วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Review: Shiro Fragrance - Earl Grey

Shiro Fragrance - Earl Grey

จุดเริ่มต้นของการเป็นชาเอิร์ลเกรย์ ก็มาจากชาดำจีนที่ผ่านกรรมวิธีผสมผสานชาดำกับน้ำมันมะกรูดฝรั่ง (Bergamot)  ที่เวลาดื่มนอกจากกลิ่นชาแล้วจะได้ความสดชื่นจากโทน Citrus ร่วมด้วย ซึ่งมาจากการนำไปต่อยอดของผู้ผลิตทางอังกฤษในช่วงปี 1830 แล้วต่อมากก็มีการผลิตขึ้นมาอย่างแพร่หลายโดย Twinings และก็กลายเป็นหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมการดื่มชาของอังกฤษในปัจจุบัน ซึ่งชาเอิร์ลเกรย์ ดื่มได้ตลอดทั้งวัน ยิ่งถ้าดื่มแบบร้อนยิ่งทำให้รับสุนทรียะในการสัมผัสกลิ่นและรสได้ครบถ้วนมาก 

แต่เพราะกลิ่นเฉพาะตัวที่เป็นการผสมผสานระหว่างความสดชื่นและความลุ่มลึกแกมหรูหราอารมณ์จิบชายามบ่ายที่เป็นที่นิยม เช่นนั้นเมื่อแบรนด์น้ำหอมจากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง Shiro Fragrance ได้ดึงเอาอะโรม่าของความเป็นเอิร์ลเกรย์มาเป็นสไตล์ญี่ปุ่นที่ให้ความผ่อนคลายเข้ามา เช่นนั้น ได้เวลามาเรียนรู้กันหน่อยว่าจะตีความออกมาในลักษณะใด

Earl Grey เปิดต้นกลิ่นมาก็ชัดเจนมากมะกรูดฝรั่งหรือ Bergamot ที่จะค่อนข้างมีความเข้มชัดพอสมควร แต่ในเนื้อกลิ่นจะสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นออกทางกึ่งกุหลาบกึ่งเขียวๆ ที่ไม่ใช่เป็นกลิ่นแบบน้ำในแจกันดอกกุหลาบจากเจอราเนียม แต่ให้ความเป็นลูกครึ่งกึ่งดอกกุหลาบกึ่งเขียวที่มีความเป็นฟรุตตี้ผลไม้หน่อยๆ เข้ามาร่วมด้วย ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็น Cassis เลยทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนแนว Citrus กึ่งเขียวกึ่ง Floral ที่เข้มอยู่พอประมาณ แต่ไม่นานก็มีตัวตัดทอนเข้ามากล่อมให้เนื้อกลิ่นมีความอะโรม่ามากขึ้น นั่นก็คือกลิ่นชาดำ 

และกลิ่นชาดำนี่แหละที่จะเป็นตัวดึงเข้าสู่ช่วงกลาง ที่จะเป็นการผสมผสานกลิ่นของชาดำกับ Bergamot ที่นี่แหละกลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ แต่ไม่ใช่แค่นี้ เพราะเนื้อกลิ่นจะมีกลิ่นกุหลาบที่ชัดมากขึ้นจากช่วงต้น ทำให้กลายเป็นชาเอิร์ลเกรย์แกทกุหลาบขึ้นมาแทน เรียกว่าเนื้อกลิ่นไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด ให้อารมณ์ครบถ้วนทั้งในความเป็นชาดำที่ลุ่มลึกแกมดอกไม้ ความเปรี้ยวหอมแบบน้ำมัน Bergamot และกลิ่นกุหลาบที่ให้ความหวานแกมปร่านวลๆ โดยที่มีลูกเอื้อนฟรุตตี้หน่อยๆ แต่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นแยมกุหลาบหรือกุหลาบแดงสไตล์ Classic ซึ่งถือว่าให้ความ Unisex และคุมความมินิมัลได้กำลังดีเลย

การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงท้ายยังคงชัดเจนกับการเป็นโทนมินิมัล เพราะว่า เนื้อกลิ่นโทนกุหลาบจะบางลงไปพอสมควร เปิดทางให้ก Musk ที่มีความอบอุ่นเบาๆ ของแอมเบอร์เสริมเข้ามาจนกลายเป็นโทนกลิ่นแบบสะอาดนุ่ม เพียงแต่กลิ่นของการเป็นชาเอิร์ลเกรย์ที่มีความเป็นชาดำติดกลิ่นมะกรูดฝรั่งอ่อนบางจะยังคงอยู่ และผสมผสานรวมกับความเป็น Musk ทำให้ได้อารมณ์กลิ่นสะอาดนวลแบบผิวกายติดกลิ่นชาดำอ่อนๆ ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นที่ไม่ซับซ้อน ผ่อนคลาย และยังไงก็รอดสูงโดยไม่ต้องเยอะสิ่งได้พอเหมาะ

เหมาะสำหรับ - สำหรับบางคนอาจจะคิดว่ากลิ่นไพล่ไปทางผู้หญิงมากกว่าหน่อย เพราะกลิ่นกุหลาบ แต่ยังไงผู้ชายก็ใส่ได้สบายมาก เพราะเนื้อกลิ่นกลางๆ Unisex ชัดเจน ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งก็ได้ แต่ถ้าใส่ออกกำลังกายรอให้กลิ่นผ่านช่วงต้นไปก่อนน่าจะดีกว่า เพราะว่ากลิ่นค่อนข้างชัดและเข้มอยู่ระดับหนึ่งเลย ส่วนยามค่ำคืน เน้นทั่วๆ ไปก็พอ เพราะกลิ่นไม่ได้ไปสายปล่อยเสน่ห์เย้ายวนแต่อย่างใด

ความทน - อยู่ที่ 6 - 8 ชั่วโมงเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวก็ 8 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ แต่เน้นพกไปเติมระหว่างวันแทนถ้ากลิ่นจางลงไป  

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น จนแอบแปลกใจ แต่ก็จะลดลงมาที่กระจายดีราวๆ ไม่เกิน 10 นาที ก่อนจะเป็นปานกลางไปต่อราวๆ 1 - 2 ชม. แล้วคงตัวที่ออร่ารอบๆ ตัวยาวไป ซึ่งก็ถือว่าเข้ากับการเป็นกลิ่นแบบสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่เน้นรบกวนคนอื่น ประมาณนั้น

สรุป - ชาเอิร์ลเกรย์กับกุหลาบ ที่คุม Concept ความสดชื่นสู่ความเรียบหรูเรื่อยๆ ไม่ซับซ้อน นี่แหละใช่เลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://shiro-shiro.uk/products/earl-grey-eau-de-parfum-boxless

 

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Review: Chopard - Oud Malaki

Chopard - Oud Malaki

เมื่อการเจาะจงกลิ่นอายที่เน้น Notes กลิ่นเป็นตัวชูโรงในสไตล์ของ Niche กระจายมาสู่ Designer Brand ต่างๆ แน่นอนว่ามีทั้งการอัพเกรดให้เป็น High-End หรือ Exclusive Collection หรือยังคงการจับตลาด Mass Market เหมือนเดิม โดยเพิ่มเติมเป็น Collection แยกออกมาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่ให้ความเป็น Niche มาบรรจบกับการเป็น Designer Perfume ก็มีมากมายไม่ใช่น้อย ซึ่งกรณีสุดท้ายนั้น Malaki Collection ของ Chopard ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ ในการเป็น Malaki ก็คือการเจาะตลาดฝั่งตะวันออกกลางซึ่งก็จะมี Note + Malaki เกิดขึ้นมาทั้งหมด 5 กลิ่น ซึ่งแต่ละกลิ่นมีความเชื่อมโยงในการเอากลิ่นอายสไตล์อาระเบียนเข้ามาผสมผสานจนทำออกมากลายเป็นลูกครึ่งที่ให้ความรู้สึกได้ทั้งการเป็นกลิ่นอายแบบตะวันตกและตะวันออกกลางมาบรรจบกันได้พอดี เช่นนั้น ก็ได้โอกาสมาเจอกับกลิ่นที่ 2 ของไลน์นี้อย่าง Oud Malaki (เพราะกลิ่นแรกอย่าง Rose Malaki เคยผ่านการเล่ากลิ่นไปแล้ว) ก็ขอศึกษาเนื้อกลิ่นให้ตกผลึกอย่างเต็มที่ และสิ่งที่ได้ก็คือ

กลิ่นเปิดสัมผัสได้เลยถึงการเป็นโทนกลิ่นที่มีความเป็นยาสูบเคล้าเครื่องเทศ ที่มีลูกเอื้อนแบบกลิ่น Oud ที่ไม่ได้มาแบบนัวอัดจันจ้านแบบสายอาระเบียนจ๋า แต่จะมีอารมณ์แบบกลิ่น Oud แบบเนื้อไม้มากกว่าจะเป็นน้ำมัน Oud ซึ่งช่วงต้นแม้จะดูเปิดตัวกลิ่นหลักๆ มาจนเกือบหมด แต่จริงๆ มีความสดชื่นที่เปรี้ยวแกมแปร่งของเกรปฟรุตและกลิ่นฟุ้งเขียวขมๆ ที่ทำให้กลิ่นมีความพุ่ง รวมถึงมีโทนลาเวนเดอร์ที่ทำให้กลิ่นมีน้ำหนักขึ้นมาหน่อยในความการให้ลักษณะแบบดอกไม้อวลนวลเล็กๆ ทำให้ภาพรวมของช่วงนี้คือ ปล่อยความชัดเจนของกลิ่นที่มาหมดในการเป็นกลิ่นแบบยาสูบแกม Oud แบบเนื้อไม่ที่มีความเปรี้ยวแกมแปร่งสว่างและมีความนัวๆ ของกลิ่นเครื่องเทศเย้าๆ อารมณ์กลิ่นออกทางสีเหลืองทองสว่าง เป็นการเรียกแขกกันตั้งแต่เริ่มต้น

