วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: Goutal - Bois d’Hadrien

Goutal - Bois d’Hadrien

เมื่อ Annick Goutal ได้มีการ Re-Branding ใหม่ เปลี่ยนชื่อแบรนด์มาเป็น Goutal เพียงอย่างเดียวพร้อมเปลี่ยนรูปลักษณ์ขวดแบบเดิมๆ เป็น Luxury มากขึ้น โดยที่กลิ่นต่างๆ ก็ยังคงเดิม แถมหลายๆ กลิ่นที่เหมือนจะเริ่มเลิกผลิตก็ได้กลับมาประจำการเช่นเดิมด้วยเช่นกัน

แต่รอบนี้จะไม่ได้พูดถึงกลิ่นเดิม แต่จะมาว่ากันในกลิ่นที่เกิดขึ้นหลังมีการ Re-Branding ใหม่แทน ซึ่งนั่นก็คือ Bois d’Hadrien ที่จะเป็นการต่อยอดจากน้ำหอมชายที่เหนือกาลเวลาของแบรนด์อย่าง Eau d’Hadrien มาสู่การเป็นโทนสดชื่นในรูปแบบใหม่กับการจับคู่ระหว่างกลิ่นอายสายไม้สนต่างๆ กับโทน Citrus เช่นนั้น ขอพิสูจน์กันหน่อยว่าเนื้อกลิ่นจะออกมาในรูปแบบไหน

Bois d’Hadrien เปิดตัวได้สดชื่นกับการเป็นกลิ่นมะนาวที่ติดเขียวเคล้ากับกลิ่นสนไพน์ที่ให้ความเขียวแกมออกทางยางไม้สนที่มีเขียวปร่าอะโรม่า + กับกลิ่นออกทางเขียวชะอุ่มหน่อยๆ ของใบสนของแนวสนคริสต์มาส เสริมด้วยกลิ่นออกทางอากาศเย็นๆ มีประปรายอยู่ในเนื้อกลิ่น ซึ่งเพียงแค่นี้ก็ทำให้เราเหมือนไปอยู่ในป่าสนท่ามกลางอากาศเย็นๆ ได้ทั้งความสดชื่นแกมเขียวของกลิ่นชะอุ่มๆ ได้แล้ว เพียงแต่สิ่งที่เด่นจริงๆ ต้องยกให้มะนาวที่ให้ความเปรี้ยววูบสดชื่นได้ดีและเข้ากับกลิ่นสนได้อย่างน่าสนใจมาก ที่สำคัญทำให้รู้สึกได้เลยว่านี่จะเป็นกลิ่น Citrus Woody ที่สบายๆ เรียบหรูแน่นอน แต่

เมื่อเนื้อกลิ่นช่วงกลางเสริมขึ้นมา เนื้อกลิ่นลดบทบาทความเป็นมะนาวออกเป็นเหลือเพียงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ให้ความสดชื่นอยู่ แต่จะดันความเป็นกลิ่นสนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนไพน์ที่ให้ความเป็นกลิ่นแนวยางสนที่ปร่าแกมติดหวานอะโรม่า ผสานกับสน Fir ที่ให้ความเป็นไม้สนกลิ่นปร่าระเรื่อกึ่งการบูรหน่อยๆ และมีกลิ่นของสนไซเปรสที่ให้ความเป็นกลิ่นไม้สนแห้งๆ แกมเขียวชะอุ่มมาเป็นตัวเด่นในการเดินกลิ่น เสริมด้วยความเขียวเจือหวานของใบไอวี่หรือตำลึงฝรั่งอยู่ประปราย แต่ที่ต้องกล่าวถึงให้ได้ คือกลิ่นโทนเครื่องเทศที่ทำให้เนื้อกลิ่นในช่วงนี้เปลี่ยนจากสดชื่นสบายๆ ในช่วงต้น มาเป็นกลิ่นที่มีน้ำหนักให้จับต้องและมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเท่าที่สัมผัสได้เลยคือกลิ่นเปลือกอบเชยที่ให้ความหวานเย้าและกลิ่นของพริกไทยที่ให้กลิ่นมีความเผ็ดนวลแฝง ซึ่งทำให้เนื้อกลิ่นมีความหนาขึ้นจากช่วงต้นมาเยอะกว่าที่คิด แต่ก็ให้ความเป็นกลิ่นอายแบบป่าสนในบรรยากาศช่วงกลางวันที่มีไอแดดแกมสดชื่นได้ชัดเจนมากเช่นกัน เรียกว่าจัดเต็มความเป็นสนจริงๆ

เมื่อไอความเย็นๆ และความเป็นมะนาวหายไปหมดแล้ว และเนื้อกลิ่นก็แห้งขึ้นตามลำดับ ก็จะเข้าสู่ช่วงท้ายเต็มตัวที่ตอนนี้จะเป็นโทนไม้สนแห้งๆ ที่มีความเขียวปร่าประปรายแกมกลิ่นติดเค็มๆ นิดๆ อารมณ์แบบป่าสนติดทะเลในระดับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ความเป็นสนไซเปรสจะเด่นชัดที่สุดเคล้ากับกลิ่นแนวไม้แห้งๆ ที่ไม่ได้สว่างไปหรือดาร์กไปที่จะเป็นตัวเมนกันยาวๆ แบบไม่ได้ซับซ้อน แต่มีความเข้มข้นและชัดเจนในความหนาของกลิ่นที่มีพลังอยู่พอตัว แต่ไม่ได้หนักหน่วงมาก ซึ่งมาจากกลิ่นเครื่องเทศที่ยังตามมาในช่วงนี้ ทำให้ได้อารมณ์กลิ่นไม้สนแห้งๆ ที่มีความปร่าติดเค็มๆ ประปรายคลอผิวที่มีความแปร่งเครื่องเทศแบบติดดิบหน่อยๆ สร้างออร่าแบบธรรมชาติที่ควรจะเป็นแบบไม่ต้องดูประดิษฐ์หรือพยายามทำให้สวยทางกลิ่น ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นได้คุมโทนการเป็น Bois หรือ Wood ได้ครบถ้วน

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น เพียงแต่อย่างน้อยพื้นฐานต้องชอบกลิ่นโทนไม้สนอยู่เป็นทุนเดิมจะอินกับกลิ่นนี้ได้ไม่ยาก ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่น่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป แบบที่มาสายกลิ่นสนที่มีความเป็นไม้หอมแบบที่อาจจะไม่ได้ถึงกับ Nice แต่มีความห่ามกำลังดีแทน ส่วนยามค่ำคืนใส่แบบทั่วไปหรือออกงานได้สบายมาก

ความทน - กลิ่นทนแตะที่ 8 ชม. ได้สบายๆ และไปต่อได้อีกอิงตามจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ ซึ่งส่วนตัวก็เจอไปที่ 12 ชม. เป็นเรื่องปกติ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น และค่อนข้างคงตัวการกระจายดีกันไปยาวๆ จนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 3 จึงลดลงมาเป็นปานกลางแล้วคงที่ต่อเนื่องไปถึงชั่วโมงที่ 6 ถึงลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ แล้ว Skin Scent ชัดเจนหลัง 8 ชม. ไปแล้ว

สรุป - บางคนอาจจะรู้สึกคุณหลอกดาวกับกลิ่นนี้ เพราะเปิดมากลิ่นสดชื่นหอม Nice มากกับการเล่นโทนกลิ่นมะนาวกับกลิ่นสนต่างๆ แต่พอเปลี่ยนช่วงที่เหลือคือความเป็นป่าสนที่มาทั้งความชัดเจนและความห่ามที่ควรจะเป็น ซึ่งเรียกว่าให้ปูมาให้เรียนรู้กลิ่นชัดๆ กับการเป็นกลิ่นสนหอมต่างๆ ที่ขมวดมารวมกันเหมือนท่องป่าสนที่มีความห่ามๆ ไล่โทนจากเช้าสู่ยามแดดอบอุ่น ถือเป็นอีกมุมหนึ่งของกลิ่นโทนสนที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://hk.goutalparis.com/product/bois-d-hadrien-eau-de-perfum-1

 

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: M. Micallef - Note Vanillee

M. Micallef - Note Vanillee

ส่วนใหญ่เวลาที่เราเจอ Note วานิลลาในน้ำหอม มักจะมาแบบขนม ครีมข้น แน่น หวาน อบอุ่น หรือผ่อนคลาย ซึ่งก็แล้วแต่การตีความในการสร้างสรรค์กลิ่นในแต่ละแบรนด์ แต่ถ้าเอาความเป็นโทนวานิลลามานำเสนอแบบกลิ่นอายสายยั่วและโปรยเสน่ห์ โดยที่ไม่ได้พยายามทำให้เป็นกลิ่นขนมหวานแน่นๆ ล่ะ เรียกว่ามีบ้างแต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับการที่ส่วนใหญ่มักตีความเรื่องเซ็กซี่ของวานิลลาผ่านกลิ่นแนวขนม

และแบรนด์ M. Micallef ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เอาวานิลลามานำเสนอในการเป็นโทนเย้ายวนโดยไม่อิงขนบความเป็นขนม มาสร้างสรรค์ให้เป็นกลิ่นอายสาย Girl Gone Bad ที่เซ็กซี่แบบตรงไปตรงมา โดยที่ยังคุมโทนความมีระดับและเป็นตัวแม่ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือกลิ่น Note Vanillee

การเปิดตัวของกลิ่นจะจับต้องได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยนั่นคือ วานิลลาจะเป็นศูนย์กลางของกลิ่นที่แทบไม่ต้องเดาเลยว่าอยู่กันยาวๆ ตั้งแต่ต้นยันจบ ตามด้วยกลิ่นแนวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรัมและคอนยัคที่จะเป็นสายสนับสนุนตลอดด้วยเช่นกัน โดยที่ให้ความหวานเย้ามีความลึกค่อนทางไซรัปแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการเอาความ Juicy หรือฉ่ำๆ หวานอมเปรี้ยวของส้มจีนที่มีความปร่าหน่อยๆ แกมเปรี้ยวของสาย Citrus ต่างๆ คิดว่าน่าจะมีมะกรูดฝรั่งรวมอยู่ด้วยในนี้เพราะมีความปร่าติดขมเนียนๆ ให้รู้สึกได้ มาเจอกับโทนวานิลลากึ่งเหล้ารัมที่ให้ความหวานเย้า + คอนยัคที่ให้ความเป็นกึ่งไม้โอ๊คปร่าๆ ทำให้เปิดตัวแบบเชื้อเชิญกันตั้งแต่เริ่ม อารมณ์เซ็กซี่กระแทกใจยั่วเย้าเร้าอารมณ์ที่มีความนิ่งวางตัว ไม่ได้ออกแนว “มาค่ะ มาเสยกันให้จบ” ให้นึกภาพได้เลยเหมือนเห็นผู้หญิงนอนเซ็กซี่ในชุดวับๆ แวมๆ หรือชุดนอนพลิ้วๆ แล้วมองมาที่คนดูพลางยิ้มมุมปากแบบไม่ทันตั้งตัวและสตันไปเลย ประมาณนั้น

