วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Tom Ford - Ombre Leather (2018)

Tom Ford - Ombre Leather (2018)

เมื่อปี 2016 การเปิดตัวหนึ่งใน Private Blend Collection ของ Tom Ford กับกลิ่นอายความเป็นหนังในรุ่น Ombre Leather 16 ถือว่าสร้างความน่าสนใจมากว่าจะฉีกตัวเองออกจากร่มโพธิ์ดังของแบรนด์อย่าง Tuscan Leather ได้ขนาดไหน ซึ่งก็ได้สร้างอัตลักษณ์ความเป็นโทนหนังที่แม้จะมีรากฐานกลิ่นที่เป็นแนวเดียวกับรุ่นดัง จนหลายๆ คนอาจจะเรียกว่า Tuscan Leather Ver.2 แต่ก็เดินฉีกไปทางกลิ่นอายสายหนังเท่ห์ๆ เด่นเสียมากกว่า (จากที่ได้เทสส่วนตัวแบบผ่านๆ)

แต่พอในปี 2018 การประกาศของแบรนด์ที่จะมีการ Re-Release ตัวเดิมแยกเอาความเป็น Ombre Leather ออกมาเป็นหนึ่งใน Signature Collection ปกติ โดยที่ Ombre Leather 16 เองก็ยังวางจำหน่ายอยู่เรื่อยๆ (อาจจะจำหน่ายจนกว่าจะหมด หรือไม่ก็ควบ 2 สายแบบนี้ไปเรื่อยๆ) และเมื่อได้มาใช้งานจนตกผลึกได้ที่ ก็ได้เวลาของการเล่ากลิ่นแล้วล่ะ

บอกก่อน - เนื่องจากเคยผ่านการลอง Ombre Leather 16 มาแบบผ่านๆ เลยจะไม่ได้มีการเปรียบเทียบความแตกต่าง เน้นการเล่ากลิ่นที่ Ombre Leather (2018) นี้เพียงอย่างเดียว

การเปิดตัวค่อนข้างจะบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่า Center Note ที่จะอยู่กันตั้งแต่ต้นยันจบไม่หนีไปไหน โดยจะเปิดด้วยกลิ่นหนังที่มีลูกเล่นซ้อนจากโทนสดชื่นแบบประปรายกำลังดีซ้อนไปกับกลิ่นหวานเผ็ดเย้าของเม็ดกระวานสร้างความปร่า Spicy ให้จับต้องได้แบบที่มาเต็มกันก่อนในวูบแรกแล้วจะผ่อนลงมาสร้างความหวานเผ็ดเย้าเนียนๆ รวมถึงมีกลิ่นออกทางเขียวเจือเมทัลลิคหน่อยๆ ของใบไวโอเล็ตคลอไปกับกลิ่นโทน Citrus ติดขมที่สร้างความเป็นโทนบรรยากาศ คลอกับกลิ่นหนังได้เป็นอย่างดีร่วมด้วย ทำให้ความรู้สึกภาพรวมจะเหมือนอยู่ในร้านเครื่องหนังชั้นดีที่กลิ่นจะไม่ได้ออกทางสาบหนังจัดๆ แต่เป็นกลิ่นหนังที่ให้ความอวลกำลังดีเจืออากาศเย็นๆ บรรยากาศสดชื่นอ่อนๆ ได้น่าสนใจมาก ซึ่งเมื่อกลิ่นดำเนินไปซักครู่ จะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนดอกไม้ขาวอ่อนๆ เข้ามาสร้างความหอมนวลระเรื่อทีละนิดๆ ทำให้กลิ่นเริ่มมีมิติระเรื่อนวลเข้ามาร่วมด้วย

การปูทางเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเริ่มที่โทนหนังจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีมิติกลิ่นให้จับต้องได้แบบเวลาที่เราได้กลิ่นแจ็คเกตหนังชั้นดีหลังจากสวมลงไป ผสมผสานกับกลิ่นหอมระเรื่ออ่อนๆ จากมะลิเบาๆ กลิ่นปร่าเย้ายวนของกระวานอ่อนๆ เคล้ากลิ่นอวลผิวกายเนียนๆ กลิ่นหนังจะมีความ Smoky กำลังดี มีความดิบแบบสาบปลุกเร้า Animalic ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ดิบห่ามจัดจ้าน เพราะต้องยกให้กลิ่นมะลิและกลิ่นที่ตามมาจากช่วงต้นที่เกลาให้กลิ่นมีความสมูธมีระดับและมีความ Cool ชัดเจน โดยที่คุมโทนการเป็นกลิ่นหนังที่มีระดับแบบไม่ต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่ให้ความเป็นกลิ่นหนังที่มีเสน่ห์และเท่ห์ โดยมีความเรียบหรูแทรกซึมให้จับต้องได้ตลอด ซึ่งกลิ่นจะดำเนินไปพอสมควรความอบอุ่นติดไม้หอมแห้งหน่อยๆ จะเริ่มเด่นชัดขึ้น และมีกลิ่นระเรื่อออกทางพิมเสนหน่อยๆ เข้ามาทำให้กลิ่นหนังมีมิติกลิ่นที่ลุ่มลึกมากขึ้น โดยที่กลิ่นหนังจะมีโทนออกทางไม้หอมแห้งๆ มาตีคู่แบบที่สมดุลย์กำลังดี แบ่งพาร์ทกันได้อย่างน่าสนใจ เพราะกลิ่นที่ได้รับจะได้ความเป็นหนังคลอกับไม้หอมแห้งๆ อบอุ่น มีความอวลรุมๆ ติดโทนแอมเบอร์หน่อยๆ และมีกลิ่นออกทางคล้ายหมึกกับความเขียวเข้มๆ ของ Oak Moss ให้รู้สึกได้อยู่ตลอด อารมณ์กลิ่นช่วงนี้แอบมีพื้นฐานที่คล้ายรุ่น Tuscan Leather อยู่พอประมาณ แต่ก็ไม่ได้มีลูกเล่นของกลิ่นราสเบอร์รี่ที่ทำให้มีลูกเล่น Fruity แต่อย่างใด ทำให้กลิ่นมีเส้นทางการเดินไปในอารมณ์แบบสวมแจ็คเกตหนังแล้วกลิ่นกายกับกลิ่นเสื้อแจ๊คเกตเบลนด์ไปด้วยกันอย่างลงตัว สร้างมิติกลิ่นหนังอุ่นอวลมีเสน่ห์ที่ทันสมัยเลยทีเดียว

เหมาะสำหรับ - Unisex เลย ซึ่งกลิ่นหนังมีความกลางๆ ในการใช้งานไม่ว่าจะเพศไหนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเน้นกลิ่นหนังสายเท่ห์อันนี้บอกเลยว่าตอบโจทย์ ซึ่งกลิ่นนี้เข้าได้กับหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันแบบจำนวนสเปรย์เหมาะสม เพราะถ้ามากไปอาจจะเป็นร้านเครื่องหนังเดินได้เอาเสียเปล่าๆ ซึ่งใส่ได้ทั้งทางการและทั่วๆ ไป เน้นแบบเท่ห์ขรึมสมาร์ท หรือว่าจะไม่ทางการแต่ใส่เสื้อหนังเท่ห์ๆ พร้อมขี่ฮาร์เล่ย์อะไรประมาณนี้ก็ได้ แต่ให้ตัดการใส่เพื่อออกกำลังกายจะดีที่สุด เพราะกลิ่นอาจจะตีขึ้นจนตึ้บได้ ส่วนยามค่ำคืน บอกเลยว่าจัดไป เพิ่มสเปรย์หน่อยสู้กับคนอื่นได้สบาย

ความทน - อันนี้ต้องบอกว่ายอดเยี่ยม เพราะว่า 15 ชม. กลิ่นยังอยู่ อาบน้ำไปแล้วยังติดผิวเบาๆ อยู่ เรียกว่าของเขาดีจริงๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้นและอยู่กันพอสมควร ก่อนจะลดลงมาเป็นปานกลางซักพักใหญ่ พอพ้นไปซัก 4 ชม. ถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ จนเมื่ออยู่ไปถึง 12 ชม. ถึงค่อยๆ เป็น Skin Scent

สรุป - อีกหนึ่งกลิ่นหนังที่สร้างอารมณ์เท่ห์ๆ กับการสวมแจ็คเกตหนังมาดขรึมมีเสน่ห์ได้ดีมาก ฉีกออกจาก Tuscan Leather ได้อย่างดี และคุมโทนกลิ่นหนังที่มีระดับได้อย่างชัดเจนกันยาวๆ เรียกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่การปรับมาสู่สายปกติทำให้การเข้าถึงใช้สอยถอยมาครองได้ง่ายมากขึ้น เพราะสาย Private Blend ราคาโหดไม่น้อยเลย

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ถือเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.artpartner.com/artists/film-print/anthony-cotsifas/archive/story/tom-ford-ombre-leather/


 

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Tom Ford - Private Blend: Patchouli Absolu

Tom Ford - Private Blend: Patchouli Absolu

Patchouli หรือพิมเสน ถือเป็นอีกหนึ่ง Note กลิ่นอมตะคลาสสิคนิรันดร์กาลที่มีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก และฮิตมากในช่วงยุค 70 ที่กลิ่นอายสร้างความหรูหราก็ได้ น่าค้นหาก็ดี เก๋ไก๋ Earthy สไตล์โบฮีเมี่ยนก็สามารถ ดาร์กดิบก็ชัดเจน เย้ายวนเซ็กซี่ก็มาเต็ม เรียกว่าสามารถแปรผันไปได้ตามการปรุงของสุคนธกรเลยทีเดียวในการสร้างสรรค์กลิ่นอายสไตล์พิมเสนว่าจะชี้นกเป็นนก หรือชี้ไม้เป็นไม้อย่างไร ซึ่งเห็นได้จากน้ำหอมทั้งสาย Niche และสาย Designer ทั้งปกติและ Exclusive ที่ต่างก็มีกลิ่นพิมเสนเป็นหนึ่งในรุ่นน้ำหอมให้เห็นเสมอ

แล้ว Tom Ford ที่เอาความเป็นพิมเสนมาชูโรงล่ะ จะทำออกมาอย่างไร เพราะมีทั้งไลน์ปกติอย่าง White Patchouli (ที่ผ่านการเล่ากลิ่นไปนานมากแล้ว) กับสาย Private Blend ที่เจาะจงการนำเสนอพิมเสนแบบ Absolu จะแตกต่างหรือมีสไตล์ที่ฉีกออกมาจากพิมเสนแบรนด์อื่นๆ หรือไม่ ว่ากันที่การเล่ากลิ่นต่อที่อีกย่อหน้าได้เลย

เปิดตัวมางวูบแรกความเป็นพิมเสนที่มีความใสเจือหวานระเรื่อและมีลูกเล่นของกลิ่นไม้หอมพุ่งขึ้นมาให้สัมผัสได้ก่อนเลยในชั่ววินาทีแรก ซึ่งก็จับต้องได้เต็มๆ ว่าเป็นกลิ่นแนวสารหอมที่เป็นลูกผสมพิมเสนใสๆ สะอาดๆ เจือไม้ซีดาร์โปร่งๆ ที่เป็นลักษณะสารหอมที่ให้ความเป็นสายพิมเสนติดสะอาดอย่าง Clearwood วูบขึ้นมาก่อน ตามติดมาด้วยกลิ่นอายพิมเสนติดโทน Earthy หวานสมุนไพรติดโทนแห้งแบบเต็มๆ โดยมีความปร่าอะโรม่ากึ่งเมนทอลเจือมินต์อ่อนๆ ของโรสแมรี่และหอมติดเขียวปร่าของใบกระวานที่สร้างความวิบวับและความรื่นรมย์ในกลิ่นแบบเป็นตัวสนับสนุนชั้นดี เนื้อกลิ่นให้โทนสีน้ำตาลสบายตาและแอบสดชื่นอ่อนๆ อยู่ตลอด เรียกว่าในช่วง 5 - 10 นาทีแรก เปิดมาก็สร้างความรื่นรมย์ทางกลิ่นได้อย่างลงตัว และแน่นอนว่าถ้าผู้ใช้เป็นคนชอบโทนพิมเสนบอกเลยว่า “โดนตก” แน่นอน