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มลดความนัวฟุ้งลง ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงกลางที่อารมณ์กลิ่นจะเป็นแนวยาสูบกึ่งลาเวนเดอร์อ่อนๆ เคล้าเนื้อไม้ Oud แล้ว เพียงแต่ความแปร่งเปรี้ยวชัดของเกรปฟรุตในช่วงต้นจะลดลงไปกลายเป็นตัวเสริมที่ดีทำให้กลิ่นมีโทนสว่างให้สัมผัสมากกว่าจะเข้าโทนนัว ที่สำคัญเครื่องเทศที่เสริมก็ลดระดับความจัดจ้านลงมาให้ความเย้าๆ มีเสน่ห์มีความหวานหน่อยๆ กำลังดี ซึ่งเดาว่าเม็ดกระวานและอบเชยน่าจะเป็นหนึ่งในนั้น รวมถึงเม็ดจันทน์เทศที่เกลาให้กลิ่นมีความกลมๆ สมดุลย์มากขึ้น ทำให้ช่วงกลางอารมณ์กลิ่นจะเป็นยาสูบกึ่งไม้หอมที่ให้ความเย้ายวนแบบมีเสน่ห์ และมีความลุ่มลึกในเนื้อกลิ่นได้อย่างลงตัว ซึ่งลดทอนความตูมตามช่วงแรกลงมาได้ดีมาก โดยกลิ่นจะให้โทนสีออกทางน้ำตาลกำลังดี 

เมื่อสัมผัสได้ถึงความอวลหวานอบอุ่นที่ค่อยๆ เสริมเข้ามาเรื่อยๆ และความเป็น Oud ในเนื้อกลิ่นเริ่มที่จะมีความอวลลึกมากขึ้น ผนวกกับกลิ่นโทนแอมเบอร์ที่ค่อยๆ เสริมเข้ามา เลยทำให้เนื้อกลิ่นหันเข้าทางโทนดาร์กมากขึ้น มีความเป็นสีน้ำตาลเข้มกึ่งดำ แต่ข้อดีคือ กลิ่นไม่หนักหรือดาร์กดำดิ่งเกินไป ให้อารมณ์กลิ่นเนื้อไม้แกมอวลสไตล์แบบ Oud หรือใกล้เคียงความเป็น Oud แบบไม่ได้เข้มข้นมาก + กลิ่นยาสูบที่ติดหวานหน่อยๆ มาเป็นตัวเสริม ทำให้กลิ่นยังคงเป็นยาสูบ & Oud เบาๆ ที่ให้ความเรียบหรูน่าค้นหามากขึ้น และที่สำคัญกลิ่นไม่ได้ออกแนวอาเระเบียนจ๋าๆ มากไป ให้อารมณ์ West meets Middle East แทน

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป แบบที่ผ่านน้ำหอมกลิ่นแนวไม้หอมกึ่งเครื่องเทศ หรือยาสูบมาบ้าง จะเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งกลิ่นจะให้ความรู้สึกเรียบหรูน่าค้นหาเป็นแกนหลัก เลยเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันที่จะทางการก็ได้ หรือจะทั่วไปก็สามารถ โดยที่กลิ่นเสริมบุคลิกแบบสมาร์ท มีเสน่ห์และน่าค้นหา แต่ถ้าใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกาย ไม่ค่อย Match กันเท่าไหร่ ส่วนยามค่ำคืนแน้นใส่ออกงานหรือว่าจิบหรูๆ จะดีที่สุด

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน ซึ่งสามารถไปต่อได้ว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวใช้ไป 6 สเปรย์ลากยาวไป 15 ชม. เสมอ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น ซึ่งช่วงนี้จะมาเต็มนิดนึงอาจจะทำให้มึนๆ เอาได้ แต่พอผ่านไปซัก 5 นาทีก็ลดลงมาที่กระจายดีไปราวๆ 30 นาที ถึงลงมาปานกลางกันไปเรื่อยๆ พอเข้าชั่วโมงที่ 5 ก็จะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไป แล้วเป็น Skin Scent ชัดเจนเมื่อผ่านไปแล้ว 8 - 10 ชม. 

สรุป - กลิ่นอาจจะไม่ได้มาสาย Oud ชัดเจน และออกจะเป็น Oud ที่เบากว่าชาวบ้านเขา โดยตัวเด่นจริงๆ เป็นยาสูบเสียมากกว่า ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดความเป็น Oud ให้ดูอาระเบียนอะไรชนาดนั้น แต่ให้ความน่าค้นหาและมีเสน่ห์ที่แตกต่างเสียมากกว่า และที่สำคัญคุณภาพกลิ่นถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเนื้อกลิ่นมีความ Niche Perfume หรือ High-End Perfume ที่มาอยู่ในกลุ่ม Mass Market ที่ทำให้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่ Chopard ทำออกมาได้ลงตัว

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.chopard.com/en-gb/perfume-for-men/95201-0362.html

 

วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Xerjoff - Laylati / Sospiro - Afgano Puro


Xerjoff - Laylati / Sospiro - Afgano Puro

จากที่ Sospiro ถูกยุบมารวมเป็นส่วนหนึ่งของ Xerjoff ในการเป็น Velvet Collection ที่ขวดจะหุ้มกำมะหยี่ หนึ่งในกลิ่นสายยาสูบและไม้หอมอย่าง Afgano Puro ก็โดนเปลี่ยนชื่อมาเป็น Laylati ในปัจจุบัน

แต่อยู่ดีๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีก เพราะ Sospiro กลับมาประจำการเช่นเดิม ซึ่งก็ดึงเอากลิ่นต่างๆ กลับไปอยู่ในอ้อมอกอีกครั้งโดยกลับไปใช้ชื่อเดิม และยังคงให้ Xerjoff คงการจำหน่าย Velvet Collection หรือปัจจุบันเป็น V Collection ไปแล้วเช่นกัน (ก็เครือเดียวกัน แค่แยกแบรนด์ในการเจาะตลาด) เช่นนั้น ถ้าว่ากันตรงๆ Afgano Puro กับ Laylati ก็ตัวเดียวกันนั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะใช้แบรนด์ไหน

และก็ถึงเวลาที่จะเล่ากลิ่นกันแล้วว่าเนื้อกลิ่นจะเป็นอย่างไรและ Strong ขนาดไหน (โดยจะขอเรียกชื่อกลิ่นว่า Laylati เป็นหลัก)

เปิดต้นกลิ่นมาความเข้มชัดของฐานกลิ่นที่มีกลิ่นยาสูบกับไม้หอมแนวๆ Smoky ที่น่าจะมีโทนของไม้หอมติด Smoky และ Oud เนียนๆ จะชัดเจนเลยทีเดียว แต่ก็จะโดนฉาบด้วยกลิ่นโทนเขียว แต่ไม่ได้มาสายสดชื่นเต็มๆ นัก แม้ว่าจะได้อารมณ์แบบเขียวใบไม้ใบหญ้าแบบสดชื่นในวูบแรกของการฉีดก็จริง แต่มันมีความเขียวแปร่งดาร์กๆ อารมณ์กลิ่นแบบพิมเสนที่ติดเขียวค่อนไปทางดาร์ก แอบมีอารมณ์แบบควันกัญชาด้วยหน่อยๆ ให้รู้สึกสะกิดใจ แต่เพียงไม่นานยาสูบก็มาเทคโอเวอร์ ซึ่งยาสูบจะไม่ได้มาแบบติดหวานแบบสไตล์ใบยาสูบบ่มหอม เพราะพื้นฐานกลิ่นมีความดาร์กและมีความ Smoky เลยจะได้ความรู้สึกแบบควันยาสูบที่ยังมีความเขียวแห้งๆ แกมหวานปลายๆ ที่รวมกับกลิ่นสายดาร์กช่วงเปิดทั้งหมด แต่ไม่ได้ดาร์กเกินไปจนดำมืด ค่อนข้างโปร่งมากกว่าที่คิดแม้กลิ่นจะอบอวลดีเลยทีเดียวก็ตาม และยาสูบนี่แหละที่จะกลายเป็น Center ของกลิ่นไปยาวๆ จนถึงช่วงท้ายเลย 

และเมื่อยาสูบดึงโทนให้มีความ Smoky กึ่งหวานในระดับหนึ่งจนได้ที่ก็เข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอมเต็มตัว โดยจะเป็นหนึ่งในกลิ่นที่ตีคู่ไปกับกลิ่นของไม้หอมที่ค่อนข้างมีการผสมผสานอยู่หลากหลายโทนไม่น้อย เพราะจะได้ความขรึมๆ ของไม้ซีดาร์ที่ชัดเจนที่สุด ตามด้วยกลิ่นไม้แห้งติด Smoky Nutty หน่อยๆ ที่คาดว่าน่าจะมีหญ้าแฝกอยู่ในนี้ รวมถึงมีความเป็น Oud บางๆ เบาๆ คลอ แกม Incense นิดๆ ที่ให้ความน่าค้นหาเข้ามา แต่ไม่ใช่จบแค่ไม้หอมยังมีพิมเสนที่ให้ความดาร์กแกมกลิ่นไม้ติด Earthy ดินๆ นิดๆ แบบไม่ใช่พิมเสนแห้งที่ให้ความปร่ากึ่งชอคโกแลตหรือว่าพิมเสนสะอาดๆ ใสๆ เลยทำให้ช่วงนี้เป็น 3 ประสาน ยาสูบ ไม้หอม พิมเสนสายดาร์ก ที่ให้ความชัดเจนอบอวล ซึ่งบอกเลยว่ากลิ่นมีความดึงดูดในสไตล์เซ็กซี่ ดาร์ก น่าค้นหา และเย้ายวนแบบเนื้อกลิ่นมีคุณภาพสูงมาก ซึ่งแม้กลิ่นจะทำให้นึกถึง Nasomatto - Black Afgano อยู่พอสมควรในโทนกลิ่นลักษณะนี้ แต่เนื้อกลิ่นมีความ Lighter มากกว่าชัดเจน ซึ่งเป็นข้อดีที่ไม่ทำให้ Deep เกินไปในการส่งต่อความหอมดึงดูดแต่ผู้คนมากนัก