เมื่อโทน Citrus ต่างๆ ลดลงไป เปิดทางให้กลิ่นดอกไม้เสริมเข้ามาผสมผสานกับโทนวานิลลาแอนด์เดอะแกงค์เหล้า เนื้อกลิ่นเริ่มจะเปลี่ยนไปเป็นโทนแป้งมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นแป้งหอมดอกไม้ที่มีมะลิเป็นแกนนำ กับกลิ่นโทนวานิลลาที่ผันตัวเองเป็นแป้งด้วยโดยยังมีความหวานอบอุ่นอยู่ ซึ่งกลิ่นแกงค์เหล้ารัมแอนด์คอนยัค จะเบาลงไปเนียนอยู่กับโทนแป้งที่ให้ความเย้าเรื่อๆ เซ็กซี่สไตล์หวานกึ่งเย้ากลิ่นเหล้าหน่อยๆ ชวนชิมสไตล์คลุกวงใน ซึ่งช่วงนี้จะเรียกได้ว่าเป็นโทนเย้าเซ็กซี่แบบไม่ต้องเยอะสิ่งชัดเจน ให้ความเป็นแป้งที่นวลอวลชวนซุก โดยมีความหวานเย้าแกมปร่าที่พอเหมาะพอเจาะมาก ซึ่งกลิ่นมาสไตล์หรูหราก็ได้ และมีความเป็นสไตล์ทรงเสน่ห์แบบนางพญาก็ชัดเจนด้วยเช่นกัน

เมื่อกลิ่นโทนแป้งเริ่มผ่อนตัวลง และเริ่มมีความอบอุ่นเสริมเข้ามาแบบกำลังดี ในลักษณะที่ไม่หนักเกินไป อารมณ์มีความอวลๆ มากกว่าที่จะฟุ้งพุ่งกระจาย ให้ลักษณะกลิ่นแบบลูกผสมระหว่างวานิลลากึ่งแอมเบอร์ที่จะมีความหนักในเนื้อกลิ่นมากขึ้นและมีกลิ่นค่อนไปทางยางไม้ที่มีความหวานแกม Smoky เนียนๆ รวมถึงมีกลิ่นออกทางโปร่งหวานคล้ายยาสูบหน่อยๆ และมีความครีมมี่อ่อนๆ จากไม้จันทน์หอมที่สร้างให้เนื้อกลิ่นมีความนวลๆ ค่อนไปทางไม้หอมมากขึ้นและยังเชื่อมโยงไปกับโทนแป้งกึ่งปร่าคอนยัคแกมกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ที่ตามจากช่วงกลางด้วย ทำให้ช่วงท้ายออกจะเป็นกลิ่นที่น่ากินน่าซุกมากขึ้นและมีความเย้ายวนชัดเจนโดยที่ยังคงเป็นลักษณะคลุกวงในอยู่เช่นเดิม ปิดท้ายลักษณะเนื้อกลิ่นที่ให้ความเซ็กซี่ เย้ายวน และมีความเป็นตัวแม่งามเมืองที่ไม่ต้องเยอะสิ่งแต่อย่างใด

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยทำงานเป็นต้นไป แต่ถ้าเป็นน้องๆ มหาลัยใช้งานก็ได้อยู่แต่กลิ่นจะออกแนวทรงเสน่ห์เย้ายวนมากหน่อย ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม ไม่ว่าจะทั่วไป ใส่ทำงาน Office หรือว่าใส่ออกงาน แต่ถ้างานทางการจัดๆ หรือออกกำลัง แนะนำให้ข้ามไปจะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคืนเหมาะมากกับการใส่ไปท่องราตรีแบบมีระดับ เน้นแบบจิบหรูๆ เพราะกลิ่นมีโทนที่ปล่อย Sex Appeal อวลออกมาสูงมากก็จริง แต่ไม่ได้แผ่ไพศาลรอบทิศขนาดนั้น ถ้าเจอโทนหวานเยิ้มแวลแน่นจัดจ้านมากๆ ก็สู้ยากอยู่ไม่น้อย หรือถ้าจะใส่แบบโรแมนติคก็ได้ มีแนวโน้มเกิดการคลอเคลียได้สูงแบบไม่ต้องพยายามอะไรมาก นอกจากนี้กลิ่นนี้มีโทนที่ Unisex อยู่เกือบครึ่งๆ ได้เลย เช่นนั้นผู้ชายก็ใส่ได้ เพียงแต่ความเย้ายวนจะไม่ได้ชัดเท่าผู้หญิงก็เท่านั้นเอง แต่ได้ความอบอุ่นแกมหวานเย้าๆ มีเสน่ห์มาแทนที่แนวๆ นั้น

ความทน - อยู่ที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบราวๆ 1 - 2 ชม. ขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้ด้วยส่วนหนึ่ง โดยส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. อยู่เสมอในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น เรียกว่าอารมณ์เหมือนมาปะทะแรกพบที่มาเต็มก่อนเลย แต่ไม่เกิน 5 นาที กลิ่นจะเริ่มลงมาที่กระจายดี ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับโทนมาเป็นกระจายปานกลางไปเรื่อยๆ ราวๆ 3 ชม. ถึงลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 6 ก็ค่อยๆ ลงมาเป็น Skin Scent  

สรุป - กลิ่นยั่วยวนแบบมีชั้นเชิงมาก อารมณ์เหมือนเราเห็นสาวบอนด์ฝั่งร้ายที่มาแบบเซ็กซี่มาเลย อารมณ์ Sophie Marceau ประมาณนั้น เพราะกลิ่นไม่ได้แค่เซ็กซี่ยั่วยวน แต่มีความเป็นนางพญาสวยร้ายที่มีชั้นเชิงแบบไม่โจ่งแจ้งร่วมด้วยประมาณนั้น ถือว่าเป็นการสื่อสารความเป็น Girl Gone Bad ออกมาด้วยโทนวานิลลาได้อย่างลงตัวและไม่ธรรมดา

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.parfumsmicallef.com/fr/jewel-collection/156-note-vanillee-3760231011950.html

 

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: Parfum Fuji

Parfum Fuji

Fuji-san หรือภูเขาไฟฟูจิ หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่ตั้งตระหง่านอย่างเข้มแข็งและสวยงาม ซึ่งไม่ว่าจะมุมไหนก็มีความสวยงามอย่างมากในการได้สัมผัสไม่ว่าจะทั้งเห็นภาพถ่ายหรือดีที่สุดนั่นก็คือ การได้เห็นในสถานที่จริง และได้สัมผัสบรรยากาศต่างๆ ในทุกๆ สัมผัสของเรา ณ จุดนั้น และหนึ่งในสัมผัสที่มากกว่าการมองเห็นอย่างกลิ่น ที่เคยแอบคาดหวังอยู่ไม่น้อยว่าถ้ามีน้ำหอมที่ถอดเอากลิ่นบรรยากาศของความเป็น Fuji-san ออกมาได้ จะดีใจมากและคงไม่พลาดที่จะหามาครอบครองให้ได้

และเมื่อได้พบ Parfum Fuji กับการได้ไปเยือนที่ญี่ปุ่น พร้อมกับการดูข้อมูลน้ำหอมที่บอกเล่าการถอดเอากลิ่นอายความเป็นบรรยากาศรายรอบไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ อากาศที่เยือกเย็น กลิ่นอายป่าต่างๆ ที่รายล้อมรอบ Fuji-san โดยการไล่เรียงโทนกลิ่นจากยอดเขาไล่เรียงลงมาสู่เชิงเขา ที่จะทำให้เราเสมือนเป็นภาพพีระมิดของกลิ่นเสมือนเป็นภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งแน่นอนจัดไปอย่าได้เสียโอกาส เพราะถ้าเนื้อกลิ่นทำออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ นั่นคือ ความทรงจำที่เราเคยสัมผัสไม่ว่าจะผ่านประสาทสัมผัสส่วนใดก็ตามจะกลับมาสร้างความประทับใจเสมอแน่นอน และผลที่ได้จากการใช้งานคือ 

เนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก และให้โทนกลิ่นที่ไล่เรียวตามสเต็ปการมองภูเขาไฟฟูจิได้อย่างครบถ้วนจริงๆ โดยเริ่มจากยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมซึ่งจะให้กลิ่นอายเย็นๆ ในโทนสว่างขาววูบมาก่อนเลยกับการกลิ่นโทนอากาศเย็นๆ ที่เป็นการผสมผสานโทน Ozonic กับกลิ่นออกทางเย็น Icy หน่อยๆ และมีความเป็น Citrus ที่น่าจะเป็นแนวๆ มะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่มีความสมดุลย์มากโดยไม่มีกลิ่นแบบแนว Ozone สังเคราะห์ที่ให้อารมณ์แบบน้ำกลั่นติดเอียนเล็กๆ มาให้รำคาญใจเลย เนื้อกลิ่นจะให้ความเป็นอากาศเย็นโทนสว่างขาวแบบธรรมชาติวูบขึ้นมาสร้างความสดชื่นกันเต็มๆ ซึ่งได้อารมณ์ทางกลิ่นที่ผนวกกับความประทับใจแรกพบก่อนในการมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ นั่นก็คือยอดเขาที่เป็นหมวกหิมะสีขาว เรียกว่าเปิดมาก็ตีหัวเข้าบ้านกันได้เลย แม้ว่ากลิ่นช่วงนี้จะอยู่เพียงราวๆ 2 นาทีก็ตาม

รอยต่อในการเข้าสู่ช่วงกลางต้องยกให้ 3 โทนกลิ่นที่ให้ความเป็นธรรมชาติมากเลยนั่นคือ โทนใบไม้เขียว โทนไม้สน และกลิ่นสดชื่นของช่วงต้นที่ตามมาในช่วงนี้ ที่จะเป็นแกนหลักของกลิ่นเลย โดยพื้นกลิ่นจะมีความเป็นกลิ่นอายไม้สนแนวสนไซเปรสที่จะมีความเป็นกลิ่นไม้ชื้นๆ ติดเขียวชะอุ่ม ที่มีความปร่ายางสนให้จับต้องได้ ฉาบทับผสมผสานด้วยกลิ่นใบไม้เย็นๆ ที่ให้ความเขียวแกมเปรี้ยวอ่อนๆ ของโทน Citrus อยู่ แต่ไม่ใช่แค่นั้นเพราะจะพ่วงกลิ่นออกทางติดนวลหน่อยๆ มีความหวานอ่อนๆ ของดอกไม้ขาวซึ่งน่าจะเป็นสายน้ำผึ้งมาทำให้กลิ่นไม่ได้มีแค่มิติเขียวเพียงอย่างเดียว ทำให้เนื้อกลิ่นช่วงนี้คือกลิ่นอายเย็นๆ แกมเขียวสดชื่นที่ให้อารมณ์ของความเป็นป่าเย็นๆ อารมณ์แบบป่าบนภูเขาที่มีทั้งต้นสนและต้นไม้ที่มีกลิ่นอายสดชื่นคลออากาศเย็นๆ เพียงแต่กลิ่นเขียวใบไม้อาจจะชัดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศของเนื้อกลิ่นเสียไปแต่อย่างใด แต่ให้ความเป็นธรรมชาติแบบสวยๆ ที่ชัดเจนขึ้นมาแทน