เมื่อกลิ่นเริ่มมีโทนติดเขียวเข้มดาร์กค่อยๆ เสริมเข้ามา พร้อมกับกลิ่นออกทางดินๆ กึ่งไม้หอมที่เริ่มมีความหนาของกลิ่นมากขึ้น ความใสความอะโรม่าในช่วงแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายสายดาร์กแบบค่อนเป็นค่อยไป แต่ไม่นานก็เข้าช่วงกลางของน้ำหอมที่ตอนนี้พิมเสนจะเริ่มมาเปลี่ยนโทนในการสร้างอารมณ์กลิ่นมากขึ้นเพราะมีโทนเข้มๆ กึ่งอับไม้กึ่งดินที่เป็นลักษณะกลิ่นอายของ Cypriol ที่เป็นพืชชนิดนึงที่มีหัวเล็กๆ ใต้ดินแบบหัวแห้วหมู และมีกลิ่นติดเขียวเข้มค่อนดาร์กกึ่งหมึกแบบ Oak Moss ที่เป็นตัวเสริมทำให้กลิ่นมีความเป็นพิมเสนที่กรุยกรายมากขึ้นและมีอารมณ์ติด Classic หน่อยๆ เข้ามาร่วมด้วย (ออกแนว Tribute แนวทางกลิ่น Traditional Patchouli เล็กๆ) แต่ก็ไม่ได้เด่นเป็นนัยยะสำคัญอะไร ให้มิติที่สร้างความซับซ้อนในกลิ่นมากกว่า รวมถึงจะจับได้ถึงกลิ่นอายไม้หอมติด Smoky ที่เสริมโทนกลิ่นให้รู้สึกดาร์กเข้าไปอีกขั้นจากไม้ Guaiac ที่จะได้อารมณ์ติดควันไม้สีเข้มกึ่งหนังหน่อยๆ ซึ่งทุกอย่างจะส่งเสริมและสอดรับกันได้อย่างดี สร้างกลิ่นอายพิมเสนที่มีความดิบดาร์กซับซ้อนแบบที่ไม่ได้ถึงกับดิ่งมากจนยากคาดเดา แต่คุมความสมดุลย์พอเหมาะพอเจาะกำลังดีสร้างออร่ามาดนิ่งแต่ชวนเชิญเย้ายวนแบบมีชั้นเชิงเสียมาก จนเมื่อเริ่มสัมผัสได้ถึงโทน Musky ที่ค่อนไปทางกลิ่นหนังกลับเจือโทน Musk นวลครีมอ่อนๆ เสริมข้นมาเรื่อยๆ กลิ่นก็เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ช่วงท้ายตามลำดับ ซึ่งจะหลายเป็นช่วงที่พิมเสนจะให้ความเรื่อยๆ มาเรียงๆ คลอกลิ่นแบบ On Top ให้จับต้องได้อารมณ์เริ่มกลับมามีความเป็น Clearwood ที่ชัดเจนขึ้น โดยมีลักษณะกลิ่นที่เป็นพิมเสนกึ่งสะอาดและกึ่งสมุนไพรหน่อยๆ แต่สัมผัสรองลงไปจะมีความเป็นไม้แห้งๆ ที่มีความเขียวแห้งกึ่งยาสูบเจือครีมมี่หน่อยๆ ลักษณะแบบถั่วตองก้าที่มาเสริมให้กลิ่นมีความหนาอยู่ แต่ไม่ได้ถึงกับทึบตึ้บ รองพื้นด้วยกลิ่นแบบหนังกลับสะอาดๆ ที่มีลูกเล่นซ่อนของกลิ่นหนังปกติบางๆ เนียนอยู่ ให้ความเย้ายวนมีเสน่ห์แบบที่ไม่ได้โฉ่งฉ่าง แต่ให้ความหรูหรามีคลาสและมีความเซ็กซี่เนียนๆ แฝงอยู่ตลอดอย่างมีชั้นเชิงปิดท้ายกันยาวๆ ไปจนกว่ากลิ่นจะพอใจในการหมดฤทธิ์ไปเอง

เหมาะสำหรับ - Unisex ชัดเจน กลิ่นมีความกลางๆ มากพอ และปล่อยเสน่ห์ได้ดีไม่ว่าจะเพศไหน ที่จะให้ความดึงดูดและหรูหรา ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปแบบวางตัวดี ซึ่งกับอากาศร้อนๆ เบาสเปรย์ลงหน่อยจะดีมาก เพราะกลิ่นจะสร้างเสน่ห์ที่ลงตัวและพอเหมาะ แต่ถ้าแบบใส่ไปเที่ยวทะเล สายลุย หรือว่าใส่นุ่งผ้าขาวม้าอยู่กับบ้าน รวมถึงใส่ออกกำลังกาย อันนี้ไม่ผ่าน เพราะกลิ่นไม่ได้เข้าทางแม้แต่นิดเดียว ส่วนยามค่ำคืนใส่ออกงานหรือท่องราตรีแบบมีระดับ บอกเลยจำนวนสเปรย์ดีมีชัยไปกว่าครึ่งได้ไม่ยาก แถมแตกต่างจากสายอวลอื่นๆ อีกด้วย

ความทน - มากกกกกกก เรียกว่า 12 ชม. กลิ่นยังคงอยู่อย่างงามๆ ไม่หนีไปไหน และยาวไปต่อได้อีกจนกว่าจะพอใจ หรือโดนอาบน้ำล้างตัวไปแล้ว

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีเสมอต้นเสมอปลายมากๆ และมีความเสถียรแบบที่คุมได้ดีทุกช่วงเลย จะมีแต่เมื่อผ่านไปราวๆ 6 ชม. กลิ่นจะลดลงมากระจายปานกลางไปเรื่อยๆ แล้วพอพ้น 10 ชม. ก็ออร่ารอบๆ ตัวกันยาวไป และตีขึ้นให้รับรู้อยู่ตลอด

สรุป - Patchouli Absolu สื่อสารกลิ่นอายพิมเสนได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นยันจบเป็น Center Note ที่โดดเด่นมากและให้อารมณ์ไล่เรียงกันไปตามแต่ละช่วงของน้ำหอมที่มีความแตกต่างกันในการนำเสนอโทนพิมเสนได้อย่างน่าสนใจมาก และเนื้อกลิ่นมีความ Modern ชัดเจนมาก โดยที่สร้างความดึงดูดเย้ายวน ดาร์กน่าค้นหา และหรูหรามีเสน่ห์อย่างมีระดับจริงๆ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่เขียน เพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ถือเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fenwick.co.uk/beauty/fragrance/mens-fragrances/patchouli-absolu-eau-de-parfum-50-ml/2500001138712.html


 

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Pacifica - French Lilac

Pacifica - French Lilac

จากความชอบส่วนตัวในการผสมกลิ่นโน้นนี้ สู่การต่อยอดในชีวิตเพื่อเรียนทางด้านกลิ่นและอะโรม่าเธอราพีที่มาจากธรรมชาติจนจบ สร้างเสริมประสบการณ์ สปช. ให้ชีวิตแบบเอาดีทางนี้จริงๆ ของ Brook Harvey Taylor และได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์น้ำหอมจากชายฝั่งตะวันตกที่ติดมหาสมุทรแปซิฟิค จนได้มาเปิดเป็นแบรนด์ออกมาและนั่นก็คือ Pacifica

โดยแบรนด์มี Concept ที่ตรงไปตรงมาในการสร้างสรรค์น้ำหอมโดยเน้นที่ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติเป็นสำคัญ และไม่ได้เน้นการตลาดที่ทุ่มเม็ดเงินเพื่อให้เป็นที่รู้จัก แต่ใช้วิธีการบอกต่อๆ ของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งก็ได้ผลดีเสียด้วย จนทุกวันนี้ Pacifica เองได้เติบโตและมีมากกว่าน้ำหอม ทั้งเทียนหอม Body Care และ Make-up Line ที่ต่างก็ได้รับความนิยม เช่นนั้น เมื่อได้มารู้จักแบรนด์นี้ มีหรือที่จะพลาดกลิ่นน้ำหอมที่น่าสนใจ เช่นนั้นก็มาเจอกันหน่อยกับกลิ่นแรกของแบรนด์ที่ได้ลองนั่นก็คือ French Lilac

เปิดตัวกลิ่นที่ถ้าดมแบบไม่ได้เจาะลึกว่ามีกลิ่นอะไรบ้างสิ่งที่ได้คือ อารมณ์กลิ่นแบบไลแลคที่มาเต็มทุกสโตรก จะได้ความเป็นแป้งติดน้ำผึ้งที่หวานและมีความรวยรินของมะลิเจือๆ ที่จะมีโทนตุ่ยๆ เจือเขียวสดชื่นติดชื้นๆ ตามธรรมชาติได้ชัดมากถึงมากที่สุด แบบที่ให้อารมณ์เหมือนยืนงงในดงไลแลครอบตัว เพราะมาเต็มมากถึงมากที่สุดกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าคนที่ไม่ชินอาจจะตึ้บเอาได้เพราะกลิ่นมันแน่นอวลเลยทีเดียว แต่ถ้ามาเจาะลึกกันหน่อย ต้องเรียกว่าเป็นการผสมผสานกลิ่นที่ลงตัวด้วยกลิ่นอายสายดอกไม้ที่สนับสนุนกันเป็นอย่างดีในการสร้างกลิ่นไลแลคที่เข้มข้นออกมาได้มากขนาดนี้ ซึ่งแน่นอนในนี้มีไลแลคอยู่แล้ว แต่เสริมด้วยกลิ่นโทนเขียวติด Stem เมือกๆ ที่ให้โทนเขียวกึ่งน้ำลายเล็กๆ ของไฮยาซินท์ และกลิ่นติดสดชื่นอมเปรี้ยวของแมกโนเลียที่ให้ความสว่างในกลิ่น พร้อมกับกลิ่นอวลๆ ติดโทนกึ่งมะลิกึ่งกระดังงาที่ให้ความอวลหวานเข้ามาเสริมกับกลิ่นอายติดน้ำผึ้งเดิมของไลแลคเข้าไปอีก ซึ่งถือว่าสร้างสรรค์กลิ่นออกมาจากการผสมผสานได้น่าสนใจมากจริงๆ และได้อารมณ์กลิ่นที่เป็นสีม่วงไลแลคชัดเจนในความรู้สึกจริงๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วง Dry Down ที่จะเป็นช่วงกลางไปท้าย จะเริ่มจากความเป็นไลแลคจะลดทอนความสดชื่นติดชื้นลง โดยยังมีความเขียวสไตล์ไฮยาซินท์และความหวานอวลของกระดังงาอยู่ และกลิ่นโทนที่มาสอดรับความเป็นกลิ่นอายหวานอวลสีม่วงคือดอกเฮลิโอโทรเป้ที่จะให้ความเป็นกลิ่นอายโทนแป้งกึ่งอัลมอนด์เข้ามาร่วมด้วย แต่สิ่งที่ดีคือ กลิ่นไม่ได้ไปสายแป้งจ๋าๆ นัก ยังคุมโทนได้ดีในการเป็นกลิ่นอายดอกไม้มากกว่าจะเป็นแป้งดอกไม้ได้อยู่ เพราะมีกลิ่นออกทางผลไม้ที่ค่อนไปทางพีชติดฉ่ำหวานกึ่งน้ำผึ้งของลูกท้อ เลยทำให้กลิ่นมีลูกเล่นในความเป็นไลแลคที่ติดหวานผลไม้เจือน้ำผึ้งใสๆ ที่หวานรื่นรมย์เลยทีเดียว จนเมื่อกลิ่นเขียวๆ ของไฮยาซินท์และความอวลกระดังงาจางไป กลิ่นที่รองพื้นจะชัดเจนมากว่าเป็นวานิลลาแบบสาย Soft ที่มาสอดรับกับความเป็นไลแลคที่ลดทอนความหวานลงมากลายเป็นหวานรื่นรมย์ระเรื่อๆ ทำให้ช่วงท้ายอารมณ์จะได้แบบอากาศดีๆ แล้วกลิ่นหวานหอมของไลแลคลอยมาให้ได้รับกลิ่นตามลมแบบพลิ้วๆ โดยไม่ได้ดูเป็นการไปยืนในดงไลแลคที่อัดแน่นแบบในช่วงแรกแล้ว กลิ่นจะให้อารมณ์หวานที่ผ่อนคลายสบายๆ คลอผิวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปตามเวลา

