วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Azzaro - Wanted


Azzaro - Wanted

เรียกว่าเขย่าตลาดน้ำหอมชายกันเลยทีเดียวเมื่อปี 2016 - 2017 กับการออกน้ำหอมกลิ่นใหม่ของ Azzaro ในช่วงเวลานั้นกับขวดที่มีรูปทรงเป็นลูกโม่บรรจุกระสุนในปืน Revolver กับชื่อรุ่นที่เท่ห์ๆ อย่าง Wanted ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เล่นน้ำหอมผู้ชายต่างต้องมาลองตัวนี้กันให้ควั่กและซื้อมาครอบครองตามๆ กันไปจากการบิลด์เหลือทนก็มาก แต่ส่วนตัวผู้เขียนเองช่วงนั้นบอกเลยว่า “เฉยๆ” เพราะขอรอตลาดเริ่มวายก่อน ค่อยกลับมาลองตัวนี้เต็มๆ เพื่อให้เข้าใจโทนกลิ่นโดยไม่มีการจูงใจใดๆ ของกระแสเข้ามาเกี่ยวข้อง

เช่นนั้นผ่านไปก็นานเลย ก็ได้เวลามาเล่ากลิ่นแบบเต็มๆ หลังจากที่ได้ใช้งานจริงซะที ว่าทำไม Azzaro Wanted ถึงเป็นที่นิยม และออกลูกออกหลานมามากมายในทุกวันนี้

เปิดตัวช่วง Top Notes ที่ถือว่าสร้างความน่าประทับใจไม่น้อยกับการเล่นโทนขิงและเลมอนที่จะได้ทั้งความปร่าเผ็ดสดชื่นเคล้ากลิ่นเปรี้ยวสว่างที่จะมีอารมณ์หวานปลายกลิ่นหน่อยๆ โดยกลิ่นจะไม่ได้คมปรี๊ดบาดจมูก เพราะมีกลิ่นมินต์ที่มาเกลาให้กลิ่นมีความเขียวปร่าโปร่งจมูกเข้ามาร่วมด้วย แต่ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะถ้ามีเท่านี้กลิ่นจะมาสายใสๆ เกินไป มันต้องมีความอวลด้วยหน่อยๆ ถึงจะเข้าเทรนด์น้ำหอมเรียกเรตติ้งในช่วงนี้ เลยจะมีตัวสร้างความอวลนวลกำลังดีอย่างลาเวนเดอร์ที่จะมาให้โทนนวลอวลรองพื้นอยู่ แต่ไม่ได้ถึงกับหนักหน่วงเกินไปนัก เลยทำให้กลิ่นในช่วงต้นถือเป็นการสร้างความสมดุลย์ที่ดีเลยทีเดียวที่ให้โทน Citrus ของเลมอนและโทน Fresh Spicy ของขิงเป็นตัวเด่น สร้างความใสปนปร่าของกลิ่นไล่สโลปจากสูงสู่ต่ำลงไปสู่ความนวลปลายกลิ่นที่มีความปร่าอ่อนๆ รวมอยู่ด้วย

และเพียงไม่นาน กลิ่นเครื่องเทศที่มีความหวานเจือเผ็ดเย้ากึ่งใสกึ่งอวลอย่างกระวานก็เริ่อมแทรกขึ้นมาตามลำดับ พร้อมกับเอากลิ่นแอปเปิ้ลเขียวที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานมาด้วย กลิ่นเลยเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นกลิ่นอายติดอวลกึ่งบับเบิ้ลกัมผลไม้หน่อยๆ ที่สร้างลูกเล่นติดกรุ้มกริ่มเจ้าชู้เนียนๆ ซึ่งต้องยกให้แอปเปิ้ลเขียวและเลมอนที่สร้างกลิ่นกึ่ง Citrus กึ่ง Fruity เย้าๆ มีเสน่ห์เด้งออกมาก่อนเลยแล้วตบซ้ำด้วยกระวานที่แท็คทีมเนียนๆ ให้กลิ่นมีความเย้ายวนอวลเซ็กซี่กำลังดีเข้าไปอีก ซึ่งนี่เป็นแค่ฉากหนึ่งที่เป็นเลเยอร์แรก เพราะเลเยอร์ต่อมาจะได้กลิ่นปร่าติดเขียวเจือขิงกำลังดีซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะกึ่งเหล้าจินของจูนิเปอร์เบอร์รี่ ที่แอบมีกลิ่นออกทางกึ่งเขียวมินต์กึ่งกุหลาบที่มารับช่วงต่อจากมินต์ตอนต้นที่จางไปแล้วอย่างใบเจอราเนียม เลยทำให้เมื่อ 2 เลเยอร์กลิ่นใหญ่ๆ มาเจอกัน จะได้อารมณ์ตั้งแต่กรุ้มกริ่ม เย้ายวน อวลดึงดูด สู่ความแมนแบบติด Cool หล่อกำลังดีและมีความทันสมัยชัดเจน ซึ่งเข้าทางชื่อรุ่นน้ำหอมได้เลยอย่างคำว่า Wanted ซึ่งออกแนวต้องการตัวมาอยู่ใกลๆ้ ด่วนอะไรประมาณนี้ แต่ยังไม่จบเพราะว่าเนื้อกลิ่นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงความอวลอุ่นมากขึ้นตามลำดับจากโทนไม้หอมแห้งๆ ที่มีความอบอุ่นเป็นที่ตั้ง ซึ่งจับได้เต็มๆ คือกลิ่นแนวคล้ายๆ สารหอมอย่าง Cedramber ที่จะสร้างกลิ่นอายโทนไม้หอมแห้งๆ อบอุ่นที่มีลูกผสมของไม้ซีดาร์ที่สร้างความขรึม ความเป็นไม้แห้งของหญ้าแฝก และความอบอุ่นของโทนแอมเบอร์ซึ่งจะสร้างความอบอุ่นออกมาชัดเจนพอสมควร แต่ถ้ามีแต่กลิ่นแนวๆ นี้จะทื่อไป เสน่ห์จะไม่ค่อนเปล่งประกายตัวเด่นอีกตัวที่จะมาเป็นตัวคุมเกมอย่างถั่วตองก้าจึงมากับเขาด้วย และก็ปูทางเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะกลายเป็นโทนไม้หอมอวลอุ่นปนกลิ่นออกทางนวลแป้งเจือวานิลลาเล็กๆ ครีมมี่นิดๆ และมีความหวานโปร่งกึ่งยาสูบกึ่งอัลมอนด์ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของถัวตองก้าเลย ซึ่งจะมากล่อมให้กลิ่นไม้อวลอุ่นมีความละมุนเข้ามาร่วมด้วย โดยที่กลิ่นในช่วงกลางอย่างจูนิเปอร์และแอปเปิ้ลเขียวเจือ Citrus อ่อนๆ จะมาเป็นสายสนับสนุนให้ลูกเล่นเนียนๆติดขี้เล่นกรุ่มกริ่มอ่อนๆ ในเนื้อกลิ่น ซึ่งทำให้ช่วงท้ายภาพรวมจะกลายเป็นกลิ่นหนุ่มอบอุ่นเจือความากรุ่มกริ่มเจ้าเสน่ห์และมีความทันสมัยได้ลงตัวเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป หรือจริงๆ น้อง ม.ปลาย ใส่วันหยุดก็ได้อยู่ ซึ่งตอบโจทย์กลิ่นอายที่ Trendy ได้เลย โดยสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไป เพียงแต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายไปได้เลย เดี๋ยวจะตีขึ้นจนจุกเอาได้ รวมถึงใส้ตัดการใส่แบบทางการจัดๆ รับแขกบ้านแขกเมืองออกไปเลยก็ดี เพราะกลิ่นไม่ได้เสริมบุคลิกทางการจัดๆ นัก ส่วนยามค่ำคืนจัดไป ไม่ว่าท่องราตรี ออกเดท ออกงาน โรแมนติค ชิลล์ๆ จัดไปเลยจ้า เต็มที่

ความทน - กลิ่นทนดีงามเลยทีเดียวกับพื้นฐานที่ 8 ชม. ขึ้นไปจนถึง 12 ชม. เลยก็ยังได้ ซึ่งส่วนตัวใส่ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ก่อนเที่ยงคืนกลิ่นยังอยู่ ถือว่าตรงนี้ต้องยกให้เขาจริงๆ ว่าทำได้ดีมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมากระจายดีกันยาวพอสมควร ถึงลดลงมาปานกลางไปจนถึงช่วงท้าย จนเมื่อพ้นซัก 8 ชม. แล้ว จะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป

สรุป - ไม่แปลกใจที่รุ่นนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะเป็นหนึ่งในตัวบุกเบิกกลิ่นอายน้ำหอมที่เน้นสร้างเสน่ห์ดึงดูดเล่นความคาบเกี่ยวระหว่างความสดชื่น ความรื่นรมย์ ความมีเสน่ห์กรุ้มกริ่ม และความอบอุ่นอวลๆ แบบผู้ชายน่าคลุกวงในได้อย่างดี และยังติดลมบนได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะมีรุ่นลูกหลานออกมาเสริมทัพแล้วก็ตาม

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.debenhams.ie/webapp/wcs/stores/servlet/prod_10052_10001_117102901299_-1

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Strangers Parfumerie - Sangre Dulce


Strangers Parfumerie - Sangre Dulce

Sangria Wine ถือเป็นไวน์ประเภทหนึ่ง ที่ถ้าว่าตามต้นกำเนิดก็จะมาจากประเทศสเปน และแพร่หลายไปในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งไวน์ชนิดนี้จะเป็นการประยุกต์ออกมาเป็นลักษณะไวน์พันช์ ที่ทำจากไวน์แดงเอามาผสมกับผลไม้ต่างๆ เป็นลักษณะที่เอาผลไม้ลงไปแช่ในไวน์ (ซึ่งผลไม้อาจจะสดหรือนำไปปิ้งก่อนเพื่อความหอมมากขึ้นก็ได้) อาจจะมีใส่น้ำผึ้งหรือใส่น้ำตาลเพื่อให้มีความหวานทานง่าย รวมถึงสามารถใส่โซดาเพื่อความซาบซ่าสดชื่นด้วยก็แล้วแต่สูตรนั้นๆ กันไป

และเมื่อ Sangria Wine มาเป็นหนึ่งในการถ่ายทอดกลิ่นผ่านน้ำหอมโดยแบรนด์ Niche Perfumery ของไทยอย่าง Strangers Parfumerie กลิ่นที่สื่อสารออกมาจะมีลักษณะอย่างไร และยิ่งเมื่อได้เห็นคำโปรยของรุ่นน้ำหอมที่บอกแนวๆ ว่าเป็นลักษณะโทนแบบ Avant-Garde Gourmand รวมถึงเป็นการ Mix แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นมาจากภาพยนตร์เรื่อง Santa Sangre ที่สื่อสารถึงคำว่า Sangre (เลือด) และเรื่อง Climax ของ Gaspar Noe ที่เป็นส่วนของ Dulce (เครื่องดื่มหรืออาหารที่มีความหวาน) และในเรื่องนี้มี Sangria Wine ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เช่นนั้นได้เวลาลิ้มลองเลือดอันแสนหวานขวดนี้แล้วว่าจะเป็นอย่างไร

Spoil กันก่อนเลยว่าทุกสเต็ปของช่วงกลิ่นจะให้อารมณ์สีแดงกึ่งเลือดกึ่งไวน์แดงเป็นตัวคุมโทนกลิ่นอยู่ตลอด โดยจะมีตัวสร้างความรู้สึกต่างๆ ทั้งโทนผลไม้ โทนเครื่องดื่ม โทนหวาน โทนดอกไม้ และโทน Musky Animalic เป็นตัวสร้างอารมณ์สีโทนแดงที่มีมิติแตกต่างกันไปได้อย่างล้ำลึกและมีมิติที่เก๋ไก๋มาก โดยจุดเริ่มต้นของกลิ่นจะเริ่มจากความเป็นโทนไวน์แดงผสมผลไม้เคล้าความหวานเจือซ่าปร่าเนียนๆ ซึ่งกลิ่นติดโทนฉ่ำหน่อยๆ ของส้มสีเลือดเจือความซ่าหวานเคล้ากับสตรอเบอร์รี่ที่ให้อารมณ์ Fruity เด่น และมีกลิ่นออกทางกึ่งผลไม้กลิ่นเมทัลลิคโลหะหน่อยๆ ให้จับต้องได้ด้วยซึ่งมาจากทับทิมที่สร้างความคล้ายกลิ่นเลือดเข้าไปอีก แล้วในวูบถัดมากลิ่นไวน์แดงที่เปิดตัวมาอย่างโดดเด่นมาก โดยจะมีความหวานลึกของเมเปิ้ลไซรัปที่มีความปร่าพิมเสนหน่อยๆ เจืออยู่ ซึ่งเปิดมาก็บ่งบอกชัดเจนถึงกลิ่นอายของ Sangria Wine กันตั้งแต่เริ่มเลย เพียงแต่กลิ่นจะมีความลึกมากกว่าเป็นแค่ไวน์พันช์เพียงอย่างเดียว เพราะมันมีความหลากหลายโทนกลิ่นที่สร้างอารมณ์ความเป็นสีแดงกึ่งสีเลือดที่แอบมีความร้ายๆ ดุๆ เคล้าความหวานดึงดูดในความเป็นโทนกลิ่นสายสีแดงได้อย่างชัดเจนมากตั้งแต่เริ่มต้น

