วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Evody Parfums - Note de Luxe

Evody Parfums - Note de Luxe

เริ่มต้นที่คำโปรยในการเป็นที่มาที่ไปของกลิ่นที่เล่าแบบสั้นๆ ว่า กลิ่นนี้เปรียบเสมือนเป็น “การแต่งงานกันระหว่างตะวันตกกับตะวันออกที่ลงตัวและประสบความสำเร็จมาก” ซึ่งเพียงแค่นี้ก็เรียกความน่าสนใจได้อย่างมากเลยทีเดียวว่าเนื้อกลิ่นจะให้ความหอมออกมาในลักษณะไหน เลยถือเป็นฤกษ์งามยามดีในการกลับมาเจอกับแบรนด์ Evody Parfums ในการซึมซับกลิ่นอายหอมๆ อีกครั้ง กับกลิ่น Note de Luxe (และน่าจะมีครั้งต่อๆ ไปอีกมากเพราะแบรนด์ทำกลิ่นได้ดีจริงเชียว)

สำหรับ Note de Luxe เองก็เป็นหนึ่งใน Collection Premiere ที่ดึงเอาไฮไลต์ของการใช้ชีวิตในช่วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัยเด็ก ช่วงเวลาที่มีความรัก การมีลูก และช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตอื่นๆ มาแปลงสู่การเป็นกลิ่นอายที่สร้างความเหนือกาลเวลาในการสื่อสารให้ผู้ใช้งานได้รับรู้และประยุกต์ใช้ ซึ่งถ้าเดาก็คาดว่ากลิ่นนี้น่าจะบ่งบอกถึงการแต่งงาน เช่นนั้นมาว่ากันเรื่องกลิ่นดีกว่าว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

วูบแรกของกลิ่นมาก็บอกทิศทางของกลิ่นได้ชัดเจนเลยว่า “แป้ง” มาสายนี้แน่นอน เพราะมีความชัดเจนในทุกสโตรกของเนื้อกลิ่นเลยว่ามีความเป็นโทนแป้งที่นุ่มนวลสูงมาก และสปอยกันก่อนเลยว่าในตลอดทุกช่วงกลิ่นจะมีโทนแป้งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานให้จับต้องได้ตลอดอีกด้วย ซึ่งในช่วงต้นความเป็นโทนแป้งจะเปิดตัวที่ โทน Citrus วูบมาก่อนกับการเป็นกลิ่นอายค่อนไปทางบรรยากาศเสียมากกว่า โดยที่ความเป็น Citrus แม้จะไม่ได้เด่นจัดจ้าน แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่ชัดเจนในการทำให้โทนแป้งที่ติดอบอุ่นหน่อยๆ รองพื้นอยู่มีมิติโทนสดชื่นเสริมอยู่ประปรายตลอด ซึ่งจะมีความติดขมปร่าอมเปรี้ยวนิดๆ ของมะกรูดฝรั่งที่มีความเป็นโทน Citrus สดใสแต่มาแบบเบาๆ ของเลมอน ที่มาให้รู้สึกสักครู่ก่อนที่จะเริ่มเปลี่ยนโทนไปสู่การเป็นโทนแป้งเต็มตัวในช่วงต่อไป 

ช่วงกลางจะเป็นการลดทอนความเป็น Citrus ในช่วงแรกมาเป็นหนึ่งในสายสนับสนุน แต่จะเพิ่มเอาความเป็นดอกไม้มาเสริมให้มีมิติโรแมนติคเข้ามามากขึ้น ซึ่งเมื่อเจาะกันในความเป็นโทนแป้งจะมี 3 มิติให้รู้สึกได้คือ ความเป็นแป้งฝุ่นที่มาจากไอริส ความเป็นแป้งกึ่งอัลมอนด์มีลูกเอื้อนติดขมหน่อยๆ ที่มีเสน่ห์ที่น่าจะมาจากถั่วตองก้า และโทนแป้งนวลอบอุ่นที่มาจากวานิลลา ซึ่งทั้งหมดนี้จะโดนผสมผสานกลิ่นอายโรแมนติคนวลๆ ของกุหลาบ และมะลิที่ให้ความนวลหวานระเรื่อ สร้างกลิ่นโทนแป้งหอมดอกไม้ที่อบอุ่น และมีลูกเอื้อนบรรยากาศสดชื่นคลอๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งตรงนี้แหละที่ให้อารมณ์การเจอกันของตะวันออกในสาย Oriental และตะวันตกที่เป็นโทนแป้งดอกไม้แกม Citrus ที่โรแมนติคมาก

เมื่อกลิ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยโทนแป้งเริ่มมีความอบอุ่นมากขึ้น และความเป็นแป้งวานิลลาเริ่มเด่นกว่าโทนแป้งอื่นๆ ก็จะเป็นการเข้าช่วงท้ายเต็มตัว ซึ่งความเป็นแป้งยังคงชัดเจน มาหมดทั้ง 3 สไตล์ แค้ให้วานิลลาเป็นตัวเมน โดยจะมีเนื้อกลิ่นแนวยางไม้ที่มีความปร่าหน่อยๆ และมีลูกโทน Citrus เข้ามา ซึ่งกลิ่นจะมีความระเรื่อหวานพิมเสนที่ให้ความปร่าหวานอ่อนๆ เข้ามาประปรายสร้างความรื่นรมย์ผ่านกลิ่น ซึ่งถือเป็นการปิดท้ายดวยความละมุนที่มีมิติทั้งนุ่มนวล หวานอบอุ่น ระเรื่อรื่นรมย์ และมีความสดชื่นบางๆ แฝงได้ลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่อาจจะไพล่ไปทางผู้หญิงอยู่มากกว่าหน่อย แต่ยังไงผู้ชายก็ใส่ได้สบายมาก เพราะเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นนุ่มนวลรื่นรมย์แบบที่เข้ากับผู้ชายด้วยเช่นกัน โดยสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ให้ข้ามการใส่เพื่อออกกำลังกายหรือกิจกรรมลุยๆ จะดีที่สุด เพราะเนื้อกลิ่นไม่ได้ Match กับ Activity แบบนี้เท่าไหร่ ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานหรือว่าโรแมนติคนี่เข้าทางทุกประการจริงๆ  

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบราว 2 ชม. ขึ้นอยู่กับสภาพผิวผู้ใช้และจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้นราวๆ 5 - 10 นาที ก่อนที่จะลดทอนลงมากระจายดีต่อเนื่องไปอีกราว 1 ชั่วโมง แล้วจึงเป็นปานกลางไปเรื่อยๆ จนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 4 ก็จะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ก่อนปิดท้ายด้วย Skin Scent เมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 7 - 8 ชม.

สรุป - ส่วนตัวถือว่ากลิ่นนี้คือโทนแป้งดอกไม้อบอุ่นที่มีความหอมละมุนและโรแมนติคชัดเจนมาก โดยที่ไม่จำเป็นต้องประโคม ต้องเล่นใหญ่ หรือพยายามใส่ความเยอะสิ่งหวือหวาลงไป แต่ให้ความไปโทนสว่างแกมนุ่มนวลแบบสบายจมูกในลักษณะเข้าทางโทนสีครีมแกมเอิร์ธโทนได้ลงตัว ถือเป็นอีกกลิ่นในสายโทนแป้งที่ทำออกมาได้ดีและให้ความสบายใจในการใช้งานได้ครบถ้วนจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.evodyparfums.com/note-de-luxe

 

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Memo Paris - Ocean Leather

Memo Paris - Ocean Leather

จากการไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ แล้วมาเชื่อมโยงในการสร้างสรรค์กลิ่นหนังที่ผนวกเอากับกลิ่นในความทรงจำของสถานที่นั้นๆ มาต่อยอดเข้าด้วยกันจนกลายเป็น Collection: Cuirs Nomades ที่สร้างสรรค์ความงามทางกลิ่นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในแต่ละกลิ่นก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเป็นของตัวเองที่สื่อสารสภาพแวดล้อมที่แฝงความเป็นหนังได้น่าสนใจมาตลอด

และในปี 2020 อีกหนึ่งกลิ่นที่ปล่อยออกมารวมอยู่ใน Collection นี้อย่าง Ocean Leather ก็ทำเอาแปลกใจไม่น้อยว่าจะออกมาในลักษณะไหนกับการผสานกลิ่นหนังกับทะเล หรือว่าจะมาในสายแบบโจรสลัด หรือเอาความเป็น Animalic ของโทน Ambergris มาเจอกับหนัง ซึ่งพอได้อ่านที่มาที่ไปคราวนี้ว่ากันแบบกลางมหาสมุทรและมีความเกี่ยวข้องกับวาฬ ซึ่งก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นที่ไหน คิดไปคิดมา ดูน่าสนใจ ลองเลยดีกว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งสิ่งที่ได้สัมผัสก็คือ

กลิ่นเปิดคือกลิ่นทะเลที่ค่อนข้างมีความแท้ทรูในเนื้อกลิ่นสูงมาก อารมณ์แบบที่เราได้กลิ่นลมทะเลเวลาที่เราล่องเรือหรือว่านั่งเรือไปเกาะกลางทะเลซักแห่ง โดยที่เนื้อกลิ่นจะมีโทน Citrus ที่กำลังดีให้ความเปรี้ยวสดชื่นประปราย และมีความเป็นกลิ่นติดกึ่ง Aquatic หน่อยๆ กึ่งแตงกวาที่ทำให้นึกถึงใบไวโอเล็ต เคล้ากลิ่นสมุนไพรเขียวนวลๆ ที่ทำให้เนื้อกลิ่นโทนทะเลไม่ได้มีกลิ่นออกแนวแบบคาวเกลือ คาวสาหร่าย หรือกลิ่นที่พยายามใส่ความเป็นโทน Aquatic จนทำให้มีความเป็นน้ำทะเลแบบจงใจสไตล์ Mass ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีและสร้างความเป็นธรรมชาติในเนื้อกลิ่นได้ลงตัว แม้ว่าจะตะหงิดๆ ว่ากลิ่นแบบนี้คุ้นๆ ถ้าคมกว่านี้หน่อยนะ Acqua di Gio เอาได้เลยนะนั่น

เมื่อโทนกลิ่นมีการแท็กทีมกันเป็นอย่างดี และเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้ามาสู่ช่วงกลาง ตอนนี้จะได้ความรู้สึก 2 แบบที่ผสมผสานกัน คือ กลิ่นอายน้ำทะเลที่ไม่คาว แต่ไม่ถึงกับสะอาด อารมณ์แบบให้กลิ่นทะเลที่ค้างในจมูกโดยมีความเค็มหน่อยๆ ให้รู้สึก กับกลิ่นโทนที่เป็นลูกผสมระหว่างกลิ่นสมุนไพรที่มีความเขียวอ่อนๆ แกมนวล มีความปร่าสะอาดหน่อยๆ และมีกลิ่นที่ออกทางทางยางไม้ที่มีความปร่าแบบสนไพน์แกมพริกไทย แต่มีความเปรี้ยวเจือๆ เคล้ากับกลิ่นไม้ซีดาร์ที่ให้ความโปร่งขรึมๆ กำลังดี พอทั้ง 2 โทนผสมผสานกันเลยได้อารมณ์แบบไม้หรือถังไม้ที่ลอยในทะเล ได้ความรู้สึกแบบผ่อนคลายก็ได้ จะมี Feel แบบ Cast Away หน่อยๆ ก็ใช่อยู่ แบบที่ยังมีความสะอาดสดชื่นและเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่มีอะไรมาเป็นตัวบาดจมูกหรือคมแปลบแต่อย่างใด