เหมาะสำหรับ - ผู้หญิงทุกเพศวัยตั้งแต่มัธยมขึ้นไปก็สามารถใช้กลิ่นนี้ได้แล้ว เพราะกลิ่นมาสายดอกไม้แบบติดสดชื่นและหวานมีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่ต้องเบามือนิดนึงเพราะไม่งั้นจะมึนตึ้บเอาได้ช่วงแรกจัดเต็มจริงๆ ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใส่ได้ในหลายๆ สถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไป กลิ่นให้ความไร้เดียงสาหน่อยๆ ก็ได้ หรือจะได้จริตความเป็นผู้หญิงหวานหอมก็ได้ แต่ให้ตัดการใส่ไปออกกำลังกายจะดีที่สุด กลิ่นไม่ได้มาสายนี้นัก ส่วนยามค่ำคืนแม้ว่าจะใส่ท่องราตรีได้ถ้าอัดสเปรย์ไป แต่อาจจะสู้กับสายหวานอวลขนมต่างๆ ได้ยากหน่อย แต่ถ้าใส่เพื่อความหวานอะโรม่าแบบน้อยสเปรย์จะให้ความหวานหอมน่ารักได้ดีมากเลย

ความทน - เกินคาด เพราะคาดไว้ว่าไม่น่าเกิน 4 ชม. แต่เอาจริงๆ ยาวไปถึง 8 ชม. ได้ไม่ยากเลย กับการใช้ที่ 5 สเปรย์ ซึ่งก็อิงสภาพผิวและจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในช่วงต้น เรียกว่าตึ้บได้เลยเพราะในความหวานถ้ามาแบบจัดเต็มอาจจะทำเอามึนๆ ได้ แล้วจะลดลงมากระจายดีซักระยะ ก่อนจะดรอปลงไปเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านไปซัก 3 ชม. ก่อนที่จะเป็น Skin Scent หอมระเรื่อตีขึ้นยามขยับร่างกายกันยาวๆ

สรุป - เป็นไลแลคที่ซื่อตรงมาก เพราะตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อมในการนำเสนอกลิ่นไลแลคแต่อย่างใด อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบเลย และมาเต็มม๊ากมาก ซึ่งถ้าพื้นฐานใครที่ชอบไลแลคเป็นทุนเดิม กลิ่นนี้สามารถทำให้ฟินได้เลย แต่ถ้าไม่ชินเพราะดอกไม้ชนิดนี้ไม่ได้มีในไทย อาจจะต้องเรียนรู้กันหน่อยก็เท่านั้นเอง

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.pacificabeauty.com/products/french-lilac-spray-perfume


 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Creed - Original Santal

Creed - Original Santal

เพราะ Creed ทำน้ำหอมผู้ชายออกมาส่วนใหญ่จะให้อารมณ์ที่มีความเป็นคุณชายเป็นพื้นฐานเสมอไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม ซึ่งต่างก็มีความดีงามและเป็น Top Hit ติดลมบนมาอย่างยาวนานและน่าจะยาวต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีพื้นฐานของการเป็น Daily Scent ที่ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย โดยยังมีมาดมีคลาสอยู่ตลอด แล้วถ้าจะต้องหันมามองว่ามี Creed กลิ่นไหนที่ให้อารมณ์คุณชายอยู่แล้ว แต่เสริมเอาความลั่นล้าและเจ้าเสน่ห์ที่นอกจาการเป็นโทนใช้กลางวันที่ดีแล้ว ยังเป็นโทนที่ใส่ไปเรียกเรตติ้งช่วงกลางคืนได้อย่างลงตัวอีกด้วยล่ะ

ก็ต้องหันมามองที่รุ่นนี้เลย Original Santal ที่ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นจากไม้จันทน์หอมจากแดนอินเดีย ซึ่งจะตอบโจทย์ความเป็นเจ้าเสน่ห์อย่างไรนั้น ว่ากันได้ตามนี้เลย

เปิดตัวกลิ่นด้วยโทน Fresh Spicy ของขิงที่จะเด่นออกมาให้ความปร่าติดเผ็ดเจือหวานปลายกลิ่นที่จะมีกลิ่นติดอับแบบสไตล์พืชที่เป็นหัวเหง้าใต้ดินเล็กๆ ให้จับต้องได้ในความเป็นธรรมชาติของกลิ่น และจะมีกลิ่นปร่าเผ็ดคมหน่อยๆ ของเม็ดผักชีเจือความเขียวกึ่งซ่าออกแนวโทนคล้ายเหล้าจินหรือจูนิเปอร์เบอร์รี่ที่เป็นตัวเสริมให้กลิ่นมีความคมขึ้นมาอีกระดับ แต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงเพราะเนื้อกลิ่นมีโทนเครื่องเทศติดโทนอุ่นหวานอย่างอบเชยเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งพออบเชยมาเจอกับกลิ่นสาย Citrus อย่างเลมอน บางวูบจะได้โทนกลิ่นติดโทนผลไม้ที่กึ่งราสเบอร์รี่ที่ค่อนข้างชัดเลยทีเดียว โดยที่จะมีกลิ่นเปรี้ยวติดหวานปลายกลิ่นของเลมอนสอดรับให้มิติความสดชื่นในเนื้อกลิ่นติดกรุ้มกริ่มแบบมีระดับ ได้ความรู้สึกสีแดงแบบเรียบหรูมีระดับติด Nice ในเนื้อกลิ่นมาชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเลย

จนเมื่อผ่านไปไม่นานช่วงกลางก็มาและจะเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นติดนวลสะอาดมีความปร่ากึ่งสมุนไพรเล็กๆ ของลาเวนเดอร์ที่จะเสริมเข้ามาให้พื้นกลิ่นมีความนวลหอมมีเสน่ห์ติดผ่อนคลาย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโดดจนกลายเป็นอะโรมาเธอราพีมาจากไหน เพราะกลิ่นสายแต่แน่นอนว่าเลเยอร์ช่วงบนของกลิ่นจะยังมาครบทุกอย่าง และมีพรรคพวกสายปร่าติด Spicy เข้ามาร่วมด้วยอีกหนึ่งโทนนั่นคือ เพพเพอร์มินต์ ที่จะได้อารมณ์กึ่งมินต์เขียวกึ่งพริกไทยหน่อยๆ ที่สร้างความปร่าเย้าดึงดูดกำลังดี และมีความซ่าที่ผนวกเข้ากับกลิ่นมินต์ได้ดีเข้ามาเสริมอย่างกลิ่นโทนจูนิเปอร์เบอร์รี่ที่ให้อารมณ์แบบเหล้าจินปร่าติดเขียวเนียนๆ ในเนื้อกลิ่น ทำให้กลิ่นจะได้อารมณ์กึ่งฟรุตตี้ที่มีความหวานโปร่งออกแนวเครื่องดื่มสีแดงเล็กๆ ที่มีความาปร่าซ่าเจืออบอุ่นติดหวานแหลมเล็กๆ เป็นเลเยอร์กลางเชื่อมกับความนวลเย้าเจือสะอาดมาดคุณชายที่รองพื้นกลิ่นอยู่ ซึ่งกลิ่นจะได้อารมณ์ออกทางเซ็กซี่เย้ายวนแบบมาดดีปนลั่นล้าได้อย่างลงตัวมาก จนเมื่อจับต้องกลิ่นโทนไม้หอมที่ออกทางนวลติดจืดหอมหน่อยๆ พระเอกของงานก็มาแล้วกับไม้จันทน์หอมที่จะเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันสร้างความดึงดูดปนเย้ายวนออกทางติดสว่างมีระดับเข้ามา และก็เป็นตัวที่เปิดทางเข้าสู่ช่วงท้ายที่เรียกว่ายังคุมโทนได้ดีในความ Aromatic ของกลิ่นที่มีความอวลกำลังดี และจับต้องได้ถึงกลิ่นแนวอบอุ่นเนียนๆ อยู่ได้ตลอดจากโทนกลิ่นแนวถั่วตองก้าบีนที่ให้โทนกึ่งวานิลลากึ่งเชอร์รี่ปนยาสูบที่แอบมีอบเชยตามมาหน่อยๆ ปลายกลิ่น โดยจะมีกลิ่นไม้หอมขรึมๆ ปนจืดหอมนวลจืดที่เป็นลูกผสมระหว่างไม้ซีดาร์และไม้จันทน์หอมมาเป็นลูกค่สร้างอร่าที่มีระดับและมีเสน่ห์เย้ายวนแบบมีมาด และที่สำคัญจะหนีไปไหนไม่ได้ Signature ของ Creed จะต้องมีความนวลเนียนติดเค็มบางๆ มีเสน่ห์ของกลิ่น Ambergris หรืออำพันปลาวาฬที่มีคุณภาพดีรองพื้นให้ความเย้าอวแบบผิวกายติดเค็มตามธรรมชาติอ่อนๆ เข้ามาร่วมด้วย โดยทั้งหมดจะชูโรงกลิ่นไม้จันทน์หอมให้เด่นออกมาพอสมควรแบบได้กลิ่นเป็นความรู้สึกแรกแล้วจะตามด้วยความอวลเจือปร่าอ่อนๆ เคล้ากลิ่นผลไม้จางๆ ให้ความรู้สึกเจ้าเสน่ห์แบบมีระดับ โดยคุมโทนสีออกทางแดงที่ปล่อยเสน่ห์แต่มีความนวลเนียนรองพื้นให้รู้สึกได้ ถือเป็นการปิดท้ายกลิ่นคลอผิวกันยาวๆ ไปในการเป็น Original Santal ที่สร้างออร่ากลิ่นสายกรุ้มกริ่มแบบคุณชายได้ลงตัวมากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยเป็นต้นไปก็ใส่ตัวนี้ได้แล้ว เนื้อกลิ่นแม้จะมาสายเย้ายวนติดกรุ้มกริ่มแต่ก็ไม่ทิ้งมาดคุณชายสาย Nice ที่เป็นออร่ากลิ่นในสไตล์ Creed แต่อย่างใด ซึ่งกลิ่นนี้เรียกว่าครอบจักรวาลพอสมควรในการใช้งานช่วงกลางวัน ไม่ว่าจะใส่แบบทางการหน่อยๆ ออกงาน หรือใส่ทั่วๆ ไปได้หมด จะมีก็แต่ออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ แบบสาย Adventure ที่จะไม่เข้าทาง ที่สำคัญกลิ่นนี้เข้ากับการใส่ยามกลางคืนได้ดีมาก เพราะดึงดูดความสนใจได้ดีไม่พอ ยังให้ออร่ามีระดับได้ดีจริงๆ