เมื่อกลิ่นไวน์แดงเริ่มกลายเป็นตัวเด่นคุมโทนโดยยังมีกลิ่นผลไม้ผสมผสานอยู่ในนั้นให้ความเป็น Sangria Wine ยังคงอยู่ และความหวานเริ่มมีกลิ่นออกทางน้ำตาลทรายแดงเข้ามาให้จับต้องได้ตีคู่ไปด้วย กลิ่นจะเริ่มมีโทนติดสมุนไพรหน่อยๆ ที่มีความอวลกำลังดีเคล้าโทนดอกไม้ที่เริ่มเปิดตัวขึ้นมาตามลำดับ จนกลายเป็นเดินเข้าสู่ช่วงกลางที่ความเป็นโทนสีแดงเริ่มมีความหลากหลายมิติมากขึ้นและมีความข้นอวลเพิ่มอีกสเต็ป เพราะจะมีกลิ่นโทนดอกไม้ดึงดูดของกระดังงาที่สร้างความเย้ายวน รวมถึงมีกลิ่นกุหลาบที่มาแบบใสๆ อารมณ์แบบน้ำกุหลาบที่สร้างมิติกลิ่นดอกไม้เย้ากึ่งใส แต่มีกลิ่นอายยาสูบที่สร้างออร่าโทนสมุนไพรติดหวานมีเสน่ห์เข้ามาร่วมด้วย รวมถึงจับต้องได้ถึงอบเชยเข้ามาทำให้กลิ่นมีความอวลมากขึ้นพร้อมกับกลิ่นโทน Musky Animalic ของชะมดเช็ด (Civet) ที่เนียนเปิดตัวออกมาเป็นฉากหลังสร้างความกรุยกรายเนียนๆ ซึ่งกลิ่นจะมีมิติที่ซับซ้อนมากเลยทีเดียว เพราะจะมีทั้งโทนหวานเย้าที่ดึงดูด โทนไวน์ผสมผลไม้ติดปร่าเจือเมทัลลิคที่ให้ความเก๋ร้าย โทนสมุนไพรเจือดอกไม้ที่ให้ความกรุยกรายเจือเซ็กซี่ และเครื่องเทศที่โทนอุ่นร้อนให้ความ Hot เมื่อมาเจือกับกลิ่นสาย Animalic เข้าไปอีกดอก ก็ได้ความห่ามเนียนๆ เข้ามาร่วมด้วย เรียกว่าช่วงกลางคือมิติกลิ่นที่เชื่อมต่อความใสและความอวลมีพลังในโทนสีแดงได้ชัดเจนมาก

เมื่อกลิ่นโทน Sangria Wine เริ่มลดทอนลงไปตามลำดับ เหลือเพียงความเป็นเมทัลลิคที่มีประปราย แล้วโทนสาย Musky Animalic ของชะมดเช็ดเริ่มที่จะเป็นตัวเดินกลิ่นแทน ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่กลิ่นเริ่มให้อารมณ์ของความเป็น Avant-Garde Gourmand ในลักษณะโทนสีแดง ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีความอวลมากขึ้น และมีลูกล่อลูกชนกลิ่นที่มีความอบอุ่นเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะมาจากกลิ่นโทนกำยาน Benzoin ที่สร้างความเป็นโทนติดวานิลลาหวานเคล้ากับกลิ่นน้ำตาลทรายแดงที่ยังตามมาในช่วงนี้ เสริมด้วยกลิ่นยางไม้อย่าง Peru Balsam ที่สร้างความเป็นโทนไม้หอมติดโทนอุ่นแอมเบอร์ที่ทำให้ความหวานไม่แหลมเกินไปมาก ซึ่งเป็นการสนับสนุนชั้นดีที่ทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนอวลกรุยกรายลุ่มลึกเข้าไปร่วมด้วย เนื้อกลิ่นแตะโทนของกิน Gourmand อยู่บ้างก็จริง แต่มันมีความล้ำจากกลิ่นโทน Musky Animalic ที่เอาความเป็น Sangria เข้ามาเนียนในเนื้อกลิ่นทำให้ได้อารมณ์ติดโทนร้ายอย่างมีชั้นเชิงและกรุยกรายเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งกลิ่นจะมีทั้งมิติความอวลเนียน เย้าดึงดูด หวานแบบซ้อนลงไปลึกๆ ในเนื้อกลิ่น ซึ่งทั้งหมดจะผสมผสานโดยยืนพื้นที่สาย Musky ติดปลุกเร้าที่ให้อารมณ์ร้ายดุเข้าทางโทนสีแดงเลือดที่มีความเย้าดึงดูดอย่างน่าประหลาด เรียกว่าทั้งหมดทั้งมวลมาสายแปลก เก๋ ร้าย มีพลัง และมีลูกล่อลูกชนทางกลิ่นที่ซับซ้อนมากตั้งแต่ต้นยันจบเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่ค่อนไปทางผู้หญิงนิดนึง แต่ก็ยังคุมโทนการเป็น Unisex ที่ผู้ชายใช้ได้ ถ้าต้องการสร้างออร่าโทนสีแดงรอบๆ ตัว แบบไม่ได้ร้อนแรงแต่มีความเยือกเย็นในความดุและห่ามเนียนๆ อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งกลิ่นนี้อาจจะไม่ได้เจ้าทางกับการใช้ยามทางการเท่าไหร่ เพราะกลิ่นไวน์เด่น เลยเน้นใช้แบบทั่วๆ ไป หรือใส่ทำงาน Office ที่ไม่ได้พบปะผู้คนเพื่อสร้างออร่าบางประการจะดีกว่า แน่นอนว่า ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายไปได้เลย ไม่เข้าทางทุกประการ ส่วนยามค่ำคืน ถ้าต้องการนำเสนอความออร่าสีแดงเลือดเย้าแกมร้าย บอกกันตรงๆ ว่าใส่ได้เลยยามไหนก็ได้ ใส่ออกงานก็ดูมีอะไรที่น่าสนใจ ใส่ท่องราตรีก็ดูมีของ แต่อย่าใส่ช่วงโรแมนติคก็พอ มันดูโหดไปนิด

ความทน - ดีงามมากกับ 12 ชม. แล้วกลิ่นยังอยู่ ถ้าตีเฉลี่ยยังไงก็เกิน 8 ชม. สบายมาก

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ความเป็น Sangria Wine มาเต็มเลย แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางไปเรื่อยๆ แล้วค่อยผ่อนลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว สร้างออร่าความน่าค้นหา ความมีระดับติดห่ามอย่างมีชั้นเชิงกันไปเรื่อยๆ พอพ้นซัก 12 ชม. จะเริ่มติดผิว

สรุป - อันนี้เนื่องจากยังไม่ได้ดูภาพยนตร์ที่เป็นที่มาของการสร้างสรรค์น้ำหอมกลิ่นนี้แบบเต็มๆ นอกจากอ่านสรุปเนื้อหาหนังมาคร่าวๆ เลยจะไม่ได้อ้างอิงถึงความเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นงานศิลปะทางกลิ่นที่สื่อสารถึงกลิ่นอายโทนสีแดงเลือดที่มีความหอมหวานได้เก๋มาก และบางครั้งที่ใช้กลิ่นจะแปรออกมาเป็นภาพผู้หญิงใส่ชุดเดรสสั้นเก๋ๆ สีแดงเลือด ทาปากแดงเข้ม ตาคม ที่จิบ Sangria สีเลือดที่ดูเฟียซดุและมีออร่าความร้ายเก่งออกมาชัดเจน หรือผู้ชายที่ใส่ชุดสูทสีแดงเลือด มือถือแก้ว Sangria ซึ่งมืออีกข้างของทั้งคู่ที่ยกขึ้นมามีเลือดชุ่มอยู่ สร้างคาแรคเตอร์กลิ่นมีความ Last Boss แบบล้ำๆ กันเลยทีเดียว

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.facebook.com/strangersparfumerie/

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Juliette Has a Gun - Not a Perfume


Juliette Has a Gun - Not a Perfume

เห็นคำว่า Not a Perfume ครั้งแรก มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ เพราะเมื่อแบรนด์ Perfume ที่มาสายเก๋ๆ อย่าง Juliette Has a Gun ทำน้ำหอมที่ไม่ใช่น้ำหอมมันจะต้องมีอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเมื่อมาลองกันให้เต็มๆ ก็ได้ขับรถถึงบางอ้อแบบนี้ว่า

Minimal Style กันอย่างชัดเจน มาแบบน้อยเลย ไม่ซับซ้อน แต่มีความตรงไปตรงมากับกลิ่นอายที่เป็นลักษณะทางเดียวไปตลอด ซึ่งต้องบอกกันอย่างชัดเจนว่าลักษณะโทนกลิ่นแบบนี้ยืนพื้นที่สารหอมเป็นสำคัญอย่างแน่นอน และเมื่อไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมเลยไม่แปลกใจ เพราะกลิ่นสารหอมที่เป็นตัวหลักเด่นเป็นสง่าในรุ่นนี้ คือ Cetalox ที่เป็นสารหอมสังเคราะห์ประเภทหนึ่งที่ทำขึ้นมาทดแทนการใช้ Ambergris หรืออำพันปลาวาฬที่มีราคาสูงมากและหายากขึ้นในทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่ามาในแนวๆ เดียวกันกับสารหอมยอดฮิตอย่าง Ambroxan ซึ่งโทนกลิ่นมีความใกล้เคียงกันพอสมควร แต่จะมีความต่างกันตรงที่ Cetalox ไปสายเบาๆ พลิ้วๆ เรียบหรู แต่ Ambroxan ไปสายมีพลัง มีความลึกของกลิ่น ที่มีความอวล และมีกลิ่นติดโทนเค็มทะเลมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าอิงตามเคมีกับผิวกายเสียด้วยว่าจะชี้ไปในทิศทางแบบไหนเสียด้วย ซึ่ง Not a Perfume ชูโรงเด่นๆ ที่ Cetalox แบบเต็มๆ ไม่มีเม้มเลย

และการเล่ากลิ่นนี้จะอิงประสบการณ์ในการใช้กับสภาพผิวของผู้เขียนเป็นหลัก

สิ่งแรกที่สูบขึ้นมาเลยคือกลิ่นอายที่ตีคู่กันมาระหว่างความเป็นแอลกอฮอล์และกลิ่นออกทางติดเค็มอ่อนๆ เคล้าความอวลแบบกำลังดี เจือความเป็นโทนกึ่ง Citrus บางๆ เจือ Musk แกมไม้โปร่งๆ กำลังดีที่จะมาปูทางกันก่อน ซึ่งบางวูบอารมณ์กลิ่นจะออกแนวสารหอมสังเคราะห์อยู่บ้างตามปกติที่กลิ่นจะมีความไม่เป็นธรรมชาติออกมาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จับต้องได้แน่นอนคือ กลิ่นมีความปลอดภัย สะอาด และมีความอวลเย้ายวนเนียนๆ ให้รู้สึกได้