ช่วงท้ายของน้ำหอมจะเป็นกลิ่นโทนสะอาดติดสดชื่นแบบ Watery แกมกลิ่นสะอาดๆ ของ Musk และโทนไม้หอมอ่อนๆ อารมณ์กลิ่นในช่วงกลางก็ยังตามมาอยู่แบบระเรื่อๆ ซึ่งทำได้การผสมผสานจะออกแนวแบบกลิ่นธรรมชาติแบบน้ำใสไหลเย็นกับกลิ่นสะอาดจากผิวกายและธรรมชาติรอบๆ ที่มีกลิ่นเขียวแกมไม้เบาๆ ซึ่งภาพในหัวออกมาเลยว่า อารมณ์นั่งเล่นริมลำธารในพื้นที่สีเขียวธรรมชาตินั่นเลย ถือเป็นการปิดท้ายที่ได้อารมณ์แบบเชิงเขามีลำธารเย็นๆ ไหลท่ามกลางกลิ่นโปร่งๆ รอบกายที่สบายๆ สร้างความรื่นรมย์และพึงใจแบบที่ไม่ต้องพยายามอะไรมาก และที่สำคัญครบถ้วนจริงๆ กับการเป็นกลิ่นอายที่ไล่เรียงความเป็นภูเขาไฟฟูจิตั้งแต่ยอดที่มีเป็นหมวกหิมะสู่เชิงเขาที่เป็นพื้นที่สีเขียวและลำธารน้ำแร่ธรรมชาติอันรื่นรมย์

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจนมาก เพราะเป็นกลิ่นอายแนวธรรมชาติที่ไม่ว่าเพศไหนก็เข้าถึงได้ง่ายสุดๆ และที่สำคัญเป็นกลิ่นที่มีความปลอดภัยในการใช้งานสูงมาก เข้ากับทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป รวมถึงจะใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายก็ไม่ติด (แต่จะติดที่ว่ามีจำหน่ายขนาดเดียวคือ 8 ml ซึ่งจะเปลืองเอาเปล่าๆ) รวมถึงจะใส่ยามค่ำคืนแบบทั่วๆ ไปก็สามารถ เพราะยังไงก็สะอาด สดชื่น และรอดสูง เพียงแต่ไม่เหมาะกับการใส่ไปท่องราตรีแน่นอน เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายล่าเหยื่อเช็คเรตติ้งน่ะ

ความทน - อยู่ระหว่าง 6 ชม. เป็นสำคัญ ซึ่งถือว่าความทนดีเกินคาดกับน้ำหอมกลิ่นอายธรรมชาติมากๆ ขนาดนี้

การกระจาย - กลิ่นดูจะเบาๆ ไม่ได้กระจายจัดจ้านเท่าไหร่ในช่วงต้น แต่ว่าจะได้อารมณ์กลิ่นแบบเย็นๆ สีขาวมากกว่าในช่วง 2 นาทีแรก ก่อนที่จะวูบขึ้นมากระจายดีในตอนเข้าข่วงกลางราวๆ 30 นาที ถึงผ่อนลงมาปานกลางไปเรื่อยๆ และเป็นออร่ารอบๆ ตัวจนถึงชั่วโมงที่ 5 ถึงลงมาเป็น Skin Scent ที่ตีขึ้นยามขยับเนื้อตัว แล้วค่อยๆ จางไปตามเวลา  

สรุป - สมชื่อ Parfum Fuji เล่ากลิ่นอายจากยอดภูเขาสู่เชิงเขาได้ลงตัวมากๆ โดยที่คุมโทนกลิ่นแบบธรรมชาติได้ดีและมีความสะอาดสะอ้านใช้งานได้ง่าย แต่มีข้อเสียอย่างเดียวเลยนั่นคือ มีจำหน่ายแค่ 8 ml เท่านั้น ซึ่งขวดเล็กเกินไป และใช้งานไม่ได้นาน พอขนาดไม่ได้เข้าทาง ก็เหลือแค่การซื้อเป็นของสะสมหรือเป็นของฝากเพื่อให้ซึมซับโทนกลิ่นแทน มันจี๊ดตรงนี้แหล่ะ ทำไมไม่มีขวดใหญ่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://mtfuji.gift/products/detail/8

 

วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Review: BeauFort London - Terror & Magnificence

BeauFort London - Terror & Magnificence

ลองนึกถึงโบสถ์คาทอลิกเก่าๆที่เป็นสไตล์กึ่ง Baroque กึ่ง Gothic มีความขลัง ขรึม ดาร์ก แบบอารมณ์กึ่งปราสาทโบราณใหญ่ๆ หน่อยท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืนที่มีแสงไฟน้อยๆ รู้สึกถึงความดาร์กกันแบบทั้งน่ากลัวและน่าค้นหาในเวลาเดียวกันไหม? ถ้าใช่ เรียกมาปูทางความรู้สึกกันก่อนเลยว่ามีแบรนด์น้ำหอมจากอังกฤษอย่าง BeauFort London ได้สร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่มาในสไตล์กอธิคแบบนี้ออกมาให้สัมผัสความดาร์กกันเต็มๆ กับกลิ่นที่ชื่อว่า Terror & Magnificence

ที่มาที่ไปมาจาก Concept ของแบรนด์ที่มักเอา Element ด้านความดาร์กมาสร้างสรรค์และสื่อสารในการเป็นน้ำหอม และเมื่อ Creative Director ของแบรนด์อย่าง Leo Crabtree ได้แรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรมแบบโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าและมืด ที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวและสร้างความรู้สึกในหลากหลายรูปแบบในความรู้สึกดาร์กๆ ได้เป็นอย่างดี เช่นนั้นจึงได้เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกับสุคนธกรออกมาในการเป็น Terror & Magnificence นั่นเอง

การเปิดตัวของ Terror & Magnificence เรียกว่าถ้าไม่คุ้นชินกับกลิ่นแนว Smoky ดารก์เข้มๆ อาจจะตึ่งโป๊ะ! กันได้ เพราะจะมากับกลิ่นออกทางเขม่าของ Birch Tar ที่ชัดเจนมาก มีทั้งกลิ่นแบบ Smoky อวลๆ ที่ไม่ได้ควันจ๋า แต่มีอารมณ์กลิ่นสีดำเข้มๆ แบบถ่านที่มีความเป็น Incense หรือโทนธูปติดปร่าๆ ของ Frankincense เข้ามาผสมผสาน เลยจะได้ความเป็นโทนดาร์กเข้มปร่าๆ ที่วูบขึ้นมาพร้อมกับลูกเอื้อนที่ให้ความหนาในเนื้อกลิ่นชัดเจนมากขึ้น + ให้ความเผ็ดนวลอย่างพริกไทย และมีความหวานแปร่งเย้าหน่อยๆ ของหญ้าฝรั่นที่มาทำให้กลิ่นมีลักษณะดึงดูดแกมหวานกึ่งขมเนียนๆ แฝง แต่ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะเนื่้อกลิ่นทำให้นึกถึงกลิ่นหินหรือก้อนอิฐเย็นๆ แนวแร่ธาตุหน่อยๆ อีกด้วย ซึ่งทุกอย่างพอผสมผสานเข้าด้วยกัน เนื้อกลิ่นให้ความดาร์กทะมึนมาเลย และมีความชัดเจนในความมืดของกลิ่นสมกับ Concept ของแบรนด์ได้ชัดเจนมาก

การเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางจะจับต้องได้ถึงความเป็นยางไม้กึ่งยาสูบที่ค่อยๆ เสริมเข้ามาทีละหน่อยๆ โดยที่ไม่ละทิ้งความดาร์กของกลิ่นโทนเขม่าสีดำแกมธูปย่างไม้ติดปร่า ซึ่งกลิ่นจะมีความหวานลึกและหวานโปร่งผสมผสานกันเข้ามาอย่างพอเหมาะ ทำให้กลิ่นดาร์กเข้มที่แอบดูมืดไปหมดในช่วงต้น มีมิติความหวานที่ดึงดูดมากขึ้น และที่สำคัญอารมณ์กลิ่นโทนธูปยางไม้กึ่งไม้หอมในช่วงนี้ ให้อารมณ์แบบติดควันอ้อยอิ่งหน่อยๆ ที่ทำให้นึกถึงกลิ่นธูปในโบสถ์คริสต์ขึ้นมาทันที ซึ่งทำให้กลิ่นมีทั้งความลึกลับและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน ซึ่งเรียกว่าตรงกับ Concept ที่ควรจะเป็นกับการเย้าความรู้สึกในการได้รับกลิ่นที่ได้ทั้งความดาร์ก ลึกลับ และน่าค้นหา แบบให้เรานึกถึงเวลาเราเข้าโบสถ์คริสต์เก่าๆ มืดๆ ทั้งน่ากลัวและอยากรู้อยากเห็นต่อว่ามีอะไรแนวๆ นั้นเลย

ช่วงท้ายของน้ำหอมแกนหลักของกลิ่นจะเปลี่ยนเป็นกลิ่น Incense ที่ชัดเจนมาก ซึ่งแน่นอนว่ายังเป็น Frankincense ที่จะให้ความเป็นยางไม้ติดปร่าแกม Smoky แบบกำลังดี แต่สิ่งที่มาเสริมชัดเจนมากขึ้นคือ โทนอบอุ่นของแนวแอมเบอร์แต่มีความลึกกว่าซึ่งน่าจะเป็น Labdanum รวมถึงมีกลิ่นกำยานที่ค่อนไปทางวานิลลาแบบ Benzoin เข้ามาร่วมด้วย เลยทำให้กลิ่นมีวูบความหวานอุ่นให้รู้สึกได้ และไม่พอความรู้สึกของโทนออกทางแร่ธาตุแบบหินเย็นๆ ติดชื้นๆ แบบ Earthy ดินๆ ที่น่าจะมาจากหญ้าแฝกก็มาให้จับต้องได้ด้วยเช่นกัน โดยมีเคล้ากับกลิ่นติดเขียวเข้มๆ คล้าย Oak Moss อยู่ประปราย ที่ซ้อนอยู่ในกลิ่นติดหวานแกมอบอุ่นในโทนแอมเบอร์กำลังดี อารมณ์เลยได้แบบความเป็นกลิ่นอายแบบโบสถ์ลึกลับมืดๆ กับกลิ่นธูปติดควันในโบสถ์ที่อวลแกมอุ่นเนียนท่ามกลางความเป็นโทนดาร์กมืดได้อย่างพอเหมาะเป็นการปิดท้าย

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย เพราะกลิ่นมาแนวสภาพแวดล้อมเลยไม่ว่าจะเพศไหนก็ใช้งานได้ แต่อย่างน้อยต้องผ่านน้ำหอมสาย Incense หรือสายดาร์กที่กลิ่นจะให้ความรู้สึกลึกลับมืดๆ มาบ้างจะเข้าถึงกลิ่นนี้ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งกลิ่นนี้เข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบใส่ทั่วๆ ไป ที่สร้างความแนวและขรึมขลังในตัวเอง และพอไปได้กับการใส่ยามทางการ แต่ก็จะดูดาร์กไปหน่อย ต้องเบามือนิดนึง แต่จะไม่เข้ากับการใส่กิจกรรมลุยๆ กลางแจ้งหรือว่าออกกำลังกายเลย ส่วนยามค่ำคืน มาสายเก๋ไม่เหมือนใครก็จัดไป กลิ่นให้ความรู้สึกลึกลับได้ดีมาก และมีความดาร์กเป็นออร่ารอบๆ ตัวได้ด้วยเช่นกัน