เมื่อทุกอย่างเริ่มเปิดทางให้จมูกได้รับกลิ่นหนังที่มาแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะมาแบบเป็นกลิ่นหนังที่มีความสะอาดติดกลิ่นเอกลักษณ์ที่เป็นสาบหนังอ่อนๆ ที่ทำให้มีความดิบเบาๆ น่าค้นหา จนกลายเป็นตัวเด่นในช่วงท้ายของน้ำหอม ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีลูกผสมโทนหนัง โทนไม้หอมจากซีดาร์ในช่วงกลางที่ตามมา + หญ้าแฝกที่มาให้ความเป็นไม้แห้งๆ ติดดาร์กนิดๆ ซึ่งกลิ่นจะมีความกลมกล่อมกำลังดีแกมปร่าเผ็ดนวลอ่อนๆ ของเม็ดจันทน์เทศที่เป็นตัวเกลากลิ่น ทำให้มิติในการรับกลิ่นจะไล่เรียงจากกลิ่นทะเลอ่อนๆ ที่ตามมาจากช่วงกลาง เคล้ากลิ่นไม้หอมปร่าแห้งๆ ตามด้วยหนังแกมหญ้าแฝกน่าค้นหาเบาๆ ถือว่าเป็นการปิดท้ายกลิ่นที่จับคู่กันระหว่างหนังและกลิ่นโทนทะเลได้ลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นมีความเข้าถึงง่าย ใช้ง่าย แบบเป็นโทนที่มีความ Summer แบบเรียบหรูแกมสบายๆ เลยเข้าได้กับทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย เรียกว่าครอบจักรวาลเลยก็ย่อมได้ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นมาสายสบายๆ ผ่อนคลายมากกว่าจะเอาไปปล่อยพลังซูเปอร์ไซย่ารอบทิศ เพราะยังไงก็สู้โทนหวานแน่นไม่ได้แน่นอน

ความทน - เฉลี่ยแตะที่ 8 ชม. ได้สบายๆ แต่อาจจะมีบวกลบอยู่บ้างก็ว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้เป็นสำคัญ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาเป็นปานกลางไปราวๆ 3 ชม. แล้วจะกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 6 - 8 แล้วจะเป็น Skin Scent กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปในที่สุด

สรุป - เอาจริงๆ กลิ่นอยู่ระหว่าง Acqua di Gio ตัวปกติ กับ Profumo แบบที่ให้เนื้อกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นข้อดีที่เอาความเข้าถึงง่ายมานำเสนอแบบที่ใครได้กลิ่นก็ชอบได้ไม่ยาก + กับการทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติมีความเป็นทะเลสดชื่นเจือหนังที่ลงตัว เลยทำให้กลิ่นนี้เป็นอีกหนึ่งที่ให้นิยามได้เลยว่า “เป็น Niche แบบใช้ง่าย” และสุดท้าย ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับวาฬ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.memoparis.com/products/ocean-leather-eau-de-parfum

 

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Bottega Profumiera - Galantuomo

Bottega Profumiera - Galantuomo

ถ้ามองแบบผิวเผินในสไตล์แบบ Designer Brand ที่เวลาจะสร้างกลิ่นสุภาพบุรุษขึ้นมา ก็จะกำหนดทิศทางตามเทรนด์ นำเทรนด์ หรือว่าเซทภาพผู้ชายแบบที่ใครๆ ก็อยากเป็นค่อนข้างชัดเจนจนเห็นภาพก่อนที่จะทำกลิ่นออกมาสอดรับ และปล่อยออกมาวางตลาด แต่ในฝั่งของแบรนด์ Niche Perfume อาจจะมีความแตกต่าง อาจมีที่มาที่ไปจากบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ที่อาจจะเป็นทั้งไอดอล หรือบุคคลในครอบครัวที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำกลิ่นอายสุภาพบุรุษออกมา ซึ่งก็อาจจะมีบ้างที่มโนขึ้นมาแบบสาย Designer แต่อย่างน้อยก็เชื่อได้ได้ว่าความเป็นสุภาพบุรุษมันต้องมีความดีงามในระดับหนึ่งที่ไม่ได้ยากในการเลือกใช้งาน

และแบรนด์อิตาลีอย่าง Bottega Profumiera ก็มีกับเขาด้วย แต่มีที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์กลิ่นจากคุณพ่อและคุณปู่ของสุคนธกร ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริงให้เห็นเชิงประจักษ์ในชีวิตจนมาสร้างสรรค์กลิ่นเพื่ออุทิศให้แก่ทั้ง 2 คน เช่นนั้นความเป็นสุภาพบุรุษผ่านกลิ่นที่แบรนด์นี้สร้างสรรค์จะออกมาในรูปแบบไหน ใช้แล้วก็เล่าออกมาได้ตามนี้

Galantuomo เปิดต้นกลิ่นมาได้ชวนประทับใจไม่น้อยเพราะว่าเนื้อกลิ่นจะให้อารมณ์ส้มที่ติดหวานเครื่องเทศที่มีลูกผสมระหว่างการเป็นชะเอมกับโป๊ยกั๊ก นั่นคือ เทียนสัตตบุษย์ หรือ Anise ซึ่งความหวานโปร่งระเรื่อของ Anise จะมาตัดทอนความเปรี้ยวของส้มออกไปจนทำให้ส้มแสดงความหวานที่ติดกลิ่นเอกลักษณ์ของส้มออกมาได้อย่างพอเหมาะ โดยเนื้อกลิ่นจะมีความปร่าซ่าอ่อนๆ แกมสมุนไพรนิดๆ คลอให้รับรู้อยู่ตลอดคิดว่าน่าจะมาจากแนวๆ กานพลูแบบที่ให้ความเบาๆ มากกว่าจะมาแบบเผ็ดซ่าหนักๆ ทำให้ช่วงต้นถือเป็นลูกผสมที่ลงตัวในการเป็นโทน Citrus คิเเครื่องเทศหวานโปร่งรื่นจมูก และมีความปร่าหน่อยๆ ที่สร้างความแมนแบบกำลังดีที่ไม่ได้จงใจเกินไปได้ลงตัว

การปรับโทนเข้าสู่ช่วงกลางเรียกว่า เอาช่วงต้นมาทั้งหมดแต่เพิ่มเติมความหวานโปร่งแกมไม้หอมระเรื่อที่มีกลิ่นออกทางถั่ว Nutty หน่อยๆ เสียมากกว่า ซึ่งจะจับกลิ่นได้แบบแบ่งออกเป็น 3 เลเยอร์เลยคือ 1. ส้มหวานโปร่งๆ 2. เครื่องเทศที่ตอนนี้จะชัดเจนแล้วว่านอกจาก Anise แล้ว ก็มีชะเอมเข้ามาร่วมด้วย แถมยังมีอบเชยที่มาแบบเบาๆ ให้ความหวานอุ่นโปร่งๆ ที่ไม่หนัก โดยจะมีความปร่าเครื่องเทศ 2 สเต็ปที่จับต้องได้คือ ความปร่ากานพลูที่มีความหวานเผ็ดโปร่งของขิงเข้ามาเสริมด้วย และ 3. โทนยางไม้ที่ให้ความเผ็ดอ่อนๆ แกมไม้หอมที่เป็นหญ้าแฝกที่ให้อารมณ์ไม้หอมกึ่งถั่วๆ ทำให้เมื่อผสมผสานกันแล้ว สอดรับกันได้เป็นอย่างดีในการให้โทนหวานอวลโปร่งๆ เครื่องเทศที่มีความอบอุ่นกำลังดี มีความแมนน่าค้นหากำลังงาม ซึ่งยืนยันกันตรงนี้เลยว่าช่วงนี้ให้อารมณ์สุภาพบุรุษที่มีความอบอุ่นแกมหวานที่มีความ Classic หน่อยๆ Smart ก็มาแน่ล่ะ และสุดท้ายมีความ Nice อบอุ่นได้เหมาะสมมาก อันนี้ต้องยอมเลยว่าปรุงกลิ่นได้เห็นภาพในการใช้งานได้ชัดเจนจริงๆ 

เมื่อเนื้อกลิ่นลดทอนความหวานโปร่งเครื่องเทศลงตามลำดับ แต่มีตัวเด่นอย่างวานิลลาที่มาแบบเบาๆ Lite Version เข้ามาเสริมทัพ + ความเป็นไม้หอมแห้งๆ ของหญ้าแฝกที่สะอาดๆ แกมกลิ่นปร่าเบาๆ ของยางไม้ที่มีลูกโทนติดพริกไทยเล็กๆ ที่น่าจะเป็น Frankincense ที่ชัดขึ้น โดยมีกลิ่น Oak Moss ที่ให้อารมณ์เขียวขมอ่อนๆ ทำให้กลายเป็นกลิ่นไม้หอมแกมวานิลลาเบาๆ ที่มีกลิ่น Earthy เรื่อๆ ที่ให้อารมณ์กลิ่นสะอาดติดหวานแต่มีความสุภาพบุรุษแกม Classic บางๆ รองพื้น ซึ่งเป็นการปิดท้ายที่ให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึกแต่มีความ Nice ให้จับต้องได้ตลอด

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้งานกลิ่นนี้ได้สบายมาก ซึ่งจะสร้างออร่าสุภาพบุรุษหวานโปร่งอบอุ่นที่ลงตัวเลย กับการใช้งานยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งก็ยังได้ แต่ถ้าใส่ออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ น่าจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงาน โรแมนติค หรือทั่วไปก็ลงตัวหมด จะมีก๋แต่ใส่ไปท่องราตรีที่เบาไปถ้าจะต้องไปสู่กับโทนหวานแน่นทั้งหลาย

ความทน - กลิ่นทนลงตัวที่พื้นฐานกับ 8 ชม. กำลังดี มีบวกลบอยู่บ้างราวๆ 2 ชม. ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. เป็นเรื่องปกติในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และคงตัวยาวไปราวๆ 2 ชม. ได้เลย โดยไม่ทำให้อึดอัด ก่อนที่จะลดลงมาเป็นปานกลางไปจนถึงประมาณชั่วโมงที่ 5 แล้วจะผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว แล้วจะเป็น Skin Scent ชัดเจนเมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 8 ชม.

สรุป - ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูแรงบันดาลใจของสุครธกรในการปรุงกลิ่นนี้ ก็เห็นภาพเลยว่าทั้งคุณปู่และคุณพ่อของสุคนธกรต้องเป็นสุภาพบุรุษที่หวานอบอุ่นและมีความใจดี และมีความสมาร์ทเป็นที่ตั้งแน่นอน เพราะเนื้อกลิ่นให้อารมณ์ผู้ชายอบอุ่นที่อยู่ใกล้แล้วมีความสุขได้ไม่ยาก แถมมีความสุขุมแกมหวานได้ลงตัวจริงๆ ไม่ธรรมดาเลยสำหรับกลิ่นอายสุภาพบุรุษกลิ่นนี้ 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.bottegaprofumiera.com/shop/perfume/galantuomo/

 

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Aedes de Venustas - Palissandre d’Or

Aedes de Venustas - Palissandre d’Or

ความน่าสนใจในการสร้างสรรค์น้ำหอมเป็นแบรนด์ของตัวเองอย่าง Aedes de Venustas ที่เป็น Boutique น้ำหอม Niche ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดการสร้างสรรค์กลิ่นอายที่น่าสนใจและเจาะตลาดความไม่เหมือนใครได้ดี โดยการดึงเอา Note กลิ่นต่างๆ มาสร้างสรรค์ โดยไม่เน้นวัตถุดิบที่เป็น Mainstream หรือมาจาดแหล่งยอดฮิต แต่เอาความยากด้วยการไปเอาวัตถุดิบชนิดเดียวกันแต่ต่างพันธุ์ที่ให้พื้นฐานกลิ่นแบบเดียวกันก็จริง แต่มีความแตกต่างที่เป็นเสน่ห์เฉพาะออกมาให้จับต้องได้ร่วมด้วย โดยยังคุมโทนความหรูหรา Luxury ได้ครบถ้วน

และในกลิ่นที่จะมาเล่าในครั้งนี้ จะมาเจาะกับ Palisander ที่เป็น Rosewood อีกชนิดในการเอามาต่อยอดสร้างความแตกต่างเพื่อนำเสนอเนื้อกลิ่นที่นำเสนอถึงความพลิ้วไหว โปร่ง แต่มีพลัง จากฝีมือของสุคนธกรระดับปรมาจารย์อย่าง Alberto Morillas เช่นนั้นจะออกมาในรูปแบบไหนว่ากันได้เลยกับกลิ่นนี้ Palissandre d’Or