เมื่อความเป็นแอลกอฮอล์เริ่มจางไปกลิ่นจะเริ่มมีความอวลเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ แต่มีความกลางๆ ไม่ได้อวลเข้มจัด กลิ่นจะมีความเป็นลูกครึ่งระหว่างความเป็นโทนผิวกายติดเค็มปนอวลไม้หอมอบอุ่นกำลังดี เสริมด้วยโทนออกทาง Musky เจือหวานเคล้าดอกไม้ขาวมีความนวลสว่างแต่มาแบบเบาๆ เข้ามาร่วมด้วย ทำให้กลิ่นจะมีความหอมนวลกึ่งเค็มเล็กๆ กำลังดี มีความพลิ้วๆ สะอาดๆ เจือหวานปลายกลิ่น เข้าทางลักษณะ Safe Scent ที่กลิ่นไม่ซับซ้อนและตรงไปตรงมาที่ที่ลูกเล่นของกลิ่นผิวกายสะอาดติดเค็มอ่อนๆ เจือหวานเนียนๆ เคล้ากับกลิ่นอุ่นเบาๆ กลั้วไม้หอมโปร่งสะอาด ในการเป็นช่วง Dry Down แบบที่เรียบง่ายและเรียบหรูกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปจากผิว

เหมาะสำหรับ - แบรนด์ลงไว้ว่าน้ำหอมผู้หญิง แต่เอาจริงๆ Unisex สุดๆ เพราะกลิ่นมาแบบกลางๆ ไม่ฝักฝ่ายเพศใด แต่อิงที่เคมีผิวกายผู้ใช้เป็นสำคัญว่าจะออกมาแบบไหน ซึ่งกลิ่นถ้าอิงการใช้ของผู้เขียนจะเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปสูงมาก แบบว่าใช้ไปเถอะยังไงก็รอด ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปจะดีกว่าเพราะไม่เห็นควรด้วยเท่าไหร่ในการใส่ไปท่องราตรี เพราะโดนกลบมิดแน่นอน

ความทน - ตีเฉลี่ยที่ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งจะมากกว่านี้ได้ก็อยู่ที่จำนวนสเปรย์ เคมีของผิวกายคนนั้นๆ และสภาพอากาศด้วยส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวเจอไปที่ 6 ชม. ที่ยังจับต้องกลิ่นได้ แต่หลังจากนั้นต้องดมติดผิวเอา

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น เพราะแอลกอฮอล์ที่เป็นตัวพุ่งฟุ้งมาก่อน ที่เหลือจะลดลงไปปานกลางซักครู่นึง แล้วจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวแบบเบาๆ เรื่อๆ พลิ้วๆ กันยาวๆ ไป จนเมื่อพ้นซัก 6 ชม. ก็จะได้อารมณ์สะอาดๆ ติดเค็มเจือหวานอ่อนๆ ติดผิว

สรุป - อารมณ์กลิ่นสมชื่อชัดเจนว่า Not a Perfume เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายการเป็นน้ำหอมที่จะมีความซับซ้อนและมีมิติกลิ่นที่ผสมผสานนัก แต่สิ่งที่เรียกว่าเป็นข้อดีของรุ่นนี้อย่างชัดเจนคือ การเป็นสายปลอดภัยที่แม้แต่คนไม่ชอบน้ำหอมก็จะเข้าถึงได้ไม่ยาก เพราะมันจะให้กลิ่นอายแบบสะอาดติดเค็มเจือหวาน Musky เจือไม่โปร่งสบายๆ เรื่อยๆ และมีความเรียบหรูแบบที่ตรงไปตรงมา อิงตามการเป็นโทนกลิ่นของสารหอมอย่าง Cetalox ที่ลงตัวและ Minimal Style กันอย่างชัดเจน

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.johnlewis.com/juliette-has-a-gun-not-a-perfume-eau-de-parfum/p4805098

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Strangers Parfumerie - Aroon Sawat


Strangers Parfumerie - Aroon Sawat

เพียงแค่ชื่อรุ่นก็สร้างความน่าสนใจได้อย่างมากกับการเอาคำทักทายแบบไทยๆ ในยามเช้าว่า “อรุณสวัสดิ์” มาเป็นกลิ่นอายความหอมจากการถ่ายทอดของแบรนด์ Niche Perfume ของไทยอย่าง Stranger Parfumerie ซึ่งกลิ่นนี้มีคำโปรยที่น่าสนใจและที่มาของการสร้างสรรค์กลิ่นโดยอิงคำว่า Siam ดินแดนแหลมทองหรือเรียกกันตามประวัติศาสตร์ว่า “ดินแดนสุวรรณภูมิ” เป็นพื้นฐานสำคัญ + กับสิ่งที่เป็นสถาปัตยกรรม พื้นฐานทางวัฒนธรรม พืชพรรณต่างๆ ที่ปลูกในถิ่นฐานนี้ รวมถึงแสงแดดที่สาดส่องกระทบส่งต่างๆ ซึ่งทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันออกมาจนสื่อสารถึงคำว่า Land of Gold

และเมื่อ Aroon Sawat มาเป็นหนึ่งใน Collection - Twenty Four-Seven ของแบรนด์ที่สื่อสารถึงความเป็นกลิ่นน้ำหอมที่มีสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย แต่มีลูกเล่นและชั้นเชิงที่มีความแตกต่างตามแบบฉบับของการเป็น Niche Perfume กลิ่นที่ได้จึงมีความพิเศษที่น่าสนใจมากแบบนี้

เปิดตัวกลิ่นได้มีชั้นเชิงในการสร้างการรับรู้ผ่านกลิ่นที่ทำให้ได้โทนสีเหลืองทองสว่างมากกับการผสมผสานกลิ่นอายสาย Fruity ผลไม้ โดยยืนพื้นที่กลิ่นอายมะม่วงสุกที่จะมีความหวานเจือนัวหน่อยๆ เสริมด้วยความเปรี้ยวติดหวานมีความแปร่งเอียนนิดๆ ตามธรรมชาติของเสาวรส และมีความหวานติดฉ่ำเล็กๆ ของส้มเนียนรวมอยู่อย่างมีมิติในวูบแรก ซักพักจะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นอายที่มีความหวานอมเปรี้ยวกึ่งไซรัปนิดๆ อารมณ์แบบมะยงชิดหรือมะปรางที่สร้างความเป็นสีส้มอมเหลืองทองในเนื้อกลิ่นเข้าไปอีกพร้อมกับปลายกลิ่นก็มีความชัดเจนมากขึ้นกับการเป็นสาย Citrus ติดแห้งหน่อยๆ ของส้มโอที่ให้กลิ่นเปรี้ยวแปร่งตามธรรมชาติเคล้ากลิ่นติดขมเปรี้ยวอ่อนๆ สร้างบรรยากาศสดชื่นยามเช้าติดชื้นๆ ของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) โดยที่กลิ่นจะมีมิติพื้นหลังออกทางนวลดอกไม้กึ่งไม้หอมสว่างๆ ให้พอรับรู้ได้ เลยทำให้กลิ่นไม่ได้กลายเป็นโทนใสๆ แบบน้ำผลไม้ แต่มีมิตินวลๆ คล้ายจะอบอุ่นเนียนๆ ให้รู้สึกได้ด้วย ซึ่งภาพรวมในช่วงต้นถือเป็นการสร้างความรู้สึกของบรรยากาศยามเช้าที่แสงแดดเริ่มส่องกับกลิ่นผลไม้สีเหลืองทองสว่างอมส้มที่ลอยส่งกลิ่นให้รับรู้ออกมาได้ชัดเจนมาก ถือว่าช่วงต้นเป็นการนำเสนอกลิ่นอายผลไม้ไทยที่ลงตัวและสมดุลย์เปิดตัวทักทายว่าอรุณสวัสดิ์กันเต็มๆ

การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นจะเริ่มมีให้จับต้องได้เมื่อกลิ่นอายโทนดอกไม้ขาวเริ่มกลายเป็นผู้เดินกลิ่นหลักตีคู่กับผลไม้ ก็เป็นการเดินเข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอม ซึ่งกลิ่นออกทางครีมมี่หวานเย้าข้นแบบไม่หนักหน่วงแต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของซ่อนกลิ่นจะเข้ามาเสริม ซ้อนกับกลิ่นออกทางครีมมี่ติดเขียวกึ่งเห็ดตุ่ยๆ เจือหวานของดอกพุด โดยที่จะมีโทนติดสะอาดเจือเปรี้ยวอมหวานของดอกส้มที่สกัดแบบตัวทำละลาย (Orange Blossom) และกุหลาบบางๆ สร้างบรรยากาศที่ยังคุมโทนสดชื่นอยู่ ซึ่งเมื่อเจอกับกลิ่นโทนผลไม้สีเหลืองทองสว่างอมส้มที่ยังมีอิทธิพลอยู่มากจนถึงช่วงนี้ ก็ทำให้กลิ่นมีความนวลอวลกำลังดี โดยที่ความเป็นโทนสีจากกลิ่นที่ได้รับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ให้ความนุ่มและนวลในเนื้อกลิ่นมากขึ้นอย่างมีเสน่ห์และพลิ้วไหวสร้างบรรยากาศสว่างในความเป็นสีเหลืองนวลแสงแดดเคล้าความสว่างขาว ที่มีความหวานแบบสไตล์หวานน้อยเนียนๆ อวลๆ ในเนื้อกลิ่นให้จับต้องได้ ซึ่งพื้นกลิ่นยามเมื่อดมใกล้ผิวจะจับโทนอบอุ่นที่เริ่มชัดมากขึ้นพร้อมกับกลิ่นโทนไม้หอมจิดครีมจืดนวลสไตล์ไม้จันทน์หอมและโทนธูป Incense ที่ค่อยๆ ปล่อยความอวลขึ้นมามากขึ้นตามลำดับ อารมณ์กลิ่นได้ลักษณะที่แตะความเป็นวัฒนธรรมทางศาสนาที่จะมีเรื่องของดอกไม้และธูปมาเกี่ยวข้องพอสมควร โดยที่ไม่ได้หลุดความเป็นสีทองสว่างแต่อย่างใด

เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายที่จะเปลี่ยนตัวเดินกลิ่นหลักกลายเป็นโทนไม้จันทน์หอมเจือยางไม้ปนธูปที่ให้ความอวลๆ Smoky นวลๆ กำลังดี กลิ่นยังคุมโทนสว่างอยู่เช่นเดิมแต่เพิ่มเติมความอบอุ่นในเนื้อกลิ่นที่มีมากขึ้นอีกระดับจากโทนแอมเบอร์ที่เหมือนจะมีโทนคล้ายสารหอมอย่าง Ambroxan ที่เสริมให้กลิ่นมีความอวลเจือไม้หอมเข้ามาร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้หนักไปเพราะยังมีกลิ่นโทนช่วงกลางของดอกไม้ขาวและกลิ่นโทนผลไม้สีเหลืองยังคงมีให้จับต้องได้ประปรายแบบสายสนับสนุนเนียนเข้าไปในเนื้อกลิ่น อารมณ์ภาพรวมของกลิ่นเลยจะยังคุมโทนสีเหลืองทองปนนวลอยู่เพียงแต่จะมีพลังและอวลหนาขึ้นมามากกว่าช่วงกลางอีกหนึ่งระดับ ซึ่งสร้างบรรยากาศสีโทนเหลืองทองสว่างอบอุ่นในความรู้สึกโดยมีความขลังกำลังดี ได้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานสำคัญทางศาสนาที่เป็นโทนสีทองสว่างและมีกลิ่นอายไม้และธูปหอมท่ามกลางความอบอุ่นของบรรยากาศได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex เป็นกลิ่นอายสายบรรยากาศที่ไม่ว่าเพศไหนก็ใช้ได้สบายมาก แม้ว่ากลิ่นจะเล่าลักษณะแบบอารมณ์กลิ่นที่มีความเป็นไทย แต่มีความเป็นธรรมชาติและ Modern ในเนื้อกลิ่น เลยไม่ได้ทำให้รู้สึกใช้ยากแต่อย่างใด กลับกลายเป็นความใช้ง่ายแต่มีชั้นเชิงสูงมากในคุณภาพกลิ่นและสร้างออร่ากลิ่นที่ไม่เหมือนใครซะมากกว่า สำคัญเป็นอีกหนึ่งใน Daily Scent ที่ใช้ได้ทั้งทางการและทั่วๆ ไปได้เลย ลามไปกลางคืนแบบออกงานหรือว่าใส่ชิลล์ๆ ทั่วๆ ไปก็ยังได้สำหรับคนไทย เพียงแต่กลิ่นจะไม่เข้าทางกับการใส่เพื่อออกกำลังกาย รวมถึงการใส่ไปท่องราตรีแบบเมาเปรอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเป้นคนต่างชาติบอกเลยว่ากลิ่นนี้จะมีความ Exotic มากและยิ่งถ้าคนที่เคยมาเที่ยวไทยแล้วใาเจอกลิ่นนี้เรียกว่าดึงความทรงจำตอนมาเที่ยวกลับมาให้ฟินกันได้เลย