ความทน - 8 ชม. คือพื้นฐานของกลิ่นนี้และไปต่อได้อีกจนถึง 15 ชม. ก็เจอมาแล้ว เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง

การกระจาย - ช่วงต้นเป็นการกระจายที่ดีมาก เรียกว่าถึงกับอึ้งในความดาร์กและมืดของกลิ่นที่ชัดเจนมาก เพียงแต่กลิ่นไม่ได้ทึบจนทำให้อึดอัด แล้วถึงจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นกระจายดีไปราวๆ 1 ชม. แล้วลดลงมาเป็นปานกลางต่อไปอีกถึง ชั่วโมงที่ 4 จึงค่อยๆ ลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัว และค่อนข้างคงตัวกันยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 10 ก่อนที่จะค่อยๆ ลดลงเป็นติดผิว

สรุป - กลิ่นดาร์กจริงอะไรจริง อะไรแบบเอา Birch Tar มาจัดให้เต็มๆ เพียงแต่เพราะว่าการมี Frankincense เลยทำให้กลิ่นมีความโปร่งและเป็นสภาพบรรยากาศมากขึ้น ซึ่งเวลาใช้กลิ่นนี้ทีไร โดนถามทุกทีว่ากลิ่นดูมืดๆ ดำๆ ชอบกล และมีอารมณ์เหมือนถ่านดำๆ ที่มีความอวลมาเลย ซึ่งอันนี้ ถือว่าน้ำหอมทำหน้าที่ในการสื่อความตามที่สร้างสรรค์กลิ่นได้อย่างครบถ้วนและชัดเจนมาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.sensuniqueparis.com/en/beaufort-london/11-terror-magnificence-beaufort-london.html

 

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566

Review: Pepe Jeans for Her

Pepe Jeans for Her

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดที่ทำให้ตัดสินใจในการซื้อหาน้ำหอมกลิ่นนี้มาลอง นั่นคือ ขวดทรงรูปแก้วค็อกเทล ที่ทำให้ไม่สนใจเลยว่ากลิ่นจะเป็นอย่างไร เรียกว่าดาบหน้ากันพอสมควร แต่เพราะว่าเคยผ่านการใช้งานกลิ่นทางฝั่งผู้ชายในรุ่น Celebrate for Him มาแล้ว เลยคิดว่าเนื้อกลิ่นน่าจะมีเสน่ห์แน่นอน เพราะในเรื่องยีนส์ Pepe Jeans เองก็ไม่เป็นสองรองใครและได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานเสมอ

แต่ก่อนที่จะไปเข้าเรื่องกลิ่น มาว่ากันที่เรื่องราวคร่าวๆ กันก่อนว่า Pepe Jeans for Her เป็นน้ำหอมที่ออกมาวางจำหน่ายแบบ Duo คู่กับน้ำหอมฝั่งชายอย่าง Pepe Jeans for Him ที่ถือเป็นการกลับมาสู่ตลาดน้ำหอมอีกครั้งหลังจากหยุดไป 18 ปี ซึ่งกลับมาก็เรียกแขกด้วยทรงขวดแบบแก้วค็อกเทลในฝั่งผู้หญิง และทรงขวดแบบเชคเกอร์ผสมค็อกเทลทางฝั่งชาย และปัจจุบันนี้ก็ต่อยอดออกวางจำหน่ายกลิ่นใหม่มาเรื่อยๆ เช่นนั้น มาว่ากันที่ Pepe Jeans for Her กันว่าจะถ่ายทอดกลิ่นออกมาในลักษณะไหน สิ่งที่ได้รับจากการใช้งานจริงก็คือ

เปิดต้นกลิ่นมาก็ให้ความรู้สึกที่เป็นลักษณะแบบค็อกเทลหวาน + ขนมเลย เพียงแต่จะมีความสดชื่นมาก่อน ซึ่งแกนหลักของกลิ่นจะจับต้องได้ชัดเจนเลยนั่นคือ Vodka ที่จะเป็นเสมือนหลักในการให้อารมณ์กลิ่นแนวสไตล์เครื่องดื่มค็อกเทล โดยความสดชื่นที่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำส้มที่เสริมเข้ามาแบบเรียกความหวานอมเปรี้ยว แกมกลิ่นออกทางกึ่งไซรัปวานิลลากึ่งอัลมอนด์หน่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือ กลิ่นออกทางแป้งติดหวานที่มีความเป็นวานิลลากึ่งนมอ่อนๆ ของมาร์ชเมลโล่ นี่แหละ ที่ค่อนข้างชัดเจนตีคู่ผสมผสานไปกับกลิ่นโทนค็อกเทล Vodka น้ำส้มติดหวานวานิลลา ทำให้กลิ่นเปิด ชัดเจนมากว่า Fiminine และมีความเป็นโทนกึ่งลั่นล้า กึ่งหวาน แบบเก๋ๆ กำลังดี

การเข้าสู่ช่วงกลางจะมีการเปลี่ยนแปลงตรงที่กลิ่นของน้ำส้มจะหายไป กลายเป็นกลิ่น Vanilla Vodka ที่ให้ความเป็นค็อกเทลแนวหวานหอมแกมอบอุ่น แต่แน่นอนว่ายังมีกลิ่นมาร์ชเมลโล่ที่ยังคลอไปด้วยอยู่เช่นเดิม ซึ่งช่วงนี้ถือว่าเป็นโทนหวานและมีความเป็นโทนขนมของกินติดครีมมี่แกมแป้ง โดยจะชัดเจนทั้งในการเป็นกลิ่นแนวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความนมๆ กึ่งอัลมอนด์กึ่งวานิลลา กับการเป็นขนมของมาร์ชเมลโล่ แต่ไม่หนักเกินไป เลยให้ความพอดีระหว่างความหวาน ความน่ารัก และความลั่นล้าแบบเหมาะสมแบบที่สร้างความพึงใจได้ไม่ยาก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อดีจริงๆ ที่ไม่หนักหน่วงหวานเยิ้มเกินไป เลยไม่อึดอัดกับการใช้งานง่ายๆ สำหรับคนชอบกลิ่นแนวหวานและขนม

การเปลี่ยนแปลงในโทนหวานจะเริ่มผ่อนตัวลงตามลำดับในช่วงท้ายของน้ำหอมที่จะเริ่มมีโทนอบอุ่นมากขึ้น และมีความเป็นกลิ่นนวลสะอาดของ Musk เข้ามาเสริม ซึ่งทำให้เนื้อกลิ่นมีลูกผสมระหว่างความเป็นโทนแบบผิวกายนุ่มสะอาดสไตล์ Musky แกมกลิ่นหวานอ่อนๆ ระเรื่อที่เป็นโทนวานิลลาหน่อยๆ ที่ให้ความเป็นโทนแป้งเข้ามาร่วมด้วย โดยมีออร่าความอบอุ่นประปรายให้จับต้องได้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ Nice มากในการใช้งาน และให้ความหอมที่พอดีและเหมาะสมแบบที่ทำให้คนใช้พึงใจได้ไม่ยาก

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยตั้งแต่เรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็ใช้งานกลิ่นนี้ได้สบายมาก เนื้อกลิ่นแม้จะเป็นโทนขนมแกมแป้งที่เสริมความเป็นค็อกเทลลงไปก็จริง แต่ก็ไม่หนักเกินไป ทำให้มีความเป็นโทน Daily Scent สูง โดยสามารถใช้ได้ทั้งยามทั่วไป ทำงาน Office หรือว่าลั่นล้าก็ได้สบายมาก แต่ที่ไม่เหมาะเลยก็คือการใส่แบบทางการจัดๆ หรือว่าใส่ออกกำลังกาย กลิ่นแบบนี้ไม่เข้าทางเท่าไหร่ ส่วนถ้าเป็นยามค่ำคืน ใส่แบบทั่วไปอันนี้ยังไงก็รอด แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรี เพิ่มสเปรย์หน่อยเพื่อไปสู้กับสายหวานเยิ้มจัดหนักก็ผ่านมาตรฐานได้สบายมาก

ความทน - เรื่องนี้ทำได้ลงตัวมากกับพื้นฐานที่ 8 ชม. และไปต่อได้อีก โดยขึ้นอยู่กับจำนวนสเปรย์และสภาพผิวผู้ใช้เป็นสำคัญ โดยส่วนตัวเจอไปที่ 10 ชม. เป็นเรื่องปกติในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในประมาณ 5 - 10 นาทีแรก ก่อนจะผ่อนลงมากระจายดีไปราวๆ 20 นาที ถึงลงมาเป็นปานกลางไปราวๆ 3 ชม. แล้วจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปจนถึงชั่วโมงที่ 6 ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลงมาเป็น Skin Scent ตามลำดับ

สรุป - ปรามาสไม่ได้ แม้จะเป็นกลิ่นสายหวาน และมีความเป็นขนมแกมแป้ง แต่มีลูกเล่นที่ความเป็น Vodka เข้ามาสร้างกลิ่นแนวลั่นล้า Playful เนียนๆ ได้อย่างเหมาะสมและลงตัว โดยที่ไม่ได้ใช้ยากและสร้างความพึงใจได้ไม่ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชมมากๆ เลยคือ ขวด มีความเก๋และสวยมากจริงๆ ต้องยอมเรื่องนี้เลย   

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pepejeans.com/en_nl/pepe-jeans-life-is-now-women-parfum-PLF10003.html?dwvar_PLF10003_color=0AA&cgid=WA10

 

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2566

Review: Perfume.Sucks - Green

Perfume.Sucks - Green

เพียงแค่ชื่อแบรนด์ก็เรียกว่าเปรี้ยวเยี่ยวราดกันเลยทีเดียว เพราะถึงกับบอกกันโต้งๆ เลยว่าน้ำหอมห่วย แต่เอาจริงๆ การตั้งชื่อเรียกตรีนแบบนี้ เอาจริงๆ น่าจะเป็นการเรียกความสนใจเสียมากกว่าให้มาลองดูว่าห่วยจริงหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ ที่มาที่ไปของแบรนด์นี้ คือ การสร้างสรรค์กลิ่นที่ให้ผู้ใช้เอาไปเบลนด์กับคาแรคเตอร์ของตัวเอง โดยสร้างเรื่องราวทางกลิ่นของตัวเองจากน้ำหอมของแบรนด์ที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะออกมาดีหรือ ตั่งโป๊ะ! ผู้ใช้นั่นแหละที่เลือกเองในการสร้างเสน่ห์แบบนั้นๆ ออกมา

และเมื่อได้มาเจอกับแบรนด์นี้ เรียกว่าความน่าสนใจก็มาเต็มไม่น้อย เพราะชื่อแบรนด์เตะเข้าเบ้าตาสุดๆ ไม่พอ เนื้อกลิ่นยังมีความน่าสนใจว่าจะครีเอทเรื่องราวเวลาที่ใช้แล้วออกมาเป็นแบบไหน เมื่อมีโอกาสได้ลองเป็นครั้งแรกกับแบรนด์นี้ในกลิ่น Green ที่เอากัญชามาเป็นตัวแรกแขก ก็ต้องมาเล่าซักหน่อยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