เปิดต้นกลิ่นจะจับได้ถึงความเป็นโทนเครื่องเทศทึ่มีลูกเอื้อนทางกลิ่นเป็นโทนไม้หอมหน่อยๆ ซึ่งเนื้อกลิ่นในช่วงแรกอารมณ์จะะเป็นลูกผสมระหว่างความเป็นเปลือกอบเชยที่ไม่ได้เข้มข้นเกินไป ให้ความเป็นเปลือกไม้ที่ติดหวานอ่อนๆ แกมอบอุ่นมาเจอกับโทนพริกไทยที่ติดกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ มีลูกฝาดนิดๆ ซึ่งเป็นลักษณะแบบพริกไทยสีชมพู มีความปร่าแต่ไม่เผ็ดฟุ้งมากของเม็ดผักชีเสริม และตัวที่สร้างความเป็นโทนกึ่งไม้หอมนิดๆ แกมเครื่องเทศกลมๆ ต้องยกให้กับเม็ดจันทน์เทศที่เป็นตัวเกลาชั้นดีให้กลิ่นมีความสมดุลย์และกลมกล่อมในการเป็นลูกครึ่งระหว่างเครื่องเทศที่มีความเป็นไม้หอมแกมอบอุ่นเบาๆ ได้พอดี เลยทำให้เนื้อกลิ่นมีความปร่าเผ็ดอบอุ่นโปร่งๆ มีลูกเอื้อนไม้หอมแกมกุหลาบบางๆ ที่มีความนุ่มนวลปลายกลิ่นให้พอรู้่สึกได้ ซึ่งชัดเจนมากเลยว่าเปิดมาก็ให้กลิ่นแนวคล้าย Rosewood ที่มีความปร่านุ่มแกมไม้หอมกุหลาบได้น่าสนใจมาก

การปรับเปลี่ยนโทนกลิ่นเข้าช่วงกลางจะเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะช่วงนี้จะสัมผัสกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ เข้ามาให้รู้สึกไดเ้ และจะมีโทนไม้หอมที่ติดนวลๆ คล้ายไม้จันทน์หอมมาเป็นอีกหนึ่งโทนที่ค่อนข้างชัด และมีโทนออกทางคล้าย Musk หน่อยๆ ที่มีความเป็นโทนเขียวติดผักเล็กๆ ผสมซึ่งน่าจะเป็น Ambrette มาเป็นตัวรองพื้นเสริมอยู่ โดยที่กลิ่ยในช่วงต้นทั้งหมดจะยกพลมาครบถ้วน เพียงแต่กลิ่นจะมีความนุ่มนวลแกมโปร่งๆ มากขึ้น เนื้อกลิ่นไม่ได้ไปทางหนักแน่นข้นเลย แต่ให้อารมณ์ซีทรูโปร่งๆ ในความเป็นกลิ่นคล้าย Rosewood ที่มีความปร่าระเรื่อกึ่งไม้หอมแกมอบอเชยอ่อนๆ รายล้อมประปรายที่ให้ความเรียบหรูกำลังดี มีความเรื่อยๆ มาเรียงๆ ที่มีระดับแบบไม่ต้องมาสายปล่อยพลังแต่อย่างใด

เนื้อกลิ่นในช่วงท้ายยิ่งตอกย้ำชัดเจนว่ากลิ่นนี้ไม่ได้มาสายปล่อยพลัง เพราะกลิ่นจะลงมาเป็นอวลๆ รุมๆ รอบกายแทบบชัดเจนมาก โดยที่จะมีตัวหลักในการเดินกลิ่นคือ พิมเสนและไม้หอมที่มีลูกผสม 3 โทนคือ ไม้จันทน์หอมที่ให้ความเป็นไม้จืดนวลๆ ไม้ซีดาร์ที่ให้ความเป็นไม้โปร่งๆ ติดปร่าหน่อยๆ และ Ambroxan ที่มาเป็นตัวสร้างความเป็นลูกผสมไม้แห้งกึ่งกลิ่นแอมเบอร์อวลๆ ซึ่งแม้ว่าโทนไม้ 3 ประสานจะชัดเจน แต่กลิ่นก็รุมๆ รอบตัว โดยมีพิมเสนตีขึ้นให้รับรู้เบาๆ ซึ่งอารมณ์กลิ่นให้ความรู้สึกสว่างก็ได้ มีความ Dirty เล็กๆ ที่มีพลังตามสไตล์กลิ่นไม้หอมเลย เพียงแต่แค่ไม่ตูมตาม ออกแนวเรื่อยๆ มีเสน่ห์แบบเรียบหรูไม่เยอะสิ่ง เป็นการปิดท้ายคลอผิวไปเรื่อยๆ นั่นเอง

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย กลิ่นค่อนข้างกลางๆ และไม่ได้ปล่อยพลังมาจากไหน เลยเข้าได้หมดทุกเพศที่ชอบกลิ่นแนวน่าค้นหาแบบไม่จงใจและหรูหราแกมเรียบหรูไปในที ซึ่งเข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไปที่เน้นวางตัวดีๆ มีเสน่ห์และสุขุมที่กลิ่นไม่ค่อยเหมือนใคร ส่วนใส่ออกกิจกรรมลุยๆ กับออกกำลังกายก็ได้อยู่เพราะกลิ่นไม่กระจายมาก แต่มันอาจจะไม่ได้เสริมความสดชื่นเท่าไหร่ก็เท่านั้นเอง ส่วนยามค่ำคืนเน้นโรแมนติคกับออกงานเลยเข้าทางที่สุด

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีไปต่อได้อีกราวๆ 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในประมาณ 5 นาที แรก แล้วก็จะลดลงมาปานกลางไม่ถึง 20 นาที แล้วจะคงตัวที่ออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 6 - 8 เลย ถึงจะเป็น Skin Scent

สรุป - เนื้อกลิ่นมีความละเมียดและนำเสนอกลิ่นอายที่ให้อารมณ์แบบ Rosewood ก็จริงๆ แต่มีมิติที่แตกต่างในการผสมผสานโดยเอาความเป็นเครื่องเทศและไม้หอมเป็นที่ตั้ง ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ไม่ค่อยเหมือนใคร มีความเฉพาะในตัวเองแบบที่ให้ความรู้สึกหรูหราและมีเสน่ห์ตรงตาม Concept พลิ้วไหว โปร่ง แต่มีพลัง ได้เหมาะสมและลงตัว แต่เมื่อหันไปเห็นราคาแล้ว ความลงตัวที่ว่าก็หดไปได้เยอะไม่น้อยอยู่ ก็เข้าใจแหละว่ากลิ่นมาสาย Luxury น่ะนะ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - http://www.parfumdambre.be/marques/aedes-de-venustas/

 

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Jo Malone - Violet & Amber Absolu

Jo Malone - Violet & Amber Absolu

เรื่องราว 1001 Nights หรือ 1001 ราตรี ที่นอกจากจะเป็นนิทานที่ยอดเยี่ยมแล้ว ในโลกของน้ำหอมก็ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เแบรนด์ต่างๆ สร้างสรรค์กลิ่นอายโดยดึงเอาช่วงเวลานั้นๆ ในเรื่องราว สภาพแวดล้อม หรือความเป็นตัวละครมาต่อยอดในการสร้างสรรค์กลิ่นก็มาก ยิ่งทางฝั่งแบรนด์ตะวันออกกลางถือว่ามีให้เลือกมากมาย และก็ลามมาถึงฝั่งแบรนด์ตะวันตกด้วยที่เอามาประยุกต์ให้เข้ากับบริบททางกลิ่นที่เป็น Mix & Macth ก็มีไม่น้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี Jo Malone รวมอยู่ด้วย 

แต่การจะสื่อสารถึงกลิ่นอายแบบตะวันออกกลางที่มีความ Mix & Match กับสไตล์ของแบรนด์ จะคงเดิมที่การเป็น Cologne หรือ Cologne Intense คงไม่ได้สื่อสารชัดเจนมากนัก เช่นนั้นการมาเป็น Cologne Absolu น่าจะมีความชัดเจนที่สุดที่จะมาเล่าเรื่องราวอาหรับราตรี โดยการจับคู่กับกลิ่นอายน่าค้นหาของไวโอเล็ตกับการเป็นโทนแอมเบอร์ที่ให้ความอบอุ่นอยากมีเอกลักษณ์แทน เช่นนั้นมาว่ากันที่เรื่องราวกลิ่นซักหน่อยว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

Violet & Amber Absolu เปิดต้นกลิ่นใน 10 วินาทีแรกจะมีความประดังประเดกันในระดับหนึ่งก่อน เพราะเราจะจับจับต้อง Note กลิ่นต่างๆ ได้เยอะมากในการผสมผสานกันออกมาแบบอวลๆ มีความหนาในเนื้อกลิ่นแบบที่เป็นสไตล์ทันสมัย แต่ + กลิ่นแนว Amber แกม Oud อยู่ ทำให้ได้อารมณ์กันในวูบแรกแบบอวลๆ นัวๆ กันนิดนึง ก่อนที่จะหลีกทางให้ตัวเปิดสำคัญอย่างไวโอเล็ตที่จะมาทั้งดอกที่ให้อารมณ์โทนแป้งโปร่งๆ ติดหวานแกมเขียว และใบไวโอเล็ตที่ให้อารมณ์เขียวติดชื้นๆ กึ่งแตงกวากึ่งใบบัวบก ที่จะมาทักทายก่อนแบบลดทอนความอวลที่มาทักทายตอนแรกไปหมด เหลือเพียงกลิ่นสนับสนุนที่ให้ความ Earthy ดินๆ ชื้นๆ ดาร์กหน่อยๆ ที่ทำให้ช่วงนี้แม้จะมีความสดชื่นแบบเย็นๆ ชื้นเขียวๆ ก็จริง แต่มันออกแนวดาร์กๆ เสียมากกว่า ซึ่งได้อารมณ์แบบอากาศชื้นๆ ยามค่ำคืนได้เลย ถือว่าเปิดมาได้น่าสนใจมาก

เมื่อความสดชื่นแบบชื้นๆ เริ่มลดทอนลงมาจะเริ่มแตะความรู้สึกถึงความเป็นแป้งที่ชัดเจนมากขึ้นจากดอกไวโอเล็ตที่ยังเป็นตัวหลักของช่วงกลางเคล้าความเป็นพิมเสนดาร์กแห้งหน่อยๆ เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะมีลูกผสม 3 โทนที่นอกจากความเป็นแป้งคือ

1. กลิ่นโทนอบอุ่นอวลๆ ที่มาจากโทนแอมเบอร์แต่ไม่ใช่แอมเบอร์แบบลักษณะกึ่งวานิลลากึ่งยางไม้ แต่เป็น Labdanum ที่ให้โทนแอมเบอร์ลึกๆ มีความหวานหน่อยแกมหนัง ที่มาสร้างความอวลๆ อุ่นๆ ในแป้งไวโอเล็ต

2. กลิ่น Musk ที่ออกแห้งๆ ที่มีลูกผสมกลิ่นโทนดอกไม้หน่อยๆ ให้โทนรองพื้นที่สะอาดกำลังดี และสอดรับกับโทนแป้งไวโอเล็ตกำลังงาม

3. กลิ่นโทน Oud ที่จะมาแบบอวลแบบแห้งๆ ไม่หนักเกินไป และไม่ได้อวลลึกแบบตะวันออกกลางเกินไป สร้างความน่าค้นหาเย้ายวนในเนื้อกลิ่นแบบมีมิติ

ซึ่งทั้งหมดจะทำให้กลิ่นโทนแป้งมีมิติที่อบอวลอุ่นกำลังดี มีความเย้ายวน และมีความละมุนแบบที่ให้ความพอดีระหว่างการเป็นโทนตะวันตกที่มีเสน่ห์ความเป็นโทนแบบอาระเบียนมาเสริมได้พอเหมาะ

เมื่อโทนแป้งไวโอเล็ตเลยจางลงไปเรื่อยๆ เหลือเพียงปลายกลิ่นหน่อยๆ ปล่อยให้กลิ่นโทนแอมเบอร์อวลๆ ที่มีลูกเอื้อนของวานิลลากึ่งยางไม้แบบโทนแอมเบอร์จริงๆ เปิดตัวมาเป็นตัวหลักโดยยังมี Labdanum เสริมอยู่ ก็จะเป็นการเข้าช่วงท้ายเต็มตัว ซึ่งช่วงนี้จะเป็น Amber Woody Musky ชัดเจนและมีความเป็นลักษณะกลิ่นแบบ Modern Arabian ที่มีความเป็นสากลมากกว่าจะเป็นโทนแนว Oud จ๋า ชั้นมาแล้วจ้ะ แบบน้ำหอมตะวันออกกลางแบบแท้ๆ กลิ่นเลยจะได้อารมณ์อบอุ่นอวลๆ ที่มีพื้นกลิ่นสะอาด และมีกลิ่น Oud คลอแบบประปรายอยู่รายล้อมอ่อนๆ อวลอยู่รอบกายไปเรื่อยๆ เป็นการปิดท้าย  