ความทน - มากกกกก เรียกว่าความทนมาเต็มมาชัดจริงๆ ลากยาวไปถึง 15 ชม. ก็เจอมาแล้ว ขนาดอาบน้ำแล้วกลิ่นยังติดผิวจางๆ อยู่เลย ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเฉลี่ย ยังไงก็อยู่ที่ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายเรื่อยๆ ไม่หนักมากในช่วงแรก คือให้อารมณ์บรรยากาศกันก่อน แล้วจะเริ่มเพิ่มการกระจายขึ้นมาเป็นกระจายดีและคงตัวกันยาวมากๆ จนถึงราวๆ 8 - 10 ชม. เลย ถึงจะค่อยๆ ดรอปลงไปเป้นปานกลางและออร่ารอบๆ ตัว

สรุป - เมื่อเห็นคำว่า “ไทย” “Siam” “สุวรรณภูมิ” ก็ “ไม่จำเป็น” ต้องเป็นกลิ่นอายแบบไทยจ๋าๆ ร้อยดอกมะลิ ดอกไม้ขาวอวลๆ มีความเป็นน้ำอบน้ำปรุงอารมณ์แบบน้ำหอมสาย Retro หรือ Vintage ซะหน่อย เพราะทุกอย่างสามารถทำให้ Modern ได้และเข้าถึงง่ายโดยยังคงความเป็นกลิ่นอายแบบที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นประเทศไทยแบบที่นานาชาติก็สามารถจับต้องและเป็นภาพจำได้ไม่ยาก นี่แหละ Aroon Sawat ของ Stranger Parfumerie

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.facebook.com/strangersparfumerie/

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Juliette Has a Gun - Citizen Queen


Juliette Has a Gun - Citizen Queen

Citizen Queen เป็นอีกหนึ่งในรุ่นน้ำหอมของ Juliette Has a Gun ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดยอ้างอิงเรื่องราวของ Romeo & Juliette จากวรรณกรรมของเชคสเปียร์ที่ปรับใหม่ให้มีความ Modern ตามยุคสมัยใหม่อ้างอิงความเป็น Juliette เป็นสำคัญ (แต่นางถือปืนนะจ้ะ) ซึ่งรุ่นนี้จะ Tribute ความเป็น Juliette ในแง่มุมไหนที่จะใส่ความเก๋ไก๋เข้าไป ก็เล่าต่อได้แบบนี้เลย

เปิดมาก็มีลูกเล่นที่น่าสนใจมากระหว่างความเป็นโทนสบู่ฟุ้งคมๆ ของ Aldehydes ที่มีกลิ่นติดเปรี้ยวเจือขมปร่าของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ผสมผสานอยู่พุ่งขึ้นมาให้รู้สึกก่อนเป็นสิ่งแรก แล้วจะตามด้วยเลเยอร์ที่ 2 อย่างโทนแป้งที่ได้ลักษณะแบบกลิ่นแป้งติดชื้นๆ อับจืดๆ ที่เป็นลักษณะของกลิ่นแนวหัวเหง้าออริส (ที่เป็นเหง้าใต้ดินของต้นไอริส) เคล้ากลิ่นกุหลาบอ่อนๆ กับเลเยอร์ที่ 3 ที่สร้างออร่าดึงดูดและเซ็กซี่เนียนๆ ในลักษณะของกลิ่นสาบปลุกเร้า Animalic ของโหนหนังที่มาแบบดิบแบบไม่หนักให้อารมณ์เบาๆ แต่เร้าเย้าไม่ใช่เล่น ทำให้ช่วงแรกเมื่อรวมกันแล้ว กลิ่นที่ได้รับค่อนข้างจะให้อารมณ์เรียกแขกในการสร้างการฟุ้งกระจาย และให้อารมณ์กึ่ง Classic กึ่ง Modern ที่มีทั้งความสดชื่นติดอับเซ็กซี่เร้าเนียนๆ ที่สมดุลย์ได้น่าสนใจมาก

เมื่อโทนฟุ้งคมของ Aldehydes ทื่มีความเป็น Bergamot เริ่มลดทอนลงมา แล้วกลิ่นโทนแป้งติดอับเซ็กซี่ชื้นๆ ในตอนต้นเริ่มมีความแห้งมากขึ้นในเนื้อกลิ่นแต่ติดอับชื้นบางๆ อยู่หน่อยๆ และเริ่มมีกลิ่นติดโทนดอกไม้เข้ามาเสริมมากขึ้นนอย่างมีมิติ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอม ซึ่งจะเริ่มกลายเป็นกลิ่นอายโทนแป้งเจือดอกไม้เด่นออกมาชัดเจนมาก โดยมีกุหลาบและกลิ่นโทนดอกไม้ขาวเข้ามาร่วมสร้างมิติทางกลิ่นสายดอกไม้ โดยจะมีกลิ่นโทนเปรี้ยวสะอาดของดอกส้ม กลิ่นครีมมี่เย้าๆ บางๆ ของซ่อนกลิ่น และกลิ่นหวานนวลกุหลาบที่สร้างอัตลักษณ์โทนดอกไม้ต่างมิติกลิ่นได้ดีมากบนพื้นฐานของการเป็นโทนแป้ง รวมถึงกลิ่นอายโทน Animalic เนียนๆ ของหนังที่ยังคงเป็นพื้นหลังให้กลิ่นมีความเซ็กซี่เนียนๆ ตลอดจนเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นอายอวลๆ มีพลังของสารหอมที่ให้อารมณ์กึ่งผิวกายติดเค็มกึ่งไม้หอมแห้งๆ อวลๆ อย่าง Ambroxan ที่เปิดตัวออกมาเป็นสายสนับสนุนทำให้กลิ่นในช่วงนี้มีออร่าและพลังออกมากำลังดีในความเป็นโทนแป้งที่ให้ความอวลติดอับเซ็กซี่ปนนวลเย้าดอกไม้กึ่งหนังที่มีจริตได้ดีมากเลยทีเดียวและถือเป็นช่วงที่สร้างความเป็นตัวแม่นางพญาผ่านกลิ่นได้ลงตัวมาก จนเมื่อกลิ่นโทน Aldehydes จางไป และมีความอบอุ่นในเนื้อกลิ่นเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เข้าสู่การเปลี่ยนช่วงของน้ำหอมมาเป็นช่วงท้ายที่จะมีความอวลๆ ของโทนแป้งเป็นชั้นบนไล่เลเยอร์ลงมาเป็นโทนแป้งกึ่งอบอุ่นคั่นกลางจากวานิลลากับความครีมมี่นวลเนียนจากถั่วตองก้าเคล้ากับโทน Musky ที่ให้ความนุ่มในกลิ่นปนเรียบหรูกำลังดีเข้ามาร่วมด้วย เนื้อกลิ่นในช่วงกลางยังคงมีความหวานให้จับต้องได้แบบกึ่งโทนวานิลลากึ่งยางไม้ซึ่งมาจากโทนกำยาน Benzoin ที่ใส่เข้ามาแบบเบาๆ กำลังดี จนเมื่อดมเข้าไปติดผิวความเป็น Musk จะชัดขึ้น เคล้ากลิ่นติดผิวกายเค็มเจือไม้หอมของ Ambroxan จะชัดเป็นตัวเสริมแรงให้กลิ่นมีความอบอวลที่คุมโทนกลางๆ ไม่หนักเกินไป รวมถึงมีความอบอุ่นลึกๆ ในกลิ่นแนวๆ โทนแอมเบอร์เนียนๆ รวมอยู่ด้วย ทำให้ช่วงนี้กลิ่นจะได้อารมณ์แป้งหอมเจือความหวานนวลเคล้าความอวลเซ็กซี่ดึงดูดที่ไม่โฉ่งฉ่าง แต่ให้ออร่าความอวลที่สมดุลย์ ไม่หนักไป แต่จับต้องได้แบบที่มีเสน่ห์ปนหรูหราเฉพาะตัว ซึ่งเป็นภาพรวมของกลิ่นที่ให้ความเป็นตัวแม่แบบนิ่งๆ ทันสมัย ไม่ต้องพูดเยอะให้กลิ่นบอกแทนแล้วกันว่าความมั่นใจและเย้ายวนแบบมีชั้นเชิงมันเป็นแบบนี้แหละ

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานขึ้นไป สามารถใช้กลิ่นนี้เสริมออร่าความหรูหราและมีพลังแบบผู้หญิงมั่นใจนิ่งๆ ลุคทางกลิ่นแบบนางพญาที่ค่อนไปทางโทนสว่างนวลได้ไม่ยาก ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป ก็สามารถใช้งานได้ จะมีก็แต่การใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ หรือว่าออกกำลังกายที่ควรข้ามไปเลยจะดีที่สุด เพราะไม่เข้ากันกับสถานการณ์เท่าไหร่ ส่วนยามค่ำคืนบอกเลยว่าจัดไป ยิ่งใส่ออกงานยิ่งลงตัว ใส่ท่องราตรีก็ได้อยู่แต่อาจจะต้องเพิ่มสเปรย์นิดนึงเพื่อให้กลิ่นมีความชัดสู้คนอื่นที่มาแบบแน่นๆ ได้ง่ายขึ้น

ความทน - ลงตัวกับที่ราวๆ 8 - 10 ชม. เป็นสำคัญ โดยส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. ก็เจอมาแล้วกับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ซึ่งต้องยกให้ Aldehydes ที่สร้างความฟุ้งของกลิ่นได้ดี แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นสเต็ปเป็นกระจายดีซักพัก กึงเป็นปานกลางไปเรื่อยๆ พอเข้าช่วงท้ายก็เป้นออร่ารอบๆ จนเมื่อผ่าน 8 ชม. ไปแล้ว จะลดลงไปเป็นติดผิวแล้วลากยาวไปจนกว่าน้ำหอมจะหมดหน้าที่ของตัวเอง

สรุป - “นางพญา” ให้คำจำกัดความแบบนี้ได้เลย เพราะว่าอารมณ์กลิ่นมีความเป็นโทนแป้งสไตล์นางพญาในมาดนิ่งแต่ออร่าเซ็กซี่ที่มีเสน่ห์มาชัดเจนเลยทีเดียว โดยที่ยังคุมโทนน้ำหอมที่สื่อสารถึงความเป็นกุหลาบได้ดีตามรุ่นต้นๆ ที่ออกมาในการ Tribute ความเป็น Juliette แต่ละรุ่นต่างมีความเป็นเอกเทศเป็นของตัวเอง อีกหนึ่งผลงานที่ไหม่ธรรมดาและมีดีในตัวสูงมากของแบรนด์ Juliette Has a Gun

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.juliettehasagun.com/fr/classic/38-citizen-queen-parfum.html

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Kierin NYC - 10 a.m. Flirt


Kierin NYC - 10 a.m. Flirt

Kierin NYC เป็นแบรนด์ Niche Perfume ของ USA ที่เปิดตัวออกมาเมื่อปี 2018 ที่เน้นสร้างสรรค์กลิ่นอายน้ำหอมที่สื่อสารถึงความ Modern ของวิถีชีวิตแบบ New Yorker และไม่ได้อิงว่าต้องเจาะจงที่เพศใด โดยมีน้ำหอมออกมาพร้อมกันทั้งหมด 4 รุ่น ที่สื่อสารความเป็น Lifestyle ที่หลากหลายออกมา เช่นนั้นเมื่อเจอกับแบรนด์ใหม่ทั้งทีก็จัดมาสนองตัวเองซะหน่อย โดยจิ้มไปรุ่นที่น่าสนใจอย่าง 10 a.m. Flirt ว่าจะสร้างสรรค์การปิ๊งปั๊งยามสายตอน 10 โมงเช้าออกมาอย่างไรบ้าง