Green เปิดออกมาก็สร้างอารมณ์กลิ่นที่เขียวกึ้ง Smoky ชัดเจนมาก ซึ่งในช่วงเปิดต้องยกให้กลิ่นของกัญชาที่ไม่ได้มาแบบกัญชาพร้อมดูดคมแปร่งขนาดนั้น แต่เป็นอารมณ์ควันกัญชาที่ Smoky ติดขมกึ่งถั่วหน่อยๆ มีความหวานของเม็ดกระวานเข้ามา พร้อมกับกลิ่นโทนผลไม้รองพื้น นี่แหละที่สร้างอารมณ์หวานอมเปรี้ยวในเนื้อกลิ่น ตามด้วยกาแฟมาทำให้กลิ่นมีลูกเอื้อนความขมในความแปร่งเขียว โดยที่จะมีโทนควัน Incense ที่ติดปร่าๆ แกมทึบอวลหน่อยๆ ทำให้กลิ่นเปิดบอกเลยว่า เออ ควันกัญชาที่ผสมกลิ่นผลไม้ที่แปลก เก๋ และมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด ซึ่งบอกเลยว่าช่วงต้นหลายๆ คนที่ไม่ได้คุ้นชินกับกลิ่นแนวๆ นี้ อาจจะแบบว่าแพ้บายไปกันตั้งแต่ตอนนี้เอาได้

เมื่อกลิ่นเดินทางเข้าสู่ช่วงกลาง ตอนนี้เรียกว่ามหกรรมความนัวอย่างแท้ทรู เพราะจะเป็นลูกผสมที่เอาโทนช่วงต้นมาทั้งหมด แต่เพิ่มความนัวของกลิ่นโทนผลไม้ + ดอกไม้เข้าไป ซึ่งตัวเด่นเลยต้องให้ยกให้ Davana ที่เป็น Artemisia ประเภทหนึ่งที่จะให้ความหวานออกทางฟรุตตี้กึ่งดอกไม้ โดยมีความเขียวขมแทรกอยู่ตลอดสร้างความนัวๆ หวานเย้าลึกในเนื้อกลิ่น ตามด้วยกลิ่นของมะม่วงสุกที่ให้ความหวานลึกเสริมเข้าไปอีก กลิ่นเลยนัวฟรุ๊ตตี้เขียวขมไหม้ติดควัน Smoky เต็มๆ ซึ่งในเนื้อกลิ่นจะยังมีความปร่าหวานโปร่งๆ ของขิงที่ทำให้กลิ่นไม่ได้ข้นจัด และมีกลิ่นหวานอมเปรี้ยวโปร่งๆ ของแมกโนเลียที่ทำให้กลิ่นยังมีความสว่างอยู่บ้าง ไม่ได้ลึกดาร์กเกินไป แต่ยังไงภาพรวมต้องบอกเลยว่า มีความนัว อวล ที่ให้ความเขียวเข้ม ขม หวาน เปรี้ยว ไหม้ ควัน ปร่า โดยทั้งหมดมีมิติจากโปร่งสู่ลึกได้อย่างไม่ธรรมดาและทรงพลังมากเลยทีเดียว

นี่ว่าช่วงกลางอวลแล้ว ช่วงท้ายก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะการปรับเนื้อกลิ่นเข้าสู่ช่วงท้ายจะสัมผัสถึงกลิ่นอวลอุ่นแกมไม้หอมที่มีความหนาติดเค็มหน่อยๆ เสริมเข้ามาเรื่อยๆ แล้วก็จะชัดเจนเลยในการเป็น Ambroxan ที่ให้อารมณ์กลิ่นแบบอำพันปลาวาฬที่ติดเค็มผสมไม้หอมแห้งอวลอุ่นๆ ซึ่งยิ่งมีกลิ่นออกทางแอมเบอร์ลึกๆ ของยางไม้อย่าง Labdanum มาเสริมอีกกลิ่นนยิ่งชัดเจนในการเป็นโทน Amber ในภาพรวม แถมยังเทคโอเวอร์กลิ่นในช่วงต้นกับกลางไปแบบเกือบทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งจะเหลือกลิ่นออกทางเขียวติดไหม้ Smoky หน่อยๆ แกมหวานลึกที่เนียนไปกับกลิ่นอวลอุ่นนี้อยู่ นอกจากนี้เนื้อกลิ่นไม่ได้มีแค่ความเป็น Ambroxan แต่มีกลิ่นออกทางกึ่งแป้งอัลมอนด์กึ่งวานิลลาที่เข้ามาผสมผสานอยู่ด้วยที่ทำให้กลิ่นมีตวามหนาอวลขึ้นมาอีกหนึ่งเสต็ป ซึ่งมิติกลิ่นจะไล่โทนจากอวลไม้ติดเค็มที่แฝงความเขียวขมแกมหวานไหม้ ก่อนที่จะจับต้องถึงความเป็มโทนแอมเบอร์กึ่งแป้งอวลที่รองพื้น ซึ่งเรียกว่าไม่มีคำว่ายอมใครจริงๆ กลิ่นให้ความเป็นโทนทันสมัยและปล่อยของแบบที่ไม่ได้เน้นความแผ่ไพศาล แต่เดินไปไหนกลิ่นก็ส่งต่อให้ผู้คนรับรู้ได้ไม่ยาก

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่กลิ่นเรียกว่าอยู่เหนือเพศในการใช้งานชัดเจน อารมณ์คาแรคเตอร์กลิ่นเด่นกว่าเพศประมาณนั้น ทำให้ไม่ว่าเพศไหนอยากใช้ก็จัดไป มีความแตกต่างมากจริงจัง ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบทั่วๆ ไป หรือว่าใส่ทำงาน Office ก็ได้อยู่ เพียงแต่จำนวนสเปรย์เหมาะสมนิดนึง เพราะว่ากลิ่นมีความสตรองในตัวเองสูง แม้ว่าจะไม่ได้มาสายปล่อยพลังรอบทิศ แต่อวลแน่นกับผู้ใช้จัดจ้านไม่น้อย เดี๋ยวตึ้บเอาเสียก่อน ยามถึงยามค่ำคืนที่ถ้าจะใส่เรียกร้องความสนใจ บอกเลยว่าจัดไป กลิ่นมีดีที่ความปล่อยของนี่แหละ แต่สิ่งที่ให้ยกเว้นไปได้เลยคือการใส่ยามทางการและใส่เพื่อออกกำลังกาย มันไม่ได้จริงๆ เพราะจะโดนหาว่าปุ๊นมาก็ได้ หรืออาจจะตีขึ้นจนเป็นลมไปก่อนได้

ความทน - จัดจ้านจริงๆ เพราะ 15 ชม. แล้วกลิ่นก็ยังตีขึ้นชัดอยู่เลย และอาบน้ำไปแล้วกลิ่นก็ยังติดผิวอ่อนๆ อยู่ เช่นนั้น เรื่องนี้หายห่วง ทนจริงอะไรจริง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้นยาวไปราวๆ 1 ชม. ก่อนที่จะลดลงมากระจายดีต่อเนื่องไปอีก 4 ชม. แล้วถึงลดลงมาเป็นปานกลางไปจนราวๆ ชั่วโมงที่ 8 จึงค่อยๆ ลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวอวลๆ ไปเรื่อยๆ 

สรุป - ความเก๋แปลกไม่เหมือนใคร อันนี้มาชัดมาเต็ม แต่ความ Nice อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน เพราะเนื้อกลิ่นอวลจริงอะไรจริง และมีคาแรคเตอร์ในตัวเองสูงแบบที่คนใช้อาจจะต้องปรับคาแรคเตอร์ตัวเองไปด้วย หรือไม่ก็ต้องสตรองระดับหนึ่งที่จะให้กลิ่นนี้เป็นตัวเสริมเรื่องราวของผู้ใช้ผ่านกลิ่นนี้ส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ ซึ่งบอกเลยว่า กลิ่นไม่ได้ห่วย แต่มันไม่เหมือนใครอย่างมีเสน่ห์ที่แตกต่างต่างหากที่แบรนด์จากสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์นี้สร้างสรรค์ออกมาได้ไม่ธรรมดา 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://perfumeart.ru/product/perfume-sucks-green/

 

วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566

Review: Maison Matine - Avant l’Orage

Maison Matine - Avant l’Orage

Maison Matine ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการน้ำหอม Niche ของฝรั่งเศสที่เปิดตัวออกมาอย่างมี Concept และสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ Cover ทั้งหมดทั้งในเรื่องกลิ่นและ Packaging ที่จะมี Graphic อยู่บนขวดให้เห็นถึงเรื่องราวและสื่อสารถึงความเป็นน้ำหอมออกมาให้เห็นถึงความหลากหลายที่นอกจากจะเป็นในเรื่องกลิ่นแล้ว ยังตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้ใช้งานในทัศนคติที่แตกต่างกันอีกด้วย

เช่นนั้น สารภาพก่อนเลยว่าสิ่งที่ดึงดูดให้มาสนใจแบรนด์นี้นั่นคือการสื่อความผ่าน Graphic ที่อยู่บนขวดนี่แหละที่ทำให้เห็นว่าเรื่องราวในกลิ่นที่แบรนด์นี้สร้างสรรค์ขึ้นมามีความน่าสนใจขึ้นมาแบบเต็มๆ เช่นนั้น เลยต้องเสาะหามาให้รู้ว่าเนื้อกลิ่นจะออกมามีทิศทางเป็นอย่างไร และกลิ่นแรกที่ได้เจอกับแบรนด์นี้ก็คือ Avant l’Orage

Concept ของกลิ่นที่เรียนรู้ก่อนใช้งานคือ การเอาความรู้สึกนิ่งสงบในช่วงเวลาก่อนเกิดพายุ (ซึ่งเป็นได้ไม่ว่าจะเกิดแบบพายุฝนจริงๆ หรือพายุอารมณ์บางอย่าง เพราะ Graphic มันคือการไขว้นิ้วที่ถ้าทำต่อหน้าก็คือเคล็ดที่ทำให้เกิดเรื่องดีๆ ตามมา แต่ถ้าเอาไปแอบข้างหลังนี่แหละ “โกหก” เต็มๆ) กับการนำเสนอด้วยแกนหลักของกลิ่นกับโทน Milky ที่จะคุมภาพรวมของกลิ่นทั้งหมด ซึ่งเมื่อได้มาใช้งาน สิ่งที่จับต้องได้นั่นก็คือ

โทนกลิ่นออกทางกึ่งนมกึ่งวานิลลาโปร่งๆ ไม่ได้ข้นหนักจะเป็นศูนย์กลางของกลิ่นทั้งหมด ที่จะอยู่ตั้งแต่ต้นยันจย โดยในช่วงต้นจะเป็นช่วงที่ให้ความเป็นกึ่งสมุนไพรกึ่งปร่าฝาดหน่อยๆ เจือกุหลาบบางๆ ที่เป็นลักษณะของพริกไทยสีชมพูเคล้ากับกลิ่นออกทาง Citrus อ่อนๆ ที่ให้ความสดชื่นแกมเขียวกึ่งสารหอมแนว Coumarin ที่ให้ความหวานกึ่งหญ้ากึ่งสมุนไพรเขียว โดยที่พื้นกลิ่นจะจับต้องได้ถึงความหวานกึ่งวานิลลาติดนมอ่อนๆ ได้ชัดเจน หลังจากนั้นเพียงชั่วขณะผู้สนับสนุนหลักของกลิ่นอย่างมะลิก็จะเสริมเข้ามาทำให้เนื้อกลิ่นมีตวามหวานโปร่งๆ ติดโทนออกทาง Feminine พอสมควร และปูทางเข้าสู่ช่วงกลางค่อนข้างเร็วพอตัว

