy ที่มีโทนไม้สนหน่อยๆ อารมณ์มาแบบเดียวกับ Frankincense ที่สร้างสร้างมิติน่าค้นหาต่อทอไปยังตัวรองพื้นด้วยกลิ่นโทนถั่วอัลมอนด์ที่นอกจากจะให้ความขมเจือหวานหอมแล้ว ยังเริ่มจับต้องได้ถึงโทนอบอุ่นติดวานิลลาเข้ามาร่วมด้วยมากขึ้นตามลำดับที่จะไม่ได้มีแค่นี้ เพราะเมื่อกลิ่นดำเนินไปพอสมควรจะเริ่มมีโทนกลิ่นออกทางครีมมี่ติดอวลแมนเจือยาสูบปนเขียวหญ้าแห้งเล็กๆ หน่อยๆ ของถั่วตองก้าบีนค่อยๆ แทรกตัวมาเนียนๆ ที่สอดรับพอเหมาะพอเจาะกับอัลมอนด์และวานิลลา รวมถึงจะค่อยๆ เด่นขึ้นเรื่อยๆ ลดทอนความเป็นเชอร์รี่ลงมาแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็กลายเป็นตัวหลักที่คุมเกมในการสร้างเย้ายวนเซ็กซี่อบอุ่นอวลเต็มตัวในช่วงท้าย ที่เชอร์รี่จะลดทอนลงมากลายเป็นสายสนับสนุนสร้างเลเยอร์ฟรุตตี้เย้าๆ อ้อยอิ่งที่ดึงดูดและมีเสน่ห์สะกิดจมูกอยู่เช่นเดิม แต่กลิ่นถั่วตองก้าที่ให้ความอวลอุ่นครีมมี่เจือหวานวานิลลาก็จะมีโทนที่สร้างความเร้าใจในเนื้อกลิ่นขึ้นมาอีกสเต็ปนั่นคือกลิ่นหนังที่จะมาสร้างความรุมๆ เย้าๆ และมีกลิ่นไม้หอมนวลๆ ครีมมี่เข้าร่วมด้วยอย่างไม้จันทน์หอมที่สร้างโทนไม้ติดจืดครีมมี่หอมเนียนๆ รวมถึงยังมีความปร่าติดเครื่องเทศเจือโทนธูปสว่างหน่อยๆ ประปรายในเนื้อกลิ่นอยู่ด้วย ทำให้ช่วงนี้จะเป็นโทนเซ็กซี่เจืออบอุ่นที่มีลูกล่อลูกชนที่ผสมผสานกันเป็นอย่างดี โดยเน้นที่ความอวลที่มีความอบอุ่นเจือเย้าเร้าใจและมีความกรุ้มกริ่มติดปลายกลิ่น ให้ความเซ็กซี่ดึงดูดแบบมีระดับและมีชั้นเชิงแบบที่เบลนด์กลิ่นออกมาได้สมดุลย์และลงตัวมากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป ซึ่งกลิ่นค่อนข้างมาในลักษณะหนุ่มเจ้าเสน่ห์แบบผ่านอะไรมาในระดับหนึ่งแล้วและเรียนรู้ที่จะใช้เสน่ห์ดึงดูดโดยที่ไม่ต้องดูจงใจ แต่กินขาดประมาณนั้น ซึ่งกลิ่นนี้อาจจะไม่ได้เข้ากับยามทางการมากนักเพราะมาสายเย้าเซ็กซี่ แต่ถ้าใส่แบบเบามือก็ถือว่าได้อยู่ นอกนั้นจะใส่แบบทั่วๆ ไปทำงาน Office อะไรแบบนี้ก็ได้หมด จะมีก็แต่การใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ และออกกำลังกายที่ข้ามไปเถอะ เดี๋ยวจุกเอาได้เวลากลิ่นตีขึ้นหนักๆ ส่วนยามค่ำคืนที่เรียกว่าเป็นกลิ่นมีระดับ มีคลาส และมีเสน่ห์ที่ชัดเจนมาก ไม่ได้ตูมตาม แต่เรียกร้องความสนใจได้ดีมาก ซึ่งจัดได้ไม่ว่าจะทั้งออกงานหรือว่าท่องราตรี บอกเลยว่าเอาอยู่

ความทน - ลงตัวกับราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกถ้าจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายเอื้อพอ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กับการใช้งานที่ 5 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่ามาแบบเครื่องเทศเจืออัลมอนด์ฟุ้งๆ เลย แล้วจะลดลงมากระจายดีในช่วงกลาง ก่อนจะผ่อนลงมาเรื่อยๆ จนเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พ้นไปซัก 8 ชม. ถึงเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - เป็นการต่อยอดที่ดีและลงตัวมาก สร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงเป็นลายเซ็นเฉพาะในความเป็น L’Homme Ideal ได้ดีกับการเป็นโทนอัลมอนด์ที่มีเนื้อกลิ่นสื่อสารออกไปในทิศทางเดียวกัน เพิ่มเติมคือความเจ้าเสน่ห์ที่ใส่เข้ามามากขึ้นนี่แหละ L’Homme Ideal EDP ล่ะ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.guerlain.com/.../lhomme-ideal-eau-de-parfum

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Avon - Prima Noir

Avon - Prima Noir

ผ่านการเล่ากลิ่นอายกุหลาบใสๆ ให้อารมณ์สีชมพูอ่อนจากการสร้างสรรค์ของ Avon ในรุ่น Prima มาก่อนหน้านี้พอสมควร กับการเป็น Day Time Scent ที่ใช้ง่ายและเข้าถึงง่ายแบบยังไงก็สวย ก็ได้เวลามาจับต้องกลิ่นอายที่ต่อยอดมาเป็น Night Time Scent กันบ้างอย่าง Prima Noir

ซึ่งกลิ่นจะมาในมุมใด คุมโทนความเป็นกุหลาบอยู่หรือไม่ ว่ากันเลยดีกว่า เพราะกลิ่นออกมาในรูปแบบนี้เลย

แป้งหอมอบอุ่นอวลวานิลลา จะกลายเป็นตัวหลักของน้ำหอมกลิ่นนี้โดยมีกลิ่นอายสายดอกไม้เป็นตัวสนับสนุน ซึ่ง Prima Noir จะเปิดตัวที่กลิ่นอายสายครีมมี่แป้งนวลที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นในช่วง Top Notes เลยซึ่งจะเริ่มที่การเป็นโทนแป้งหอมติดโปร่งเจือเขียวอ่อนๆ ของดอกไวโอเล็ตที่จะมีกลิ่นอายสายฟรุตตี้ผลไม้แฝงอย่างพลัมและความเปรี้ยวเจือขมของกลิ่นแนว Citrus บางเบาซ้อนอยู่ที่ทำให้กลิ่นช่วงนี้จะมีอารมณ์วูบแรกเป็นแป้งโปร่งเจือหอมผลไม้ที่หวานอมเปรี้ยวนัวกันค่อนข้างชัด แต่ในวูบถัดๆ มาจะเริ่มสัมผัสได้มากขึ้นถึงกลิ่นโทนแป้งหอมดอกไม้ขาวที่มีความครีมมี่เสริมขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ช่วงต้นจะได้โทนกลิ่นหลักๆ คือ แป้งหอมครีมมี่นวลเจือผลไม้หวานอมเปรี้ยวเย้าที่ให้ความดึงดูดเย้ายวน แต่สิ่งที่ดีคือ กลิ่นไม่ได้หนักหน่วงหรือมาเพื่อฆ่า เลยให้ความเย้าแบบกำลังดีอารมณ์โทนสีครีมมี่ไล่เฉดจากชมพูไปม่วงพลัมได้ดีเลยทีเดียว

