วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567

Review: Cerapure - Believe in Fresh

Cerapure - Believe in Fresh

Cerapure เมื่อได้เห็นชื่อนี้ครั้งแรก นั่นคือ การโฆษณาผ่าน Facebook ที่เป็นแบรนด์สบู่ โดยเน้น Concept ลดกลิ่นกาย และลดปัญหาผิวกายต่างๆ ซึ่งก็ได้เป็นหนึ่งในการซื้อมาลองนั่นเลย และก็มีใช้สลับๆ กับสบู่อื่นๆ บ้าง แต่หลักๆ มักใช้สบู่ของแบรนด์นี้ช่วงหน้าร้อนจัดๆ มากกว่า เพราะทำให้สดชื่นและลดกลิ่นเหงื่อไปได้เยอะมาก

และเมื่อได้เห็นว่าแบรนด์นี้มีการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาหลากหลาย รวมถึงมีน้ำหอมอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดความสนใจอยากลองว่าน้ำหอมกลิ่นเดียวกับสบู่นั้นจะเป็นอย่างไร และส่งเสริมกันขนาดไหน และเมื่อได้ใช้งานจริงก็เล่าต่อได้แบบนี้ว่า

Believe in Fresh จะมาในการเป็น Main หลักกับกลิ่นสไตล์สบู่สะอาดฟุ้งๆ ที่มีความนวลให้ความรู้สึกแบบสีฟ้าเคล้าสีขาว ที่ได้ความรู้สึกสะอาดแบบกึ่งคลาสสิคกึ่งร่วมสมัยที่กำลังดี ช่วงเปิดความเป็นโทน Aldehydes ที่มีความเป็นโทน Soapy แบบชัดๆ มีความฟุ้งความแน่นของกลิ่นแบบโทนสบู่ชัดเจนและมีความคมในระดับหนึ่ง โดยผสมผสานกับโทนออกทางดอกไม้ขาวนวลๆ และมีความเป็นลูกผสมระหว่างโทน Citrus ที่ออกทางปร่าขมเนียนๆ ในเนื้อกลิ่น รวมถึงมีความชื้นๆ แกมหวานใสๆ นิดๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกลิ่นของลูกพลับบางๆ แฝงอยู่ด้วย ซึ่งทำให้ภาพรวมในช่วงต้น คือ กลิ่นสบู่ฟุ้งๆ ที่มีความสะอาดแกมดอกไม้นวลๆ ติดปร่าหน่อยๆ และมีกลิ่นติดชื้นกำลังดี ให้อารมณ์กลิ่นในลักษณะแบบหลังอาบน้ำที่ยังมีกลิ่นสบู่ฟุ้งๆ และอารมณ์ชื้นๆ สดชื่น โทนสีในความรู้สึกจะเป็นสีฟ้าแกมขาวแนวๆ นั้น ซึ่งตรงๆ ก็คือกลิ่นแบบเดียวกับสบู่เลย เพียงแต่เข้มชัดกว่า

แต่ยังไงก็ตามความเมื่อโทนออกทางชื้นๆ และความเป็นโทน Citrus ที่ติดขมเริ่มจางลงไป เหลือเพียงความเป็นโทนสบู่แกมดอกไม้ที่มีความแห้งปนปร่านวลมากขึ้น ก็จะเป็นช่วงกลางของน้ำหอมซึ่งเนื้อกลิ่นมีความเป็น Accord ดอกไม้ขาวกึ่งดอกไม้อื่นๆ ที่ผสมมาแล้ว เลยจะได้อารมณ์แบบดอกไม้ขาวรวมๆ ที่เบลนด์เป็นเนื้อเดียวกับกลิ่นสบู่ที่เริ่มเป็นโทนแป้งเต็มตัว (น่าจะมีลาเวนเดอร์แบบสะอาดๆ รวมอยู่ด้วย) แต่กลิ่นยังมีความอวลฟุ้ง เพียงแต่กลิ่นจะแห้งมากขึ้นจากช่วงต้น แต่ยังคุมโทนกลิ่นหอมสะอาดนวลๆ อารมณ์แบบกลิ่นสบู่ติดผิวกายที่กลิ่นชัดเจนและจับต้องได้ และยังเข้าถึงง่ายแบบใครได้กลิ่นก็ใช่เลย “กลิ่นสบู่”