ในช่วงกลางกลิ่นโทนนมวานิลลาจะเป็นฉากหลังที่ให้ความครีมมี่นวลๆ เบาๆ แต่สิ่งที่เด่นเลยต้องยกให้มิติที่จับคู่มาเจอกับโทนยางไม้อย่างกำยาน Benzoin ที่ไม่ได้มาแบบหวานแหลม แต่จะให้ความหวานติดวานิลลาที่สอดรับพอดีกับมะลิที่ให้ความหวานโปร่งนวลๆ ซึ่งช่วงนี้เรียกว่ามินิมัลเลยก็ว่าได้ เพราะเนื้อกลิ่นไม่ได้ซับซ้อน แต่ให้ความเป็นลูกครึ่งระหว่างโทนหวานที่เป็นลูกผสมระหว่างมะลิกับกำยาน Benzoin และพื้นกลิ่นคือกลิ่นครีมมี่มิลค์กี้แบบเบาๆ ให้ความเรื่อยๆ อวลๆ ที่ถ้าดมใกล้ๆ ถือเป็นโทนผ่อนคลายและชวนให้รู้สึกน่ากอดแบบกำลังดีเลย

การเปลี่ยนแปลงในการเข้าสู่ช่วงท้ายความเป็นโทนนมอ่อนๆ แกมวานิลลาก็ยังอยู่แต่จะเบาลงไปเพราะมีความสะอาดนวลอ่อนๆ ของ Musk มาเกลาให้เกิดความนุ่มนวล ซึ่งช่วงนี้จะจับได้ถึงถั่วตองก้าที่มาเบาๆ ให้ความครีมมี่อ่อนๆ กึ่งหญ้าแห้งเล็กๆ เนียนอยู่กับกลิ่นนมอยู่ด้วย และสิ่งที่เด่นขึ้นมาแบบมาตอนท้ายและเอาอยู่เลยก็คือไม้จันทน์หอม ที่มาทำให้ช่วงท้ายกลายเป็นโทน Woody ได้ชัดมากขึ้น และเนียนไปกับกลิ่นนมวานิลลาเบาๆ ด้วยเพราะว่าพื้นฐานของจันทน์หอมมีความมิลค์กี้แฝงอยู่แล้ว ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นที่ให้ความเรื่อยๆ มาเรียงๆ สบายๆ ผ่อนคลายและลงตัว

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex แต่ในช่วงต้นและกลางค่อนข้างมีความเป็น Feminine สูง กว่าจะ Unisex กันจริงๆ ก็ช่วงท้าย เพียงแต่กลิ่นไม่ได้หนักหน่วงกระจายจัดจ้าน เลยก็พออ้อมแอ้มเป็น Unisex ได้ทั้งหมดในการใช้งาน ซึ่งเข้ากับกลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายรบกวนใคร ให้ความนุ่มนวลอบอุ่น หวานโปร่งกำลังดี แถมใส่ออกกิจกรรมกลางแจ้งก็ไม่ได้ทำให้อึดอัด มีเพียงออกกำลังกายที่ให้รอช่วงท้ายๆ จะดีที่สุด ส่วนยามค่ำคืนตัดการใส่ท่องราตรีปล่อยเสน่ห์ไปได้เลย แต่ที่เหลือจัดไป หรือจะใส่ยามโรแมนติคกลิ่นยามเข้าใกล้ก็น่ากอดไม่น้อย

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 6 - 8 ชม. เป็นสำคัญ เพราะกลิ่นแม้จะมีความ Oriental ของวานิลลาและกลิ่นครีมมี่อ่อนๆ ของนมก็จริง แต่ก็ไม่หนักมากออกทางเบาๆ ความทนเลยถือว่าอยู่ในระดับที่กำลังดีเสียมากกว่า แต่เพิ่มสเปรย์ก็ยืดเวลาไปต่อได้อยู่ ซึ่งส่วนตัวจัดไป 7 สเปรย์ ลากยาวไปได้ถึง 10 ชม.

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น ก่อนที่จะลงมาปานกลางไปราวๆ 1 - 2 ชม. แล้วจะลงเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไป ก่อนติดผิวเมื่อผ่านไปแล้วราวๆ 5 ชม. เรียกว่าเป็น Safe Scent ก็ยังได้

สรุป - ส่วนตัวอาจจะไม่ได้มีประสบการณ์ความนิ่งสงบก่อนเกิดพายุ แบบครีมมี่นมๆ เท่าไหร่ เลยเชื่อมโยงภาพกับกลิ่นยังไม่เคลียร์นัก แต่ถ้าบอกว่ากลิ่นนี้เป็นหนึ่งในกลิ่นผ่อนคลายที่มีความโรแมนติคเย้ายวนชวนเข้าใกล้แล้วกอดให้อบอุ่นนั้น อันนี้มีดี และมีเสน่ห์กำลังลงตัวเลย โดยที่ไม่รบกวนใครมากอีกด้วย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://strutdenver.com/products/avant-lorage-perfume

 

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566

Review: Chanel - Les Exclusifs de Chanel: Boy

Chanel - Les Exclusifs de Chanel: Boy

ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนยกเครื่องใหม่ของ Le Exclusifs de Chanel ที่ปรับจากการเป็น Eau de Toilette มาเป็น Eau de Parfum ทั้งหมดในปี 2016 กลิ่นล่าสุดใน Collection นี้ในช่วงเวลานั้นก็ได้เปิดตัวออกมาในการเป็น EDP ก่อนเลยโดยไม่ต้องรอมาปรับเปลี่ยนภายหลัง ซึ่งนั่นก็คือ Boy ที่ออกมาสนับสนุน Collection กระเป๋า Boy Bag ที่ออกมาในปี 2011 ร่วมด้วย และนั่นก็กลายเป็นอีกหนึ่ง Moment ที่ทำให้กลิ่นอายสาย High-end Exclusive ของแบรนด์กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นด้วยนั่นเอง

ที่มาที่ไปของการเป็น Boy กับกลิ่นอายน้ำหอม มาจากการนำเอา Moment ในการได้พบกันระหว่างตัว Chanel กับ Boy Capel ที่เป็นทั้งนายทุนผู้สนับสนุนให้ Chanel ในการเข้าสู่วงการแฟชั่น และรวมถึงการเป็นรักแท้และรักเดียวของ Chanel ซึ่งการถอดความการเป็น Boy ออกมาสู่น้ำหอม จะเป็นการ Twist ในการ Mix & Match ที่เอากลิ่นอายสไตล์สุภาพบุรุษ มาปรับเป็น Unisex ที่ให้ผู้หญิงเองสามารถใช้งานได้อย่างไม่เคอะเขิน รวมถึงสร้างลุค Boy ให้กับผู้หญิงได้อย่างเท่ห์ๆ แกมเก๋อย่างมีระดับได้อีกด้วย ในเมื่อน่าสนใจขนาดนี้ ต้องมาพิสูจน์กันหน่อยว่าเนื้อกลิ่นจะออกมาเป็นเช่นไร

สิ่งแรกที่มาทักทายก่อนเลยนั่นคือโทนสดชื่นที่แฝงความเป็นเอกลักษณ์ของ Chanel มากมาย นั่นคือ โทนแป้งที่มีลูกเอื้อนสไตล์ Classic แฝง แบบที่คนที่ผ่านการใช้ Chanel มาพอสมควร ดมแล้วจะบอกได้เลยว่า เออ นี่แหละ Chanel แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การสร้างโทนกลิ่นแบบ Modern Barbershop (ที่ไม่ใช่ในไทย) โดยจะเอาลักษณะกลิ่นอายสไตล์ผู้ชายสะอาดสะอ้านแบบสุภาพบุรุษในสาย Classic มาปรับใหม่กลายเป็นกลิ่นอายที่ไม่ต้องคม ไม่ต้องฟุ้ง แต่ให้ความเรียบหรูดูสุภาพ และมีความเป็น Nice Guy ที่มีระดับชัดเจน ซึ่งต้องยกให้ลาเวนเดอร์ที่มาแบบกลางๆ พอดีอย่างสมดุลย์ ให้ทั้งความเป็นโทน Herbal ที่มีเสน่ห์แบบ Classic ก็ได้ และให้ความเป็นโทนสะอาดนวลกึ่งแป้งลาเวนเดอร์ที่มีความสะอาดแบบ Modern ในเวลาเดียวกัน โดยจะมีกลิ่นโทนสดชื่นของสาย Citrus ที่ให้ความสดชื่นแบบนิ่งๆ ไม่ได้เปรี้ยวปริ๊ดโฉ่งฉ่าง ส่งเสริมให้เนื้อกลิ่นมีความเรียบหรูดูสุภาพบุรุษร่วมสมัยแบบครบถ้วน

เพราะช่วงเปิดอาจจะทำให้ดู เอ๊ะ! นี่มัน Unisex ตรงไหน ออกจะน้ำหอมผู้ชาย แต่ในช่วงกลางนี่แหละที่จะมีความ Unisex ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับและจะโชว์ความเป็น Signature Style ของ Chanel ชัดเจนเลยนั่นคือโทนแป้ง ซึ่งเนื้อกลิ่นจะมีลักษณะที่เป็นกลิ่นแป้งลาเวนเดอร์ที่ชัดเจนกึ่งอบอุ่นอ่อนๆ ซึ่งมาจากดอกเฮลิโอโทรเป้ที่เข้ามาเสริม เคล้าด้วยกลิ่นออกทางติดเขียวแบบกลิ่นน้ำในแจกันกุหลาบของเจอราเนียม และมีความเป็นกุหลาบเบาๆ สร้างอารมณ์ที่เป็น Unisex มากขึ้น โดยที่ฐานของกลิ่นจะชัดเจนว่าเป็น Musk แกมกลิ่นดอกส้มที่เป็น Orange Blossom ที่ให้ความสะอาดในเนื้อกลิ่นและเสริมโทนแป้งได้เป็นอย่างดี ทำให้ช่วงนี้ความเป็น Unisex ที่ค่อนไปทางผู้หญิงหน่อยๆ เลยเป็นตัว Twist ในเนื้อกลิ่น รวมถึงให้อารมณ์ผู้หญิงแบบติดลุคเท่ห์ๆ บอยๆ แต่มีความ Classic เข้ามาร่วมด้วย และภาพในหัวออกมาชัดเจนเหมือนเห็นผู้หญิงใส่ทักซิโด้แบบผู้ชายเท่ห์ๆ ที่มีความ Classic ก็ได้ ร่วมสมัยก็ดี มากันในทรงนี้เลย

