วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Sucreabeille - Cup of Ambition

Sucreabeille - Cup of Ambition

Well, I tumble outta bed and stumble to the kitchen, Pour myself a cup of ambition”

ถ้าคนที่ฟังเพลงสากลมาตั้งแต่ยุค 80 ต้องบอกว่าเนื้อร้องท่อนนี้จะคุ้นมาก เพราะว่านี่คือหนึ่งในเพลงที่ดังมากที่สุดหนึ่งเพลงของศิลปินหญิง Country อย่าง Dolly Parton กับการเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่และยังออกอัลบั้มเพลงอยู่เลย (ล่าสุดเป็นอัลบั้ม Christmas เมื่อปี 2020) ซึ่งนั่นก็คือเพลง 9 to 5 ที่เป็นทั้งเพลงเอกในอัลบั้มที่ 23 ของตัวคุณป้า Dolly เอง และเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Comedy ตลอดกาลที่ชื่อเดียวกับเพลงเช่นกัน

และแน่นอนว่าเพลงนี้แหละคือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นอายความหอมออกมาของแบรนด์อินดี้สายเก๋อย่าง Sucreabeille ที่ Tribute ให้กับทั้งตัว Dolly Parton และเพลง 9 to 5 รวมถึงสร้างสรรค์กลิ่นอายโทนกาแฟ ที่จะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับเอาคาเฟอีนเข้าร่าง แล้วทำให้เกิดความสดชื่นพร้อมสร้างสรรค์อะไรก็ตามให้เกิดขึ้นได้ เช่นนั้น มาสัมผัสกาแฟขวดนี้กันหน่อยว่าจะทำออกมาในรูปแบบไหน

Cup of Ambition เปิดมาก็บอกได้เลยว่า “นี่มันมอคค่าร้อนหวานปกติโรยด้วยมาร์ชเมลโลว์นี่นา” ซึ่งเนื้อกลิ่นจะให้อารมณ์ผสมผสานแบบจับต้องได้ในหลายๆ โทนที่ผสมผสานกลายเป็นเครื่องดื่มร้อนแก้วที่ว่าออกมาค่อนข้างชัดในการจับกลิ่น เริ่มจากกาแฟที่จะได้อารมณ์แบบ Expresso Shot หรือจะว่าไปก็คล้ายๆ กับกลิ่นแบบที่เราใช้เครื่อง Nespresso ทำ Lungo Coffee ขึ้นมาหนึ่งแก้ว และอาจจะไพล่ไปที่กาแฟดริปที่กลิ่นเข้มหอมกำลังดีก็พอได้ ซึ่งกลิ่นจะเด่นขึ้นมาปะทะจมูกก่อนเพื่อนเลยอันนี้แหละได้อารมณ์แบบใช่เลยกรุ่นกริ่นกาแฟชวนรื่นรมย์ในยามเช้าทำให้เกิดความตื่นตัวจริงๆ แล้วจะตามมาติดๆ ด้วยกลิ่นชอคโกแลตที่เสริมเข้ามาพร้อมความครีมมี่แกมวานิลลาหวานติดแหลมนิดนึง แต่ก็ไม่ได้บดบังทัศนียภาพทางกลิ่นในการเป็นกาแฟไป ออกจะเสริมกันเป็นอย่างดีจนทำให้ช่วงต้นมีทั้งความเป็นกาแฟดำร้อน ตามด้วยความเป็นชอคโกแลตมอคค่าที่มีความหวานแกมกลิ่นมาร์ชเมลโลว์ละลายผสมอยู่ในกาแฟ ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์กลิ่นกาแฟติดหวานครีมมี่ที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ

ในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ช่วงกลางความครีมมี่จะเริ่มเบาลงลงมาเป็นสาย Lighter มากขึ้น โดยที่ความเป็นกาแฟจะยังสตรอง และเป็นศูนย์กลางของกลิ่นที่จะอยู่ยาวไปจนถึงช่วงท้ายแน่นอนแบบไม่ต้องเดาอะไรมาก ซึ่งช่วงนี้จะได้อารมณ์ความหวานที่ลดลงมาหน่อยจากช่วงต้น อารมณ์แบบลดความเข้มข้นในความหวานประมาณนั้น แต่จะมีโทนวานิลลาแบบอ่อนๆ กึ่งครีมมี่มาร์ชเมลโลว์ที่หอมละมุนกำลังดีคลอเคลียไปกับกาแฟที่ยังจับต้องได้ถึงความเข้มในเนื้อกลิ่นได้อยู่ ซึ่งอารมณ์กลิ่นที่ได้จะมีลักษณะแบบช่วงกำลังดื่มและมีกลิ่นอวลอยู่ในปากที่ทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน โดยช่วงนี้แหละจะจับจุดได้เลยว่าเป็นโทนกาแฟครีมมี่มีลูกผสมที่ค่อนไปทางลาเต้ที่มีลูกเอื้อนเป็นมอคค่าครีมมี่หน่อยๆ และบางวูบให้อารมณ์แบบกาแฟดำใส่ครีมนิดๆ อารมณ์ค่อนไปทางลูกอมโกปิโก้เล็กๆ ก็มีอยู่ด้วย เลยถือว่าช่วงกลางยังคุมโทนการเป็นกาแฟหอมโดยเจาะเข้าไปในช่วงเวลาที่เราดื่มและละเลียดไปกับมันได้ดีเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายเพราะจะเริ่มจับต้องได้ก่อนเพื่อนเลยคือ เนื้อกลิ่นจะมีโทนออกทางแห้งแกม Smoky มากขึ้น เพราะมีโทนไม้หอมเข้ามาเสริมซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหญ้าแฝกกับสารหอมอย่าง ISO E Super และความครีมมี่เริ่มเป็นโทนเบาๆ ประปรายในกลิ่น ซึ่งกาแฟเมื่อจับกับโทนไม้หอมแห้งๆ แล้วจะได้อารมณ์แบบกลิ่นกาแฟติดแก้วหน่อยๆ ที่ยังมีความอะโรม่าให้รับรู้ได้แบบเวลาเราดื่มกาแฟหมดแล้วมีคราบติดอยู่ และไม้หอมนี่แหละที่ไปเชื่อมกับโทนวานิลลากึ่งมาร์ชเมลโลว์ที่ก็เบาๆ เกลาให้กลายเป็น Woody Gourmand แบบอ่อนๆ ที่เป็นกลิ่นวานิลลาแกมไม้หอมตีคู่ผสมผสานไปกับโทนกาแฟแห้งๆ สร้างความรู้สึกผ่อนคลายหอมแบบรื่นรมย์แบบกลิ่นกาแฟที่ติดอวลในแก้ว หรือคราบกาแฟที่ติดคาแก้วให้โทนติดไม้หอม Woody Smoky หรือจะเป็นสไตล์ Aftertaste แบบกาแฟดีๆ ที่ให้กลิ่นคลุ้งอ่อนๆ อยู่ในลำคอเราก็ได้ด้วย ปิดท้ายการเป็นโทนคาเฟอีนที่ทำให้เราพร้อมลุยงานระหว่างวันได้ลงตัวมากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - Unisex ได้หมดทุกเพศที่หลงใหลในกลิ่นกาแฟ เพราะกลิ่นนี้คือการถอดความเป็นกาแฟออกมาได้ชัดเจนและเป็นตัวหลักจริงๆ ที่อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบ ซึ่งเข้ากับกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบทั่วๆ ไป หรือใส่ทำงาน Office แต่ถ้าเป็นยามทางการก็อาจจะต้องดูนิดนึงว่าเหมาะสมหรือไม่ ลามไปถึงยามค่ำคืนที่เน้นใส่แบบออกงาน โรแมนติค หรือว่าชิลล์ๆ ปาร์ตี้ทั่วไปจะเข้าทางที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าจะใส่ท่องราตรีไม่ได้ เพียงแต่กลิ่นไม่ได้มาแบบปล่อยพลังจัดๆ นัก อาจจะโดนกลบเอาได้ถ้าจำนวนสเปรย์เบามือเกินไป ส่วนสถานการณ์ที่ควรตัดการใส่ออกไปได้เลยก็คือการใส่เพื่อออกกำลังกาย เพราะกลิ่นจะรบกวนจิตใจเวลาออกกำลังกายให้อยากชิลล์กาแฟไม่จบไม่สิ้นเอาได้

ความทน - พื้นฐานยังไงก็แตะ 8 ชม. ได้สบายมาก และไปต่อได้อีกตามสภาพผิวกายที่เอื้ออำนวย ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. เป็นเรื่องปกติในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมาไวหน่อยมาที่ปานกลางซักราวๆ 3 ชม. ก่อนจะกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ จนเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นเป็นกลิ่นกาแฟอ่อนๆ เมื่อผ่านไปซัก 7 - 8 ชม. แล้ว

สรุป - ชอบการเอาเพลงมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นมากจริงๆ เพราะ 9 to 5 มันคือชั่วโมงทำงานที่ตามยุคตามสมัยนั้นต้องเจอ และทุกชีวิตต้องเปิดวันกันที่กาแฟหรือ Cup of Ambition กันทั้งนั้น และที่สำคัญอีกหนึ่งกลิ่นกาแฟที่ชัดเจนมากให้ความอะโรม่าของกาแฟแก้วโปรดๆ ในสไตล์ทั้งกาแฟดำและกาแฟมอคค่า + มาร์ชเมลโลว์ได้อย่างงามเลยทีเดียว

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/Sucreabeille/Cup-of-Ambition-61671.html

 

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Thirdman - Eau Inexplicable

Thirdman - Eau Inexplicable

Thridman เป็นหนึ่งในแบรนด์ Niche ของ US ที่เปิดตัวมาในปี 2011 กับการชิมลางก่อน แล้วมาเปิดเป็นแบรนด์เต็มตัวในปี 2012 กับการนำเสนอกลิ่นอายสไตล์มินิมัลที่ให้อารมณ์แบบบุคคลที่ 3 ที่ผ่านเราไปแล้วเรารู้สึกดึงดูดจากกลิ่นที่ได้รับอะไรประมาณนั้น รวมถึงการสร้างกลิ่นอายที่เรียบง่ายแต่ตราตรึงที่มีแรงบันดาลใจจากคาแรคเตอร์บุคคล สถานที่ และความสดชื่นต่างๆ โดยที่มุ่งเน้นสไตล์ Unisex - Eau de Cologne ที่ไม่ว่าเพศไหนก็จัดได้