ช่วงท้ายจะลดทอนความฟุ้งลงมาระดับหนึ่ง โดยยังให้ความรู้สึกสะอาดแกมนวลๆ แบบโทยแป้งก็จริง แต่จะมาแบบอารมณ์เหมือนทาแป้งเย็นสไตล์คลาสสิคแต่ “ไม่ได้” มี Cooling Effect มานานในระดับหนึ่งจนกลิ่นผสมกับความอบอุ่นของร่างกาย ได้ลักษณะแบบ Clean Earthy Classic ที่มีการรวมตัวกันเรียบร้อยในการเป็น Accord (ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็น Accord ที่ผสมผสานโทนกลิ่นแบบ Oak Moss หญ้าแฝก ไม้หอมอื่นๆ  และ Musk โดยมี Amber เข้ามารวมด้วย) โดยที่อาจจะไม่ได้เป็นกลิ่นสบู่จ๋าๆ แบบช่วงต้นกับกลางแล้ว แต่ได้โทนสะอาดแกมคลาสสิคอยู่เนียนๆ แบบร่วมสมัยที่เข้าถึงง่าย และยังคุมโทนที่ได้วูบของความสดชื่นบางๆ แบบสีฟ้าแกมขาวอยู่เช่นเดิม

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนมากและเป็นกลิ่นสบู่แบบที่ไม่ว่าเพศไหนก็ใช้งานได้สบายมาก ซึ่งเข้าได้กับทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นใช้แบบทางการหรือทั่วๆ ไป แต่ถ้าจะใช้เพื่อออกกำลังกาย แนะนำให้ผ่านช่วงต้นไปก่อน พราะไม่งั้นกลิ่นตีขึ้นจนตึ้บได้ ส่วนยามค่ำคืนเหมาะมากกับการใส่เสริมเพิ่มหลังอาบน้ำเสร็จให้รู้สึกสดชื่นสะอาด แต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปออกงานหรือว่าใส่ไปท่องราตรีเท่าไหร่ กลิ่นไม่ได้มาสายเรียกแขกเย้ายวนเสริมออร่าชุดสวย/หล่อเท่าไหร่นัก เพราะยังไงคนรอบตัวที่ได้กลิ่นก็จะบอกว่า “สบู่” ตามความคุ้นชินในชีวิตประจำวันอยู่ดี

ความทน - อันนี้ต้องยกให้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะ 8 ชั่วโมงแล้วกลิ่นยังคงฟุ้งอยู่ และยังไปต่อได้ถึงที่เจอสูงสุดคือ 15 ชั่วโมง เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มในเรื่องนี้

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าฟุ้งกันเลยทีเดียว ก่อนที่จะผ่อนลงมาทีละหน่อยๆ จนปิดท้ายที่ออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายๆ หลังผ่านไปประมาณ 5 - 6 ชั่วโมงไปแล้ว แล้วคงตัวยาวๆ ไป จะติดผิวจริงๆ ก็ผ่านไปซัก 10 - 12 ชั่วโมงไปแล้ว (ซึ่งตรงนี้แต่ละคนที่ใช้อาจจะแตกต่างกันไป) 

สรุป - กลิ่นแบบยังไงก็สบู๊~ สบู่ ที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นเปลี่ยนเดียวกับสบู่และโรลออนของแบรนด์ที่เดาไม่ยากว่ามี Accord การผสมกลิ่นที่ชัดเจนมาอยู่แล้ว เช่นนั้นกลิ่นที่ได้จะมีความสำเร็จรูปสูงมาก จึงไม่ได้ความรู้สึกแบบกลิ่นอายธรรมชาติจ๋าๆ อะไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ กลิ่นสบู่สดชื่นแกมหอมปร่าสะอาดที่มีความร่วมสมัยแบบนี้ะเป็นกลิ่นที่เป็น Safe Scent ประเภทหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นชินอยู่เดิม จึงถือว่าใช้งานได้ง่าย เข้าถึงก็ง่าย แบบไม่ต้องเล่นใหญ่ไฟกระพริบ ก็มีความหอมสบู่ชิลล์ๆ ได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://cerapureth.com/product/believe-in-fresh/

 