รอยต่อระหว่างช่วงกลางกับท้าย ยาสูบก็ยังเป็นตัวเชื่อมชั้นดีที่ค่อยๆ ดึงเอา Musk และวานิลลาเข้ามาเสริม  ทำให้อารมณ์กลิ่นจะได้โทนลูกผสมระหว่างยาสูบและวานิลลาที่ไม่ได้หวานเกินไป ไม่ได้ข้นเกิน เพราะ Musk ทำให้กลิ่นละมุนขึ้น จนเมื่อเข้าช่วงท้ายเต็มตัว ถึงได้ไล่เลเยอร์ของกลิ่นออกเป็นยาสูบที่ที่ให้ความหวานโปร่งเย้าๆ ตามด้วยไม้หอมกึ่งวานิลาที่มีความ Smoky กึ่งดาร์กของพิมเสนกลางๆ กำลังดี และปิดท้ายด้วย Musk ที่ให้เนื้อกลิ่นมีความกลมกล่อมมากขึ้น กลิ่นจะผสมผสานกันอย่างมีชั้นเชิงและให้ความรู้สึกจับต้องได้ทุกโทนทั้งวูบที่เป็นยาสูบกึ่งวานิลามีความเป็นไม้หอมซ้อนอยู่เจือความ Smoky หน่อยๆ ก่อนจะทิ้งความนุ่มอ่อนๆ ไว้ที่ปลายกลิ่น เรียกว่าเป็นกลิ่นที่มีเสน่ห์และให้โทนกลิ่นสายน่าค้นหา เย้ายวน และมีเสน่ห์แบบที่คงความมีระดับหรูหราในเนื้อกลิ่นได้อย่างครบถ้วน

เหมาะสำหรับ - แม้แบรนด์จะลงไว้ว่า Unisex ไม่ว่าจะทั้ง Xerjoff และ Sospiro แต่กลิ่นไพล่ไปทางผู้ชายแบบชัดเจนมากเลยทีเดียว ซึ่งถ้าผู้หญิงจะใช้ อารมณ์จะออกแนวเท่ห์ๆ ให้ความ Mix & Match กับลุคแนว Gentlewoman นิดนึง ซึ่งกลิ่นเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม เพราะกลิ่นทรงพลังทีเดียวเชียว ซึ่งเข้ากับการใส่แบบทางการ หรือเน้นขับความสมาร์ทมีเสน่ห์แนวๆ Smart Casual มาก แต่ถ้าจะใส่ออกกำลังกายหรือออกแนวลุยๆ ข้ามไปน่าจะดีกว่ากลิ่นไม่เข้าทาง ส่วนยามค่ำคืนที่ไม่ใช่ใส่นอน บอกเลยว่าจัดไป กลิ่นมาสายปล่อยเสน่ห์แบบมีระดับและมีคลาสแบบเต็มๆ 

ความทน - เอาตรงๆ ที่เจอคือ มาเต็มมาก เพราะข้ามคืนกันเลยทีเดียว แม้อาบน้ำแล้วกลิ่นยังติดผิวรุมๆ จนถึงเช้าของวันถัดไป เช่นนั้นยังไงก็เกิน 8 ชม. แน่นอน ทนจัดชัดเจนจริงๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมาก และดีสุดเลยในช่วงต้น และลดลงมาคงตัวการกระจายที่กระจายดียาวๆ ไปจนถึง 5 ชม กันเลย ก่อนที่จะผ่อนลงมาปานกลางยาวๆ ไปอีกจนถึง 10 ชม. ก็จะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว ไปจนกว่าน้ำหอมจะพอใจ 

สรุป - ถ้าอย่างที่หลายๆ ผู้ใช้กล่าวว่ากลิ่นนี้คล้าย Nasomatto - Black Afgano อันนี้ก็ไม่เถียง แต่เนื้อกลิ่นจะไม่ได้ Deep และ Dark ขนาดนั้น มีความ Lighter มากกว่า รวมถึงปลายทางของกลิ่นคือการมีวานิลลากับ Musk มาทำให้กลิ่นมีความนุ่มนวลมากขึ้น มันทำให้ยกระดับความหรูหราของกลิ่นได้มากจริงๆ ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์และสร้างเสน่ห์ให้ผู้ใช้ได้ครบเครื่อง ตลอดจนใครก็ตามที่เป็นสายยาสูบ กลิ่นนี้ถือเป็นอีกกลิ่นที่น่าสนใจไม่น้อยในการได้ลอง 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit -

 - https://makeup.ie/product/583166/

 - https://sospirointernational.com/products/afgano 

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Calvin Klein - Eternity Cologne for Men

Calvin Klein - Eternity Cologne for Men

จากการครบรอบ 30 ปี ของ CK Eternity for Men ที่เป็นหนึ่งในกลิ่นอมตะนิรันดร์กาลเหนือกาลเวลาของแบรนด์ตั้งแต่ปี 1989 สู่การต่อยอดเปิดตัวรุ่น EDP ครั้งแรกในปี 2019 ที่เป็นสายตรงไม่ได้เป็นลักษณะมีคำสร้อยห้อยท้ายอื่นๆ ตามมาแบบที่มีลูกหลายแตกแขนงออกไปหลายรุ่น (ซึ่งได้ผ่านการเล่ากลิ่นไปแล้วก่อนหน้านี้) แต่

ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะในปี 2020 ก็ยังต่อยอดต่อในการสร้างกลิ่นแนว Eternity สายตรง ที่เป็นสไตล์ Cologne เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจากที่ผ่านทั้งต้นตระกูลและ EDP มาแล้วทั้งคู่ มีหรือที่จะพลาดไม่มาลองกลิ่นอายสาย Cologne เช่นนั้นเมื่อใช้จนตกผลึกได้ที่ สิ่งที่บอกต่อจึงเป็นเช่นนี้

ช่วงเปิดบอกกันอย่างชัดเจนในการเป็น CK Eternity for Men ในรูปแบบที่ใสขึ้น ตัดเอาความเป็นลาเวนเดอร์ออกไป เหลือเพียงโทนสมุนไพรติดเขียวหน่อยๆ แกม Citrus ที่ติดขมแกมเขียวให้เห็นลายเซ็นในความเป็นต้นตระกูล โดยที่โดยที่เอาโทนออกทาง Aquatic กึ่ง Ozonic เข้ามาทำให้กลิ่นมีโทนใสขึ้นมีความสดชื่นแบบอากาศฟุ้งๆ เข้ามาซึ่งน่าจะมาจาก Aldehydes ที่มาเสริม แต่ไม่ได้ทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนสบู่แต่อย่างใด และที่สำคัญการมีขิงเข้ามาเสริมพร้อมกับกลิ่นที่ออกทางกึ่งเขียวปร่าที่น่าจะมาจากจูนิเปอร์เบอร์รี่ + กึ่งโทนคล้ายน้ำมะพร้าวหน่อยๆ ที่เข้ามาเสริม ทำให้กลิ่นมีความสดชื่นและมีความแมนๆ แบบที่เป็น Summer หรือ Daily Scent ที่เข้าถึงได้ง่ายและยังไงก็รอดสูงมากตั้งแต่เริ่มต้นเลย 

การเข้าสู่ช่วงกลางสิ่งที่จับต้องได้ชัดเจนเลยคือความเขียวที่ออกทางน้ำในแจกันกุหลาบ ที่ยังมีความเป็นจูนิเปอร์เบอร์รี่เสริมอยู่แบบเขียวปร่าแบบแมนๆ รวมถึงยังมีความปร่าเผ็ดแกมหวานของขิงที่คุมโทนในช่วงนี้แบบออกทางใสๆ กำลังดี ซึ่งเมื่อดมเข้าไปใกล้ผิวจะจับต้องได้ถึงโทรยางไม้ที่ติดออกทางไม้หอมที่มีความหวานหน่อยๆ กึ่งอบเชยบางๆ เคล้าความหวานเย้าอ่อนๆ จากเม็ดกระวาน ซึ่งช่วงนี้เนื้อกลิ่นจะมีความหนาขึ้นมาในระดับนึง แต่ไม่ได้ถึงกับแผ่ไพศาลสร้างความมาดแมนจัดจ้าน อารมณ์เนื้อกลิ่นมีความหอมแบบแมนๆ ปราเขียวติดหวานปลายกลิ่นที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งยังคุมโทนการเป็นกลิ่นอายสไตล์ Cologne ที่ยังมีลายเซ็นต้นตระกูลได้ดีเช่นเดิม

ช่วงท้ายอันนี้ต้องบอกเลยว่า มันคือกลิ่น Base แบบลายเซ็นของ CK โทนสดชื่นเลยที่จะมีลักษณะประมาณนี้ใกล้เคียงกัน ที่จะเป็นกลิ่นสะอาดแกมเขียวอ่อนๆ มีความหวานนวลๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายมาก โดยมีกลิ่นออกทางผิวกายอบอุ่นกึ่ง Musky กึ่งแอมเบอร์ติด Earthy เขียวบางๆ จากมอสที่มีความหวานระเรื่อนละมุนๆ ติดแมนนิดๆ จากช่วงกลางตามมาในรูปแบบที่ใสขึ้น เพียงแต่เนื้อกลิ่นจะมีความต่างขึ้นมานิดนึงนั่นคือการมีกลิ่นติดไม้หอมแกมหนังบางๆ มีความอบอุ่นกึ่งแอมเบอร์เบาๆ ซึ่งน่าจะเป็นกลิ่นของสารหอมอย่าง Lorenox ที่เป็นตัวคุมโทนให้กลิ่นมีน้ำหนักมากขึ้น และน่าจะมี Ambroxan หน่อยๆ เข้ามาตรึงให้กลิ่นมีความเป็นไม้หอมแกมอบอุ่นนิดๆ ติดเค็มร่วมด้วย ซึ่งทำให้ช่วงท้ายกลายเป็นน้ำหอมสดชื่นของผู้ชายที่ใส่ความทันสมัยเข้าไปได้สมดุลย์โดยไม่ทิ้งความเป็นสไตล์ CK Eternity for Men นั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยตั้งแต่เรียน ม.ปลายขึ้นไปก็ใช้งานได้สบายมาก เรียกว่าเป็นกลิ่นแนว Daily Scent ที่ยังไงก็รอดสูงจริงๆ ในทุกๆ การใช้งานยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป ลามไปยังกิจกรรมลุยๆ และออกกำลังกาย ง่ายๆ ครอบจักรวาลนั่นแล ส่วนยามค่ำคืน ถ้าใส่แบบทั่วๆ ไปอันนี้สบายๆ แต่ถ้าใส่ไปท่องราตรีกะปล่อยของ บอกเลยโดนกลบมิดจากกลิ่นหวานแน่นๆ จัดหนักทั้งหลายแน่นอน