เมื่อ Concept และที่มาที่ไปน่าสนใจและอยากรับรู้กลิ่นอายที่แบรนด์นี้ได้สร้างสรรค์ขึ้น สบโอกาสก็จัดมาซักหน่อยกับรุ่น Eau Inexplicable ที่โปรยเอาไว้ว่าได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินชื่อดังอย่าง Piet Mondrian ที่สร้างสรรค์งานวาดนามธรรมชื่อดังอย่าง Composition (ที่เป็นการตัดกันของเส้นแนวตั้งและแนวนอน แต่ใช้แม่สีหลักๆ ไม่กี่สีเช่น เหลือง น้ำเงิน แดง ดำ บนพื้นสีขาวในการนำเสนอ) ซึ่งเมื่อที่มาที่ไปอ้างอิงบุคคลและเอาความเป็นนามธรรมที่อธิบายไม่ได้มาจับคู่กับแนวคิดทางกลิ่นที่อิงตามเคมีของร่างกายคนที่เป็นนามธรรมเช่นกัน ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ว่ากันได้แบบนี้เลย

เปิดตัวด้วยการให้สัญญาณชัดเจนว่าความเป็นไม้หอมจะเป็นตัวหลักตั้งแต่ต้นยันจบแน่ๆ เพราะกลิ่นแนวไม้ซีดาร์แกมไม้แห้งๆ ของหญ้าแฝก ที่เดาได้ไม่ยากว่าจะเป็นสารหอม 2 อย่างมาผสมผสานกันนั่นก็คือ ISO E Super ที่ให้ความเป็นไม้หอมแนวไม้ซีดาร์โปร่งๆ สว่างๆ และ Vetiveryle Acetate ที่จะให้ลูกผสมของกลิ่นอายหญ้าแฝกที่มีความเป็นไม้แห้งๆ แกมดินมีความหวานหน่อยๆ ที่ให้ความสดชื่น เลยทำให้ได้กลิ่นแนว Cologne ไม้หอมสดชื่นมาทักทายก่อนเพื่อเลยในราวๆ 3 วินาทีแรก ก่อนที่จะจับต้องได้ว่ามีสายสนับสนุนชั้นดีอย่างโทนแนวสมุนไพรติดปร่านวลๆ ของพริกไทยแกมฝาดนิดๆ ที่เสริมขึ้นมาให้เนื้อกลิ่นมีความปร่าเผ็ดนวลสะอาดและมีลูกเอื้อนแบบกุหลาบหน่อยๆ ให้มีมิติที่น่าสนใจและไม่ทื่อเกินไปเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถือว่าช่วงเปิดให้ความสดชื่นในสไตล์ Woody Cologne อย่างแท้ทรู ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน และมินิมัลเต็มๆ

การเปลี่ยนแปลงของเนื้อกลิ่นในการเข้าสู่ช่วงกลางเนื้อกลิ่นจะเพิ่มความเป็นไม้หอมที่ติดแห้งๆ มากขึ้น ซึ่งทั้งไม้ซีดาร์และหญ้าแฝก และสารหอมตัวเสริมต่างๆ ยังคงเด่น แต่จะมีความหวานแกมเขียวค่อนไปทางกุหลาบติดปร่านวลฝาดมาคลอเคลียร่วมด้วย ซึ่งจะได้อารมณ์แบบน้ำในแจกันดอกกุหลาบที่เป็นลักษณะเนื้อกลิ่นของเจอราเนียมแกมพริกไทยติดปร่าฝาดเล็กๆ มาเป็นตัวเสริมให้เนื้อกลิ่นเป็นโทนกึ่งไม้หอมกึ่ง Spicy แห้งๆ ที่สว่างสดชื่นกำลังดี แต่ก็ไม่ได้มีแค่นี้เพราะว่าจะมีกลิ่นปร่าระเรื่อหวานหน่อยๆ ที่เป็นลักษณะแบบพิมเสนที่โดนเกลากลิ่นและมีความใสๆ เข้ามาร่วมด้วย เลยดาได้ว่าน่าจะมีกลิ่นอายของพิมเสนหรือสารหอมประเภท Clearwood มาสนับสนุนโทนกลิ่นไม้หอมให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยให้ความระเรื่อสบายๆ กำลังดีคุมโทนลักษณะกลิ่นแบบ Cologne ได้ดีอยู่เช่นเดิม

การส่งต่อเข้าช่วงท้ายเรียกว่าไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เพราะว่าโทนกลิ่นเสริมต่างๆ ในช่วงกลางเช่น เจอราเนียม พริกไทยจะจางลงไปจนเหลือแค่โทนไม้หอมที่เป็นลูกผสม 3 (+1) โทน นั่นคือ กลิ่นแนวไม้ซีดาร์ที่มี ISO E Super เป็นตัวช่วย กลิ่นแนวหญ้าแฝกทีที่มี Vetiveryle Acetate เป็นตัวเสริม และกลิ่นแนวไม้หอมสะอาดเคล้าพิมเสนที่เป็นสไตล์แบบ Clearwood แต่อีก +1 นั่นคือ กลิ่นโทนคล้าย Amberwood หรือ Ambroxan ที่ให้ความเป็นไม้หอมอวลๆ แห้งๆ ที่มีใส่เข้ามาอยู่หน่อยนึงช่วยให้กลิ่นไม้หอมมีโทนอบอุ่นเบาๆ รองพื้นตรึงกลิ่นให้มีความชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย เรียกว่าปิดท้ายด้วยการเป็นโทนไม้หอมแห้งๆ ตรงตัว มีลักษณะแบบโทนสว่างที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเสน่ห์แบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

เหมาะสำหรับ - Unisex ก็จริง แต่ค่อนไปทางผู้ชายถึง 80% ได้เลย เพราะนอกจาก Tribute มาจาก Artist ชื่อดังที่เป็นผู้ชายแล้ว เนื้อกลิ่นก็ไม้หอมแบบที่ให้ความรู้สึกแบบผู้ชายเท่ห์ๆ มีเสน่ห์แบบสบายๆ ได้ชัดเจนมาก ซึ่งถ้าผู้หญิงคนไหนจะใช้ ก็อาจจะต้องปรับคาแรคเตอร์ให้ออกบอยๆ เท่ห์ๆ หน่อย ก็จะเข้าทีไม่หยอกซึ่งกลิ่นเข้าได้กับทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย กลิ่น Cover หมด แต่จะมีนิดนึงคือถ้าใส่เพื่อออกกำลังกาย ควรจะอยู่ในช่วงต้นหรือกลางจะลงตัวมาก เพราะถ้าเป็นช่วงท้ายกลิ่นไม้หอมจะตีขึ้นพอสมควรอาจจะไม่ได้รู้สึกสดชื่นมากนัก นอกจากนี้ในยามค่ำคืนจะใส่ออกงาน โรแมนติค หรือว่าทั่วๆ ไปได้หมด แต่ขอยกเว้นการใส่เพื่อเที่ยวกลางคืน เพราะว่าโดนกลบแน่ๆ จากคนที่ใช้น้ำหอมปล่อยพลังทั้งหลาย 

ความทน - เป็น Eau de Cologne ที่ทนเกินความคาดหมายมาก เพราะตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเกิน 4 - 6 ชม. แต่เอาเข้าจริงล่อไปที่ 12 ชม. ในทุกครั้งที่ใช้งาน ซึ่งต้องยกความดีความชอบตรงที่กลิ่นมีสารหอมที่หลากหลายในการตรึงให้ความทนทานมีมากขึ้นด้วย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีและคงตัวเสมอต้นเสมอปลายไปจนถึงชั่วโมงที่ 2 เลย ก่อนที่จะลดลงมาที่ปานกลางราวๆ 2-3 ชม. แล้วจึงผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ก่อนปิดท้ายที่ Skin Scent เมื่อแตะราวๆ ชั่วโมงที่ 8

สรุป - ถ้าคาดหวังว่าเปิดมาจะต้องมี Citrus อันนี้ต้องบอกเลยว่าไม่มี แต่สิ่งที่น่าสนใจและทำออกมาได้ดีเลยคือ การให้ความสดชื่นสไตล์ Cologne โดยเด่นที่ความเป็นไม้หอมซ้อนด้วยสมุนไพรที่ให้ความ Refreshing สไตล์ Cologne ชัดเจนมาก และคุมโทนได้ดีตั้งแต่ต้นยันปลายเลย ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นอายแนว Minimal Cologne ที่ทำได้ทนดีเกินคาดและให้ความสดชื่นรื่นรมย์แบบไม่เยอะสิ่งได้ดีเลยทีเดียว

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.cedrapharmacy.com/fragrance/thirdman-inexplicable

 

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: The Fragrance Engineers - Amore 4 Psyche

The Fragrance Engineers - Amore 4 Psyche

หนึ่งในนิยายที่สื่อสารเรื่องราวผ่านกลิ่นที่มีความสนุกสนาน และมีความเป็นสไตล์ Triller ที่ลุ้นระทึกไปด้วย จนมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากไปแล้วเมื่อปี 2006 ซึ่งพอเขียนมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนก็คงเดาได้ไม่ยากว่าเป็นเรื่อง Perfume: The Story of a Murderer กับหนึ่งในเรื่องราวของ “เกรอนุย” อัจริยะทางการปรุงน้ำหอมที่มาพร้อมกับการเป็นฆาตกรเพื่อให้วัตถุดิบบางอย่างไปต่อยอดในการสร้างกลิ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสรรค์น้ำหอมในหลาๆ แบรนด์ไม่ว่าจะอ้างอิงจากหนังสือ หรืออ้างอิงจากตัวภาพยนตร์เอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีแบรนด์ The Fragrance Engineers ที่ได้สร้างสรรค์กลิ่นโดยได้เอาแรงบันดาลใจมาจากหนึ่งในน้ำหอมที่ได้รับความนิยมในนิยายเรื่องนี้ โดยสื่อสารถึงกลิ่นแนวโรแมนติค ที่เปรียบเสมือนการจูบท่ามกลางกลิ่นอายสวนที่รายล้อมรอบตัว จนออกมาเป็นรุ่น Amore 4 Psyche

ช่วงเปิดเนื้อกลิ่นจะให้ความเป็นโทน Citrus สว่างๆ ที่จะมีเกรปฟรุตที่ให้ความเปรี้ยวหอมสดชื่นที่จะมีวูบติดเเปรี้ยวเขียวของมะนาวซ้อนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งกลิ่นไม่แปร่งแบบออกทางเปลือกผล Citrus ที่จะมีติดขมปร่าแต่อย่างใด เพราะว่ามีโทนออกทางผลไม้ติดหวานเป็นตัวรองพื้นอยู่ด้านหลังให้จับต้องได้แบบโทนออกทางสีชมพูอ่อนกำลังดี และในความรู้สึกมันบอกได้ว่าเนื้อกลิ่นมีโทนออกทางชื้นๆ เปรี้ยวอมหวานสะอาดอารมณ์แบบดอกส้มแนว Orange Blossom ที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานนวลกึ่งน้ำใสๆ ที่มีความปร่าอ่อนๆ แนวสมุนไพรเข้ามาเสริมด้วย เลยทำให้จะได้อารมณ์สดชื่นกึ่งสบู่ใสๆ แกมหวานผลไม้ ที่เปิดมาก็ค่อนไปทาง Feminine พอสมควรเลย และบอกเลยว่าตกคนที่ชอบกลิ่นอายสดชื่นแกมสีชมพูได้ไม่ยาก