ช่วงท้ายเนื้อกลิ่นจะมาสาย Timeless กันแบบชัดเจนมาก เพราะลาเวนเดอร์จะเริ่มเบาลง ปล่อยให้ Musk เป็นตัวเด่นขึ้นมาก็จริง แต่จะเป็นพื้นกลิ่นมากกว่าที่เมื่อดมใกล้ๆ ผิวก็จะจับได้ แต่เพราะความเป็น Musk เลยทำให้เป็นตัวตรึงกลิ่นโทนแป้งที่เริ่มมีความอบอุ่นชัดขึ้นจากวานิลลาที่มาในสายแป้ง เสริมด้วยโทนไม้หอมอย่างไม้จันทน์หอมที่มาให้ความหรูหราแกมละเอียดในความเป็นโทนจิดหอมกึ่งนวลแกมหวาน กับ Oak Moss ที่มาให้โทนเขียวเข้มมีความกรุยกรายและน่าค้นหาในโทน Classic แต่ไม่ได้หนักหน่วงเกินไปจนดูย้อนยุคมากนัก ทำให้ช่วงท้ายยังคุมโทนการเป็น Unisex ?ี่ให้ความสง่าและ Classic ในเนื้อกลิ่นอย่างมีชั้นเชิง สร้างอารมณ์ร่วมสมัยที่แตะได้ทั้งความ Timeless และความเก๋ๆ ที่ให้ลุคแนวเท่ห์ๆ สมาร์ทและมีเสน่ห์แบบเหมาะสมกำลังดี ปิดท้ายการเป็น Boy ที่ไม่ธรรมดาและน่าสนใจในการใช้งานสูงมาก  

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน ซึ่งใช้งานได้หมดไม่ว่าจะเพศไหนก็ตามในวัยทำงานถึงไป เพราะเนื้อกลิ่นค่อนข้างมีความร่วมสมัยที่แตะแบบ Classic ก็ได้ หรือ Modern ก็ดี เลยจะสร้างภาพลักษณ์ทางกลิ่นที่ดูน่าเชื่อถือและมีความเป็น Gentleman/Gentlewoman เป็นสำคัญ ซึ่งใช้งานได้แทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย แต่ถ้าจะเอาไปใช้งานเพื่อออกกำลังกายรอช่วงท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเข้าทางการใส่ออกงานชัดเจนมาก นอกนั้นก็ใส่แบบทั่วๆ ไป หรือโรแมนติคก็ลงตัวอยู่ไม่น้อย

ความทน - อยู่ที่ราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ อาจจะมีบวกลบบ้างราวๆ 2 ชม. ซึ่งช่วงตัวก็เจอที่ 8 - 10 ชม. อยู่เสมอในการใช้งาน

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ก่อนที่จะลดลงมาปานกลางไปราวๆ 2 ชม. ก่อนที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัวยาวๆ ไป ซึ่งต้องบอกเลยว่ากลิ่นนี้ไม่ได้มาสายปล่อยพลัง และต้องเข้าใจนิดนึงด้วยว่า Chanel ที่เป็นน้ำหอมสาย Exclusive เองก็ไม่ได้ เอะอะก็ทรงพลัง ออกแนวเรียบหรูอย่างมีระดับและไฮคลาสมากกว่าประมาณนั้นเลย

สรุป - ถ้าผู้ชายใส่กลิ่นนี้ก็ให้ความเป็นสุภาพบุรุษที่มีเสน่ห์และ Nice น่าเข้าหาในสไตล์ร่วมสมัย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงใส่จะได้ความเท่ห์ลุคบอยๆ เข้ามาชัดเจนมากขึ้น เรียกว่าประยุกต์กลิ่นมาได้อย่างลงตัวมากๆ จากเรื่องราวของเจ้าของแบรนด์อย่าง Chanel 

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.chanel.com/us/fragrance/p/122350/boy-chanel-les-exclusifs-de-chanel-eau-de-parfum/

 

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566

Review: Jacques Fath - Tempête d'Automne

Jacques Fath - Tempête d'Automne

ในช่วงยุค 40 - 50 ที่ Jacques Fath ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่นอกจากด้านแฟชั่นแล้วยังมีอีกอย่างที่ถือเป็นหนึ่งในการจุดประกายในเรื่องของทรงผมผู้หญิงอยู่ด้วยเช่นกัน กับการสร้างผมทรงที่ชื่อว่า Autumn Storm กับทรงผมสั้นที่คล้ายเด็กผู้ชาย (ให้นึกภาพทรงผมสั้นๆ แบบเจี๊ยบ โสภิตนภา ช่วงที่แสดงภาพยนต์เรื่องกุมภาพันธ์ แต่มีความเรียบหรู ไม่ได้แฟชั่นสมัยใหม่จ๋ามาก) ซึ่งส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะเป็นทรงผมแบบแม่บ้านเจ้าเสน่ห์แบบที่ให้นึกถึงมาริลิน มอนโร แนวๆ นั้นเลย แต่พอทรงผมนี้มาเบรก ก็เริ่มเปลี่ยนโทนให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยให้ความเป็นธรรมชาติ สดชื่น และมีเสน่ห์ดึงดูด

แล้วที่เกริ่นมาในย่อหน้าแรกเกี่ยวอะไรกับน้ำหอม? เกี่ยวเต็มๆ เพราะว่าทรงผมนี้กลายมาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมของแบรนด์ Jacques Fath ในการยกระดับแบรนด์น้ำหอมจาก Designer Brand มาเป็น Niche Brand ที่จะเอาความเก๋แกมมีเสน่ห์มาตีความทางกลิ่นโดยเอาการเป็นไม้จันทน์หอมเป็นแกนหลักในการนำเสนอ เช่นนั้นเมื่อได้ลองและซึมซับจนได้ที ก็ได้เวลาของการถ่ายทอดต่อแล้วว่าเนื้อกลิ่นจะออกมาเป็นเช่นไร

Tempête d'Automne เริ่มด้วยการเป็นโทน Citrus ที่ติดออกทางเปลือกผล แนวๆ เปลือกส้มหรือเปลือกมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) เพราะจะไม่ได้มีอารมณ์กลิ่นแบบใสๆ มาให้จับต้องได้เท่าไหร่ แต่ว่าจะมีตัวแปรสำคัญมากๆ คือ กลิ่นโทนเครื่องเทศที่เสริมเข้ามาทำให้จับต้องได้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าเป็นโทนอบอุ่นเสียมากกว่า ซึ่งจะจับได้ไม่ยากเลยว่าจะมีความปร่าเผ็ดคมอวลๆ ของเม็ดผักชี และมีความเผ็ดอุ่นของอบเชย เพียงแต่มีความเป็นโทนสดชื่นปร่าๆ มาตัดทอนเลยทำให้เนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนสว่าง ทำให้ภาพรวมของกลิ่นจะเป็นเฉดสีออกทางส้มนวลๆ แกมสีน้ำตาลที่มีความปร่าเผ็ดและสดชื่นในเวลาเดียวกัน ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าสนใจและที่สำคัญมีความ Classic ในเนื้อกลิ่นให้รับรู้ได้ด้วย

ช่วงกลางจะชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมว่าเนื้อกลิ่นมาสายเย้ายวนแบบมีระดับ ซึ่งช่วงนี้จะเริ่มจับต้องได้ว่าเนื้อกลิ่นมีความซับซ้อนในระดับที่ไม่ธรรมดา เพราะแม้ว่ากลิ่นหลักที่จับต้องได้จะเป็นเครื่องเทศอย่างอบอชยที่ให้ความหวานเผ็ดอุ่นกับความปร่าเผ็ดคมๆ ของเม็ดผักชี แต่จะมีมิติกลิ่นโทนดอกไม้กึ่งไม้หอมครีมมี่เข้ามาเสริมให้มีความน่าสนใจมากในการจับต้องกลิ่น ซึ่งความครีมมี่แกมไม้หอมนี่ชัดเจนว่าเป็นไม้จันทน์หอม แต่จะไม่ได้ครีมมี่มากขนาดนั้น ค่อนข้างรักษาสมดุลย์ได้ดีมาก และจะมีมิติกลิ่นโทนดอกไม้ที่มาแชร์เพิ่มเติมด้วยจากลาเวนเดอร์ ที่มาแบบนวลๆ ละมุนๆ ติดออกไปทางแป้งที่มีกลิ่นดอกไม้อย่างกระดังงาที่ให้ความหวานเย้าๆ และมีพวกแนวๆ มะลิมาทำให้กลิ่นมีความนวล เลยทำให้ช่วงกลางจะได้มิติกลิ่นที่หลากหลาย โดยยังยืยพื้นที่กลิ่นออกทางอบอุ่นแบบกำลังดีมีเสน่ห์และมีระดับในเนื้อกลิ่น โดยไม่ทิ้ลูกเอื้อน Classic แต่อย่างใด

ในช่วงท้ายตอนนี้จะกลายเป็นโทนไม้หอมติดอบอุ่นแกมแป้งที่ชัดเจนมาก โทนเครื่องเทศอย่างอบเชยจะเริ่มเป็นตัวเสริมให้ความหวานอุ่นในเนื้อกลิ่นแทน ซึ่งตัวหลักคือไม้จันทน์หอมที่ให้ความจืดหอมมีเสน่ห์กึ่งครีมมี่ และมีโทนออกทางนมๆ หน่อยเข้ามาเพราะมีกลิ่นติดนมอุ่นให้รู้สึกได้ เสริมกลิ่นไม้จันทน์หอมได้ลงตัวไปอีก ตามด้วยกลิ่นออกทางแป้งวานิลลาที่ไม่ได้หนักข้น แต่ให้ความหวานอบอุ่นกึ่งแป้งฝุ่นกลิ่นวานิลลาแกมนมๆ ซึ่งนี่แค่มิติแรก แต่ตัวรองพื้นที่ดมใกล้ๆ จะรู้สึกได้นั่นคืกลิ่นหนังที่มาแบบกำลังดี มีความเย้ายวน Sexy เนียนๆ เพราะมีความเป็น Musk มาตัดทอนให้กลิ่นมีความนุ่มนวลร่วมด้วย แน่นอนว่าความ Classic ก็ยังมีเนียนๆ อยู่ เลยทำให้เนื้อกลิ่นลักษณะนี้กลายเป็นโทนร่วมสมัยที่สามารถเป็นกลิ่นอายสไตล์ Timeless ได้ไม่ยาก และที่สำคัญเนื้อกลิ่นอบอุ่นได้อย่างมีคลาสและให้ความพอดีไม่หนักไปปิดท้ายได้สวยและลงตัว

เหมาะสำหรับ - Unisex เนื้อกลิ่นมีความกลางๆ เน้นให้โทนอบอุ่นที่มีระดับ สร้างออร่าให้ผู้ใช้งานมีเสน่ห์และดึงดูดแบบร่วสมัยได้ดี ซึ่งเข้ากับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วไป เพียงแต่กลิ่นจะไม่ได้เหมาะกับกิจกรรมลุยๆ หรือว่าออกกำลังกายเท่าไหร่ ยกเว้นรอช่วงท้ายๆ อันนี้ได้อยู่ ส่วนยามค่ำคืนไม่ว่าจะออกงานหรือว่าใส่แบบโรแมนติค ถือว่าลงตัวมากและสร้างออร่าดึงดูดได้ดีแบบมีระดับ แต่ถ้าจะใส่ไปท่องราตรีอาจจะต้องเพิ่มสเปรย์หน่อยก็พอได้ เพียงแต่อาจจะสู่กลิ่นหวานแน่นๆ ขนมๆ จัดจ้านไม่ได้ได้มากเท่าไหร่ แต่มีดีที่มีระดับแน่นอน