แต่เพราะ Signature ของ Avon คือ โทนดอกไม้ขาว แน่นอนว่าจะต้องมีโทนนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง และก็มาจริงๆ กับการเข้าสู่ Middle Notes ที่จะได้ความเป็นกลิ่นดอกไม้ขาวครีมมี่เคล้าแป้งหอมอวลอุ่นที่มีดอกมะลิเป็นตัวเด่น แต่ในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้เพิ่มถึงกลิ่นที่มีความเป็นดอกไม้ขาวสายข้นคล้ายดอกพุดหรือซ่อนกลิ่นที่เนียนอยู่ด้วย และกุหลาบที่ตามหาก็มีให้สัมผัสได้อ่อนๆ ในช่วงนี้เช่นกัน แต่จะมาแบบเป็นตัวเลเยอร์ให้กลิ่นมีลักษณะออกทางสีชมพูหน่อยๆ เบาๆ ทำให้กลิ่นช่วงกลางมีความเป้นกลิ่นโทนแป้งหอมดอกไม้ขาวที่มีความครีมมี่อวลนวลแต่ยังคุมโทนเฉดสีออกทางนัวของม่วงเหลือบชมพูอยู่เพราะยังจับต้องได้ถึงกลิ่นออกทางพลัมอยู่หน่อยๆ ทำให้มีโทนเย้ากรุ้มกริ่มนิดๆ มีเสน่ห์กำลังดี กลิ่นจะไม่ได้ไปทางสายสว่างนวลแต่อย่างใด แต่เน้นที่ความเย้ายวนอวลหวานครีมมี่กำลังดีแทน ซึ่งกลิ่นอายโทนแป้งในช่วงนี้จะเริ่มมีกลิ่นโทนวานิลลาให้จับต้องได้ด้วย และจะเริ่มเด่นชัดมากขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นตัวเดินกลิ่นหลักในที่สุดของ Base Notes เพียงแต่จะไม่ได้เป็นโทนขนมจ๋าๆ แต่อย่างใด ให้อารมณ์โทนแป้งวานิลลาอบอุ่นนวลหวานเจือความครีมมี่ปนดอกไม้ขาวที่มีลูกผสมของโทน Musky อ่อนๆ ทำให้มีความนวลสะอาดเข้ามาร่วมด้วย กลิ่นจะไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด ให้ความนวลอุ่นที่หวานครีมเข้าถึงง่ายคลอผิว โดยที่ลดทอนความนัวลงมาเป็นโทนกลางๆ ไม่สว่างไป ไม่ดาร์กไป จนกว่าจะจางไปในที่สุด

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้งานตัวนี้ได้สบายมาก ยิ่งถ้าพื้นฐานไม่มายด์กับโทนแป้งหรือโทนครีมมี่ จะยิ่งเข้าถึงได้ง่ายและ Happy ได้เลยทีเดียว โดยสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ก็ยามทางการก็ได้ เพียงแต่จะไม่เข้าทางกับเวลารับแขกบ้านแขกเมืองทางการจัดๆ เท่าไหร่ แต่ถ้าใส่ทำงาน Office หรือใส่เรียน (แบบจำนวนสเปรย์พอเหมาะ) แบบนี้สบายมาก รวมถึงใส่แบบทั่วๆ ไป ออกงาน ก็ผ่านฉลุย จะมีก็แค่ที่ควรข้ามคือการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ และออกกำลังกาย ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานได้เลย เพิ่มสเปรย์หน่อยพร้อมทุกงานได้ไม่ยากและเข้าทางกับชุดสีเข้มได้ดีอีกด้วย แต่สำหรับการใส่เพื่อท่องราตรี เอาจริงๆ กลิ่นนี้ใส่ได้เลยล่ะ แต่เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายโฉ่งฉ่างเท่าไหร่ เลยต้องอัดสเปรย์หน่อย ในการไปสู้กับคนอื่นๆ ที่มาหนักแน่นอวลทั้งหลาย

ความทน - ตีค่าเแลี่ยที่ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ ไปต่อได้อีกถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมราวๆ 8 - 10 ชม. อิงตามสภาพผิวด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาที่ปานกลางซักพัก ก่อนจะกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ พอพ้นซัก 5 - 6 ชม. แล้ว ถึงค่อยๆ เข้าสู่การเป็น Skin Scent

สรุป - ความเด่นของกุหลาบใน Prima ไม่ได้ตามมาเป็นตัวหลักในน้ำหอมรุ่นนี้ แต่ส่งพลัมที่เป็นตัวรองมาแทน ซึ่งก็มาสร้างความนัวให้กลิ่นได้ดีเลยทีเดียว และถึงแม้ว่ากลิ่นจะนำเสนอตัวเองเป็น Night Time Scent แต่บอกเลยว่าใช้ยามกลางวันได้สบายมาก ให้ความครีมมี่โทนสีม่วงที่น่าค้นหาและกรุ้มกริ่มเบาๆ ได้ดีนักแล

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://shopavongh.com/product/prima-noir-eau-de-parfum/


 

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Avon - Velvet

Avon - Velvet

ในแต่ละปีถ้าให้พูดถึงแบรนด์ที่ออกวางจำหน่ายน้ำหอมใหม่ๆ แบบมาให้รึ่ม มาให้เต็มและมาให้เยอะ หนึ่งในนั้นต้องมี Avon รวมอยู่ด้วยเป็นแน่แท้ เพราะช่วงหลังๆ Avon ออกน้ำหอมรัวสุดจริงจังมากในแต่ละปี เช่นในปี 2018 ตลอดปีก็ล่อเข้าไปราวๆ 40 รุ่นกว่าๆ เลย แต่เห็นออกน้ำหอมเยอะๆ แบบนี้แต่ละรุ่นต่างมีความเป็น Avon ที่น่าสนใจและใช้ง่ายเข้าถึงง่ายอยู่เป็นทุนเดิมแน่นอน

และในปี 2018 ท่ามกลางน้ำหอมมากมายของแบรนด์ ก็มีน้ำหอมรุ่นนึงที่โดดเด่นออกมาจนได้รับคำชื่นชมล้นหลามไม่น้อยเลย กับการนำเสนอกลิ่นโทนกุหลาบ พิมเสน และ Fig ที่ให้โทนสีแดงกำมะหยี่ เช่นนั้นมาทำความรู้จักและเรียนรู้กลิ่นกันดีกว่าว่ามีดีอย่างไร กับรุ่นนี้เลย Velvet

เปิดต้นกลิ่นความเป็นสีแดงที่ติดออกทางเหลือบค่อนไปม่วงก็ชัดเจนออกมาทันที เพราะกลิ่นที่ได้จะมีเลเยอร์ความใส ความหวาน ความนวล และความอวลที่ซ้อนกันกับการเล่นโทนสีแดงแบบแดงอ่อนอย่างราสเบอร์รี่ที่จะมีความหวานหอมอมเปรี้ยวนิดๆ ตามติดด้วยเปรี้ยวอมหวานหอมแบบเฉดสีแดงเข้มของทับทิมที่จะให้ความเปรี้ยวติดกึ่งทึบกึ่งใส มีความปร่าเย้าดึงดูดหน่อยๆ และมีกลิ่นกุหลาบที่ออกทางกุหลาบแดงติดแยมเล็กๆ ที่มาสร้างความนวลเจือเปรี้ยวอมหวาน แถมได้กลิ่นออกทางคล้ายหนังที่มีความขมเจือหวานลึกกึ่งเครื่องเทศหน่อยๆ ที่ให้โทนสีแดงเข้มลึกอย่างหญ้าฝรั่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยความอวลติดปร่าเจือครีมมี่ Milky ที่เป็นลักษณะกลิ่นของลูกมะเดื่อฝรั่ง (Fig) ซึ่งบอกเลยว่ากลิ่นเปิดคือการเล่นโทนสีแดงที่ไล่เฉดไปยังม่วงกับมิติกลิ่นของผลไม้และกุหลาบที่ซ้อนและสนับสนุนกันอย่างดี และแอบจับได้ถึงกลิ่นปร่าซ่าหวานระเรื่อของพิมเสนนิดๆ เสียด้วยกลิ่นเลยมีความหรูหราเคล้าจริตกรุยกรายเล็กๆ ที่ดึงดูดกันตั้งแต่ต้นเลย