เปิดต้นกลิ่นมาก็บอกกันชัดเจนว่าเป็นกลิ่นอายสายเขียวกันก่อนเลย ซึ่งจะมีกลิ่นหญ้าสดกับกลิ่น Fig ที่ติดเขียวเจือหวานครีมมี่หน่อยๆ และมีกลิ่นออกทางสมุนไพรที่แห้งๆ เคล้ากับกลิ่นคอนกรีตติดชื้นๆ มีเอกลักษณ์หน่อยๆ บางวูบแอบมีโทน Herbal Smoky อ่อนๆ ให้จับต้องได้ด้วย ซึ่งทำให้กลิ่นมีความเป็นเอกลักษณ์พอสมควรเลยกับกลิ่นที่มีลูกเล่นระหว่างโทนเขียวธรรมชาติกับกลิ่นออกทางสิ่งปลูกสร้างด้วยคอนกรีต ซึ่งทำให้ได้ภาพออกมาในหัวเหมือนยืนอยู่บนทางเท้าที่มีความชื้นระเหยจากถนนคอนกรีตจากอากาศยามสายๆ และกลิ่นอายสวนเขียวๆ ที่มีความ Modern จากการตกแต่งริมทางที่ขนานไปด้วยกัน เรียนกว่าเปิดมาก็ถือว่านำทางกลิ่นให้ผู้ใช้รื่นรมย์กับความเป็นสภาพแวดล้อมได้ดีเลยทีเดียว

เมื่อช่วงต้นดำเนินไปไม่นาน ตัวเดินกลิ่นหลักอีก 1 กลิ่นจึงค่อยๆ เปิดตัวออกมาและเปลี่ยนโทนกลิ่นให้มีความครีมมี่นวลๆ แบบไม่หนัก มีความเบาๆ แต่ชัดเจน นั่นคือ ดอกพุด (Gardenia) ที่จะให้ความเป็นดอกไม้ขาวครีมมี่ติดเขียวปนหวานเข้ามาเสริม แต่เพราะเมื่อเจอโทนเขียวกลิ่นหญ้าและ Fig ตามมาจากช่วงต้น ความครีมมี่เลยไม่ได้มาหนักหน่วงมาก แต่จะให้ความเรื่อยๆ มาเรียงๆ สบายๆ มีความครีมหวานอ่อนๆ ที่มีความเขียวเจือให้รู้สึกเป็นธรรมชาติและรื่นรมย์มากกว่าจะไพล่ไปทางดอกไม้ขาวครีมหวานเจือเขียวข้นๆ แบบที่น้ำหอมที่เด่นที่ดอกพุดมักทำ ซึ่งทำให้ช่วงกลางได้อารมณ์รื่นรมย์และผ่อนคลายอย่างมีมิติ เพราะจะมีทั้งกลิ่นเขียว กลิ่นดอกไม้ขาว และกลิ่นออกทางคอนกรีตเจือแร่ธาตุที่เป็นธรรมชาติได้อย่างลงตัว และยังคุมโทนเหมือนเดินริมทางที่ขนาบไปด้วยสวนเขียวที่มีดอกไม้แซมในรูปแบบสวนสไตล์ Modern และถนนคอนกรีตชื้นอ่อนๆ ระเหยตามไอแดดอยู่ได้ดีเช่นเดิม และการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ ชัดมากขึ้นเพราะโทนอบอุ่นเจือไม้หอมโทนสว่างครีมจะค่อยๆ เสริมเข้ามาแบบเนียนๆ จนนำไปสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะยังมีกลิ่นอายดอกพุดเจือเขียวตามมาอยู่ แต่กลิ่นโทนคอนกรีตเริ่มเหลือเพียงบางๆ แต่จะมีกลิ่นไม้หอมครีมมี่สะอาดและสว่างอย่างไม้จันทน์หอมเข้ามาร่วมด้วย พร้อมกับกลิ่นนุ่มสะอาดเจือเย้า Sexy เบาๆ ของ Musk ทำให้จะได้อารมณ์กลิ่นที่มีความสะอาดเจือเย้ายวนเนียนๆ แบบเรียบง่ายเจือความหอมดอกไม้ขาวที่สร้างความดึงดูดแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ซึ่งจะมีกลิ่นเขียวเบาๆ ประปรายอยู่ให้พอรู้สึกได้ ออกแนวเป็นออร่ากลิ่นนวลเย้าที่กำลังดี ถือเป็นการปิดท้ายที่พอเข้าทางการ Flirting ปิ๊งปั๊งได้แบบไม่ต้องดูพยายามหรือเยอะสิ่งแต่อย่างใด เน้นความเรียบง่ายที่ชวนประทับใจเป็นสำคัญ

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน เพราะเนื้อกลิ่นมี Note ที่สามารถแตะผู้ชายก็ได้ และเอาใจผู้หญิง โดยการจับมาเจอกันตรงกลางได้ดีด้วยกลิ่นอายสายสภาพแวดล้อมที่มีความเขียวสดชื่น เจือครีมมี่ขาวนวลอ่อนๆ และกลิ่นคอนกรีตติดชื้นหน่อยๆ ที่สามารถใส่ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งก็ยังใส่ได้ จะมีก็แต่ออกกำลังกายที่รอช่วงท้ายๆ จะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่แบบสบายๆ ทั่วไปจะดีกว่า เพราะกลิ่นไม่เข้าทางการใส่เพื่อท่องราตรี เพราะเบาไปถ้าไปเจอกับสายแน่นอวลต่างๆ

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งอาจจะมีบวกลบบ้าง เพราะอิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิว แต่ถ้าจำนวนสเปรย์เหมาะสมและลงตัวกับผิวมากพอ กลิ่นนี้ลากยาวไป 12 ชม. ก็ยังได้

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และค่อนข้างเสถียรพอสมควร แต่พอเข้าช่วงกลางมาซัก 3 ชม. แล้ว ถึงจะลดมาที่กระจายกลางๆ ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้าย พอพ้นซัก 6 ชม. ถึงค่อยๆ เป็น Skin Scent

สรุป - อีกหนึ่งกลิ่นที่สื่อสารสภาพแวดล้อมได้ดีเลยทีเดียว กับกลิ่นอายยามสายที่ความชื้นเริ่มระเหยไม่ว่าจะจากพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่สีคอนกรีต เคล้ากับกลิ่นดอกไม้ขาวเย้าๆ ที่ให้อารมณ์ Flirting ได้อย่างน่าสนใจและมีความแตกต่างในการนำเสนอที่คง Concept ตามที่แบรนด์ต้องการได้ดี ซึ่งทำให้แบรนด์นี้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจับตามองน้ำหอมกลิ่นอื่นๆ ที่จะออกมาอีกในอนาคตมากเลยทีเดียว

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumo.net/Perfumes/Kierin_NYC/10_a_m_Flirt

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Penhaligon’s - Luna


Penhaligon’s - Luna

Selene เป็นหนึ่งในเทพีในตำนานเทพปกรณัมกรีกหรือถ้าในสายเทพปกรณัมโรมันจะเรียกว่า “Luna” ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งจันทรา จะลงทัณฑ์แกเอง หรือเรียกว่าเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับเทพีองค์นี้ที่มีชื่อเสียงพอสมควรในเรื่องราวความรักกับกษัตริย์รูปงามนามว่า Endymion (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นแรงบันดาลใจให้การ์ตูนเรื่อง เซเลอร์มูนด้วย เพราะนางคือ เจ้าหญิงเซเรนิตี้ ที่คู่กับหน้ากากทักซิโด้หรือเจ้าชายเอนดิเมี่ยน)

ซึ่งแน่นอนว่า Penhaligon’s ได้ผ่านการสร้างสรรค์กลิ่นอายสายพระจันทร์ในรุ่นผู้ชายอย่าง Endymion มาแล้วเมื่อปี 2003 แต่เพราะ Endymion ดั้งเดิมได้ชื่อว่าเป็นกลิ่นงามที่ความทนนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะมาแบบ Eau de Cologne การสร้างสรรค์ครั้งใหม่ที่จะสื่อถึงเรื่องราวความรักที่เกี่ยวกับพระจันทร์ เลยทำออกมาแบบจับคู่ชายหญิงสื่อสารถึงเทพีแห่งดวงจันทร์และชายหนุ่มอันเป็นที่รักมันซะเลยในปี 2016 นั่นคือ Luna กับ Endymion Concentre (ที่ความเข้มข้นมากขึ้นจากรุ่นปกติ โดยยังไม่เลิกผลิตรุ่นปกติแต่อย่างใด)

และในครั้งนี้ขอข้ามฝ่ายชายไปก่อน ถ้ามีโอกาสหรือหามาครอบครองได้จะมาเล่ากลิ่นกันอีกครั้ง โดยจะขอมาเจาะกันที่ความเป็นเทพีแห่งจันทรากันหน่อยว่ากลิ่นอายที่แบรนด์เมืองผู้ดีแบรนด์นี้สร้างสรรค์จะเป็นอย่างไรบ้าง

Luna จะมีความชัดเจนมากเลยทีเดียวกับการสื่อสารกลิ่นด้วย Theme หลักอย่าง “โทนดอกไม้สดชื่น (Fresh Floral)” ที่จะเด่นด้วยความเป็นกุหลาบแบบต้นยันจบในลักษณะของการเป็น Center Note โดยในช่วงต้นจะเปิดตัวด้วยการเป็นกลิ่นอายสายสว่างที่สดชื่นที่สร้างลักษณะกลิ่นออกทางสีเหลืองอ่อนกันอย่างชัดเจน ซึ่งจะโดดเด่นด้วยกลิ่นโทนเลมอนที่จะมาเปรี้ยวเจือฝาดติดหวานปลายมาเลย แต่จะมีลูกเล่นกลิ่นติดขมปร่าเขียวสร้างบรรยากาศหน่อยๆ ของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) แกมกลิ่นส้มใสๆ ไม่ได้หวานไม่ได้เปรี้ยวที่ให้ความรู้สึกฉ่ำอ่อนๆ ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้มีเท่านี้ เพราะกุหลาบจะแท็คทีมเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันสร้างลักษณะกลิ่นกุหลาบติดเลมอนกึ่งเปรี้ยวสดชื่นจากบรรยากาศได้เป็นอย่างดี อารมณ์กลิ่นเลยจะเป็นกุหลาบเคล้าโทนสีเหลืองอ่อนสว่างแกมสดชื่นได้ลงตัวและน่ารักมากตั้งแต่ช่วงเปิดเลย

เมื่อโทนกลิ่นเริ่มสลับตัวเดินเรื่องมาเป็นกุหลาบ ช่วงกลางก็เลยรับไม้ต่อในการให้ความรู้สึกของกุหลาบสดชื่นต่อเนื่อง โดยที่โทน Citrus ทั้งหลายจะเริ่มเป็นสายสนับสนุนและที่ยังคุมโทนความสดชื่นอยู่ แต่กลิ่นจะเริ่มมีโทนเขียวปร่าเจือซ่านวลกำลังดีเสริมขึ้นมาในลักษณะคล้ายเหล้าจิน ซึ่งนั่นก็คือ จูนิเปอร์เบอร์รี่ ที่จะเป็นลูกคู่ชั้นดีให้กลิ่นกุหลาบติดเปรี้ยวสดชื่นมีความปร่าอะโรม่าแบบมีชั้นเชิงเสริมอย่างมีระดับ ซึ่งต้องบอกเลยว่ากลิ่นไม่ได้ไปสายอบอุ่น เพราะเนื้อกลิ่นมีความเย็นสบายๆ ให้รู้สึกได้อยู่ตลอด โดยที่ไม่ได้ดูอ่อนเกินไป และไม่ได้ดูฟุ้งแรงเกินไป ทุกอย่างกำลังพอเหมาะพอเจาะในการเป็นกลิ่นกุหลาบสดใสท่ามกลางอากาศปร่าเขียวเนียนๆ เคล้าบรรยากาศสีเหลืองสดชื่นที่ไม่ได้ดูเยอะสิ่งแต่ให้ความเรียบหรูกันยาวๆ จนเมื่อเริ่มมีโทนนวลๆ มาเกลาให้กลิ่นโทน Citrus สร้างอารมณ์สีเหลืองสดชื่นค่อยๆ ลดทอนลงไปเหลือเพียงประปราย และความเขียวปร่าเจือหวานหน่อยๆ ของยางสนจะมาเสริมโทนเขียวซ่านวลอะโรม่าของจูนิเปอร์มากขึ้นจนกลายเป็นตัวเดินกลิ่นหลักที่มีลูกคู่สนับสนุนชั้นดีไม่หนีไปไหนอย่างกุหลาบที่ยังคงมีอยู่แบบสมดุลย์ให้ความระเรื่อกุหลาบสดชื่นอ่อนๆ อย่างมีเสน่ห์อยู่ เนื้อกลิ่นจะได้อารมณ์เหลืองนวลกึ่งเย็นๆ เจือเค็มเล็กๆ แบบอารมณ์ผิวกายติดเค็มตามธรรมชาติ ที่จับต้องได้ถึงกลิ่นโทน White Musk และอำพันปลาวาฬ (Ambregris) ที่เริ่มมีอิทธิพลเข้ามาด้วยแบบเนียนๆ กลิ่นในช่วงนี้จะสร้างความรู้สึกอยู่ 2 อย่างคือ อารมณ์กลิ่นที่นวลสะอาดสดชื่นเคล้ากุหลาบเย็นๆ มีจริตนิดๆ ท่ามกลางบรรยากาศปร่าเขียวอะโรม่าคล้ายกลิ่นเย็นๆ ยามค่ำคืนที่ให้ความรื่นรมย์และมีระดับแกมเรียบหรูในทีไปตลอ ถือเป็นการปิดช่วงท้ายของน้ำหอมได้อย่างลงตัวและดีงามเลยทีเดียว