เหมาะสำหรับ - Unisex แบบที่เพศไหนก็ใช้งานได้ กลิ่นไม่ได้ใช้ยาก ออกจะทันสมัย แต่อย่างน้อยถ้าผ่านน้ำหอมสายลูกครึ่งตะวันออกกลางกับตะวันตกมาบ้าง ก็จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งเข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป จะมีก็แต่ก็แต่การใส่ออกกำลังกายที่ไม่เข้าทางเลย นอกนั้นตามสะดวก ส่วนยามค่ำคืนบอกเลยว่าจัดไป เนื้อกลิ่นเข้าทางใส่ออกงานหรือว่าท่องราตรีแบบหรูๆ ได้ดีมาก แถมมีเสน่ห์ดึงดูดแบบเรียบหรูอีกด้วย

ความทน - 8 ชม. คือค่าเฉลี่ย แต่สามารถไปต่อได้อีกถ้าเคมีได้และจำนวนสเปรย์เหมาะสม โดยส่วนตัวเจอไปที่ 12 - 15 ชม. เป็นประจำในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าแอบตกใจในความอวลเลย แม้ว่าจะไม่ได้จัดหนักเท่ากลุ่มสายอาระเบียนแท้ๆ หรือกลุ่ม Power House แบบ Montale แต่ก็ถือว่าอวลกว่า Jo Malone ปกติไปมาก ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีไปประมาณ 1 - 2 ชม. ถึงลงมาคงที่ที่ปานกลางไปจนถึงชั่วโมงที่ 4 แล้วผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไป จนเมื่อผ่านไป 8 ชม. จะค่อยๆ เป็น Skin Scent ตามลำดับ   

สรุป - เป็นอีกกลิ่นที่เอาความเป็นสไตล์แบบ Jo Malone มาเจอกับกลิ่นแนวอาระเบียนแบบ Modern ที่ทำกลิ่นออกมาอบอวลกำลังดีไม่หนักไปไปปล่อยพลังจัดจ้านมากไป จนทำให้เนื้อกลิ่นมีความเรียบหรูมากขึ้น ถ้าจะให้ตีความกลิ่นอาจจะไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นอาหรับราตรีมากเท่าไหร่ มีแค่ช่วงแรกที่ให้ความรู้สึกเป็นกลิ่นยามค่ำคืนเท่านั้น แต่เนื้อกลิ่นได้อารมณ์ลูกครึ่งตะวันตกและตะวันออกกลางที่มีเสน่ห์น่าค้นหามาก ก็ต้องยอมเขาในเรื่องนี้เลย เพราะรักษาสมดุลย์ได้ดีจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.jomalone.co.uk/product/25946/63484/colognes/violet-amber-absolu

 

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Shiseido - Zen for Men

Shiseido - Zen for Men

ผ่านน้ำหอมใน Collection - Zen for Men ของ Shiseido มาจนปัจจุบันเลิกผลิตกันไปหมดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังติดค้างในใจมากๆ เลยคือ ยังไม่เคยได้ลองตัวต้นตระกูลที่ออกมาวางจำหน่ายในปี 2009 เลย เพราะผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด จับต้องแต่ตัว Zen Sun กับ Zen White Heat จนมารู้ตัวอีกที คือ ไม่ได้แล้วก่อนที่จะหาได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม และราคาเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ก็ต้องหามาเรียนรู้กลิ่นให้ได้ และก็ได้มาครอบครองในที่สุด

เช่นนั้น เข้าเรื่องเลยแล้วกันว่ากลิ่นต้นทางก่อนที่จะมีลูกหลานออกมาจะเป็นอย่างไรบ้าง

Zen for Men จะเปิดตัวที่ความสดชื่นที่เอากลิ่นอายแบบสไตล์ญี่ปุ่นมานำเสนอกันก่อนจากกลิ่นของลูกแพร์ที่มีความสดชื่นแกมหวานและมีความฉ่ำอยู่พอประมาณ โดยบเนื้อกลิ่นจะมีโทน Citrus เสริมให้ความสดชื่นแบบที่กำลังดีเสียมาก ไม่ได้ตะบี้ตะบันจัดหนักให้เปรี้ยวคมมาจากไหน ทำให้เนื้อกลิ่นมีความสดชื่นแกมหวานติดชื้นกึ่งฉ่ำหน่อยๆ ของลูกแพร์ แต่กลิ่นไม่สาวเลยซักนิด เพราะโทนออกทางหนังกึ่งเครื่องเทศกลมๆ ที่ให้ความปร่าเผ็ดนวลๆ นั่นเลยที่เป็นฉากหลังทำให้เนื้อกลิ่นมีความแมนๆ นิ่งๆ แฝงกำลังดี เรียกว่าเปิดมาก็ทำเอานึกถึงผู้ชายญี่ปุ่นที่นิ่งๆ มีเสน่ห์ได้เลย

การเชื่อมต่อระหว่างช่วงต้นกับช่วงกลางจะเริ่มจับได้ว่ามีกลิ่นออกทางแป้งติดเขียวโปร่งที่มีความดาร์กเบาๆ น่าค้นหาค่อยๆ เปิดตัวขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งดอกไวโอเล็ตคือเมนหลักของกลิ่นชัดเจน โดยมีลูกเอื้อนดอกไม้เบาๆ แฝงอยู่ด้วย แต่จะมีความปร่ากลมๆ แกมไม้หอมหน่อยๆ ของเม็ดจันทน์เทศแกมหนังที่มีความดาร์กเท่ห์แฝงเป็นตัวเสริมชัดเจนมาก และมีปลายกลิ่นเป็นโทนผลไม้เบาๆ แต่เนื้อกลิ่นให้ความพอดีไม่หนักไป ไม่เบาไป และให้ความเป็นกลิ่นอายผู้ชายแมนๆ สุภาพบุรุษที่มีเสน่ห์ภายใต้ความนิ่งได้พอเหมาะ รวมถึงแตะคำว่า Zen ที่ทันสมัยได้พอเจาะอีกด้วย

ช่วงท้ายจะมีความชัดเจนมากในการเป็นโทนหนังที่จะเบาลงมาแตะความเป็นโทน Musky ที่มีพิมเสนที่ปร่าระเรื่อเรียบหรูมาเป็นตัวเดินกลิ่นหลัก เนื้อกลิ่นยังให้ความเป็นโทนแป้งที่ตามมาจากช่วงกลางแบบเบาๆ แอบจับได้ถึงโทนแป้งติดไอริสเล็กๆ ในช่วงนี้ด้วยที่สอดรับไปกับ Musk แบบพอดีๆ ให้ความเรื่อยๆ มาเรียงๆ และมีลูกเอื้อนกลิ่นหนังเบาๆ ให้ความน่าค้นหา พร้อมปร่าเรื่อจมูกอ่อนๆ ของพิมเสน ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นการปิดท้ายคลอผิวกันในแนวเรียบหรูแบบผู้ชายนิ่งๆ ที่มีเสน่ห์ไม่โฉ่งฉ่าง มีความเป็นสไตล์ตะวันออกที่มา Mix & Match กำลังดีกับโทนแบบตะวันตกที่ไม่ว่าใครใช้ก็ไม่ขัดเขินในการเป็นน้ำหอมผู้ชายที่มีเสน่ห์แบบน้อยแต่มากได้น่าสนใจจริงๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศ ตั้งแต่วัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้งานตัวนี้ได้สบาย เป็นโทนที่ใช้แบบ Daily Scent ที่ให้ความแมนนิ่งกำลังดี ไม่ได้พยายามปล่อยความแมนจัดรอบทิศเกินไป ทำให้เข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ถ้าจะใส่เพื่อออกกำลังกาย แนะนะรอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานหรือใส่แบบทั่วไปชิลล์ๆ ก็ได้อยู่ แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรีต้องอัดสเปรย์หน่อย

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีบวกลบอยู่ราวๆ 2 ชม. ตามสภาพผิวผู้ใช้

การกระจาย - กลิ่นจะแตะการกระจายดีในช่วงแรกประมาณ 5 - 10 นาที ก่อนที่จะเป็นปานกลางกันยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 3 แล้วจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบเบาๆ เรื่อยๆ และเมื่อไปถึงชั่วโมงที่ 6 แล้วถึงเป็น Skin Scent ไปจนกว่าจะจางไปจากผิว

สรุป - เป็นน้ำหอมผู้ชายที่มีเสน่ห์กำลังดี ให้ความแมนแต่ไม่ได้ดูพยายามปล่อยของพร่ำเพรื่อ และให้ความเป็นสุภาพบุรุษที่เรียบหรูกำลังดีมีความนิ่งที่มีเสน่ห์ ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่สมแล้วที่เคยเป็นเรือธงหลักของฝั่งน้ำหอมชายของแบรนด์ เพียงแต่ที่เสียดายคือ เลิกผลิต แต่ก็เข้าใจได้ว่าเทรนด์กลิ่นมันเปลี่ยนไป กลิ่นแบบนี้ก็ต้องจางหายไปตามกาลเวลา 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.makyajtrendi.com/urun/zen-for-men-100ml-62158

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: 18.21 Man Made - Sweet Tobacco Spirits

18.21 Man Made - Sweet Tobacco Spirits

18.21 Man Made ถือเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์สาย Grooming หรือผลิตภัณฑ์ที่ดูแลความหล่อของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย การจัดแต่งทรงผม การดูแลหนวดเครา After Shave โลชั่น น้ำมันทาตัว รวมถึงสเปรย์ดับกลิ่นกาย และที่สำคัญมีน้ำหอมเพียง 1 เดียวของแบรนด์รวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งนอกจากผลิตภัณฑ์จะดูแลร่างกายชายชาตรีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เตะตาอย่างมากก็คือขวดผลิตภัณฑ์ในหลายๆ อย่างที่มีความมาดแมนกับการมาในทรงขวดเหล้าทั้งแบบแบนและกลม เรียกว่าถ้าเมาๆ มาเห็นยกซดเพราะเข้าใจผิด มีพุ่งพรวดออกจากปากเป็นแน่แท้ แต่ถือว่าเก๋ และมีส่งต่อความแมนผ่าน Package ได้ดีมากจริงๆ 

และจากที่เกริ่นถึงน้ำหอมเพียง 1 เดียวของแบรนด์ซึ่งนั่นก็คือ Sweet Tobacco Spirits ที่มีแรงบันดาลใจมาจาก Jazz Club สมัยก่อน รวมถึงพวกเลาจน์ที่ขายเหล้าต่างๆ โดยเอากลิ่นอายของยาสูบมาเจอกับวานิลลาเพื่อเป็นการสร้างเสน่ห์ความหวานแบบผู้ชายสายเท่ห์และมีความเย้ายวนแบบที่เวลากลิ่นน้ำหอมเจอกับกลิ่นเหล้ามันจะเย้าเร้าใจเข้าไปอีก ซึ่งจะออกมาในรูปแบบไหน เป็นในแบบที่หลายๆ คนเคยเจอความเป็นยาสูบกับวานิลลาในหลายๆ แบรนด์หรือไม่ ต้องพิสูจน์

เปิดตัวด้วยกลิ่นโทนแปร่งกึ่งขมกึ่งหวานแกมหนังเฝื่อนอ่อนๆ กึ่งเมทัลลิคนิดๆ ของหญ้าฝรั่นที่เรียกว่าโดดเด่นมากในช่วงต้น แต่กลิ่นจะไม่ได้ทื่อๆ เพราะว่ามีกลิ่นโทนไวน์แดงที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีลักษณะโทนแอลกอฮอล์กึ่งผลไม้เสริมเข้ามาอย่างพอเหมาะ อารมณ์แบบกลิ่นไวน์ที่ติดตามตัวคนดื่มแต่มีหญ้าฝรั่นคุมทิศทางกลิ่นให้มีเสน่ห์ดึงดูดตั้งแต่แรกเริ่มเลย ซึ่งในเนื้อกลิ่นเมื่อพิจารณาลงรายละเอียดจะสัมผัสได่ถึงกลิ่นขมติดปร่าที่มีลูกเอื้อนเปรี้ยวเบาๆ ของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) เป็นหนึ่งในตัวสร้างมิติบรรยากาศสดชื่นบางๆ ให้พอจบต้องได้เบาๆ และมีกลิ่นออกทางอบอุ่นแกมสมุนไพรกึ่งลาเวนเดอร์เสริมให้กลิ่นมีน้ำหนักกำลังดี และอวลกำลังงามถือว่าเรียกแขกกันตั้งแต่เริ่มต้นได้เลยในเนื้อกลิ่นที่เน้นความดึงดูดเป็นสำคัญ