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567

Review: Jul et Mad - Aqua Sextius

Jul et Mad - Aqua Sextius

จากแรงบันดาลใจในการพบปะจนกลายมาเป็นคู่ชีวิตของเจ้าของแบรนด์ทั้ง 2 คนอย่าง Julian และ Madalina ที่ส่งต่อมาสู่น้ำหอมกลิ่นต่างๆ ใน Collection - Les Classiques กับ 6 กลิ่นที่เปรียบเสมือนเส้นทางความรักจากจุดเริ่มต้นของแต่ละคนสู่ความเป็นรักนิรันดร์ ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้และผู้สะสมน้ำหอม Niche Perfume ทั่วโลกไม่น้อยเพราะทั้ง 6 กลิ่นนี้ต่างมีความดีงามที่ส่งต่อกันได้อย่างมีเสน่ห์และชั้นเชิง รวมถึงคุณภาพกลิ่นก็ยอดเยี่ยมในระดับต้นๆ อีกด้วย

และจากที่ผ่านการเล่ากลิ่นที่เป็นการพบกันของ 2 คนไปแล้ว และเป็นกลิ่นที่ประทับใจ + รักที่สุดในชีวิตของผู้เขียนอีกกลิ่นอย่าง Terrasse a St-Germain (ที่เป็น Chapter ที่ 2 ของ Collection) ตอนนี้ก็ได้มาเรียนรู้ช่วงเวลาแห่งความรักของคนทั้ง 2 บ้างกับ Chapter ที่ 4 ของ Collection กับการนำเสนอกลิ่นอายของเมือง Aix-en-Provence (เมืองแห่งน้ำพุ) ที่เป็นสถานที่แต่งงานและเป็นบ้านของคนทั้ง 2 ที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งจะออกมาเป็นอย่างไร สื่อสารแบบไหนมาว่ากันที่กลิ่นนี้ Aqua Sextius

เปิดต้นกลิ่นมาความรู้สึกแบบกลิ่นปร่า Sparkling ของ Citrus มาชัดเจนมาก และไม่คมเกินไปด้วย เนื้อกลิ่นค่อนข้างผสมผสานในการเอาข้อดีของการเป็นโทน Citrus อย่างเกรปฟรุตที่ให้ความเปรี้ยวแปร่งและสว่างในเนื้อกลิ่น Bergamot ที่ให้ความเปรี้ยวขมปร่าแกมเขียว แกมมีลูกเอื้อนกลิ่นส้มติดเปรี้ยว Juicy หน่อยๆ แฝง หลักๆ ที่ฟุ้งขึ้นมาราวๆ นี้ ซึ่งนึกว่าจะปร่าใสๆ สดชื่นเน้นที่สาย Citrus แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ความเขียวของชาที่ให้ความอะโรม่าหน่อยๆ เชื่อมกับโทนแป้งติดหวานนิดๆ ที่ทำให้กลิ่นมีความหนาขึ้นมาหน่อยของกระถินเทศหรือ Mimosa เป็นตัวเสริมที่ตามมาภายในไม่ถึง 2 นาที เลยทำให้เนื้อกลิ่นมีมิติที่น่าสนใจมากในความเป็นโทนสดชื่นที่มีความอวลปร่าในระดับหนึ่ง และเน้นความเขียวที่แตกต่างทั้งเขียวปร่า เขียวรื่นรมย์ และเขียวแกมแป้งติดหวานในความเป็น Citrus ได้อย่างสมดุยล์และมีคุณภาพกลิ่นที่เป็นธรรมชาติเลยทีเดียว

ไม่ถึง 5 นาทีต่อมาก็เปลี่ยนสถานะแล้วเพราะกลิ่น Fig กับกลิ่นทะเลที่ให้ความสดชื่นแบบสาย Aquatic โดยไม่มีความคาวจะแทรกตัวเข้ามากลายเป็นแกนหลักในการเดินกลิ่น โดยรวมเอาความเป็น Citrus ในตอนต้นมาผนวกด้วย เลยแน่นอนความสดชื่นแบบกลิ่นทะเลที่มีความปร่าซ่า Sparkling เลยชัดเจน แอบรู้สึกว่ามีกลิ่นปร่ามินต์ในนี้รวมอยู่ด้วย แต่ตัวเสริมชั้นดีที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่ากลิ่นนี้ไม่ธรรมดาคือ Fig ที่มาความเขียวมิลค์กี้แกมฟรุตตี้หวานหน่อยๆ แกมกลิ่นชาที่ตามมาจากช่วงต้น และมีกลิ่นสนไพน์มาเป็นฉากหลังทำให้กลิ่นมีความหนาขึ้น อารมณ์แบบกลิ่นสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่ได้ทั้งทะเล ความเขียวของ Fig ความหอมปร่าของกลิ่นสนไพน์ และมีกลิ่นดอกไม้อ่อนๆประปรายให้จับต้อง แถมลูกเอื้อนแบบ Aquatic ในเนื้อกลิ่นที่ให้อารมณ์แบบกลิ่นสดชื่นติดฉ่ำหน่อยๆ  บอกชัดเจนถึงการเป็นกลิ่นอายสถานที่ได้ครบถ้วนจริงๆ เพราะเมืองนี้ก็อยู่ห่างจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไม่มาก