ในช่วงกลางจะชัดเจนมากกับการเป็นโทนแนว Citrus Fruity Floral ที่จะเป็นการผสมผสาน 3 โทนเข้าด้วยกันแต่จะให้ความเด่นที่ความเป็นกุหลาบที่แกล้มราสเบอร์รี่แบบที่มีความกลางๆ พอเหมาะ ไม่ได้หวานราสเบอร์รี่มากไป แต่ไม่ได้กุหลาบแดงจัดจ้าน ซึ่งพอเจอความเป็น Citrus ที่ตามมาจากช่วงต้นโดยเฉพาะเกรปฟรุตมาตัดทอน ทำให้การรับรู้กลิ่นจะได้เป็นหอมนวลกุหลาบที่มีลูกเอื้อนเบอร์รี่หวานโปร่งติดปลายกลิ่นและมีความเขียวหน่อยๆ ประปรายที่สว่างสดชื่น อารมณ์ลักษณะแบบสวนซุ้มเถากุหลาบก็ว่าได้ เลยจะได้อารมณ์แบบสีชมพูโทนสว่างที่เป็นโทนโรแมนติคแบบมีความสดชื่นประปราย ซึ่งนอกจากโรแมนติคแล้วยังมีความรู้สึกอ่อนโยนแกมน่ารักในกลิ่นรวมอยู่ด้วย และแอบมีความอบอุ่นติดดอกไม้อ่อนๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งนี่แหละจะเป็นตัวเชื่อมที่ดีในการเข้าสู่ช่วงถัดไป 

เมื่อกลิ่นกุหลาบเริ่มเบาลง และเนื้อกลิ่นเริ่มมีความนวลมากขึ้นตามลำดับซึ่งเดาไม่ยากว่าเป็น Musk ก็จะเปลี่ยนเข้าช่วงท้ายโดยจะมีโทนอบอุ่นกึ่งแป้งหน่อยๆ ของวานิลลาเข้ามาผสมผสานกับ Musk และมีความปร่าอ่อนๆ ของพิมเสน ให้พอจับต้องได้ โดยที่มีกลิ่นกุหลาบแกมราสเบอร์รี่เบาๆ เนียนรวมอยู่ แต่ก็จะได้ความเป็นโทนนุ่มนวลแกมอบอุ่น โดยที่จะมีโทนแบบ Animalic Musk แบบบางๆ ที่กลืนไปกับกุหลาบ แต่มีเอกลักษณ์เบาๆ ให้ความรู้สึกแบบมีเสน่ห์ดึงดูดแบบเนียนๆ ซ่อนอยู่ เป็นการปิดท้ายน้ำหอมที่ให้ความโรแมนติคและมีเสน่ห์แบบลงตัว และกำลังดีในการใช้งานครบถ้วน

เหมาะสำหรับ - Unisex แบบที่ถ้าชอบกุหลาบสไตล์สดชื่นก็ใช้ได้สบายมาก แต่เนื้อกลิ่นจะไปทางสายผู้หญิงเสียมากกว่าราวๆ 80% ได้เลย ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไปแบบที่สร้างออร่าสดใสสีชมพูแบบโปร่งหวานและโรแมนติค แต่ไม่เข้าทางการใช้เพื่อออกกำลังกายเท่าไหร่ ส่วนยามค่ำคืนเน้นโรแมนติคหรือทั่วๆ ไปจะดีที่สุด เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลัง ถ้าใส่ไปท่องราตรีมีโดนกลบมิดแน่นอน

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นหลัก แต่มีบวกลบได้ ซึ่งแล้วแต่สภาพผิวด้วยส่วนหนึ่ง แต่ส่วนตัวเจอไปที่ 10 - 12 ชม. เป็นประจำกับการใช้ที่ 6 สเปรย์  

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น สดชื่นสว่างเจือหวานน่ารักและมีเสน่ห์เลย แล้วจะลดลงมาที่ปานกลางซักราวๆ 2 ชม. ก่อนที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป พอพ้นซัก 6 - 8 ชม. ก็จะเป็น Skin Scent แล้ว

สรุป - เป็นกลิ่นที่เข้ากับความรักแบบสดใสได้ดีมากเลย และให้อารมณ์แบบสวนที่มีกุหลาบหรือซุ้มกุหลาบที่ให้ความะรเรื่อๆ อ่อนๆ ที่น่ารัก หวานโปร่งได้ลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นกุหลาบหวานสดชื่นที่ใช้ไม่ยาก โดยมีเนื้อกลิ่นเป็นแบบ Niche Perfume ที่ใช้ง่ายและไม่เหมือนใคร 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.thefragranceengineers.com/products/legato-som

 

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Etro - Marquetry

Etro - Marquetry

ห่างหายจากการใช้น้ำหอมของ Erto มาก็เรียกว่า 6 ปีได้จากเดิมที่เคยแตะต้องมาอย่างรุ่น Heliotrope กับ Lemon Sorbet ก็ต้องบอกว่า “เพราะว่าคิดถึง เลยมาพบมาคุยมายิ้มให้” และส่วนตัวก็ดันชอบศิลปะบนผืนผ้าด้วยลายเพลสลีย์ของแบรนด์นี้เสียด้วย เพราะมันมีชีวิตชีวาให้จับต้องได้ในความรู้สึก เลยต้องมาจับต้องงานศิลปะทางกลิ่นเพิ่มเติมเพื่อย้ำเตือนว่าเราไม่ได้ลืมน้ำหอมของแบรนด์นี้ และกลิ่นแรกการกลับมาเจอแบรนด์นี้ในรอบ 6 ปี นั่นก็คือ Marquetry 

ก่อนที่จะเข้าสู่การเล่ากลิ่น ต้องขอชื่นชมลวดลายของขวดที่เอาลายเพลสลีย์มาเพนท์ที่ใช้สีทองเพียงอย่างเดียว ทำให้เวลาดูแบบย้อนแสงมันมีความสวยงามมาก และสีทองน่าจะมีความหมายไม่น้อยในการนำมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำหรับกลิ่นนี้ เช่นนั้น มาจับต้องกลิ่นกันหน่อยดีกว่าว่าจะสื่อสารออกมาอย่างไร

Marquetry เปิดต้นกลิ่นมาเรียกว่าจะมีความเขียวเปรี้ยวคมพุ่งกันก่อนที่แบบชัดเจนเลยว่ามีกลิ่น 2 โทนผสมผสานกันอยู่นั่นคือ ยางไม้ประเภท Gallbanum ที่ให้ความเขียวแบบคมๆ แบบสายดันดาราให้กลิ่นมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่ติดเปลือกเขียวเปรี้ยวขมฟุ้งพุ่งมาทักทายก่อนใครเพื่อน แล้วไม่กี่วินาทีถัดมาจะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นลาเวนเดอร์แบบค่อนไปทางสายสมุนไพรที่มีความเขียวเจือความนวลอ่อนๆ เสริมเข้ามาแบบเนียนๆ พ่วงเอาความครีมมี่ติดหอมหวานโทนฟรุตตี้ของพีชเข้ามาด้วย เลยทำให้เนื้อกลิ่นจะมี 4 โทนประสานกันคือ เขัยวเด่นตามด้วยขมเปรี้ยวเจือสมุนไพรกึ่งนวลและหอมพีชติดครีมมี่นิดๆ ที่มีความคมแบบที่ไม่หนักเกินไป และเป็นตัวเปิดที่เรียกความรู้สึกสดชื่นได้ดีเลยทีเดียว

ความครีมมี่ของพีชจะเป็นใบเบิกทางที่ดีเลยกับการปูทางเข้าสู่กลิ่นอายที่เป็นลูกผสมกึ่งครีมมี่กึ่งหวานอมเปรี้ยวที่มีเสน่ห์และมีความกรุยกรายได้ดีในช่วงกลาง ซึ่งแน่นอนว่าความเขียวเจือเปรี้ยวขมในช่วงต้นจะลดลงเหลือเป็นหนึ่งในสายสนับสนุน ที่ทำให้มีมิติความเขียวเจือเปรี้ยวหอมกำลังดีท่ามกลางความครีมมี่ที่เป็นการผสมผสานที่น่าสนใจมากระหว่างยางไม้ที่ชื่อว่า Peru Blasam ที่จะให้โทนแอมเบอร์ติดไม้สนปร่าอวลๆ ที่สร้างความฟุ้งเสริมกลิ่นโทนลาเวนเดอร์แกมพีชที่ได้ทั้งความหวานอมเปรี้ยวครีมมี่ รองพื้นด้วยความอวลกึ่งวานิลลาติดครีมมี่ของถั่วตองก้าที่เป็นเสมือนแกนกลางหลักในช่วงนี้ทำให้กลิ่นมีความครีมมี่หอมหวานอมเปรี้ยวเขียวเจือปร่านวลแกมฟุ้งที่มีลูกเอื้อนทางกลิ่นเป็นกุหลาบนิดๆ ปลายกลิ่นให้รู้สึกว่ามีจริตเย้ายวนกำลังดี ซึ่งอารมณ์กลิ่นในช่วงนี้ค่อนข้างมีความกรุยกรายและมีเสน่ห์ดึงดูดในความอวลแบบสมดุลย์ และที่สำคัญเนื้อกลิ่นเริ่มมีความอบอุ่นขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับให้อารมณ์กรุยทางกับโทนสีส้มอมทองชัดเจนมาก จนกลายเป็นช่วงท้ายในที่สุด

ช่วงท้ายจะชัดเจนเลยว่านี่คือแอมเบอร์ที่มีมิติครบถ้วนทั้งการเป็นแอมเบอร์ที่ติดวานิลลาแกมหวานแหลมเล็กๆ แอมเบอร์ที่หวานลึกเคล้าลาเวนเดอร์ที่ให้ความนวล และแอมเบอร์ที่ติดแปร่งไม้หอมกับยางไม้ปร่าเย้า ทุกอย่างมาหมดในการเป็นแอมเบอร์ที่กำลังดี ไม่หนักเกินไป มีความสมดุลย์อย่างมีระดับ ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งยางไม้อย่าง Peru Balsam ที่เป็นแอมเบอร์ติดปร่าไม้สน แอมเบอร์แบบแปร่งยางไม้ที่ให้โทนอุ่นอวล และ Labdanum ที่ให้ลูกผสมของแอมเบอร์แบบลึกๆ แกมกลิ่นหนัง โดยมีวานิลลาเป็นตัวเสริให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นสีทองแกมส้มผสมกับกลิ่นครีมมี่อ่อนๆ ที่ลดทอนมาเหลือหวานนวลติดปลายลาเวนเดอร์ ที่มี Effect ความปร่าแบบ Classic เล็กๆ เย้าๆ ปลายกลิ่น ถือเป็นการปิดท้ายที่ให้ความอบอุ่นแกมกรุยกรายกำลังดี มีเสน่ห์และมีระดับแบบแอมเบอร์ที่สมดุลย์และร่วมสมัยขับเสน่ห์ได้อย่างลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex ก็จริง แต่ค่อนไปทางผู้หญิงเสียมากกว่าราวๆ 70% แต่เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังจัดหนัก ให้ความพอดีๆ ผู้ชายที่พื้นฐานของกลิ่นแอมเบอร์เลยใส่ได้สบายๆ ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบทั่วไป หรือใส่ทำงาน Office แต่ถ้าใส่ออกงานทางการอาจจะพิจารณานิดนึงเพราะกลิ่นมีจริตเย้าๆ แบบกึ่งกรุยกรายเนียนๆ พอสมควรเลย ส่วนยามค่ำคืนไม่ว่าจะออกงานหรือโรแมนติคอันนี้ได้หมด แต่ถ้าไปท่องราตรีต้องอัดสเปรย์นิดนึง ถ้าไม่มายด์เรื่องโทนกึ่งปร่า Classic หน่อยๆ ส่วนที่ให้ตัดออกไปได้เลยก็คือ ใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งกับออกกำลังกาย