ถ้าอ้างอิงตามแบรนด์ที่บอกถึงกลิ่นอายพระจันทร์เสี้ยว ก็ต้องบอกเลยว่าเข้าทางและสื่อสารได้ดี เพราะการเอากลิ่นอายสดชื่นติดเขียวอะโรม่าบรรยากาศตอนกลางคืน มาเจือกับกลิ่นกุหลาบที่เจือความเป็นโทนสีเหลืองที่โดยเหลาจนนวลในช่วงท้าย มันสร้างอารมณ์โรแมนติคได้ดีมาก โดยที่ไม่ต้องหวานจัด ไม่ต้องหนัก แต่เอาอยู่อย่างมีความรื่นรมย์ และสร้างรอยยิ้มในการรับกลิ่นได้ไม่ยากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยตั้งแต่เรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่กลิ่นนี้ได้สบายมาก กลิ่นมีความน่ารักก็ได้ เรียบหรูก็ดี สดชื่นก็เหมาะ แถมยังมีระดับที่ลงตัวมากๆ ในการนำเสนอกลิ่นอายกุหลาบสดชื่นอีกด้วย ซึ่งเข้าได้กับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป ใส่กิจกรรมกลางแจ้งกับออกกำลังกายก็ได้อยู่ แต่นะ แอบเปลืองถ้าละลายไปกับเหงื่อหมด ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่เพื่อโรแมนติค ออกงาน หรือยามผ่อนคลายก็ลงตัวมาก จะมีก็แต่การใส่ท่องราตรีที่ให้ตัดไปได้เลย กลิ่นไม่ได้มาสายนี้ นอกจากนี้เอาจริงๆ กลิ่นนี้มีความ Unisex สูงมากอีกหนึ่งกลิ่นที่ผู้ชายก็ใส่ได้สบายมากเลย ยิ่งถ้าใส่กับชุดทำงานเชื้ตสีอ่อนๆ ยิ่งเข้ากันอย่างน่าประหลาดมาก เช่นนั้น ผู้ชายใส่ได้ และใส่เถอะ คุณอาจจะรักกลิ่นนี้เข้าให้ได้เลย

ความทน - อันนี้ที่เรียกว่าเกินคาดมากจริงๆ เพราะตั้งเป้ากับกลิ่นแนวๆ นี้ไว้แล้วว่าไม่น่าจะทนมากนัก แต่เปล่าเลย ยาวไป 12 ชม. กลิ่นยังอยู่แบบอะเมซซิ่งมากๆ ซึ่งถ้าตีเป็นค่าเฉลี่ยรวมทุกสภาพผิวก็ 6 - 8 ชม. ได้เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีสร้างความอะโรม่าสดชื่นกันเต็มๆ ตั้งแต่แรก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางไปซักพักใหญ่ ถึงลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว เมื่อพ้นไปซัก 6 ชม. กลิ่นถึงจะค่อยๆ เบาลงเป็น Skin Scent ในลำดับสุดท้าย

สรุป - แม้เนื้อกลิ่นอาจจะทำให้นึกถึง กลิ่นโทนกุหลาบติดเปรี้ยวเขียวอะโรม่าคมๆ อย่าง Diptyque - L’Ombre Dans L’Eau แต่ Luna มีให้โทนที่เย็นๆ แกมโรแมนติคและมีความเป็นสายสว่างกว่า ซึ่งก็ต่างมีดีกันทั้งคู่ในการใช้งาน และที่สำคัญ Penhaligon’s ทำกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างลงตัวมากจริงๆ กับความมินิมัลที่เรียบหรูมีเสน่ห์แบบนิ่งเย็นมีระดับที่ใช้แล้วเกิดความประทับใจได้ไม่ยาก อีกหนึ่งผลงานสร้างสรรค์กลิ่นที่ตราตรึงได้เลยของแบรนด์นี้

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.penhaligons.com/uk/en/categories/fragrances/shop-all/luna-000000000065121079 

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Montale - Vanille Absolu


Montale - Vanille Absolu

ลองจินตนาการก่อนในเบื้องต้นว่าถ้าเอาความ Vanilla ที่แท้ทรูเพียวๆ มาใส่ความทรงพลังทางกลิ่นกับแบรนด์ Montale กลิ่นมันจะพุ่งกระจายหวานให้ฉ่ำกันขนาดไหน เพราะจากหลายๆ ตัวที่มีวานิลลาเป็นอีกหนึ่งกลิ่นหลักของแบรนด์นี้ปล่อยพลังล้นเหลือกันมานักต่อนั

และเมื่อได้มาเจอกับรุ่นที่นำเสนอความเป็น Vanilla แบบเต็มๆ ของแบรนด์นี้ สิ่งที่ได้จากการใช้งานและพิจารณาภาพรวมของกลิ่นเลยออกมาแบบนี้เลย

Vanille Absolu จะคุมโทนการป็นกลิ่นวานิลลาที่ครบถ้วนมากในการนำเสนอมิติของโทนวานิลลาต่างๆ โดยจะยืนพื้ยหลักที่ความรื่นรมย์ผ่อนคลายและกลิ่นอายสายขนมเป็นหลัก รวมถึงวานิลลาจะเป็นกลิ่นหลักที่คงตัวกันยาวๆ ไปจนกว่าน้ำหอมจะพอใจที่จะหยุดการกระจายเอง ซึ่งกลิ่นเปิดจะมาเต็มเหนี่ยวมากกับการเป็นโทนวานิลลาหวานแหลมกันก่อน ซึ่งลักษณะกลิ่นแบบนี้จะมาจากกลิ่นยางไม้กำยาน Benzoin ที่จะให้ลักษณะกลิ่นแบบวานิลลาหวานแหลมกันก่อน โดยในเนื้อกลิ่นจะมีโทนเครื่องเทศหวานอุ่นแหลมอย่างอบเชยและกลิ่นออกทางผลไม้หน่อยๆ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน เลยทำให้เปิดมากลิ่นก็พุ่งฟุ้งหวานคมกันพอสมควร แต่ถ้าคนที่ชอบกลิ่นหวานๆ อยู่แล้วรับรองเปิดมาก็ฟินกันได้เลยทีเดียว

เมื่อกลิ่นเริ่มลดทอนความแหลมลง การเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงกลางก็เริ่มขึ้นเต็มตัว ซึ่งช่วงนี้และคือ ความเป็นโทน Gourmand เต็มๆ เพราะกลิ่นจะมีความเป็นโทนแนวบัตเตอร์เค้กวานิลลาที่ชัดเจนมาก และยังไม่พอยังมีลักษณะอบอุ่นคล้านเครมบรูเล่วานิลลาและครีมวานิลลาอุ่นๆ ราดลงไปที่เค้กวานิลลาเข้าไปอีก ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีโทนปร่าเครื่องเทศหน่อยๆ ที่ทำให้กลิ่นยังฟุ้งหวานแหลมอยู่บ้าง แต่ความอบอุ่นอวลหอมขนมจะชัดเจนมากแถมชวนหิวกันได้เลย จนเมื่อกลิ่นเริ่มปรับเล็กน้อยลดความเป็นโทนขนมลงมาบางส่วน เพราะเริ่มมีโทนไม้หอมเข้ามาเสริมให้ความโปร่งของกลิ่นที่มากขึ้น ทำให้กลิ่นวานิลลามีลักษณะโทนแป้งหอมอบอุ่นเข้ามาร่วมด้วย ก็เข้าสู่ช่วงท้ายที่จะเป็นมิติของความรื่นรมย์ปนอบอุ่นที่เป็นลักษณะเด่นของโทนวานิลลาในอีกมิติ ซึ่งความเป็นไม้หอมที่เข้ามาเสริมจะทำให้กลิ่นมีความโปร่ง ลดทอนความหวานลงมาพอสมควรแต่ก็ยังมีประปรายให้รู้สึกอยู่ โดยจะให้กลิ่นอายแป้งวานิลลาเจือกลิ่นไม้หอมอบอุ่นเป็นตัวเดินกลิ่นหลัก กลิ่นจะให้ความรื่นรมย์แบบที่ไม่ถึงกับหนักหน่วงมาก แต่ยังมีลักษณะที่เป็นบาเรียกลิ่นนวลละมุนรอบตัวหอมวานิลลาติดหวานประปรายอยู่ไปเรื่อยๆ สร้างลักษณะกลิ่นที่ให้ความเป็นโทนสีนวลครีมสบายๆ กันยาวๆ ไปเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - แบรนด์ลงเอาไว้ว่าเป็นน้ำหอมผู้หญิง แต่เอาจริงๆ วานิลลามีความ Unisex สูงมาก เช่นนั้นไม่ว่าเพศไหนก็ใส่ได้ เพราะกลิ่นไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากไปแบบสาย Oud ของแบรนด์นี้นัก ซึ่งสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นใส่ทางการหรือทั่วๆ ไป แบบเบามือและจำนวนสเปรย์เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นขนมเดินได้เข้าให้ แถมยิ่งเจออากาศร้อนๆ อีก ยิ่งอบอวลจนชวนอึดอัดเอาได้ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายไปได้เลย ไม่เข้าทางและเผลอๆ กลิ่นจะตีขึ้นจนขาดอากาศหายใจกันไปเสียก่อน ส่วนยามค่ำคืนบอกเลยใส่แต่พอดี กลิ่นโรแมนติคน่ากินเลยนะ หรือถ้าใส่ไปท่องราตรีบอกเลยว่าเรียกเรตติ้งได้ไม่ยากเสียด้วย

ความทน - จัดจ้านกันเลยทีเดียวกับ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน และมากกว่าได้อีกบานเลย เพราะส่วนตัวใช้แค่ 3 สเปรย์ ลากไป 15 ชม. แบบชิลล์เลยทีเดียว อาบน้ำล้างออกไปแล้วกลิ่นยังติดคาผิวอ่อนๆ เย้าๆ อยู่เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากถึงมากที่สุดในตอนต้น และหวานคมแหลมกันก่อน ก่อนจะลดลงมากระจายดีกันยาวๆ ไป จนปลายๆ ช่วงกลางถึงลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนเมื่อผ่าน 8 ชม. แล้วถึงค่อยๆ ลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว

สรุป - กลิ่นไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด ออกแนวมาสายมินิมัลกันเสียด้วยซ้ำด้วยการนำเสนอความเป็นวานิลลากันอย่างเต็มๆ โดยที่ไม่มีอะไรมาแทรกแซง นอกจากมาสนับสนุนให้ความเป็นวานิลลาชัดมากขึ้นไปอีก ซึ่งตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวที่สร้างมิติกลิ่นวานิลลาได้อย่างลงตัวในมุมเด่นๆ ที่วานิลลาสามารถทำได้เรียงลำดับจาก Sweet Vanilla --> Gourmand Vanilla --> Powdery Vanilla ซึ่งถ้าพื้นฐานใครชอบโทนวานิลลาอยู่แล้ว บอกเลยโดนตกแน่นอน

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”


วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Davidoff - Cool Water for men: The Coolest Edition


Davidoff - Cool Water for men: The Coolest Edition

จากปี 1988 จนถึงปี 2018 ถือว่าครบรอบ 30 ปี ของน้ำหอมชายยอดนิยมตลอดกาลอย่าง Davidoff - Cool Water for Men (และก็น่าจะอยู่กันยาวๆ ไปเพราะกลิ่นนี้ใช้ยังไงก็รอดและหอมสดชื่นมาเสมอ) ซึ่งเมื่อครบ 30 ปี ก็เลยมีการปล่อย Cool Water รุ่นใหม่ออกมาเพื่อเฉลิมฉลองกันซักหน่อย โดยเป็นการนำเอารุ่นปกติสามัญมาปรับใหม่จนกลายเป็น Cool Water for Men: The Coolest Edition ที่จะมีจำหน่ายเพียงขนาดเดียว คือ 200 ml เหมาะกับการเอาไปใช้กันให้จุใจประมาณนั้น