ช่วงท้ายเนื้อกลิ่นจะปรับโทนเข้าสู่การเป็นโทนไม้หอมที่จะเป็นสนไพน์แกมไม้ซีดาร์เคล้าแอมเบอร์ มีความ Animalic หน่อยๆ ซึ่งน่าจะมีจากกลิ่นแนวๆ Ambergris ที่ให้ความเป็นแอมเบอร์กึ่งเค็มผิวกาย และที่สำคัญจับต้องได้ถึงกลิ่นคล้ายๆ หินและกลิ่น Oak Moss ที่ให้ความติดขมซ่อนเขียว สร้างความรู้สึกแบบกลิ่นอายพื้นที่สีเขียวต้องแดดเคล้าอากาศสดชื่นที่ติดเปรี้ยวบางๆ ลอยมาตามลมได้ดี และเมื่อดมลงไปใกล้ผิวจะจับต้องได้ถึงกลิ่น Musk ที่รองพื้นนุ่มๆ เคล้ากลิ่นเค็มอ่อนๆ เป็นฐานกลิ่นอยู่ ซึ่งทั้งหมดสร้างความผ่อนคลายอารมณ์แบบกลิ่นอายบรรยากาศที่มีไอทะเลอ่อนๆ + กลิ่นพื้นที่สีเขียวต้องแสงแดดอบอุ่น เป็นการปิดท้ายกลิ่นที่ครบถ้วนและมีเสน่ห์ในตัวเองสูงและมีความร่วมสมัยที่ไม่ตกยุคได้ดีมากๆ เลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนมาก เพราะเนื้อกลิ่นมาแบบสภาพแวดล้อมมากกว่าที่จะเจาะจงไปที่เพศใดเพศหนึ่ง แม้ว่าบางวูบอาจจะมีอารมณ์กลิ่นแบบน้ำหอมชายสไตล์กึ่งทะเลแบบ 90 อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แมนจ๋านัก ได้อารมณ์สบายๆ เสียมาก ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไปก็ได้ แต่อาจจะไม่ได้เข้ากับการใส่เพื่อออกกำลังกายมากเท่าไหร่ เพราะเนื้อกลิ่นมีความหนาในระดับที่ตีขึ้นไม่เบาถ้า Heat ของร่างกายออกเยอะ ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปจะลงตัวมาก

ความทน - อยู่ที่ 8 - 10 ชม. เป็นเรื่องปกติในการใช้งานของกลิ่นนี้ และลากไปถึง 15 ชม. ก็เจอมาแล้ว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วคงตัวไปราวๆ 2 ชม. ถึงผ่อนลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนเมื่อแตะ 5 ชม. ถึงลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไป ซึ่งบางครั้งกว่าจะรู้ตัวว่า Skin Scent แล้ว ก็เลย 10 - 12 ชม. ไปแล้ว  

สรุป - เป็นการจับ Match ที่สมดุลย์มากทั้งการเป็นโทน Sparkling Citrus โทนฟรุตตี้ติดเขียวมีความปร่าหน่อยๆ ของ Fig ผสานกับกลิ่นทะเลที่ไม่คาว ไม่สาหร่าย และให้ความรื่นรมย์อบอุ่นแบบไม้หอมแกมกลิ่นอากาศที่มีไอทะเลให้รู้สึกได้ ถือว่าเป็นอีกกลิ่นที่มีความดีงามในตัวสูงมากในแง่ของการฉีกโทนสาย Aquatic ให้มีอะไรที่มากกว่าความสดชื่น + ให้ความรู้สึกเป็นสถานที่ที่มีกลิ่นอายสายรื่นรมย์ต่างๆ ได้ครบถ้วน และถ้าไพล่ไปคิดถึงความโรแมนติค มันตอบโจทย์ในเรื่องของความเป็นเมืองที่รื่นรมย์ผ่อนคลายที่สอดรับกับชีวิตคู่แบบข้าวใหม่ปลามันของคนทั้ง 2 ได้อย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://bloomperfume.co.uk/products/aqua-sextius