ความทน - อันนี้เป็นอะไรที่ Amazing ไม่น้อยเลย เพราะว่าความทนทำได้ดีมากเกินคาดกับการเป็นกลิ่นอายสไตล์ Cologne โดยอยู่ที่ค่าเฉลี่ยราวๆ 8 ชั่วโมง โดยอาจจะมีบวกลบบ้างราวๆ 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกาย โดยส่วนตัวเจอไปที่ 8 - 10 ชม. เลยในทุกครั้งที่ใช้งาน 

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้นราวๆ 30 นาที ก่อนจะไปครองตัวเสถียรในการกระจายกลางๆ ยาวไปประมาณ 3 - 4 ชม. แล้วถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนราวๆ 8 ชม. ถึงลงมาติดผิว 

สรุป - Eternity Cologne เป็นการเอาความเป็น Eternity ปกติมาลดทอนความเป็น Herbal แต่ใส่ความสดชื่นเข้าไปมากขึ้น ซึ่งความเป็นโทนผู้ชายสบายๆ มีความ Aquatic แกมสะอาด โดยยังคงความเป็นกลิ่นอายแบบ Eternity ที่ปิดท้ายด้วยความสะอาดแกมหวานนุ่มในสไตล์ CK เรียกว่าเป็นกลิ่นที่ยังไงก็รอดสูงมาก และที่สำคัญ #ของดีเทคนิคไม่ต้อง ชัดเจน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://ro.calvinklein.com/eternity-cologne-for-him-100-ml-eau-de-toilette-9350077359mul


 

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Parfum d’Empire - Iskander

Parfum d’Empire - Iskander

Iskander เป็นภาษาเปอร์เซียที่เมื่อแปลออกมาแล้วจะเท่ากับ Alexander ซึ่งแน่นอนว่า Link ไปยังกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Alexander the Great ในการยาตราทัพเดินทางรบทัพจับศึกยึดครองประเทศต่างๆ ในฝั่งเอเชีย บางส่วนของอาหรับ จนถึงชายขอบชมพูทวีป ในราว 350 ปี ก่อคริสตกาล

แน่นอนว่าความคาดหวังในกลิ่นหลังจากรู้ว่าสื่อถึงใครในประวัติศาสตร์ มันจะต้องมีความใหญ่ในกลิ่นประมาณหนึ่ง แต่ พอได้มาศึกษาก่อนลงเนื้อกลิ่นจริง Parfum d’Empire ที่เน้นการสร้างสรรค์จากจักรวรรดิ วัฒนธรรม แและกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ ในอดีต กลับตีความออกมาเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่แตกต่างที่ดึงเอาของดีจากโซนฝั่งทางเอเชียต่างๆ มาผนวกกับความเป็นเมดิเตอร์เรเนียน อารมณ์แบบเก็บเกี่ยวความรื่นรมย์ทางกลิ่นจากการยกทัพไปยึดครองประเทศต่างๆ แล้วนำมารวมกันให้เห็นถึงอาณาเขตที่กษัตริย์พระองค์นี้ได้ครอบครองประมาณนั้น ซึ่งกลิ่นจะสื่อสารออกมาอย่างไรและทำให้เห็นภาพได้มากขนาดไหน ว่ากันได้ตามนี้

เปิดตัวมาก็บอกโทนกลิ่นกันได้เลยว่านี่คือกลิ่นโทนร่วมสมัยที่มีพื้นฐานความเป็นสไตล์ Classic Citrus แบบเมดิเตอร์เรเนียนที่มีองค์ประกอบของกลิ่นโทนสมุนไพรเข้ามาร่วมด้วย แน่นอนว่าความ Sparkling ก็มากันเต็มๆ กับตัวเด่นเลยคือ Citron หรือส้มโอมือที่ให้ความเปรี้ยวแห้งๆ ผสมผสานกับกลิ่นออกทางเลมอนที่มีความ Splash เบาๆ แต่เน้นความหอมเปลือกเลมอนมากกว่า และมีความแปร่งเปรี้ยวสดชื่อของเกรปฟรุตที่เข้ามาทำให้กลิ่นมีความสว่างมากขึ้น โดยที่มีความหวานฉ่ำหน่อยๆ คลอๆ ของส้มรวมอยู่ในเนื้อกลิ่นด้วย แต่สิ่งที่เรียกว่ามาตัดทอนไม่ให้เนื้อกลิ่นมีความนิ่ง ไม่ได้ Citrus ลั่นล้าไปนั่นก็คือทาร์รากอน ที่มาให้ความเขียวนวลกึ่งโหระพาที่มีความหวานเนียนๆ รวมอยู่ด้วย ทำให้ให้เป็น Classic Citrus Herb ที่มีมิติและมีระดับ ภาพในเนื้อกลิ่นเลยใช่เลย นี่แหละเมดิเตอร์เรเนียนเต็มๆ

ช่วงกลางเริ่มทำให้ภาพขยายออกไปมาขึ้นในเนื้อกลิ่นมากขึ้น เพราะนอกจากความเป็นโทน Citrus Herb ที่ตามมาตั้งแต่ช่วงต้นทั้งหมด เพียงแต่ลดทอนความเปรี้ยวในเนื้อกลิ่นลงเป็นกลิ่นเปรี้ยวหอมแห้งๆ เฉพาะตัว ก็จะมีตัวเสริมฝั่ง Herb เข้ามามากขึ้นอย่างเม็ดผักชีที่ทำให้กลิ่นมีความปร่าซ่า + มีความเป็นเผ็ดนวลพริกไทยเนียนๆ รับช่วงสร้างความแข็งแกร่งให้สาย Herbal ได้อย่างสมดุลย์ และไม่พอกลิ่นที่มาสร้างความเป็นโทนสดชื่นกึ่งขาวนวลของดอกส้ม (African Orange Blossom) ก็เริ่มมีบทบาทกันอย่างชัดเจนที่มาให้ความขาวนวลสะอาดกำลังดี มีความสดชื่นติดเปรี้ยวอมหวานอ่อนๆ ให้กลิ่นมีความรื่นรมย์ก็ได้และมีความร่วมสมัยมากขึ้นด้วยของดอกส้ม ตลอดจนยังสัมผัสได้อีกว่าเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นเนียนๆ ในลักษณะของโทนแอมเบอร์รวมอยู่ด้วย ถือว่าสร้างมิติทางกลิ่นที่ครอบคลุมการรับรู้ได้ครบถ้วน

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนเขียวแห้งๆ เข้มหน่อยๆ กึ่งหมึกแบบไม่หนักหน่วงของ Oak Moss ที่ชัดขึ้นตามลำดับ และเนื้อกลิ่นเริ่มมีความนุ่มนวลแกมอบอุ่นกำลังดีเข้ามาเทคโอเวอร์มากขึ้น ก็จะเป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่ตอนนี้ชัดมากว่ากลิ่นนี้คือความเป็น Citrus Chypre เต็มๆ (เพราะองค์ประกอบสาย Chypre ครบถ้วนมากทั้ง Citrus ที่มาตอนต้นลดหลั่นมาเจอความอบอุ่นของแนวแอมเบอร์ และมี Oak Moss กับพิมเสนที่สร้างความ Earthy และรื่มรมย์ในเนื้อกลิ่น) ซึ่งจะมีตัวเสริมที่ดีให้ความนวลสะอาดมากขึ้นจาก Musk ที่จะมาแนนนุ่มนวลแกมหวานที่จับต้องได้ว่ามีโทนออกทางผิวกายอบอุ่นติดเค็มอ่อนๆ ที่เป็น Effect ทางกลิ่นแบบอำพันปลาวาฬ (Ambergris) ให้รับรู่ได้ + มีความปร่าระเรื่ออ่อนๆ ของพิมเสนที่ให้ความรื่นรมย์ ซึ่งภาพรวมของโทนกลิ่นไม่ได้ซับซ้อน เป็น Minimal Classic ที่ใส่ความร่วมสมัยในการใช้งานได้ดีและสมดุลย์มาก โดยไม่ทิ้งความ Sparkling ความสว่างนวล และความเรียบหรูในกลิ่นแต่อย่างใด

เหมาะสำหรับ - เนื้อกลิ่นจะเหมาะกับวัยทำงานขึ้นไปและเป็นโซน Unisex ถ้าใส่แบบทั่วไปชิลล์ๆ แต่ถ้าใส่ทำงาน กิจกรรมกลางแจ้ง หรือว่าออกงานทางการ โทนกลิ่นจะค่อนไปทางผู้ชายมากกว่าพอสมควร ซึ่งถ้าจะใส่ไปท่องราตรีหรือปล่อยเสน่ห์เย้ายวนอวลซูเปอร์ไซย่า บอกเลยว่าไม่เข้าทาง เพราะกลิ่นนี้เน้นสมาร์ทรื่นรมย์

ความทน - กลิ่นทนลงตัวมากๆ ที่ 8 ชม. แต่อาจจะมีดรอปลงมาที่ 6 ชม. บ้าง หรือเลยไปแตะ 10 - 12 ชม. อยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวกายผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเจอที่ 8 - 10 ชม. เสมอกับการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นไปราวๆ 15 นาที แล้วจะลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนเมื่อผ่านไปราวๆ 4 ชม. ก็จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว แล้วจบที่ Skin Scent เมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 6 - 8 ชม.