ความทน - ลงตัวที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกถึง 12 ชม. ถ้าจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายเอื้อมากพอ ซึ่งส่วนตัวเจอที่ 10 - 12 ชม. เป็นเรื่องปกติ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น เขียวคมมาเลย แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางซักราวๆ 3 ชม. ก่อนจะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 8 ก็จะเริ่มเป็น Skin Scent

สรุป - ในการใช้ครั้งแรกนึกถึงผู้หญิงที่แต่งตัวแบบหรูหรากรุยกรายแบบชุดพลิ้วๆ ลายผ้าเพรสลีย์แต่มีความนิ่งและมีจริตแบบคุณนายสไตล์อิตาเลี่ยนมาเลย แต่พอเริ่มใช้ครั้งต่อๆ ไปเริ่มที่จะปรับคาแรคเตอร์ได้ว่าเป็นกลิ่นแอมเบอร์ที่มีความรุ่มรวยหรูหราและมีความเย้ายวนแบบไม่ต้องมีท่าประกอบผายมือเยอะ แค่นั่งนิ่งๆ ปล่อยออร่าออกมาได้แบบให้รู้สึกสนใจและมองตามได้ตลอด ถือว่าเนื้อกลิ่นมีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจมากจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.perfumetrader.de/en/etro-marquetry-eau-de-parfum-100-ml

 

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Perfume Source - La Virgen De Guadalupe Perfume

La Virgen De Guadalupe Perfume

สรุปแบบได้ใจความ - La Virgen De Guadalupe หรือว่า Our Lady of Guadalupe เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระแม่มารีที่ปรากฎตัวต่อหน้าชาวหนุ่มผู้ศรัทธาในคริสต์ศาสนาคือ Juan Diego ในเม็กซิโกเมื่อช่วงปี 1531 และสร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ ผ่านชายหนุ่ม เพื่อโน้มน้าวให้เกิดการสร้างวิหารที่เนินเขานอกเมืองเม็กซิโกซิตี้ และที่สำคัญมากที่สุดคือการสำแดงปาฏิหาริย์ จนก่อให้เกิดภาพพระแม่มารีที่มีแสงสีทองเรืองรองล้อมกายปรากฎบนผ้าคลุมของชายหนุ่มที่ทำให้เกิดศรัทธากับบิชอปที่ดูแลศาสนจักร และได้สร้างวิหารแสวงบุญขึ้นมาจนกลายเป็นสถานที่สำคัญของเม็กซิโก และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญระดับโลก รวมถึง La Virgen De Guadalupe เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาในคริสต์ศาสนาของชาวเม็กซิโกด้วยเช่นกัน

และในความศรัทธาต่างๆ เหล่านี้ก็เลยมีการแปลงเอาความเป็น La Virgen De Guadalupe มาต่อยอดสู่การเป็นน้ำหอมโดยมีบริษัทที่เป็นเสมือนตัวแทนจำหน่ายน้ำหอมในแถบ LA อย่าง Perfume Source INC. โดยอิงตามเรื่องราวที่มีกุหลาบเข้ามาเกี่ยวกับในตอนสำแดงปาฏิหาริย์ผ่านเสื้อคลุม เช่นนั้น สารภาพเลยว่าเห็นขวดแล้วโดนตก เลยจัดมาให้รู้ ดมให้ชัดว่าจะสื่อสารกลิ่นออกมาอย่างไร และผลที่ได้ก็คือ 

La Virgen De Guadalupe จะเปิดตัวออกมาเป็นกลิ่นอายติดโทนสบู่กลิ่นกุหลาบอ่อนๆ ที่พื้นฐานมีความสะอาดแบบโทน Classic ที่ไม่ได้มาแบบหนัก ออกแนวเบาๆ เรื่อๆ ไม่ได้โฉ่งฉ่าง ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะจับต้องได้ถึงกลิ่นแนวคล้าย Aldehydes แบบเบามากๆ + กับกลิ่นออกทางมะลิที่มีโทนนวลๆ ติดชื้นๆ และความเป็นดอกไม้ขาวที่ครีมอ่อนๆ ติดเขียวและมีโทนตุ่นเล็กๆ ซึ่งพอรวมกันนี่คือฐานกลิ่นที่ให้ความรู้สึกโทนสบู่เป็นเสมือนเลเยอร์กลางและฐานของกลิ่น แต่ตัวหลักสำคัญเลยคือกุหลาบที่มาแบบแนวน้ำกุหลาบอ่อนๆ เบาๆ และกลิ่นออกทางพริกไทยแบบติดฝาดนวลหน่อยๆ ที่เข้ามาผสมผสาน เนื้อกลิ่นเลยกลายเป็นสบู่กุหลาบอ่อนๆ ที่ให้ความปร่าสะอาดแกมนวลๆ นิ่งๆ และมีความ Retro Classic แบบบางเบาเป็นจุดเริ่มต้น

ช่วงกลางเรียกว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงต้นมากนัก เพราะยกมาหมดทั้งยวงของช่วงต้นเลย เพียงแต่กลิ่นจะเบาลงมาอีก แต่จะให้อารมณ์สบู่กุหลาบเบาๆ ที่มีลูกเอื้อนกลิ่นกุหลาบสะอาดๆ แกมนวลระเรื่อประปราย เสริมด้วยกลิ่นของพริกไทยที่ติดฝาดและมีลูกเอื้อนของกุหลาบเบาๆ อย่างพริกไทยสีชมพูที่ตอนนี้จะได้อารมณ์แบบออร่ากลิ่นกุหลาบติดปร่าเรื่อยๆ ไม่ซับซ้อนเสียมากกว่า ซึ่งถ้าดมติดผิวก็จะยังมีโทนออกทางสบู่ดอกไม้ขาวที่มีความ Indolic ติดตุ่นๆ เล็กที่เป็นลักษณะ Classic ย้อนยุคเบาๆ อยู่เช่นเดิม แต่จะรู้สึกได้ถึงโทนอบอุ่นกึ่ง Musky ที่ก็มาเบาๆ ให้ความรู้สึกคลอๆ เข้ามาให้จับต้องได้ทีละนิด และ 2 โทนนี้แหละที่นำทางกลิ่นเข้าสู่ช่วงท้าย แบบที่โทนสบู่จะจางไปหมดแล้ว เหลือเพียงกุหลาบที่ยังมีแบบเนียนไปกับ Musk และโทนอบอุ่นที่น่าจะเป็นโทนแอมเบอร์แบบอ่อนๆ อารมณ์กลิ่นบางเบาที่เป็นโทนสะอาดแกมอบอุ่นติดโทนกุหลาบเล็กๆ ที่ให้ความนิ่ง นวลๆ สะอาด แบบมีความมินิมัลสูงมากและมีความสุภาพทางกลิ่นด้วยเช่นกันเป็นการปิดท้ายก่อนจางไปจากผิวในที่สุด  

เหมาะสำหรับ - แบรนด์ระบุว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิง ซึ่งก็ใช่เลย แต่เพราะเนื้อกลิ่นบางเบา ผู้ชายเลยใส่ได้สบายมากแบบที่ให้อารมณ์สบู่กุหลาบอ่อนๆ ติดผิวกายอะไรประมาณนั้น เลยทำให้กลิ่นนี้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบกวาดหมด เพราะยังไงก็ไม่รบกวนคนอื่นเพราะมาแบบเบาๆ เรื่อยๆ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปแบบให้ความสบายๆ ผ่อนคลาย หรือว่าใส่แนวก่อนนอนให้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็ลงตัวไปหยอก แต่ถ้าเอาไปใส่ออกงานก็ได้อยู่ แต่กลิ่นจะนิ่งและเบาจนเราอาจจะไม่ได้กลิ่นเพราะคนอื่นกลบ ซึ่งส่งผลอย่างชัดเจนว่ากลิ่นนี้ไม่เข้ากับยามโรแมนติคหรือว่าท่องราตรีแต่อย่างใด

ความทน - 4 ชม. ที่เป็นค่ากลางหรืออาจจะน้อยกว่านั้นถ้าสภาพผิวผู้ใช้ไม่ค่อยเก็บกักน้ำหอม แต่ถ้าสภาพผิวพอ Match กับการเก็บกักน้ำหอมได้ดี อาจจะไปถึง 8 ชม. ได้อยู่ เพราะส่วนตัวก็เจอที่ 4 - 8 ชม. เรียกกว่าแกว่งในเรื่องนี้เต็มๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางในตอนต้นราวๆ 5 - 10 นาที ก็จะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปซัก 1 - 2 ชม. แล้วจะเริ่มเป็น Skin Scent ตามลำดับ ซึ่งต้องบอกเลยว่ากลิ่นเบา และ Safe Scent แบบติดย้อนยุคนิดๆ ชัดเจน

สรุป - กลิ่นนี้มีดีที่ขวด เพราะขวดสวยสามารถตกคนที่เห็นตั้งแต่ครั้งแรกได้ทันทีแบบไม่ต้องมาสนใจกลิ่นอะไรมาก แต่ถ้าในเรื่องความหวือหวา ความทน และการกระจาย ต้องบอกว่าไม่เด่นในเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ เพราะเนื้อกลิ่นมาสายเบาๆ และให้ความนิ่งๆ อวลอ่อนๆ ที่มีความสะอาดและเอาความเป็นกุหลาบมาเอื้อนเบาๆ เช่นนั้น ถือว่าเป็นกลิ่นแนว Cologne ที่ให้โทนสยู่ย้อนยุคในความเข้มข้นแบบ EDP ที่มีความเรียบง่ายและสุภาพ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก อันนี้จะช่วยให้ใช้อย่าง Happy ได้มากขึ้นแน่นอน  

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - เข็มขัดสั้น

 

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Zara - Zara Olfactive: Stunningly Venice

Zara - Zara Olfactive: Stunningly Venice

เมื่อความสำเร็จในการจับมือกันสร้างสรรค์น้ำหอมของ Zara กับ Jo Malone CBE (หรือ Jo Loves) ใน Collection - Zara Emotions สู่การต่อยอดที่สร้างสรรค์น้ำหอมอย่างต่อเนื่องในการเป็นร่มไม้ชายคาเดียวกับ Zara Emotions ในสไตล์ Collection แตกแขนง ไม่ว่าจะเป็น Lullaby, The Glace Collection for Kids, Rain Collection และ Desert Collection ซึ่งสายแตกแขนงทั้งหมดที่บอกไป นั่นคือไม่เข้ามาจำหน่ายในไทยเลย ตึ่งโป๊ะ!