 

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567

Review: Paco Rabanne - Phantom

Paco Rabanne - Phantom

แรกสุดเมื่อได้เห็นขวด นั่นคือ “โหยยยยย อย่างเท่ห์” และมีความล้ำตามสไตล์ของ Paco Rabanne กันแบบเต็มๆ แถมมีความเป็นอารมณ์อวกาศเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งแน่นอนว่าความสนใจใคร่อยากลองน่ะมาเต็มจริงๆ และที่สำคัญเมื่อเห็นสุคนธกรที่เข้ามาร่วมสร้างสรรค์กลิ่น เรียกว่า Dream Team เลยก็ว่าได้ เพราะมีถึง 4 คนระดับปรมาจารย์กันได้เลยไม่ว่าจะเป็น Anne Filpo, Dominique Ropion, Juliette Karagueuzoglou และ Loc Dong 

ที่มาที่ไปของน้ำหอม จริงๆ มันคือการเปลี่ยนเรือธงใหม่จากที่อยู่กัยบ Invictus มาหลายปี เพื่อมาเป็นความล้ำแบบใหม่ในสไตล์ของแบรนด์นั่นเอง เลยเอาความเป็นสไตล์ล้ำยุคและอวกาศ สร้างขึ้นมาเป็น Paco Galaxy ที่ไม่ว่าจะมาจากไหนก็มา Join กันได้ราวๆ นั้น เช่นนั้นในการเป็น Phantom เนื้อกลิ่นจะออกมาในรูปแบบไหน มาว่ากันได้ตามนี้

เปิดมาก็ Citrus ที่เนื้อกลิ่นมีความหนาและอวลอยู่พอสมควร โดยเป็นการผสมผสานของกลิ่นโทนเลมอนที่มีอารมณ์ติดขมเปลือกเลมอน + กับกลิ่นโทนนวลกึ่งแป้งที่มีความติดเขียวหน่อยๆ มีลูกกลิ่นแบบโทนเขียวกึ่งวินเทจจางๆ ในนั้น ซึ่งพอจับได้ว่าสาเหตุที่ทำให้กลิ่นมีน้ำหนัก แม้ว่าน่าจะเปิดด้วยโทน Citrus คือ ลาเวนเดอร์ ที่จะเป็นแก่นหลักของกลิ่นอยู่ในทุกๆ ช่วงแบบเป็นตัวละครสนับสนุนที่ไม่ได้เป็นตัวเอก แต่อยู่กันยาวๆ แบบที่ต้องมี ซึ่งทำให้เนื้อกลิ่นช่วงนี้มีอารมณ์กลิ่นที่เป็นสไตล์เรียกแขกในแบบทันสมัยที่ให้อารมณ์อวลๆ เย้าๆ แบบที่เรามักเจอในน้ำหอมเจ้าเสน่ห์ของแบรนด์นี้ อาทิเช่น Pure XS หรือ Black XS เพียงแต่จะมีกิมมิคที่แตกต่างเมื่อเข้าสู่ช่วงถัดไป นั่นคือ 