ความทน - ลงตัวที่ 8 ชม. เป็นพื้นฐาน และไปต่อได้อีกจนถึงชั่วโมงที่ 15 ก็เจอมาแล้ว เช่นนั้นเรื่องความทนไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางแบบยาวไปจนถึงชั่วโมงที่ 5 ก่อนจะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อยๆ จนเมื่อผ่านไปราวๆ 8 ชม. ก็จะเริ่มเป็น Skin Scent  

สรุป - เป็นกลิ่นร่วมสมัยที่ให้อารมณ์กลิ่นมีเสน่ห์และมีระดับในการเป็นโทนอบอุ่นที่ไม่หนักหน่วง สร้างความมีคลาสให้ผู้ใช้งานได้เหมาะสมและลงตัวมากอีกหนึ่งกลิ่น ยิ่งถ้าพื้นฐานใครชอบกลิ่นไม้จันทน์หอม + อบเชย ที่มีอารมณ์ครีมมี่หน่อยๆ บอกเลยว่าโดนตกได้ไม่ยาก ซึ่งกลิ่นนี้ทำให้นึกถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีไม่ใช่น้อยเลย เพราะโทนสีในเนื้อกลิ่นได้อารมณ์สมชื่อว่า Autumn ครบถ้วนได้เลย

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.jacques-fath-parfums.com/?lang=fr

 

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

Review: Nishane - B-612

Nishane - B-612

จากจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมอมตะที่สร้างความประทับใจระดับโลกอย่างเจ้าชายน้อย (Little Prince) ของอองตวน เดอ แซงเตก-ซูเปรี ที่อย่างน้อยควรได้สัมผัสและอ่านเพื่อได้ความลึกซึ้งและการหาความหมายของชีวิต ซึ่งไม่ว่าใครก็ต่างมีความเป็นเจ้าชายน้อยในตัวเองเสมอ สู่การสร้างสรรค์น้ำหอมของแบรนด์ตุรเคียอย่าง Nishane ที่เอาสิ่งที่น่าสนใจในการเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้าชายน้อยทั้งในวรรณกรรมและความเป็นจริงมาบรรจบกันได้อย่างสวยงามใน Concept ไม่น้อยนั่นคือ ดาวเคราะห์น้อย B-612 ที่เป็นดาวของเจ้าชายน้อย และการค้นพบด้วยนักดาราศาสตร์ชาวตุรเคียถึงดาวเคราะห์น้อย B-612 ที่มีจริงๆ บนท้องฟ้าและอวกาศอันกว้างใหญ่นี้

และ Nishane เองก็ไม่ธรรมดาสร้างสรรค์น้ำหอมที่สื่อสารออกมาถึงเรื่องเจ้าชายน้อย ออกมาถึง 2 กลิ่น โดยจับรวมกันเป็น Imaginative Collection - Le Petit Prince ซึ่งแน่นอนว่า B-612 เป็นหนึ่งใน Collection นี้ ที่จะสื่อสารถึงดาวเคราะห์น้อยของเจ้าชายน้อยที่เติบโตมาผ่านจินตนาการทางด้านกลิ่นในการจับลงสู่ขวด ซึ่งเนื้อกลิ่นจะเป็นอย่างไรให้ความรู้สึกแบบไหนนั้น มาว่ากันดีกว่า ส่วนอีกกลิ่นที่เป็นการเล่าถึงดอกกุหลาบอันเป็นที่รักอย่าง Vain & Naive ค่อยมาว่ากันทีหลัง

B-612 เปิดต้นกลิ่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นแบบอ่อนๆ แต่มีความอบอุ่นนุ่มนวลแฝงในเนื้อกลิ่นที่ค่อนข้างชัดเจนมาก โดยแกนหลักของกลิ่นแทบไม่ต้องเดาอะไรให้มากความเลยนั่นคือ โทนไม้หอม จะเป็นแกนหลักของกลิ่นแน่นอนและมั่นใจได้ ซึ่งกลิ่นเปิดค่อนข้างมีความเฉพาะตัวพอสมควรเพราะจะเป็นโทนลาเวนเดอร์ที่มีความเขียวกึ่งน้ำในแจกันดอกกุหลาบ แต่จะมีกลิ่นออกทางไม้แห้งๆ แกมกลิ่นปร่าออกทางยางสนที่เป็นสไตล์กลิ่นของสนไซเปรสที่จะได้ความรู่สึกสว่างๆ เข้ามา ทำให้กลิ่นเปิดอารมณ์กลิ่นอยู่ตรงกลางพอดีระหว่างความนุ่มนวลละมุนๆ ที่มีความเป็นไม้หอมปร่าสะอาดๆ แกมกลิ่นสดชิ่นติดเขียวกึ่งกุหลาบบางๆ ซึ่งถือว่าเนื้อกลิ่นให้อารมณ์ที่มีความ Classic เนียนๆ เข้ามาร่วมด้วยให้จับต้องได้

การเปลี่ยนแปลงเริ่มชัดเจนมากขึ้นโดยที่ความเป็นลาเวนเดอร์กับโทนไม้สนไซเปรสยังคงอยู่ แต่ลดทอนความสดชื่นลงไปกลายเป็นกลิ่นโทนที่มีความอบอุ่นมากขึ้น โดยความเป็นไม้หอมที่เด่นชัดมาก แล้วยังมีความเป็นลูกผสมของกลิ่น Musky เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นกลิ่นของสารหอมติดอวลที่ให้อารมณ์เหมือนกลิ่นออกทางเสื้อผ้าทอที่อบอุ่นแกมกลิ่นไม้หน่อยๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของ Cashmeran ที่มาผนวกกับกลิ่นไม้ซีดาร์ที่ให้ความปร่าขรึม เสริมด้วยความไม้หอมมิลค์กี้โทนสว่างครีมของไม้จันทน์หอมแกมกลิ่นพิมเสนปร่าระเรื่อ ซ่งเมื่อมาผนวกกับโทนลาเวนเดอร์จะได้อารมณ์ 3 โทนประสานหลักๆ อย่างไม้หอมอวลๆ แกมกลิ่น Musky Amber อบอุ่น และมีความเป็นแป้งลาเวนเดอร์เสริมให้กลิ่นมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้กลิ่นมีความสว่างแกมนุ่มนวลและอบอุ่นอวลๆ ที่ชัดเจน ซึ่งแม้ว่ากลิ่นจะไม่ได้ถึงกับซับซ้อนมาก แต่มีความลุ่มลึกที่ให้ความอบอุ่นสว่างนวลกำลังดีที่สร้างความประทับใจได้ไม่ยากเช่นกัน

เมื่อเนื้อกลิ่นเริ่มมีความอวลไม้หอมแกมกลิ่นที่น่าค้นหาและเริ่มแตะในเรื่องความผ่อนคลายที่เข้ามาให้รู้สึกได้ แต่ก็ยังคงมีน้ำหนักในเนื้อกลิ่นในด้านความอบอุ่นอยู่ เนื้อกลิ่นจะเริ่มจับต้องได้ถึงความเป็น Woody Musky ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ Cashmeran กับไม้ซีดาร์และพิมเสนที่ยังคงอยู่เท่านั้น แต่จะมีตัวเสริมชั้นดีอย่าง Ambroxan ที่เข้ามาให้ความอบอุ่นในเนื้อกลิ่น สร้างน้ำหนักในกลิ่นและให้พลังแบบไม่โจ่งแจ้งแบบเนียนๆ ซึ่งจะมีกลิ่นออกทางนุ่มๆ ของ Musk มารองรับในแง่ของกลิ่นโทนสว่าง และมี Oak Moss มาตัดทอนให้กลิ่นออกทางเขียวเข้มแกม Classic ให้มีความน่าค้นหาและแอบมีกลิ่นออกทางติดหวานแกมถั่วที่จะกึ่งวานิลลาก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นของถั่วตองก้าทำให้กลิ่นมีความอบอุ่นแกมหวานแบบกำลังดีมีเสน่ห์แบบที่ได้ความร่วมสมัยในการใช้งาน เป็นการปิดท้ายกลิ่นที่คุมโทนความอบอุ่นนุ่มนวลและมีเสน่ห์ได้อย่างลงตัวตั้งแต่ต้นยันปลายจริงๆ

เหมาะสำหรับ - Unisex ที่ได้หมดทุกเพศ เพียงแต่เนื้อกลิ่นไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นตัวเจ้าชายน้อย แต่บอกถึงสภาพแวดล้อมบนดารเคราะห์ กลิ่นเลยจะไม่ได้เหมาะกับเด็ก แต่จะแตะตั้งแต่วัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใช้งานได้สบายมาก ซึ่งกลิ่นค่อนข้างครอบคลุมการใช้งานทั้งกลางวันและกลางคืนได้เลยไม่ว่าจะใส่แบบทางการหรือทั่วไป แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับการใส่ออกกำลังกายนักเพราะกลิ่นไม่ได้มาสายสดชื่นเท่าไหร่ ยกเว้นรอช่วงท้ายๆ อันนี้ได้อยู่ รวมถึงใส่ท่องราตรีถ้าอัดสเปรย์ก็ไม่ติด เพียงแต่กลิ่นจะไม่ได้มาสายปล่อยพลังรอบทิศหรือเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้น

ความทน - เรียกว่าดีงาม เพราะว่าขั้นต่ๆที่เจอก็ 8 - 10 ชม. และยาวนานที่สุดก็ติดผิวจนข้ามไปอีก 1 วัน แม้ว่าจะอาบน้ำล้างตัวจนนอนไปจนถึงเช้าแล้วก็ตาม เรียกว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเลย

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในช่วงต้น แล้วไม่เกิน 15 นาทีก็จะลดลงมาที่ปานกลางกันยาวๆ ไปจนถึงชั่วโมงที่ 5 ก่อนที่จะลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวแล้วคงความเสถียรต่อไปจนถึงราวๆ ชั่วโมงที่ 8 - 10 แล้วแต่บุคคล ถึงลงมาติดผิว

สรุป - ภาพรวมทั้งหมดในเนื้อกลิ่นตั้งแต่ต้นยันจบ สิ่งที่ได้ในความรู้สึกเลยนั่นถือ เหมือนสถานที่อบอุ่นที่มีความนุ่มนวล และโทนสีสว่างในโทนแบบสีเอิร์ธโทนตั้งแต่เฉดขาวครีมยันน้ำตาลอ่อนๆ ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แม้ว่าจะอบอวลแต่ก็ไม่โฉ่งฉ่างจัดจ้าน ทุกอย่างให้ความสมดุลย์ทางกลิ่นที่พอเหมาะ และถ้าจะต้องนึกถึงสถานที่อย่างดาวเคราะห์ B-612 ที่เจ้าชายน้อยเกิดและเติบโตขึ้นมา ก็เข้าทางที่จะต้องเป็นสถานที่ที่มีความอบอุ่นแบบนี้ได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล สามารถเป็นได้ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นได้ทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์  ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://nishane.com/product/b-612/