แต่ในเมื่อความสำเร็จและความนิยมที่ทำให้ Zara และ Jo Malone CBE ยังเห็นว่าการสร้างสรรค์กลิ่นยังไม่ควรสิ้นสุด คราวนี้ Collection ใหม่จึงบังเกิด ซึ่งนั่นก็คือ Zara Olfactive (หรือหลายๆ สำนักอาจจะเรียกว่า Zara Vibrant Cities) ซึ่งคราวนี้ที่มาที่ไปเริ่มจะขยายไปสู่เมืองต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับแบรนด์ Zara ในการสร้างสรรค์แฟชั่นมาในทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งหมด 8 เมือง ที่นำมาสู่ 8 กลิ่น แต่จะมาเล่ากลิ่นครบไหมไว้ว่ากันในโอกาสต่อๆ ไป แต่สำหรับครั้งนี้ จะพาไปเจอกับกับการเป็น 1 ใน 8 กลิ่น ที่จะให้ความอึ้งทึ่งเสียวตามชื่อรุ่นกันซักหน่อยที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ซึ่งกลิ่นจะออกมาในลักษณะไหนว่ากันได้ตามนี้

คำโปรยแรกเริ่มที่ Jo Malone ลงไว้ คือ “Doorways of Light Tell the Stories of Love - ประตูแห่งแสงสว่างที่เล่าเรื่องราวความรัก” ซึ่งก็ถือว่า Link เข้ากับเนื้อกลิ่นได้อยู่ในแง่ความโรแมนติคและสดใสกับการเป็นโทน Citrus Berry ที่เปิดตัวมาตั้งแต่แรกสุด ซึ่งเนื้อกลิ่นจะให้ความเป็นโทนเขียวปร่าขมแกมเปรี้ยวของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่ล้อมกรอบโทนเบอร์รี่สีแดงแนวเรดเคอแรนท์และแครนเบอร์รี่ที่เป็นตัวสร้างความเปรี้ยวหอมแบบเบอร์รี่สีแดงติดปร่า Spicy นิดๆ ตัดทอนให้มีลูกเอื้อนหวานเล็กๆ ด้วยสตรอว์เบอร์รี่ ให้เนื้อกลิ่นมีความสดชื่นและสดใส ได้อารมณ์กึ่ง Shower Gel กึ่งบอดี้โลชั่นกลิ่นเบอร์รี่สีแดงรวมหอมสดชื่นขึ้นมาเลย แต่เนื้อกลิ่นไม่ได้ทื่อซื่อตรงชวนอาบน้ำ + ชโลมโลชั่นทาผิวเกินไปนัก เพราะว่าจับต้องได้ถึงโทนดอกไม้ที่ซ้อนซ่อนเนียนอยู่ในเนื้อกลิ่นด้วยเลยทำให้เนื้อกลิ่นมีความโรแมนติคแบบเรียบหรูเข้ามาให้รู้สึกได้ ถือว่าคุมสมดุลย์ได้ดีและมีสไตล์ออกทาง Cologne แบบที่ Jo Malone ช่ำชอง

การเข้าสู่ช่วงกลางจะชัดเจนมากกับการเป็นโทน Fruity Floral เพราะเนื้อกลิ่นจะให้โทนสีแดงที่อ่อนลงมาเมื่อผสมกับโทนสีชมพูกึ่งขาวนวลของโทนดอกไม้ แน่นอนว่าให้โทนสีชมพูแนวโรแมนติคและมีความเป็นสาย Feminine เกิน 80% ได้เลย ซึ่งเนื้อกลิ่นในช่วงต้นจะตามมาทั้งหมด แต่จะแบ่งเค้กและผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี เพราะในวูบกลิ่นที่ลอยเข้าจมูกจะจับต้องได้ถึงโทนเบอร์รี่สีแดงที่ติดเปรี้ยวปลายกลิ่นแกมขมของมะกรูดฝรั่งผสมกับโทนดอกไม้ที่ค่อนไปทางกุหลาบกับโบตั๋นสูงมาก รวมถึงจะมีลูกเอื้อนความนวลระเรื่อหน่อยๆ คล้ายมะลิเสริมอยู่ด้วย โดยพื้นกลิ่นจะรู้สึกได้ถึงโทนปร่านวลสะอาดที่เนียนๆ เข้ามาเสริมให้กลิ่นมีน้ำหนักมากขึ้นของพริกไทยแบบเบาๆ  ทำให้เนื้อกลิ่นได้มิติความเป็นสีชมพูที่หวานโปร่งมีความสดใสก็ได้ หวานน่ารักแบบไม่ได้วัยรุ่นจ๋าเกินไปแต่มีเสน่ห์แบบวางตัวดีก็สามารถ ซึ่งช่วงนี้คือความโรแมนติคสดใสชัดเจน และตรงตามคำโปรยของรุ่นเสียด้วย

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มมีโทนกลิ่นหวานแกมอบอุ่นที่มีความเป็นยางไม้กึ่งไม้หอมที่ติดหวานลึกหน่อยให้รู้สึกได้ ก็จะปรับเปลี่ยนสถานะในการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะเป็นช่วงหวานอบอุ่นแล้ว ซึ่งเนื้อกลิ่นในช่วงกลางจะตามมาเฉพาะโทนเบอร์รี่สีแดงที่ยังให้ลูกเอื้อนความสดใสอยู่แบบปลายกลิ่น และกลิ่นโทนดอกไม้แนวกุหลาบซ้อนด้วยโบตั๋นที่ให้ลักษณะกุหลาบออกทางสดชื่นสีชมพูที่มาผสมผสานกับโทนอบอุ่นแบบกำลังดีในช่วงนี้ ซึ่งในโทนอบอุ่นเมื่อจับต้องกลิ่นแล้วลองแยกเนื้อกลิ่นดูจะมีกลิ่นโทนยางไม้สายแอมเบอร์แต่ติดหวานหน่อยของ Myrrh ที่มาแบบกลางค่อนเบา ให้อารมณ์อบอุ่นแบบเย้ายวนพอเหมาะ เสริมด้วยกลิ่นคล้ายๆ Ambroxan อ่อนๆ ที่สร้างวูบกลิ่นไม้หอมอวลๆ ติดเค็มบางๆ และแน่นอนมีโทนออกทาง Musk ที่มาทำให้เกิดความนวลสะอาดเป็นเสมือนตัวกลางที่สอดรับกับโทนไม้หอมแกมยางไม้อบอุ่นและกลิ่นโทนหวานโปร่งนวลดอกไม้เข้ามาเป็นเลเยอร์ที่มีมิติอบอุ่นและโรแมนติคมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าให้ความเป็นสีชมพูแกมอบอุ่นโรแมนติคชัดเจนเป็นโทนกลิ่นปิดท้าย แบบที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเสน่ห์แบบไม่เยอะสิ่งมาก

เหมาะสำหรับ - ลงไว้ว่า Unisex แต่เข้าทางการเป็นน้ำหอมผู้หญิงแบบ 80 - 90% เลย เพราะเนื้อกลิ่นมาในโทนสีชมพูที่เป็น Floral Fruity ชัดเจน ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะเนื้อกลิ่นให้ความสดใสแบบมีระดับไม่ได้ดูวัยรุ่นเกินไป แต่ให้ความโรแมนติคที่ลงตัว จะมีก็แต่การใส่เพื่อออกกำลังกายที่ตัดออกไปเถอะ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ออกงานหรือว่าอยู่กับคนรักเข้าทางที่สุดแล้ว ส่วนผู้ชายใส่กลิ่นนี้ได้ไหมเอาจริงๆ ก็ได้อยู่ เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังเกินไป มันก็สร้างความโรแมนติคแบบโทนสีชมพูกับการแต่งกายแบบสว่างๆ ได้ด้วยเช่นกัน

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีลบบ้างราวๆ 2 ชม. แต่บวกจะมากขนาดไหนขึ้นอยู่กับสภาพผิวกายที่จะกักเก็บน้ำหอมและสภาพอากาศด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวใช้ไป 6 สเปรย์ เจออยู่ระหว่างที่ 6 - 10 ชม. แล้วแต่ว่าวันนั้นร้อนจนเหงื่อออกบ่อยหรือว่าอากาศเย็นๆ กำลังดี

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นประมาณ 5 - 10 นาที แล้วจะผ่อนลงมาที่ออร่ารอบๆ ตัวไวพอสมควร แต่ก็คงที่ยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 4 - 6 แล้วถึงเป็น Skin Scent ตามลำดับ แต่เวลาขยับเนื้อตัว กลิ่นก็จะดีขึ้นมาให้เรารับรู้เป็นวูบๆ ได้อยู่ 

สรุป - ถ้าจะเอามาเทียบกับสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นไอน้ำทะเลเพราะเวนิสเป็นเมืองแห่งสายน้ำอันนี้น่าจะไม่เข้าทาง แต่พิจารณากันจริงๆ Jo Malone น่าจะร้อยเรียงเอาอีกฉายาของเวนิสว่า The City of Light มาผูกกับความโรแมนติคเวลาที่ไปกับคนรัก โดยเอา Notes กลิ่นที่สร้างความน่ารัก สดใส แต่ไม่ดูเยาว์วัยไปมาเป็นตัวเดินกลิ่นในการสร้างความสุขและเรื่องราวในความรัก อันนี้ถือว่า “ได้” ซึ่งถือว่ามีสไตล์กลิ่นที่มีความมินิมัลแบบที่ไม่ต้องหวือหวาแต่เอาอยู่อย่างมีระดับใน Style ของสุคนธกรชัดเจน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.zara.com/tr/en/stunningly-venice-75-ml---2-54%C2%A0oz-p20110317.html

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Clean - Clean Reserve: Hemp & Ginger