แต่เมื่อผ่านไปไม่นานจะเริ่มจับต้องได้ชัดเจนมากว่าเนื้อกลิ่นมีความหวานแกมใสที่ให้เอกลักษณ์เฉพาะของของน้ำผึ้งค่อยๆ เปิดทางเข้ามาแบบที่ไม่ใช่น้ำผึ้งที่มีความอวลแกมติดเอียนเลี่ยนและมีโทนยูรีนหน่อยๆ ที่ให้โทน Animalic แบบหลายๆ กลิ่นของแบรนด์อื่น แต่จะให้ความเป็นน้ำผึ้งที่เข้มแบบที่เน้นความหวานหอมกึ่งใสๆ แบบน้ำผึ้งเพียวๆ ไมีมีโทนอื่นมารบกวนเสียมากกว่า และเมื่อเข้าช่วงกลางเต็มตัวจะสัมผัสได้เพิ่มเติมคือ ในความเป็นน้ำผึ้งจะมีลูกโทนแบบกลิ่นไวน์แดงและกลิ่นลูกพรุนที่ให้ความหวานเย้ากำลังดี แฝงได้ด้วยความแปร่งอ่อนๆ ที่ดึงดูดและน่าค้นหาของหญ้าฝรั่น ทำให้เนื้อกลิ่นหวานจะมีทั้งความใสเย้าดึงดูด สู่ลุ่มลึกที่มีเสน่ห์และแอบมีความเป็นโทนแอลกอฮอล์ที่ทำให้ดูเจ้าสำราญกำลังดีมีมาดเข้ามาร่วมด้วย ที่สำคัญในเนื้อกลิ่นมีความป็นโทนกึ่งหญ้าแห้งกึ่งยาสูบ แต่มีความเป็นถั่วติดขมหน่อยๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของถั่วตองก้าด้วย เลยทำให้ช่วงนี้ครบถ้วนมากในการนำเสนอโทนหวานแบบมีเสน่ห์ของผู้ชายชัดเจน และที่สำคัญเชื่อมโทนกับตัวเอกหลักในช่วงท้ายได้ดีอีกด้วย ซึ่งนั่นก็คือ

ยาสูบและวานิลลา ซึ่งจะเปิดตัวออกมาแบบชัดเจนในการนำเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัว โดยยังมีลูกเอื้อนของน้ำผึ้งเคล้ากรุ่นกลิ่นผลไม้ดาร์กหน่อยอย่างพรุนตามมาด้วย ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะวางสมดุลย์ของการให้ความหวานโปร่งอะโรม่าของยาสูบได้เป็นอย่างดีและมีตัวสนับสนุนที่ดีอย่างถั่วตองก้าเข้ามาสร้างอะโรม่าของยาสูบได้ลึกขึ้นอีก และยังเชื่อมกับวานิลลาที่มาแบบกำลังดีไม่ได้แป้ง ไม่ได้หวานขนมแต่ให้ความอบอุ่นกึ่งนุ่มนวล เพราะก็มีตัวเสริมอย่าง Musk แกมไม้หอมอ่อนๆ แห้งๆ เข้ามาร่วมด้วย โดยปลายกลิ่นจะมีกลิ่นปร่าอ่อนๆ ของพิมเสนที่ให้ความหวานระเรื่อเย้าเบาๆ ทำให้ภาพรวมทั้งหมดจะได้ความรู้สึกแบบกลิ่นกึ่งสมาร์ทอบอุ่นที่มีเสน่ห์ดึงดูดและเย้ายวนจากจากโทนหวานน้ำผึ้งอ่อนๆ และมีความสะอาดสะอ้านกำลังดี ปิดท้ายกลิ่นได้ลงตัวและไม่ธรรมดาได้เลย

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่กลิ่นนี้ได้ไม่ยาก เพราะเนื้อกลิ่นมาสายโทนหวานเน้นขับเสน่ห์ที่หลากหลายในการเป็นสุภาพบุรุษกึ่งเจ้าสำราญได้เหมาะสม ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่น่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป แต่ว่าถ้าเอาไปใส่ยามทางการ อาจจะเพลาๆ สเปรย์ลงมาหน่อยหรือว่าอาจจะรอให้พ้นช่วงต้นไปนิดนึงเพราะกลิ่นไวน์ชัดอยู่ไม่น้อย รวมถึงสามารถใส่ท่องราตรี ใส่ออกงาน หรือชิลล์ๆ โรแมนติคยามค่ำคืนก็ได้หมด จะมียกเว้นก็แต่ใส่ออกกิจกรรมลุยๆ กลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายที่ข้ามไปเถอะ

ความทน - สิ่งที่เจอคือ 18 ชม. ตั้งแต่เช้ายันกลางดึกกลิ่นก็ยังตีขึ้นให้รับรู้ตลอด เช่นนั้นยังไงก็เกิน 8 ชม. แน่นอน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าค่อนข้างฟุ้งมากในระดับหนึ่งก่อนที่จะลดลงมากระจายดีไปซักราวๆ 20 - 30 นาที จึงค่อยลงมาเสถียรที่ปานกลางกันยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 7 - 8 กันเลย แล้วจะผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันไปเรื่อยๆ ก่อนปิดท้ายที่ Skin Scent เอาตอนราวชั่วโมงที่ 12

สรุป - แม้ว่าเนื้อกลิ่นจะมาสายเดียวกับกลิ่นดังๆ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น by Kilian - Black to Black, Tom Ford - Tobacco Vanile, Phaedon - Tabac Rouge หรือ A*Men Pure Havane เป็นต้น แต่ก็ฉีดตัวออกมาด้วยการเอาหญ้าฝรั่นมาสร้างมิติที่แตกต่างและมีเสน่ห์เฉพาะตัวออกมาได้ดี รวมถึงนำเสนอกลิ่นโทนน้ำผึ้งเคล้าไวน์แดงได้หอมลุ่มลึกเกินคาดอีกด้วย ถือว่าสร้างความแตกต่างและมีเสน่ห์แบบที่จะเกาะกลุ่มกลิ่นข้างต้นก็ได้ หรือจะเอกเทศที่มีเสน่ห์แบบที่แตกต่างกับกลิ่นข้างต้นก็ได้เช่นกัน ไม่ธรรมดาล่ะนะ กลิ่นนี้  

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://1821manmade.com/products/18-21-man-made-sweet-tobacco-spirits

 

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Calvin Klein - CK Everyone Eau de Parfum

Calvin Klein - CK Everyone Eau de Parfum

จากความสำเร็จของการต่อยอดในการเป็น CK Everyone EDT ในปี 2020 ที่ทำให้ความเป็น CK One เดิมไม่เคยจางหายไปไหน แต่เพิ่มเติมเนื้อกลิ่นที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นในแง่ของการเป็นน้ำหอมโทนสดชื่น ซึ่งแน่นอนว่าได้รับความนิยม จนไม่จบแค่การเป็น EDT เพราะสมัยนี้เขาก็ EDP กันให้เพียบ เช่นนั้นการเปิดตัวของการเป็น CK Everyone ในการเป็น EDP จึงได้เกิดขึ้นในปี 2022 นี้ในที่สุด (ห่างจาก EDT มา 2 ปี)

ในการเป็นรุ่น EDP ก็ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง Concept อะไร เพราะก็ยังคง Tribute ในการเป็น CK One แบบที่รุ่น EDT ได้เกริ่นและเจริญรอยตามไว้ แต่สิ่งที่น่าจะมีเปลี่ยนแปลงแน่ๆ ก็มีในเรื่องของความเข้มข้นของน้ำหอม และการปรับเปลี่ยนกลิ่นที่ต้องมีความเข้มขึ้นไม่ได้เหมือน EDT เช่นนั้น ได้เวลามาจับต้องกลิ่นกันหน่อยแล้ว ว่าจะออกมาในลักษณะใด

Top Notes - ความสดชื่นน่ะมาแน่และมาเต็มด้วย ซึ่งจะเด่นที่กลิ่นเปลือกส้มแกมกลิ่นส้มที่ออกทางจะติดเปรี้ยว แต่ไม่ได้เด่นเทียบเท่ากับ กลิ่นออกทางพวกเปลือก Bergamot ที่มีความปร่าเขียว แกมกลิ่นเลมอนที่มาให้ความ Splash เท่ห์ๆ ในเนื้อกลิ่น แต่สิ่งที่สำคัญที่จับต้องได้มากกว่านั้นคิอกลิ่นออกทาง Oak Moss ที่ให้ความเขียวเข้มๆ ที่จับต้องได้แกมกลิ่นออกทางใบไม้เขียวๆ ซึ่งทำให้นึกถึงน้ำหอมกลิ่นแนว Sport ของผู้ชายต่างๆ ที่ขับความแมนออกมาแบบชัดเจนมาก ซึ่งถึงกับต้องกันไปดูที่มาที่ไปของน้ำหอมอีกครั้งกันเลยว่า Unisex เหรอ? ไม่เลยนะ อย่างแมนเลย และไม่นานก็จะจับต้องได้ถึงกลิ่นแนว Aquatic แกม Watery Note ที่เสริมขึ้นมา ซึ่งมันมีความคล้าย Armani - Acqua di Gio ตัว EDP ที่ออกใหม่อยู่พอสมควร แต่เพราะว่าความเขียวแมนในเนื้อกลิ่นค่อนข้างเด่นเลยค่อนข้างมีทิศทางเป็นของตัวเองอยู่ 

Middle Notes - ช่วงนี้ความเป็นโทน Aquatic ยังคงเด่นเช่นเดิน โดยที่ความเขียวแมนๆ ก็ยังคุมโทน แต่เนื้อกลิ่นจะมีความ Aromatic มากขึ้น เพราะกลิ่นชาดำจะเสริมเข้ามา ให้ความหอมที่เข้มขึ้นโดยยังคงความหวานอ่อนๆ คลออยู่ ซึ่งจะไม่ได้เขียวแกมใสแบบรุ่น EDT เลยทำให้เนื้อกลิ่นค่อนข้างที่จะยังคุมโทนกลิ่นอายกึ่งชากึ่ง Aquatic ที่มีความเขียวแกม Citrus ล้อมกรอบไว้อยู่ ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะมีโทนออกทางขิงเบาๆ เสริมเข้ามาให้กลิ่นมีความปร่าเผ็ดสดชื่นรวมอยู่ด้วย และที่สำคัญสัมผัสได้ถึงความหนาของกลิ่นที่รองพื้นอยู่ได้ชัดเจนว่ามีโทนไม้หอมเตรียมพร้อมรอเปิดตัวแน่นอน เพราะมีความอวลๆที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมาทีละหน่อยๆ

Base Notes - ชัดเจนเลยว่าเนื้อกลิ่นช่วงนี้จะมีความเป็นโทนไม้หอมเด่น ซึ่ง Oak Moss ที่จับได้ในช่วงต้นๆ ก็จะมารวมผสมผสานกับกลิ่นของไม้หอมอย่างไม้ซีดาร์และหญ้าแฝกที่ให้ความเป็นเป็นไม้แห้งๆ อวลๆ มีความ Earthy ในเนื้อกลิ่น และมีความอบอุ่นหน่อยๆ อารมณ์แบบมีโทนแนว Amberwood กึ่งไม้จันทน์หอมมาทำให้กลิ่นไม้หอมมีความอวลๆ มากขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อมาผสมผสานกับโทนชาที่มาจากช่วงกลาง เลยทำให้เป็นโทนไม้หอมที่แห้งๆ มีกลิ่นชาดำแฝงอ่อนๆ คลออยู่ เรียกว่าเป็นโทนที่เข้าถึงง่ายในสายชาแกล้มไม้หอมลักษณะเดียวกันกับแนว Bvlgari Extreme เพียงแต่ว่าความเป็นไม้หอมแห้งๆ จะโดดเด่นกว่าชา ซึ่งทำให้ช่วงท้ายเนื้อกลิ่นเป็นโทนทันสมัยที่ใช้ง่ายและมีความเป็น Daily Scent ที่ให้ความหอมเข้าถึงง่ายในสไตล์ออกทางผู้ชาย ซึ่งก็ยังคงไม่ได้รู้สึกว่ากลิ่นนี้ Unisex เท่าไหร่เช่นเดิม