ความทน - ลงตัวที่พื้นฐานกับ 8 ชม. สบายมาก แถมยังลากยาวไปต่อได้อีก ซึ่งส่วนตัวเจอสูงสุดถึง 12 ชม. ได้สบายมากกับการใช้ที่ 5 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แต่ไม่ได้บาดหนักหน่วงเพราะมีความสมดุลย์ในเนื้อกลิ่นที่ลงตัวมาก แล้วจะลดลงมากระจายปานกลางกันยาวๆ ไป จนถึงช่วงท้ายที่จะเป็นออร่ารอบๆ ตัว จนเมื่อพ้นซัก 10 ชม. จะลงมาเป็น Skin Scent ในที่สุด

สรุป - แน่นอนว่าตัวนี้ถือเป็นน้ำหอมสายกลิ่นอายกรุ้มกริ่มเย้ายวนที่มีสไตล์คุณชายรองพื้นที่ดีอีกหนึ่งกลิ่นในความเป็น Creed ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพกลิ่นมีความดีงามสมฐานะ แต่ถ้ามองในแง่ราคาที่อาจจะแตะเพดานสูงไป ตัวเลือกที่ใกล้เคียงอย่างเช่น Montblanc - Individuel ก็สามารถเป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยเหลือในเรื่องการเงินได้ เพียงแต่กลิ่นอาจจะไม่ได้นวลเนียนหรูหราเท่ากับ Creed ก็เท่านั้นเอง

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://creedboutique.com/products/original-santal


 

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: 100 Bon - Davana & Vanille Bourbon

100 Bon - Davana & Vanille Bourbon

เมื่อครั้งที่ได้เห็นว่า 100 Bon เอากลิ่นอายที่เป็นสายสมุนไพรติดเขียวปนหวานมีวูบกลิ่นผลไม้ของ Davana (วงศ์เดียวกับโกฐจุฬาลัมพา) กับกลิ่นโทน Oriental ที่มาสายอบอุ่นมาเจอกัน ถึงกับต้องหยุดคิดเลยว่าโทนกลิ่นจะออกมาในรูปแบบไหน และคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะต้องออกมาในรูปแบบกลิ่นขนม เช่นนั้น เลยทำให้คว้าแบบในทันที ไม่ลองด้วยนะ เพราะเน้นความตื่นเต้น และคิดว่ากลิ่นนี้น่าจะเสริมความลั่นล้าได้ แต่พอใช้จริงล่ะ

ตึ่งโป๊ะ! พลิกเกมกันเลยทีเดียว (และเป็นตัวอย่างที่ดีที่ถ้ามีโอกาสลองควรจะลองและซึมซับก่อน) แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใดๆ เพราะ Davana & Vanille Bourbon มาในรูปแบบออกทางโทนผลไม่นำเด่นเป็นสง่ามาเลย และมาแบบกลิ่นไม่ได้เป็นสายฉ่ำ เพราะในเนื้อกลิ่นมีโทนสมุนไพรติดเขียวแห้งๆ เจืออยู่ตลอดเวลา ทำให้การเปิดตัวจะได้อารมณ์แบบกลิ่นสมุนไพรแห้งรสผลไม้ที่มีความหวานอมเปรี้ยวปลายและลึกพอสมควร ซึ่งเป็นลักษณะกลิ่นของ Davana โดยจะมีกลิ่นอายแบบลูกพรุนที่ให้ความเปรี้ยวอมหวานเย้า และกลิ่นลิ้นจี่ที่เปรี้ยวหอมค่อนไปทางจืดคลอไปอย่างน่าสนใจไม่น้อยเลย

และเมื่อกลิ่นอายความหวานเริ่มมีโทนไม้หอมโปร่งๆ เข้ามาเสริมโทนความแห้งในเนื้อกลิ่นมากขึ้น กลิ่นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงกลางที่จะเป็นลูกครึ่งระหว่างโทนไม้หอมปร่าอ่อนๆ โปร่งๆ สไตล์ไม้ซีดาร์ตีคู่กับโทนกลิ่นของ Davana พร้อมลูกคู่ที่ยังให้ความเป็นสมุนไพรแห้งๆ กลิ่นผลไม้อยู่ แต่จะมีความกึ่งนวลกึ่งหวานเย้าดอกไม้บางๆ เข้ามาร่วมด้วยแนวๆ คล้ายโทรกุหลาบ กลิ่นเลยจะมีลูกเล่นเนียนๆ แฝงอยู่ จนเมื่อผ่านไปซักระยะจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความอวลอ่อนๆ นวลๆ เบาๆ ของวานิลลาที่มาแบบ Lite Version ที่เข้ามาร่วมแจม ทำให้เลเยอร์กลิ่นจะไล่จากกลิ่นผลไม้หวานอมเปรี้ยวแห้งๆ เจือไม้หอมรองพื้นด้วยอวลอ่อนๆ กรุ่นรุมๆ เบาๆ คงตัวในการเข้าสู่ช่วงท้ายแบบที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไ/ปจากช่วงกลางเท่าไหร่ แต่จะมีความอวลรุมๆ ติดผิวที่ชัดเจนมากขึ้นจากวานิลลาและมีกลิ่นออกทางพิมเสนสะอาดๆ เรื่อๆ ติดสมุนไพรหวานอ่อนๆ เนียนๆ อารมณ์กึ่งยาสมุนไพรเล็กๆ ที่เริ่มเข้ามาแทนที่กลิ่นผลไม้แห้งๆ สมุนไพรของ Davana ที่เหลือเพียงบางๆ ประปราย ทำให้ช่วงท้ายอารมณ์กลิ่นจะได้วานิลลาอ่อนๆ สบายๆ เบาๆ ติดโทนสมุนไพร Earthy ติดเปรี้ยวหอมแห้งๆ อ่อนๆ หวานหน่อยๆ ปลายกลิ่นติดผิวไปเรื่อยๆ ในสไตล์ Whispering Scent จนจางไปตามเวลา

เหมาะสำหรับ - Unisex เลยเข้าได้กับทุกเพศ ซึ่งถ้าพื้นเพชอบกลิ่นโทนผลไม้เปรี้ยวอมหวานอยู่แล้ว จะอินกับกลิ่นนี้ได้ไม่ยาก ซึ่งสามารถใส่ได้ทุกสถานการณ์ยามกลางวันเลย ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือทั่วๆ ไป เพราะกลิ่นไม่ได้มาสายปล่อยพลังอยู่แล้ว จะเอาไปใส่ออกกำลังกายยังได้เลย ส่วนยามค่ำคืน เน้นใส่เพื่อความผ่อนคลายสบายใจแบบชิลล์ๆ ดีกว่า เพราะกลิ่นนี้ไม่ควรใส่ไปท่องราตรี เพราะคนอื่นที่มาสายแรงๆ ทั้งหลายจะกลบเรามิดแบบ 100%

ความทน - ราวๆ 4 - 6 ชม. เป็นสำคัญ มีบวกลบที่ 2 ชม. อิงตามสภาพอากาศ สภาพผิวกายผู้ใช้ และจำนวนสเปรย์ ต่ำสุดในการใช้งานที่เคยเจอก็ 4 ชม. สูงสุดกับการอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันก็ 8 ชม. กับจำนวนสเปรย์ 8 สเปรย์

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีปานกลางในตอนต้น แล้วจะลดลงมาเป็นออร่ารอบๆ ตัวไวพอสมควรและลากยาวไปซักราวๆ 2 - 3 ชม. ก่อนจะกลายเป็นรุมๆ ติดผิว เข้าทางกลิ่นอายสายเบาๆ กระซิบๆ ขยับเนื้อตัวจะมาให้รับรู้จนค่อยๆ จางไป

สรุป - หนึ่งในกลิ่นวานิลลาที่มีความแตกต่าง เพราะไม่หนัก ไม่ขนม ไม่แป้ง จะให้ความรุมๆ เบาๆ สบายๆ ชูโรงกลิ่นโทนสมุนไพรรสผลไม้ได้อย่างน่าสนใจ และมีความ Unique แบบที่เน้นมุ้งมิ้งกับตัวเองไดดีลงตัวไม่น้อย แม้ว่ากลิ่นจะไม่ได้ทนมากนัก แต่พกไปเติมระหว่างวันเพื่อเพิ่มความสดใส เรียบง่ายและเรียบหรู ก็เป็นทางเลือกอีกทางที่ดี

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/100-Bon/Davana-Vanille-Bourbon-44800.html


 

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: AJMal - Aristocrat for Him

AJMal - Aristocrat for Him

เวลาที่เลือกน้ำหอม AJMal มาใช้งานในแต่ละครั้ง ในใจลึกๆ จะมีความรู้สึกแอบลุ้นอยู่พอสมควรว่า เราจะเจอกลิ่นสไตล์ไหนกันหนอ ซึ่งหลายๆ รุ่นก็ทำกลิ่นอายสายตะวันตกออกมาได้ดีมากและหลายๆ รุ่นจะมีความสอดแทรกกลิ่นอายโทนตะวันออกกลางเนียนๆ ให้รู้สึกได้เสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือรุ่น Aristrocrat for Him กับ Concept ที่จะสื่อสารถึงน้ำหอมผู้ชายสายสมาร์ท วางตัวดี มีระดับ และฝากรอยทางของกลิ่นที่มีความร่วมสมัยและหรูหราให้เป็นที่น่าจดจำ นำมาเป็นคำโปรยของกลิ่นพร้อมขวดที่มีความ Modern ที่กำลังจะมาขยายความกลิ่นในครั้งนี้ด้วย

เช่นนั้น เลิกเกริ่น เล่ากลิ่นมันเลยแล้วกัน

Top Notes - เรียกว่าเปิดตัวออกมาชัดเจนมากกับการเป็นโทนลูกผสมความเป็นกลิ่นอายสายสดชื่นแบบไม่ได้โฉ่งฉ่างเน้นโทนสว่างแบบสายตะวันตก และกลิ่นอายสายไม้หอมอวลลึกของไม้กฤษณาหรือ Oud ที่มีความนวลเจืออุ่นในแบบสายตะวันออกกลาง ซึ่งการผสมผสานกันจะมีเลเยอร์กลิ่นที่สร้างมิติสอดรับกันได้อย่างน่าสนใจระหว่างโทน Oud ที่ไม่ได้ถึงกับอวลลึกหนักหน่วงแต่จะให้เสน่ห์ของกลิ่นไม้หอมลึกเย้ายวนเจ้าทางอาระเบียนแบบเบาๆ ติดนวล Musk ที่มีกลิ่นออกทางแป้งดอกไม้ขาวหน่อยๆ ที่วูบเข้ามาตีคู่ไปกับกลิ่นโทนสดชื่นสว่างแต่ไม่ได้โฉ่งฉ่างเน้นการสร้างบรรยากาศความสดชื่น Airy ของแตงโมที่กลิ่นไม่ได้ออกทางหวานจ๋า แต่ออกทางหวานปนจืดสดชื่นติดเปรี้ยวสบายๆ ของมะนาวที่มีความขมติดเขียวปร่าติดปลายกลิ่นของมะกรูดฝรั่ง ที่สร้างความแมนสดชื่นให้เนื้อกลิ่น อารมณ์เลยเป็นกลิ่นอวลไม้หอมปนนวลท่ามกลางอากาศสดชื่นที่ดึงดูดและน่าสนใจมากไม่น้อยเลย