สรุป - ส่วนตัวไม่ได้นึกถึงคาแรคเตอร์ของ Alexander The Great เลย แต่ออกแนวได้ความเป็นกลิ่นอายสไตล์ร่วมสมัยที่ให้ความสดชื่นที่มีความเป็น Italian Classic สูงมาก คือ ใส่ยังไงก็สมาร์ทและดูหล่อแบบ Classic แนวๆ นี้ แต่ถ้าจะว่ากันที่แรงบันดาลใจที่หยิบเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาจากแผ่นดินที่อยู่ภายใต้อาณัติของกษัตริย์พระองค์นี้ เช่น สมุนไพร + Citrus จากแถบเมดิเตอร์เรเนียน Oak Moss ที่เมซิโดเนีย ดอกส้มจากฝั่งแถบ African (อียิปต์) แอมเบอร์หรือ Ambergris จากฝั่งเปอร์เซีย และ Musk จากโซนจีนแลอินเดีย ก็ถือว่าตอบโจทย์ที่สื่อถึงอาณาจักรทั้งหมดรวมกันของกษัตริย์ที่เป็นแม่ทัพที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาตร์โลกได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว   

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://parfumdempire.com/en/parfums/iskander/

 

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Review: Sucreabeille - Cream Tea

Sucreabeille - Cream Tea

การจิบชายามบ่ายที่ถือว่าเป็นต้นตำรับจริงๆ ก็คงต้องยกให้ประเทศอังกฤษที่ถือเป็นวัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนาน และได้ส่งต่อไปยังประเทศทางตะวันตกต่างๆ ที่แม้จะมีการบิดให้แตกต่างในเมนูอาหารหรือว่าประเภทของชาไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายเซ็นที่มีรากเหง้าและ Pattern ในความเป็นชายามบ่ายของอังกฤษแต่อย่างใด และที่สำคัญวัฒนธรรมนี้เป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ช่วยคลายความรู้สึกเฮงซวยหรือเหนื่อยล้าของชีวิตมาตลอดวันขนาดไหน เมื่อถึงเวลาจิบชายามบ่าย มันช่วยผ่อนคลายระหว่างวันได้เป็นอย่างดีเสมอด้วยเช่นกัน

และแบรนด์ Sucreabeille สายอินดี้เก๋ๆ จาก US ก็เอาความเป็นการจิบชายามบ่ายที่ประยุกต์มาเป็นสไตล์อเมริกันมาเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์น้ำหอม โดยแน่นอนว่ายืนพื้นกลิ่นอายสไตล์ชาใส่นม + ของว่างยามบ่ายพื้นฐานที่ไม่ต้องเยอะสิ่งจนดูหรูหรา แต่เข้าคู่แน่นอนกับการรับประทานพร้อมชาและรับอะโรม่ากลิ่นต่างๆ ได้ เช่นนั้นจึงได้เวลาในการมาพิสูจน์กันหน่อยว่า เนื้อกลิ่นจะสร้างสรรค์ออกมาเป็นอย่างไร และสร้างความรู้สึกในการรับกลิ่นออกมาในลักษณะไหนกับกลิ่นนี้ Cream Tea

เปิดกลิ่นมาความหวานติดเปรี้ยวคมหน่อยๆ ที่ให้อารมณ์สีแดงสไตล์แยมเบอร์รี่แกมน้ำตาลไหม้หอมจะมาทักทายก่อนใครเพื่อนเลย ก่อนที่จะมีลูกผสมของกลิ่นชาที่เป็นสไตล์แบบชานมอินเดียหรือ Chai Tea ที่จะมีลูกเอื้อนเครื่องเทศหน่อยๆ คลออยู่ในเนื้อกลิ่นร่วมด้วยแบบเนียนๆ และมีกลิ่นออกทางขนมอบแนวๆ คล้ายพวกฟรุตเค้กผสมกับพวกบิสกิตหรือสโคนแฝงอยู่ เรียกว่าช่วงเปิดอารมณ์กลิ่นจะออกแนวขนมเด่นมากกว่าชาอยู่พอสมควร

เมื่อเข้าช่วงกลางความเป็นชาติดเครื่องเทศและมีความครีมมี่จะชัดขึ้น แต่จะมีความหวานคลอๆ แบบน้ำผึ้งกึ่งน้ำตามไหม้อ่อนๆ ให้จับต้องได้ด้วย และกลิ่นของขนมอบที่เป็นโทนที่นุ่มๆ ติดกลิ่นนมจะตีคู่กำลังดี ไม่ได้หวานแหลมชัดแบบช่วงต้น แต่ให้ความหวานหอมนุ่มนวลที่มีลูกเอื้อนเบอร์รี่สีแดงหรือฟรุตเค้กประปรายรายรอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มรับรู้ได้มากขึ้นตามลำดับคือเนื้อกลิ่นมีความอบอุ่นมากขึ้น มีความอวลๆ นุ่มๆ สะอาดๆ ที่สอดรับกับทั้งกลิ่นแยมเบอร์รี่แบบเกลาให้กลิ่นลดความหวานแหลมลงและเชื่อมกับกลิ่นขนมอบซึ่งน่าจะเป็นสโคน และเชื่อมกับกลิ่นชาใส่นมให้กลิ่นมีความอะโรม่าสบายๆ ร่วมด้วย

และตัวที่ให้ความนุ่มๆ ก็เฉลยเอาในช่วงท้าย นั่นคือ White Musk ที่ทำให้กลิ่นมีความนวลสะอาดแกมนุ่มผ่อนคลายรองพื้นกลิ่นอยู่ ซึ่งโทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาใส่นมหรือกลิ่นแนวขนมอบ หรือกลิ่นหวานต่างๆ จะมีความเบาลงและมีความเป็นโทนโปร่งมากขึ้นทำให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลายแบบกลิ่นชาที่มีความหวานของเครื่องเทศอ่อนๆ เจือจาง ตามด้วยความนุ่มของกลิ่น Musk และนมที่มีความอบอุ่นคลอเคลียอ้อยอิ่งไปตลอด ถือเป็นการปิดท้ายที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและรื่นรมย์ในความรู้สึกโดยไม่หนักหน่วงได้อย่างเหมาะเจาะและลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นโทนหวานแยมฟรุตตี้ในช่วงแรกอาจจะทำให้เข้าใจไปว่ากลิ่นน้ำหอมผู้หญิงแต่จริงๆ ไม่นานก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างเสน่ห์ของสภาพแวดล้อม จึงถือว่ากลิ่นนี้มีความเป็น Unisex ที่ครอบคลุมการใช้งานทุกเพศ ซึ่งเหมาะกับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบไม่ได้ทางการจัดๆ นัก เช่น ใส่ทำงาน Office หรือไม่ทั่วๆ ไป สบายๆ ส่วนถ้าจะไปออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ ของน้ำหอมจะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเน้นใส่ชิลล์ๆ สบายๆ ผ่อนคลาย จะเข้าทางมากๆ

ความทน - กลิ่นทนอยู่ที่ราวๆ 8 ชม. ประมาณนี้ อาจจะน้อยกว่านี้ราวๆ 2 ชม. ซึ่งกว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากราวๆ 5 นาทีแรก ก่อนจะลดลงมากระจายดีไปราวๆ 20 นาที ถึงผ่อนลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ แบบคงตัว พอแตะราวๆ 4 ชม. แล้วก็จะเริ่มเป็นออร่ารอบๆ ตัวและลดลงเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - กลิ่นไม่ได้ให้อารมณ์แบบจิบชายามบ่ายแบบพื้นฐานที่ไม่ได้ไฮโซหรูหรา แต่ให้อารมณ์ที่ชวนให้ยิ้มและผ่อนคลายกับกลิ่นขนม กลิ่นแยม กลิ่นหวานๆ แบบไม่หนัก และกลิ่นชาที่มีความนุ่มนวลสร้างความพึงใจเสียมากกว่า เอาจริงๆ เพียงแค่นึกภาพตามว่ายามบ่ายที่เราเริ่มเบื่อโลก มีชาร้อนใส่นมติดหวานนวลๆ กับสโคนหรือขนมปังอบที่ทาแยมหรือน้ำผึ้งหอมๆ แค่นี้ก็ทำให้เราปลดปล่อยความเบื่อออกพ้นตัวแล้ว ซึ่งกลิ่นนี้ก็เป็นเช่นนั้นเลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://sucreabeille.com/products/cream-tea

 

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566

Review: John Varvatos - Artisan Blu

John Varvatos - Artisan Blu

นอกจากขวดไม้สานหรือหุ้มด้วยเชือกถักจะเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ทำให้ Collection นี้ของ John Varvatos ยังอยู่ยั้งยืนยันคงกระพันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงต่อยอดมีรุ่นลูกหลานออกมาเรื่อยๆ โดยที่ยังคงเก็บความนิยมมาเรื่อยๆ มาตลอด แม้ว่าบางรุ่นก็เริ่ม Drop การผลิตหรือเลิกจำหน่ายไปบ้างก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่จับจุดมาได้เสมอว่า กลิ่นที่ยังได้รับความนิยมมักจะมีความโดดเด่นในเรื่องกลิ่นโทน Citrus สบายๆ ใช้ง่ายแต่มีระดับ + ยังไงก็รอดในการใช้งานสูงมาก และหนึ่งในนั้นก็มีรุ่น Artisan Blu ที่เน้นเจาะกลิ่นอายสายสดชื่นติดกลิ่นอายสบายๆ ริมทะเลรวมอยู่ด้วยในการเป็นหนึ่งในความแข็งแรงของแบรนด์ในเรื่องน้ำหอมชาย ซึ่งกลิ่นจะเป็นอย่างไรนั้นว่ากันได้ตามนี้เลย

เปิดตัวมาก็ให้อารมณ์ Citrus Herbal ที่ให้อารมณ์แบบเมดิเตอร์เรเนียนชัดเจนมาก ซึ่งอาจจะไม่ได้ถึงกับ Citrus ฉ่ำใสจ๋า โดยตัวเปิดจะเป็นมะกรูดฝรั่ง (ฺBergamot) ที่มีความเปรี้ยวหอมแกมขมที่แห้งๆ แกมกลิ่นชื้นๆ ติดส้มใสๆ หน่อยๆ ของส้มขมหรือ Bitter Orange ที่พึ่งขึ้นมาติดขมๆ หน่อย ก่อนที่จะสัมผัสการผสผสานในเนื้อกลิ่นได้ว่ามีกลิ่นปร่านวลแกมเขียวของใบโหระพาและมีกลิ่นสมุนไพรติดเขียวหน่อยๆ รวมอยู่ด้วย และที่สำคัญจะมีกลิ่นออกทางโทนกลิ่นออกทาง Watery ออกทางน้ำๆ ที่ติดเขียวอ่อนๆ แกมกลิ่นออกทางทะเลบางๆ รวมอยู่ด้วย ซึ่งตรงนี้แหละทำให้อารมณ์กลิ่นเข้าทางการเป็น Blu ตามชื่อรุ่นได้อยู่พอสมควร 