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex แต่ถ้าผู้หญิงใช้อาจจะดูออกทางแนวตัดลุคให้ดูแมนๆ เสียมากกว่า เพราะเนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนแบบน้ำหอมชายสูงมาก ซึ่งผู้ชายอันนี้ใช้ได้สบายมากตั้งแต่ ม.ปลายเป็นต้นไปได้เลย ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวัน เพราะมีความเป็น Daily Scent ที่สูงมาก คือใส่ไปเถอะยังไงก็รอด ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปจะดีที่สุด ยกเว้นว่าต้องการการใส่ไปท่องราตรี อัดจำนวนสเปรย์มากหน่อยก็พอไปได้อยู่

ความทน - เรื่องนี้ดีกว่า EDT แน่นอน เพราะว่าพื้นฐานแตะที่ 8 - 10 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. อยู่บ่อยครั้ง และกลิ่นติดผิวค่อนข้างดีมาก    

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมากระจายดีไปราวๆ ไม่เกิน 30 นาที ก่อนจะเป็นปานกลางไปเรื่อยๆ จนแตะชั่วโมงที่ 3 - 4 ก็จะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปถึงชั่วโมงที่ 6 - 7 ก็จะเริ่มเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - กลิ่นเข้มขึ้น เน้นโทนเขียวมากขึ้น เนื้อกลิ่นมีน้ำหนักและหนามากขึ้น แถมโทนไม้หอมโดดเด่นมากจริงๆ ในการเป็นพื้นฐานให้กับกลิ่นนี้ และที่สำคัญกลิ่นดูแมนขึ้นจาก EDT ที่มีความกลางๆ Unisex มากกว่า แต่ยังไงก็ตามยังคุมโทนการเป็นสไตล์สดชื่นแบบ CK One ได้เป็นอย่างดี รวมถึงผนวกเอาความเป็นโทน Aquatic หรือ Watery มาทำให้กลิ่นมีความเข้าถึงง่ายมากขึ้น ซึ่งตรงๆ เลย ถ้ากลิ่นนี้ผู้ชายใช้ ยังไงก็รอดสูงมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.central.co.th/th/calvin-klein-ck-everyone-eau-de-parfum-limited-edition-100-ml-cds89104330

 

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Calvin Klein - CK Everyone Eau de Toilette

Calvin Klein - CK Everyone Eau de Toilette

จากจุดเริ่มต้นของความเป็นอมตะนิรันดร์กาลและเรียกว่าเหนือกาลเวลาเลยก็ย่อมได้ในการเป็น CK One ที่เป็นตัว Twist เปลี่ยนยุคสมัยของการใช้น้ำหอมที่แตะความสดชื่นในรูปแบบใหม่ๆ และเป็นกลิ่นอายที่สื่อสารถึงการใช้งานแบบ Unisex ในสาย Designer Perfume มาตั้งแต่ยุค 90 จนปัจจุบันก็ยังอยู่ยงคงกระพันมาเสมอ แต่แม้ว่ากลิ่นเดิมจะยังสามารถไปต่อได้ยาวๆ แต่เพราะเทรนด์ของกลิ่นมันเปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาจึงได้มีมาเรื่อยๆ ในการเป็น CK One และในปี 2020 จึงได้ถือกำเนิด CK Everyone ขึ้น เพื่อเป็นทิศทางใหม่ในการนำเสนอกลิ่นอายสาย Unisex ของแบรนด์ที่ทั้งเคียงคู่ในการเดินไปร่วมกับรุ่นต้นตระกูลหรือแยกไปอีกสายในการเป็นอีกหนึ่งเรือธงใหม่ในอนาคต

ซึ่งที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์กลิ่นก็แตะความเป็น Generation ใหม่ ที่มีอิสระในการแสดงออกต่างๆ รวมถึงครอบคลุมการใช้งานแบบ Unisex ที่ตอบโจทย์ทุกเพศ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันในเรื่องของ Gen และความเป็นเพศที่หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น แล้วเนื้อกลิ่นในความเป็น CK Everyone ล่ะ จะออกมาในลักษณะไหน จะยังคงเดิมหรือฉีกออกไปแตกต่างอย่างไรบ้าง ใช้แล้วก็บอกได้แบบนี้เลย

เปิดต้นกลิ่นมาด้วยความเป็นโทน Citrus ที่มีความฉ่ำหน่อยๆ ของส้ม ผสมผสานกับโทนเขียวสบายๆ ที่มีลักษณะเป็นโทนเขียนสดชื่นแนว Green Accord ที่ให้ความเขียวกลมๆ สดชื่นแบบไม่ได้ถึงกับเป็นใบไม้ใบหญ้าแต่ให้ความเขียวแกมหวานใสๆ เสริมอยู่ แต่ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้ สิ่งที่ทำให้แตกต่างในความสดชื่นนั่นคือ ขิง ที่จะมาให้ความเผ็ดแกมหวานที่ไม่ได้อวลอุ่น แต่ให้อารมณ์แบบสไตล์ขิงใสๆ ที่เสริมให้เนื้อกลิ่นมีความสดชื่นที่กลมๆ กำลังดี ไม่ได้คมเกินไป และไม่ได้เบาโหวงจนเกินไป ง่ายๆ คือ กลิ่นเปิดมีความเป็นโทนสดชื่นสบายๆ และชุ่มฉ่ำใสๆ กำลังดี 

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มสัมผัสได้ชัดเจนคือ กลิ่นชาดำ จะเสริมขึ้นมาให้อะโรม่าความเป็นกลิ่นชาดำหอมติดหวานมีความอะโรม่ากึ่งดอกไม้เรื่อๆ และมีความแห้งหน่อยๆ ที่มาพร้อมกับกลิ่นโทน Aquatic Watery ที่ให้อารมณ์กลิ่นน้ำแกมดอกไม้ที่มีกลิ่นกึ่งเขียวแตงกวาติดหวานหน่อยๆ สไตล์กลิ่นสังเคราะห์ที่ให้ความเป็นโทนน้ำเข้ามาเสริมสร้างความรู้สึกแบบโทน Aquatic ที่ชัดเจนมาก ซึ่งนี่แหละจะกลายเป็นโทนหลักของความเป็น CK Everyone เลยที่เป็นกลิ่นอายแบบ Aquctic สบายๆ แกมกลิ่นชาที่มีความเป็นขิงแกม Citrus เสริมแบบเหมาะสม นี่แหละที่แตกต่างจาก CK One ชัดเจน

เมื่อโทนกลิ่นชาแกม Aquatic เริ่มที่จะลดบทบาทลง ก็ได้เวลาในการมาสู่การเป็นโทนสะอาดติดหวานที่มีความเขียวอะโรม่าหน่อยๆ เสริมอยู่ลักษณะแบบที่ CK มักทำกลิ่นอายสไตล์สะอาดแบบเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์แบบนี้มาเสมอ เพราะคราวนี้จะเป็น Musk กับไม้ซีดาร์ที่มีลูกเอื้อนพิมเสนปร่าระเรื่อหวานๆ ให้ความสะอาดนุ่มนวลและสว่าง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการผสมผสานโดยมีสารหอมอย่าง Clearwood มาช่วยด้วยโดยมีความเขียวหวานกึ่งใสกึ่งนวลประปรายและมีแอมเบอร์มาเสริมให้มีมิติอบอุ่นอ่อนๆ เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งช่วงท้ายเป็นกลิ่นที่ยังไงก็รอดสูงมาก เนื้อกลิ่นมีความสะอาดนวลรองพื้นแต่ไล่เลเยอร์ความเป็นไม้หอมโปร่งๆ ติดหวานนวลแกมเขียวอ่อนๆ สบายๆ ได้ลงตัวและไม่ซับซ้อนแต่อย่างใด

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าเพศไหนก็ใส่กลิ่นแบบนี้ได้สบายและ Happy ได้ไม่ยากในความไม่ต้องดูพยายามหรือซับซ้อนอะไรมากมาย อารมณ์แบบกลิ่นนี้เป็นตัวเสริมตัวตนมากกว่าที่จะเทคโอเวอร์ตัวตนของผู้ใช้งาน ซึ่งกวาดหมดในการใช้งานยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป ทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงใส่ออกกำลังกายก็ได้สบายมาก ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปจะดีที่สุด เพราะกลิ่นไม่ได้เข้ากับการใส่ไปปล่อยเสน่ห์ท่องราตรีแบบจัดจ้านแต่อย่างใด ยกเว้นอารมณ์ชิลล์ๆ สังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงอันนี้ลงตัวและสบายมาก 

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีบวกลบบ้างว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเจอไปที่ราวๆ 6 ชม. กับการใช้ที่ 6 สเปรย์เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าดมที่เสื้อกลิ่นจะติดทนยาวไปจนแตะ 8 ชม. ได้อยู่

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในตอนต้น อารมณ์ทำให้เราไม่ได้อึดอัดหรือดูจัดจ้านคมๆ แต่พอเริ่มขยับเข้าช่วงกลางกลิ่นจะแตะการกระจายดีขึ้นมาทันทีราวๆ 2 ชม. แล้วจะลดลงมาที่ปานกลางก่อนจะกลายเป็นออร่ารอบๆ คัวที่ผ่านไปประมาณ 4 ชม. แล้ว และพอแตะชั่วโมงที่ 6 ก็ติดผิวและจางไปตามความสามารถของแต่ละสภาพผิวที่เก็บกักน้ำหอมได้

สรุป - พื้นฐานกลิ่นใช้ง่ายแบบเดียวกับ CK One ที่ตอบสนองทุกเพศได้ชัดเจนมาก โดยยังคงยืนพื้นที่การเป็นโทนสดชื่นเช่นเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างจากการเป็น CK One คือ การวาง Position กลิ่นที่ใสขึ้น แอบเข้าทางมินิมัลมากขึ้น โดยเอาความเป็น Citrus, Aquatic, Green, Aromatic, Woody และ Musky มาเจอกันตรงกลางพอดี แบบไม่ซับซ้อนไม่หวือหวา แต่เรียบง่ายและยังไงก็รอด เรียกว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วนแบบไม่ต้องพยายามทำให้ดูแตกต่าง แต่เป็นตัวเองในมุมที่เราพึงพอใจโดยไม่ต้องพยายามอะไรมาก และที่สำคัญ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง เต็มๆ 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.calvinklein.us/en/ck-everyone-eau-de-toilette/44013772.html

 

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Histoires de Parfums - 1826 Eugénie de Montijo

Histoires de Parfums - 1826 Eugénie de Montijo

Eugénie de Montijo ชื่อนี้คือ สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสพระองค์สุดท้ายก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบอบการปกครองใหม่ของฝรั่งเศสในช่วงปี 1871 ที่มีพระปรีชาสามารถเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องการสนับสนุนการปกครองรัฐ รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับสมญานามว่า Queen of Fashion จากสื่อในยุคนั้นเพราะประยุกต์เอาการแต่งกายของฝรั่งเศสในยุคพระนางมารี อองตัวเนต และศิลปะวิทยาการต่างๆ แบบนีโอคลาสสิคมาทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากด้วยเช่นกัน

ซึ่งบุคคลทางประวัติศาสตร์คนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่จุดประกายในหลากหลายด้านทั้งความงาม ความสามารถ การใช้ชีวิตและงานศิลปะต่างๆ ที่เกิดมาจากพระองค์ เช่นนั้นไม่แปลกที่จะได้มาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจกับการสร้างสรรค์กลิ่นออกมาเป็นน้ำหอมของแบรนด์ Histoires de Parfums และชื่อกลิ่นนั่นก็คือ ปีเกิดของพระองค์นั่นเอง

1826 Eugénie de Montijo เปิดตัวมากับกลิ่นโทน Citrus แกมพิมเสนที่มีไม้หอมแห้งๆ สะอาดๆ โปร่งๆ เสริมโทนอยู่ อารมณ์กลิ่นจะให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นกระดาษที่มีความสว่างโปร่ง และมีความสดชื่นประปรายรายล้อมในระดับหนึ่ง และที่สำคัญสัมผัสได้ถึงการผสมผสานทางกลิ่นที่มีความเป็นกลิ่นกึ่งแป้งหวานโปร่งติดชื้นๆ ดอกไวโอเล็ตมาเจอกับอบเชยที่ให้ความหวานที่ไม่ได้มีความเผ็ดอุ่นเข้ามา เหมือนเอามาแต่กลิ่นหวานอบเชยหน่อยๆ เสียมาก ซึ่งทำให้เนื้อกลิ่นมีความหวานปลายๆ แบบไม่ได้โจ่งแจ้งแต่มีภูมิมีมาดแบบกลางๆ กำลังดี ซึ่งเปิดมาก็เรียกว่าต้องย้อนกลับไปดูชื่อรุ่นเลย เพราะเนื้อกลิ่น Unisex มากกว่าที่คิด