ก่อนจะเข้าสู่ Middle Notes เต็มตัว จะเริ่มสัมผัสกันได้ก่อนว่าจะเริ่มมีกลิ่นดอกไม้ขาวที่แทรกตัวเข้ามามากขึ้นตามลำดับ ซึ่งเต็มๆ เลยต้องยกให้มะลิที่ให้ความนวลติด Indolic ตุ่นเล็กๆ ค่อนไปทางโทนแป้ง เจอความแว๊กซ์ Spicy ติดหวานของลิลลี่ที่ไม่ได้มาแบบดอกไม้จ๋าจัดจ้านแต่มาแบบสร้างโทนสว่างขาวที่จับต้องได้ ที่ค่อยๆ มาเทคโอเวอร์ตามลำดับ จนโดดเด่นเต็มตัวในช่วงกลางเคล้าไปกับกลิ่นโทน Musky ที่กลายเป็นตัวเอกหลักไปในที่สุด โดยตีคู่กับโทนไม้หอมอย่าง Oud และเกลาให้มีความละมุนมากขึ้น ลดทอนกลิ่นอายสาย Traditional Oud แบบตะวันออกกลางลงไปอีกระดับ แต่ยังสร้างความขรึมน่าค้นหาอย่างมีนัยยะสำคัญให้กลิ่นอยู่ โดยยังมีกลิ่นแตงโมอ่อนๆ ประปรายสร้างมิติความสดชื่นแฝงอยู่ ทำให้อารมณ์กลิ่นจะสมาร์ทนุ่มนวลปนน่าค้นหาแบบสุภาพบุรุษชัดเจน และครบถ้วนกระบวนความในการนำเสนอกลิ่นอายสาย Woody Floral Musk ที่จับต้องได้ทุกโทนกลิ่น และเมื่อเข้าสู่ Base Notes ความเป็นโทนสดชื่นจะจางไปหมด และเนื้อกลิ่นจะอบอุ่นมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งโทน Musky, ดอกไม้ขาว และไม้หอมอวลลึกจะเริ่มรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันที่จะได้ความอุ่นอวลนวลลึก ที่ได้อารมณ์ของโทน Musk เป็นตัวเดินกลิ่นหลัก เสริมด้วยโทนน่าค้นหาติดอบอุ่นอวลกำลังดีของ Oud ที่มีแอมเบอร์เข้ามาเสริมให้กลิ่นในช่วงนี้สร้างความเป็นสุภาพบุรุษนุ่มนวลนิ่งๆ ติดอบอุ่นกำลังดี มีโทนระเรื่อหวานสะอาดเบาๆ ของพิมเสนให้รู้สึกได้แบบเย้าอ่อนๆ ให้โทนการเป็นกลิ่นอายสุภาพบุรุษนุ่มอวลกันไปเรื่อยๆ ซึ่งจากทั้งหมดทั้งมวลไล่เรียงลงมา อารมณ์กลิ่นจะให้แนวแบบผู้ชายมาดนิ่งในชุดสูทเท่ห์สมาร์ทและมีออร่าที่น่าค้นหาชวนเข้าใกล้ ซึ่งถือว่าสื่อสารออกมาได้อย่างดีและลงตัวตาม Concept ชัดเจน

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวันทำงานขึ้นไป กลิ่นมาสายทางการพอสมควรในการใช้งาน แต่ก็แฝงไปด้วยความเย้ายวนน่าค้นหาเนียนๆ ในความนวลนิ่งไปตลอด แต่ก็สามารถใส่แบบทั่วๆ ไปได้อยู่ สร้างความขรึมนิ่งเท่ห์เย้ามีสไตล์ได้น่าสนใจอีกด้วย แต่ให้ตัดการใส่เพื่อกิจกรรมกลางแจ้งลุยๆ และออกกำลังกายออกไปได้เลย ไม่เข้าทางทุกประการ ส่วนยามค่ำคืนนอกจากใส่ออกงานต่างๆ ที่ใส่ได้สบายมากแล้ว เพิ่มสเปรย์หน่อยสามารถใส่ท่องราตรีได้ด้วยเช่นกัน แต่จะโดดเด่นแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้ตัวใส่ด้วยส่วนหนึ่ง

ความทน - ดีงาม เพราะพื้นฐานคือ 8 ชม. แน่นอน และไปต่อได้มากกว่านั้นอีกมาก เพราะส่วนตัวเจอไปที่ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่และตีขึ้นให้รับรู้รุมๆ อยู่ตลอด

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาตามลำดับจนเป็นออร่ารอบๆ ตัวเมื่อผ่านไปซัก 8 ชม. แล้ว

สรุป - ถ้าบอกว่าเป็น Safe Scent ในสายน้ำหอมตะวันออกกลาง อันนี้เรียกว่าได้เลยสำหรับกลิ่นนี้ มีความเป็น Daily Scent สูงมาก แต่ถ้าเอามาเทียบกับกลิ่นอายน้ำหอมสายตะวันตกและความคุ้นเคยทางกลิ่นของคนไทย อาจจะมีตกใจช่วงแรกกันหน่อยนึงเพราะความเป็นตะวันออกกลางมีความชัดเจนพอสมควร แต่อย่างน้อยกลิ่นนี้ก็สามารถเป็นกลิ่นอายสไตล์ Oud ที่ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน รวมถึงเป็นกลิ่นที่สร้างออร่าสมาร์หล่อคมได้ไม่ยาก

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/Ajmal/Aristocrat-45061.html


 

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Maison Francis Kurkdjian - Amyris Homme

Maison Francis Kurkdjian - Amyris Homme

Amyris หรือจะเรียกเป็น West Indie Sandalwood ก็ได้ เป็นหนึ่งในพืชที่จะมียางในต้นไม้ที่ให้กลิ่นอายเข้มข้นมาก โดยมีลูกผสมที่อยู่ระหว่างการเป็นไม้จันทน์หอมเจือความเป็นไม้ซีดาร์ ติดไม้สนไพน์และมีกลิ่นโทน Citrus ค่อนไปทางเปลือกส้มหน่อยๆ เจืออยู่ โดยภาพรวมจะมีความปร่านวลเข้มๆ ซึ่งกลิ่นอายลักษณะนี้เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่มีความน่าสนใจมากในการนำมาสร้างสรรค์น้ำหอมที่มีลูกผสมของการเป็นโทนสดชื่นติดยางไม้แบบสาย Cool ได้ดีเลยทีเดียว

ซึ่งหลายๆ แบรนด์ต่างก็เอา Note กลิ่นนี้มาเป็นหนึ่งในการสร้างมิติกลิ่นมานักต่อนัก รวมถึง Maison Francis Kurkdjian เองที่เอามาเป็นตัวชูโรงสร้างกลิ่นอายสายดูโอชายหญิงตั้งแต่ปี 2012 และก็กลายเป็นตัวยอดนิยมของแบรนด์จนถึงทุกวันนี้ และหลังจากพะเน้าคลอเคลียกับรุ่นผู้ชายนี้มาพอสมควร ก็ได้เวลามาไล่เรียงกันหน่อยว่ากลิ่นอายนี้จะสื่อสารออกมาอย่างไร และ Amyris Homme ก็บอกออกมาแบบนี้เลย

เปิดมาความแมนก็มาชัดมากับกลิ่นโทน Fresh Spicy ที่มีพื้นฐานกลิ่นกึ่งโทนสมุนไพรที่มีความปร่าซ่ากึ่งเพพเพอร์มินต์ แต่ไม่ได้เผ็ดวูบขึ้นมาเท่าเพราะมีโทนเมนทอลมาทำให้กลิ่นมีความปร่าอะโรม่ากำลังดีของโรสแมรี่ เสริมด้วยโทน Citrus ที่เป็นลักษณะกลิ่นคล้ายเปลือกส้มและมีความเป็นกลิ่นส้มหน่อยๆ ที่สร้างความสดชื่นให้เนื้อกลิ่นเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งทำให้วูบแรกของกลิ่นที่อยู่คงค้างราวๆ 5 นาที จะเป็นลักษณะโทนกลิ่นสดชื่นแมนๆ ที่ให้อารมณ์ Cool และสมาร์ท ซึ่งบางวูบจะได้ความรู้สึกแบบโทนกลิ่น Niche Perfume ใช้ง่ายที่ใกล้ความเป็น Designer ที่เนื้อกลิ่นคุณภาพสูงกันได้เลยทีเดียว และเมื่อกลิ่นโทนออกทางกลิ่นนวลกึ่งปร่ามีความหนาขึ้นมาอีกสเต็ปค่อยๆ เปิดตัวออกมาจนจับต้องได้ว่าเป็นกลิ่นของ Amyris ที่มีความนวลติดจืดแบบไม้จันทร์หอมแต่ติดปร่าแบบไม้ซีดาร์และมีความสะอาดแบบไม้สนไพน์ ก็เริ่มเข้าสู่ไฮไลท์ของน้ำหอมในการปูทางเข้าสู่ช่วงกลางตามลำดับ

เมื่อกลิ่นยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงคือ Amyris เป็นตัวหลักในการเดินกลิ่น คุมโทนไม้หอมปร่านวลเจือโทนสว่าง และมีกลิ่นโทนติดอับคล้ายแป้งหน่อยๆ ของไอริสปนกลิ่นดาร์กโกโก้ที่สร้างโทนเข้มซ้อนอยู่ในเนื้อกลิ่น รวมถึงปลายกลิ่นจะได้กลิ่นออกทางคล้ายน้ำมะพร้าว แต่ก็ไม่ได้ไปสายขนมแต่อย่างใด เพราะ Cooling Effect ที่ได้จากกลิ่นโทนสมุนไพรของโรสแมรี่ยังตามมาอยู่ในช่วงนี้ ทำให้โทนกลิ่นจะปิดทิศทางในการไปสายขนมชัดเจน แต่จะให้โทนกลิ่นปร่าปนไม้หอมติดดาร์กอวล มีความแมนแอนด์แฮนซั่มน่าค้นหาแบบอารมณ์สมาร์ทมาเลย ซึ่งจะมีทั้งความฟุ้งอวล ปร่านวลแต่ก็ไม่ได้ข้นหนักหน่วง เน้นแผ่ออกรอบตัวสร้างออร่าบาเรียเสียมาก จนเมื่อจับต้องกลิ่นออกทางติดขมเจือไม้มีความเข้มค่อนไปทางกาแฟ ที่เข้ามารับช่วงต่อในการสร้างโทนดาร์กแมน สถานะกลิ่นเลยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายที่ความเป็นปร่านวลครีมหอมค่อนไม้จันทน์หอมของ Amyris ยังคุมโทนอยู่แต่จะเริ่มมีกลิ่นออกทางเย้าลึกเจือหนังที่มีความขมติดหวานหอมของหญ้าฝรั่น รวมถึงมีกลิ่นที่ติดหวานนวลเจือเขียวหญ้าแห้งปนยาสูบหน่อยๆ ที่เป็นตัวตอกย้ำความแมนลงไปอีกอย่างจากถั่วตองก้าเสริมเข้ามา ทำให้กลิ่นจะสร้างอะโรม่าของโทนไม้หอมเจือยางไม้ปนอวลที่ชัดและคุมโทนความแมนในเนื้อกลิ่นได้ดีโดยที่มีการเกลากลิ่นได้อย่างลงตัวและสมดุลย์ ไม่ได้ดูพยายามยัดเยียด แต่ให้ความเป็นกลิ่นอายสไตล์ผู้ชายที่คุมโทนผู้ชายเท่ห์ๆ Cool ที่มีลุคสไตล์ Smart Casual ที่จะไปทางเนี้ยบก็ได้ จะไปทางเท่ห์ก็สามารถ ที่สำคัญกลิ่นมีความร่วมสมัยที่มีความทันสมัยเพราะลักษณะกลิ่นตั้งแต่ต้นยันจบ แอบมีความ Classic ของกลิ่นอายสายสมุนไพรเนียนๆ ที่ทำให้จะมองเป็นโทนสุภาพบุรุษติดอวลหน่อยก็ย่อมได้นั่นเอง