ซึ่งความเป็นโทนสมุนไพรจะไม่ได้จบแค่นี้ เพราะจะกลายเป็นตัวเอกในช่วงกลางแบบชัดเจนแต่ไม่ได้หนักหน่วงจนดูเป็นน้ำหอมแนว Retro เลยแม้แต่น้อย เนื้อกลิ่นค่อนข้างที่จะเป็นกลิ่นอายแบบปร่าเผ็ดอ่อนๆ ตามธรรมชาติที่มีความเขียวกำลังดี ความเป็น Citrus คลอกำลังงามเคล้ากลิ่นอายแบบอากาศสบายๆ ริมทะเลที่มีความเป็น Watery แกมเขียวหน่อยๆ เข้ามาแทน ตัวเสริมชั้นดีที่มาทำให้กลิ่นโทน Fresh Spicy แกมสมุนไพรมีความชัดเจนมากขึ้นคือ เจอราเนียมที่ทำให้กลิ่นมีโทนเขียวๆ แบบก้านกุหลาบ และมีกลิ่นติดหวานนิดๆ แกมอบอุ่นหน่อยๆ ของ Clary Sage เสริมกลิ่นโหระพา และมีสายดอกไม้อย่างดอกส้มที่ให้ความนวลสะอาดบางๆ + ลาเวนเดอร์ที่ให้ความเป็นโทนสมุนไพรติดเขียวเชื่อมโยงกับกลิ่นไอริสที่ให้ความเป็นแป้งอ่อนๆ ทำให้กลิ่นมีความปร่าบางเบาปลายกลิ่น ทำให้กลิ่นมีความปร่าเผ็ดสมุนไพรอะโรม่ารื่นรมย์กำลังดีท่ามกลางความสดชื่นแบบมีระดับ

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีกลิ่นไม้หอมติดปร่าหน่อยๆ ติดเขียวของสนไพน์เสริมเข้ามา และมีความเป็นไม้หอมติดปร่าขรึมนิ่งๆ ของซีดาร์มาร่วมด้วย เคล้าความปร่าระเรื่อแกมหวานเล็กๆ ของพิมเสน (อารมณ์กลิ่นมาแบบเหมือน Clearwood ที่ให้ความเป็นลูกครึ่งระหว่างไม้ซีดาร์กับพิมเสนสะอาดๆ ใสๆ) แต่เพราะความเป็นดอกส้มกับไอริสที่ตามมาจากช่วงกลาง เลยทำให้เนื้อกลิ่นมีอิทธิพลของการเป็นโทนสบู่ติดสมุนไพรเข้ามาร่วมด้วย ได้ความรู้สึกสบายๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ และมีความชิลล์ๆ เป็นตัวปิดท้ายจนกว่าจะจางไปในที่สุด 

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ขึ้นไปก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้สบายมาก ซึ่งกลิ่นอาจจะมีความสมุนไพรชัดอยู่บ้าง แต่ยังไงก็รอดสบายๆ เพราะกลิ่นไม่ได้หนักหน่วงให้อารมณ์เรื่อยๆ เสียมากกว่า ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย แต่ถ้าใส่กลางคืน เน้นใส่เพื่อความสดชื่นสบายๆ ดีกว่า เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายเรียกแขกแต่อย่างใด ตรงๆ มันคือ Daily Scent น่ะนะ   

ความทน - อยู่ราวๆ 4 - 6 ชม. เป็นสำคัญ ก็เป็นไปตามสไตล์ของสาย Artisan อยู่แล้วที่ความทนไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าฉีดเสื้อที่สวมร่วมด้วย ความทนก็จะดีมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวเจอสูงสุดที่ 8 ชม. กำลังดี

การกระจาย - เรียกว่าเป็น Safe Scent เลยดีกว่า เพราะการกระจายไม่ได้จัดจ้าน จะกระจายดีหน่อยก็ช่วงต้น แล้วจะผ่อนลงมาเรื่อยๆ มาเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านช่วงกลางไประยะหนึ่ง แล้วเมื่อเข้าช่วงท้ายก็ Skin Scent แล้ว

สรุป - เนื้อกลิ่นไม่ได้เอะอะก็ยัดเยียดความเป็นกลิ่นแบบน้ำทะเลแต่อย่างใด แต่ให้อารมณ์แบบเมดิเตอร์เรเนียนแบบกลิ่นอายชิลล์ๆ พักผ่อนริมทะเลที่มีกลิ่นสมุนไพรแกม Citrus เป็นพื้นฐานที่ให้ความสดชื่นสบายๆ และเข้าถึงง่ายแบบไม่ต้องเล่นใหญ่ไฟกระพริบ แต่มีระดับในเนื้อกลิ่นที่มีคุณภาพและไม่ธรรมดา ซึ่งถือว่าเป็นกลิ่นที่ยังไงก็รอดจริงๆ ใช้ง่ายโดยที่ไม่ตกยุคและไม่ต้องปล่อยพลังมาก และเข้ากับอากาศร้อนได้ดีสุดๆ โดยไม่ทำให้อึดอัดแต่อย่างใดเสียด้วย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://twitter.com/fragrantica/status/699048059938983936

 

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566

Review: Lancome - Hypnôse Homme

Lancome - Hypnôse Homme

จากการเลิกผลิต Miracle Homme ที่เรียกว่าเป็นตัวเมนน้ำหอมชายของ Lancome ก็จะเหลือเพียง Hypnôse Homme เท่านั้นที่รับช่วงต่อในการเป็นน้ำหอมชายของแบรนด์มาเรื่อยๆ (ไม่นับกลุ่มที่อยู่ใน Exclusive Line ต่างๆ) แต่แล้วไม่นานก็ตามไปติดๆ กับการเลิกผลิตซึ่งตองบอกเลยว่า ตอนนี้น้ำหอมชายของแบรนด์ตัวหลักในการเป็น Designer & Cosmetics Brand นั้น ไม่มีแล้ว แต่จะมีในอนาคตหรือไม่ต้องมาคอยดูกันอีกที

เมื่อรู้ว่า Hypnôse Homme เลิกผลิต งานเข้าล่ะสิทีนี้ จากที่ผลัดวันประกันพรุ่งมานานมาเดี๋ยวค่อยว่ากันกับกลิ่นนี้ ก็หมดเวลาการผลัดผ่อนใดๆ อีกแล้ว จึงรีบจัดไปอย่าได้เสียโอกาสจนได้มาเก็บไว้ก่อนที่จะหายไปจากตลาดในที่สุด เช่นนั้นเมื่อได้มา ก็ต้องขอพิสูจน์กันหน่อยกับสิ่งที่กลิ่นนี้ได้รับความชื่นชมและถือเป็นอีกหนึ่งในน้ำหอมชายของ Lancome ที่ให้ความเป็นสุภาพบุรุษที่มีความเรียบหรูอบอุ่นและมีความดึงดูดแบบมีระดับนั้นเป็นยังไง สิ่งที่ได้จากการใช้งานก็คือ

4 สิ่งที่มักจะเจอกันแล้วให้อารมณ์แบบ Bad Boy คือ Bergamot เม็ดกระวาน ลาเวนเดอร์ และแอมเบอร์ แต่แปลกสำหรับ Hypnôse Homme ก็จับต้องได้หมดทั้ง 4 Notes แต่ผ่านการเกลากลิ่นมาเป็นอย่างดี เลยทำให้เปลี่ยนจากการเป็นทรง Bad Boy มาเป็นทรงผู้ชายที่มีเสน่ห์อบอุ่นและเย้ายวนที่มีความเป็นสุภาพบุรุษแทน ซึ่งเปิดมาถึงก็ให้ความ Aromatic ในการเป็นน้ำหอมชายโดยยืนพื้นที่โทนหวานเย้าของเม็ดกระวานแบบที่ตัดเอาความจัดจ้านออก เพราะมีความปร่ามินต์มาทำให้กลิ่นมีโทนเขียวอะโรม่า เสริมด้วยกลิ่นโทน Citrus ที่ให้ความสมดุลย์พอดีระหว่างความเปรี้ยวอ่อนๆ แกมขมของ Bergamot และมีกลิ่นส้มนิดๆ เสริม โดยที่พื้นกลิ่นจะจับต้องได้เลยว่าลาเวนเดอร์เป็นตัวหลักที่ให้ความนวลสะอาดติดหวานแกมอบอุ่นแอมเบอร์อยู่ ซึ่งถือว่าเปิดต้นมาก็ให้ความเป็นผู้ชายแบบสมาร์ทแกม Nice กันตั้งแต่เริ่มเลย

การปรับโทนเข้าช่วงกลางเรียกว่าคราวนี้ลาเวนเดอร์จะเป็นตัวเมนและตัวตึงที่สุดในการให้โทนหอมนวลสะอาดและมีความเป็นโทนแป้งหน่อยๆ ที่พอดีๆ ไม่ได้เป็นลาเวนเดอร์ที่คาสวนจนมีความเป็น Herbal มาก่อกวนแต่อย่างใดๆ แต่ให้ความนุ่มผ่อนคลายแกมหวานเย้าแบบกำลังดี ให้ความสะอาดที่มีความสมาร์ทและสุขุมนวลๆ อบอุ่นกำลังงาม ซึ่งแน่นอนว่าแอมเบอร์เป็นตัวเสริมที่ดีที่ทำให้กลิ่นนี้มีความอวลอุ่นที่มีขับเสน่ห์ของกลิ่นลาเวนเดอร์ไล่โทนจากนวลสู่อบอุ่นที่ไม่ได้หนักข้นเกินไป ที่สำคัญจะมีความปร่าระเรื่อพิมเสนเล็กน้อยให้รู้สึกได้ ยิ่งทำให้กลิ่นนี้ได้ทั้งอบอุ่นอวลสะอาดแกมหวานนวลๆ ครีมมี่ติดแป้งเบาๆ นิดๆ และมีเสน่ห์เย้าจมูกได้กำลังดีมากจริงๆ