ในการปรับเปลี่ยนเข้าช่วงกลาง สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้มากขึ้นคือ เนื้อกลิ่นพิมเสนน่าจะเป็นแกนหลักของกลิ่นเป็นแน่แท้ ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความครีมมี่ในอัตลักษณ์ของพิมเสนที่ไม่ได้แห้งจนเป็นยาจีน หรือว่าไม่ได้ใสจนกลายเป็นน้ำพิมเสนเกินไป แต่เป็นกลิ่นปร่าระเรื่อเรียบหรูที่มีความครีมมี่ออกทางดอกไม้ขาวแบบนุ่มนวลกำลังดีมารองรับ แต่ไม่ใช่แค่นี้ เนื้อกลิ่นมีความซับซ้อนในการชูโรงกลิ่นพิมเสนมากกว่าที่คิด เพราะว่านอกจากมิติกลิ่นทางกว้างที่ให้ัความครีมมี่พิมเสนแกล้มดอกไม้ขาว ยังมีมิติทางลึกที่พิมเสนจะผสมผสานกับเครื่องเทศอย่างอบเชยที่ให้ความหวานที่อวลอ่อนๆ แกมกลิ่นปร่าขิงที่เสริมให้เนื้อกลิ่นมีความ Earthy ติดดินๆ แต่มีความสะอาดติดปร่าเข้ามาร่วมด้วย เรียกว่ามิติกลิ่นพิมเสนช่วงนี้ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนใคร และไม่ต้องยัดเอาความเป็น Amber หนักๆ มาทำให้พิมเสนต้องดูฮิปปี้เลย ซึงแค่นี้ก็ทำให้กลิ่นมีมิติที่หรูหราและวางตัวดีมีระดับสูงมากแล้วจริงๆ

ก่อนจะเข้าช่วงท้ายเนื้อกลิ่นเริ่มมีความอบอุ่นเสริมขึ้นมาตามลำดับแค่ไม่ได้หนักมากให้อารมณ์เป็นกลิ่นโทนวานิลลาแกม Incense ปร่าบางๆ เรียบหรู เสริมด้วยความอบอุ่นของแอมเบอร์ที่เข้าโทนวานิลลามากกว่าจะเป็นยางไม้ ทำให้เนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นแบบกำลังดีมีเสน่ห์และวางตัวดีในเวลาเดียวกันสูงมาก และเมื่อเข้าช่วงท้ายเต็มตัวเนื้อกลิ่นเริ่มมีความนุ่มนวลของ Musk ที่มาทำให้กลิ่นมีโทนสว่างนวลมากขึ้น และไม่แค่นั้นกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ที่ให้ความพลิ้วๆ ก็เข้ามาผสมผสานด้วย ทำให้มิติกลิ่นจะมีกลิ่นวานิลลากึ่งแป้งหอมแกมไม้หอมที่มีความปร่ากึ่ง Incense ซ้อนรองด้วยกลิ่น Musk แกมอบอุ่นนวลๆ ซึ่งเนื้อกลิ่นให้โทนสีสว่างไล่เฉดมาเป็นครีมและสีนวลวานิลลาได้ครบถ้วน และยังมีความเป็นพิมเสน Cover เนื้อกลิ่นที่สร้างความมีระดับ การวางตัว และออร่าที่มีความใจดีแกมหวานอ่อนๆ ได้สมดุลย์มาก ถือเป็นการปิดท้ายที่ทำให้เห็นภาพการเป็นผู้หญิงสูงศักดิ์ที่ไม่ได้แสดงท่าทีผ่านกลิ่นออกมาด้วยความเป็นนางพญา แต่ให้ความน่าเคารพ ความนุ่มนวล และอ่อนโยนแบบมีพลังและล้อมกรอบด้วยความเรียบหรูได้งดงามเลยทีเดียว  

เหมาะสำหรับ - แม้ว่าแบรนด์จะตราเอาไว้ว่าน้ำหอมผู้หญิง แต่จริงๆ คือ Unisex ชัดเจนมาก ตอบโจทย์การใช้งานทุกเพศได้เลย ในการสร้างออร่าความเรียบหรู และมีความสุขุมแกมสูงศักดิ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือว่ากลิ่นเป็น Daily Scent ชัดเจนและเข้ากับแทบจะทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบวางตัวดีหน่อยๆ เนื้อกลิ่นอาจจะไม่ได้เข้ากับการใส่แบบลุยๆ Activities หรือออกกำลังกายนัก แต่ถ้ารอช่วงท้ายๆ ก็ได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงานหรือทั่วๆ ไปอันนี้ก็เพียงพอแล้ว

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบราวๆ 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายด้วยส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวเจอไปที่ราวๆ 10 ชม. อยู่เป็นประจำ 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วพอผ่านซัก 10 - 15 นาทีก็จะลงมาปานกลางไปราวๆ 2 - 3 ชม. แล้วจะคงที่ที่ออร่ารอบๆ ตัวยาวไป ถือว่าเป็นกลิ่นแนวโทนสุภาพที่มีระดับในเรื่องการกระจายแบบไม่เน้นการปล่อยพลังได้ดีมาก แล้วพอเข้าชั่วโมงที่ 8 ก็เป็น Skin Scent ที่ให้กลิ่นพิมเสนระเรื่อๆ อ่อนๆ ได้อย่างลงตัว

สรุป - ของจับไปรวมกับกลิ่นสายหรูหรามีระดับและให้ความสูงศักดิ์มากๆ อย่าง Chanel - Coromandel เลย กลิ่นให้อารมณ์เดียวกัน แต่ไม่ได้เหมือนกัน รวมถึงตัว 1826 มีความสุภาพและมีความนิ่งมากกว่า ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นการ Tribute สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสพระองค์สุดท้าย จึงถือว่าเหมาะสมและวาง Position กลิ่นได้ดีมากจริงๆ ในการสร้างภาพผู้หญิงสูงศักดิ์ออกมาแบบไม่ต้องเยอะสิ่งแต่มีความซับซ้อนและนิ่งสง่าได้ครบถ้วนมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.histoiresdeparfums.com/products/perfume-1826

 

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Histoires de Parfums - 1828 Jules Verne

Histoires de Parfums - 1828 Jules Verne

ในสมัยประถมศึกษาที่ได้เรียนโรงเรียนคริสต์ที่ทำให้ได้เข้าห้องสมุดบ่อยมาก (เพราะเป็นเด็กเนิร์ดด้วยส่วนหนึ่ง) เลยทำให้ได้รู้จักวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ทำให้ติดงอมแงม และจากที่จำความได้เรื่องแรกที่ได้อ่านคือ “80 วันรอบโลก” ของ Jules Verne แล้วมานั่งตื่นเต้นตอนที่ได้อ่าน “ใต้ทะเล 20,000 โยชน์” ต่ออีก ซึ่งทำให้ทึ่งในความเป็นวรรณกรรมไซ-ไฟ ที่มีความสมจริงอย่างมาก และทุกอย่างที่ผู้เขียนท่านนี้ได้เขียน ราวกับเป็นผู้ที่ข้ามเวลาจากอนาคตมาเขียนนิยายในยุคนั้นมากมาย

จนเมื่อได้เห็นการสร้างสรรค์น้ำหอมของแบรนด์ Histoires de Parfums ที่เอาความเป็น Jules Verne มาสื่อสาร ภาพในอดีตที่เคยได้อ่านวรรณกรรมก็กลับมาทั้งหมด พร้อมกับความอยากลองและอยากรู้ว่าแบรนด์จะสร้างสรรค์กลิ่นออกมาอย่างไรแทน กับการเอาปีเกิดของบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ท่านนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อความทางกลิ่น เช่นนั้น มาพิจารณาเนื้อกลิ่นกันว่าจะออกมาเป็นเช่นไร  

เปิดต้นกลิ่นมาก็ชัดเจนเลยว่า กลิ่นอายสายสุภาพบุรุษที่สดชื่นและมีความสว่างแบบที่มีความสุขุมลุ่มลึกในเวลาเดียวกันจะชัดเจนตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกลิ่นเลย และสปอยกันก่อนเลยว่าจะเป็นแบบนี้ไปจนถึงช่วงท้ายเสียด้วย ซึ่งในต้นกลิ่นจะเป็นการผสมผสานระหว่างโทนย Citrus ที่ไม่ได้เปรี้ยวเกินไป ออกแนวกึ่งเปรี้ยวกึ่งฝาดกึ่งขมที่มีความสะอาดแกมชื้นๆ กำลังดี โดยจะมีตัวแปรสำคัญที่บอกถึงความเป็นน้ำหอมสุภาพบุรุษสว่างสดชื่นเลยนั่นคือ ยูคาลิปตัส ที่จะมาให้โทนปร่ากึ่งการบูรหอมติดเขียวแกมไม้หอมปร่าๆ มีความเป็นผลไม้อ่อนๆ เสริมเบาๆ และไม่ใช่แค่นั้นสิ่งที่สำผัสได้อีกบอกชัดไปอีกถึงความขรึมสว่างของกลิ่นนั่นคือโทนสนไพน์ ที่จะให้ความ Classic แบบผู้ชายสายสมาร์ทได้ชัดเจน เรียกว่าช่วงเปิดมา ก็ทำให้คนใส่เหมือนแต่งตัวเป็นสุภาพบุรุษสายสมาร์ทที่มีความ Nice ให้รับรู้ได้เต็มๆ

การเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางจะเป็นกลิ่นอายสายไม้หอมแกมพริกไทยจะค่อยๆ เด่นขึ้นมาทีละหน่อย โดยที่ยังมีโทนสดชื่นติดปร่ายูคาลิปตัสก็ยังตามมาครบถ้วย เพียงแต่แค่จะลดความรู้สึกสดชื่นชื้นๆ ลงมาเป็นโทนแห้งสะอาดและมีเสน่ห์มากขึ้นในการเป็นโทนไม้หอมที่ไม่ใช่แค่กลิ่นสนไพน์ที่ให้อารมณ์เขียวปร่าแกมสะอาดติดหวานอ่อนๆ แล้ว จะยังมีไม้ซีดาร์ที่เข้ามาทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนขรึมๆ มีความสุขุมมากขึ้น กลิ่นจะไม่ได้โดดโทนไหนมาให้รู้สึกสะดุดเลย เพราะตัวเกลากลิ่นที่ดีอย่างเม็ดจันทน์หอม ทำหน้าที่เกลาให้กลายเป็นลูกผสมที่สมดุลย์มากระหว่างการเป็นโทนไม้หอมสุขุมกับปร่าเผ็ดนวลสะอาดของพริกไทยแกมความสดชื่นประปรายในเนื้อกลิ่นในกลมกล่อมมาก ทุกอย่างคุมโทนสว่างและสุภาพบุรุษวางตัวดีและมีเสน่ห์แบบไม่ได้ไปทางเย้ายวน แต่ให้ความน่าไว้วางใจและมีภูมิแบบไม่ได้เข้าถึงยากได้ลงตัวมาก

เนื้อกลิ่นช่วงท้ายจะปรับลดโทนเผ็ดนวลต่างๆ ลง และความเป็นโทนสดชื่นจะจางไป แต่จะให้ความเป็นไม้หอมที่มีความเป็นโทนสุภาพบุรุษที่เข้าทาง Classic มากขึ้น ซึ่งสนไพน์กับไม้ซีดาร์แท็คทีมกันได้อย่างลงตัวในการให้โทนไม้หอมสะอาดแกมเขียวกึ่งหวานอ่อนๆ สว่างๆ แต่จะมีตัวเสริมที่ให้ความน่าค้นหาเข้ามาจากหญ้าแฝกที่ให้โทนไม้แห่้งๆ ติดดินหน่อยๆ และมีกลิ่นออกทางควัน Incense ประปรายเข้ามาร่วมด้วย ทำให้กลิ่นคุมโทนความเป็นสุภาพบุรุษที่มีความภูมิฐาน ดูมีภูมิแบบที่ไม่ได้จำเป็นต้องปล่อยพลังจัดจ้าน แต่ให้ความเรื่อยๆ ที่ทำให้คนได้กลิ่นรู้สึกไว้วางใจและน่าเชื่อถือในการวางตัว ซึ่งกลิ่นแบบนี้ทำให้นึกถึงผู้ใหญ่ที่มีความรู้และมีประสบการณ์ที่ไม่ได้เข้าถึงได้ยาก มีความ Nice แบบที่เราไม่เคอะเขินที่จะเข้าไปขอความรู้หรือคำปรึกษาด้วย โดยที่ไม่มีเรื่องความเย้ายวนอะไรมาเกี่ยวข้องนอกจากความประทับใจอย่างเดียวเน้นๆ เรียบง่ายและดีงาม