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็ใช้งานได้แล้ว ซึ่งกลิ่นจะเน้นความแมนที่ชัดเจนและเสริมความหล่อทางกลิ่นได้ไม่ยาก เพียงแต่จะไม่ได้สร้างโทนที่ลั่นล้าหรือยั่วเย้าจงใจอะไรขนาดนั้น เพราะเน้นสมาร์ทและ Cool มากกว่า เลยเข้ากับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปแบบเน้นลุค Smart Casual จนถึงเนี้ยบสุภาพบุรุษ จะมีก็แต่ใส่เพื่อออกกำลังกายที่อาจจะต้องเบามือเบาสเปรย์นิดนึง เพราะกลิ่นฟุ้งใช่ย่อยเดี๋ยวตึ้บเข้าให้แทน ส่วนยามค่ำคืน บอกเลยว่ากลิ่นนี้ครอบจักรวาลใส่ได้หมดทั้งออกงานและท่องราตรีแบบมีระดับและมีคลาส

ความทน - กลิ่นทนดีมากจริงๆ กับพื้นฐานที่ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้อีก โดยส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. ที่ยังไม่หมดฤทธิ์ในการส่งกลิ่นให้รับรู้ แถมยังติดผิวลากไปต่อถึง 15 ชม. ได้อีก เรียกว่าเป็น EDT ที่ความทนสะใจจริงๆ

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีมากในตอนต้น แล้วจะลดลงมากระจายดีกันยาวๆ ไปพอสมควร ก่อนจะผ่อนลงมาปานกลางจนราวๆ 6 ชม. ถึงเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ไป จนถึงราว 8-12 ชม. ที่จะเริ่มติดผิว (อิงตามแต่ละสภาพผิวผู้ใช้)

สรุป - อีกหนึ่งกลิ่นแมนๆ ที่ไม่ได้พยายามโชว์ความแมนจัดยัดเข้ารูจมูก แต่จะให้ความแมนแบบมีคลาส มีความ Smart และก็มีความครอบจักรวาลในการใช้ที่ดีเลยทีเดียว ซึ่งเอาจริงๆ ก็ใช้คำว่าแมนแบบชิคๆ ที่มีเสน่ห์ก็ยังได้เลย ที่สำคัญ MFK เองไม่ได้ทำน้ำหอม Niche ที่ต้องปีนบันไดใช้ เช่นนั้นกลิ่นนี้ถือเป็น Niche ใช้งานที่เอาใจคนชอบน้ำหอมแมนๆ สาย Designer ด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://makeup.com.ua/product/101498/


 

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: Maison Francis Kurkdjian - L’Homme A La Rose

Maison Francis Kurkdjian - L’Homme A La Rose

จากความสำเร็จของการสร้างสรรค์กลิ่นอายสไตล์กุหลาบทั้งแบบกุหลาบระเรื่อธรรมชาติในรุ่น A La Rose และกุหลาบสดชื่นสีชมพูสว่างสดใสในรุ่น L’Eau A La Rose คราวนี้ก็ได้เวลามาแปลงสารความเป็นกุหลาบสายนี้ในการเป็นน้ำหอมชายกันบ้าง และก็ออกมากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับรุ่นนี้ L’Homme A La Rose

ซึ่ง Maison Francis Kurkdjian จะเอาความเป็นกุหลาบที่มีมุม Feminine สูงมาปรับให้เป็นกลิ่นอายที่ผู้ชายใส่แล้วจะสร้างกลิ่นอายออกมาแบบไหน เช่นนั้นได้เวลาใช้แล้วบอกต่อกันเต็มๆ แบบนี้เลยว่า

สปอยก่อนลงรายละเอียดว่า “ทำได้ดีเกินคาด” เพียงแต่กุหลาบจะไม่ได้เป็นตัวเอกของกลิ่น แต่มาเป็นองค์ประกอบที่จะมีให้จับต้องได้ทุกช่วง อารมณ์จะแบบเหมือนเพื่อนพระเอกหรือผู้ช่วยพระเอกที่บทบาทไม่ได้เด่นแต่ก็อยู่ข้างพระเอกจนละครจบ ไม่ได้ล้มหายตายหรือแย่งซีนมาเด่นเกินหน้าเกินตาใครแต่อย่างใด ซึ่งถ้าลงรายละเอียดก็จะแยกออกมาได้แบบนี้เลยว่า

ช่วงต้นจะเป็นการเปิดตัวกลิ่นในการเป็นโทนสว่างและสดชื่นแบบกำลังดีด้วยกลิ่นอายของโทนเกรปฟรุตที่จะพุ่งออกมาสร้างความเป็น Citrus ติดแปร่งสว่างกันก่อนเลย แต่กลิ่นจะไม่ได้คมเปรี้ยวจี๊ดแต่อย่างใด เพราะเนื้อกลิ่นจะมีกลิ่นออกทางติดเขียวคล้ายโทนดอกส้มที่สกัดแบบไอน้ำ (Neroli) ที่จะให้ความสดชื่นติดเปรี้ยวเขียวแล้วตามด้วยนวลปลายกลิ่นก่อนในวูบแรก ตามด้วยการแท็คทีมสร้างความเป็นโทนติดสมุนไพรหอมปร่ากึ่งพริกไทยนวลๆ คล้ายเพพเพอร์มินต์ที่มาแบบเบาๆ แต่มันจะมีเลเยอร์ติดขมและมีความคาวหน่อยๆ เข้ามาตามลักษณะกลิ่นของ Sage ที่ทำให้กลิ่นมีความเป็นโทนกลิ่นสไตล์ผู้ชายที่มีลูกเล่นเลเยอร์กลิ่นชของ Citrus Herbal Aromatic ที่ชัดเจนพอสมควร ซึ่งช่วงนี้ถ้าพื้นเพเดิมใครที่ Sensitive กับกลิ่นคิดคาวคล้ายโทนน้ำเมือกติดเขียวหน่อยๆ อาจจะร้องออกมาได้เลยว่า “เอิ่ม” แต่เพราะเนื้อกลิ่นมีตัวซ้อนซ่อนอยู่ด้านหลังอย่างกุหลาบหอมนวลเลยทำให้ตัดทอนกับกลิ่นสมุนไพรเจือคาวอ่อนๆ ตามธรรมชาติแบบที่ทำให้กลิ่นเริ่มสมดุลย์และดีขึ้นตามลำดับ

และเมื่อเริ่มจับต้องได้ถึงกลิ่นโทนไม้หอมติดอวลๆ มีความอุ่นติดเค็มหน่อยๆ และมีความอวลกระจายของกลิ่นไม้แห้งๆ ที่เริ่มเปิดตัวเข้ามาเนียนๆ แบบที่ค่อนข้างชัดเจนว่ากลิ่นนี้มีองค์ประกอบของ Amberwood หรือโทนกลิ่นแนว Ambroxan (สารสังเคราะห์ที่ใช้แทน Ambregris หรืออำพันปลาวาฬ) ที่เพิ่มเติมเอาความเป็นไม้หอมติดแห้งเข้าไป ก็จะเปลี่ยนสถานะในการเข้าสู่ช่วงกลางของน้ำหอมที่ชัดเจน โดยคราวนี้กุหลาบจะเริ่มมีความชัดขึ้นมาอีกระดับ ให้ความนวลหอมอะโรม่าติดหวานโรแมนติดแบบกำลังดีกับโทนอบอุ่นอวลไม้หอมเจือกลิ่นคล้ายผิวกายติดเค็มนวล รวมถึงกลิ่นจากช่วงต้นต่างๆ จะยังมาสร้างออร่าสดชื่นบางๆ เคล้าสมุนไพรปร่าของ Sage ที่ความคาวเริ่มจางไป กลิ่นเลยจะได้ความอบอวลแบบกำลังดี มีความเป็นโทนอบอุ่นอวลไม้หอมที่ On Top เนื้อกลิ่นด้วยกุหลาบนวลได้ลงตัวมาก ซึ่งบอกเลยว่าช่วงนี้แหละ คือ ไฮไลต์ของกลิ่นและสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในการเป็นกุหลาบแบบผู้ชายลงตัวตามชื่อรุ่นว่า L’Homme A La Rose และมีความเป็นกลิ่นที่เข้าเทรนด์กลิ่นน้ำหอมยอดนิยมที่มีพื้นกลิ่นเป็นสไตล์ Ambroxan เพิ่มไม้หอมแบบที่สร้างความดึงดูดในยุคสมัยนี้เป็นอย่างยิ่ง

จากช่วงกลางบอกเลยว่าช่วงท้ายไม่แปลกใจที่กลิ่นโทน Amberwood จะยืนหนึ่งเคล้ากลิ่นโทนอบอุ่นที่มีมากขึ้นจากกลิ่นโทนสไตล์ Amber ที่มีความลึกอวลติดปลายกลิ่นหนังเล็กๆ และมีกลิ่นคล้ายๆ โทนเขียวหญ้าแห้งเจือวานิลลาจากสารหอมแนว Coumarin ที่สกัดจากถั่วตองก้า โดยจะมีความหวานอวลและสร้างออร่ากลิ่นโทนผู้ชายอบอุ่นเสริมเข้ามาอีกดอกตอกย้ำกันไปเลยว่า L’Homme กันอย่างชัดๆ ซึ่งความนวลกุหลาบจะยังตามมาจากช่วงกลางให้ความระเรื่อคลอแบบผ่อนคลายและโรแมนติคเนียนๆ ในเนื้อกลิ่นอยู่ ซึ่งคุมโทนกันยาวๆ ในการเป็นกลิ่นอายสาย Woody - Ambery ที่ให้ความกำลังดี อวลกระจายอย่างมีชั้นเชิงแบบที่ไม่ได้ดูพยายามโชว์ของ แต่ให้ความระเรื่อมีเสน่ห์แบบผู้ชายมีระดับ อบอุ่น โรแมนติค มีเสน่ห์เย้ายวน และทันสมัยแบบที่ยังไงใส่แล้วก็รอดทางด้านกลิ่นอย่างมีชั้นเชิงสูงมาก

เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยเรียนมหาลัยขึ้นไปก็สามารถใส่ตัวนี้ได้สบายมาก กลิ่นมีความทันสมัยที่ยังไงก็บ่งบอกถึงน้ำหอมชายที่ Trendy สูงมากและอยู่กันไปต่อยาวๆ อีกนาน ซึ่งกลิ่นนี้สามารถใช้ได้ในแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวันไม่ว่าจะทางการหรือทั่วๆ ไปใส่ได้ยังไงก็หล่อ แต่จะมีแค่การใส่เพื่อออกกำลังกายที่ไม่เข้าทางนักเพราะกลิ่นมีความอวล เดี๋ยวจะตีขึ้นจนจุกเสียก่อนทั้งคนใช้เองและคนรอบข้างเอาได้ ส่วนยามค่ำคืนเหมาะมากกับการใส่ออกงานเพราะกลิ่นมีความเป็นผู้ชายโรแมนติคที่ทันสมัยเลยล่ะ รวมถึงการใส่ท่องราตรีบอกเลยอัดสเปรย์หน่อยไปสู้กับคนอื่นๆ สายอวลได้สบายมาก