เมื่อความนวลเรื่อๆ เริ่มมีความครีมมี่ ของ Musk เสริมเข้ามาทำให้กลิ่นมีความนวลสะอาดมากขึ้น เสริมกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ยังคงมีอยู่ชัดเจนในช่วงนี้ให้มีความสะอาดสะอ้านแกมหอมอะโรม่าติดแมนๆ แกมปร่าพิมเสน แต่เพิ่มเติมคือโทนกลิ่นเริ่มมีความอบอุ่นชัดเจนแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอุ่นอวลมากไป คงความสมดุลย์ในการให้เนื้อกลิ่นที่สะอาดนวลแกมอบอุ่นกลางๆ มีความหวานเย้ามีเสน่ห์กำลังดี คุมโทนการเป็นกลิ่นอายสุภาพบุรุษที่สมาร์ทและมีความอบอุ่นเย้าๆ แบบสาย Nice ได้ลงตัวและมีเสน่ห์แบบเหมือนจะธรรมดาแต่จริงๆ ไม่ธรรมดา

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไป ซึ่งกลิ่นจะให้อารมณ์แบบไม่ได้ลั่นล้า ออกแนวสุภาพบุรุษวางตัวดีและเสน่ห์อกมอบอุ่นแบบไม่ต้องบิลด์เยอะ ออร่าก็มาเองอะไรประมาณนั้น ซึ่งเป็น Daily Scent ชัดเจนสุดๆ ในการใช้งานไม่ว่าจะทางการหรือทั่วไป แต่ถ้าจะใส่ออกกำลังกายแนะนำช่วงท้ายๆ จะดีที่สุดๆ เพราะช่วงต้นๆ อารมณ์กลิ่นมันไม่ได้มาสาย Activity นัก ส่วนยามค่ำคืนก็ครอบจักรวาลอยู่ไม่น้อยไม่ว่าจะออกงานหรือว่าใส่ท่องราตรีแบบมีระดับจิบหรูๆ เพียงแต่เพิ่มสเปรย์นิดนึงให้กลิ่นมีความชัดเจนหน่อยก็เพียงพอแล้ว

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีกอิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. เป็นเรื่องปกติในการใช้งานที่ 6 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะลดทอนลงไปเป็นปานกลางไปราวๆ 3 ชม. ก่อนจะคงตัวที่ออร่ารอบๆ ตัวยาวนานไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 7 แล้วก็จะเป็น Skin Scent

สรุป - เป็นกลิ่นอายที่วาง Position ได้ดีโดยจับเอาโทนกลิ่นแนว Bad Boy มาเหลาจนกลายเป็นโทนสุภาพบุรุษที่ดู Nice และมีเสน่ห์อบอุ่นในเวลาเดียวกันได้ลงตัวมาก แถมกลิ่นยังมีสไตล์แนวมินิมัลที่ให้ความเรียบหรูสะอาดๆ แต่ไม่แตะความข้นอวลแน่นแต่อย่างใด ถือว่าเป็นอีกหนึ่งน้ำหอมชายที่น่าเสียดายจริงๆ ในการเลิกผลิต เพราะสามารถเป็นอีกหนึ่งใน Timeless Scent ได้ไม่ยากเลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.lancome.co.uk/perfume/men-s-perfume/hypnose-men/hypnose-homme/213015-LAC.html

 

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566

Review: Nez - 1+1 Folia

Nez - 1+1 Folia 

Eva Jospin เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศสที่เน้นการสร้างสรรค์งานศิลปะจากกระดาษลังที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานประติมากรรมป่าไม้ที่มีความลึกลับ สวยงาม เป็นธรรมชาติแบบที่คาดไม่ถึงว่าลังกระดาษจะทำงานศิลปะออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ สามารถ Search ดูเพิ่มเติมได้จาก Google จาก Keyword ว่า Eva Jospin ได้เลย

และงานศิลปะของ Eva ก็ได้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่น ที่ Nez Magazine หนึ่งในแมกกาซีนระดับโลกในด้านน้ำหอมได้สร้าง Project ขึ้นมาในการจับคู่ปรมาจารย์ทางด้านการสร้างสรรค์กลิ่นกับยอดฝีมือในด้านต่างๆ มาจับคู่กันในการสร้างสรรค์น้ำหอมอย่าง 1+1 ซึ่งในกลิ่นที่ 2 ของ Project นี้ ก็ได้  Julien Rasquinet มาเป็น Perfumer ในการจับคู่กับ Eva Jospin โดยอิงไปที่การสร้างสรรค์งานศิลปะจากกล่องกระดาษอย่าง The Woods ที่เป็นประติมากรรมในลักษณะป่าไม้แห้งๆ มีความลึกลับและน่าค้นหา + กับการเชื่อมโยงเล่าเรื่องราวกลิ่นอายป่าไม้และลำธารในช่วงสิ้นสุดฤดูหนาวและเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่พื้นดินจะเปียกชื้น ลำธารจะไหลเย็นฉ่ำ ต้นไม้จะมีใบไม้ทั้งร่วงหล่นแห้งตายเกลือนพื้นและกำลังจะมีใบใหม่เกิดขึ้น เรียกว่าเชื่อมโยงกันได้อย่างต่อเนื่องทอเต็มผืนอย่างมาก เช่นนั้นเนื้อกลิ่นที่นำเสนอจะออกมาในลักษณะไหนก็ขอเล่าออกมาได้แบบนี้

1+1 Folia จะเปิดตัวออกมาด้วยกลิ่นดินเปียกแกมเขียวตะไคร่น้ำ และที่สำคัญจะมีกลิ่นติด Earthy แบบอารมณ์รากต้นไม้ที่โผล่มาตามดินที่จะได้ความเป็นโทนเขียวกึ่งไม้เปียกๆ ที่วูบขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นหินเปียกๆ ก่อนเพื่อนในวินาทีแรก แล้วจะตามด้วยกลิ่นใบไม้ที่ทับถมกัน ซึ่งจะมีกลิ่นติดเขียวแกมหวานระเรื่อและมีความซับซ้อนแบบใบไม้แห้งๆ เปียก ตามด้วยใบไม้เขียวๆ เปียกๆ ชื้นที่ทับถมกันร่วมด้วย ทำให้รู้สึกได้ชัดยิ่งกว่าชัดว่านี่อารมณ์กลิ่นแบบป่าเปียกๆ ชื้นๆ ริมริมธารในสไตล์แบบประเทศเขตอบอุ่นหรือเขตหนาวช่วงหิมะละลายกำลังเข้าสู่การเป็นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นให้ความเป็นธรรมชาติแบบแท้ทรูแบบที่ถอดมาเป๊ะแบบให้ความชัดเจนมากขึ้นกว่าการดมจากสภาพแวดล้อมด้วยซ้ำ

ในช่วงกลางเนื้อกลิ่นจะยังคงเจาะที่การเป็นกลิ่นใบไม้ชื้นๆ ทับถมอยู่ แต่จะมีมิติกลิ่นที่ซับซ้อนมากในการเป็นกลิ่นเขียวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นเขียวกึ่งชื้นแตงกวาติดเมทัลลิคแกมหวานโปร่งนิดๆ ของไวโอเล็ต กลิ่นเขียวติดคมเนียนๆ ของใบไม้สดที่พึ่งร่วงหล่น กลิ่นเขียวติดขมทึบมี Milky อ่อนๆ คล้ายใบมะเดื่อ กลิ่นเขียวออกทางผักกึ่ง Earthy ทึบของพืชจำพวกหัวเหง้า ซึ่งเรียกว่าเป็นมิติที่ซับซ้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และ Perfumer ถอดเอามาได้อย่างเป๊ะและแนบเนียนมาก โดยที่ยังเอาความเป็นกลิ่นดินเปียก หินเปียก ตะไคร่น้ำ และความเป็นกลิ่นแนวแร่ธาตุแฝงเวลาเราดมกลิ่นหินที่อยู่ในลำธาร และไม่ใช่แค่นั้นยังมีความเป็นลูกผสมกึ่งไม้หอมปร่าสะอาดแกมเขียวชะอุ่มของสนไพน์เสริมเข้ามา ยิ่งทำให้ครบถ้วนมากๆ ในการเป็นกลิ่นอายสภาพแวดล้อมมากขึ้นไปอีก

การเข้าช่วงท้ายเนื้อกลิ่นจะเริ่มลดความเปียกๆ ลงไปในระดับหนึ่งเป็นกลิ่นออกทางชื้นเย็นแบบบรรยากาศแทน โดยโทนที่เด่นขึ้นมาเลยจะเป็นกลิ่นโทนไม้หอมแกม Oak Moss ที่มีพิมเสนติดปร่าระเรื่อชื้นๆ ที่ไม่ได้เป็นพิมเสนที่ผ่านการเกลากลิ่น หรือไม่ได้เป็นพิมเสนแห้งๆ ที่ให้อารมณ์กึ่งชอคโกแลต แต่จะเป็นพิมเสนเปียกๆ ที่ให้ความเขียวปร่า ที่เมื่อเจอกับ Oak Moss ที่ให้อารมณ์กลิ่นเขียวเข้มๆ แกมหมึก ก็จะได้อารมณ์กลิ่นแบบปร่าไม้ที่มีทั้งหญ้ามอสและ Oak Moss ที่เกาะตามต้นไม้ชื้นๆ เย็นๆ เขียวกับกลิ่นต้นไม้ล้มลุกบนผืนป่าของพิมเสน แกมกับกลิ่นหญ้าแฝกที่ให้อารมณ์รากไม้ชื้นๆ ดินเปียก ซึ่งแน่นอนกลิ่นดินเปียกยังคงอยู่อย่างมีเสน่ห์ แต่ช่วงนี้มีข้อดีมากๆ เลยคือ การเอากลิ่นของดอกส้ม (Orange Blossom) มาตัดทอนเบาๆ ในกลิ่น ทำให้ได้อารมณ์แบบกลิ่นสะอาดหวานอมเปรี้ยวเนียนๆ แฝงอยู่ตลอด ให้อารมณ์เหมือนมีกลิ่นสะอาดมาทอน ให้ได้อารมณ์เหมือนเรายืนอยู่ในป่ามากกว่าที่จะเอาหน้าจมอยู่กับพื้นป่าอย่างเดียว ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นได้อย่างงดงามและมีความหอมที่เป็นธรรมชาติอย่างมีเสน่ห์ในความซับซ้อนที่ควรจะเป็น