โทนกลิ่นออกทางดินๆ Earthy ที่แทรกเข้ามาพร้อมกับลูกผสมกลิ่นโทน Fruity ที่ให้อารมณ์เกือบจะ Creed Aventus ที่มีแอปเปิ้ลเขียวแกมสับปะรดติด Smoky แกมพิมเสนเข้ามาร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้ทื่อๆ ไร้ชั้นเชิงขนาดนั้น เพราะโทน Earthy ที่ให้ความรู้สึกดินๆ แกม Dirty นี่แหละ ที่เป็นตัวคุมเกมส์ โดยมีตัวเสริมชั้นดีที่ตามมาจากช่วงต้นอย่าง Citrus และลาเวนเดอร์ ที่ยังคงตรึงให้กลิ่นมีความเย้าๆ เจ้าเสน่ห์อยู่ เพียงแต่มีความ Dirty Earthy ของโทนแกมดินๆ กึ่งพิมเสนที่ให้ความเก๋ๆ แตกต่างเข้ามาเด่นมาก ทำให้กลิ่นฉีกออกมาได้เป็นตัวตนของตัวเอง ที่ยังคงมีโทนกลิ่นสมัยนิยมสายเย้าต่างๆ เสริมให้ทันสมัย + ร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มมีโทนอบอุ่นแกมกลิ่นไม้หอมอวลๆ ที่มีความเป็นวานิลลาแบบไม่ได้หนัก แต่มาให้น้ำหนักของกลิ่นที่มีโทนอบอุ่นอวลๆ เสริมให้กลิ่นหญ้าแฝกที่มาร่วมทีมกับโทนกลิ่นแนวลาเวนเดอร์ + กลิ่นโทนคล้าย Oak Moss ที่มีความเขียวเข้มๆ เนียนๆ รวมอยู่ เนื้อกลิ่นมีความเป็นแป้งหน่อยๆ ร่วมด้วยจาก Effect ทั้งลาเวนเดอร์และวานิลลา โดยที่ยังมีกลิ่นติดฟรุตตี้อ่อนๆ แกม Smoky จากช่วงกลางมาให้จับต้องได้ประปราย ทำให้ช่วงท้ายเป็นกลิ่นแนวไม้หอมแห้งๆ อวลๆ มีความอบอุ่น มีความ Fougere สุขุมหน่อยๆ แต่แน่นอนเป็นกลิ่นสายอวลอุ่นเย้าที่มีความทันสมัยและใช้งานง่ายสาย Trendy เต็มๆ 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องใส่แต่เฉพาะตะลุยราตรี เพราะเนื้อกลิ่นค่อนข้างครอบคลุมการใช้งานยามกลางวันด้วย แต่ไม่ควรอัดสเปรย์เยอะเกินไป เดี๋ยวจะอวลจนอึนเอาเสียก่อน ซึ่งกลิ่นสามารถใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นทั่วไปหรือว่าใส่ทำงาน Office แต่ถ้าใส่ไปออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งแนะนำเบาสเปรย์หรือรอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนใส่ไปออกงานหรือท่องราตรี อันนี้จัดไปเข้าทางแบรนด์นี้นักแล 

ความทน - สมฐานะที่พื้นฐาน 8 ชม. ได้สบายๆ และไปต่อได้อีกขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์ ส่วนตัวใช้แค่ 5 สเปรย์ก็แตะ 8 - 10 ชม. ได้สบายมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่าเปิดมาก็เรียกแขกกันเลย ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีต่อเนื่องไปราวๆ 3 ชม. ก็จะลงมาปานกลางจนถึงราวๆ 6 ชม. ก็จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว ไปเรื่อยๆ แล้วติดผิวเมื่อผ่านไปซักประมาณ 8 - 10 ชม. เป็นต้นไป

สรุป - เอาจริงๆ ตอนแรกเห็นขวดคิดว่ากลิ่นจะล้ำกว่านี้ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะสไตล์ของแบรนด์เป็นสไตล์น้ำหอมเจ้าเสน่ห์เรียกแขก แน่นอนว่ายังคงต้องมีลูกเอื้อน Signature สายเย้า Citrus + Fruity ที่เรียกแขก แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างความต่างคือโทน Earthy ดินๆ แกมพิมเสนช่วงกลางนี่แหละที่เป็น Game Changer ให้เนื้อกลิ่นหลุดมาในการเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ดี เช่นนั้น ไม่ได้ล้ำยุค Avant-Garde หรืออวกาศมาจากไหน แต่ให้ความทันสมัยมีเสน่ห์ อวล เย้า เซ็กซี่ และดึงดูด ในอีกรูปแบบตามสไตล์น้ำหอมชายของแบรนด์นั่นเอง 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://6shop.mom/products.aspx?cname=phantom+paco+rabanne+perfume&cid=62

 

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567

Review: Osaji - Aoyu

Osaji - Aoyu

จุดเริ่มต้นของเจ้าของแบรนด์อย่าง Masakazu Shigeta ที่เป็นนักพัฒนาเครื่องสำอาง ที่คุณแม่ของเจ้าของแบรนด์ที่พื้นฐานชอบสิ่งประทินผิวที่มาจากพืชพันธุ์จากธรรมชาติเป็นหลัก แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุกับคุณแม่ จนทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงเกี่ยวกับผิวหนัง ทำให้ไม่สามารถที่จะใช้เครื่องสำอางเหล่านี้ได้อีก เจ้าของแบรนด์จึงมีปณิธานเพื่อคิดค้นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผิวไม่ว่าจะเป็นผ่านการกินเข้าไปและสร้างสรรเครื่องสำอางที่ไม่ว่าสภาพผิวแบบไหนก็สามารถใช้ได้  ซึ่งก็เป็นแบรนด์ Osaji ในทุกวันนี้