ช่วงกลางก็เป็นอีกหนึ่งในไฮไลต์ของน้ำหอมที่จะชูโรงความเป็นกุหลาบติดแยมเย้ายวนหอมนวลเปรี้ยวอมหวานที่ชัดเจนมาก เพราะกลิ่นโทนผลไม้ในช่วงต้นจะกลายเป็นตัวสนับสนุนแทนที่ ซึ่งแน่นอนว่าความครีมมี่ของ Fig ยังชัดเจนอยู่ และมีกลิ่นออกทางติดขนมหน่อยๆ แนวๆ วานิลลาเคล้ากลิ่นแป้งหอมอัลมอนด์ติดดอกไม้ซึ่งเป็นลักษณะกลิ่นของดอกเฮลิโอโทรเป้ เลยทำให้ช่วงนี้อารมณ์กลิ่นจะคาบเกี่ยวความเป็นกุหลาบแยมติดหวานอมเปรี้ยวปลายกลิ่นด้วยโทนผลไม้เคล้าขนมหวานหอมเจือครีมมี่ Fig แบบไม่หนัก มีความอวลลึกขมปนหวานเย้าของหญ้าฝรั่นและมีความระเรื่อกรุยกรายพลิ้วๆ ของพิมเสนที่ชัดเจนมากขึ้น เรียกว่ากลิ่นมีความพอเหมาะพอดีแบบไม่หนักไปและไม่เบาไป ให้ความเป็นสีแดงเข้มเหลือบม่วงค่อนไปทางสีเลือดหมูแบบกำมะหยี่ที่หรูหรามีระดับชัดเจนมาก ซึ่งกลิ่นจะดำเนินไปยาวพอสมควรจนกลิ่นในช่วงกลางค่อนๆ ผ่อนลงมาเรื่อยๆ และแทนที่ด้วย Musk ที่กลายมาเป็นตัวเด่นแทนในช่วงท้ายโดยจะให้โทนสะอาดนุ่มนวลผ่อนจากความหวานนุ่มครีมมี่หอมเปรี้ยวอมหวานในช่วงกลางมาเป็นสายนวลสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย และช่วงนี้นอกจาก Musk พิมเสนก็ยังไม่หนีไปไหน ให้ความระเรื่อเจือสะอาดหวานอ่อนๆ คลออยู่ตลอด บางวูบในช่วงนี้จะได้โทนกุหลาบเจือกลิ่น Fig ที่ลดความครีมมี่เป็นกลิ่นออกทางไม้หอมที่เนียนๆ อยู่ในความเป็น Musky ในช่วงนี้พอให้รู้สึกได้ถึงความเป็นสีแดงนวลนุ่มอารมณ์ Velvet ได้อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าช่วงทางหรือกลิ่นสายมินิมัลที่มาแบบเรียบหรูสะอาดและเข้าถึงง่ายเต็มๆ นั่นแล

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยเรียนมหาลัยก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้สบายมาก กลิ่นมีความกลางๆ กำลังดีให้อารมณ์กรุยกรายแบบมีจริตได้แบบไม่หนักหน่วง จึงเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป จะมีก็แต่การใส่ออกกำลังกายที่ให้ข้ามไปจะดีกว่า ไม่เข้าทางซักนิด ส่วนยามค่ำคืนอัดเสปรย์หน่อยออกงานได้สบายมาก รวมถึงท่องราตรีก็ใส่ไปได้อยู่ แต่อาจจะไม่ได้จัดจ้านในย่านนั้นนัก ถ้าเจอกลิ่นหนักๆ อวลๆ แรงๆ จากคนอื่นมากลบ

ความทน - ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีไปต่อได้อยู่บ้างจนถึง 8 ชม. ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมรวมถึงถ้าสภาพผิวเอื้อด้วยอาจจะอยู่กันต่อได้อีกพอสมควร

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วผ่อนลงมาปานกลางซักพัก เมื่อพ้นไปซัก 3 ชม. เริ่มจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวหอมกุหลาบหวานขนมครีมมี่กลางๆ แล้วจะเป็น Skin Scent ให้โทนสะอาดเจือกุหลาบเคล้าพิมเสนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

สรุป - ไม่แปลกใจว่าทำไมโดดเด่นมากในปี 2018 และมีแต่คนชม เพราะกลิ่นมีลูกเล่นและความหรูหราในโทนสีแดงไล่เฉดไปม่วงได้ดีมาก โดยที่คุมสมดุลย์ทางกลิ่นให้มีความกลางกำลังดี และผสมผสานความเป็นกุหลาบ พิมเสน และ Fig ได้ลงตัวมากจริงๆ ถือเป็นหนึ่งในกลิ่นเพชรเม็ดงามของ Avon นอกเหนือจากสายดอกไม้ขาวได้เลย

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pinterest.com/pin/303007881176065875/

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Tom Ford - Ombre Leather (2018)

Tom Ford - Ombre Leather (2018)

เมื่อปี 2016 การเปิดตัวหนึ่งใน Private Blend Collection ของ Tom Ford กับกลิ่นอายความเป็นหนังในรุ่น Ombre Leather 16 ถือว่าสร้างความน่าสนใจมากว่าจะฉีกตัวเองออกจากร่มโพธิ์ดังของแบรนด์อย่าง Tuscan Leather ได้ขนาดไหน ซึ่งก็ได้สร้างอัตลักษณ์ความเป็นโทนหนังที่แม้จะมีรากฐานกลิ่นที่เป็นแนวเดียวกับรุ่นดัง จนหลายๆ คนอาจจะเรียกว่า Tuscan Leather Ver.2 แต่ก็เดินฉีกไปทางกลิ่นอายสายหนังเท่ห์ๆ เด่นเสียมากกว่า (จากที่ได้เทสส่วนตัวแบบผ่านๆ)

แต่พอในปี 2018 การประกาศของแบรนด์ที่จะมีการ Re-Release ตัวเดิมแยกเอาความเป็น Ombre Leather ออกมาเป็นหนึ่งใน Signature Collection ปกติ โดยที่ Ombre Leather 16 เองก็ยังวางจำหน่ายอยู่เรื่อยๆ (อาจจะจำหน่ายจนกว่าจะหมด หรือไม่ก็ควบ 2 สายแบบนี้ไปเรื่อยๆ) และเมื่อได้มาใช้งานจนตกผลึกได้ที่ ก็ได้เวลาของการเล่ากลิ่นแล้วล่ะ

บอกก่อน - เนื่องจากเคยผ่านการลอง Ombre Leather 16 มาแบบผ่านๆ เลยจะไม่ได้มีการเปรียบเทียบความแตกต่าง เน้นการเล่ากลิ่นที่ Ombre Leather (2018) นี้เพียงอย่างเดียว

การเปิดตัวค่อนข้างจะบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่า Center Note ที่จะอยู่กันตั้งแต่ต้นยันจบไม่หนีไปไหน โดยจะเปิดด้วยกลิ่นหนังที่มีลูกเล่นซ้อนจากโทนสดชื่นแบบประปรายกำลังดีซ้อนไปกับกลิ่นหวานเผ็ดเย้าของเม็ดกระวานสร้างความปร่า Spicy ให้จับต้องได้แบบที่มาเต็มกันก่อนในวูบแรกแล้วจะผ่อนลงมาสร้างความหวานเผ็ดเย้าเนียนๆ รวมถึงมีกลิ่นออกทางเขียวเจือเมทัลลิคหน่อยๆ ของใบไวโอเล็ตคลอไปกับกลิ่นโทน Citrus ติดขมที่สร้างความเป็นโทนบรรยากาศ คลอกับกลิ่นหนังได้เป็นอย่างดีร่วมด้วย ทำให้ความรู้สึกภาพรวมจะเหมือนอยู่ในร้านเครื่องหนังชั้นดีที่กลิ่นจะไม่ได้ออกทางสาบหนังจัดๆ แต่เป็นกลิ่นหนังที่ให้ความอวลกำลังดีเจืออากาศเย็นๆ บรรยากาศสดชื่นอ่อนๆ ได้น่าสนใจมาก ซึ่งเมื่อกลิ่นดำเนินไปซักครู่ จะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนดอกไม้ขาวอ่อนๆ เข้ามาสร้างความหอมนวลระเรื่อทีละนิดๆ ทำให้กลิ่นเริ่มมีมิติระเรื่อนวลเข้ามาร่วมด้วย

การปูทางเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเริ่มที่โทนหนังจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีมิติกลิ่นให้จับต้องได้แบบเวลาที่เราได้กลิ่นแจ็คเกตหนังชั้นดีหลังจากสวมลงไป ผสมผสานกับกลิ่นหอมระเรื่ออ่อนๆ จากมะลิเบาๆ กลิ่นปร่าเย้ายวนของกระวานอ่อนๆ เคล้ากลิ่นอวลผิวกายเนียนๆ กลิ่นหนังจะมีความ Smoky กำลังดี มีความดิบแบบสาบปลุกเร้า Animalic ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ดิบห่ามจัดจ้าน เพราะต้องยกให้กลิ่นมะลิและกลิ่นที่ตามมาจากช่วงต้นที่เกลาให้กลิ่นมีความสมูธมีระดับและมีความ Cool ชัดเจน โดยที่คุมโทนการเป็นกลิ่นหนังที่มีระดับแบบไม่ต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่ให้ความเป็นกลิ่นหนังที่มีเสน่ห์และเท่ห์ โดยมีความเรียบหรูแทรกซึมให้จับต้องได้ตลอด ซึ่งกลิ่นจะดำเนินไปพอสมควรความอบอุ่นติดไม้หอมแห้งหน่อยๆ จะเริ่มเด่นชัดขึ้น และมีกลิ่นระเรื่อออกทางพิมเสนหน่อยๆ เข้ามาทำให้กลิ่นหนังมีมิติกลิ่นที่ลุ่มลึกมากขึ้น โดยที่กลิ่นหนังจะมีโทนออกทางไม้หอมแห้งๆ มาตีคู่แบบที่สมดุลย์กำลังดี แบ่งพาร์ทกันได้อย่างน่าสนใจ เพราะกลิ่นที่ได้รับจะได้ความเป็นหนังคลอกับไม้หอมแห้งๆ อบอุ่น มีความอวลรุมๆ ติดโทนแอมเบอร์หน่อยๆ และมีกลิ่นออกทางคล้ายหมึกกับความเขียวเข้มๆ ของ Oak Moss ให้รู้สึกได้อยู่ตลอด อารมณ์กลิ่นช่วงนี้แอบมีพื้นฐานที่คล้ายรุ่น Tuscan Leather อยู่พอประมาณ แต่ก็ไม่ได้มีลูกเล่นของกลิ่นราสเบอร์รี่ที่ทำให้มีลูกเล่น Fruity แต่อย่างใด ทำให้กลิ่นมีเส้นทางการเดินไปในอารมณ์แบบสวมแจ็คเกตหนังแล้วกลิ่นกายกับกลิ่นเสื้อแจ๊คเกตเบลนด์ไปด้วยกันอย่างลงตัว สร้างมิติกลิ่นหนังอุ่นอวลมีเสน่ห์ที่ทันสมัยเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ซึ่งกลิ่นหนังมีความกลางๆ ในการใช้งานไม่ว่าจะเพศไหนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเน้นกลิ่นหนังสายเท่ห์อันนี้บอกเลยว่าตอบโจทย์ ซึ่งกลิ่นนี้เข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม เพราะถ้ามากไปอาจจะเป็นร้านเครื่องหนังเดินได้เอาเสียเปล่าๆ ซึ่งใส่ได้ทั้งทางการและทั่วๆ ไป เน้นแบบเท่ห์ขรึมสมาร์ท หรือว่าจะไม่ทางการแต่ใส่เสื้อหนังเท่ห์ๆ พร้อมขี่ฮาร์เล่ย์อะไรประมาณนี้ก็ได้ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายจะดีที่สุด เพราะกลิ่นอาจจะตีขึ้นจนตึ้บได้ ส่วนยามค่ำคืน บอกเลยว่าจัดไป เพิ่มสเปรย์หน่อยสู้กับคนอื่นได้สบาย

ความทน - อันนี้ต้องบอกว่ายอดเยี่ยม เพราะว่า 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ อาบน้ำไปแล้วยังติดผิวเบาๆ อยู่ เรียกว่าของเขาดีจริงๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นและอยู่กันพอสมควร ก่อนจะลดลงมาเป็นปานกลางซักพักใหญ่ พอพ้นไปซัก 4 ชม. ถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ จนเมื่ออยู่ไปถึง 12 ชม. ถึงค่อยๆ เป็น Skin Scent

สรุป - อีกหนึ่งกลิ่นหนังที่สร้างอารมณ์เท่ห์ๆ กับการสวมแจ็คเกตหนังมาดขรึมมีเสน่ห์ได้ดีมาก ฉีกออกจาก Tuscan Leather ได้อย่างดี และคุมโทนกลิ่นหนังที่มีระดับได้อย่างชัดเจนกันยาวๆ เรียกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่การปรับมาสู่สายปกติทำให้การเข้าถึงใช้สอยถอยมาครองได้ง่ายมากขึ้น เพราะสาย Private Blend ราคาโหดไม่น้อยเลย

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ถือเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.artpartner.com/artists/film-print/anthony-cotsifas/archive/story/tom-ford-ombre-leather/


 

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Tom Ford - Private Blend: Patchouli Absolu

Tom Ford - Private Blend: Patchouli Absolu

Patchouli หรือพิมเสน ถือเป็นอีกหนึ่ง Note กลิ่นอมตะคลาสสิคนิรันดร์กาลที่มีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก และฮิตมากในช่วงยุค 70 ที่กลิ่นอายสร้างความหรูหราก็ได้ น่าค้นหาก็ดี เก๋ไก๋ Earthy สไตล์โบฮีเมี่ยนก็สามารถ ดาร์กดิบก็ชัดเจน เย้ายวนเซ็กซี่ก็มาเต็ม เรียกว่าสามารถแปรผันไปได้ตามการปรุงของสุคนธกรเลยทีเดียวในการสร้างสรรค์กลิ่นอายสไตล์พิมเสนว่าจะชี้นกเป็นนก หรือชี้ไม้เป็นไม้อย่างไร ซึ่งเห็นได้จากน้ำหอมทั้งสาย Niche และสาย Designer ทั้งปกติและ Exclusive ที่ต่างก็มีกลิ่นพิมเสนเป็นหนึ่งในรุ่นน้ำหอมให้เห็นเสมอ

แล้ว Tom Ford ที่เอาความเป็นพิมเสนมาชูโรงล่ะ จะทำออกมาอย่างไร เพราะมีทั้งไลน์ปกติอย่าง White Patchouli (ที่ผ่านการเล่ากลิ่นไปนานมากแล้ว) กับสาย Private Blend ที่เจาะจงการนำเสนอพิมเสนแบบ Absolu จะแตกต่างหรือมีสไตล์ที่ฉีกออกมาจากพิมเสนแบรนด์อื่นๆ หรือไม่ ว่ากันที่การเล่ากลิ่นต่อที่อีกย่อหน้าได้เลย