ความทน - กลิ่นทนมากจริงจัง ยืนพื้นก่อนเลยที่ 8 ชม. และไปต่อกันได้อีก เพราะ Amberwood เองเป็นตัวที่เสริมเรื่องความทนอยู่แล้วด้วย เช่นนั้นสูงสุดที่เจอคือ 18 ชม. อาบน้ำไปแล้วกลิ่นยังติดจางๆ อยู่เลย อันนี้ดีงาม

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะพีคขึ้นมากระจายดีมากในช่วงกลางกันยาวๆ ไป พอเข้าช่วงท้ายจะยังคงความดีงามในการกระจายอยู่ไปพอสมควรก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลงตามลำดับ จนเมื่อเข้าราวๆ 10 ชม. กลิ่นจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวกันยาวๆ ที่ยังไงคนรอบข้างก็ยังได้กลิ่นอยู่

สรุป - พื้นฐานดี รู้ใจลูกค้าผู้ชายยุคใหม่ จับ Trend กลิ่นได้อย่างอยู่หมัดและปรับแต่งให้เป็นสไตล์ของแบรนด์ บอกเลยว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วสำหรับกลิ่นนี้ ซึ่งแม้ว่ากุหลาบจะไม่ได้เด่นมาก แต่ยังไงก็จับต้องได้อยู่เรื่อยๆ ไม่หนีไปไหน ซึ่งถ้าเคยผ่านและอิน Gentle Fluidity Silver ของแบรนด์นี้มาก่อน บอกเลยว่าอาจจะโดน L’Homme A La Rose ตกเข้าให้ เพราะพื้นฐานกลิ่นมีโทนเดียวกันเป็นตัวเอก ต่างกันที่กลิ่นนี้มีกุหลาบเป็นตัวช่วยเสริมโทนโรแมนติคเข้าไปมากขึ้นนั่นแล

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/news/Maison-Francis-Kurkdjian-L-Homme-%C3%80-la-Rose-14027.html

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: PRYN PARFUM - Marcello

PRYN PARFUM - Marcello

“ผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ Marcello Mastroianni แน่นอนว่าหล่อมากและเป็นนักข่าวสาย Gossip ไฮโซ ดารา และบุคคลชั้นสูงต่างๆ โดยเน้นการใช้ชีวิตยามกลางคืนไปตามแหล่งเริงรมย์ต่างๆ ซึ่งเขาพยายามจะไขว่คว้าหาความสุขและทำให้ชีวิตดีขึ้น ผ่านการล่าข่าวและล่าสาวไฮโซหรือดาราที่ได้พบเจอ แต่ก็วนกลับมาที่ความล้มเหลวอยู่ตลอด และไม่รู้ว่าตัวเองต้องการและไขว่คว้าหาอะไรกันแน่เพราะมีแต่ความว่างเปล่า รวมถึงยิ่งตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ La Dolce Vita = ชีวิตอันหวานชื่นรื่นรมย์อย่างที่ต้องการ”

นี่คือเรื่องราวโดยย่อของภาพยนตร์อิตาลีคลาสสิคและยอดเยี่ยมตลอดกาลของ Federico Fellin กับชื่อเรื่องว่า La Dolce Vita (ฉายในปี 1960) ที่เรียกว่าสร้างสรรค์ออกมาได้วิพากษ์วิจารย์และเสียดสีชีวิตได้ชัดเจนตีแสกหน้ากันเต็มๆ ทำให้เกิดอิมแพ็คหลายๆ อย่างต่อสังคมไม่น้อยเลยทีเดียว

และตัวเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง Marcello ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นหอมสาย Exclusive ที่ผลิตและวางจำหน่ายเฉพาะออกมา ซึ่งจะสร้างอัตลักษณ์ทางกลิ่นอย่างไรบ้าง ก็ว่ากันได้ตามนี้เลย

เปิดตัวด้วยอารมณ์แบบนั่งอยู่ในสถานที่บันเทิงเริงรมย์ยามค่ำคืนแบบนั่งอยู่ที่บาร์เครื่องดื่ม ซึ่งกลิ่นเหล้าคอนยัค มาแบบเต็มชัดแกล้มไปกับกลิ่นถังไม้โอ๊คที่บ่มเหล้าที่ฟุ้งกระจายออกมาสร้างความดึงดูดกันก่อน แต่ก็ไม่ได้จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะว่าจะมีกลิ่นออกทางยาสูบที่ให้ความหวานโปร่งเคล้าควันซิการ์อ้อยอื่งเจือกลิ่นหญ้าแห้งเขียวอะโรม่าติดขมแกล้มเปรี้ยวปลายกลิ่นของสาย Citrus บางๆ ที่เป็นตัวสนับสนุนให้กลิ่นมีความดึงดูดและปล่อยเสน่ห์ และเมื่อดมลงไปให้ชัดใกล้ผิวมากขึ้นจะได้กลิ่นโทนหนังเจือไม้หอมติดดาร์กเข้มนิด อารมณ์กลิ่นบอกชัดมากถึงผู้ชายเจ้าเสน่ห์ที่มาเต็มกันตั้งแต่แรกเริ่มจากกลิ่นอายสายเหล้าคลอเคล้าด้วยกลิ่นอ้อยอิ่งเย้ายวนแมนมีเสน่ห์ของไม้หอมและกลิ่นหวานเจือเขียวแห้งอะโรม่าปนควันที่มีความเข้มเท่ห์รองพื้น สร้างภาพในหัวในการใช้งานได้เลยว่าเหมือนเห็นผู้ชายใส่สูทเท่ห์ๆ คนหนึ่งนั่งจิบคอนยัคที่บาร์เหล้า แล้วมีออร่าเสน่ห์น่าค้นหาและเซ็กซี่ปล่อยออกมาแบบเนียนๆ แต่ชัดทุกอณูมาเลย เรียกแขกแบบมีชั้นเชิงชัดเจนมาก

เมื่อกลิ่นดำเนินไปซักพักการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มขึ้นแบบที่ยังคงคุมโทนกลิ่นช่วงต้นอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมที่กลิ่นอายโทนเหล้าที่จะมีกลิ่นบรั่นดีเชอร์รี่เข้ามาร่วมด้วย ทำให้กลิ่นโทนเครื่องดื่มจะมีความอ้อล้อระหว่างคอนยัคกับบรั่นดีเชอร์รี่ที่มีเลเยอร์กลิ่นจากเหล้าติดผลไม้เจือไม้โอ๊คเป็นเหล้าที่มีกลิ่นเชอร์รี่และมีกลิ่นผลไม้แห้งหวานปลายกลิ่น และจะมีลูกคู่ที่เข้ามาเสริมทัพสร้างความอวลดาร์กน่าค้นหาอย่างดาร์กชอคโกแลตที่มีความนวลกุหลาบลุ่มลึกเดินขนานไปกับกลิ่นโทนยาสูบติดควันและกลิ่นหญ้าแห้งเขียวอะโรม่า ทำให้ช่วงนี้จะมีความกึ่งกลางพอดีระหว่างกลิ่นอายสไตล์ผู้ชายเจ้าเสน่ห์กลั้วคลอไปกับกลิ่นอายผู้หญิงที่มีความน่าค้นหาดึงดูดอย่างมีจริต โดยพื้นกลิ่นยังมีความชัดเจนเวลาดมใกล้ผิวคือโทนหนังเจือไม้เข้มที่ให้ความปลุกเร้ารุมๆ อวลๆ มีความนัวดาร์กติดเขียวเข้มหน่อยๆ และมีโทนอุ่นเนียนๆ สร้างความเย้าและเร้าใจปนเซ็กซี่ โดยไม่ทิ้งความมีชั้นเชิงและความลุ่มลึกน่าค้นหาไปแต่อย่างใด

และเมื่อโทนกลิ่นฝั่งฝ่ายชายสายคอนยัคและกลิ่นอายสายบรั่นดีเชอร์รี่เริ่มเบาลงให้กลิ่นหนัง กลิ่นไม้หอมเข้มอวลที่จับต้องได้ว่าเป็นกลิ่นไม้มะฮอกกานี และกลิ่นเขียวเข้มติดโทนดาร์กน่าค้นหาสไตล์ของ Oak Moss ก็เข้าสู่ช่วงการเป้นสายปลุกเเย้าเร้าใจที่ให้ความอบอวลเจือหวานลึกในเนื้อกลิ่นอ่อนๆ สร้างกิมมิค เนื้อกลิ่นมีความเป็นโทนคล้ายไออุ่นผิวกายนวลของโทนหนังที่เจือความเป็น Musk เย้าแกล้มความปร่าซ่าบางๆ คล้ายโทนพิมเสนเล็กๆ แกมกลิ่นเหล้าเบาๆ ที่ติดคลอผิวกาย อารมณ์กลิ่นจะเริ่มหยุดความอ้อล้อมาเป็นหนึ่งเดียวกันที่ให้ความอีโรติคเนียนๆ แบบกลิ่นกายรวมเป็นหนึ่งประมาณนั้น และที่สำคัญขาดไปไม่ได้ Signature ของสุคนธกรที่จะต้องมีนั่นคือโทน Incense เนียนๆ ในเนื้อกลิ่นคลอไปกับโทน Smoky ติดควันคล้ายควันบุหรี่อ้อยอิ่งที่สร้างความน่าค้นหาเข้าไปอีกสเต็ป กลิ่นช่วงท้ายเลยจะมีอารมณ์อวลลึกดึงดูดที่มีระดับและมีคลาสมาก ไม่ได้อีโรติคจ๋าแต่มีความรู้สึกของกลิ่นอายพลังทางเพศที่มีชั้นเชิงและมีเสน่ห์เต็มเปี่ยมจริงๆ

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex แต่ค่อนไปทางผู้ชายราวๆ 75% ได้เลย แม้ว่าจะมีโทน Feminine เข้ามาผสมผสานอยู่บ้าง แต่มันให้อารมณ์รุ่มรวยสไตล์เพลย์บอยก็ได้ หรือกลิ่นอายเจ้าเสน่ห์ที่ชวนค้นหาก็ได้ ซึ่งกลิ่นไม่ได้เข้ากับงานทางการเท่าไหร่เพราะกลิ่นเหล้าชัดมากเลยทีเดียว แต่ก็ใส่ทำงานได้อยู่ถ้าไม่หนักมือเกินไป เผลอๆ สร้างความเร้าใจและเซ็กซี่ได้อีกด้วย ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายข้ามไปได้เลย แต่ที่เด็ดดวงที่สุดคือ การใส่ท่องราตรีหรือออกงานยามราตรีนี่แหละที่เข้าทางสร้างความ Charming เจ้าเสน่ห์ได้ชัดเจนมากจริงๆ

ความทน - ดีงามมากมาย กับ 15 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ กับการใช้ที่ 5 สเปรย์ ซึ่งถ้าสภาพผิวไม่ได้เอื้อมาก อย่างน้อย 8 ชม. ก็เอาอยู่

การกระจาย - ดีมากในช่วงต้น เรียกว่าอารมณ์ยืนอยู่ตรงบาร์เครื่องดื่มที่มีถังไม้โอ๊ควางเรียงรายกลิ่นคอนยัคฟุ้งเคล้ากลิ่นเย้ามีเสน่ห์จากคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้เลย ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาที่กระจายดีกันซักระยะ แล้วผ่อนลงเป็นปานกลางจนเป็นออร่ารอบๆ ตัวในช่วงท้ายที่คงตัวยาวไปแบบชวนคลุกวงในกันได้ไม่ยาก

สรุป - หนึ่งในน้ำหอมประจำตัวสายเจ้าเสน่ห์แต่มีระดับและมีคลาสมากๆ ของผู้เขียนเลย เพราะมีความดีงามในการสื่อสารกลิ่นอายเหล้า เคล้านารีและชีวิตในยามราตรีที่บันเทิงเริงรมย์ ก่อนจบที่โทนอีโรติคเนียนๆ ที่มีชั้นเชิง มันคือหนึ่งในความสุดยอดมากจริงๆ