และเมื่อมี Cool Water ของใหม่เกิดขึ้น มีหรือที่จะยอมพลาด เช่นนั้นใช้แล้วก็เล่ากลิ่นต่อกันเลยดีกว่าว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

นี่คือ Cool Water for Men ในแบบที่เพิ่มความ Icy เย็นๆ เข้ามาในเนื้อกลิ่นมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยพื้นฐานกลิ่นก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของต้นตระกูลอยู่เช่นเคย ซึ่งช่วงเปิดจะได้อารมณ์กลิ่นออกทางเปปเปอร์มินต์ฟุ้งปร่าออกมาติดโทนเขียวเล็กๆ พร้อมกับกลิ่นออกทางสบู่คมๆ เย็นๆ อย่าง Aldehydes ที่มาแบบเบาๆ ไม่ได้หนักมาก ซึ่งจะมีวูบของกลิ่นอายเชิง Sea Breeze ที่ไม่ได้ออกทางทะเลจ๋าๆ ที่มีคาวเกลือ แต่จะให้กลิ่นอายบรรยากาศทะเลสดชื่นเข้ามาแทน มาเป็น Background อยู่ด้านหลัง กลิ่นจะมีความเย็นๆ เพราะการชูโรงกลิ่นด้วย Alydehydes กับเปปเปอร์มินต์ที่เป็นตัวหลักเลยทำให้กลิ่นช่วงต้นจะได้อารมณ์ Icy กำลังดี หอมโปร่งสดชื่นกำลังงามที่เข้าถึงได้ง่ายมาเลยล่ะ

การเปลี่ยนแปลงของกลิ่นจะเริ่มมีโทนเขียวปร่าเย็นๆ ติดอวลมารับช่วงต่อผสมผสานกับโทนมินต์อย่างจูนิเปอร์เบอร์รี่ ที่มีความเปรี้ยวเจือหวานปลายกลิ่นเข้าทางโทนสะอาดนวลของดอกส้มที่สกัดแบบตัวทำละลาย (Orange Blossom) และรองพื้นด้วยโทนกึ่งสะอาดนวลกลั้วสมุนไพรของลาเวนเดอร์เคล้ากับกลิ่นไม้หอมติดนวลอ่อนๆ เข้ามาเสริมทัพกับกลิ่นในช่วงต้นในการเป็นช่วงกลางของน้ำหอม ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นจะยังมีโทน Sea Breeze เป็นบรรยากาศของกลิ่นอยู่เช่นเดิม แต่จะมีความหอมเจือสะอาดปนสมุนไพรเจือเขียวหน่อยๆ แมนๆ ได้ความสดชื่นติดเย็นๆ อยู่คงเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นช่วงที่ให้ความเป็น Cool Water ที่มีความเย็นๆ สดชื่นแบบเข้าถึงได้ง่าย โดยที่ยังคงความเป็นกลิ่นอายเข้าถึงง่ายตามสไตล์ของต้นตระกูล จนเมื่อเริ่มมีโทน Musk ให้ความสะอาดนวลเข้ามาและมีความหวานโปร่งระเรื่อกึ่งสมุนไพรแนวๆ ยาสูบให้จับต้องได้ ก็เริ่มเปลี่ยนสถานะในการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมและกลายเป็นตัวเดินกลิ่นหลักสำคัญในการเป็นโทนสะอาดนวลเจือโปร่งหวานสมุนไพรอ่อนๆ ที่จะกลิ่นโทน Sea Breeze จะมีอยู่บางๆ ประปราย ความเย็นๆ ของเนื้อกลิ่นก็เริ่มเบาลงไปเหลือเพียงบางๆ ให้รู้สึกได้ ซึ่งเมื่อดมเข้าไปใกล้ๆ จะได้อารมณ์เขียวติดเข้มแมนๆ ของ Oakmoss หน่อยๆ ที่เป็นฉากหลังรองพื้นกลิ่นเสริมให้กลิ่นมีความเป็นผู้ชายกำลังดีเคล้าความอบอุ่นบางๆ ที่เสริมให้โทนสะอาดนวลมีอะไรมากขึ้นให้รู้สึกได้ ซึ่งกลิ่นในช่วงท้ายนี้เรียกว่าไม่ได้ต่างจาก Cool Water for Men ปกติเท่าไหร่นัก เพราะยังคงให้เอกลักษณ์แบบเดียวกันในการสร้างความชิลล์ๆ สะอาดนวลแบบแมนๆ เคล้ากลิ่นอายทะเลสดชื่นไม่มีผิดเพี้ยน

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียน ม.ต้น ขึ้นไปก็ใช้งานได้สบายมาก กลิ่นยังคุมโทนแบบสไตล์มหาชนชอบและเข้าถึงง่ายมากในสไตล์น้ำหอมสดชื่นเหนือกาลเวลาได้เสมอต้นเสมอปลาย โดยที่สร้างความเย็นๆ เข้ามาในเนื้อกลิ่นมากขึ้น ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ยามกลางวันแบบกวาดหมดครอบจักรวาลการใช้งานแบบเดียวกับต้นตระกูล ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกาย จัดไปยังไงก็ผ่าน อย. ทางด้านกลิ่น ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ทั่วๆ ไปชิลล์ๆ จะดีที่สุด เพราะว่ากลิ่นไม่ได้ปล่อยพลังมาก ใส่ไปท่องราตรีบอกเลยว่าโดนกลบเอาได้ง่ายๆ

ความทน - กลิ่นทนราวๆ 6 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีบวกลบบ้างราวๆ 2 ชม. ก็ว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายผู้ใช้เป็นสำคัญ ซึ่งส่วนตัวใช้แล้วลากไปได้ที่ 8 ชม. อยู่กับราวๆ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางกันซักระยะ ถึงค่อยเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป พอพ้นซัก 4 - 6 ชม. ก็จะเริ่มเป็น Skin Scent

สรุป - Cool Water for Men ที่มีกลิ่นอายเย็นๆ Icy มากขึ้นแบบที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ขอมาเพิ่มเติมอีกหน่อยว่ากลิ่นก็มีความเป็น Modern Perfumery มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งกลิ่นจะไม่ได้เจาะจงความเป็นทะเลจ๋าๆ แต่จะผันไปเป็นโทนบรรยากาศแทน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่เป็นน้ำหอมโซนยังไงก็รอดใช้แล้วผ่าน อย. ทางกลิ่นหอมๆ ได้สบายมาก

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credithttps://forum.shopdutyfree.com/es/node/339


วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: Nishane - Pasion Choco


Nishane - Pasion Choco

ถ้าเราหมุนลูกโลกไปหยุดที่แถบๆ โซนตะวันออกกลาง เราจะเจอประเทศหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศ 2 ทวีป เพราะบางส่วนอยู่ยุโรปและส่วนใหญ่อยู่เอเซีย นั่นก็คือ ตุรกี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอารยธรรมมาอย่างยาวนานในทุกด้านและเป็นอีกหนึ่งสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ ซึ่งแน่นอนเราไม่ได้มาพูดกันเรื่องการท่องเที่ยว แต่เรามาว่ากันเรื่องกลิ่นน้ำหอม เช่นนั้น ตุรกีเองก็มีแบรนด์น้ำหอมระดับโลกที่มาในสาย Niche Perfume อยู่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ Nishane

แบรนด์ Nishane เองเขามีความภูมิใจในการนำเสนอที่ตั้งของแบรนด์อย่างเมืองอิสตันบูลมากๆ เพราะจะเห็นได้จาก Label น้ำหอมทุกรุ่นจะมีการระบุชื่อเมืองไว้ชัดเจนเสมอ ซึ่งแบรนด์นี้มี Concept ในการสร้างสรรค์น้ำหอมโดยเน้นกลิ่นอายรากเหง้าทางประเพณี ผนวกกับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยตอบสนองความหลากหลานทางสากลแบบที่เมืองอิสตันบูลเป็น เช่นนั้น เมื่อได้มาเจอกับแบรนด์นี้ การเลือกกลิ่นที่มาเล่าต่อก็ต้องมีความน่าสนใจ โดยเมื่อจิ้มมาแล้วกับรุ่น Pasion Choco ก็ขอมาสร้างกิเลสผู้อ่านกันซักหน่อยแล้วกัน

คำว่า Pasion Choco ชัดเจนมากกับการสื่อสาร Notes กลิ่นหลักของรุ่นนี้เลยนั่นคือ เสาวรส (Passion Fruit) และชอคโกแลต และก็เรียกว่านำเสนอออกมาได้เก๋ แปลก แต่น่าประทับใจและใช้ง่ายไม่น้อยเลย โดยจะเริ่มที่การเปิดตัวกับการเป็นกลิ่นอายสาย Fruity ผลไม้กันเต็มๆ ซึ่งกลิ่นเสาวรสจะเป็นตัวเดินเรื่องราวกลิ่นกันก่อนเลยซึ่งจะสร้างโทนหวานหอมกึ่งไซรัป โดยที่มีกลิ่นเกรปฟรุตมาเป็นตัวเสริมให้อารมณ์สดชื่นเนียนๆ ไปในเนื้อกลิ่น และพอจับต้องโทนหวานแหลมกึ่งวานิลลาจากกำยาน Benzoin เข้ามาเนียนๆ อยู่ด้วย ทำให้กลิ่นหวานผลไม้มีความลึกและมิติของกลิ่นที่ชัดเจนมากขึ้น และที่สำคัญจะมีเลเยอร์กลิ่ยซ้อนและผสมผสานอย่างโทนกาแฟและชอคโกแลตที่ไม่ได้มาข้นๆ แต่มาแบบกลิ่นกลางๆ แต่ชัดเจนให้จับต้องได้ อารมณ์แบบกลิ่นแนวบรรยากาศที่เป็น Background ที่เห็นได้ชัด ซึ่งการผสมผสานในการเป็นเสาวรสกับชอคโกแลตในช่วงต้นเป็นข้อดีเลยทีเดียวที่ทำให้กลิ่นช่วงต้นไม่ได้หวานเชื่อมเกินไป มีโทนติดขมดาร์กอะโรม่ามาตัดทอนให้ความหวานหอมกึ่งผลไม้กึ่งไซรัปคุมโทนได้ดีไม่หนักหน่วงเกินไป

เมื่อเนื้อกลิ่นของโทนหวานหอมเสาวรสเริ่มเบาความหวานเจือไซรัปลงมา โดยที่ฉากหลังยังคุมโทนกลิ่นกาแฟและชอคโกแลตอยู่ ก็จะเริ่มมีความหวานหอมโทนอื่นๆ เข้ามาเพิ่มมิติกลิ่นที่แตกต่าง แต่ยังคุมโทนการเป็นกลิ่นเสาวรสได้ดีอยู่ นั่นก็คือ ดอกไม้ที่จะจับโทนหวานน้ำผึ้งใสๆ อ่อนๆ และมีกลิ่นออกทางหวานโปร่งปนสะอาดที่ให้ความรื่นรมย์ ซึ่งจะทำให้กลิ่นมีพื้นฐานความหวานที่มีมิติซ้อนกัน 3 เลเยอร์ที่มีการตัดโทนด้วยกลิ่นอายสายเครื่องเทศได้อย่างน่าสนใจมาก คือ ผลไม้ ดอกไม้ และโทนชอคโกแลตสอดไส้พราลีนเจือวานิลลาหน่อยๆ ทำให้อารมณ์กลิ่นจะหวานหอมที่ไม่แหลมมากนัก โดยจะมีความปร่าเผ็ดเล็กๆ เจือความขมหอมอะโรม่าของดาร์กชอคโกแลตแกล้มกาแฟบางๆ ได้อย่างลงตัวและน่าค้นหามากเลยทีเดียว ซึ่งกลิ่นจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนเมื่อเริ่มมีโทนวานิลลาเปิดตัวออกมาให้รับรู้และแอบมีความหวานแปร่งติดไม้แนวๆ กำยาน Benzoin ทำให้กลิ่นเริ่มมีการปรับทิศทางในการเข้าสู่ช่วงท้ายตามลำดับ และจะเริ่มมีกลิ่นออกทางหวานเรื่อเจือสมุนไพรแห้งของพิมเสนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งกลิ่นโทนหวานเสาวรสและดอกไม้จะเริ่มจางไปลงตามลำดับ ทำให้ช่วงท้ายเริ่มกลายเป็นโทนวานิลลาที่อบอุ่นแบบสมดุลย์ ไม่ขนมเกินไป และไม่ได้ออกทางแป้งจ๋าเกินไป มีความแหลมเล็กๆ ตามสไตล์ที่มีกำยาน Benzoin ผสมปนไปกับกลิ่นเรื่อพิมเสนเบาๆ สร้างความอะโรม่ากำลังดี และมีกลิ่นติดขมชอคโกแลตที่ยังคงจับต้องได้อยู่ตลอดแบบสร้างบรรยากาศโทนสีชอคโลแลตท่ามกลางความหวานหอมนวลคลอผิวได้อย่างลงตัวและดีงามเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน แม้กลิ่นจะเปิดด้วยผลไม้อย่างเสาวรสก็ตามที แต่ก็ไม่ได้ไปทางสาวจ๋า มีความหวานแบบกลางๆ ที่แตะได้ทุกเพศ ซึ่งกลิ่นสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวัน แบบให้ตัดยามทางการจัดๆ รวมถึงกิจกรรมลุยๆ และออกกำลังกายออกไปได้เลย ไม่เข้าทาง แต่จะลงตัวมากกับการใส่แบบทำงานแบบอยู่ Office หรือว่าทั่วๆ ไปจะค่อนไปทางสร้างเสน่ห์ในโทนหวานก็ย่อมได้ รวมถึงการใส่เพื่อโรแมนติคยามค่ำคืน ลามไปยังใส่ท่องราตรีแบบเพิ่มสเปรย์ลงบนผิวหน่อย ก็เอาอยู่แบบที่เน้นคลุกวงในได้ดีเลย (ไม่ควรฉีดเสื้อเพราะน้ำหอมเข้มข้นมาก เสื้อมีด่างกันได้เลยนะนั่น)