แน่นอนว่าแบรนด์ญี่ปุ่นแบบแท้ๆ ซึ่งยังไม่เห็นมีการจัดจำหน่ายที่ประเทศอื่น ซึ่งสินค้าก็มีครบในการช่วยดูแลผิวโดยลดการระคายเคืองต่อผิวให้มากที่สุด และที่สำคัญมีน้ำหอมที่พื้นฐานกลิ่นของแบรนด์นี้ส่วนใหญ่มักจะดึงเอาดอกไม้มาเป็นกลิ่นเด่น + คุมโทนในการเป็นกลิ่นอายสไตล์ญี่ปุ่นที่มีเสน่ห์แบบไม่จำเป็นต้องรบกวนชาวบ้าน แต่ก็จะมี Limited Edition ออกมาจำหน่ายในแต่ละช่วงด้วยเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อได้ไปเยือนญี่ปุ่น ก็ต้องจัดกลิ่นสาย Limited ก่อน เพราะถ้าพลาดอาจจะไม่มีโอกาสได้หาลองใช้งานอีกในอนาคต เช่นนั้นเลยได้หนึ่งในกลิ่นที่ปล่อยออกมาวางจำหน่ายในปี 2022 ที่หมดแล้วก็หมดเลย (ไม่รู้จะผลิตมาวางจำหน่ายอีกไหม) ที่ปล่อยออกมารับฤดูฝนและฤดูร้อนของญี่ปุ่นในปีดังกล่าว ซึ่งนั่นก็คือ Aoyu ที่ใช้จนตกผลึกแล้วก็ขอมาเล่าต่อว่า

นี่คือกลิ่นสาย Citrus ที่เด่นกับความเปรี้ยวขมสร้างบรรยากาศที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมากกลิ่นหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเปิดที่ให้ความรู้สึกแบบกลิ่นเปลือกผลไม้สาย Citrus ที่มีความเขียวขมซึ่งจับอารมณ์ได้อย่างแรกคือ มะนาวที่วาบขึ้นมาทักทายจมูกก่อนแรกสุด ก่อนจะเป็นกลิ่นแนวเปลือกส้มยูซุแบบผลเขียวๆ และกลิ่นที่คล้ายมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) แต่มีความเปรี้ยวคมออกทางส้มเปรี้ยวจัดๆ เท่าที่ไปอ่านดู คือ ส้มสุดาชิ ที่มักเอามาทำอาหารในครัวเรือนของญี่ปุ่น ซึ่งรวมตัวกันออกมาให้ความรู้สึกเขียวเปรี้ยวขมปร่าที่ไม่จัดจ้าน และที่สำคัญเสริมความเป็นธรรมชาติเข้าไปอีก ด้วยการใส่โทนสมุนไพรติดตุ่นหน่อยๆ ของโรสแมรี่ ซึ่งนี่แหละคีย์หลักเลยที่ทำให้กลิ่นมีความเป็นธรรมชาติแบบกลิ่นจริงๆ แบบเวลาเราผ่าพวกกลุ่มผล Citrus แนวๆ มะกรูด ซึ่งคือใช่เลยไม่ต้องพยายามและตรงไปตรงมาสุดๆ 

ซึ่งช่วงต้นนั้นจะอยู่ไปราวๆ ไม่เกิน 5 - 10 นาทีแบบที่จะค่อยๆ ผ่อนตัวลง แล้วเข้าสู่ช่วงกลางที่ความเขียวขมจะกลายเป็นกลิ่นเบาๆ สร้างบรรยากาศแทน แต่กลิ่นที่เด่นขึ้นมาคือกลิ่นของกิ่งก้านและใบส้ม (Petitgrain) ที่ให้ความเขียวแกมเปรี้ยวอ่อนๆ มีความคมเบาๆ ที่เป็นธรรมชาติเป็นหลัก แต่จะมีความรู้สึกแบบกลิ่นกลิ่นติดหวานบางๆ และมีความสดชื่นให้รู้สึกแบบกลิ่นดอกไวโอเล็ตจริงๆ (ที่ไม่ใช่โทนแป้งติดหวานแกมเขียวแบบที่มักจะได้กลิ่นในน้ำหอมที่เด่นด้วยดอกไวโอเล็ต) และมีความรู้สึกนวลสะอาดแกมหวานอ่อนๆ คล้ายมีกุหลาบบางมากๆ รวมอยู่ด้วย แต่ก็เป็นสายสนับสนุนเพราะว่ากลิ่นไม่ได้เด่นออกมาเลยถ้าไม่ดมติดผิว ความรู้สึกที่ได้จึงมาเป็นหลักที่ความเขียวติดปร่าบรรยากาศเป็นสำคัญ