Clean - Clean Reserve: Hemp & Ginger

ครั้งแรกที่เห็นชื่อรุ่นถึงกับคำว่า Ginger หรือขิงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ขอมา หา! Clean เอากลิ่นกัญชง (Hemp) มาทำน้ำหอมเหรอ เพราะแม้ว่าจะอยู่วงศ์เดียวกับกัญชาแต่ในเรื่องของการเป็นแนวสารให้ความเคลิบเคลิ้มอันนี้น้อยกว่า และมักจะอยู่ในกลุ่มนำมาสกัดทำยาหรือว่า Skincare เสียมาก รวมถึงสำคัญสุดๆ เลยนั่นก็คือ นำมาถักทอเป็นเส้นใยที่ผลิตเครื่องนุ่งห่มคุณภาพสูงและราคาก็สูงด้วยมาอย่างยาวนาน ซึ่งกลิ่นของกัญชงเองเรียกว่าแทบไม่ได้ต่างจากกัญชาเท่าไหร่กับความฉุนเขียวขื่นคมแปร่ง Citrus มีความ Dirty เมทัลลิคหน่อยๆ และไม่ได้รื่นรมย์นัก สำหรับคนที่ไม่ได้คุ้นชินหรือไม่ได้ผ่านการใช้งานสายกัญชาเพื่อความบันเทิงมาก่อน กลิ่นมันมีความไม่ธรรมดาสูงมาก

แต่พอมาเป็นหนึ่งใน Clean Reserve และอยู่ใน Collection แยกออกมาอย่าง Avant Garden นี่สิ เนื้อกลิ่นจะทำเข้าโทนสะอาดและรื่นรมย์ออกมาแบบไหนที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งคนที่คุ้นชิน คนที่ไม่ได้ปลื้ม หรือคนที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนจะรู้สึก OK กับรุ่นนี้ได้ แถมมาจับคู่กับขิงอีกด้วย เช่นนั้นมาลองกันหน่อย

Hemp & Ginger เปิดต้นมาด้วยความเป็นกลิ่นอายของโทนขิงที่มีความปร่าเผ็ด ที่มีโทนเปรี้ยวหอมสดชื่นมีความชื้นนิดๆ ของมะกรูดฝรั่งจะเป็นตัวเปิดนำกลิ่นก่อนเพื่อนเลย โดยที่เนื้อกลิ่นมีความสมดุลย์ที่ให้ความรู้สึกเผ็ดสดชื่นติดเปรี้ยวแกมขมหอมนิดๆ ติดโปร่งๆ ก็ได้ หรือจะมีลูกโทนอวลๆ ที่เป็นมิติกลิ่นที่ 2 เวลารับรู้กลิ่นที่หนาขึ้นมานิดนึงก็ได้อยู่ แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายไปมากก็คือ ได้กลิ่นแนวสมุนไพรเผ็ดแห้งๆ ที่มีความซ่าปร่าติดเฝื่อนหอมเฉพาะของมะแขว่นหรือว่าพริกหมาล่าเสริมขึ้นมาทำให้ได้อารมณ์แบบสมุนไพรแห้งๆ เข้ามาร่วมด้วย แต่นี่เป็นแค่เพียงระยะเวลาราวๆ 30 วินาทีที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงการเป็นโทนสดชื่นที่มีลูกเล่นของเครื่องเทศโทนโปร่งแซม Citrus ที่น่าจะเข้าถึงไม่ยาก แต่เมื่อมีกลิ่นออกทางเขียวเฝื่อนแปร่งเล็กๆ ดันขึ้นมาเท่านั้นแหละ ชัดเลยกลิ่นของกัญชงเริ่มขยับพื้นที่เข้ามาแล้ว แต่ดันไม่ได้มาสายโหดแต่อย่างใด เนื้อกลิ่นโดนเกลาจนเหลือโทนเขียวแปร่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ไม่ฉุนเพราะโดนขิงกับมะแขว่นเกลากลิ่นจนกลายเป็นโทนสมุนไพรที่มีเสน่ห์เฉพาะขึ้นมาเลย 

และเมื่อเข้าช่วงกลางเต็มตัว นี่แหละไฮไลท์ของน้ำหอมกลิ่นนี้เลย เพราะความเป็นกัญชงจะไม่ได้มาแบบจัดจ้านหรือยกต้นมาวางตรงหญ้าให้สูดกลิ่นฉุนๆ แต่คุมโทนการให้กลิ่นเขียวติดเฝื่อนแปร่งที่มีลูกเอื้อนติด Citrus ที่เป็นกลิ่นเด่นขึ้นมาแบบที่แตะความเข้าถึงได้ง่ายในระดับที่เหมาะสมโดยไม่ทิ้งเสน่ห์เนื้อกลิ่นที่ควรจะเป็น ซึ่งตัวสนับสนุนทั้งหมดนี่แหละที่ถือว่าเป็นทีมงานที่ดีมากในการสร้างออร่าโทน Spicy เครื่องเทศโทนโปร่งซึ่งแน่นอนขิงยังชัดให้ความเผ็ดหอมแกมหวาน และมะแขว่นก็ให้ความปร่าหอมสมุนไพรแห้งๆ แต่จะมีเพิ่มมาอีก 1 นั่นก็คือ เม็ดกระวานที่มาแบบพอเหมาะมาก ให้ความหวานเย้าแกมเขียวที่สมดุลย์ และไม่พอจับต้องได้ถึงโทนออกทางกึ่งเปรี้ยวเลมอนแกมพริกไทยที่มีความอวลหน่อยน่าจะมาจากยางไม้คล้าย Elemi หรือ Frankincense ที่มาเสริมให้เนื้อกลิ่นมีน้ำหนักไล่เลเยอร์จากโปร่งเขียวมีเสน่ห์เฉพาะสู่สมุนไพรและความปร่าระเรื่ออวลๆ และถ้าดมเข้าไปใกล้ๆ ผิวจะจับได้ถึงกลิ่นโทนหญ้าฝรั่นและกลิ่นคล้าย Oud แบบสไตล์ไม้หอมอ่อนๆ ที่เนียนเป็นฉากหลังอยู่ด้วย เลยทำให้ช่วงกลางถือเป็นการสร้างเสน่ห์ที่ชูโรงความเป็นกัญชงและขิงโดยมีโทนลูกคู่สายเครื่องเทศและไม้หอมติดโปร่งที่เป็นสายสนับสนุนและมีซีนเป็นของตัวเองได้ดีมาก โดยที่ไม่หนัก ไม่เบ่งพลังพร่ำเพรื่อ แต่มีความรื่นรมย์แบบแปลกๆ เก๋ๆ ได้ดีเกินคาด

เมื่อเนื้อกลิ่นสาย Spicy ต่างๆ เริ่มผ่อนลงทั้งขิงและมะแขว่น รวมถึงตัวกัญชงเองก็เริ่มเบาลง ก็จะเป็นการเปิดทางให้ตัวหลักใหม่อย่างโทนไม้หอมที่เป็น Oud และหญ้าฝรั่นที่ติดโทนหนังนิดๆ แต่มีความสุภาพเพราะผ่านการเกลามาเป็นอย่างดีแบบเข้าทาง Concept ของการเป็น Clean แต่ยังมีเสน่ห์ของกลิ่นให้รู้สึกได้ เพราะ Oud จะให้ความอวลติดดาร์กเบาๆ หญ้าฝรั่นให้ความดึงดูดมีเสน่ห์หวานปนขมแกมกลิ่นหนัง ซึ่งทุกอย่างจากช่วงกลางเลยจะลดระดับลงมาเป็นสายสนับสนุน ซึ่งะกระวานยังคงให้ความหวานแกมเขียวเย้าและมีโทนเขียวเฉพาะของกัญชงที่เป็นปลายกลิ่นซ้อนอยู่ และจะมีตัวเสริมอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยอย่างสารหอม ISO E Super ที่มาสร้างออร่ากลิ่นไม้หอมโปร่งๆ เลยทำให้กลิ่นช่วงท้ายไม่หนัก อยู่กลางๆ กำลังดีและมีความสุขุมแกมสุภาพที่มีเสน่ห์ดึงดูดเกินคาดเป็นการปิดท้ายที่ เออ ปรุงแต่งและขมวดกลับมาสู่การเป็นแบรนด์ได้เป็นอย่างดีเสียด้วยนะนั่น ไม่ธรรมดาจริงๆ

เหมาะสำหรับ - Unisex นี่คือสิ่งที่แบรนด์ลงไว้ แต่เอาจริงๆ ไพล่ไปทางโทนผู้ชายมากกว่าราวๆ 75 - 80% เลย เพราะเนื้อกลิ่นมันมีความขรึมและเขียวแกมแมนๆ อยู่ในตัวตั้งแต่เริ่มต้นเลย เพียงแต่กลิ่นก็เปิดโอกาสให้ผู้หญิงให้งานเพื่อ Mix & Match ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน โดยยามทางการก็ใช้ได้ กลิ่นมีเสน่ห์เกินคาดเลยด้วยซ้ำ แบบในความสุภาพมันน่าค้นหาประมาณนั้น และการใช้ในยามทั่วๆ ไป อันนี้สบายมา กลิ่นไม่เหมือนใครแน่นอน แต่จะมีก็แค่ใส่ออกกำลังกายที่รอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนในยามค่ำคืนเหมาะมากกับการใส่ออกงานหรือโรแมนติคกลิ่นมีเสน่ห์เฉพาะตัวมากจริงๆ

ความทน - ยืนพื้นค่าเฉลี่ยที่ 8 ชม. แต่สามารถไปต่อได้ตามแต่สภาพผิวกายและจำนวนสเปรย์ ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 8 - 12 ชม. แล้วแต่ว่าวันนั้นจะอากาศร้อนเหงื่อท่วมหรือไม่ หรือว่าอากาศสบายๆ กำลังดี

การกระจาย - กระจายดีในช่วงต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางกันยาวๆ ไป กลิ่นมีความพอเหมาะกำลังดี ไม่ได้พยายามนำเสนอโจ่งแจ้งปล่อยพลัง เลยทำให้น่าค้นหานี่แหละ พอเข้าชั่วโมงที่ 5 ก็จะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัว และเป็น Skin Scent เมื่อผ่าน 8 ชม. ไปแล้ว

สรุป - อันนี้ต้องยอมเขาจริงๆ ที่ฉีกความเป็น Clean ออกมาให้เห็นถึงความหลากหลายที่ในโทนสะอาดและสุภาพ ไม่ได้จำเป็นต้องยึดติดกับขนบกลิ่นโทนสว่างขาวเรียบง่ายเสมอไป เพราะโทนกลิ่นอื่นๆ ก็สามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นกลิ่นที่มีความสะอาดและสุภาพในอีกรูปแบบที่แตกต่างและมีเสน่ห์ในการใช้งานได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในนั้น ส่วนตัวขอยกให้กลิ่น Hemp & Ginger นี้ด้วยเลย ที่ทำออกมาได้ดีมากและเปิดโลกทัศน์การใช้งานน้ำหอมสาย Clean ได้เยอะขึ้นจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.facebook.com/cleanbeautycollectiveinc/photos/add-some-spice-to-your-life-with-clean-reserve-avant-garden-hemp-ginger-this-is-/10155696977356035/

 

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Clean - Clean Reserve: White Amber & Warm Cotton