เปิดตัวมางวูบแรกความเป็นพิมเสนที่มีความใสเจือหวานระเรื่อและมีลูกเล่นของกลิ่นไม้หอมพุ่งขึ้นมาให้สัมผัสได้ก่อนเลยในชั่ววินาทีแรก ซึ่งก็จับต้องได้เต็มๆ ว่าเป็นกลิ่นแนวสารหอมที่เป็นลูกผสมพิมเสนใสๆ สะอาดๆ เจือไม้ซีดาร์โปร่งๆ ที่เป็นลักษณะสารหอมที่ให้ความเป็นสายพิมเสนติดสะอาดอย่าง Clearwood วูบขึ้นมาก่อน ตามติดมาด้วยกลิ่นอายพิมเสนติดโทน Earthy หวานสมุนไพรติดโทนแห้งแบบเต็มๆ โดยมีความปร่าอะโรม่ากึ่งเมนทอลเจือมินต์อ่อนๆ ของโรสแมรี่และหอมติดเขียวปร่าของใบกระวานที่สร้างความวิบวับและความรื่นรมย์ในกลิ่นแบบเป็นตัวสนับสนุนชั้นดี เนื้อกลิ่นให้โทนสีน้ำตาลสบายตาและแอบสดชื่นอ่อนๆ อยู่ตลอด เรียกว่าในช่วง 5 - 10 นาทีแรก เปิดมาก็สร้างความรื่นรมย์ทางกลิ่นได้อย่างลงตัว และแน่นอนว่าถ้าผู้ใช้เป็นคนชอบโทนพิมเสนบอกเลยว่า “โดนตก” แน่นอน

เมื่อกลิ่นเริ่มมีโทนติดเขียวเข้มดาร์กค่อยๆ เสริมเข้ามา พร้อมกับกลิ่นออกทางดินๆ กึ่งไม้หอมที่เริ่มมีความหนาของกลิ่นมากขึ้น ความใสความอะโรม่าในช่วงแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายสายดาร์กแบบค่อนเป็นค่อยไป แต่ไม่นานก็เข้าช่วงกลางของน้ำหอมที่ตอนนี้พิมเสนจะเริ่มมาเปลี่ยนโทนในการสร้างอารมณ์กลิ่นมากขึ้นเพราะมีโทนเข้มๆ กึ่งอับไม้กึ่งดินที่เป็นลักษณะกลิ่นอายของ Cypriol ที่เป็นพืชชนิดนึงที่มีหัวเล็กๆ ใต้ดินแบบหัวแห้วหมู และมีกลิ่นติดเขียวเข้มค่อนดาร์กกึ่งหมึกแบบ Oak Moss ที่เป็นตัวเสริมทำให้กลิ่นมีความเป็นพิมเสนที่กรุยกรายมากขึ้นและมีอารมณ์ติด Classic หน่อยๆ เข้ามาร่วมด้วย (ออกแนว Tribute แนวทางกลิ่น Traditional Patchouli เล็กๆ) แต่ก็ไม่ได้เด่นเป็นนัยยะสำคัญอะไร ให้มิติที่สร้างความซับซ้อนในกลิ่นมากกว่า รวมถึงจะจับได้ถึงกลิ่นอายไม้หอมติด Smoky ที่เสริมโทนกลิ่นให้รู้สึกดาร์กเข้าไปอีกขั้นจากไม้ Guaiac ที่จะได้อารมณ์ติดควันไม้สีเข้มกึ่งหนังหน่อยๆ ซึ่งทุกอย่างจะส่งเสริมและสอดรับกันได้อย่างดี สร้างกลิ่นอายพิมเสนที่มีความดิบดาร์กซับซ้อนแบบที่ไม่ได้ถึงกับดิ่งมากจนยากคาดเดา แต่คุมความสมดุลย์พอเหมาะพอเจาะกำลังดีสร้างออร่ามาดนิ่งแต่ชวนเชิญเย้ายวนแบบมีชั้นเชิงเสียมาก จนเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงโทน Musky ที่ค่อนไปทางกลิ่นหนังกลับเจือโทน Musk นวลครีมอ่อนๆ เสริมข้นมาเรื่อยๆ กลิ่นก็เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงท้ายตามลำดับ ซึ่งจะหลายเป็นช่วงที่พิมเสนจะให้ความเรื่อยๆ มาเรียงๆ คลอกลิ่นแบบ On Top ให้จับต้องได้อารมณ์เริ่มกลับมามีความเป็น Clearwood ที่ชัดเจนขึ้น โดยมีลักษณะกลิ่นที่เป็นพิมเสนกึ่งสะอาดและกึ่งสมุนไพรหน่อยๆ แต่สัมผัสรองลงไปจะมีความเป็นไม้แห้งๆ ที่มีความเขียวแห้งกึ่งยาสูบเจือครีมมี่หน่อยๆ ลักษณะแบบถั่วตองก้าที่มาเสริมให้กลิ่นมีความหนาอยู่ แต่ไม่ได้ถึงกับทึบตึ้บ รองพื้นด้วยกลิ่นแบบหนังกลับสะอาดๆ ที่มีลูกเล่นซ่อนของกลิ่นหนังปกติบางๆ เนียนอยู่ ให้ความเย้ายวนมีเสน่ห์แบบที่ไม่ได้โฉ่งฉ่าง แต่ให้ความหรูหรามีคลาสและมีความเซ็กซี่เนียนๆ แฝงอยู่ตลอดอย่างมีชั้นเชิงปิดท้ายกันยาวๆ ไปจนกว่ากลิ่นจะพอใจในการหมดฤทธิ์ไปเอง

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน กลิ่นมีความกลางๆ มากพอ และปล่อยเสน่ห์ได้ดีไม่ว่าจะเพศไหน ที่จะให้ความดึงดูดและหรูหรา ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปแบบวางตัวดี ซึ่งกับอากาศร้อนๆ เบาสเปรย์ลงหน่อยจะดีมาก เพราะกลิ่นจะสร้างเสน่ห์ที่ลงตัวและพอเหมาะ แต่ถ้าแบบใส่ไปเที่ยวทะเล สายลุย หรือว่าใส่นุ่งผ้าขาวม้าอยู่กับบ้าน รวมถึงใส่ออกกำลังกาย อันนี้ไม่ผ่าน เพราะกลิ่นไม่ได้เข้าทางแม้แต่นิดเดียว ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานหรือท่องราตรีแบบมีระดับ บอกเลยจำนวนสเปรย์ดีมีชัยไปกว่าครึ่งได้ไม่ยาก แถมแตกต่างจากสายอวลอื่นๆ อีกด้วย

ความทน - มากกกกกกก เรียกว่า 12 ชม. กลิ่นยังคงอยู่อย่างงามๆ ไม่หนีไปไหน และยาวไปต่อได้อีกจนกว่าจะพอใจ หรือโดนอาบน้ำล้างตัวไปแล้ว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีเสมอต้นเสมอปลายมากๆ และมีความเสถียรแบบที่คุมได้ดีทุกช่วงเลย จะมีแต่เมื่อผ่านไปราวๆ 6 ชม. กลิ่นจะลดลงมากระจายปานกลางไปเรื่อยๆ แล้วพอพ้น 10 ชม. ก็ออร่ารอบๆ ตัวกันยาวไป และตีขึ้นให้รับรู้อยู่ตลอด

สรุป - Patchouli Absolu สื่อสารกลิ่นอายพิมเสนได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นยันจบเป็น Center Note ที่โดดเด่นมากและให้อารมณ์ไล่เรียงกันไปตามแต่ละช่วงของน้ำหอมที่มีความแตกต่างกันในการนำเสนอโทนพิมเสนได้อย่างน่าสนใจมาก และเนื้อกลิ่นมีความ Modern ชัดเจนมาก โดยที่สร้างความดึงดูดเย้ายวน ดาร์กน่าค้นหา และหรูหรามีเสน่ห์อย่างมีระดับจริงๆ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ถือเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fenwick.co.uk/beauty/fragrance/mens-fragrances/patchouli-absolu-eau-de-parfum-50-ml/2500001138712.html


 

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Pacifica - French Lilac

Pacifica - French Lilac

จากความชอบส่วนตัวในการผสมกลิ่นโน้นนี้ สู่การต่อยอดในชีวิตเพื่อเรียนทางด้านกลิ่นและอะโรม่าเธอราพีที่มาจากธรรมชาติจนจบ สร้างเสริมประสบการณ์ สปช. ให้ชีวิตแบบเอาดีทางนี้จริงๆ ของ Brook Harvey Taylor และได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์น้ำหอมจากชายฝั่งตะวันตกที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิค จนได้มาเปิดเป็นแบรนด์ออกมาและนั่นก็คือ Pacifica