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป เนื้อกลิ่นจะชัดเจนมากในการสร้างออร่าสุภาพบุรุษที่สดชื่น ภูมิฐาน สมาร์ท ร่วมสมัย และมีความสว่าง Nice ขึ้นเข้าทางการเป็น Daily Scent ที่ใส่ได้ยามทางการและทั่วไปได้อย่างเหมาะสมและลงตัวมาก จะมีก็แต่การใส่ออกกำลังกายที่รอช่วงท้ายๆ น่าจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงานจะดีที่สุด เพราะเนื้อกลิ่นไม่ได้เจาะจงเรื่องความเย้ายวนเท่าไหร่นัก

ความทน - กลิ่นทนลงตัวที่ 8 - 10 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกถ้าสภาพผิวเอื้อมากพอ ซึ่งส่วนตัวเจอสูงสุดที่ 15 ชม. ในการใช้งาน เรียกว่าเรื่องนี้ไม่น่าห่วง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ช่วงเปิดยาวไปจนถึง 3 ชม. แรกเลยทีเดียว เพียงแต่การกระจายดีนี้จะได้อารมณ์กึ่งน้ำหอมสาย Classic ที่จะมีพลังในการกระจายดี เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะไม่ได้หนักหน่วงพุ่งคมบาดมากนัก แล้วจะลดลงมาปานกลางต่อถึงชั่วโมงที่ 5 ก่อนที่ จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวหลังจากผ่านไปราวๆ 8 ชม. ไปแล้ว

สรุป - ให้คำจำกัดความได้แบบง่ายมากแบบไม่ต้องคิดเยอะเลยว่า “สุภาพบุรุษอย่างแท้จริง” สำหรับกลิ่นนี้   

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.histoiresdeparfums.com/products/perfume-1828

 

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Review: Histoires de Parfums - 1876 Mata Hari

Histoires de Parfums - 1876 Mata Hari

Mata Hari เป็นภาษามาเลเซียที่แปลว่า “ดวงตาแห่งรุ่งอรุณ” และเป็นหนึ่งในนามแฝงของบุคคลในประวัติศาตร์ที่ถือเป็นสายลับผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่แม้จะลงเอยด้วยการโดนประหารชีวิตจากการตัดสินของศาลฝรั่งเศส ด้วยสาเหตุอันใดที่อาจจะทั้งผิดจริงในการเป็นสายลับ 2 หน้า หรือโดยป้ายความผิดเพื่อลดทอนความผิดพลาดบางอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ เธอคนนี้คือหนึ่งในบุคคลประวัติศาสตร์ที่ผ่านการดิ้นรนต่างๆ ในชีวิตมาอย่างมากมาย และจะเรียกว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่โด่งดังมากจริงๆ ในช่วงปี 1906 เพราะอาชีพสร้างชื่อของเธอนั้นก็คือ ระบำเปลื้องผ้า ที่อุปโลกเอาสไตล์ของเอเชียมาผสมผสาน โดยมีเครื่องแต่งกายที่ประดับแพรวพราวที่เปิดเผยเรือนร่างให้เย้ายวนมากที่สุด  

ซึ่งเพราะระบำเปลื้องผ้านี่แหละที่ทำให้เธอคนนี้ได้ไปพัวพันกับชนชั้นสูงต่างๆ ในระดับประเทศและสามารถเดินทางไปโน่นนี่ได้ในช่วงระยะเวลาสงครามแบบน่าสงสัย ซึ่งอารมณ์พอเข้าไปพัวพันก็ต้องกลายเป็นสายลับเพื่อดิ้นรนให้อยู่รอดได้จนวาระสุดท้าย กลายเป็นหนึ่งในบุคคลในหน้าประวัติศาสตร์ในที่สุด และก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสรรค์กลิ่นของแบรนด์ Histoires de Parfums ในการดึงเอาความเย้ายวนและน่าค้นหาของการเป็น Mata Hari มานำเสนอผ่านกลิ่น โดยเอาปี 1876 ที่เป็นเกิดของเธอคนนี้ เป็นตัวตั้งในการตั้งชื่อกลิ่นนั่นเอง

ช่วงเปิดตัวจะจับต้องได้ชัดเจนมากว่านี่จะเป็นกลิ่นอายโทนแป้งเป็นพื้นฐานแน่นอน เพราะไอริสจะให้อารมณ์แบบแป้งฝุ่นกึ่งแป้งเครื่องสำอางค์เด้งขึ้นมาเลย แต่จะมีสิ่งที่เป็นเลเยอร์สำคัญให้รู้สึกได้นั่นคือ กลิ่นที่ออกทางชื้นๆ แกมหวานกึ่งเปรี้ยวอ่อนๆ ของลิ้นจี่ที่จะให้อารมณ์แบบติดฉ่ำและมีกลิ่นติดเปลือกส้มแฝงอยู่หน่อยๆ ตามด้วยกลิ่นออกทางเครื่องเทศที่ให้อารมณ์คล้ายกลิ่นเหงื่อ ที่ให้ความรู้สึกกึ่ง Animalic น่าค้นหาที่เดาไม่ยากว่าต้องเป็นยี่หร่าเคล้าความปร่าติดเขียวที่ไม่ถึงกับกานพลูแต่ให้ความสว่างๆ ซึ่งน่าจะมาจากคาร์เนชั่นมาเสริม ทำให้เนื้อกลิ่นช่วงต้นเปิดตัวที่เป็นกลิ่นอายสไตล์แป้งกึ่งสดชิ่นแนวคลาสสิคที่ให้ความร่วมสมัยได้ด้วย ที่สำคัญมีความ Feminine ในสไตล์แป้งหอมเย้ายวนชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มกลิ่นเลย

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางการเปลี่ยนแปลงจะมีในส่วนของการลดบทบาทกลิ่นโทนชื้นๆ ลงมาเป็นโทนแป้งเต็มตัว ซึ่งความเป็นแป้งฝุ่นแนวเครื่องสำอางค์จะมีความเป็นกุหลาบหอมนวลๆ เข้ามาผสาน และที่สำคัญมีไวโอเล็ตมาเสริมโทนแป้งให้มีความหวานโปร่งเข้ามาร่วมด้วย จนเรียกว่าเป็นกลิ่นแป้งกุหลาบเลยก็ย่อมได้ แต่เนื้อกลิ่นจะมีความเป็นโทนปร่าเผ็ด Spicy ที่มีหลายมิติซ้อนอยู่ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นโทนปร่าสว่างแกมเขียวนิดๆ ของคาร์เนชั่น กับกลิ่นโทนเครื่องเทศลูกผสมที่ยังคงให้ความเป็นกลิ่นเหงื่อเซ็กซี่ของยี่หร่าที่มีความสมดุลย์ติด Dirty Sexy แบบพอเหมาะ เคล้าความอบอุ่นแกมอุ่นอวลๆ ของอบเชยที่ให้ความรู้สึกเย้ายวนเพิ่มเข้ามา แต่สิ่งที่ให้ความรู้สึกมากกว่าความเป็นแป้งหอมเซ็กซี่นั่นคือความลึกลับและดึงดูดแบบน่าประหลาด เพราะว่าการมีกลิ่นออกทางไม้หอมติดดาร์กแฝงความเป็น Smoky หน่อยๆ ที่ค่อยๆ คืบคลานออกมาให้จับต้องได้นี่แหละที่ทำให้ชั้นเชิงของกลิ่นมีความน่าค้นหาเข้ามาร่วมด้วยแบบไม่ธรรมดา

ช่วงท้ายต้องบอกว่าเป็นช่วงที่ Sexy มากเกินคาด กลิ่นไม่ได้ยัดเยียดความเซ็กซี่เย้ายวนแบบจงใจ ปล่อยพลังราวกับพร้อมฟาดฟัน แต่ให้ความเป็นลูกผสมระหว่างโทนแป้งกุหลาบเสริมด้วยแป้งวานิลลาที่เป็นพื้นฐาน + กับโทน Musky Woody ที่มาเสริมให้ดูอวลเย้า ซึ่งทุก Notes ต่างเสริมกันเป็นอย่างดีทีให้ความรู้สึกแบบกลิ่นแป้งหอมเย้าๆ บนผิวกายผู้หญิง ที่ให้ทั้งอารมณ์ละมุนน่าซุก ให้ความเย้ายวนอวลจริตแบบไม่ล้นมีความพอดี ยิ่งโทนไม้หอมที่มีกลิ่นไม้จันทน์หอมครีมนวลเคล้าความ Earthy หน่อยๆ ของหญ้าแฝก มีความ Smoky บางๆ เนียนๆ ที่ทำให้น่าค้นหาเรียกว่าครบเครื่องการเป็นโทน Sexy แบบที่ควรจะเป็น และปล่อย Sex Appeal ออกมาได้อย่างเต็มที่ได้เลยโดยไม่ต้องพยายาม  

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศที่ต้องการความเย้ายวนอวลจริตเสริมคาแรคเตอร์แบบที่เซ็กซี่ร่วมสมัยแบบที่ไม่พยายามที่จงใจ แต่ออกแนวสร้างความซึมลึกในการดมให้ผู้อื่นจับต้องได้ว่าคนนี้แหละเซ็กซี่และไม่ธรรมดา ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งทางการและทั่วๆ ไป แบบกลิ่นเหมือนแป้งหอมแต่มีกิมมิคที่ความเย้ายวนเนียนๆ ให้ติดใจเสียมาก แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายได้เลย (แต่ไม่รวมการออกกำลังกายเฉพาะทางแบบจับคู่) ส่วนยามค่ำคืนเรื่องการใส่ไปปล่อยพลังยามท่องราตรีอาจจะสู้สายหนักหน่วงรอบทิศไม่ได้ แต่ถ้าใส่ไปแบบโรแมนติค หรือว่าออกงานบอกเลยว่ามีเสน่ห์มากพอที่จะดึงดูดแน่นอน และสำหรับผู้ชายที่ต้องการจะใช้กลิ่นนี้ เอาจริงๆ เนื้อกลิ่นก็มีความ Unisex ให้สัมผัสประปรายอยู่ ถ้าจะใส่ก็ไม่มีปัญหา เผลอๆ มีเสน่ห์กว่าผู้หญิงใส่ด้วยซ้ำไป 

ความทน - พื้นฐานแต่ที่ 8 ชม. ได้สบายมาก และไปต่อได้อีกจนถึง 12 - 15 ชม. ได้อีกด้วย เรียกว่าเรื่องนี้แทบไม่ต้องห่วงเลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้นราวๆ 5 - 10 นาที แล้วจะลงมากระจายดีไปราวๆ 1 ชม. หลังจากนั้น จะคงที่กระจายปานกลางแล้วค่อยๆ ผ่อนลงไปแตะที่ออร่ารอบๆ ตัวแบบยาวไป จนเมื่อถึงชั่วโมงที่ 8 - 10 กลิ่นถึงค่อยๆ ลดลงมาเป็น Skin Scent   

สรุป - เนื้อกลิ่นอาจจะไม่ได้ดูวัยรุ่นมากนัก และไม่ได้จัดจ้านในการปล่อยพลังให้รับทราบถ้วนทั่วว่าตัวแม่มาแล้ว แต่พื้นฐานนั่นคือความเย้ายวนแบบสตรีเพศที่ให้ความมีจริตและมีความน่าค้นหาแบบที่ตามองอย่างเดียวคงไม่ได้ ควรต้องเข้าใกล้ด้วยเพื่อรับรู้ความเซ็กซี่เย้ายวนผ่านกลิ่นกายที่หอมนวลอวลละมุนชวนคลุกวงใน แบบนี้สิที่น่าจะใช่และให้ความเป็น Mata Hari แบบที่ไม่ได้แตะกลิ่นอายในช่วงระบำเปลื้องผ้า แต่แตะเอาช่วงเวลาที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลชั้นสูงต่างๆ ด้วยจริตของผู้หญิงนี่แหละ ตรงตัวที่สุด 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.histoiresdeparfums.com/products/perfume-1876