Clean - Clean Reserve: White Amber & Warm Cotton

เวลาเห็นคำว่า Cotton ในน้ำหอมจากแบรนด์ Clean สิ่งหนึ่งที่น่าจะเดาไว้ก่อนเลย คือ กลิ่นต้องได้อารมณ์แบบกลิ่นผ้าฝ้ายสะอาดๆ แน่นอน ซึ่งในไลน์ปกติเอง ก็มีรุ่นที่สื่อสารถึงคำว่า Cotton มากมายเลย ไม่ว่าจะ Warm Cotton, Cool Cotton และ Cotton T-Shirt รวมถึงการปรับปรุงกลิ่นใหม่ๆ ยกระดับให้เป็น EDP บ้าง เอาไปอยู่ใน Line - Exclusive อย่างทั้ง Clean Reserve และ Avant Garden บ้าง เรียกว่าฮิตและเป็น Material เด่นสำหรับแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้กับการดึงเอามาสื่อสารถึงความเป็นโทนสะอาดยังไงก็รอดสูง

แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างทำให้รู้สึกว่า ต้องมีอะไรน่าสนใจไม่น้อยกับการเอาความเป็น Warm Cotton มาอยู่ใน Collection - Avant Garden ที่เป็น Collection ย่อยลงมาอีกทีของ Clean Reserve ที่นำเสนอกลิ่นอายสไตล์สวน เพราะไม่แน่ใจว่าจะจับมา Match กันยังไง แถมยังมีมาบวกกับความเป็น White Amber อีก เช่นนั้น ลองให้รู้ และผลที่ออกมาก็เป็นแบบนี้เลย

White Amber & Warm Cotton เปิดตัวด้วยความเป็นกลิ่นอายแบบสบู่กึ่งผงซักฟอกสะอาดๆ ที่ฟุ้งวูบมาก่อนเลยซึ่งชัดเจนมากถึงองค์ประกอบหลักที่ให้โทนกลิ่นแบบนี้ นั่นก็คือ Aldehydes อารมณ์เดียวกับรุ่น Warm Cotton ในไลน์ Clean Reserve ปกติที่มีลักษณะเนื้อกลิ่นแบบนี้เด่นชัดมาแบบเป็น Signature เลย เพียงแต่จะไม่ได้มีความชื้นๆ ฉ่ำๆ เท่า โดยจะออกทางมีลูกเอื้อนชื้นๆ ที่มีความสดชื่นแกมเขียว แกมปร่า เคล้าหวานหอมเสียมากกว่า ซึ่งตัวที่ให้ความสดชื่นจะเป็นกลิ่นโทน Citrus ที่ออกไปทางหวานของส้มที่มีโทนเปรี้ยวแกมขมติดปร่าของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) และมีกลิ่นติดเขียวโปร่งๆ แกมเปรี้ยวเจือหวานนิดๆ มีเจือแอมโมเนียอ่อนๆ อารมณ์กึ่งแบล็คเคอแรนท์หน่อยๆ กับกลิ่นออกทางคล้ายใบไม้เขียวอ่อนๆ และมีโทนแบบหอมดอกไม้ติดหวานเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะแทรกอยู่ในเนื้อกลิ่นที่เป็นโทนสบู่แกมผงซักฟอกที่เป็นแกนหลัก เลยทำให้ได้อารมณ์แบบกลิ่นสะอาดจ๋าๆ ที่มีความหวานหอมคล้ายกลิ่นเวลาอาบน้ำด้วยครีมอาบน้ำข้นๆ ที่เป็นกลิ่นกึ่งเขียวกึ่งผลไม้กึ่งหวานหอมดอกไม้ฟุ้งๆ แนวๆ นี้

การผันตัวเข้าสู่ช่วงกลางจะค่อนข้างยืนพื้นที่กลิ่นสะอาดแกมสบู่กึ่งผงซักฟอกที่ให้โทนสว่างขาวเช่นเดิม เพียงแต่จะลดบทบาทลงเป็นตัวสนับสนุนชั้นดีที่จะให้กลิ่นดอกไม้หอมนวลแกมหวานที่ชัดเจนมากเป็นตัวเด่นแทน ซึ่งจะได้ความหอมหวานนวลของมะลิเสริมด้วยความหวานสีชมพูติดสดชื่นแกม Citrus เล็กๆ ของดอกโบตั๋น และมีความหวานติดแว๊กซ์แกมปร่าระเรื่อของลิลลี่มาร่วมด้วย ถือเป็นการนำเสนอความเป็นกลิ่นโทนสบู่หอมดอกไม้ที่เต็มตัวและเข้าถึงได้ง่ายแบบที่ใครๆ ได้กลิ่นก็บอกได้เลยว่ากลิ่นสบู่ดอกไม้หอมนวลหวานฟุ้งๆ ซึ่งกลิ่นแนวคล้ายผงซักฝอกจะเบาลงทำให้ได้ความคล้ายกลิ่นผ้าสะอาดๆ ที่ซักเสร็จตากจนแล้วแล้วมีกลิ่นผงซักฝอกสะอาดๆ ติดผ้าเข้ามาร่วมด้วย แถมรู้สึกได้ถึงความนวลหน่อยๆ ของ Musk ที่แทรกซึมมาเป็นฉากหลังเสริมความนวลเข้าไปอีก เช่นนั้นช่วงนี้เลยชัดเจนมากกับการนำเสนอกลิ่นสบู่แกมหวานนวลดอกไม้กับเสื้อผ้าโทนสว่างที่มีกลิ่นสะอาดกำลังดีเป็นหลักสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงท้ายจะเริ่มรู้สึกได้ว่าเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นมากขึ้น และเริ่มมีความอวลๆ ที่เข้าโทนกึ่งผิวกายติดเค็มกึ่งไม้หอมอบอุ่นซึ่งเป็นกลิ่นแนวสารหอมอย่าง Amberwood หรือ Ambroxan ที่ค่อนข้างชัดเจนเสริมเข้ามา ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นจะเริ่มเป็นลูกผสมกึ่งสบู่หอมดอกไม้กึ่งไม้หอมอวลอุ่นๆ แบบกำลังดี จนเมื่อเริ่มจับต้องได้ว่ามีกลิ่นออกทางไม้ครีมมี่สว่างๆ นวลๆ ของไม้จันทน์หอมเข้ามาให้รับรู้ ก็เข้าสู่ช่วงท้ายชัดเจนกับการเป็นกลิ่นอายไม้หอมอวลๆ ที่มีความอบอุ่นในสไตล์กึ่งแอมเบอร์ที่เข้าทางโทนไม้สว่างๆ มีความนวลๆ ของไม้จันทน์หอม มีความโปร่งๆ แนวไม้ซีดาร์หน่อยๆ แต่สิ่งที่เป็นตัวหลักเข้ามาผสมผสานให้ความนวลแกมหวานในเนื้อกลิ่นร่วมด้วยคือโทน Musk เคล้าสบู่ดอกไม้ในช่วงกลางที่ยังตามมาในช่วงนี้ เลเยอร์กลิ่นเลยจะได้ทั้งความเป็นโทนเสื้อผ้าสะอาดที่เวลาโดนความร้อนของร่างกายแล้วฟุ้งเป็นกลิ่นหอมสารซักฟอกเป็นเลเยอร์แรก แล้วพอดมเข้าใกล้ผิวจะมีความหอมนวลแกมหวานเนียนไปกับโทนอบอุ่นไม้หอมกึ่งแอมเบอร์โทนสว่างที่ไม่ได้ไปทางสีเหลืองทองแต่ออกทางครีมขาว ซึ่งถือว่าปิดท้ายได้ครบถ้วนกับชื่อรุ่นตามที่แบรนด์นำเสนอและเข้าทางการเป็นน้ำหอมที่ปลอดภัยและมีความทันสมัยในการใช้งาน   

เหมาะสำหรับ - Unisex ก็จริง แต่จะไพล่ไปทางผู้หญิงนิดนึง เพราะช่วงกลางคือสบู่ดอกไม้ฟุ้งๆ เลย แต่ถ้าไม่มายด์เพราะเป็นกลิ่นแนวสบู่ที่ใครๆ ก็ใช้ได้ ไม่ว่าเพศไหนก็จัดไป เพราะกลิ่นมีความปลอดภัยตามสไตล์แบรนด์ที่เน้นทางนี้มาเสมอ ซึ่งสามารถใช้งานได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป จะเข้าอย่างมากถ้าใส่เสื้อผ้าสีอ่อนหรือโทนครีม/ขาว คือ Match มากจริงๆ แต่ถ้าใส่เพื่อออกกำลังกายก็พอได้ แต่กลิ่นมันค่อนข้างฟุ้งสบู่ดอกไม้อาจจะทำให้อึดอัด ซึ่งอาจจะรอช่วงท้ายๆ ก็พอได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วไปหรือออกงานจะเข้าทางที่สุด

ความทน - อันนี้สิที่เรียกว่าต้องยอม เพราะส่วนใหญ่เราจะเจอ Clean ที่ความทนจะอยู่ในระดับกลางๆ แต่พอมาอยู่ใน Avant Garden ความทนเรียกว่าทำได้ดี และรุ่นนี้ถือว่าอยู่ในระดับ Top เลย เพราะเจอไปที่ 18 ชม. กลิ่นยังอยู่ (6 โมงเช้า - เที่ยงคืน) เช่นนั้นยังไงก็ผ่าน 8 ชม. ไปได้ฉลุยแน่นอน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมาก เรียกว่าช่วงต้นมีความสตรองกันในระดับหนึ่งเลย คือกลิ่นชัดและฟุ้งจริง ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีไปซักราวๆ 2 - 3 ชม. ถึงเริ่มลงมาเรื่อยๆ แล้วคงที่กับการเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไปเมื่อผ่าน ชม. ที่ 5 ไปแล้ว แบบที่กลิ่นจะตีขึ้นให้คนใช้งานรับรู้ได้เรื่อยๆ  

สรุป - สิ่งที่ติดใจอย่างหนึ่งคือ มันมีความ Avant Garden ยังไงตามชื่อ Collection แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะเนื้อกลิ่นชัดและเต็มในการเป็นกลิ่นโทนครีมอาบน้ำกึ่งสบู่หอมดอกไม้หวานนวลฟุ้งๆ แบบที่คนใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำกลิ่นดอกไม้ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนมาก่อนก็จะเข้าถึงได้ง่ายมาก แถมซ้อนด้วยกลิ่นสะอาดของผ้าที่มีกลิ่นผงซักฟอกเข้ามาร่วมด้วย ก่อนมีเลเยอร์ความอบอุ่นสว่างๆ ในโทนไม้หอมแกม Musky ซึ่งแน่นอนใช้ง่าย กลิ่นสะอาดแน่แท้ และแถมมีความทันสมัยแบบที่ยังไงก็รอดไม่ยากด้วย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.cleanbeauty.com/products/avant-garden-white-amber-warm-cotton