เหมาะสำหรับ - Unisex เพราะเนื้อกลิ่นมีความเป็นสภาพแวดล้อมที่แตะได้ทุกเพศ โดยที่จริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยงช่วงวัยในการใช้งาน เพียงแต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับน้องๆ วัยเด็กน้อยสักเท่าไหร่ และหลายๆ คนอาจจะไม่ได้คิดว่านี่คือกลิ่นแบบน้ำหอมในขนบ อย่างน้อยผ่านน้ำหอมสายเฉพาะทางมาบ้างจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์ยามกลางวันและกลางคืน ยกเว้นการใส่ออกงานทางการที่กลิ่นไม่ได้ส่งเสริมออร่าด้านความภูมิฐานนัก รวมถึงการใส่ท่องราตรีปล่อยเสน่ห์ เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยของนอกจากคนจะคิดว่าพึ่งออกมาจากป่าเสียมากกว่า นอกนั้นจัดไป เนื้อกลิ่นเป็นธรรมชาติมากจริงๆ

ความทน - 8 ชม. คือพื้นฐานของน้ำหอมกลิ่นนี้ และสามารถไปต่อได้อีกจนถึง 12 ชม. ได้เลยถ้าผิวกายเอื้อมากพอ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางไปราว 2 - 3 ชม. ถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไป ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดี เพราะถ้ากระจายมากๆ เกรงว่าจะเหมือนป่าชื้นๆ เดินได้ หรือคนอาจจะคิดว่าพึ่งออกมาจากป่าก็เป็นได้

สรุป - หนึ่งในกลิ่นที่สร้างสรรค์ออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ ในการถอดทั้งความเป็นป่าที่น่าค้นหาจากงานประติมากรรม + สภาพแวดล้อมป่าและลำธารในช่วงรอยต่อของฤดูหนาวสู่ใบไม้ผลิได้ออกมาอย่างมีเสน่ห์ในความซับซ้อนของบรรยากาศที่ขมวดรวมกันได้อย่างมีชั้นเชิงและไม่ธรรมดา เรียกว่ามีความเฉพาะตัวในกลิ่นอายธรรมชาติจากการสร้างสรรค์ออกทางเป็นงานศิลปะได้สุดจริง เพียงแต่ถ้าคนที่ไม่คุ้นชินอาจจะไม่ได้มองว่านี่คือกลิ่นน้ำหอมแบบที่เคยเจอๆ มา ซึ่งก็ถือว่าเป็นแง่ดีในการเรียนรู้กลิ่นว่าความหอมไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในขนบนิยม แต่เอาความเป็นธรรมชาติมาเป็นกลิ่นหอมๆ แบบแท้ๆ ก็มีเสน่ห์ได้ดีมากๆ โดยที่ไม่ต้องเหมือนใคร

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - เข็มขัดสั้น

 

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566

Review: Hermes - H24 Eau de Toilette

Hermes - H24 Eau de Toilette

หลังจากที่ยืนพื้นกับการให้ Terre d’Hermes เป็นหนึ่งในน้ำหอมชายแกนหลักที่อยู่คู่บุญกับแบรนด์ Hermes มาอย่างยาวนานจากการสร้างสรรค์ของ Jean-Claude Ellena อดีต Perfumer House เมื่อมีการเปลี่ยนมือมาสู่ Christine Nagel ที่มารับช่วงต่อ นอกจากการต่อยอดไลน์เดิม ก็ได้เวลาของการสร้างสรรค์ทิศทางใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการและเทรนด์ของการใช้งานกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปร่วมด้วย และสิ่งที่ได้มากนั้นก็คือ H24

H24 นอกจากสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นน้ำหอมทิศทางใหม่ๆ ของแบรนด์แล้ว ก็ไปสอดรับไปกับฝั่ง Fashion ของ Hermes ที่เป็น ready-to-wear Collection ฝั่งผู้ชายด้วยที่เรียกว่าครบวงจรในการใส่ทั้งเสื้อผ้าและน้ำหอมครอบคลุม Hermes มันให้หมดทั้งตัวและกลิ่น ซึ่งยิ่งบอกได้คร่าวๆ เลยว่าเนื้อกลิ่นต้องมาสายทันสมัย ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายสถานการณ์ และแน่นอนว่าต้องไม่ทิ้งลายในการป็นกลิ่นอายสไตล์ Hermes และสิ่งที่ได้นั้นก็บอกเล่าออกมาได้แบบนี้

H24 เปิดตัวด้วยกลิ่นอายโทนเขียวกึ่ง Fruity ที่มีโทน Citrus เสริมเป็นฉากหลัง เนื้อกลิ่นจะไม่ได้เป็นโทนเขียวพิมพ์นิยมที่เป็นกลิ่นแบบเขียวสดชื่นโปร่งๆ อารมณ์กลิ่นหญ้าแต่อย่างใด แต่เพราะการวางตำแหน่งกลิ่นที่มีความสมดุลย์ เลยทำให้แยกโทนในความเขียวออกมาเป็นเลเยอร์ที่น่าสนใจคือ เขียวใบใม้กึ่งหญ้าแห้งที่ติดเปรี้ยวแกมกลิ่นผลไม้ที่ไม่ได้สุกมากอารมณ์มะม่วงดิบ (ที่ทำให้เนื้อกลิ่นมีน้ำหนักขึ้นมาหน่อยนึง) และมีกลิ่นออกทางกุหลาบกึ่งเขียวแกมหวานกึ่งแว็กซ์ของดอกนาร์ซิซัสทำให้กลิ่นมีความนัวอ่อนๆ แกมหวาน และปิดท้ายด้วยกลิ่นติดสมุนไพรเกือบจะลาเวนเดอร์แต่ไม่ใช่เพราะมีกลิ่นนัวๆ ค่อนแอมเบอร์บางๆ ซึ่งน่าจะเป็นแนวๆ Clary Sage รองพื้นอยู่ ทำให้เป็นลูกผสมที่มีความเขียวเปรี้ยวเจือหวานที่มีความนัวเนียนๆ เรียกว่าเปิดมาก็มีความแตกต่างและความน่าสนใจในการติดตามต่อว่าจะออกมาในรูปแบบไหนได้เลย

Highlight จริงๆ คงต้องยกให้ช่วงกลาง เพราะเนื้อกลิ่นจะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นแนวเมทัลลิคอุ่นๆ ซึ่งจะเริ่มเข้ามาเป็นตัวรองพื้นทำให้กลิ่นมีน้ำหนักมากขึ้นจากช่วงต้น แต่จะยืนพื้นที่การเป็นกลิ่นโทน Floral ที่ให้ความเป็นนาร์ซิซัสที่มีความเป็นโทนเขียวแกมหวานกึ่งหญ้าแห้งเคล้ากับกลิ่นแนวลูกครึ่งแอมเบอร์กึ่ง Musk ที่มีเอื้อนเป็นลาเวนเดอร์ของ Clary Sage ที่จะชัดเจนเป็นตัวเด่น กลิ่นเลยจะมีน้ำหนักในการเป็นโทนเขียวกึ่งสมุนไพร กึ่งดอกไม้ที่ไม่ได้มีแค่นาร์ซิซัา แต่น่าจะมีแนวๆ กุหลาบเนียนๆ รวมมาด้วย อารมณ์กลิ่นเลยกลายเป็น Green Floral Warm Metallic ที่ให้ความอวลแบบทันสมัย แต่แตกต่างอย่างเป็นเอกเทศจากน้ำหอมในท้องตลาดสายอวลต่างๆ ในปัจจุบันไปเลย

ช่วงท้ายชัดเจนมากเพราะเนื้อกลิ่นจะมีความอวลอุ่นมากขึ้นซึ่งจะมีความเป็นโทนยแอมเบอร์กึ่งไม้หอม เอาตรงๆ ก็ Amberwood นั่นเลย + มีกลิ่นออกแนวกึ่งเหล็กร้อนหน่อยๆ เลยทำให้กลิ่นช่วงท้ายจะอวลอบอุ่นติดเขียวอ่อนๆ ปลายกลิ่นที่ตามมาจากช่วงกลาง และมีกลิ่นออกทาง Musky กึ่งเสื้อผ้าสะอาดเสริมอยู่ทำให้ได้ทั้งความอวลอุ่นก็ได้ ความสะอาดก็ดีเป็นตัวปิดท้ายที่ครอบคลุมทั้งความทันสมัย เรียบหรู และความแตกต่างที่เข้าถึงได้ไม่ยาก   

เหมาะสำหรับ -  ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใส่กลิ่นนี้ได้สบาย ถ้าพื้นฐานเป็นคนที่ชอบโทนเขียวอยู่เป็นทุนเดิม จะเข้าถึงกลิ่นนี้ได้ไม่ยากและอินกับการใช้งานได้สบายมาก ซึ่งเข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เรียกว่าครอบคลุมจริงจัง ส่วนยามค่ำคืนก็ใส่ได้แบบออกแนวสบายๆ เรื่อยๆ หรือออกงานแบบไม่เน้นที่ต้องเล่นใหญ่ หรือใส่แบบทั่วๆ ไปที่มีสไตล์ก็ลงตัวไม่หยอก

ความทน - อยู่ที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบตีไปที่ 2 ชม. ซึ่งก็ว่ากันที่จำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเจอไปที่ 8 - 10 ชม. กำลังดีกับการใส่อยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน และเจอไปที่ราว 6 ชม. กับการใส่แล้วเหงื่อไหลย้อยทั้งวันไม่จบไม่สิ้น

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วค่อยๆ ลดลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ จนถึงราวๆ ซักชั่วโมงที่ 3 - 4 ถึงกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไป แล้วจะค่อยๆ เป็น Skin Scent เมื่อผ่านไปซักราวๆ 6 - 7 ชม. ไปแล้ว

สรุป - Hermes ยังคง Signature โทนเขียวได้ดีไม่มีผิดเพี้ยน และสร้างความแตกต่างได้ในอีกเฉดหนึ่งของความเขียวที่แบรนด์ทำได้ดีมาเสมอด้วยเช่นกัน แต่แน่นอนว่า มันค่อนข้างแตกต่างจากพิมพ์นิยมพอสมควร อาจจะต้องทำความเข้าใจกลิ่นไปก่อนซักหน่อย แล้วพอเข้าถึงแล้ว นี่เป็นอีกกลิ่นที่สามารถหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เพราะครอบคลุมการใช้งานแบบ Daily Scent ที่เรียบหรู แตกต่าง และมีเสน่ห์แบบกำลังดีที่ลงตัว

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.hermes.com/th/en/product/h24-eau-de-toilette-V101561V0/