จริงๆ จะจบที่ช่วงกลางเลยก็ได้ เพราะเมื่อเข้าช่วงท้ายกลิ่นจะกลายเป็นโทนแบบผิวกายปกติของมนุษย์มากๆ จนบางทีแทบไม่รู้สึกว่ามีน้ำหอมอยู่ แต่ถ้าดมแบบพินิจพิเคราะห์จะมีกลิ่นไม้หอมโปร่งๆ ปร่าบางๆ ของไม้ซีดาร์ที่มีความ Smoky บางมากๆ แนวๆ Incense แต่ก็มีพื้นฐานความสะอาดเบาๆ ซึ่งน่าจะมี Musk อ่อนๆ รวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกว่าน้ำหอมไม่ทน แต่ถ้ามองที่ Concept แบบสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว นี่แหละใช่เลย กลิ่นจะติดผิวมากๆ เหมือนไม่ได้ใส่น้ำหอมแต่มีโทนให้รู้สึกสบายๆ และผ่อนคลายบางๆ เนียนๆ มินิมัลนั่นเอง

เหมาะสำหรับ - Unisex เข้าหมดทุกเพศและทุกวัย (ยกเว้น Baby เด็กทารก) ซึ่งสำหรับเด็กน้อยจะฉีดที่เสื้อที่สวมเบาๆ ซัก 1 สเปรย์ก็ได้ ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบครอบจักรวาลในการใช้งาน ส่วนยามค่ำคืนถ้าใส่ทั่วๆ ไปก็ได้อยู่ แต่งดได้เลยกับการใส่ไปเพื่อหวังเรียกเรตติ้ง เพราะเข้าใจก่อนว่านี่สไตล์ญี่ปุ่น ไม่ได้เน้นปล่อยพลังใส่คนอื่น

ความทน - เพราะกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติมากๆ ซึ่งนั่นก็แปรผันกับความทน ก็ตาม Concept แบรนด์เน้นความเป็นธรรมชาติจากพืชพันธุ์ต่างๆ จึงให้ความทนที่ไม่เกิน 4 ชม. หรืออาจจะทนมากขึ้นหน่อยถ้าฉีดเสื้อที่สวมแต่ก็ + ไปราวๆ 1 ชม. แนวๆ นั้น

การกระจาย - กลิ่นกระจายปานกลางค่อนไปทางออร่ารอบๆ ตัวในช่วงต้น ก่อนที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวกึ่งๆ จะติดผิวอยู่รอมร่อในช่วงกลางไปจนถึงราวๆ 2 ชม. ถึงเป็น Skin Scent เต็มตัวจนกว่าจะจางไปจากผิว ซึ่งใช่เลย Safe Scent สุดๆ   

สรุป - สิ่งที่ทึ่งมากคือกลิ่นที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ และมากจริงๆ กับการให้ความรู้สึกแบบสบายๆ แบบอารมณ์เราได้กลิ่นตอนผ่าส้มเปรี้ยวๆ มะนาว หรือมะกรูดแนวๆ นั้น ก่อนจะมาเป็นกลิ่นเขียวคมอ่อนๆ ที่มีความเป็นบรรยากาศสูงมาก และเข้ากับอากาศที่ร้อนหรือมีความอับชื้นสูงแบบฝนตกได้ดีอีกด้วย แต่ถ้ามองที่ข้อด้อยความกระจายกับความทนไม่ได้โดดเด่นนัก ซึ่งก็วนมาที่เรื่องเดิมคือ ก็น้ำหอมสไตล์ญี่ปุ่น เลยไม่ได้เน้นรบกวนใครนั่นแหล่ะ

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://osaji.net/special_products/aoyu2023ss/