 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

Review: Clean - Clean Reserve: Galbanum & Rain

Clean - Clean Reserve: Galbanum & Rain

เมื่อสังเกตดีๆ และผ่านการใช้งานกลิ่นต่างๆ ใน Collection - Avant Garden ใน Clean Reserve ที่นอกจากจะมีการครีเอทการจับคู่กลิ่นใหม่ๆ ก็จะมีการนำเอากลิ่นอายเด่นๆ ในรุ่นที่เคยสร้างสรรค์ทั้งใน Collection ปกติที่เอามาต่อยอดสู่การเป็น Clean Reserve เป็นขั้นแรก ก็ใส่ความขั้นกว่าด้วยจับคู่กับ Note กลิ่นอื่นต่อที่การเป็น Avant Garden เพื่อสร้างความแตกต่างอีกขั้นไม่ว่าจะเป็นทั้งรุ่น Warm Cotton, Skin และ Rain ที่ได้ถูกจับคู่ในการสร้างสรรค์กลิ่นใหม่ๆ ที่ยังยืนพื้นกับ Concept ของแบรนด์ที่เน้นกลิ่นอายสะอาดและสุภาพเป็นสำคัญ ซึ่งก็ผ่านการเล่ากลิ่นมาแล้ว 2 รุ่นที่เอาของดีดั้งเดิมมาจับคู่ใหม่ เหลือเพียง 1 รุ่นนั่นก็คือ Rain ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงมาก่อน

เช่นนั้นต้องมาให้ครบ เพราะใน Avant Garden นี่ก็เป็นอีก 1 กลิ่นที่มีดีไม่แพ้ตัวอื่นในการสื่อสารโทนกลิ่นที่ยืนพื้นความสดชื่นของโทนฝน แถมได้เจอกับมวยถูกคู่อย่างกลิ่นอายสายเขียวขมคมพุ่งๆ อย่างยางไม้ที่เป็นตัวสร้างอะโรม่าในโทนเขียวในโลกน้ำหอมมาอย่างยาวนานอย่าง Galbanum เช่นนั้นผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร มาว่ากันเลยที่รุ่นนี้ Galbanum & Rain

เปิดต้นกลิ่นมาเรียกว่าสนุกกับการจำแนกเนื้อกลิ่นเลย เพราะมิติของกลิ่นมีความน่าสนใจกับการเอาโทน Aquatic เป็นตัวเสริมความรู้สึกให้มีความชุ่มชื้นให้จับต้องได้ตลอด จนได้อารมณ์แบบฝนตามชื่อรุ่น + กับเมื่อเจอกับโทนเขียวที่มีลักษณะกลิ่นหลักๆ อย่างเช่น เขียวคล้ายแตงกวาฉ่ำ ก็จะได้ Aquatic Green เป็นตัวเชื่อมกับโทนน้ำฝน ตามด้วยกลิ่นเขียวขมเข้มๆ ที่จับได้เลยว่ามี Oak Moss โผล่มาตั้งแต่ช่วงนี้ที่ให้ความเป็นโทน Earthy Green ที่อารมณ์ชื่นน้ำ และมีตัวดันที่ดีอย่าง Galbanum ที่ให้ความเขียวขมคมพุ่งๆ แต่ไม่บาดและไม่หนักเกินไปทำให้ได้อะโรม่าความเขียวเข้มขมที่เข้มข้นแบบกำลังดี เสริมด้วยโทนฝั่งสายสมุนไพรที่เป็นโทนกลิ่น Herbal แห้งๆ ปร่าๆ ของมะแขว่นหรือพริกหมาล่าที่เอาโป๊ยกั๊กมาเสริมตัดทอนและเสริมความหวาน Airy หน่อยๆ ในเนื้อกลิ่น เลยทำให้เนื้อกลิ่นได้ความเป็นกลิ่นอายบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติแบบเข้มข้นที่มีความชุ่มชื้นจากพื้นดินสู่บรรยากาศเลยทีเดียว เพียงแต่ไม่ได้หนักอัดแน่นมาก เพราะคุมโทนตาม Concept แบรนด์ได้อยู่

เมื่อเนื้อกลิ่นโทน Aquatic หรือความเป็นโทนฝนเริ่มจางลงไปพอสมควร แต่ยังมีให้รับรู้ได้แบบประปราย สิ่งที่เด่นขึ้นมาแทนที่เลยนั่นคือความเขียวขมเข้ม ที่เป็นลูกผสมของ Oak Moss กับ Galbanum ที่แท็คทีมกันได้อย่างดีมากในการเดินเกมของช่วงกลาง ซึ่งความชัดเจนของ Galbanum จะเป็นหลักที่ให้ความเขียวขมมีความชัดและคมในระดับหนึ่งและเสริมด้วยการเป็นกลิ่นโทนเขียวเข้มติดกลิ่นอายค่อนไปทางหมึกที่มีความ Earthy แบบกลมๆ ที่ให้เอกลักษณ์กลิ่นโทนพืชล้มลุกที่ค่อนไปทางสะอาดของ Oak Moss (ที่ไม่ได้เป็นธรรมชาติจ๋าๆ เพราะข้อห้ามต่างๆ ในการใช้มันมีกฎเกณฑ์บังคับอยู่) เลยทำให้เนื้อกลิ่นโทน Earthy & Balsamic Green จะเด่นจริงอะไรจริง แถมเสริมด้วยกลิ่นอายของ Incense ที่ให้ความชัดในการเป็นลูกครึ่งกึ่งไม้หอมกึ่งพริกไทยที่มีโทน Citrus เสริมหน่อยๆ ของ Frankincense เลยทำให้กลิ่นจะมีความดาร์กเขียวแบบไม่ได้ไปทาง Dirty มีความอวลที่ดาร์กแบบค่อนไปทางสะอาด คือ เกลามาจนได้เป็นโทนเขียวแกมยางไม้ที่ชัดเจนแบบสวยๆ ซึ่งในช่วงต้นสู่กลางก็สื่อสารชัดเจนตามชื่อรุ่นได้แบบครบถ้วนแล้ว

ในช่วงรอยต่อ สิ่งที่จับได้เลยและเริ่มสร้างความเป็นกลิ่นอายสไตล์ Clean ที่รื่นจมูกและมีความทันสมัยมากขึ้นด้วยนั่นคือ การเอา Clearwood (กลิ่นสารหอมลูกผสมที่ให้ความเป็นพิมเสนปร่าระเรื่อใสๆ แกมหวานรื่นรมย์กับกลิ่นออกโทนไม้ซีดาร์โปร่งๆ) มาเป็นตัวเปลี่ยนแปลงในการคุมโทนเข้าสู่ Concept พื้นฐานของแบรนด์ที่เน้นกลิ่นแนวสุภาพและรื่นรมย์ ซึ่งทำให้การปรับโทนในช่วงท้ายจะเป็นโทนที่มีความผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายแกมเรียบหรูชัดเจน เพราะสายไม้หอมต่างๆ ทั้งมาจากสารหอมและมาจากไม้จริงๆ จะเข้ามาเกลาให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นไม้โปร่งๆ สบายๆ มีลูกยางไม้ผสมนิดๆ เป็นเลเยอร์ตรงกลางแบบตัวเชื่อม เสริมด้วยหญ้าแฝกที่ให้ความเป็นลูกครึ่งไม้แห้งๆ กึ่ง Earthy สะอาดๆ เชื่อมกับฐานกลิ่นที่เป็นโทนออกทางดินๆ เขียวเข้มอ่อนๆ ของ Oak Moss และมีโทนพิมเสนปร่าหวานระเรื่อสะอาดๆ ที่รับช่วงเชื่อมต่อกับกลิ่นติดเขียวเบาๆ ของ Galbanum ที่ลดบทบาทลงเหลือบางๆ แกมกลิ่นอ่อนๆ ของโทนฝนที่เป็นเลเยอร์บนสุดสร้างอะโรม่าที่หอมใสๆ เรียบหรูแหมหวานเย้าๆ อ่อนๆ ได้ดีมีความเรียบหรู ทุกอย่างเชื่อมต่อกันเป็นวงกลมที่เกลาจนกลมกล่อมและให้ความผ่อนคลายกำลังดีได้ลงตัวมาก ถือเป็นการปิดท้ายความเป็น Clean ได้ชัดเจนมากๆ และกลิ่นมีเสน่ห์เรียบหรูในโทน Earthy เด่นได้สวยและลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex ตรงไปตรงมามาก แต่แม้ว่ากลิ่นจะมาในนามของ Clean แต่ผู้ที่จะอินอาจจะต้องผ่านการใช้งานกลิ่นอายโทนเขียวเข้มๆ มาก่อนบ้างจะดีที่สุด เพื่อจะได้รับและเรียนรู้กลิ่นได้ดีมากขึ้นในช่วงต้นกับกลาง แต่ช่วงท้ายยังไงก็กลิ่นสวยอยู่แล้ว ซึ่งเข้ากับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลยกวาดหมดจริงๆ จะมีก็การใส่เพื่อออกกำลังกายที่ช่วงกลางอาจจะหนักไปเพราะกลิ่นชัด ให้รอช่วงท้ายๆ น่าจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่ทั่วๆ ไปหรือว่าออกงานจะลงตัวที่สุดแล้ว เพราะกลิ่นไม่เหมาะกับการใส่เพื่อไปเย้ายวนชวนนัวแบบท่องราตรีแต่อย่างใด       

ความทน - อันนี้ประทับใจมากเพราะเจอไปที่ 15 ชม. ในการใช้งานทุกครั้ง กับการใช้งานที่ 6 สเปรย์ เรียกว่าเรื่องนี้หายห่วง ยังไงก็เกิน 8 ชม. ได้ไม่ยาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วง 30 นาที แรก คือมาชัดเลย เพียงแต่ไม่ได้หนักข้นหรือเนื้อกลิ่นหนานัก แล้วจะผ่อนลงมาเป็นกระจายดีกันยาวๆ ไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 4 - 5 ถึงผ่อนลงมาปานกลางซักพักใหญ่ๆ พอเข้าช่วงโมงที่ 8 กลิ่นจะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ ก่อนเป็น Skin Scent เมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 12 ชม. 

สรุป - อีกหนึ่งกลิ่นที่ความทนเป็นเลิศมาก และการกระจายก็ทำได้ดีมากด้วยจนแบบว่าต้องกันไปมองแบรนด์อีกทีว่า Clean เหรอเนี่ย แต่ก็ยอมรับอย่างหนึ่งว่าในสาย Avant Garden มันคือการฉีกความเป็น Clean แบบเดิมๆ มาให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งสำหรับ Galbanum & Rain ถือเป็นหนึ่งในกลิ่นที่มีความเป็นเอกเทศพอสมควรแบบที่เข้าทางการเป็น Niche Perfume ได้เลย โดยที่ยังอยู่บนพื้นฐานที่ช่วงท้ายสร้างความรื่นรมย์ทางกลิ่นแบบที่เป็น Concept ของแบรนด์อยู่ นี่แหละที่น่าสนใจมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.cleanbeauty.com/products/avant-garden-galbanum-rain