และนอกจากที่ Concept กลิ่นจะเล่าถึง Marcello แล้ว ในหลายๆ ครั้งที่ใช้งานกลิ่นนี้ จะให้อารมณ์ประหนึ่งตัวเองเป็น James Bond ที่เจอสาวบอนด์สายลับตัวฉกาจในบาร์ ชนแก้วลับเหลี่ยมคมการสนทนากันไปมา ก่อนปิดท้ายที่ห้อง แล้วจบลงในยามเช้าที่กลิ่นอายอวลเย้านัวอีโรติค จนฝ่ายหญิงลุกขึ้นเดินเปลือยไปสวมชุดในขณะที่ฝ่ายชายมองอย่างเป็นประกายที่แผ่นหลังพลางชวนคุย และเมื่อฝ่ายหญิงจะออกจากห้องก็ได้ทิ้งท้ายว่า “ครั้งหน้าที่เราจะได้เจอกัน หวังว่าเราคงไม่ใช่ศัตรูกันนะคะ James Bond”

แบบว่าใช่มากๆ เลยล่ะ

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/Pryn-Parfum/Marcello-39697.html

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

Review: PRYN PARFUM - Indium B.O.B

PRYN PARFUM - Indium B.O.B

Boys of Bangkok หรือเรียกสั้นๆ ว่า B.O.B เป็นหนึ่งในกิจกรรมการรวมตัวของแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชาย 3 แบรนด์ไทยอย่าง Leisure Projects, Q Design And Play และ P.Mith ในการสร้างแฟชั่นโชว์ใที่จุดประกายให้เสื้อผ้าผู้ชายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมมากขึ้นและสร้างทิศทางแฟชั่นของผู้ชายไทยในสไตล์ต่างๆ ตาม Concept ของแต่ละแบรนด์ที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางแฟชั่นที่สร้างอิมแพ็คอย่างมากให้กับวงการแฟชั่นไทยมากเลยทีเดียวในแต่ละปีที่ผ่านมา

แต่เราไม่ได้สายแฟชั่น เรามาที่กลิ่นแทนแล้วกัน เพราะว่า B.O.B เองก็มีน้ำหอมที่สร้างออกมาเป็น Exclusive เฉพาะเหมือนกันกับการเอา Concept ทั้ง 3 แบรนด์ข้างต้นมารวมเข้าด้วยกัน นั่นคือ ความสนุกสนานและมีชีวิตชีวาของ Leisure Projects ความสดใสและดึงดูดของ Q Design And Play และความขรึมสมาร์ทและสุภาพบุรุษของ P.Mith โดยมีนำเอาชื่อธาตุทางเคมีคือ Indium ที่เอาไปเบลนด์กับอะไรก็ไปได้ดี มาเป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมโยงทั้ง 3 Concepts เข้าด้วยกัน โดยผู้สร้างสรรค์กลิ่นคือสุคนธกรอย่างปฤณ ลมรส (จาก Strangers Parfumerie และ Parfums Prissana) ในนามแบรนด์ PRYN PARFUM และกลิ่นที่ได้นั้นก็เป็นแบบนี้

Indium B.O.B จะมีพื้นฐานกลิ่นที่อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบนั่นก็คือกลิ่นอายโทนเมทัลลิคและแร่ธาตุอ่อนๆ อารมณ์แบบกลิ่นน้ำแร่เคล้าอารมณ์แบบกลิ่นทรายที่จะเป็นตัวหลักกันยาวๆ แบบ Center Notes ในการสร้างออร่ากลิ่นอายสไตล์เมทัลลิคกับแร่ธาตุที่เป็นตัวเชื่อมโทนกลิ่นตามแต่ละ Concept ของแบรนด์ได้อย่างลงตัวมาก โดยช่วงเปิดคือกลิ่นอายสายผลไม้กับค็อกเทลกันก่อนเลยเพราะกลิ่นที่โดดเด่นออกมาแบบชัดเจนมากๆ นั่นก็คือ สับปะรด ที่กลิ่นจะชัดเจนออกมาเลยแบบอารมณ์น้ำสับปะรดที่หอมสดชื่นฟุ้งออกมา แต่จะมีกลิ่นติดเปรี้ยวปลายกลิ่นเจือความเขียวของดอกส้มและมีความเปรี้ยวแปร่งหอมหน่อยๆ ของมะเฟืองเจือความขมของมะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ที่จะสร้างความสดชื่นของสายผลไม้ แต่ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะกลิ่นที่มาสร้างความลั่นล้าอย่างค็อกเทลเตกีล่าร์ที่ให้ความสดชื่นแบบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีโทนเค็มอ่อนๆ เจือความขมติดหวานปลายแบบเฉพาะตัว ทำให้ช่วงแรกอารมณ์จะเป็นเตกีลาร์ที่มีมะเฟืองตกแต่งแก้ว กับน้ำสับปะรด กับบรรยากาศชิลล์ๆ สดชื่นสร้างความมีชีวิตชีวาของกลิ่นเด่นชัดออกมาเลย แต่เมื่อดมเข้าไปใกล้ผิวกลิ่นโทนเมทัลลิคเย็นๆ กับกลิ่นแร่อ่อนๆ จะเป็นตัวรองพื้นสร้างเสน่ห์ของกลิ่นที่มีลูกเล่นอย่างมีชั้นเชิงในการสร้างโทนสีเงินเมทัลลิคเจือไปกับกลิ่นอายสายลั่นล้าได้อย่างเก๋ไม่น้อยเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มมีขึ้นเมื่อผ่านไปซักพักในการเข้าสู่ช่วงกลาง ซึ่งความสดชื่นมีความลั่นล้าในช่วงต้นจะยังตามมาอยู่ แต่จะมาผสมผสานกับโทนแร่ธาตุอวลๆ กลิ่นทราย และกลิ่นหมึกที่จะโดดเด่นมากในช่วงนี้ตีคู่ไปกับกลิ่นสับปะรดและกลิ่นโทนเมทัลลิคเงินๆ ซึ่งกลิ่นจะมีความอวลขึ้นมาอีกหนึ่งสเต็ปชัดเจน โดยที่จะมีโทน Smoky ติดควันหน่อยๆ เข้ามาเสริมทัพสร้างลักษณะกลิ่นที่มีความเก๋ รวมถึงมีกลิ่นอายออกทางคล้ายหินอุ่นๆ ที่วูบเข้ามาร่วมด้วย ทำให้มีความกึ่งกลางกำลังดีระหว่างโทนอุ่นและโทนเย็นที่เรียกร้องความสนใจและดึงดูดได้ดีเลยทีเดียว ที่สำคัญกลิ่นมีความเก๋ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นการรับช่วงต่อกันได้อย่างสวยงามจากช่วงต้นสู่ช่วงกลางที่ลงตัวมากได้ทั้งความลั่นล้าและความเก๋ดึงดูดในเวลาเดียวกัน

และเมื่อโทนค็อกเทลกับสับปะรดเริ่มจางเหลือเพียงอ่อนๆ เบาๆ ปลายกลิ่น ตามด้วยกลิ่นไม้หอมติดโทนแห้งๆ โปร่งๆ ขรึมๆ ที่เริ่มเข้ามาเสริม จนเริ่มจับต้องกลิ่นได้ถึงโทนหญ้าแฝกที่เป็นไม้หอมแห้งๆ Earthy ดินแห้งๆ หน่อยๆ และมีกลิ่นไม้โปร่งขรึมของไม้ซีดาร์ที่เข้ามาเสริม ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงท้ายของน้ำหอมที่ตอนนี้จะเป็นการตีคู่กันไประหว่างกลิ่นอายโทนแร่กึ่งเมทัลลิคอ่อนๆ กลิ่นหมึกเบาๆ กลิ่นทรายและโทน Earthy ต่างๆ ที่ยังมีโทน Smoky คลออยู่ของช่วงกลาง มาเจอกับสายไม้หอมโปร่ง ขรึม และสะอาด ซึ่งพื้นกลิ่นจะมีโทน Musk ที่สร้างออร่ากลิ่นสะอาดนวลหน่อยๆ ทำให้เนื้อกลิ่นพัฒนาในทางกลิ่นอายติดสมาร์ทและสุขุมที่ชัดเจนมากขึ้น โดยยังไม่ทิ้งความดึงดูดติดเก๋ๆ ติดปลายกลิ่นลั่นล้าบางๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นการ Mix & Match ที่ลงตัวกับอารมณ์กลิ่นที่ส่งต่อกันเป็นอย่างดีและมีชั้นเชิงในการเชื่อมโยงด้วยกลิ่นอายเมทัลลิคเนียนๆ ที่ให้ความเก๋ล้ำเนียนๆ ได้ดีมากจริงๆ

เหมาะสำหรับ - กลิ่นลงไว้ว่า Unisex แต่จะค่อนมาทางผู้ชายเสียมากเพราะ Concept ตาม B.O.B แต่เอาจริงๆ ผู้หญิงเท่ห์ๆ เก๋ๆ คูลๆ มาสายสร้างความ Contrast แบบสาย Boy ก็ใส่ได้สบายมาก แถมให้ความเท่ห์ได้อีกด้วย ซึ่งกลิ่นจะเข้ากับแทบทุกสถานการณ์ยามกลางวัน ไม่ว่าจะทางการก็ได้ จะทั่วไปก็สามารถ ใส่แบบเก๋ๆ เท่ห์ๆ ก็ได้ จะมีก็แต่ออกกำลังกายที่รอท้ายๆ จะดีกว่า ส่วนยามค่ำคืนเพิ่มสเปรย์หน่อยบอกเลยว่าไปได้หมดไม่ว่าออกงานหรือท่องราตรี ให้กลิ่นที่มีความเก๋และมีระดับไปในตัวได้สบายมาก

ความทน - ลงตัวที่ราวๆ 8 ชม. ซึ่งอาจจะมีบวกลบบ้างก็ราวๆ 2 ชม. อิงตามสภาพอากาศและจำนวนสเปรย์ด้วยส่วนหนึ่ง

การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น ให้ความสดชื่นและมีชีวิตชีวาในกลิ่นอายสายค็อกเทลและสับปะรดมาเลย ก่อนจะลดลงมากลางๆ พอเข้าช่วงท้ายจะกลายเป็นออร่ารอบๆ ตัว พ้นไปซัก 6 - 8 ชม. ถึงจะเป็น Skin Scent

สรุป - เห็นว่ามีกลิ่นสับปะรดก็อย่านึกไพล่ไปว่าเหมือน Creed - Aventus เพราะน้ำหอมที่มีกลิ่นสับปะรดมันไม่ได้จำเป็นต้องเหมือน Aventus ทุกตัวซักหน่อย โดยเฉพาะกลิ่นนี้ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และ Unique อย่างมีสไตล์มาก โดยที่นำเสนอ Concept ของทั้ง 3 แบรนด์ได้ชัดเจน ไล่เรียงกันอย่างมีชั้นเชิง และสอดแทรกผสมผสานเนียนๆ ได้อย่างลงตัว แตะความเป็นกลิ่นอายสายผู้ชายที่มีสไตล์และมีหลากหลายมุมในตัวได้ดีมากด้วยเช่นกัน

หมายเหตุ:

1. Review นี้ มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

2. Review นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายใดๆ ของร้านน้ำหอม/ผู้ขายคนนั้นๆ”

Photo Credit - https://www.fragrantica.com/perfume/Pryn-Parfum/Indium-B-O-B--40808.html