โดยแบรนด์มี Concept ที่ตรงไปตรงมาในการสร้างสรรค์น้ำหอมโดยเน้นที่ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติเป็นสำคัญ และไม่ได้เน้นการตลาดที่ทุ่มเม็ดเงินเพื่อให้เป็นที่รู้จัก แต่ใช้วิธีการบอกต่อๆ ของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งก็ได้ผลดีเสียด้วย จนทุกวันนี้ Pacifica เองได้เติบโตและมีมากกว่าน้ำหอม ทั้งเทียนหอม Body Care และ Make-up Line ที่ต่างก็ได้รับความนิยม เช่นนั้น เมื่อได้มารู้จักแบรนด์นี้ มีหรือที่จะพลาดกลิ่นน้ำหอมที่น่าสนใจ เช่นนั้นก็มาเจอกันหน่อยกับกลิ่นแรกของแบรนด์ที่ได้ลองนั่นก็คือ French Lilac

เปิดตัวกลิ่นที่ถ้าดมแบบไม่ได้เจาะลึกว่ามีกลิ่นอะไรบ้างสิ่งที่ได้คือ อารมณ์กลิ่นแบบไลแลคที่มาเต็มทุกสโตรก จะได้ความเป็นแป้งติดน้ำผึ้งที่หวานและมีความรวยรินของมะลิเจือๆ ที่จะมีโทนตุ่ยๆ เจือเขียวสดชื่นติดชื้นๆ ตามธรรมชาติได้ชัดมากถึงมากที่สุด แบบที่ให้อารมณ์เหมือนยืนงงในดงไลแลครอบตัว เพราะมาเต็มมากถึงมากที่สุดกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าคนที่ไม่ชินอาจจะตึ้บเอาได้เพราะกลิ่นมันแน่นอวลเลยทีเดียว แต่ถ้ามาเจาะลึกกันหน่อย ต้องเรียกว่าเป็นการผสมผสานกลิ่นที่ลงตัวด้วยกลิ่นอายสายดอกไม้ที่สนับสนุนกันเป็นอย่างดีในการสร้างกลิ่นไลแลคที่เข้มข้นออกมาได้มากขนาดนี้ ซึ่งแน่นอนในนี้มีไลแลคอยู่แล้ว แต่เสริมด้วยกลิ่นโทนเขียวติด Stem เมือกๆ ที่ให้โทนเขียวกึ่งน้ำลายเล็กๆ ของไฮยาซินท์ และกลิ่นติดสดชื่นอมเปรี้ยวของแมกโนเลียที่ให้ความสว่างในกลิ่น พร้อมกับกลิ่นอวลๆ ติดโทนกึ่งมะลิกึ่งกระดังงาที่ให้ความอวลหวานเข้ามาเสริมกับกลิ่นอายติดน้ำผึ้งเดิมของไลแลคเข้าไปอีก ซึ่งถือว่าสร้างสรรค์กลิ่นออกมาจากการผสมผสานได้น่าสนใจมากจริงๆ และได้อารมณ์กลิ่นที่เป็นสีม่วงไลแลคชัดเจนในความรู้สึกจริงๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วง Dry Down ที่จะเป็นช่วงกลางไปท้าย จะเริ่มจากความเป็นไลแลคจะลดทอนความสดชื่นติดชื้นลง โดยยังมีความเขียวสไตล์ไฮยาซินท์และความหวานอวลของกระดังงาอยู่ และกลิ่นโทนที่มาสอดรับความเป็นกลิ่นอายหวานอวลสีม่วงคือดอกเฮลิโอโทรเป้ที่จะให้ความเป็นกลิ่นอายโทนแป้งกึ่งอัลมอนด์เข้ามาร่วมด้วย แต่สิ่งที่ดีคือ กลิ่นไม่ได้ไปสายแป้งจ๋าๆ นัก ยังคุมโทนได้ดีในการเป็นกลิ่นอายดอกไม้มากกว่าจะเป็นแป้งดอกไม้ได้อยู่ เพราะมีกลิ่นออกทางผลไม้ที่ค่อนไปทางพีชติดฉ่ำหวานกึ่งน้ำผึ้งของลูกท้อ เลยทำให้กลิ่นมีลูกเล่นในความเป็นไลแลคที่ติดหวานผลไม้เจือน้ำผึ้งใสๆ ที่หวานรื่นรมย์เลยทีเดียว จนเมื่อกลิ่นเขียวๆ ของไฮยาซินท์และความอวลกระดังงาจางไป กลิ่นที่รองพื้นจะชัดเจนมากว่าเป็นวานิลลาแบบสาย Soft ที่มาสอดรับกับความเป็นไลแลคที่ลดทอนความหวานลงมากลายเป็นหวานรื่นรมย์ระเรื่อๆ ทำให้ช่วงท้ายอารมณ์จะได้แบบอากาศดีๆ แล้วกลิ่นหวานหอมของไลแลคลอยมาให้ได้รับกลิ่นตามลมแบบพลิ้วๆ โดยไม่ได้ดูเป็นการไปยืนในดงไลแลคที่อัดแน่นแบบในช่วงแรกแล้ว กลิ่นจะให้อารมณ์หวานที่ผ่อนคลายสบายๆ คลอผิวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปตามเวลา

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยตั้งแต่มัธยมขึ้นไปก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้แล้ว เพราะกลิ่นมาสายดอกไม้แบบติดสดชื่นและหวานมีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่ต้องเบามือนิดนึงเพราะไม่งั้นจะมึนตึ้บเอาได้ช่วงแรกจัดเต็มจริงๆ ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป กลิ่นให้ความไร้เดียงสาหน่อยๆ ก็ได้ หรือจะได้จริตความเป็นผู้หญิงหวานหอมก็ได้ แต่ให้ตัดการใส่ไปออกกำลังกายจะดีที่สุด กลิ่นไม่ได้มาสายนี้นัก ส่วนยามค่ำคืนแม้ว่าจะใส่ท่องราตรีได้ถ้าอัดสเปรย์ไป แต่อาจจะสู้กับสายหวานอวลขนมต่างๆ ได้ยากหน่อย แต่ถ้าใส่เพื่อความหวานอะโรม่าแบบน้อยสเปรย์จะให้ความหวานหอมน่ารักได้ดีมากเลย

ความทน - เกินคาด เพราะคาดไว้ว่าไม่น่าเกิน 4 ชม. แต่เอาจริงๆ ยาวไปถึง 8 ชม. ได้ไม่ยากเลย กับการใช้ที่ 5 สเปรย์ ซึ่งก็อิงสภาพผิวและจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่าตึ้บได้เลยเพราะในความหวานถ้ามาแบบจัดเต็มอาจจะทำเอามึนๆ ได้ แล้วจะลดลงมากระจายดีซักระยะ ก่อนจะดรอปลงไปเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านไปซัก 3 ชม. ก่อนที่จะเป็น Skin Scent หอมระเรื่อตีขึ้นยามขยับร่างกายกันยาวๆ

สรุป - เป็นไลแลคที่ซื่อตรงมาก เพราะตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อมในการนำเสนอกลิ่นไลแลคแต่อย่างใด อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบเลย และมาเต็มม๊ากมาก ซึ่งถ้าพื้นฐานใครที่ชอบไลแลคเป็นทุนเดิม กลิ่นนี้สามารถทำให้ฟินได้เลย แต่ถ้าไม่ชินเพราะดอกไม้ชนิดนี้ไม่ได้มีในไทย อาจจะต้องเรียนรู้กันหน่อยก็เท่านั้นเอง

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pacificabeauty.com/products/french-lilac-spray-perfume