ความทน - เพราะมาสาย Extrait de Parfum หรือ Pure Parfum ด้วย กลิ่นจะทนลงตัวกับที่ 8 ชม. และสามารถไปต่อได้มากกว่านั้นได้อีกจนถึง 15 ชม. ก็เจอมาแล้ว เรียกว่าห้าห่วงทนหายห่วงได้เลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาปานกลางซักพัก ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปตั้งแต่ปลายๆ ช่วงกลาง ซึ่งเป็นข้อดีอย่างหนึ่งคือ กลิ่นจะไม่ได้กระจายมากจนทำให้อึดอัด แต่จะให้ความลงตัวกำลังดี ได้ทั้งมุ้งมิ้งกับตัวเองและคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นแบบที่สร้างความรื่นรมย์ในโทนหวานได้ไม่ยาก

สรุป - กลิ่นยกระดับความหวานที่มีมิติการรับรู้กลิ่นได้แตกต่างและไม่เหมือนใคร เพราะแต่ละช่วงจะสร้างความหวานที่ต่อเนื่องแต่แตกต่างทางอารมณ์เริ่มจากผลไม้ ตามด้วยหวานกึ่งขนมกึ่งน่าค้นหา และปิดท้ายที่หวานนวลเจือแปร่งมีเสน่ห์ของพิมเสนคลอผิว โดยทุกๆ ช่วงจะมีชอคโกแลตเป็นตัวสร้างบรรยากาศตัดทอนลุ่มลึกให้จับต้องได้ตลอด ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่มาสายหวานแบบกำลังดีเคล้าความมีมิติที่สื่อสารถึงเสาวรสกับชอคโกแลตได้น่าสนใจมากจริงๆ

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credithttps://www.frenchfragrance.com/fragrance/3242-nishane-pasion-choco-edp-50-ml-8681008055449.html



วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Review: The Different Company - Rose Poivree


The Different Company - Rose Poivree

กุหลาบ เป็นหนึ่งในกลิ่นอายสายดอกไม้ที่อมตะนิรันดร์กาลเลยก็ว่าได้ในโลกของน้ำหอมที่ทุกแบรนด์ต่างก็ต้องมีน้ำหอมที่มีกุหลาบเป็นตัวชูโรงเสมอ อาจจะทั้งแตกต่างกันไป เด่นที่กลิ่นโทน Classic ก็เยอะ เด่นที่สาย Modern ก็เพียบ เด่นที่ความแปลกเก๋มีเสน่ห์เฉพาะแบบ Niche Perfume ก็มาก รวมถึงเด่นที่การเป็นโทนกุหลาบใสๆ ให้ความเป็นธรรมชาติก็มีไม่น้อย ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะมาในการเป็นน้ำหอมผู้หญิง หรือชาย หรือ Unisex อะไรก็ว่ากันไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเลยคือ ไม่เคยได้ลองน้ำหอมกลิ่นกุหลาบชื่อดังของแบรนด์ The Different Company อย่างรุ่น Rose Poivree มาก่อนเลย เพราะนอกจากติดตามผลงานของผู้ปรุงอย่าง Jean-Claude Ellena แล้ว ยังอยากรู้ด้วยว่ากลิ่นจะออกมาในลักษณะไหน และสิ่งที่ได้รับคือ

กุหลาบและพริกไทยจะเป็นตัวหลักในการเดินกลิ่นตั้งแต่ต้นยันจบ โดยในแต่ละช่วงตัวสนับสนุนโทนกลิ่นจะแตกต่างกันไปสร้างเสน่ห์ของกลิ่นที่ไล่เรียงจากจุดเริ่มต้นของกลิ่นโดยการเป็นกุหลาบติดโทนเครื่องเทศเผ็ดปร่าโปร่งสมกับชื่อรุ่Rose Poivree (ที่แยกได้ออกมาชัดเจนเลยคือกุหลาบกับพริกไทย) ซึ่งในช่วงเปิดจะได้มิติกลิ่นออก 3 มิติ โดยจะเริ่มที่การเป็นกุหลาบติดโทนแยมกึ่งเบอร์รี่ติดฝาดปร่าเขียวแปร่งหน่อยๆ ที่เป็นลักษณะของกลิ่นแนวพริกไทยสีชมพู ต่อเนื่องด้วยความเผ็ดคมกำลังดีของเม็ดผักชีที่ให้ความฟุ้งพอประมาณ แล้วรองพื้นด้วยกลิ่นพริกไทยกับโทนกลิ่นแนว Animalic หน่อยๆ ที่กึ่งสมุนไพรแนวๆ ยี่หร่า แต่ไม่ได้หนักหน่วงมากไป เพราะมาแบบสไตล์รองพื้นให้มีมิติ ซึ่งกลิ่นจะได้ความเป็นกุหลาบติดแยมเคล้าความปร่าฟุ่งแปร่งสมุนไพรและมีความนวลเผ็ดเย้าสาบบางๆ ที่สร้างเสน่ห์เฉพาะออกมา ซึ่งกลิ่นเปิดสามารถสร้างความน่าสนใจได้ดีเลยทีเดียว

เมื่อกลิ่นโทนเผ็ดปร่าเริ่มเบาลง ความเป็นกุหลาบติดแยมเริ่มปรับตัวให้กลิ่นกุหลาบอ่อนๆ กึ่งใสกึ่งแห้งฟุ้งออกมาแทนที่ ก็เป็นการเข้าช่วงกลาง ที่ตอนนี้บ่งบอกถึงสไตล์มินิมัลค่อนข้างชัดมาก เพราะกลิ่นกุหลาบจะให้ความหอมรุ่มรวยกรุ่นกลิ่นกำลังดีมีความนวลโรแมนติคที่กำลังงาม ไม่คลาสสิคเกินไป และไม่ได้ Modern ใสจ๋าเกินไป โดยจะมีตัวเสริมอย่างโทนเครื่องเทศเผ็ดนวลอย่างพริกไทยที่ยังคงมีอยู่ และมีความปร่าเผ็ดคมบางๆ ของเม็ดผักชีที่ยังตามมา แต่สิ่งที่ชัดมากขึ้นคือกลิ่นอายโทน Musky ติด Animalic สาบบางๆ (ที่ตอนแรกติดสมุนไพร) ตอนนี้จะได้ความลึกของกลิ่นมากขึ้น ซึ่งเริ่มชี้ชัดว่าเป็นโทนแนวๆ Civet (ชะมดเช็ด) ที่มาแบบสมดุลย์ ซึ่งกลิ่นจะได้มิติของกุหลาบคือ หอมนวลโรแมนติคระเรื่อเจือปร่าให้กลิ่นมีความอวลกำลังดีเป็นเลเยอร์แรกที่ได้รับกลิ่นและปิดท้ายที่ความเป็นโทนนวลกึ่งแป้งกึ่ง Animalic ที่แอบมีความคลาสสิคเนียนๆ มาร่วมด้วย จนเมื่อเริ่มจับต้องได้ถึงโทนไม้หอมที่ค่อยๆ เสริมเข้ามาตามลำดับแบบไม้แห้งๆ ติดกลิ่นไม้สว่างๆ โปร่งๆ การเปลี่ยนช่วงก็เริ่มผันเข้าสู่ช่วงท้าย กับการเป็นโทนกุหลาบเจือไม้หอมรองพื้นด้วยโทน Musky ลุ่มลึกแบบกำลังดี เนื้อกลิ่นจะยังคุมโทนการเป็นกุหลาบแห้งระเรื่อเจือหวานเบางๆ แต่ไม่ได้ออกทางติดเขียวแห้งแบบสายกุหลาบคลาสสิคเหมือนตอนช่วงกลาง ซึ่งยังคุมการเป็นลูกครึ่งกึ่ง Modern อยู่เช่นเดิม แต่จะมีความเป็นโทนไม้หอมแห้งๆ มากขึ้นมีความสว่างเจือปร่านวลซ้อนกับความนวลลึกติดสาบอ่อนๆ รองพื้นอยู่ ซึ่งสร้างออร่าความเรียบหรู โรแมนติค และมีเสน่ห์นวลเนียนอย่างมีระดับ โดยที่ยังคุมโทนมินิมัลทางกลิ่นได้อย่างสมดุลย์และลงตั

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex ซึ่งก็ใช่เลย แต่อาจจะไพล่ไปทางผู้หญิงมากกว่าหน่อยเพราะเป็นโทนกุหลาบเด่น แต่ถ้าผู้ชายจะใส่ก็ไม่ได้เป็นนัยยะสำคัญอะไร ออกจะโรแมนติคเสียด้วยซ้ำ ซึ่งกลิ่นสามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันทั้งทางการและทั่วๆ ไป ยิ่งใส่แนวๆ สร้างออร่าโรแมนติคยิ่งดีงาม ส่วนยามค่ำคืนเรียกว่าเข้าทางกับการใส่ออกงาน ไปงานแต่ง หรือว่าโรแมนติคจะเข้าทาง เพราะถ้าใส่ไปท่องราตรีบอกเลยว่าโดยกลบจากสายหวานเยิ้มทั้งหลายแน่นอน และสุดท้ายตัดทิ้งไปได้เลยเรื่องการใส่ออกกิจกรรมลุยๆ และออกกำลังกาย ไม่เข้าทางเท่าไหร่นัก

ความทน - เกินคาดกับราวๆ 6-8 ชม. เป็นสำคัญ แต่สามารถลากไปยาวมากกว่านั้นได้ถ้าผิวเข้าทางกับกลิ่น ซึ่งส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. ก็เจอมาแล้ว เรียกว่าเป็นอีกกลิ่นที่ดูไม่หนักแต่ความทนลงตัวและดีงาม

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาที่ปานกลางซักครู่ ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไป พอพ้นไปซัก 8 ชม. ถึงเริ่มกลิ่นติดผิว

สรุป - ส่วนตัวถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นกุหลาบที่เจอแล้วประทับใจ เพราะเข้ากับผิวได้ดีโดยที่ไม่สร้างกลิ่นแห้งๆ ติดเขียวเอียนๆ (ซึ่งตรงนี้แต่ละคนแตกต่างกันเวลาเจอกุหลาบและแล้วแต่ความชอบด้วย) ที่สำคัญการให้โทนกุหลาบที่ดูเรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่มีความชัดเจนจับต้องได้ตลอด และสร้างออร่าความเรียบหรูมีระดับคาบเกี่ยวความ Classic หน่อยๆ เคล้าความ Modern แบบสไตล์มินิมัลแบบนี้ บอกเลยว่ายังไงก็เอาอยู่และดูดีทางกลิ่นได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:
1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ นอกเหนือจากนั้นถ้าเจอว่าเอาไปใช้ ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมายนะครับ รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ นะครับ”

Photo Credithttps://olfactics.net/2015/01/10/rose-poivree-by-the-different-company/