 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Creed - Original Santal

Creed - Original Santal

เพราะ Creed ทำน้ำหอมผู้ชายออกมาส่วนใหญ่จะให้อารมณ์ที่มีความเป็นคุณชายเป็นพื้นฐานเสมอไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม ซึ่งต่างก็มีความดีงามและเป็น Top Hit ติดลมบนมาอย่างยาวนานและน่าจะยาวต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีพื้นฐานของการเป็น Daily Scent ที่ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย โดยยังมีมาดมีคลาสอยู่ตลอด แล้วถ้าจะต้องหันมามองว่ามี Creed กลิ่นไหนที่ให้อารมณ์คุณชายอยู่แล้ว แต่เสริมเอาความลั่นล้าและเจ้าเสน่ห์ที่นอกจาการเป็นโทนใช้กลางวันที่ดีแล้ว ยังเป็นโทนที่ใส่ไปเรียกเรตติ้งช่วงกลางคืนได้อย่างลงตัวอีกด้วยล่ะ

ก็ต้องหันมามองที่รุ่นนี้เลย Original Santal ที่ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นจากไม้จันทน์หอมจากแดนอินเดีย ซึ่งจะตอบโจทย์ความเป็นเจ้าเสน่ห์อย่างไรนั้น ว่ากันได้ตามนี้เลย

เปิดตัวกลิ่นด้วยโทน Fresh Spicy ของขิงที่จะเด่นออกมาให้ความปร่าติดเผ็ดเจือหวานปลายกลิ่นที่จะมีกลิ่นติดอับแบบสไตล์พืชที่เป็นหัวเหง้าใต้ดินเล็กๆ ให้จับต้องได้ในความเป็นธรรมชาติของกลิ่น และจะมีกลิ่นปร่าเผ็ดคมหน่อยๆ ของเม็ดผักชีเจือความเขียวกึ่งซ่าออกแนวโทนคล้ายเหล้าจินหรือจูนิเปอร์เบอร์รี่ที่เป็นตัวเสริมให้กลิ่นมีความคมขึ้นมาอีกระดับ แต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงเพราะเนื้อกลิ่นมีโทนเครื่องเทศติดโทนอุ่นหวานอย่างอบเชยเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งพออบเชยมาเจอกับกลิ่นสาย Citrus อย่างเลมอน บางวูบจะได้โทนกลิ่นติดโทนผลไม้ที่กึ่งราสเบอร์รี่ที่ค่อนข้างชัดเลยทีเดียว โดยที่จะมีกลิ่นเปรี้ยวติดหวานปลายกลิ่นของเลมอนสอดรับให้มิติความสดชื่นในเนื้อกลิ่นติดกรุ้มกริ่มแบบมีระดับ ได้ความรู้สึกสีแดงแบบเรียบหรูมีระดับติด Nice ในเนื้อกลิ่นมาชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเลย

จนเมื่อผ่านไปไม่นานช่วงกลางก็มาและจะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นติดนวลสะอาดมีความปร่ากึ่งสมุนไพรเล็กๆ ของลาเวนเดอร์ที่จะเสริมเข้ามาให้พื้นกลิ่นมีความนวลหอมมีเสน่ห์ติดผ่อนคลาย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโดดจนกลายเป็นอะโรมาเธอราพีมาจากไหน เพราะกลิ่นสายแต่แน่นอนว่าเลเยอร์ช่วงบนของกลิ่นจะยังมาครบทุกอย่าง และมีพรรคพวกสายปร่าติด Spicy เข้ามาร่วมด้วยอีกหนึ่งโทนนั่นคือ เพพเพอร์มินต์ ที่จะได้อารมณ์กึ่งมินต์เขียวกึ่งพริกไทยหน่อยๆ ที่สร้างความปร่าเย้าดึงดูดกำลังดี และมีความซ่าที่ผนวกเข้ากับกลิ่นมินต์ได้ดีเข้ามาเสริมอย่างกลิ่นโทนจูนิเปอร์เบอร์รี่ที่ให้อารมณ์แบบเหล้าจินปร่าติดเขียวเนียนๆ ในเนื้อกลิ่น ทำให้กลิ่นจะได้อารมณ์กึ่งฟรุตตี้ที่มีความหวานโปร่งออกแนวเครื่องดื่มสีแดงเล็กๆ ที่มีความาปร่าซ่าเจืออบอุ่นติดหวานแหลมเล็กๆ เป็นเลเยอร์กลางเชื่อมกับความนวลเย้าเจือสะอาดมาดคุณชายที่รองพื้นกลิ่นอยู่ ซึ่งกลิ่นจะได้อารมณ์ออกทางเซ็กซี่เย้ายวนแบบมาดดีปนลั่นล้าได้อย่างลงตัวมาก จนเมื่อจับต้องกลิ่นโทนไม้หอมที่ออกทางนวลติดจืดหอมหน่อยๆ พระเอกของงานก็มาแล้วกับไม้จันทน์หอมที่จะเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันสร้างความดึงดูดปนเย้ายวนออกทางติดสว่างมีระดับเข้ามา และก็เป็นตัวที่เปิดทางเข้าสู่ช่วงท้ายที่เรียกว่ายังคุมโทนได้ดีในความ Aromatic ของกลิ่นที่มีความอวลกำลังดี และจับต้องได้ถึงกลิ่นแนวอบอุ่นเนียนๆ อยู่ได้ตลอดจากโทนกลิ่นแนวถั่วตองก้าบีนที่ให้โทนกึ่งวานิลลากึ่งเชอร์รี่ปนยาสูบที่แอบมีอบเชยตามมาหน่อยๆ ปลายกลิ่น โดยจะมีกลิ่นไม้หอมขรึมๆ ปนจืดหอมนวลจืดที่เป็นลูกผสมระหว่างไม้ซีดาร์และไม้จันทน์หอมมาเป็นลูกค่สร้างอร่าที่มีระดับและมีเสน่ห์เย้ายวนแบบมีมาด และที่สำคัญจะหนีไปไหนไม่ได้ Signature ของ Creed จะต้องมีความนวลเนียนติดเค็มบางๆ มีเสน่ห์ของกลิ่น Ambergris หรืออำพันปลาวาฬที่มีคุณภาพดีรองพื้นให้ความเย้าอวแบบผิวกายติดเค็มตามธรรมชาติอ่อนๆ เข้ามาร่วมด้วย โดยทั้งหมดจะชูโรงกลิ่นไม้จันทน์หอมให้เด่นออกมาพอสมควรแบบได้กลิ่นเป็นความรู้สึกแรกแล้วจะตามด้วยความอวลเจือปร่าอ่อนๆ เคล้ากลิ่นผลไม้จางๆ ให้ความรู้สึกเจ้าเสน่ห์แบบมีระดับ โดยคุมโทนสีออกทางแดงที่ปล่อยเสน่ห์แต่มีความนวลเนียนรองพื้นให้รู้สึกได้ ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นคลอผิวกันยาวๆ ไปในการเป็น Original Santal ที่สร้างออร่ากลิ่นสายกรุ้มกริ่มแบบคุณชายได้ลงตัวมากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็ใส่ตัวนี้ได้แล้ว เนื้อกลิ่นแม้จะมาสายเย้ายวนติดกรุ้มกริ่มแต่ก็ไม่ทิ้งมาดคุณชายสาย Nice ที่เป็นออร่ากลิ่นในสไตล์ Creed แต่อย่างใด ซึ่งกลิ่นนี้เรียกว่าครอบจักรวาลพอสมควรในการใช้งานช่วงกลางวัน ไม่ว่าจะใส่แบบทางการหน่อยๆ ออกงาน หรือใส่ทั่วๆ ไปได้หมด จะมีก็แต่ออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ แบบสาย Adventure ที่จะไม่เข้าทาง ที่สำคัญกลิ่นนี้เข้ากับการใส่ยามกลางคืนได้ดีมาก เพราะดึงดูดความสนใจได้ดีไม่พอ ยังให้ออร่ามีระดับได้ดีจริงๆ

ความทน - ลงตัวที่พื้นฐานกับ 8 ชม. สบายมาก แถมยังลากยาวไปต่อได้อีก ซึ่งส่วนตัวเจอสูงสุดถึง 12 ชม. ได้สบายมากกับการใช้ที่ 5 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แต่ไม่ได้บาดหนักหน่วงเพราะมีความสมดุลย์ในเนื้อกลิ่นที่ลงตัวมาก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางกันยาวๆ ไป จนถึงช่วงท้ายที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว จนเมื่อพ้นซัก 10 ชม. จะลงมาเป็น Skin Scent ในที่สุด

สรุป - แน่นอนว่าตัวนี้ถือเป็นน้ำหอมสายกลิ่นอายกรุ้มกริ่มเย้ายวนที่มีสไตล์คุณชายรองพื้นที่ดีอีกหนึ่งกลิ่นในความเป็น Creed ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพกลิ่นมีความดีงามสมฐานะ แต่ถ้ามองในแง่ราคาที่อาจจะแตะเพดานสูงไป ตัวเลือกที่ใกล้เคียงอย่างเช่น Montblanc - Individuel ก็สามารถเป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยเหลือในเรื่องการเงินได้ เพียงแต่กลิ่นอาจจะไม่ได้นวลเนียนหรูหราเท่ากับ Creed ก็เท่านั้นเอง

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://creedboutique.com/products/original-santal


 

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: 100 Bon - Davana & Vanille Bourbon

100 Bon - Davana & Vanille Bourbon

เมื่อครั้งที่ได้เห็นว่า 100 Bon เอากลิ่นอายที่เป็นสายสมุนไพรติดเขียวปนหวานมีวูบกลิ่นผลไม้ของ Davana (วงศ์เดียวกับโกฐจุฬาลัมพา) กับกลิ่นโทน Oriental ที่มาสายอบอุ่นมาเจอกัน ถึงกับต้องหยุดคิดเลยว่าโทนกลิ่นจะออกมาในรูปแบบไหน และคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะต้องออกมาในรูปแบบกลิ่นขนม เช่นนั้น เลยทำให้คว้าแบบในทันที ไม่ลองด้วยนะ เพราะเน้นความตื่นเต้น และคิดว่ากลิ่นนี้น่าจะเสริมความลั่นล้าได้ แต่พอใช้จริงล่ะ

ตึ่งโป๊ะ! พลิกเกมกันเลยทีเดียว (และเป็นตัวอย่างที่ดีที่ถ้ามีโอกาสลองควรจะลองและซึมซับก่อน) แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใดๆ เพราะ Davana & Vanille Bourbon มาในรูปแบบออกทางโทนผลไม่นำเด่นเป็นสง่ามาเลย และมาแบบกลิ่นไม่ได้เป็นสายฉ่ำ เพราะในเนื้อกลิ่นมีโทนสมุนไพรติดเขียวแห้งๆ เจืออยู่ตลอดเวลา ทำให้การเปิดตัวจะได้อารมณ์แบบกลิ่นสมุนไพรแห้งรสผลไม้ที่มีความหวานอมเปรี้ยวปลายและลึกพอสมควร ซึ่งเป็นลักษณะกลิ่นของ Davana โดยจะมีกลิ่นอายแบบลูกพรุนที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานเย้า และกลิ่นลิ้นจี่ที่เปรี้ยวหอมค่อนไปทางจืดคลอไปอย่างน่าสนใจไม่น้อยเลย

และเมื่อกลิ่นอายความหวานเริ่มมีโทนไม้หอมโปร่งๆ เข้ามาเสริมโทนความแห้งในเนื้อกลิ่นมากขึ้น กลิ่นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นลูกครึ่งระหว่างโทนไม้หอมปร่าอ่อนๆ โปร่งๆ สไตล์ไม้ซีดาร์ตีคู่กับโทนกลิ่นของ Davana พร้อมลูกคู่ที่ยังให้ความเป็นสมุนไพรแห้งๆ กลิ่นผลไม้อยู่ แต่จะมีความกึ่งนวลกึ่งหวานเย้าดอกไม้บางๆ เข้ามาร่วมด้วยแนวๆ คล้ายโทรกุหลาบ กลิ่นเลยจะมีลูกเล่นเนียนๆ แฝงอยู่ จนเมื่อผ่านไปซักระยะจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความอวลอ่อนๆ นวลๆ เบาๆ ของวานิลลาที่มาแบบ Lite Version ที่เข้ามาร่วมแจม ทำให้เลเยอร์กลิ่นจะไล่จากกลิ่นผลไม้หวานอมเปรี้ยวแห้งๆ เจือไม้หอมรองพื้นด้วยอวลอ่อนๆ กรุ่นรุมๆ เบาๆ คงตัวในการเข้าสู่ช่วงท้ายแบบที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไ/ปจากช่วงกลางเท่าไหร่ แต่จะมีความอวลรุมๆ ติดผิวที่ชัดเจนมากขึ้นจากวานิลลาและมีกลิ่นออกทางพิมเสนสะอาดๆ เรื่อๆ ติดสมุนไพรหวานอ่อนๆ เนียนๆ อารมณ์กึ่งยาสมุนไพรเล็กๆ ที่เริ่มเข้ามาแทนที่กลิ่นผลไม้แห้งๆ สมุนไพรของ Davana ที่เหลือเพียงบางๆ ประปราย ทำให้ช่วงท้ายอารมณ์กลิ่นจะได้วานิลลาอ่อนๆ สบายๆ เบาๆ ติดโทนสมุนไพร Earthy ติดเปรี้ยวหอมแห้งๆ อ่อนๆ หวานหน่อยๆ ปลายกลิ่นติดผิวไปเรื่อยๆ ในสไตล์ Whispering Scent จนจางไปตามเวลา

เหมาะสำหรับ - Unisex เลยเข้าได้กับทุกเพศ ซึ่งถ้าพื้นเพชอบกลิ่นโทนผลไม้เปรี้ยวอมหวานอยู่แล้ว จะอินกับกลิ่นนี้ได้ไม่ยาก ซึ่งสามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังอยู่แล้ว จะเอาไปใส่ออกกำลังกายยังได้เลย ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่เพื่อความผ่อนคลายสบายใจแบบชิลล์ๆ ดีกว่า เพราะกลิ่นนี้ไม่ควรใส่ไปท่องราตรี เพราะคนอื่นที่มาสายแรงๆ ทั้งหลายจะกลบเรามิดแบบ 100%

ความทน - ราวๆ 4 - 6 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบที่ 2 ชม. อิงตามสภาพอากาศ สภาพผิวกายผู้ใช้ และจำนวนสเปรย์ ต่ำสุดในการใช้งานที่เคยเจอก็ 4 ชม. สูงสุดกับการอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันก็ 8 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 8 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีปานกลางในตอนต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไวพอสมควรและลากยาวไปซักราวๆ 2 - 3 ชม. ก่อนจะกลายเป็นรุมๆ ติดผิว เข้าทางกลิ่นอายสายเบาๆ กระซิบๆ ขยับเนื้อตัวจะมาให้รับรู้จนค่อยๆ จางไป

สรุป - หนึ่งในกลิ่นวานิลลาที่มีความแตกต่าง เพราะไม่หนัก ไม่ขนม ไม่แป้ง จะให้ความรุมๆ เบาๆ สบายๆ ชูโรงกลิ่นโทนสมุนไพรรสผลไม้ได้อย่างน่าสนใจ และมีความ Unique แบบที่เน้นมุ้งมิ้งกับตัวเองไดดีลงตัวไม่น้อย แม้ว่ากลิ่นจะไม่ได้ทนมากนัก แต่พกไปเติมระหว่างวันเพื่อเพิ่มความสดใส เรียบง่ายและเรียบหรู ก็เป็นทางเลือกอีกทางที่ดี

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/100-Bon/Davana-Vanille-Bourbon-44800.html